ร้อนปนฝนระวังโรคผลเน่าในทุเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407954

x

ร้อนปนฝนระวังโรคผลเน่าในทุเรียน

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศแปรปรวนมีฝนตกร้อยละ 10-30 ของพื้นที่ ส่วนกลางวันอากาศร้อนช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวังการระบาดของโรคผลเน่า สามารถพบได้ตั้งแต่ระยะผลอ่อน และมักพบโรคช่วง
1 เดือนก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน หรือระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียน และหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนแล้วอาจพบโรคผลเน่าระหว่างการบ่มผลทุเรียนให้สุก โดยอาการเริ่มแรกจะพบเปลือกผลทุเรียนเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำ ต่อมาจุดแผลลุกลามขยายตามการสุกของผลทุเรียน กรณีสภาพอากาศชื้นสูง อาจพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราสาเหตุโรคบริเวณแผล ซึ่งพบอาการของโรคได้ตั้งแต่ผลทุเรียนยังอยู่บนต้น ถ้าอาการรุนแรงมาก ผลทุเรียนจะเน่าและร่วงหล่นก่อนกำหนด

สำหรับแนวทางป้องกันโรคผลเน่า เกษตรกรควรหมั่นตรวจผลทุเรียนในแปลงปลูก ให้ตัดผลทุเรียนที่เป็นโรคและเก็บผลทุเรียนเน่าที่ร่วงหล่นใต้ต้นนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสมในแปลง หลีกเลี่ยงนำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรเมื่อใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง อีกทั้ง โรคผลเน่าจะมีเชื้อสาเหตุโรคชนิดเดียวกับโรครากเน่าและโคนเน่า เกษตรกรควรป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าไปพร้อมกัน เพื่อให้การป้องกันกำจัดโรคได้ผลดียิ่งขึ้น

ส่วนแปลงปลูกที่เกิดโรคผลเน่าสูง สืบเนื่องจากในแปลงมีต้นที่เป็นโรครากเน่าและโคนเน่ามาก รวมถึงมีฝนตกชุกหรือความชื้นในอากาศสูงช่วงที่ทุเรียนใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิต อาจส่งผลให้เชื้อสาเหตุโรคติดไปกับผลได้โดยยังไม่แสดงอาการของโรค ดังนั้น การเก็บเกี่ยวผลทุเรียนต้องระวังไม่ให้ผลสัมผัสกับพื้นดินโดยตรง ให้เกษตรกรปูพื้นดินด้วยวัสดุหรือกระสอบที่สะอาดเพื่อวางผลทุเรียนที่เก็บเกี่ยวแล้ว วิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่ผลจะสัมผัสกับพื้นดินที่มีเชื้อสาเหตุโรคได้ และให้ระวังการขนย้ายไม่ให้เกิดบาดแผลขึ้นกับผลทุเรียน

หากพบการระบาดของโรคผลเน่า ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม 1-2 ครั้ง ทุก 7-10 วัน และควรหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนอย่างน้อย 15 วัน

ชายคาพระพิรุณ : 15 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407961

586851

ชายคาพระพิรุณ : 15 เมษายน 2562

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนบิ๊กโปรเจกท์ “Mega Farm Enterprise” เพื่อยกระดับระบบเกษตรกรรมไทย โดยเริ่มตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ภายใต้แนวทาง “การจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร” (Agricultural Production Plan) และ “โครงการเกษตรแปลงใหญ่” (Mega Farm Project) ซึ่งมีเกษตรกรและภาครัฐรวมทั้งภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ วัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทย สามารถลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของภาครัฐและเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการแปลงใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายแปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 แปลงใหญ่ ต่อ 1 ภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 6 แปลง พื้นที่ไม่จำเป็นต้องติดกัน รวมกันตั้งแต่ 1,000 ไร่ ขึ้นไป สำหรับ พืชผัก สมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ พื้นที่รวมกันไม่น้อยกว่า 300 ไร่ เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากการผลิต ทำให้ต้นทุนการทำเกษตรกรรมลดลงโดยคัดเลือกจากพื้นที่ อาทิ พื้นที่ ส.ป.ก.ที่มอบให้เกษตรกร พื้นที่ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลงในพื้นที่อำเภอเดียวกัน…ต้องติดตามกันต่อไปครับ

เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคลของปวงชนชาวไทยและด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่อง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงหนุนประชาชนทำบัญชี สร้างพลังการออม เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดย นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการส่งเสริมการทำ “บัญชี” ให้แก่สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเป้าหมายตามโครงการพระราชดำริ เกษตรกร และประชาชนทั่วไปมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี “ทำบัญชีได้ ใช้บัญชีเป็น เห็นเงินออม”เกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา ในการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องด้านการเกษตร สร้างฐานชีวิตให้มั่นคง เข้มแข็ง ส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำ พร้อมทั้งเป็นพลเมืองดี ใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ โดยน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน และเนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคลของปวงชนชาวไทยและด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสอันดีในการสร้างแรงบันดาลใจให้พสกนิกรไทยได้น้อมนำมาปฏิบัติอย่างเป็นระบบ สมดั่งพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชาในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ร่วมสนองงานตามพระราชดำริมาโดยตลอด และเป็นองค์กรที่มีบทบาทในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มเป้าหมาย โดยให้ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีรายบุคคล จึงได้จัดทำ“โครงการทำบัญชีส่งเสริม การออม เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ขึ้น เพื่อร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี และเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ด้วยการสร้างพลังการออม : ออมเงิน ออมความดี เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการออม ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างวิถีการออมด้วยบัญชี อันจะนำไปสู่วิถีการใช้ชีวิตอย่างมีวินัยทางการเงิน เกิดกลไกที่เข้มแข็งในการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป จำนวน 100,000 คน และกำหนดจัดกิจกรรมในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และสิ้นสุดในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รวมระยะเวลา 4 เดือน (เมษายน-กรกฎาคม 2562) แบ่งเป็น 2 กิจกรรม ดังนี้ 1. กิจกรรม “ทำบัญชีส่งเสริมการออม” เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมาย จำนวนไม่น้อยกว่า 100,000 คน ได้เกิดแรงกระตุ้นในการสร้างวินัยทางการเงิน ลดรายจ่าย ลดหนี้สิน มีเงินออม 2. กิจกรรม “สร้างพลังการออม : ออมเงิน ออมความดี”เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายมีเงินออมเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าหมายมีเงินออมรวมกัน จำนวน 10,000,000 บาท ซึ่งท่านอธิบดีโอภาส บอกว่า โครงการฯนี้ จะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนรู้และเข้าใจประโยชน์ของการทำบัญชีและการมีเงินออม ซึ่งข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ เกิดการต่อยอด สร้างเครือข่ายขยายผลในการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปพัฒนาตนเองและชุมชนได้ต่อไป

ขุนเกษตรา

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.ชู‘ระบบสวนครัวน้ำหยด’สู้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407963

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.ชู‘ระบบสวนครัวน้ำหยด’สู้ภัยแล้ง

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.ชู‘ระบบสวนครัวน้ำหยด’สู้ภัยแล้ง

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย คือ “การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร” สำหรับให้เกษตรกรไว้ใช้ในการเพาะปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นพื้นที่เกษตรกรรมน้ำฝนและอยู่นอกเขตชลประทาน รวมถึงพื้นที่ ส.ป.ก. ทั้ง 40 ล้านไร่ ซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 อยู่นอกเขตชลประทาน จึงเป็นเหตุให้พี่น้องเกษตรกรทำการเพาะปลูกพืชได้เฉพาะช่วงฤดูฝนเท่านั้นและจะเกิดการว่างงานในช่วงหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้พี่น้องเกษตรกรบางส่วนจำเป็นต้องออกไปหารายได้เสริมจากการทำงานนอกภาคการเกษตร ดังนั้น งานการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรจึงเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เร่งดำเนินการมาโดยตลอด เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาดังกล่าวให้พี่น้องเกษตรกรได้มีแหล่งน้ำทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

 

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า การจะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างอาชีพในผืนดินของ ส.ป.ก. ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ ส.ป.ก. จะต้องดำเนินการพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน รวมถึงการให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างเหมาะสมและถูกวิธี ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่จำกัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสามารถพึ่งพาตนเองได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ฝาย ระบบส่งน้ำ ระบบกระจายน้ำรายแปลง หรือการขุดลอกลำห้วยหรือสระสาธารณะในเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมกันนี้ยังได้จัดให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้และจัดทำเอกสารคู่มือเรื่องการให้น้ำพืชระบบต่างๆ แก่เกษตรกร อาทิ ระบบการให้น้ำแบบน้ำหยด ซึ่งเป็นระบบการให้น้ำที่ประหยัดน้ำมากที่สุดและเหมาะสมที่จะนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ในแปลงเกษตรกรรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งมีแนวโน้มที่รุนแรงและยาวนานมากขึ้น ส.ป.ก. จึงได้เตรียมสนับสนุนให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินใช้ระบบ
น้ำหยดในการปลูกพืชผักสวนครัว หรือที่เรียกว่า “ระบบสวนครัวน้ำหยด” ซึ่งเป็นผลงานที่ ส.ป.ก. ประสบผลสำเร็จในการส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปใช้งานมาแต่ปี 2553

 

 

 

ด้าน นายธราวุฒิ ไก่แก้ว วิศวกรการเกษตรชำนาญการ กลุ่มออกแบบแหล่งน้ำและเกษตรชลประทาน สำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน อธิบายเพิ่มเติมว่า “ระบบสวนครัวน้ำหยด” เป็นวิธีการให้น้ำพืชในแปลงปลูกด้วยวิธีน้ำหยดซึ่งเป็นวิธีการให้น้ำพืชเฉพาะในเขตรากพืชจึงช่วยประหยัดน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการให้น้ำ ทั้งนี้ ระบบสวนครัวน้ำหยดนี้เป็นระบบที่มีต้นทุนต่ำ (ประมาณ 3,000 บาท/ชุด) เทคนิคการใช้และการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้เอง และเหมาะสำหรับพื้นที่เพาะปลูกพืชขนาดไม่เกิน 200 ตารางเมตร โดยการนำถังน้ำขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ใบ มาติดตั้งให้สูงกว่าพื้นที่แปลงประมาณ 1-2 เมตร เพื่อใช้เป็นแหล่งพักและส่งจ่ายน้ำให้กับระบบ เสร็จแล้วจึงติดตั้งท่อพีวีซีเพื่อกระจายน้ำไปยังบริเวณพื้นที่หัวแปลงปลูกพืชซึ่งถูกเชื่อมต่อเข้ากับเทปน้ำหยดที่มีรูจ่ายน้ำระยะห่างกันประมาณ 20-30 เซนติเมตร เข้าสู่แปลงปลูกพืชเป็นแถวตามแนวยาวของแปลงปลูกพืช โดยแต่ละรูจะมีอัตราการจ่ายน้ำประมาณ 1-2 ลิตรต่อชั่วโมง ซึ่งถังน้ำ 1 ใบจะใช้น้ำประมาณ 200 – 400 ลิตรต่อวัน ทั้งนี้ ระบบการให้น้ำด้วยวิธีนี้ถูกออกแบบมาสำหรับพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนต่ำ และมีพื้นที่น้อย เช่น พื้นที่ว่างบริเวณรอบบ้าน คันรอบสระน้ำประจำไร่นา ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชผักไว้บริโภคภายในครัวเรือนได้ตลอดทั้งปีและยังสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง

 

 

ระบบสวนครัวน้ำหยดนี้ได้ถูกนำไปส่งเสริมในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินครั้งแรกที่ จ.มหาสารคาม เมื่อปี พ.ศ. 2553 โดยมีหลักการที่สำคัญของโครงการ คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชเพื่อการบริโภคได้ตลอดทั้งปี สร้างความมั่งคงทางด้านอาหาร เสริมสร้างองค์ความรู้เรื่องระบบการให้น้ำพืชแบบน้ำหยด ซึ่งเป็นระบบการให้พืชที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งผลการดำเนินงาน พบว่า ระบบน้ำหยดสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี โดยเกษตรกรนำไปใช้ในการเพาะปลูกพริก ถั่วฝักยาว กระเจี๊ยบขาว ผักชี บวบ และมะเขือ ซึ่งปริมาณน้ำที่เหมาะสมต่อวันเพียงครั้งละ 1-2 ถัง (200 ลิตร-400 ลิตร) ทั้งนี้พืชที่ปลูกทั้งหมดมีอัตราการงอกที่ดีสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงและงอกเร็วกว่าการให้น้ำด้วยวิธีการเดิมของเกษตรกร พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตสูง ทำให้เกษตรกรมีพืชผักไว้บริโภคอย่างเพียงพอในครัวเรือนและยังนำผลผลิตส่วนเกินไปจำหน่ายยังตลาดชุมชนและตลาดในเมืองสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรครอบครัวละ 500-4,000 บาทเมื่อเทียบกับต้นทุนแล้วถือว่าคุ้มค่า

จากการนำระบบสวนครัวน้ำหยดไปปฏิบัติจริงพบว่ามีข้อดีหลายประการ ได้แก่ 1) ประสิทธิภาพการจ่ายน้ำสูงทำให้พืชได้รับน้ำสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลง 2) ประหยัดน้ำ ซึ่ง 1 รอบการปลูกใช้น้ำเพียง 50 ลบ.ม. 3) ประหยัดแรงงาน 4) ประหยัดเวลา โดยการให้น้ำ 1 ครั้ง ใช้เวลาเพียง 10 – 30 นาที 5) สามารถใช้งานได้กับทุกสภาพดิน 6) ใช้และดูแลรักษาง่าย 7) ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 200 บาทต่อรอบการผลิต

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินการที่ผ่านมาสามารถยืนยันได้ว่า “ระบบสวนครัวน้ำหยด” เป็นระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพการ ราคาถูก ติดตั้งง่าย ใช้งานได้จริง และเหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาดเล็กและมีน้ำต้นทุนน้อย ซึ่งระบบนี้จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรกินดีอยู่ดี มีความมั่นคงทางด้านอาหารพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนสืบไป

‘ฝนหลวง’ระดมขึ้นบิน!เร่งช่วงชิงช่วยภัยแล้ง-แก้หมอกควันไฟป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408043

'ฝนหลวง'ระดมขึ้นบิน!เร่งช่วงชิงช่วยภัยแล้ง-แก้หมอกควันไฟป่า

‘ฝนหลวง’ระดมขึ้นบิน!เร่งช่วงชิงช่วยภัยแล้ง-แก้หมอกควันไฟป่า

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562, 21.32 น.

14 เม.ย.62 นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (13 เม.ย.) ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 7 หน่วยปฏิบัติการ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรของ จ.ศรีสะเกษ สระบุรี กาญจนบุรี ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และช่วยยับยั้งบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บบริเวณพื้นที่ จ.สกลนคร
สำหรับแผนปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 14 เมษายน 2562 พบว่าภาคตะวันออกมีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 76% ขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง และ อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี

ด้านพื้นที่ภาคกลาง ปฏิบัติการฯ จ.ลพบุรี และหน่วยปฏิบัติการฯจ.กาญจนบุรี จึงขอขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร อ.ด่านมะขามเตี้ย อ.เมืองกาญจนบุรี อ.พนมทวน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี อ.วังม่วง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรีและ อ.พัฒนานิคม อ.ท่าหลวง อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

ส่วนพื้นที่ภาคเหนือคุณภาพอากาศส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่ บริเวณ จ.ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ ขณะเดียวกันที่ จ.แม่ฮ่องสอน น่าน และเชียงราย อยู่ในเกณฑ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากยังมีจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ภาคเหนือบริเวณจังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่และลำปาง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านกระจายอยู่ค่อนข้างมาก และจากผลการตรวจสภาพอากาศ ไม่เข้าเงื่อนไขปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก และหน่วยฯ จ.เชียงใหม่ จึงขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากเอื้ออำนวยพร้อมปฏิบัติการแก้หมอกควัน ไฟป่า

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่ามีความชื้นเพียงพอ หน่วยปฏิบัติการฯ จ.อุดรธานี และ จ.นครราชสีมา จึงขอขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค อ.สุวรรณภูมิ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด และพื้นที่การเกษตร อ.ศรีธาตุ อ.วังสามหมอ อ.กู่แก้ว อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี รวมถึงเขื่อนอุบลรัตน์

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ จึงขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร อ.เมือง อ.กุยบุรี อ.สามร้อยยอด อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.ถลาง อ.เมืองภูเก็ต อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต และพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำบางวาด อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ

‘ปธ.มูลนิธิข้าวขวัญ’จ่อขึ้นทะเบียนแพทย์พื้นบ้าน ชี้’พลังประชาคม-อ.ยักษ์’สั่นสะเทือนรบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408011

'ปธ.มูลนิธิข้าวขวัญ'จ่อขึ้นทะเบียนแพทย์พื้นบ้าน ชี้'พลังประชาคม-อ.ยักษ์'สั่นสะเทือนรบ.

‘ปธ.มูลนิธิข้าวขวัญ’จ่อขึ้นทะเบียนแพทย์พื้นบ้าน ชี้’พลังประชาคม-อ.ยักษ์’สั่นสะเทือนรบ.

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562, 19.34 น.

“ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ”จ่อขึ้นทะเบียนแพทย์พื้นบ้าน17เม.ย.นี้ ชี้”พลังประชาคม-อ.ยักษ์”สั่นสะเทือนรัฐบาล ด้านองค์กรสังคม-รพ.-มหาวิทยาลัย-ป.ป.ส.พร้อมระดมสมองกำหนดทิศทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชา และใช้รักษาทางการแพทย์เจริญก้าวไกลมาตรฐานสากล

14 เม.ย.62 นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เปิดเผยว่า หลังจากได้เข้าพบและพูดจาทำความเข้าใจกับเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ตนก็พ้นข้อกล่าวหา รวมทั้งโครงการน้ำมันกัญชายังได้รับการสนับสนุนจาก ป.ป.ส.อีกด้วย ในครั้งนี้ต้องบอกว่าเราได้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส คือ นอกจาก ป.ป.ส.จะเข้าใจวัตถุประสงค์ของโครงการและไม่มีการจับกุม พร้อมทั้งแนะนำช่องทางในการแจกจ่ายยาแก่ผู้ป่วยแบบถูกกฎหมายโดยให้ดำเนินการในรูปแบบของงานวิจัยแล้ว ยังให้การสนับสนุนโครงการโดยจะนำกัญชาของกลางที่ได้จากการจับกุมมาให้ทางมูลนิธิฯ ใช้ในการผลิตน้ำมันกัญชา ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตยา และทำให้สามารถคัดเลือกกัญชาที่คุณภาพดีได้ซึ่งต่างจากกัญชาที่ซื้อซึ่งไม่สามารถเลือกได้ ขณะเดียวกันเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามข้อกำหนดกฎหมาย ตนก็ได้ประสานกับกระทรวงสาธารณสุขว่าจะไปยื่นขอขึ้นทะเบียนแพทย์พื้นบ้าน ที่กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ในวันที่ 17 เม.ย.นี้

“ผมว่าพลังที่สั่นสะเทือนรัฐบาลมี 2 อย่าง คือ พลังภาคประชาชน ซึ่งเขาเชื่อว่ารัฐบาลอาจรู้เห็นกับการสั่งจับมูลนิธิข้าวขวัญ จึงมีปฏิกิริยาที่รุนแรง ถ้านายกรัฐมนตรีไม่มีคำสั่งลงมาก็อาจเกิดปัญหาบานปลายได้ และพลังของ “อ.ยักษ์” นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเอาตำแหน่งเป็นประกันให้ผม และท่านประกาศว่าจะลาออกหากผมถูกดำเนินคดี ซึ่งหาก อ.ยักษ์ ลาออก คงส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลอย่างมาก ท่านนายกฯ จึงต้องรีบสั่งการให้ยุติเรื่องนี้” นายเดชา กล่าว

ต่อจากนี้คนไทยคงได้เห็นผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชาถูกพัฒนาไปอย่างกว้างขวาง ไม่เฉพาะแค่การรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ที่สำคัญผู้ป่วยจะสามารถเข้าถึงยาได้ในราคาที่เหมาะสม ปราศจากการผูกขาดจากกลุ่มทุนที่กอบโกยผลกำไรจากความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยที่ยากไร้

ด้าน นายวิฑูรย์ เลี่ยมจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) เปิดเผยว่า ในวันที่ 17 เม.ย.หลังจากที่ นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ขึ้นทะเบียนหมอพื้นบ้านเรียบร้อยแล้ว มูลนิธิข้าวขวัญ , มูลนิธิชีววิถี และเครือข่ายที่สนับสนุนการผลิตผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชา จะร่วมกันแถลงถึงแนวทางปฏิบัติของหมอพื้นบ้าน เกี่ยวกับสิทธิในการครอบครองและผลิตผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชา เพื่อให้หมอพื้นบ้านทั่วประเทศที่มีความสนใจในการใช้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชา มีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามกรอบกฎหมาย

ทั้งนี้ จากคำสั่งของนายกฯ ที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชา ก็นำไปสู่ความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ อย่างรวดเร็ว โดย นายเดชา เปิดเผยว่า หลังจากช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีประชุมหารือเพื่อวางแนวทางในการขับเคลื่อนและพัฒนาการผลิตผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชา ระหว่างตัวแทนมูลนิธิข้าวขวัญ , องค์กรเภสัชกรรม , โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร , คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น , คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต , มูลนิธิชีววิถี (BioThai) , มูลนิธิสุขภาพไทย และ ป.ป.ส.เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชา รวมถึงข้อปฏิบัติต่างๆ ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะนำศักยภาพและความเชี่ยวชาญของตนเองมาใช้ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ จึงเชื่อว่าจากความร่วมมือดังกล่าวจะส่งผลให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชาของไทยเติบโตก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และเกิดประโยชน์แก่ผู้ป่วยอย่างเต็มที่

การประชุมจะแบ่งภารกิจกันดังนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะเป็นเจ้าภาพในการประชุม ในส่วนของมูลนิธิชีววิถีนอกจากจะรับหน้าที่ประสานงานในการจัดประชุมแล้วทางมูลนิธิจะเน้นในเรื่องการดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิของเกษตรกรซึ่งเป็นผู้รวบรวมสายพันธุ์กัญชาของไทย อาทิ เมื่องานวิจัยผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชานำไปสู่การจดสิทธิบัตร เจ้าของสายพันธุ์ก็จะได้รับการคุ้มครองด้วย และเมื่อนำกัญชาสายพันธุ์ใดมาวิจัยแล้วผลการวิจัยต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน ไม่ใช่ผลประโยชน์ของบุคลหรือบริษัทผู้ผลิต

สำหรับมูลนิธิสุขภาพไทยจะดูแลในเรื่องเครื่องข่ายหมอพื้นบ้าน ซึ่งจะมีการประสานงานให้บรรดาหมอพื้นบ้านเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการครอบครอง ผลิต และใช้ผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชาอย่างถูกต้องชัดเจน ขณะที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความสนใจเกี่ยวกับการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชาสายพันธุ์ไทย รวมทั้งความร่วมมือทางวิชาการอื่นๆ ด้านคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษารวบรวมเรื้องการใช้ประโยชน์กัญชาเพื่อการแพทย์ทั้งจากงานวิจัยในต่างประเทศและจากภูมิปัญญาการแพทย์ของไทย ส่วนโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจะร่วมกับมูลนิธิข้าวขวัญในการวิจัยเกี่ยวกับการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์

ลุยบิ๊กโปรเจกท์นำร่อง10แปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407494

x

ลุยบิ๊กโปรเจกท์นำร่อง10แปลงใหญ่

วันศุกร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) เพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกรว่า กระทรวงเกษตรฯวางนโยบายบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกร เริ่มตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายให้มีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลกได้ ตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต”ตามแนวทาง “การจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร” (Agricultural Production Plan) และ “โครงการเกษตรแปลงใหญ่” (Mega Farm Project) ซึ่งมีเกษตรกร ภาครัฐ เอกชนเข้าร่วมบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้พัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทย ลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพได้มาตรฐาน ตั้งเป้าหมายแปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 แปลงใหญ่ ต่อ 1 ภูมิภาค รวม 6 แปลง โดยคัดเลือกจากพื้นที่ส.ป.ก.ที่มอบให้เกษตรกร พื้นที่ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรรวมตัวตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่เกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายแปลงในพื้นที่อำเภอเดียวกัน เป็นต้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบพื้นที่ดำเนินโครงการแปลงตัวอย่าง 10 แปลง โดยคัดเลือกจากสินค้าเกษตรที่ประสบปัญหาด้านการตลาด หรือเป็นสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพด้านการผลิตแต่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา และหากเป็นสินค้าที่มีปัญหาด้านการตลาด เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ให้คัดเลือกพื้นที่ที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนไปผลิตสินค้าอื่นทดแทนหรือปลูกพืชอื่นผสมด้วย 10 แปลง ได้แก่ 1) แปลงใหญ่มันสำปะหลัง ต.ทุ่งพระยา อ.สนามชัย จ.ฉะเชิงเทรา 2) แปลงอ้อยโรงงาน อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี 3) แปลงสับปะรด อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง 4) แปลงพืชอาหารสัตว์ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ (มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หญ้าเลี้ยงสัตว์) 5) แปลงเกษตรผสมผสาน ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา (ผัก โคนม ไม้ผล ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)

6) แปลงเกษตรผสมผสาน ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี (ผัก ผลไม้ สมุนไพร) 7) ยางพารา กรป.กลาง มะปรางมัน ปัตตานี จำกัด ต.ช้างให้ตก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี 8) แปลงยางพารา สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองบัว จำกัด ต.หนองบัว อ.รัษฎา จ.ตรัง 9) แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน สหกรณ์นิคมพนม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี

และ 10) แปลงโคนม สหกรณ์การเกษตรไพรนกยูง จำกัด อ.หันคา จ.ชัยนาท เกษตรกร 63 ราย นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เพิ่มแปลงข้าวอีก 2 แปลง โดยให้คณะทำงานไปศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมและจะเริ่มดำเนินการต้นฤดูกาลผลิตใหม่ในเดือนพฤษภาคมนี้

เล็งสร้างอ่างฯลำตะเพิน-ดัน48โครงการ แก้แล้งจัดซ้ำซาก7อ.สุพรรณ-กาญจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407496

x

เล็งสร้างอ่างฯลำตะเพิน-ดัน48โครงการ แก้แล้งจัดซ้ำซาก7อ.สุพรรณ-กาญจน์

วันศุกร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอำนาจ ชูวงษ์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 13 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมวางแผนดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำใน 7 อำเภอ คือ อ.บ่อพลอย อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญ อ.หนองปรือ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี และอ.ด่านช้าง อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งประสบภัยแล้งซ้ำซาก ราษฎรเดือดร้อนเพราะขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคมานาน จึงจัดเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งระดับสูง แม้ทั้ง 7 อำเภอ มีแหล่งน้ำใช้จากลุ่มน้ำลำตะเพิน ที่มีน้ำท่าไหลช่วงหน้าฝนถึงปีละ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาจึงไม่สามารถพัฒนาแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ได้ น้ำท่าจำนวนมากจึงไหลออกสู่ลำน้ำแควใหญ่ทั้งหมด

ที่ผ่านมากรมแก้ปัญหาโดยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ฝายทดน้ำในลำน้ำ ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และสระเก็บน้ำในไร่นา มีราษฎรในพื้นที่รับประโยชน์ 50,000 ไร่ พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณความจุให้อ่างเก็บน้ำลำตะเพินเดิมจาก 50 ล้านลบ.ม. เป็น 57 ล้านลบ.ม. แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำ และมีความเสี่ยงที่ปัญหาภัยแล้งจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต ดังนั้น จึงมีแผนดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำใน 7 อำเภอดังกล่าว โดยระยะสัั้นตั้งแต่ปี 2562-2565 กรมชลประทานวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำพื้นที่ดังกล่าว 48 โครงการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำใน อ.บ่อพลอย อ.เลาขวัญ และ อ.ห้วยกระเจา เมื่อเสร็จแล้วจะเก็บน้ำต้นทุนได้เพิ่มอีก 41.41 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 87,000 ไร่ สำหรับระยะยาวตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป จะสร้างอ่างเก็บน้ำลำตะเพินตอนบน พร้อมระบบผันน้ำเหนืออ่างฯ ลำตะเพินเดิมขนาดความจุ 18 ล้านลบ.ม. ซึ่งได้ศึกษาความเหมาะสม และออกแบบเสร็จแล้ว คาดว่าจะบรรจุเข้าแผนงานที่จะดำเนินการได้ปี 2566 – 2570

นายอำนาจกล่าวต่อว่า จากการศึกษาศักยภาพโดยรวมของลุ่มน้ำลำตะเพิน พบว่าในฤดูน้ำหลากจะมีปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างลำตะเพินตอนบน และอ่างลำตะเพินตอนล่าง ที่มีอยู่แล้วมากกว่า 60 ล้านลบ.ม. ดังนั้น เพื่อให้การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำตะเพินตอนบน เกิดประโยชน์สูงสุด จึงสร้างพร้อมระบบฝันน้ำ 2 สาย ได้แก่ สายล่างผันน้ำ 18.68 ล้านลบ.ม.ไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยเทียนและอ่างเก็บน้ำหนองมะสังฆ์ จ.กาญจนบุรี โดยระบบท่อความยาว 82.33 กิโลเมตร เพิ่มพื้นที่ชลประทานท้ายอ่างเก็บน้ำห้วยเทียนได้ 22,680 ไร่ และสายบนผันน้ำ 27.5 ล้านลบ.ม.ไปอ่างเก็บน้ำห้วยทวีป และอ่างเก็บน้ำพุปลาก้าง จ.สุพรรณบุรี โดยระบบท่อเช่นกันความยาว 57.35 กม. เปิดพื้นที่ชลประทานได้อีก 19,690 ไร่ ทั้งนี้ ในการผันน้ำจะผันช่วงน้ำหลากซึ่งมีปริมาณน้ำเกินความต้องการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม และระหว่างทางผันน้ำยังมีสระเก็บน้ำให้เกษตรกรและประชาชนใช้อีกด้วย ซึ่งจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ครอบคลุม 7 อำเภอ ไม่น้อยกว่า 42,000 ไร่

“พื้นที่รอยต่อระหว่างกาญจนบุรีกับสุพรรณบุรี ค่อนข้างกว้างมีพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 800,000 ไร่ จำเป็นต้องพัฒนาแหล่งน้ำรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)กำลังศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมการผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ มาช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำและภัยแล้งในพื้นที่ดังกล่าว มีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 200,000 ไร่” นายอำนาจกล่าวในตอนท้าย

กษ.เร่งแก้3ข้อเรียกร้องสมาพันธ์เกษตรกรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407498

กษ.เร่งแก้3ข้อเรียกร้องสมาพันธ์เกษตรกรฯ

กษ.เร่งแก้3ข้อเรียกร้องสมาพันธ์เกษตรกรฯ

วันศุกร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กลุ่มสมาพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย (สกท.) นำโดยนายยศวัศจ์ ชัยวัฒนสิริกุล ประธานที่ปรึกษาสมาพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย นำมวลชนมาติดตามข้อเรียกร้องที่แจ้งไว้ที่กระทรวงเกษตรฯ 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1) ขอให้แก้ พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 3 มาตรา 2) ขอให้ออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และ 3)ให้ออกคำสั่ง

คณะทำงานการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตามมติครม.วันที่ 7 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา จากข้อเรียกร้องดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯร่วมกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.)ดำเนินการตามข้อเรียกร้องครบทั้ง 3 ประเด็น โดยข้อเรียกร้องประเด็นที่ 1 การแก้ พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 3 มาตรา ได้ลงนามถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบและดำเนินการต่อไป ส่วนประเด็นที่ 2 และ 3 ได้ลงนามคำสั่งและประกาศ เพื่อใช้ฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกร สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.)

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯพิจารณาแล้วเห็นว่า การแก้กฎหมายกองทุนฟื้นฟูทั้ง 3 มาตราดังกล่าว จะเกิดประโยชน์กับเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ จึงเห็นชอบและลงนามตามข้อเรียกร้องดังกล่าว ประกอบด้วย มาตรา 16 แก้ไขวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนเกษตรกร เพิ่มจาก 2 ปี เป็น 4 ปีทำให้คณะกรรมการทำงานได้นานขึ้น ประหยัดงบประมาณเลือกตั้ง มาตรา 23 แก้ไขที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสาขาจังหวัด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ เพื่อให้จัดหาที่ตั้งของสำนักงานได้ตามความจำเป็น เนื่องจากพ.ร.บ.เดิมกำหนดไว้ว่าต้องมีที่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น และมาตรา 37/9 ปรับปรุงแก้ไขวิธีการชำระหนี้แทนเกษตรกร กรณีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และบุคคลค้ำประกัน ให้กองทุนซื้อหนี้ที่มีบุคคลค้ำได้ด้วย ช่วยแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรได้ครอบคลุมมากขึ้น

สำหรับระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ก็ใช้เสนอโครงการส่งเสริมฟื้นฟูอาชีพของสมาชิกกองทุน เพื่อเพิ่มรายได้สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามวัตถุประสงค์ของกองทุน และในส่วนคำสั่งคณะทำงานการมีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตามมติ ครม.วันที่ 7 เมษายน 2553 วัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสมาชิก กฟก. 3,000 กว่าราย ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือภายใต้มติดังกล่าว แต่หมดระยะเวลาของโครงการ และกำลังเดือดร้อนหนัก อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มพอใจการเร่งรัดแก้ปัญหาและดำเนินการตามข้อเรียกร้องดังกล่าว

เลาะรั้วเกษตร : จำกัดการใช้ (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407497

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จำกัดการใช้ (2)

วันศุกร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว ได้นำเสนอมาตรการด้านกฎหมาย ของการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส กันไปแล้ว รอแต่ว่าจะมีประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกมาเมื่อใด นับไปอีก 180 วัน จะมีผลบังคับใช้ทันที

ยังเหลือมาตรการด้านอื่นๆ อีก 5 มาตรการ ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายเห็นชอบแล้ว วันนี้มาว่ากันอีก 1 มาตรการ คือ มาตรการฝึกอบรม

มาตรการฝึกอบรม เป็นมาตรการที่ดูธรรมดาแต่ในทางปฏิบัติคงโกลาหลน่าดู เพราะกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องผ่านการอบรมมีหลากหลาย และต้องดำเนินการอบรมให้เสร็จทุกกลุ่มเป้าหมายภายในเดือนมิถุนายน 2562 (ยกเว้น เกษตรกรซึ่งมีจำนวนมากจะอบรมระหว่าง มิถุนายน-กันยายน 2562) นี่ก็เข้าเดือนเมษายนแล้ว ยังมีวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์อีก กว่าจะชี้แจงทำ
ความเข้าใจในมาตรการต่างๆ แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อีก อะไรอีก อย่างเร็วที่สุดถ้าเริ่มได้ในเดือนพฤษภาคม ระยะเวลา 2 เดือน หรืออาจจะไม่ถึงดี อบรมได้หมดก็เยี่ยมยุทธ์เลยทีเดียว

การอบรม จะเริ่มต้นจากการจัดทำหลักสูตร หลักสูตรที่จะอบรมกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกันไป เช่น หลักสูตรสำหรับอบรมเกษตรกรและผู้รับจ้างพ่นสาร ก็ต้องเน้นให้มีความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้องจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมอย่างไร ความรู้เกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด และความรู้เกี่ยวกับการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

สำหรับเกษตรกรนอกจากจะเข้ารับการอบรมแล้ว จะต้องผ่านการทดสอบเพื่อให้ได้หลักฐานรับรองว่าผ่านการฝึกอบรม หรือเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนั้นแล้ว จะได้นำไปเป็นหลักฐานในการขอซื้อสารเคมีทั้ง 3 ชนิด มาใช้ได้ต่อไป

จากข้อมูลที่ระบุในภาพชี้แจงมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ของกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า วิธีการอบรมของเกษตรกรทำได้ 2 วิธี คือเข้ารับการอบรม และทดสอบ หรือ เรียนรู้ผ่าน E Learning และทดสอบความรู้ นั่นหมายถึงว่า เกษตรกรไม่จำเป็นต้องเข้ารับการอบรม แต่สามารถหาความรู้จากระบบ E Learning ได้ และถ้าผ่านการทดสอบ ก็ได้รับการรับรองว่าผ่านการทดสอบแล้วเช่นกัน

สำหรับวิธีการฝึกอบรมผู้รับจ้างพ่น ต้องเข้ารับการอบรม และต้องผ่านการทดสอบทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ จึงจะได้รับการรับรองว่าผ่านการทดสอบ นำไปเป็นหลักฐานในการรับจ้างพ่นสารเคมี 3 ชนิดนี้ต่อไปได้

ส่วนหลักสูตรสำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งตั้งขึ้นมาใหม่ คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งบางคนอาจจะไม่เคยเกี่ยวข้องกับการทำการเกษตรมาก่อนเลย หลักสูตรนี้จะให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการการจำกัดการใช้ และบทบาทหน้าที่และความสำคัญของพนักงานเจ้าหน้าที่

วิธีการฝึกอบรม พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องเข้ารับการอบรม และทดสอบความรู้ นี่แหละน่าเป็นห่วง ในการให้ความร่วมมือมาฝึกอบรม และทดสอบ การเสียสละ และการทำหน้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบที่กฎหมายกำหนด

ผู้จัดทำหลักสูตร คือ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นผู้เสนอมาตรการ แต่ผู้ที่ทำหน้าที่อบรมจำเป็นต้องอาศัยหน่วยงานอื่น โดยการสร้างวิทยากร

กรมวิชาการเกษตรจะสร้างวิทยากรที่เรียกว่า “วิทยากรครู ก” ซึ่งอาจจะเป็นนักวิชาการเกษตรของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกรมวิชาการเกษตรเอง โดยการอบรมให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด เพื่อให้วิทยากรครู ก ไปทำการอบรม ผู้รับจ้างพ่นสารเคมี พนักงานเจ้าหน้าที่ และวิทยากรอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกว่า “วิทยากรครู ข” โดยจะต้องสร้างวิทยากรครู ข ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2562 นี้

“วิทยากรครู ข” ได้มาจากไหน “วิทยากรครู ข” ได้มาจาก กรมส่งเสริมการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับพืชที่ระบุให้ใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ได้ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด ยางพารา และไม้ผล

ส่วนแต่ละหน่วยงานจะส่งใครไปฝึกอบรมเป็น วิทยากรครู ข ก็แล้วแต่ อาจจะเป็นเกษตรตำบล หรือเป็นเกษตรกรอาสา หรือเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการพบปะกับเกษตรกรก็ว่ากันไป เพราะวิทยากรครู ข นี้จะต้องไปอบรมเกษตรกร

ไม่รู้ว่ามาตรการฝึกอบรมนี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนเท่าไร มีผู้เกี่ยวข้อง คือ เกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนั้น และต้องผ่านการฝึกอบรมจำนวนเท่าไร มีผู้ที่มีอาชีพรับจ้างพ่นสารเคมีอีกกี่คน และการฝึกอบรมนี้จะเสร็จทันเวลาสำหรับฤดูการเพาะปลูกปีนี้หรือไม่ ที่สำคัญคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าเกษตรกรซื้อสารเคมีชนิดนั้นๆ ไปพอแล้วถ้าเกษตรกรไม่ได้ซื้อในร้านเดียวกัน

แว่นขยาย

กรมตรวจบัญชีฯคว้า2รางวัลเกียรติคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407495

x

กรมตรวจบัญชีฯคว้า2รางวัลเกียรติคุณ

วันศุกร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มุ่งมั่นพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์และเกษตรกรให้มีคุณภาพเชื่อถือได้ ด้วยหลักการยึดมั่นในวิชาชีพผู้สอบบัญชีของบุคลากร คือ เป็นผู้แม่นยำในกฎเกณฑ์ กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และกระบวนการทำงาน มีการพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้มีองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานอย่างแท้จริง มุ่งสู่การพัฒนาสหกรณ์และเกษตรกรให้เข้มแข็ง เติบโตด้วยหัวใจของผู้ให้บริการที่ซื่อสัตย์เป็นที่ไว้วางใจได้ ประกอบด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้บริหารและบุคลากรผู้ปฏิบัติงานทุกระดับที่มีส่วนร่วมผลักดันให้กรม เป็นองค์กรแห่งคุณธรรม เป็นต้นแบบการสร้างธรรมาภิบาลให้ผู้รับบริการตลอดมา จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรม ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติทั้ง 2 รางวัล จากกรมบัญชีกลาง ได้แก่ รางวัลประกาศเกียรติคุณด้านการเบิกจ่าย ระดับดี และรางวัลประกาศเกียรติคุณด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด ระดับดีเลิศ

สำหรับรางวัลประกาศเกียรติคุณด้านการเบิกจ่าย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้รับรางวัลต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงคุณค่า สร้างความภูมิใจ เป็นขวัญกำลังใจให้องค์กรและบุคลากรทุกคน ทั้งนี้ เทคนิคการทำงานที่ส่งผลให้กรมได้รับรางวัลต่อเนื่องคือ การบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในองค์กร ด้วยการศึกษาข้อมูลเป็นระบบ วางแผนงานกำหนดเป้าหมายใช้จ่ายงบประมาณ สร้างความรับผิดชอบร่วมกันในองค์กร อีกทั้ง ผู้บริหารมีการประชุมติดตามประเมินผลสถานการณ์เบิกจ่ายงบประมาณสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ในการปฏิบัติงาน ทำให้การบริหารจัดการด้านเบิกจ่ายงบประมาณมีประสิทธิภาพสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

ในส่วนของรางวัลประกาศเกียรติคุณด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด เป็นรางวัลที่แสดงให้ถึงการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ ถูกต้อง โปร่งใส ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผลประโยชน์สาธารณะและสิทธิประโยชน์ของประชาชน รวมทั้งยังสร้างแรงผลักดันให้บุคลากรดำเนินภารกิจให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง มีความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงานที่ดี ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะรักษามาตรฐานในการบริหารจัดการงานที่ดีเช่นนี้ตลอดไป