คณะผู้บริหารก.เกษตรร่วมพิธีรถน้ำขอพร’รมช.เกษตรฯ’ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407524

คณะผู้บริหารก.เกษตรร่วมพิธีรถน้ำขอพร'รมช.เกษตรฯ' เนื่องในเทศกาลสงกรานต์

คณะผู้บริหารก.เกษตรร่วมพิธีรถน้ำขอพร’รมช.เกษตรฯ’ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562, 21.13 น.

กระทรวงเกษตรจัดงานรดน้ำขอพร นายลักษณ์ วจนานวัจ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีรดน้ำและขอพร เนื่องในโอกาสเทศกาลวันสงกรานต์ ปี 2562 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รายงานพิเศษ : บูรณาการแก้ปัญหาน้ำด้วย‘บางระกำโมเดล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407261

รายงานพิเศษ : บูรณาการแก้ปัญหาน้ำด้วย‘บางระกำโมเดล’

รายงานพิเศษ : บูรณาการแก้ปัญหาน้ำด้วย‘บางระกำโมเดล’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

“เดิมนั้นฤดูนาปี กว่าจะได้เริ่มทำนาต้องรอน้ำฝน เดือนพฤษภาคม หรือ มิถุนายน เพาะปลูกไปแล้วฝนทิ้งช่วงเกิดความเสียหาย เมื่อใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณเดือนสิงหาคม หรือ กันยายน น้ำหลากมาท่วมเสียหาย พอมาถึงฤดูนาปรัง เกษตรกรจะทำนาได้บางพื้นที่ที่มีที่นาอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือมีบ่อบาดาล แต่ทำนาไปแล้วก็มีความเสี่ยงน้ำไม่พอ สรุปคือ ก่อนมีโครงการบางระกำโมเดล พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ อาชีพทำนามีแต่ความเสี่ยงเกิดความเสียหายทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง”

กำนันสมศักดิ์ บ่องเขาย้อย กำนันตำบลท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่กล่าวถึงการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ระหว่างที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง การช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำใน 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร นครสวรรค์ และ กำแพงเพชร พร้อมเปิดการส่งน้ำเพื่อเพาะปลูกฤดูนาปี 2562 เป็นการเริ่มดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ปี 2562

“โครงการบางระกำโมเดล” ดำเนินการครั้งแรกปี 2560 ช่วงที่พล.อ.ฉัตรชัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งกรมชลประทาน บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 23 หน่วยงาน และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำวางแผนปลูกพืชบริหารจัดการน้ำในรูปแบบประชารัฐ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” เรื่องแก้มลิงมาใช้ป้องกันแก้ปัญหาน้ำท่วม

ครั้งนั้นใช้ชื่อโครงการเป็นทางการว่า “โครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ” หรือ“โครงการบางระกำโมเดล 60” โดยปรับเปลี่ยนปฏิทินทำนาปีของเกษตรกรในทุ่งบางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มแม่น้ำยมที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำครอบคลุม 2 จังหวัด คือ พิษณุโลกและสุโขทัย พื้นที่รวม 265,000 ไร่ ให้เพาะปลูกข้าว และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนฤดูน้ำหลาก เพื่อใช้ทุ่งนาเก็บเกี่ยวแล้วเป็นพื้นที่รับน้ำหลากจากแม่น้ำยม ตัดปริมาณน้ำส่วนเกินออกจากลำน้ำยม ทำให้น้ำไม่เอ่อท่วมเขตชุมชนและสถานที่ราชการจังหวัดสุโขทัย

จากความสำเร็จของโครงการบางระกำโมเดล 60 กรมชลประทานขยายผลดำเนินงานโครงการปี 2561 ต่อเนื่องปี 2562 โดยปี 2561 ขยายพื้นที่โครงการเพิ่มจากเดิม 265,000 ไร่ เป็น 382,000 ไร่ รองรับปริมาณน้ำได้มากกว่า 550 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากเดิมรับน้ำได้เพียง 400 ล้าน ลบ.ม. ส่วนการดำเนินโครงการปี 2562 ยังมีพื้นที่ดำเนินการเท่ากับปี 2561 เนื่องจากเต็มศักยภาพแล้ว แต่จะเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

กำนันสมศักดิ์กล่าวต่อว่า หลังดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ทำให้มีความมั่นคงเรื่องน้ำทำนาทั้ง 2 ฤดู โดยฤดูนาปีได้ทำนาตั้งแต่เดือนเมษายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จก่อนมี
น้ำหลากมาโดยไม่เกิดความเสียหาย และฤดูนาปรังมีน้ำให้ทำนาเต็มพื้นที่ นอกจากนี้ ฤดูน้ำหลากเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เกษตรกรยังพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยทำประมงเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการผลิต จากการที่น้ำท่วมที่นาเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินลดการใช้ปุ๋ย และยังช่วยทำลาย วัชพืช ข้าวดีด โรค และแมลงศัตรูพืช ลดใช้สารเคมี ดังนั้น จึงต้องการให้รัฐบาลดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการบางระกำโมเดล เป็นการปรับเปลี่ยนปฏิทินทำนาปีของเกษตรกรพื้นที่ทุ่งบางระกำ ลดความเสี่ยงผลผลิตข้าวเสียหายจากน้ำท่วม ภาครัฐได้ประโยชน์ที่ประหยัดงบประมาณจ่ายชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วม ที่สำคัญหลังเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติรับน้ำฤดูน้ำหลาก เป็นการหน่วงน้ำไม่ให้กระทบลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง อีกด้วย

“พื้นที่ลุ่มน้ำยม เป็นเพียงลุ่มน้ำเดียวของลุ่มน้ำสาขาลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่เก็บกักน้ำ ทำให้ช่วงฤดูน้ำหลากเกิดน้ำท่วมที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำยม ในจ.พิษณุโลกและสุโขทัยเป็นประจำ รวมทั้งส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้น ระหว่างรอโครงการชลประทานขนาดใหญ่และสำคัญในอนาคต รัฐบาลจึง
จัดทำโครงการบางระกำโมเดลขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น”อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางระกำ ในปี 2562 นั้น กรมชลประทานวางแผนเตรียมส่งน้ำเข้าระบบคลองตั้งแต่วันที่ 15-31 มีนาคม และส่งน้ำให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกพืชฤดูฝนได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน สิ้นสุดการส่งน้ำวันที่ 31 กรกฎาคม จากนั้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม – พฤศจิกายนเป็นช่วงหน่วงน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ เตรียมพื้นที่รองรับปริมาณน้ำหลากจากอุทกภัยลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำสาขา รวมทั้งปริมาณน้ำจากฝนตกในพื้นที่

โดยช่วงฤดูน้ำหลากนั้น กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดลด้วยการเพิ่มการระบายน้ำในแม่น้ำยมด้วยการผันน้ำลงแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมสายเก่า พร่องน้ำเหนือประตูระบายน้ำระดับที่ต่ำกว่าระดับวิกฤติ 2-3 เมตร เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะผันมาจากแม่น้ำยมผ่านประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย หากเกิดกรณีวิกฤติปริมาณน้ำมากเกินกว่าความสามารถการระบายที่จะผ่านแม่น้ำยม ในเขตอ.เมืองสุโขทัย จะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในโครงการบางระกำโมเดลรับน้ำหลาก ป้องกันอุทกภัยเขตชุมชนเมืองสุโขทัย ซึ่งรองรับได้ประมาณ 550 ล้าน ลบ.ม. หลังพ้นฤดูน้ำหลาก ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2562 ก็จะระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อให้เกษตรกรเริ่มปลูกข้าวนาปรัง

นอกจากนี้ จากความสำเร็จโครงการบางระกำโมเดลช่วงที่ผ่านมาจึงขยายผลดำเนินการใน 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างใต้ จ.นครสวรรค์ งประกอบด้วย ทุ่งเชียงราก จ.สิงห์บุรี ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งป่าโมก จ.อ่างทอง ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ทุ่งโพธิ์พระยา ทุ่งบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และทุ่งรังสิตใต้ จ.ปทุมธานี รวมพื้นที่ 1.15 ล้านไร่น้ำหลากได้ 1,533 ล้าน ลบ.ม. โดยให้เกษตรเริ่มเพาะปลูกได้เดือนพฤษภาคม เก็บเกี่ยวเดือนกันยายน ก่อนใช้เป็นที่รับน้ำหลากเช่นเดียวกับทุ่งบางระกำ ทำให้รับน้ำหลากได้ถึง 2,033 ล้าน ลบ.ม. หรือเท่ากับปริมาณความจุของเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์รวมกัน

ติดดาบศูนย์ขยายพันธุ์พืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407258

x

ติดดาบศูนย์ขยายพันธุ์พืช

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ศูนย์ขยายพันธุ์พืช เป็นหน่วยงานของกรมมีหน้าที่ศึกษา วิจัย ทดสอบ ประยุกต์และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพันธุ์พืช ให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของกรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์คือ ผลิตเมล็ดพันธุ์และพืชพันธุ์ดี สนับสนุนงานส่งเสริมการเกษตรและจำหน่ายให้เกษตรกรในราคาถูกคุณภาพดี สอดคล้องความต้องการของเกษตรกรโดยศูนย์ขยายพันธุ์พืชตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ10 ศูนย์ ที่จ.ชลบุรี ตรัง นครราชสีมา นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ พิษณุโลก มหาสารคามลำพูน สุพรรณบุรีและอุดรธานี โดยดำเนินงาน 5 กิจกรรมหลัก คือ 1.สนับสนุนพัฒนาภารกิจด้านขยายพันธุ์พืชสู่งานวิจัย 2.สนับสนุนการผลิตขยายพันธุ์พืชเพื่อส่งเสริมการเกษตร 3.ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตขยายพันธุ์พืช 4.ประเมินผลปฏิบัติงานศูนย์ขยายพันธุ์พืช 5. สัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนาผลิตและขยายพันธุ์พืช

สำหรับกิจกรรมด้านวิจัยทดสอบ เพื่อหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมพัฒนางานผลิตขยายพันธุ์พืชได้วิจัยเรื่องต่างๆ เช่น ปลูกเมลอนระบบไฮโดรโปนิกส์ การทดสอบเก็บต้นไหลสตรอเบอร์รี่ในห้องเย็น วิจัยสูตรอาหารใช้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยหิน สนับสนุนการผลิตขยายพันธุ์พืชเพื่องานส่งเสริมการเกษตร ผลิตจัดหาพืชพันธุ์ดี มีเป้าหมาย 392 ไร่ ดูแลบำรุงรักษาแม่พันธุ์พืชพันธุ์ดีในโรงเรือน 25,800 ต้น จัดเตรียมแม่พันธุ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการโดยผลิตแม่พันธุ์ดีพันธุ์หลัก 10,000 ต้น และผลิตแม่พันธุ์ดีชั้นพันธุ์ขยาย 100,000 ต้น ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและขยายพันธุ์พืช จัดอบรมเกษตรกร เรื่องเทคนิคการผลิตขยายพันธุ์พืชเป้าหมาย 900 คน

“การผลักดันให้ศูนย์ขยายพันธุ์พืชดำเนินการตามบทบาทภารกิจนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรในชุมชนด้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และพืชพันธุ์ดีที่มาจากการทดลองวิจัย ทำให้เกษตรกรได้รับความรู้จากการอบรมถ่ายทอดความรู้นำไปปฏิบัติได้จริง สร้างรายได้ ลดต้นทุน” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

ท่องเที่ยวแก่นมะกรูดสดใส ดันรายได้ชาวบ้าน6เดือนทะลุ5ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407259

x

ท่องเที่ยวแก่นมะกรูดสดใส ดันรายได้ชาวบ้าน6เดือนทะลุ5ล.

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานด้านการท่องเที่ยว โครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการปิดทองหลังพระฯ ต.แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี กล่าวว่า จากการเก็บสถิติเดือนธันวาคม2561 ถึงเดือนมกราคม 2562 ซึ่งเป็นเทศกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวของแก่นมะกรูดมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 200,000 คน เฉพาะช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ 4 วัน มีนักท่องเที่ยวกว่า 45,000 คน ซึ่งอบจ. ร่วมกับชาวบ้านและมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวฤดูหนาวภายใต้สโลแกน “หนาวสุดกลางสยาม”ให้นักท่องเที่ยวสัมผัสอากาศหนาวของผืนป่าเขตอุทยานแห่งชาติ

ห้วยขาแข้ง ควบคู่กับกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนกะเหรี่ยงที่เคยบุกรุกป่าทำไร่ มาเป็นผู้ให้บริการที่พักแบบโฮมสเตย์และจำหน่ายผลผลิตการเกษตรของพื้นที่ทำรายได้เข้าชุมชนแทน

กิจกรรมดังกล่าวทำให้รายได้ของชาวบ้านแก่นมะกรูดด้านการท่องเที่ยว 2 ไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2562 จากกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย ตลาดกะเหรี่ยง และการแสดงรำตง3,302,952 บาท จำหน่ายพืชเมืองหนาว 1,142,410 และจุดบริการกางเต็นท์ที่พัก 765,530 บาท รวมเป็นเงิน 5,210,892 บาท

“จากการจัดเทศกาลท่องเที่ยวไม่กี่ปี ชาวบ้านในชุมชนเริ่มเห็นการพัฒนาพื้นที่ว่าส่งผลดีและเกิดประโยชน์หลายด้าน เป็นไปตามแนวพระราชดำริ – เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เมื่อมีรายได้จากกิจกรรมอื่น ทั้งปลูกพืชมูลค่าสูง การท่องเที่ยวส่งผลให้ชาวบ้านใช้พื้นที่ป่าลดลง มีการพัฒนาอาชีพจากการท่องเที่ยว เช่น ตื่นตัวเปิดให้บริการโฮมสเตย์มากขึ้น จนปัจจุบันมีกว่า 20 แห่ง มีการปรับปรุงพื้นที่เพาะปลูก พืชผัก ผลไม้เมืองหนาว รวมถึงไม้ยืนต้นที่เป็นพืชเศรษฐกิจ ลดบุกรุกและเริ่มได้ป่ากลับคืนมา”นายเผด็จกล่าว และย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นพิสูจน์แนวพระราชดำริ เรื่องการเริ่มแบบเล็กๆ บูรณาการสำเร็จได้จริง ชาวบ้านมีชีวิตดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ปัจจุบัน อบจ.อุทัยธานีและปิดทองหลังพระฯ ร่วมสนับสนุนให้ปลูกและเริ่มดำเนินการแล้ว อาทิ กาแฟ อโวกาโด พลับ ทุเรียน ลองกอง เพราะสภาพอากาศของแก่นมะกรูดดีกว่าหลายพื้นที่ คาดว่าจะเข้ามามีบทบาทด้านเมืองท่องเที่ยวผลไม้ในอนาคตจนทำให้ท่องเที่ยวได้ตลอดปีตามเป้าหมาย

กรมชลฯออกโรงแจงยกการพัฒนาจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาได้มีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407257

กรมชลฯออกโรงแจงยกการพัฒนาจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาได้มีประสิทธิภาพ

กรมชลฯออกโรงแจงยกการพัฒนาจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาได้มีประสิทธิภาพ

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562, 18.30 น.

กรมชลฯ ออกโรงแจง ยกการพัฒนาจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยา ได้มีประสิทธิภาพ มี 4 เขื่อนหลัก รีบมือได้ทุกวิกฤติ หลังโดนโจมตี หากวิกฤตภัยแล้งปี 2536 ถ้าเกิดขึ้นอีกในลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรุงเทพ ฯ จะขาดน้ำดิบในการผลิตน้ำประปา ชี้ปี58น้ำต้นทุนน้อยสุดในรอบ20ปียังบริหารผ่านพ้นมาได้จัดสรรให้เท่าเทียม ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ”

10 เม.ย.62 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงกรณีมีการนำเสนอข่าว โดยอ้างถึงวิกฤตภัยแล้งปี 2536 ถ้าเกิดขึ้นอีกในลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรุงเทพ ฯ จะขาดน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาและการแก้ปัญหาน้ำในปัจจุบันยังไม่รองรับวิกฤติ การขาดแคลนน้ำในอนาคต ว่าบทบาทในการพัฒนาและจัดการน้ำของประเทศไทยเป็นระบบมากขึ้น นับตั้งแต่เริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ.2504 เป็นต้นมา ซึ่งการพัฒนาแหล่งน้ำในแต่ละแผนนั้น มีการปรับเปลี่ยนแนวทางและรูปแบบไปตามสถานการณ์และสภาวะแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงไป การพัฒนาแหล่งน้ำที่ดำเนินการภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในระยะแรกนั้น ได้มุ่งเน้นการก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ทั้งยังลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำภาคการเกษตร รวมถึงการใช้น้ำในภาคส่วนอื่นๆ โดยยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาแหล่งน้ำได้มีการปรับเปลี่ยนตามสภาวะโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนจากด้านการเกษตรไปสู่ด้านอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

ซึ่งทำให้มีปริมาณความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่แหล่งน้ำต้นทุนยังมีอยู่อย่างจำกัด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาแหล่งน้ำตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นมา โดยเน้นเป้าหมายไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมชลประทานได้เน้นการใช้กลยุทธการบริหารแบบมีส่วนร่วม และการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาปรับใช้กับระบบส่งน้ำรวมถึงอาคารชลประทานต่างๆ ด้วยการพัฒนาระบบชลประทานสมัยใหม่ให้ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา พร้อมกับเริ่มพัฒนาระบบเก็บกักน้ำให้ดีขึ้น

สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการประชุมและติดตามสถานการณ์น้ำในแต่ละสัปดาห์ เพื่อร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน สภาพทางอุตุ-อุทกวิทยา และสภาพพื้นที่เพาะปลูกจริงในปัจจุบัน จากภัยแล้งปี 2536 วันที่ 1 มกราคม 2537 เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาตรน้ำใช้การได้รวมกัน 2,043 ล้านลูกบาศก์เมตร การจัดสรรน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็มบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาและเพื่อการประปานครหลวงตามแผนประมาณวันละ 4.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ในช่วงเดือนมกราคมได้ระบายน้ำเฉลี่ยประมาณวันละ 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้เพราะมีน้ำในพื้นที่นาระบายทิ้งออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ซึ่งสามารถใช้ในการผลิตน้ำประปาและผลักดันน้ำเค็มได้อย่างเพียงพอ ความเค็มของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สะพานพุทธยอดฟ้าฯ เริ่มสูงเกินเกณฑ์ควบคุม (2 กรัม/ลิตร) ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม จึงได้ปรับแผนการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็นวันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ไม่สามารถหยุดยั้งการรุกล้ำของน้ำเค็มได้ ความเค็มได้รุกล้ำถึงสถานีสูบน้ำของการประปานครหลวงที่สำแล จังหวัดปทุมธานี ประกอบกับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนเนื่อง (Neap Tide) เนื่องจากปริมาณน้ำมีจำกัดไม่สามารถเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาได้ จึงได้ผันน้ำจากแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองพระยาบันลือ และคลองพระพิมล มาลงแม่น้ำเจ้าพระยาได้ประมาณวันละ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2537 และหลังจากที่มีฝนเริ่มตกตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ทำให้มีน้ำจำนวนหนึ่งระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยามาเจือจางน้ำเค็ม น้ำเค็มไม่หนุนขึ้นสูงเช่นในช่วงต้นเดือนมีนาคมอีก และหยุดการผันน้ำตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2537 รวมเป็นปริมาณน้ำที่ผันทั้งสิ้นประมาณ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับความเค็มในแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลองสามารถควบคุมความเค็มได้ตลอด

หลังจากปี 2536 กรมชลประทานได้ก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ซึ่งก่อสร้าง แล้วเสร็จและเก็บกักน้ำได้ในปี 2542 และปี 2552 ตามลำดับ ทำให้ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นเป็น 4 แห่ง ประกอบด้วยเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาประสบปัญหาน้ำต้นทุนน้อยในรอบ 20 ปี เมื่อปี 2558 ณ วันที่ 1 มกราคม 2558 มีปริมาตรน้ำใช้การได้ประมาณ 6,766 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้จากเขื่อนทั้งสองแห่ง(เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน)รวมกันประมาณ 1,388 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมาตรการในช่วงฤดูแล้งปีดังกล่าว ได้งดการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง โดยจะส่งน้ำเฉพาะเพื่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศน์ มุ่งเน้นการควบคุมคุณภาพน้ำและปริมาณน้ำ โดยเฉพาะการผลิตน้ำประปาของการประปานครหลวง มีการควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน รวมทั้งการควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ร่วมกับการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหก ในอัตราเฉลี่ยรวมวันละ 8.64 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปี 2537 ในอัตราเฉลี่ยวันละ 4.34 ล้านลูกบาศก์เมตร

ซึ่งในปัจจุบันก็ได้ดำเนินการตามมาตรการนี้ และจากสถิติในช่วงปี 2549 ถึงปี 2562 แม้ว่ามีเพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 6 ปี ที่ค่าความเค็มสูงเกินเกณฑ์วิกฤต แต่จากการประสานความร่วมมือกับการประปานครหลวงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรับมือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ส่งผลให้สามารถจ่ายน้ำให้กับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงมีส่วนสำคัญทำให้การผลิตน้ำประปาของการประปานครหลวง ที่สูบจ่ายให้กับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น ประกอบกับมีการก่อตั้งหน่วยงานใหม่ คือ สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่มีหน้าที่ประสาน ติดตาม กำกับ และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้มีการศึกษา สำรวจ และออกแบบระบบชลประทานให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพทางอุตุนิยมวิทยา สภาพทางอุทกวิทยา และสภาพทางสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำในการใช้อุปโภค – บริโภค และการทำเกษตรกรรมตามความเหมาะสม เพื่อความเท่าเทียมกันของประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

กรมประมงดีเดย์เปิดตัวระบบผลิตกุ้งปลอดโรค ช่วยเกษตรกรลดความเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407253

กรมประมงดีเดย์เปิดตัวระบบผลิตกุ้งปลอดโรค ช่วยเกษตรกรลดความเสี่ยง

กรมประมงดีเดย์เปิดตัวระบบผลิตกุ้งปลอดโรค ช่วยเกษตรกรลดความเสี่ยง

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562, 18.13 น.

กรมประมง ดีเดย์ เปิดตัวระบบผลิตกุ้งปลอดโรค ต้น เม.ย. ช่วยเกษตรกรลดความเสี่ยงเลี้ยงกุ้งทะเลต้นทุนสูง

10 เม.ย.62 นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ความเสี่ยงในการเกิดโรคในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเลเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกศรรกราสูงขึ้น สร้างปัญหาต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในตลาดโลก เกษตรกรต้องการลดความเสี่ยงดังกล่าวโดยการตรวจสอบการปลอดโรคของ พันธุ์กุ้ง ที่จะนำมาเลี้ยงใหม่  ดังนั้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง กรมประมงจึงดำเนินโครงการ การผลิตกุ้งปลอดโรคทั้งระบบ ซึ่งจะทำให้ได้ พันธุ์กุ้ง ที่มีคุณภาพดี มีความแข็งแรง ปลอดโรค ช่วยลดความเสี่ยงของการนำเชื้อก่อโรคสู่ฟาร์มเลี้ยง สนับสนุนให้การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และกุ้งก้ามกรามเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืน โดยโครงการนี้จะแบ่งเป็น 3 กระบวนการ คือกระบวนการที่ 1 การ Clean up : ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 10 พฤษภาคม 2562

โดยกรมประมง จะเข้าเก็บตัวอย่างพ่อแม่พันธุ์ ขี้กุ้ง ลูกกุ้ง และอาหารสด เพื่อตรวจหาเชื้อก่อโรคในกุ้ง พร้อมทั้งจะตรวจระบบการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ขั้นพื้นฐานในโรงเพาะและอนุบาลกุ้งทะเลและกุ้งก้ามกรามทั้งหมดจำนวน 428 แห่ง กระบวนการที่ 2 การตรวจ Lot by lot : ดำเนินการต่อจากการ Clean up โดยกรมประมงจะตรวจสอบลูกกุ้งระยะ PL ในโรงเพาะฟักและโรงอนุบาลกุ้งทะเลและที่จะขายให้เกษตรกร ในทุกรุ่นการผลิต

กระบวนการที่ 3 การใช้ Application รายงานการเกิดโรคสัตว์น้ำแบบออนไลน์ : เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นไป โดยกรมประมงจะเปิดระบบการรายงานการเกิดโรคให้เจ้าหน้าที่ เกษตรกรและบุคคลทั่วไป เข้ามาใช้งานเพื่อรายงานเละตรวจสอบการเกิดโรค เมื่อพบกุ้งมีการตายผิดปกติ เจ้าหน้าที่ของกรมประมงจะเข้าไปตรวจสอบ และแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร

กรมประมงคาดหวังว่าการดำเนินการดังกล่าวช่วยให้ห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมการผลิตกุ้งมีความยั่งยืน เนื่องจากโรงเพาะพันธุ์และโรงอนุบาลถือเป็นกิจกรรมต้นน้ำ การควบคุมคุณภาพที่ดี โดยให้มีการผลิตลูกกุ้งคุณภาพและปลอดจากเชื้อก่อโรค จะลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อที่มีประสิทธิภาพได้

นอกจากสภาพภูมิอากาศที่มีความแปรปรวนแล้วยังเป็นปีที่คาดว่าเป็นปีที่แล้งจัด ทำให้ฤดูการเลี้ยงกุ้งที่กำลังเริ่มในปีนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดที่รุนแรงขึ้น ขอเตือนเกษตรกร เช่น โรงเพาะฟัก ใช้พ่อแม่พันธุ์กุ้งที่ปลอดจากเชื้อก่อโรค ที่ผ่านการตรวจโรคจากกรมประมง โรงอนุบาลและฟาร์มเลี้ยง ใช้ลูกกุ้งจากโรงเพาะฟักที่ได้มาตรฐานการผลิตกุ้งปลอดโรคมีการจัดการการเลี้ยงที่ดี หลีกเลี่ยงการทำให้กุ้งเกิดความเครียด เช่น ไม่ปล่อยกุ้งแน่นจนเกินไป คุณภาพน้ำเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการใช้อาหารสด

ยอดจอง‘ทุเรียนออนไลน์’ถล่มทลาย ‘ล้ง’ส่งจีนแห่เหมาสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407226

ยอดจอง‘ทุเรียนออนไลน์’ถล่มทลาย ‘ล้ง’ส่งจีนแห่เหมาสวน

ยอดจอง‘ทุเรียนออนไลน์’ถล่มทลาย ‘ล้ง’ส่งจีนแห่เหมาสวน

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562, 17.04 น.

ยอดจอง‘ทุเรียนออนไลน์’ถล่มทลาย ‘ล้ง’ส่งจีนแห่เหมาสวน

10 เม.ย.62 นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทุเรียนใน จ.จันทบุรี ระยอง และตราด  ผลผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพส่วนใหญ่เกษตรกรจะจำหน่ายแบบเหมาสวนให้กับล้ง และเลือกจำหน่ายทุเรียนแก่ล้งที่ให้ราคาดีกว่า เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ซึ่งขณะนี้ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุทุเรียน (ล้ง) ได้เปิดทำการรับซื้อทุเรียนตั้งแต่ช่วงประมาณกลางเดือนมีนาคม

สำหรับเกรดพรีเมี่ยมส่งห้างสรรพสินค้าภายในประเทศ เช่น Tops , Makro และ The Mall โดยผลผลิต เกรด A และ เกรด B ราคารับซื้อเหมาสวน อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ  115 – 130 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 90 บาท และ เกรดรวม (คละไซส์ทุกลูก) กิโลกรัมละ 120 บาท ในขณะที่ เกรดพรีเมี่ยม กิโลกรัมละ 135 – 140 บาท  ทั้งนี้ สำหรับ ผลผลิตตกเกรด ซึ่งส่วนใหญ่กระจายตลาดภายในประเทศ อยู่ที่กิโลกรัมละ 85 บาท

นอกจากนี้ เกษตรกร มีแนวโน้มการขายทุเรียนแบบออนไลน์ผ่านFacebook และ Line มากขึ้น โดยมีการรับประกันคุณภาพและมีบริการจัดส่งผ่านบริษัทไปรษณีย์ไทย และบริษัท เคอรี่ จำกัด ทำให้เกษตรกรได้รับราคาจำหน่ายสูงกว่าตลาดทั่วไป และหากขายยกกล่องตามน้ำหนักสามารถคละเกรดในการจำหน่ายได้ด้วย รวมถึงการขายแบบเหมาต้นทุเรียนในสวนราคากิโลกรัมละ 150 บาททุกลูก เป็นต้น

นางอัญชนา กล่าวว่านอกจากล้งจะเป็นผู้รวบรวมผลผลิตรายใหญ่จากเกษตรกรในพื้นที่แล้ว สหกรณ์การเกษตรหลายสหกรณ์ในภาคตะวันออกก็มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมผลผลิตทุเรียนจากเกษตรกรสมาชิก เป็นตัวกลางในการซื้อขายผลผลิต และการคัดคุณภาพระหว่างเกษตรกร และบริษัทคู่ค้าด้วย โดยมีการรับรองคุณภาพมาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทำให้ราคาที่เกษตรกรได้รับสูงกว่าตลาดทั่วไป และหากเกษตรกรรายใดที่มี GAP จะได้รับราคาจำหน่ายเพิ่มอีกกิโลกรัมละ 2 บาท

นอกจากนี้ บางสหกรณ์ยังมีห้องเย็นในการแปรรูปเป็นทุเรียนแช่แข็ง และแกะเปลือกส่งออกตลาดต่างประเทศ เช่น จีน และสหรัฐอเมริกา อีกทั้งสามารถรองรับผลผลิตที่ตกเกรดจากการส่งออกได้ โดยราคารับซื้ออยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 50 – 60 บาท รวมไปถึงการรับจ้างบรรจุภัณฑ์ (Packing) และให้เช่าสถานที่ในการคัดบรรจุกับบริษัทส่งออก ซึ่งในอนาคต คาดว่า การส่งออกทุเรียนแช่แข็งจะสามารถขยายตลาดต่อไปได้อีก

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ประกอบการ และเกษตรกรถึงระบบการตรวจสอบคุณภาพผลไม้ของจีน ซึ่งจะมีความเข้มงวดมากขึ้นนั้น ทำให้เกษตรกรมีความตื่นตัวในการขึ้นทะเบียน และรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เพื่อยื่นยืนยันที่โรงคัดบรรจุมากขึ้น โดยปี 2562 (ข้อมูลสะสม ณ วันที่ 29 มีนาคม 2562 สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จ.จันทบุรี) พบว่า มีจำนวนเกษตรกรภาคตะวันออกที่จดทะเบียนรับรองแหล่งผลิต (GAP) ทุเรียนแล้ว 4,121 ราย รวมพื้นที่ 55,953.12 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึงร้อยละ 77 ส่วนด้านโรงคัดบรรจุ จะต้องผ่านมาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) เพื่อยืนยันสำหรับการส่งออก โดยระบุรหัสโรงคัดบรรจุลงบนใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) ด้วยเช่นกัน

รองเลขาฯสศก.กล่าวว่าปัญหาของเกษตรกร คือ แรงงานภาคเกษตรที่มีค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และการขาดแคลนแรงงานในสวนผลไม้และที่โรงคัด ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการดูแลรักษาต้นทุเรียน และค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำมารดสวนเนื่องจากภัยแล้ง ดังนั้น เกษตรกรควรลดต้นทุน โดยการใช้ยาและสารเคมีตามความจำเป็น รวมทั้งภาครัฐให้การสนับสนุนการรวมกลุ่มเพื่อผลิตปุ๋ยหมัก และปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง มีการวางแผนให้ผลผลิตออกสู่ตลาดในแต่ละเดือน และบำรุงรักษาต้น เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ ตลอดจนการนับวันดอกบาน และกำหนดวันเก็บเกี่ยว เพื่อไม่ให้มีทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีโอกาสได้รับกำไรมากขึ้น และสามารถทำสวนผลไม้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรกรทั่วไทยเฮ! ‘กฤษฎา’เซ็นแก้3มาตรา’กม.กองทุนฟื้นฟูฯ’เตรียมชงครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407122

เกษตรกรทั่วไทยเฮ! 'กฤษฎา'เซ็นแก้3มาตรา'กม.กองทุนฟื้นฟูฯ'เตรียมชงครม.

เกษตรกรทั่วไทยเฮ! ‘กฤษฎา’เซ็นแก้3มาตรา’กม.กองทุนฟื้นฟูฯ’เตรียมชงครม.

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562, 11.16 น.

10 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะกรรมการกองทุนและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เฉพาะกิจ เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือเสนอ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ใน 3 มาตรา โดยกลุ่มสมาพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย (สกท.) ซี่ง นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล ประธานที่ปรึกษาสมาพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย พร้อมเครือข่ายหนี้สินเกษตรกร ประมาณ 500 คน ได้นำเกษตรกรมาเรียกร้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งก่อนหน้านี้ ได้ติดตามทวงถามมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือ ขอให้แก้ พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 3 มาตรา ได้แก่ มาตรา 16 แก้ไขวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนเกษตรก เพิ่มจาก 2 ปี เป็น 4 ปี เพื่อให้คณะกรรมการสามารถทำงานได้ยาวนานขึ้นและประหยัดงบประมาณในการเลือกตั้งได้เป็นจำนวนมาก มาตรา 23 แก้ไขที่ตั้งของสำนักงานใหญ่และสาขาจังหวัด ซึ่งตามที่กำหนดไว้เดิมใน พ.ร.บ.ต้องมีที่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น จึงปรับเป็นให้สามารถจัดหาที่ตั้งของสำนักงานได้ตามความจำเป็นมากขึ้นโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ และมาตรา 37/9 ปรับปรุงแก้ไขวิธีการชำระหนี้แทนเกษตรกร กรณีหลักทรัพย์ค้ำประกันและใช้บุคคลค้ำประกัน โดยให้กองทุนฟื้นฟูฯ สามารถซื้อหนี้บุคคลค้ำประกันไปบริหารได้ด้วย เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น จึงได้ลงนามถึงนายสมคิดเพื่อให้ความเห็นชอบนำเข้า ครม.ต่อไป

นายกฤษฎา กล่าวว่า ตนได้ลงนามในคำสั่งและประกาศตามข้อเรียกร้องที่ขอให้ออกระเบียบ กฟก.สำหรับใช้เสนอโครงการส่งเสริมฟื้นฟูอาชีพของสมาชิก กฟก.เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง กฟก.ส่วนการออกคำสั่งให้คณะทำงานการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิก กฟก.ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ที่ผ่านมานั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสมาชิก กฟก.3,000 กว่าราย ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือภายใต้มติดังกล่าว แต่หมดระยะเวลาของโครงการซึ่งกำลังได้รับความเดือดร้อนหนัก

ด้าน นายยศวัจน์ กล่าวว่า ดีใจมากที่ รมว.เกษตรฯ เร่งรัดแก้ปัญหา นำไปสู่การแก้ไขข้อกฎหมาย กฟก.รวมทั้งการออกคำสั่งให้มีคณะทำงานการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหนี้สินนั้นจะช่วยให้เกษตรกรสามารถร่วมกับ ฟก.ในการเจรจาจัดการหนี้สินกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ด้วยวิธีการที่ไม่เสียวินัยการเงินการคลัง สิ่งที่ผู้แทนเกษตรกรพึงพอใจที่สุดคือ ในการออกระเบียบ กฟก.สำหรับใช้เสนอโครงการส่งเสริมฟื้นฟูอาชีพของสมาชิก กฟก.ซึ่งนับได้ว่าเป็นครั้งแรกใน 20 ปี นับแต่ก่อตั้ง กฟก.ที่นายกฤษฎา มาเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ตรงตามเจตนารมย์กองทุนฟื้นฟูฯ โดยแท้จริง ซึ่งระเบียบนี้จะช่วยเกษตรกรได้รับการสนับสนุนเงินทุนในการประกอบอาชีพ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อปี เมื่อเกษตรกรมีรายได้จะสามารถชำระหนี้ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องนำงบประมาณจำนวนมากไปซื้อหนี้จากสถาบันการเงินต่างๆอีกต่อไป และสำคัญที่สุดคือเกษตรกรทำกินเลี้ยงชีพอยู่ในที่ดินของตนเอง ไม่ถูกยึกทรัพย์ขายทอดตลาด รักษาที่ดินไว้ให้ลูกหลานสืบต่ออาชีพเกษตรได้ยั่งยืน

มาตรการแก้ไข่ไก่ราคาตกบรรลุผล เดินหน้าแผนระยะยาวเน้นส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406993

x

มาตรการแก้ไข่ไก่ราคาตกบรรลุผล เดินหน้าแผนระยะยาวเน้นส่งออก

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังนายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ นำเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยจากภาคใต้และจังหวัดอื่นเข้าพบขอบคุณที่ช่วยผลักดันมาตรการแก้ปัญหาราคาไข่ไก่สำเร็จว่า จากมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ของกระทรวงเกษตรฯที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรปรับขึ้นอยู่ที่ฟองละ 2.50 บาท ทำให้ภาวะปริมาณไข่ไก่ล้นตลาดเริ่มกลับสู่สมดุลหลังเอกชนผู้นำเข้าปู่ย่าพันธุ์ (GP) และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่(PS) ทั้ง 16 บริษัท และเจ้าของฟาร์มไก่ไข่ขนาด 2 แสนตัวขึ้นไป ให้ความร่วมมือลดจำนวนไก่พันธุ์และลดแม่ไก่ไข่ยืนกรง พร้อมผลักดันส่งออกไข่ไก่ไปจำหน่ายต่างประเทศตามแผนปฏิบัติการ “PS Support” ของกรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์หรือ Egg Board ที่มุ่งแก้ปัญหาไข่ไก่ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ด้วยการปรับสมดุลการผลิตให้เหมาะกับความต้องการบริโภคในประเทศ ลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยจากปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ขายไข่ไก่ได้ในราคาที่น่าพึงพอใจ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค

“การแก้ปัญหาราคาไข่ไก่เป็นระบบและจริงจังเริ่มตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน อาศัยการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนรายใหญ่และเกษตรกรผู้เลี้ยงร่วมมือตามมาตรการที่กรมปศุสัตว์กำหนด โดยไม่ใช้งบประมาณของภาครัฐ ซึ่งขณะนี้เริ่มบรรลุผล ราคาไข่ไก่ขยับขึ้นใกล้เคียงต้นทุนการผลิต ช่วยเกษตรกรต่อยอดอาชีพต่อไป จากนี้จะสานต่อมาตรการเพื่อให้ราคาไข่ไก่มีเสถียรภาพ จากกิจกรรมส่งออกไข่ไก่ที่ยังเดินหน้าต่อโดยเฉพาะกรมปศุสัตว์เปิดตลาดสิงคโปร์เพิ่มอีก 49 ล้านฟองต่อเดือน และช่วงเดือนพฤษภาคม ที่โรงเรียนเปิดภาคเรียนราคาไข่น่าจะดีขึ้นเป็นลำดับจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น”นายกฤษฎา กล่าว

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มที่ปรับตัวขึ้นเป็นผลมาจากมาตรการระยะสั้นล่าสุดที่กรมประสานผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ให้รวบรวมไข่ไก่สดส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศแล้ว 138 ล้านฟอง ควบคู่กับการลดจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรง 4,000,000 ตัว พร้อมกิจกรรมลดพ่อแม่พันธุ์ PS ให้เหลือ 460,000 ตัว รวมถึงลดปู่ย่าพันธุ์ GP ให้เหลือ 3,800 ตัว ส่วนมาตรการระยะยาว นอกจากปรับลดแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้เหมาะสมตามหลักการ “ตลาดนำการผลิต” แล้ว ยังตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ไก่ไข่ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2562 – 2566) เพื่อทบทวนยุทธศาสตร์เดิม และเพิ่มเติมเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันทั้งลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการบริโภค สร้างมูลค่าเพิ่มรวมถึงการบริหารจัดการปริมาณการเลี้ยงที่เหมาะสมตลอดจนจับคู่ระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยกับผู้ซื้อโดยตรง และการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ปฏิบัติตามมาตรการแก้ปัญหา

แนะชาวสวนเฝ้าระวังแมลงวันผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406990

x

แนะชาวสวนเฝ้าระวังแมลงวันผลไม้

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วง กรมวิชาการเกษตรเตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังช่วงอากาศร้อน มีแดดจัด มะม่วงผลใหญ่ใกล้เก็บเกี่ยว ให้สังเกตการเข้าทำลายของแมลงวันผลไม้ มักพบแมลงวันผลไม้เพศเมียเข้าไปวางไข่ในผลมะม่วง พบรอยช้ำใต้ผิวเปลือก ตัวหนอนจะฟักจากไข่และอาศัยชอนไชอยู่ในผล ทำให้ผลเน่าเสียและร่วง เมื่อตัวหนอนโตขึ้นจะเจาะรูออกมาจากผลมะม่วงเพื่อเข้าดักแด้ในดิน กลายเป็นแมลงวันผลไม้ตัวเต็มวัย ส่วนผลที่หนอนเจาะเป็นรูจะเน่าเสียและร่วงหล่น ผลที่ถูกทำลายมักมีโรคและแมลงชนิดอื่นเข้าทำลายซ้ำเกษตรกรควรหมั่นทำความสะอาดแปลงปลูกสม่ำเสมอ โดยเก็บผลที่เน่าเสียออกจากแปลง นำไปฝังกลบให้หน้าดินหนาอย่างน้อย 15 เซนติเมตรจากนั้น ให้ห่อผลด้วยถุงกระดาษสีน้ำตาล หรือถุงกระดาษที่ภายในเคลือบด้วยกระดาษคาร์บอน โดยเริ่มห่อเมื่อมะม่วงติดผลได้ 60 วัน และใช้กับดักที่ภายในแขวนก้อนสำลีชุบสารเมทธิลยูจินอลผสมสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี ในอัตรา 4 : 1 นำไปแขวนไว้ในทรงพุ่มที่ระดับความสูง 1-1.5 เมตร 1 กับดักต่อพื้นที่ 1 ไร่ ให้เกษตรกรหมั่นสังเกตปริมาณแมลงวันผลไม้ในกับดักทุกสัปดาห์ เพื่อเป็นตัวชี้วัดปริมาณแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก

หากพบระบาดมาก ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% ซีเอส อัตรา 5 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร พ่น 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน และพ่นด้วยเหยื่อพิษที่ประกอบด้วย ยีสต์โปรตีนอัตรา 200 มิลลิลิตร ผสมสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ในน้ำ 5 ลิตร โดยพ่นเป็นแถบ แถวละ 1 แถบ หรือถ้าพ่นแถวละ 2 แถบให้พ่นแถวเว้นแถว ขนาดกว้างแถบละ 30 เซนติเมตร ในเวลาเช้าตรู่ และควรเริ่มพ่นก่อนทำการเก็บเกี่ยวผลผลิต 1 เดือน