‘ฝนหลวง’ได้ผลดีฝนตกทั่วทุกภาค ชี้เร่งช่วยเหลือภัยพิบัติทุกรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408272

'ฝนหลวง'ได้ผลดีฝนตกทั่วทุกภาค ชี้เร่งช่วยเหลือภัยพิบัติทุกรูปแบบ

‘ฝนหลวง’ได้ผลดีฝนตกทั่วทุกภาค ชี้เร่งช่วยเหลือภัยพิบัติทุกรูปแบบ

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562, 15.46 น.

16 เม.ย.62 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (15 เม.ย.) ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 8 หน่วยปฏิบัติการ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรของ จ.นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ จันทบุรี ตราด เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี และบริเวณพื้นที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคของ จ.นครสวรรค์ กาญจนบุรี รวมถึงช่วยยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บบริเวณพื้นที่ จ.นครราชสีมา ขอนแก่น และเลย

ในส่วนวันนี้การปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 57% ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 60% และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -3.7 หน่วยปฏิบัติการฯ จ.จันทบุรี จึงวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.ระยอง และบริเวณเกาะสีชัง จ.ชลบุรี สำหรับพื้นที่ภาคกลาง มีความชื้นเหมาะสมที่ระดับการเกิดเมฆ 66% จึงตัดสินใจขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และพื้นที่การเกษตรบริเวณ อ.ตาคลี อ.ตากฟ้า อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ พื้นที่การเกษตร อ.พัฒนานิคม อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี และหน่วยปฏิบัติการฯ จ.กาญจนบุรี ขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร อ.เลาขวัญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี อ.ด่านช้าง และอ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี

พื้นที่ภาคเหนือ บริเวณ อ.แม่สาย จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.แม่ฮ่องสอน คุณภาพอากาศยังอยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ขณะที่ จ.ลำปาง อยู่ในเกณฑ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงบริเวณดอยจระเข้ อ.แม่จัน จ.เชียงราย เนื่องจากมีพื้นที่เกิดไฟป่าและยังมีจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพื้นที่ของภาคเหนือ จึงทำให้ปัญหาหมอกควันยังคงมีอยู่ แต่ความชื้นยังไม่เข้าเงื่อนไขจึงขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกณฑ์คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดีและดีมาก และจากผลการตรวจอากาศ ความชื้นที่ระดับเกิดเมฆ 67% หน่วยปฏิบัติการฯ จ.อุดรธานี จึงตัดสินใจขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กบริเวณ อ.ศรีธาตุ อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี และ ลุ่มรับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ด้านหน่วยปฏิบัติการฯ จ.นครราชสีมา จะขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งและพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคบริเวณอ.ปากช่อง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำพระเพลิง

และพื้นที่ภาคใต้ ยังไม่เข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง ทั้งนี้จะเร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ไฟป่าหมอกควัน พายุลูกเห็บ และภัยพิบัติทางธรรมชาติรูปแบบต่างๆ ในทุกพื้นที่ทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย โดยสามารถแจ้งการขอรับบริการฝนหลวงได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงในทุกภูมิภาคของประเทศ

กษ.เร่งแก้ปัญหา’กุ้งขาว’!หลังล้นตลาด-ราคาตก-ส่งออกลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408254

กษ.เร่งแก้ปัญหา'กุ้งขาว'!หลังล้นตลาด-ราคาตก-ส่งออกลด

กษ.เร่งแก้ปัญหา’กุ้งขาว’!หลังล้นตลาด-ราคาตก-ส่งออกลด

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562, 14.36 น.

กษ.เร่งแก้ปัญหา”กุ้งขาว”ล้นตลาด-ราคาตก-ส่งออกลด ลุยยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อย เพิ่มศักยภาพการผลิต แจกพันธุ์กุ้งคุณภาพ90%ช่วยดอกเบี้ยต่ำ เพิ่มสินเชื่อเกษตกรรายละ3แสนบาท วิสาหกิจแห่งละ2ล้านบาท เปิดตลาดในประเทศรองรับ

16 เม.ย.62 นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคากุ้งทะเลตกต่ำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 ด้วยเหตุเกิดจากผลผลิตกุ้งเข้าสู่ตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตกุ้งทะเลของประเทศ ที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งแก้ปัญหาในการจัดทำโครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและการตลาดกุ้งทะเลเพื่อบริโภคภายในประเทศ ปี 2561 เป็นช่องทางบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยระยะเวลาโครงการ 3 ปี เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2562 – 2564 โครงการ ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 จัดหาลูกพันธุ์กุ้งคุณภาพเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตกุ้งทะเล โครงการสนับสนุนเงินจ่ายขาดในการซื้อลูกพันธุ์กุ้งขาวแวนนาไมคุณภาพปลอดโรค ร้อยละ 90 ของราคาลูกพันธุ์ฯ หรือประมาณ 0.135 บาทต่อตัวและเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม่ต้องรับผิดชอบค่าลูกพันธุ์ฯ ร้อยละ 10 ของราคาลูกพันธุ์ฯ หรือประมาณ 0.015 บาทต่อตัว ทั้งนี้ โครงการจะสนับสนุนเงินสมทบให้รายละไม่เกิน 40,000 บาท โดยเกษตรกรสามารถลงลูกกุ้งของโครงการ ได้ตั้งแต่ มิ.ย.62 – ก.พ.63

กิจกรรมที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกุ้งทะเล โครงการสนับสนุนเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.ในอัตราร้อยละ 3 เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนซื้อปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในการเลี้ยงกุ้ง โดยเกษตรกรขอรับการสนับสนุนสินเชื่อได้ครั้งละ 1 ปี ต่อเนื่องไม่เกิน 3 ปี วงเงินกู้รายละไม่เกิน 300,000 บาทในปีที่ 1 และรายละไม่เกิน 150,000 บาท ในปีที่ 2 และปีที่ 3 ทั้งนี้ เกษตรกรต้องชำระหนี้แต่ละปีให้เสร็จจึงขอรับการสนับสนุนสินเชื่อในปีถัดไปได้

กิจกรรมที่ 3 เพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการตลาดบริโภคกุ้งทะเลในประเทศ โครงการสนับสนุนเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินสินเชื่อจาก ธ.ก.ส.อัตราร้อยละ 3 ให้สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการตลาดบริโภคกุ้งทะเลในประเทศ เช่น เงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมกระจายสินค้า การจัดการด้านตลาด และการกระจายผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไมสู่ผู้ค้าปลีกภายในประเทศ โดยสถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน ขอรับการสนับสนุนสินเชื่อได้ครั้งละ 1 ปี ต่อเนื่องไม่เกิน 3 ปี วงเงินกู้รายละไม่เกิน 2,000,000 บาท ในปีที่ 1 และรายละไม่เกิน 1,000,000 บาท ในปีที่ 2 และปีที่ 3 ทั้งนี้ สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนต้องชำระหนี้แต่ละปีให้เสร็จจึงจะขอรับการสนับสนุนสินเชื่อในปีถัดไปได้

อธิบดีกรมประมง กล่าวต่อว่า กรมจะเปิดรับสมัครผู้ประกอบการโรงเพาะฟักและอนุบาลกุ้งขาวแวนนาไม โรงอนุบาลกุ้งขาวแวนนาไม สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สมาคม ชมรม และกลุ่มเกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเข้าร่วมโครงการระหว่างวันที่ 1 พ.ค. – 31 ก.ค.ที่สำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร จึงกำหนดให้เกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ ผ่านสังกัดของตนเท่านั้น สอบถามรายละเอียดได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการผลิตกุ้งทะเล กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง โทร.0-2579-2421

ตีตลาดโลก! กษ.จ่อเปิดตัวบิ๊กโปรเจกต์ ดันต้นแบบ12โมเดลเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408251

ตีตลาดโลก! กษ.จ่อเปิดตัวบิ๊กโปรเจกต์ ดันต้นแบบ12โมเดลเกษตรแปลงใหญ่

ตีตลาดโลก! กษ.จ่อเปิดตัวบิ๊กโปรเจกต์ ดันต้นแบบ12โมเดลเกษตรแปลงใหญ่

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562, 14.31 น.

“กฤษฎา”เปิดตัวบิ๊กโปรเจกต์เดือนพ.ค. ดันต้นแบบ12โมเดลเกษตรแปลงใหญ่ชั้นนำของประเทศไทย เป้าทำผลผลิตคุณภาพโกอินเตอร์ตีตลาดโลก

16 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนบิ๊กโปรเจกต์ “Mega Farm Enterprise” เพื่อยกระดับระบบเกษตรกรรมไทย โดยเริ่มตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ตามนโยบายการตลาดนำการผลิต ภายใต้แนวทางการจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร (Agricultural Production Plan) และโครงการเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Project) ซึ่งมีเกษตรกรและภาครัฐรวมทั้งภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่

“เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทย สามารถลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของภาครัฐและเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการแปลงใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายแปลงใหญ่ 12 แปลง ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจ ปศุสัตว์ และประมง พื้นที่ไม่จำเป็นต้องติดกัน รวมกันตั้งแต่ 1,000 ไร่ ขึ้นไป สำหรับพืชผัก สมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ พื้นที่รวมกันไม่น้อยกว่า 300 ไร่ เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากการผลิต ทำให้ต้นทุนการทำเกษตรกรรมลดลง เพิ่มรายได้เกษตรกรให้ได้เห็นผลชัดเจน” นายกฤษฎา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า คัดเลือกจากพื้นที่ทุกภูมิภาคเช่นพื้นที่ ส.ป.ก.ที่มอบให้เกษตรกร พื้นที่ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลงในพื้นที่อำเภอเดียวกัน

ด้าน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้เร่งรัดทุกหน่วยงานเดินหน้าระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ โดยใช้กลไกการรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยเข้าด้วยกันเพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่ง รมว.เกษตรฯ ได้กำหนดนโยบายให้จัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยวางแผนการผลิตทางการเกษตร ทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง ตามความต้องการของตลาด หรือกำหนดโควตาทำเกษตรกรรม ให้เหมาะสมว่าจะทำเกษตรกรรมอะไร จำนวนเท่าไหร่ เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรสมดุลกับความต้องการของตลาด

สำหรับโครงการแปลงตัวอย่าง 12 แปลง โดยคัดเลือกจากสินค้าเกษตรที่ประสบปัญหาด้านการตลาด หรือเป็นสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพด้านการผลิตแต่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา และหากเป็นสินค้าที่มีปัญหาด้านการตลาด เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ให้คัดเลือกพื้นที่ที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนไปผลิตสินค้าอื่นทดแทนหรือปลูกพืชอื่นผสมด้วย ได้แก่

1.แปลงใหญ่มันสำปะหลัง ต.ทุ่งพระยา อ.สนามชัย จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่ 1,488 ไร่ เกษตรกร 53 ราย พัฒนาระบบน้ำหยดเพื่อใช้สำหรับปลูกมันสำปะหลัง สร้างมูลค่าเพิ่มโดยการผลิตมันสำปะหลังเส้นสะอาดส่งโรงงาน ส่งเสริมให้มีการผลิตมันอินทรีย์

2.แปลงอ้อยโรงงาน อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี พื้นที่ 1,717 ไร่ เกษตรกร 42 ราย เพิ่มคุณภาพโดยการเลือกใช้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับพื้นที่ และเพิ่มผลผลิตโดยการขยายพื้นที่รับน้ำ

3.แปลงสับปะรด อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง พื้นที่ 1,016 ไร่ เกษตรกร 159 ราย พัฒนาด้วยการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์จากสับปะรดโรงงานเป็นบริโภคผลสดแบบเกษตรปลอดภัยและส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า

4.แปลงพืชอาหารสัตว์ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ (มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หญ้าเลี้ยงสัตว์) พื้นที่ 3,056 ไร่ เกษตรกร 244 ราย ปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมเป็นพืชอาหารสัตว์ และส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์หลังนา

5.แปลงเกษตรผสมผสาน ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา (ผัก โคนม ไม้ผล ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) พื้นที่ 1,024 ไร่ เกษตรกร 85 ราย เป็นพื้นที่ คทช.1,024 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่จัดสรรให้เกษตรกร 510 ไร่ (จัดสรรให้เกษตรกรรายละ 6 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ และพื้นที่ทำกิน 5 ไร่) โดยพัฒนาตามแนวทางแผนแม่บทชุมชนทั้งหมด 14 แผนแม่บทที่ได้ร่วมกันวางแนวทางไว้

6.แปลงเกษตรผสมผสาน ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี (ผัก ผลไม้ สมุนไพร) พื้นที่ 1,160 ไร่ (เป็นพื้นที่จัดสรรให้เกษตรกร 726 ไร่ สระน้ำ 200 ไร่) เกษตรกร 121 ราย พัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ เชื่อมโยงตลาด พร้อมปรับปรุงดิน

7.ยางพารา กรป.กลาง มะปรางมัน ปัตตานี จำกัด ต.ช้างให้ตก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี พื้นที่ 1,881 ไร่ เกษตรกร 556 ราย พัฒนาเชื่อมโยงตลาดให้กับกลุ่มสินค้าที่เป็นอาชีพเสริม และพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ยางแผ่นรมควัน เป็นต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากน้ำยางสด

8.แปลงยางพารา สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองบัว จำกัด ต.หนองบัว อ.รัษฎา จ.ตรัง พื้นที่ 5,075 ไร่ เกษตรกร 370 ราย พัฒนารูปแบบการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้มีศักยภาพในการรวบรวมยางพารา จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ในการแปรรูปยาง

9.แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน สหกรณ์นิคมพนม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่ 22,792 ไร่ เกษตรกร 1,214 ราย ส่งเสริมให้สหกรณ์สามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบจากกลุ่มผู้ปลูกปาล์มอย่างยั่งยืน

10.แปลงโคนม สหกรณ์การเกษตรไพรนกยูง จำกัด อ.หันคา จ.ชัยนาท เกษตรกร 63 ราย แม่โครีดนม 630 ตัว พัฒนาโดยปรับโครงสร้างศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบให้สามารถรับน้ำนมดิบจากฟาร์มเกษตรกรได้ พัฒนาการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้เข้มแข็ง

ทั้งนี้ ยังมีแปลงใหญ่ข้าวอีก 2 แปลง โดยจะเริ่มดำเนินการลงมือต้นฤดูกาลผลิตใหม่ในเดือน พ.ค.นี้

กยท.จัดงานวันยางพาราแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408126

x

กยท.จัดงานวันยางพาราแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กล่าวว่า กยท. กำหนดจัดกิจกรรมวันยางพาราแห่งชาติ ประจำปี 2562 ที่จ.ตรัง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดการปลูกยางพาราครั้งแรกของประเทศไทยที่อ.กันตัง ก่อนกระจายไปปลูกภูมิภาคอื่นทั่วประเทศ นอกจากนี้ จ.ตรัง ยังเป็นสถานที่ตั้งของ“อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี” ซึ่งจัดสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติแด่พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) บิดาแห่งยางพาราไทย ผู้มีแนวคิดริเริ่มนำพันธุ์ยางพาราเข้ามาปลูกในประเทศเป็นคนแรก และส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้จากการทำสวนยางพารา ถือเป็นปูชนียบุคคลผู้สร้างคุณูปการด้านยางพาราอย่างมาก กยท.จึงจัดพิธีสักการะและบวงสรวงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีขึ้น เพื่อเป็นการน้อมรำลึก

นางณพรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันการดำเนินงานด้านยางพาราในจ.ตรัง ได้บูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนงานด้านยางพาราให้เป็นระบบทุกมิติ โดยเน้นสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ยกระดับศักยภาพด้านการผลิตให้เป็นที่ยอมรับและได้มาตรฐาน จนกลายเป็นจังหวัดที่ผลิตยางแผ่นรมควันมาตรฐาน GMP มากที่สุดในประเทศ มีการบริหารงานแบบเกษตรแปลงใหญ่ยางพารา ส่งเสริมสนับสนุนใช้ยางแปรรูปในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เช่น นำน้ำยางมาทำถนนยางพาราที่ร่วมดำเนินการกับภาครัฐเป็นประจำทุกปี จนเป็นจังหวัดที่มีถนนยางพารามากที่สุดในประเทศ และยังเป็นพื้นที่ที่สนับสนุนส่งเสริมให้ภาคเกษตรกรและภาคเอกชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราจำหน่าย นอกจากนี้ ยังมีโรงงานแปรรูปยางพารา แปรรูปไม้ยางพารา และโรงงานผลิตถุงมือขนาดใหญ่ รองรับผลผลิตยางพาราในพื้นที่ได้ ทำให้จ.ตรัง มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพด้านยางพาราตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำอย่างแท้จริง

สทนช.พร้อมเป็นหน่วยกลางประสานจีน แลกเปลี่ยนข้อมูลบริหารจัดการแม่น้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408134

x

สทนช.พร้อมเป็นหน่วยกลางประสานจีน แลกเปลี่ยนข้อมูลบริหารจัดการแม่น้ำโขง

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)เปิดเผยว่า จากผลประชุมคณะกรรมการประสานการดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง (JCCCN) ครั้งที่ 17 ระหว่างวันที่ 26 – 28 มีนาคมที่ผ่านมา มีเป้าหมายสำคัญเพื่อหารือและรับทราบการดำเนินงานตามความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง (JCCCN) สำหรับพัฒนาการขนส่งในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง และมุ่งสนับสนุนการค้าการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฝ่ายไทยและจีนเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย กรมเจ้าท่าและขนส่งทางน้ำของประเทศสมาชิก JCCCN ได้แก่ จีน ลาว เมียนมา ไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สทนช. สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งในที่ประชุมพิจารณาประเด็นแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำ เพื่อการเดินเรือที่ปลอดภัยในแม่น้ำโขง-ล้านช้าง ระหว่างประเทศสมาชิก โดยฝ่ายจีนเห็นพ้องแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำ โดยประสานกับหน่วยงานภายใน เพื่อเป็นไปตามมาตรา 21 ของความตกลง JCCCN เพื่อให้การเดินเรือปลอดภัยและสะดวกโดยเฉพาะฤดูแล้ง และกำหนดให้ขยายความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลการไหลของน้ำตามที่ฝ่ายไทยร้องขอ ซึ่งสทนช.พิจารณาแล้วว่าประเด็นดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการบริหารจัดการแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพยั่งยืนมากขึ้น จึงพร้อมเป็นหน่วยงานกลางผลักดันการดำเนินงานผ่านกลไกกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (Mekong – Lancang Coo
peration : MLC) สาขาทรัพยากรน้ำร่วมกับ JCCCN เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำกับจีนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายสมเกียรติกล่าวอีกว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำฯ ระหว่างรัฐบาลไทยกับจีน และประเทศสมาชิก JCCCN ได้กำหนดไว้ชัดเจนภายใต้พันธกรณีของความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง (JCCCN) ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลไกเดียวที่มีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสามารถผลักดันดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งที่ผ่านมาสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทยได้นำเสนอและพยายามผลักดันประเด็นด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำกับจีนร่วมกับกรมเจ้าท่าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยังมีโครงการ “กลไกความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำ” เพื่อศึกษาและนำเสนอกลไกความร่วมมือที่เหมาะสม ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทรัพยากรน้ำระหว่างประเทศสมาชิกของกรอบความร่วมมือแม่น้ำโขง – ล้านช้าง (MLC) และอยู่ระหว่างดำเนินการ โดย สทนช. มีบทบาทในฐานะหน่วยงานกลางในการดำเนินโครงการ เช่นเดียวกัน

“การเปลี่ยนท่าทีเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำในแม่น้ำโขง – ล้านช้าง โดยเฉพาะฤดูแล้ง จากผลประชุมครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งแรกของจีนในรอบ 10 ปี ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีความพยายามผ่านกลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง (MRC) มาตลอดแต่ยังไม่ครอบคลุมและเกิดประสิทธิผลมากนัก แต่การหารือร่วมกันครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนกลไกการให้ข้อมูลด้านน้ำอย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นความก้าวหน้าสำคัญที่ฝ่ายไทยต้องดำเนินการและติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในแม่น้ำโขง – ล้านช้าง รวมถึงป้องกันบรรเทาผลกระทบข้ามพรมแดน จากสถานการณ์น้ำท่วม น้ำแล้ง การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและระดับน้ำอย่างฉับพลัน” นายสมเกียรติ กล่าว

กรมประมงลุยแก้กุ้งราคาตก เปิดโครงการ3ปีบรรเทาทุกข์ให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408133

x

กรมประมงลุยแก้กุ้งราคาตก l เปิดโครงการ3ปีบรรเทาทุกข์ให้เกษตรกร

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์ราคากุ้งทะเลตกต่ำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 ด้วยเหตุเกิดจากผลผลิตกุ้งโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตกุ้งทะเลของประเทศ ที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยนั้น นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัญหาดังกล่าวกรมประมงได้จัดทำโครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและการตลาดกุ้งทะเลเพื่อบริโภคภายในประเทศ ปี 2561 เป็นช่องทางบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยระยะเวลาโครงการ 3 ปี เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2562– 2564 โครงการ ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 จัดหาลูกพันธุ์กุ้งคุณภาพเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตกุ้งทะเล โครงการสนับสนุนเงินจ่ายขาดในการซื้อลูกพันธุ์กุ้งขาวแวนนาไมคุณภาพปลอดโรค ร้อยละ 90 ของราคาลูกพันธุ์ฯ หรือประมาณ 0.135 บาทต่อตัวและเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมต้องรับผิดชอบค่าลูกพันธุ์ฯ ร้อยละ 10 ของราคาลูกพันธุ์ฯ หรือประมาณ 0.015 บาทต่อตัว ทั้งนี้ โครงการจะสนับสนุนเงินสมทบให้รายละไม่เกิน 40,000 บาท โดยเกษตรกรสามารถลงลูกกุ้งของโครงการ ได้ตั้งแต่ มิ.ย. 2562 – ก.พ. 2563

กิจกรรมที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกุ้งทะเล โครงการสนับสนุนเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3 เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนซื้อปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในการเลี้ยงกุ้ง โดยเกษตรกรขอรับการสนับสนุนสินเชื่อได้ครั้งละ 1 ปี ต่อเนื่องไม่เกิน 3 ปี วงเงินกู้รายละไม่เกิน 300,000 บาทในปีที่ 1 และรายละไม่เกิน 150,000 บาทในปีที่ 2 และปีที่ 3 ทั้งนี้ เกษตรกรต้องชำระหนี้แต่ละปีให้เสร็จจึงขอรับการสนับสนุนสินเชื่อในปีถัดไปได้

กิจกรรมที่ 3 เพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการตลาดบริโภคกุ้งทะเลในประเทศ โครงการสนับสนุนเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. อัตราร้อยละ 3 ให้สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการตลาดบริโภคกุ้งทะเลในประเทศ เช่น เงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมกระจายสินค้า การจัดการด้านตลาด และการกระจายผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไมสู่ผู้ค้าปลีกภายในประเทศ โดยสถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน ขอรับการสนับสนุนสินเชื่อได้ครั้งละ 1 ปี ต่อเนื่องไม่เกิน 3 ปี วงเงินกู้รายละไม่เกิน 2,000,000 บาท ในปีที่ 1 และรายละไม่เกิน 1,000,000 บาท ในปีที่ 2 และปีที่ 3 ทั้งนี้ สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนต้องชำระหนี้แต่ละปีให้เสร็จจึงจะขอรับการสนับสนุนสินเชื่อในปีถัดไปได้

อธิบดีกรมประมงกล่าวต่อว่า กรมจะเปิดรับสมัครผู้ประกอบการโรงเพาะฟักและอนุบาลกุ้งขาวแวนนาไม โรงอนุบาลกุ้งขาวแวนนาไม สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สมาคม ชมรม และกลุ่มเกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเข้าร่วมโครงการระหว่างวันที่ 1 พ.ค. – 31 ก.ค. ที่สำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร จึงกำหนดให้เกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ ผ่านสังกัดของตนเท่านั้น สอบถามรายละเอียดได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการผลิตกุ้งทะเล กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง โทร. 0-2579-2421

รักษ์เกษตร : ทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408125

x

รักษ์เกษตร : ทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม การทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง เป็นแบบไหนครับ มีวิธีทำอย่างไรบ้างครับ ขอบคุณครับ

นิลรัตน์ แก้วสันโท

อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

คำตอบ

การทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง เป็นวิธีที่มีความสะดวกสบาย ง่าย ใช้เวลาไม่นาน และไม่ยุ่งยากมากนัก ไม่ต้องมีการขุดหลุม แต่สำคัญที่การดูแลเอาใจใส่ระหว่างการหมักปุ๋ยเท่านั้น ทั้งยังได้ปุ๋ยหมักที่มีธาตุอาหารครบถ้วนทุกชนิดตามที่พืชต้องการด้วย สามารถช่วยปรับสภาพดินที่ถูกทำลายเสื่อมโทรมให้มีคุณภาพดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการผลิต กระบวนการ และผลลัพธ์ที่ได้โดยรวมแล้ว การทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองนี้ ถือว่าตอบโจทย์เกษตรกรที่ต้องการทำการเกษตรธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง

1. ทำความสะอาดพื้นที่ภายในคอกให้เรียบร้อย เก็บเศษขยะและวัชพืชออกทิ้งไปให้หมด อย่าให้มีน้ำท่วมขัง หากมีน้ำท่วมขัง ให้จัดการถมดินให้เรียบร้อย

2. จัดเตรียมวัสดุที่ใช้ ฟาง อัตราส่วน 4 ส่วน ต่อมูลสัตว์หรือปุ๋ยคอก 1 ส่วน หรืออาจจะใช้ใบไม้แห้ง 3 ส่วน ต่อมูลสัตว์ 1 ส่วน ให้ตวงในเข่งหรือถังก็ได้

3. การทำรองพื้นชั้นแรก ให้นำฟางหรือใบไม้แห้งมาวางเรียงบนพื้น โดยให้เรียงอยู่ในคอกอย่างเป็นระเบียบ ความหนา ประมาณ 10 เซนติเมตร นำมูลสัตว์ 1 ส่วน มาเททับลงไปบนชั้นฟางชั้นแรก โดยใช้จอบเกลี่ยกระจายให้ทั่วกัน ห้ามขึ้นไปเหยียบบนกองปุ๋ยเป็นอันขาด จากนั้น ใช้น้ำสะอาดรดลงไปบนกองปุ๋ยจนทั่ว ให้มูลสัตว์ซึมเข้าสู่ชั้นฟางด้านล่าง

4. การทำรองพื้นชั้นที่สอง ให้ใช้ฟางหรือใบไม้ในอัตราส่วนเท่าเดิม ปูทับลงไป สลับกับการวางมูลสัตว์ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนหมด

5. ใช้วัสดุปิดคลุม โดยใช้กระสอบ หรือผ้ายางคลุมปิดด้านบนไว้ หรืออาจจะใช้เป็นท่อนไม้ไผ่ทับเอาไว้ก็ได้

6. การดูแลกองปุ๋ย ให้ดูแลกองปุ๋ยทุกวัน ตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่ 60 ให้รดน้ำกองปุ๋ยที่ผิวรอบนอกทั้งหมด ให้เปียกชื้น เป็นการสร้างสภาวะที่เหมาะสมต่อการย่อยสลายให้กับจุลินทรีย์

และทุกๆ 10 วัน ให้อัดน้ำเข้าสู่ด้านในกองปุ๋ยด้วย โดยใช้สายยางสอดเข้าไปด้านในเป็นจุดๆ เพื่อปล่อยน้ำ แต่ละจุดควรห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร ให้สอดสายยางลงไปที่ความลึกประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของความสูงของกองปุ๋ย ถ้าวันที่มีฝนตก ก็ต้องรดน้ำ เพราะน้ำฝนไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปสู่ด้านในของกองปุ๋ยได้

7. การนำปุ๋ยไปใช้ เมื่อเวลาผ่านไปครบ 60 วัน ให้งดการรดน้ำ และปล่อยทิ้งไว้กลางแจ้งให้ปุ๋ยหมักแห้งสนิท จึงนำไปใช้งานได้

กระบวนการทั้งหมดนี้ ไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน จะต้องรีบทำให้เสร็จก่อนที่ฝนจะชะล้างส่วนที่มีประโยชน์ของปุ๋ยทิ้งไป นะครับ

ก.เกษตรฯเฝ้าระวัง หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเข้าปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408129

x

ก.เกษตรฯเฝ้าระวัง หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเข้าปท.

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า ได้รับรายงานหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศแพร่ระบาดเข้ามาแถวประเทศเพื่อนบ้านของไทย จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่จากสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชสร้างการรับรู้และเฝ้าระวังการระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืชต่างถิ่นดังกล่าว เข้ามาแพร่ระบาดสร้างความเสียหายให้พืชเศรษฐกิจในประเทศไทย

หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเปรู สำหรับเอเชียพบการระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศครั้งแรกที่อินเดียและเนปาล  ล่าสุดได้รับยืนยันจากหน่วยงาน World Vegetable Center และ The Center for Agriculture and Bioscience International (CAB) พบการระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศในภาคเหนือของเมียนมาแล้ว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า  หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศมีพืชอาหารหลัก ได้แก่ มะเขือเทศ  มะเขือ มันฝรั่ง พริกหวาน ยาสูบ และโทงเทงฝรั่ง  ส่วนพืชอาหารทางเลือก ได้แก่ ถั่ว  และกะหล่ำ โดยทั่วไปหนอนจะเข้าทำลายใบเป็นหลัก แต่หนอนวัยท้ายๆ เจาะเข้าทำลายผลได้ด้วย ซึ่งการเจาะเข้าผลนี้เสี่ยงสูงที่แมลงชนิดนี้จะเล็ดลอดเข้ามาในประเทศโดยติดมากับผลผลิต หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศสามารถสร้างความเสียหายโดยการกัดกินชอนไชใบ และกัดกินผล  ถ้าระบาดรุนแรงผลผลิตอาจเสียหายได้ 80-100% ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเฝ้าระวังการแพร่กระจายของศัตรูพืชชนิดนี้

กรมวิชาการเกษตรในฐานะเป็นองค์กรอารักขาพืชแห่งชาติตามอนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศได้สั่งการให้ด่านตรวจพืชของกรมวิชาการเกษตร โดยเฉพาะด่านบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เฝ้าระวังและตรวจสอบผลผลิตเกษตร ซึ่งเป็นพืชอาหารของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศอย่างเข้มงวด เพราะเสี่ยงสูงที่แมลงชนิดนี้จะติดเข้ามากับผลผลิตและแพร่ระบาดภายในประเทศไทยได้

“หากตรวจพบศัตรูพืชต่างถิ่นได้ตั้งแต่แรกที่ยังไม่พบการระบาดกระจายเป็นพื้นที่กว้าง เป็นไปได้ที่จะจำกัดขอบเขตการระบาดไม่ให้ขยายไปพื้นที่อื่นหรือกำจัดให้หมดไปจากประเทศได้ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวัง ถ้าสำรวจพบแปลงมะเขือเทศมีลักษณะเข้าทำลายที่ต่างไปจากการเข้าทำลายของหนอนชอนใบมะเขือเทศชนิดที่มีอยู่ในประเทศไทยแจ้งได้ที่กลุ่มบริหารศัตรูพืชสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร  โทรศัพท์ 0-2579-5583” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าว

ปฏิบัติการได้ผล! ลุยทำ’ฝนหลวง’ทั่วประเทศ แก้แล้งพื้นที่เกษตร-เพิ่มน้ำเขื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408087

ปฏิบัติการได้ผล! ลุยทำ'ฝนหลวง'ทั่วประเทศ แก้แล้งพื้นที่เกษตร-เพิ่มน้ำเขื่อน

ปฏิบัติการได้ผล! ลุยทำ’ฝนหลวง’ทั่วประเทศ แก้แล้งพื้นที่เกษตร-เพิ่มน้ำเขื่อน

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 14.16 น.

15 เม.ย.62 นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (14 เม.ย.) ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 8 หน่วยปฏิบัติการ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรของ จ.นครสวรรค์ ลพบุรี กาญจนบุรี อุดรธานี สกลนคร สุรินทร์ ระยอง จันทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำลาด รวมถึงช่วยยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บบริเวณพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และสกลนคร

รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าวว่า แผนปฏิบัติการฝนหลวงในวันนี้ ด้านพื้นที่ภาคตะวันออก จากผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์สัตหีบ จ.ชลบุรี พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 66% ขึ้นปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง และ อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ด้านพื้นที่ภาคกลาง ได้บินปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร อ.ด่านมะขามเตี้ย อ.เมืองกาญจนบุรี อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี อ.วังม่วง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี และ อ.พัฒนานิคม อ.ท่าหลวง อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

พื้นที่ภาคเหนือคุณภาพอากาศส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่ บริเวณ จ.ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ ขณะเดียวกันที่ จ.แม่ฮ่องสอน น่าน และเชียงราย อยู่ในเกณฑ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากยังมีจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ภาคเหนือบริเวณจังหวัดเชียงราย ขณะเดียวกันในประเทศ เพื่อนบ้านบางส่วนก็เริ่มลดลงจากเมื่อวานค่อนข้างมาก และจากผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ ร้องกวาง จ.แพร่ และสถานีเรดาร์อมก๋อย จ.เชียงใหม่ พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 61% (ร้องกวาง) 25% (อมก๋อย) ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 28% (ร้องกวาง) 18% (อมก๋อย) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 0.0 (ร้องกวาง) 6.9 (อมก๋อย) โดยหน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก จะขึ้นบินปฏิบัติการช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองจังหวัดน่าน และหน่วยฯ จ.เชียงใหม่ จึงขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากมีความเหมาะสมจะวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาหมอกควันบริเวณ จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอนและพะเยา

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกณฑ์คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดี จากผลการตรวจอากาศของสถานีเรดาร์บ้านผือ จ.อุดรธานี และสถานีเรดาร์พิมายจ.นครราชสีมา พบว่ามีความชื้นที่ระดับเกิดเมฆ 73% (บ้านผือ) 70% (พิมาย) ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 61% (บ้านผือ) 52% (พิมาย) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -1.4 (บ้านผือ) -2.7 (พิมาย) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.อุดรธานี และ จ.นครราชสีมาจึงขอขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของจังหวัดศรีษะเกษ ร้อยเอ็ด สกลนคร อุดรธานี มหาสารคามและตอนล่างของ จ. นครราชสีมา รวมถึงพื้นที่ลุ่มรับน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนห้วยหลวง

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ผลตรวจสภาพอากาศจากสถานีเรดาร์พนม จ.สุราษฎร์ธานี และสถานีเรดาร์ปะทิว จ.ชุมพร พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 44% (พนม) 63% (ปะทิว) ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 49% (พนม) 56% (ปะทิว) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -3.0 (พนม) -4.2 (ปะทิว) หน่วยปฏิบัติการฯ หัวหิน หน่วยฯ สงขลาและหน่วยฯ จ.สุราษฎร์ธานี จึงขอขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร อ.แก่งกระจาน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี อ.หัวหิน อ.เมือง อ.กุยบุรี อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต กระบี่ พังงา สงขลา นราธิวาส สุราษฎร์ธานีและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าพรุโต๊แดง ป่าพรุบาเจาะ

เทคโนฯลาดกระบังเปิดตัวKMITL organic n หนุนงานวิจัยพัฒนาต้นแบบเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407960

x

เทคโนฯลาดกระบังเปิดตัวKMITL organic n หนุนงานวิจัยพัฒนาต้นแบบเกษตรอินทรีย์

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันการบริโภคอาหารเสี่ยงปนเปื้อนสารตกค้างที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น ทำให้สถาบันเล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังประกอบกับสถาบันฯ มีความพร้อมเรื่องงานวิจัยและเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ขึ้นมา จึงจัดตั้งโครงการ “ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ KMITL” (The KMITL organic agriculture model) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การทำเกษตรอินทรีย์ให้ผู้สนใจอยากเรียนรู้เรื่องนี้ โดยใช้พื้นที่ใน ต.องค์พระ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี 80 ไร่ เป็นแหล่งเรียนรู้สร้างเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ ให้เกษตรกรและผู้นใจเข้ามาศึกษาดูงานการทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร พร้อมทั้งนำงานวิจัยและเทคโนโลยีต่างๆ ของสถาบันมาปรับใช้ในการทำแปลงต้นแบบเกษตรอินทรีย์

พร้อมจัดสร้าง KMITL organic shop ขึ้นที่คณะวิทยาศาสตร์ ภายในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อเป็นตลาดนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่สถาบันผลิตได้มาจำหน่ายให้คณะอาจารย์ นิสิตนักศึกษา และบุคลากรภายในองค์กร เลือกซื้อโดยมั่นใจได้ว่าผลผลิตทุกชิ้นปลอดภัยและมาจากกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ในแบบที่สถาบันฯใส่ใจในเรื่องของคุณภาพอย่างแท้จริง

ด้าน ผศ.ดร.สุพัตรา โพธิ์เอี่ยม หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับรูปแบบการทำเกษตรอินทรีย์ของสถาบันนั้นให้ความสำคัญกับทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่ก่อนผลิต ได้แก่ การปรับปรุงดิน การอยู่รวมกันของสิ่งมีชีวิต และปัจจัยการผลิต ที่เน้นใช้สารชีวภัณฑ์ ไม่ใช้สารเคมีทุกขั้นตอน ทำให้ผลผลิตได้มาตรฐานการทำเกษตรแบบอินทรีย์ที่รับรองโดยสมาคมเทคโนโลยีการเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ได้ปลอดภัยจากสารเคมี และเน้นการตลาดตามความต้องการของผู้บริโภค การส่งเสริมและฝึกอบรม เพื่อให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติได้จริง รวมทั้งศึกษาวิจัยที่มีทั้งด้านสังคม และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น การผลิตสารชีวภัณฑ์ กำจัดศัตรูพืช เป็นต้น

สำหรับผู้บริโภคที่สนใจซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกในระบบอินทรีย์ มาเลือกซื้อได้ที่ KMITL organic shop คณะวิทยาศาสตร์ ภายในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร หมายเลขโทรศัพท์ 09-2312-6499