มกอช.ติดดาบระบบรับรองฮาลาล ดันผู้ประกอบการไทยขึ้นแถวหน้าส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408446

x

มกอช.ติดดาบระบบรับรองฮาลาล ดันผู้ประกอบการไทยขึ้นแถวหน้าส่งออก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า เพื่อหาแนวทางสร้างความเข้มแข็งด้านตรวจสอบและรับรองสินค้าอาหารฮาลาลและผลิตภัณฑ์ฮาลาลให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและตลาดโลก ตลอดจนเพื่อให้ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยรับรองฮาลาล (สกอท.) นำข้อสรุปจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการค้าสินค้าอาหารฮาลาลระหว่างประเทศ มกอช.จึงจัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ“ผลิตภัณฑ์ฮาลาลไทยและข้อกำหนดในตลาดฮาลาลที่สำคัญ”ขึ้น

นางสาวจูอะดีกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก และยังเป็นประเทศผู้ส่งออกหลักสินค้าดังกล่าวด้วย ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยเริ่มสนใจส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปประเทศคู่ค้าที่มีประชากรชาวมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก อาทิ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน และเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรชาวมุสลิมอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก รวมถึงประเทศสมาชิก
กลุ่มความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน บาห์เรน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยเป็นกลุ่มประเทศที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union: EU) ก็ยังเป็น
กลุ่มประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยที่มีจำนวนประชากรชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้ มกอช. ในฐานะหน่วยงานผู้ประสานหลักด้านมาตรการ SPS ของไทย เห็นความสำคัญในการเสริมสร้างความรู้ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อช่วยลดอุปสรรคการดำเนินมาตรการสุขอนามัยพืชของไทย รวมถึงใช้ประกอบการเจรจาเปิดตลาดสินค้าเกษตรกับประเทศคู่ค้า ตลอดจนเจรจาแก้ปัญหานำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ

นางสาวจูอะดีกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาประเทศคู่ค้าของไทยบังคับใช้มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) ควบคุมการนำเข้า และจำหน่ายสินค้า ซึ่งการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กรณีของประเทศมุสลิมได้บังคับใช้ข้อกำหนดเกี่ยวกับการรับรองฮาลาลในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวอย่างเคร่งครัดเพื่อที่จำหน่ายสินค้าที่ได้รับการรับรองฮาลาลในประเทศดังกล่าวได้

ซอกแซกอาเซียน : 18 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408447

566101

ซอกแซกอาเซียน : 18 เมษายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ฉบับนี้เราก็ยังอยู่ที่สปป.ลาว นะครับ หลังจากรับประทานอาหารเช้าด้วยเมนูไก่ย่างกันแล้ว คณะเราก็ออกเดินทางไปยังที่ว่าการเมือง ที่กำหนดเป็นจุดแจกจ่ายข้าวแก่ประชาชนผู้ประสบภัยและยากจน พิธีการก็คงจะเหมือนๆ กับที่จัดที่ผ่านมา โดยมีท่านรองเจ้าแขวงสะหวันนะเขตมาต้อนรับ และกล่าวขอบคุณผู้เอาข้าวมาแจก

ถึงตรงนี้ขอเล่าเพิ่มว่า ข้าวที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นบริจาคมานี้ เขาจะบริจาคเป็นข้าวเมล็ดสั้น คือ ข้าวญี่ปุ่น ในปริมาณครึ่งหนึ่ง หมายถึงข้าวที่เรามักจะกินในร้านอาหารญี่ปุ่นนั่นแหละ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะเป็นข้าวเมล็ดยาว หรือ ข้าวที่คนไทยเราปลูกและกินกันอยู่ทั่วไป ซึ่งได้ซื้อไปจากประเทศไทย แต่ในการจัดสรรว่าระหว่างข้าวเมล็ดสั้นกับข้าวเมล็ดยาวจะส่งไปที่ใดบ้าง เป็นเรื่องของประเทศผู้รับจะกำหนดเอง จึงมีความเป็นไปได้ว่า บางเมืองบางแขวง ประชาชนอาจต้องกินข้าวญี่ปุ่น ซึ่งอาจไม่คุ้นเคย ขณะที่บางเมืองอาจได้ข้าวไทยไปกิน ลักษณะเช่นนี้ก็เหมือนกับในประเทศอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นบริจาคข้าวไปให้ เช่น ฟิลิปปินส์ เมียนมา และกัมพูชา

ยิ่งไปกว่านั้น ระยะหลังๆ เกาหลีใต้ได้เริ่มต้นเข้ามาเป็นผู้บริจาคด้วย แต่ข้าวของเกาหลีใต้ทั้งหมดเป็นข้าวเมล็ดสั้น ไม่มีข้าวเมล็ดยาวเลย ผมก็เลยมาคิดขำอยู่ในใจว่า พวกคนประสบภัยหรือคนยากจนในแถบดังกล่าว คงจะต้องฝึกหุงข้าวและกินข้าวกันใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่กินข้าวเมล็ดยาว มาเป็นกินข้าวญี่ปุ่นเมล็ดสั้นป้อม ประหนึ่งว่าได้เข้าไปนั่งกินในร้านอาหารญี่ปุ่นหรูๆ อย่างฟูจิ หรือโออิชิ นั่นเชียว

เมื่อเสร็จพิธีการแจกข้าวในหอประชุมที่ว่าการเมืองของแขวงสะหวันนะเขต ก็ใกล้ๆ เวลาอาหารกลางวัน ทางเจ้าภาพ คือ หัวหน้าส่วนราชการกระทรวงกสิกรรมฯ และกระทรวงแรงงานและสวัสดิการฯ ประจำแขวงรวมทั้งท่านรองเจ้าแขวง ก็ได้พาคณะเราไปกินอาหารกลางวันที่ร้านธรรมดาๆ ข้างทางที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่ร้านไก่ย่างอีกนะครับ เพราะถ้าเป็นร้านเดิมอีก สงสัยจะไม่ไหวเป็นแน่ เป็นร้านเล็กๆ เหมือนเพิงมากกว่า

ก็ไม่น่าเชื่อว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของลาวจะมีสไตล์ที่ต่างกันลิบลับกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของไทย เจ้าของร้าน คนทำครัว และเด็กเสิร์ฟ ก็ไม่ได้สนอกสนใจว่าลูกค้ากลุ่มนี้เป็นบุคคลสำคัญมาจากไหน อาหารที่สั่งก็เป็นเหมือนๆ อาหารอีสาน เช่น ลาบ ส้มตำ ต้ม อะไรทำนองนั้น และก็มีข้าวเหนียวเป็นกระติบ หรือข้าวเจ้าเป็นจานมาให้เลือกกินได้ แต่ที่พิเศษ (อีกแล้ว) คือ โหลยาดองครับ เป็นเหล้าขาวที่เขาบอกว่าแช่น้ำผึ้ง มีเศษรังผึ้งติดลอยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นท่านรัฐมนตรี รองเจ้าแขวง เกษตรจังหวัด แรงงานและสวัสดิการฯจังหวัด จีเอ็มแอปเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น ก็ถูกเวียนด้วยจอกเดียว เหมือนๆ กับวงเมื่อวันวาน ต่างนิดหน่อยตรงที่ร้านนี้เวลาดื่มเหล้าอาจต้องพ่นทิ้งเศษรังผึ้งที่ลอยติดมาด้วยเป็นระยะๆ ร้อนคอร้อนท้องกันดีแท้ หน้าตากลายเป็นสีแดงเรื่อกันไปหมด

ความจริงคณะแอปเตอร์วันนี้ถือว่ายังโชคดี เพราะกำหนดการเดินทางสิ้นสุดเนื่องจากเสร็จภารกิจแจกข้าว ซึ่งหลังจากนี้เราจะต้องแยกตัวจากคณะลาวเพื่อเดินทางข้ามแม่น้ำโขงที่สะหวันนะเขตเพื่อเดินทางไปขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ที่นครพนม เพราะถ้าไม่แยกกันวันนี้ (ดีกว่า) ท่านรัฐมนตรีต้องเดินทางขึ้นทางเหนือกลับเวียงจันทน์ แต่ท่านบอกเพิ่มเติมว่าไปจากจุดที่นั่งกินอาหารกลางวันนั้นก่อนถึงแขวงคำม่วน ท่านมีเพื่อนเก่านัดรออยู่เพื่อเลี้ยงอาหารท่านอีก ผมคำนวณเวลาเดินทางของท่านจากระยะทางที่เมื่อวานผ่านมาแล้ว ก็คงไม่เกิน 2 ชั่วโมง นั่นหมายถึงท่านรัฐมนตรีในอีกสักพัก ก็คงจะต้องไปนั่งร้านอาหารต่อ แล้วก็เวียนจอกศักดิ์สิทธิ์กันอีกเพลาหนึ่ง ทั้งๆ ที่ยังกลางวันแสกๆ 3-4 โมงเย็น ผมเดาเอาว่าท่านรัฐมนตรีวันนี้ไม่มีทางเดินทางถึงเวียงจันทน์แน่นอน และนี่คือเหตุผลที่บอกว่าผมยังโชคดีที่มีโอกาสหนีกลับก่อน

จะว่าเบื่อไก่ย่าง เพราะได้กิน 2 มื้อติดต่อกันก็คงไม่จริงนัก เพราะระหว่างที่รถยนต์ของทีมลาวพาพวกเรามาส่งที่ด่านข้ามมาไทยที่แขวงสะหวันนะเขต ก็ผ่านตลาดเซโนที่ขายไก่ย่างอีก เราเลยแวะซื้อไก่มาคนละตัวสองตัวกลับกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้เอามากินเองหรอก เอามาฝากคนอื่น คณะเราผ่านด่านพรมแดนเพื่อข้ามมาทางมุกดาหาร มีเพื่อนของเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ที่ร่วมไปในทริปนี้เอารถยนต์มารับเพื่อไปส่งที่สนามบินนครพนม แล้วนั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ยามค่ำ ก็เป็นอันจบสิ้นสำหรับทริปนี้ครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : สศก.ชี้ภัยแล้งไม่รุนแรงเท่าปี’58 ตั้งเป้าจีดีพีเกษตรขยายตัว2.5-3.5%ต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408449

รายงานพิเศษ : สศก.ชี้ภัยแล้งไม่รุนแรงเท่าปี’58 ตั้งเป้าจีดีพีเกษตรขยายตัว2.5-3.5%ต่อปี

รายงานพิเศษ : สศก.ชี้ภัยแล้งไม่รุนแรงเท่าปี’58 ตั้งเป้าจีดีพีเกษตรขยายตัว2.5-3.5%ต่อปี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มส่งผลกระทบบางพื้นที่ หลายหน่วยงานวิเคราะห์ว่าภัยแล้งปีนี้จะค่อนข้างรุนแรงนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรวิเคราะห์แล้วพบว่าภัยแล้งปีนี้จะไม่รุนแรงเท่ากับปี 2558

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวเรื่องนี้ว่า การวิเคราะห์ของ สศก.พบสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญช่วง 15 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2548-2562 รุนแรงที่สุดในปี 2558 ส่งผลกระทบต่อผลผลิตการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปรัง ทำให้จีดีพีเกษตรติดลบถึง 6.5% ขณะที่ปีนี้ภัยแล้งส่งผลให้จีดีพีเกษตรไตรมาสแรกขยายตัวอยู่ในอัตราค่อนข้างต่ำที่ 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 แสดงว่าผลผลิตการเกษตรบางส่วนโดยเฉพาะสาขาพืชได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ติดตามและแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ขณะนี้มีพื้นที่เฝ้าระวังอาจขาดแคลนน้ำช่วงเพาะปลูกพืชอยู่ 2 จังหวัดได้แก่ ร้อยเอ็ดและศรีสะเกษ ซึ่งเกษตรกรปลูกข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง หอมแดง ประมาณการพื้นที่ติดตามตลอดระยะเวลาปลูกพืชถ้าฝนน้อยหรือขาดแคลนน้ำอาจเสียหายประมาณ 2.9 แสนไร่ ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงมหาดไทยเตรียมเฝ้าระวังและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรพร้อมรับมือ ขณะเดียวกันพยายามจัดหาแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว

สศก.วิเคราะห์พื้นที่ใช้ประโยชน์เพาะปลูกและปริมาณน้ำฝนหรือน้ำต้นทุน สามารถนำมาประมวลผลเพื่อหาพื้นที่เฝ้าระวังที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งได้ทันที อย่างไรก็ดี จากข้อมูลน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตคาดการณ์ว่า มีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งรักษาสมดุลของระบบนิเวศ แต่ส่วนภาคเกษตรนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ภัยแล้งใกล้ชิด เนื่องด้วยอากาศแปรปรวน และอากาศร้อนจัด เกษตรกรต้องปรับตัวโดยเฉพาะหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า เช่น ข้าวนาปรัง ใช้น้ำมากประมาณ 1,200-1,400 ลบ.ม.ต่อไร่ ขณะที่พืชใช้น้ำน้อยอย่างพืชผัก หรือพืชที่กระทรวงเกษตรฯส่งเสริมให้ปลูกทดแทนข้าวนาปรังอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือพืชตระกูลถั่ว ใช้น้ำประมาณ 500-700 ลบ.ม.ต่อไร่

ขณะเดียวกันเกษตรกรควรมีสระน้ำในไร่นา เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ และบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องวางแผนผลิตพืชเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ปัญหาที่มาพร้อมฤดูแล้งคือ โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยแล้งและโรคระบาดที่มาพร้อมฤดูแล้ง หากประสบปัญหาให้แจ้งเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ เพื่อหาทางแก้ปัญหาต่อไป

นางสาวจริยากล่าวเพิ่มเติมว่า สศก.จะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เบื้องต้นยังไม่ได้ประเมินมูลค่าความเสียหายจากภัยแล้ง เนื่องจากทุกฝ่ายพยายามช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่เสี่ยงอยู่ เพื่อลดผลกระทบต่อภาคเกษตรและยังรักษาเป้าหมายการขยายตัวของจีดีพีเกษตรในอัตราบวกที่ 2.5-3.5% ต่อปี

‘เกษตรฯ’ เตรียมจัดงานพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปี62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408405

‘เกษตรฯ’ เตรียมจัดงานพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปี62

‘เกษตรฯ’ เตรียมจัดงานพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปี62

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562, 14.33 น.

ก.เกษตรฯ เตรียมการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2562  เพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญแก่เกษตรกรไทย 

17 เม.ย. 62 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2562 ซึ่งในปีนี้ปฏิทินหลวงได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประกอบด้วย พระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล ประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กำหนดจัดขึ้นในวันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2562 และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย สำหรับในวันถัดมาของการประกอบพระราชพิธี คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ จะประกอบพระราชพิธีในวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2562 ฤกษ์ไถหว่านระหว่างเวลา เวลา 08.19 – 08.49 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

“พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นพระราชพิธีซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริมบำรุงขวัญเกษตรกรไทย เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก โดยกำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี อันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา โดยในปีพุทธศักราช 2562 นี้ ผู้ทำหน้าที่พระยา    แรกนา คือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวณัฐชยา ศรีสุขสวัสดิ์ นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นางสาวอาทิตยา ทองแกมแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร คู่เคียง มีจำนวน 16 ราย และผู้อัญเชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน  4 ราย พระโคแรกนา ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคพอ พระโคเพียง” ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามในปีนี้กรมการข้าวซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการปลูกข้าว ณ แปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ฤดูนาปี 2561 ได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 4 พันธุ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2562 ประกอบด้วย พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 573 กิโลกรัม , ปทุมธานี1 จำนวน 290 กิโลกรัม, กข43 จำนวน 297 กิโลกรัม และ กข6 จำนวน 46 กิโลกรัม รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 1,206 กิโลกรัม และจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” และบรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายเพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

ส่องเกษตร : บทพิสูจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408260

449007

ส่องเกษตร : บทพิสูจน์

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลายคนมีความเชื่อว่าการพัฒนาการเกษตร จะต้องเริ่มจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพันธุ์ การพัฒนาการจัดการดินและปุ๋ย การจัดการโรคแมลงศัตรูพืช การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ตลอดจนการพัฒนาด้านการตลาด ทั้งหมดนี้คือองค์รวมของการพัฒนาการเกษตร ส่งผลให้นโยบายของภาครัฐดำเนินไปภายใต้ความเชื่อดังกล่าว เพราะเชื่อว่าเมื่อเกษตรกรได้ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมการพัฒนาการเกษตรจะเกิดขึ้น และมีความยั่งยืนในการพัฒนาในที่สุด

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา พบมีโอกาสพบปะกับผู้คนในแวดวงการเกษตรหลายคน น่าสนใจว่ามีอยู่ 2 ราย ที่มีเรื่องเล่าบนพื้นที่ที่ใกล้เคียงกันมาก คือ ต่างก็มีพื้นที่การเกษตรราว 3 ไร่ ทำการเกษตรแบบเกษตรกร part time พื้นที่การเกษตรทั้งสองคนมีแหล่งน้ำเพียงพอ รายแรกอยู่ติดคลองชลประทาน อีกรายอยู่ติดคลองธรรมชาติที่มีน้ำตลอดทั้งปี พืชที่ทั้งสองคนเลือกปลูกเป็นไม้ผล ซึ่งนับว่าเหมาะสำหรับเกษตรกร part time เพราะไม่ต้องเข้าไปดูแลทุกวัน ที่ผมสนใจคือวิธีคิดของทั้งสองรายนี้แตกต่างกันมาก รายแรกเน้นจ้างแรงงานเป็นหลัก มีแรงงานประจำ และเครื่องทุ่นแรงหลายอย่าง ใครว่าอะไรดี ก็จะแสวงหามาปลูก โดยไม่ได้สนใจต้นทุนที่ต้องจ่าย และความคุ้มค่าที่เกิดขึ้น ทำสวนไม้ผลมา 3-4 ปี ยังไม่มีรายได้อะไรเกิดขึ้น มีแต่รายจ่ายอย่างต่อเนื่อง

ส่วนอีกราย ไม่เน้นการจ้างแรงงาน ทำทุกอย่างด้วยตนเอง ยกเว้นบางอย่างที่หนักเกินกำลัง ถึงจ้างแรงงานมาช่วย ไม่มีเครื่องทุ่นแรงเกินจำเป็น วางแผนการปลูกไม้ผลหลากหลาย เพื่อให้ผลตอบแทนในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เมื่อเริ่มทำสวนจะเข้าปีที่ 2 ก็เริ่มจะขายไม้ผลอายุสั้น พอมีรายได้มาจ่ายค่าไฟฟ้าและค่าปุ๋ยขี้ไก่บ้างแล้ว เวลานี้ก็ลุ้นกันต่อว่าไม้ผลรุ่นต่อไปจะให้ผลผลิตมากน้อยเพียงใด

บุคลิกที่แตกต่างกันระหว่างสองรายนี้รายแรกทำการเกษตรแบบเอาสบาย เอาสะดวก เอาสนุก โดยไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านการเกษตร และไม่ศึกษาอย่างลึกซึ้ง ผลออกมาจึงเป็นอย่างที่เห็น ส่วนอีกรายมีพื้นฐานความรู้ทางการเกษตร ทำการเกษตรด้วยใจรัก สนุกกับการทดลองวางแผนปลูกพืชในพื้นที่อันจำกัดของตนเอง ผลที่ออกมาจึงเป็นอีกทางหนึ่ง เมื่อมองกลับไปกับการทำการเกษตรของสองรายนี้ จะเห็นว่าทั้งสองรายไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุน ไม่มีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ ไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตร แต่ที่ต่างกันและส่งให้ผลที่เกิดขึ้นต่างกันคือ ความรู้ ความเข้าใจและแนวคิดหลักในการพัฒนาการเกษตร

ดังนั้น การพัฒนาการเกษตรไม่จำเป็นต้องทุ่มเทเทคโนโลยีให้เกษตรกร อีกทั้งไม่จำเป็นต้องสนับสนุนเงินทุนให้เกษตรกรจนเฝือ และไม่จำเป็นต้องลดเลิกแจกแถมสิ่งใด เพราะการพัฒนาตัวตนของเกษตรกร หรือ การพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องใช้ปัจจัยเหล่านั้น การเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรให้เกิดขึ้นจากภายในตัวของเกษตรกรเอง ให้เป็นเกษตรกรที่มีความรู้ รู้จักตนเอง รู้ทันเทคโนโลยี นับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นลำดับแรกของการพัฒนาการเกษตร ทำอย่างไรให้เกษตรกรไม่คุ้นชินกับการรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐ และเมื่อเกษตรกรสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ภาครัฐต้องเปลี่ยนมาเป็นผู้สนับสนุนแทน ความยั่งยืนในการพัฒนาการเกษตรจึงจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง บทพิสูจน์เรื่องนี้ เห็นกันได้ง่ายๆ จากผู้คนใกล้ๆ ตัว การสอนให้หาปลาด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจในวิธีการตกปลาความเข้าใจต่อธรรมชาติของปลาแต่ละชนิด ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร เชื่อว่าเขาจะตกปลาได้เองและมีปลาไว้กินอย่างสม่ำเสมอ มีความยั่งยืน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

อุทยานฯตั้งศูนย์รับนทท.ช่วงสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408259

x

อุทยานฯตั้งศูนย์รับนทท.ช่วงสงกรานต์

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ทุกปี เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ นิยมเข้ามาใช้บริการท่องเที่ยวเยี่ยมชมศึกษาธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติจำนวนมากดังนั้น กรมอุทยานแห่งชาติฯจึงได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 12 – 17 เมษายน ซึ่งศูนย์ฯดังกล่าวตั้งอยู่ที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ตามท้องที่ 1-16 และสาขา ที่ครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศ มีเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมความพร้อม เช่น รวบรวมสถิติเพื่อเป็นฐานข้อมูลการตัดสินบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ จัดให้มีเครื่องมือสื่อสารทันสมัย พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ด้านการกู้ภัยให้อุทยานแห่งชาติทุกแห่ง การตรวจสอบข่าวสารและการเตือนภัย การส่งข้อมูลให้ส่วนกลาง ประสานหน่วยงานอื่นๆเพื่อให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในอุทยานแห่งชาติ ซึ่งในอุทยานแห่งชาติทุกแห่งมีจุดบริการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว มีเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์พร้อมปฎิบัติหน้าที่หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ดูแลการทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆของนักท่องเที่ยว จัดให้มีป้ายแจ้งเตือนและจุดแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ขอให้นักท่องเที่ยววางแผนท่องเที่ยวก่อนเดินทาง เพราะอุทยานแห่งชาติบางแห่งที่ได้รับความนิยมอาจมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ขณะที่การจองบ้านพักติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2579-5269 และ 0-2561-0777 ต่อ 1719 ในเวลาราชการ หรือระบบออนไลน์ nps.dnp.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง และสำหรับการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ยังกำหนดแนวทางให้นักท่องเที่ยวร่วมใช้ถุงผ้าเพื่อลดใช้ถุงพลาสติกแบหูหิ้วภายในอุทยานแห่งชาติทุกแห่ง โดยมีบริการให้นักท่องเที่ยว ยืม – คืน ถุงผ้า ภายในอุทยานฯทั่วประเทศด้วย

ไตรภาคียางลุยคุมส่งออก2.4แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408257

x

ไตรภาคียางลุยคุมส่งออก2.4แสนตัน

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (IRCo) จัดประชุมคณะกรรมการบริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด ประกอบด้วย ผู้แทนจากประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย พร้อมเดินหน้ามาตรการจำกัดปริมาณการส่งออก 3 ประเทศ รวม 240,000 ตัน ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด ได้หารือในหลายประเด็น รวมถึงในเรื่องมาตรการจำกัดปริมาณการส่งออก (Agreed Export Tonnage Scheme : AETS) ครั้งที่ 6  ซึ่งทั้ง 3 ประเทศสมาชิก เห็นชอบที่จะดำเนินการควบคุมการส่งออกภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับของแต่ละประเทศสมาชิกเป็นระยะเวลา 4 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 โดยจะร่วมกันจำกัดปริมาณการส่งออกยางพารารวม 240,000 ตัน นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้กล่าวถึงการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติยางพาราของ 3 ประเทศสมาชิกสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (International Tripartite Rubber Council : ITRC) ซึ่งพบว่าข้อมูลผลผลิตยางที่มีการรายงานจากหลายแหล่งข้อมูลกลับไม่ตรงกัน ด้วยเหตุนี้ ในที่ประชุมจึงรายงานยืนยันข้อมูลผลผลิตยางพาราในปี 2561 ที่ผ่านมา ดังนี้ ประเทศไทย ผลิตได้ 4.879 ล้านตัน ประเทศอินโดนีเซีย ผลิตได้ 3.630 ล้านตัน และประเทศมาเลเซียผลิตได้ 0.603 ล้านตัน

กรมส่งเสริมสหกรณ์รับรางวัล องค์กรเป็นเลิศด้านบริหารการเงินการคลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408261

x

กรมส่งเสริมสหกรณ์รับรางวัล องค์กรเป็นเลิศด้านบริหารการเงินการคลัง

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์รับโล่รางวัลพร้อมประกาศเกียรติคุณองค์กรที่มีความเป็นเลิศ การบริหารจัดการการเงินการคลัง จากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในพิธีมอบรางวัล “องค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง” ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ของกรมบัญชีกลาง ณ หอประชุมสโมสรกองทัพบก กรุงเทพฯ

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับโล่รางวัลพร้อมประกาศเกียรติคุณ องค์กรที่มีความเป็นเลิศ การบริหารจัดการการเงินการคลัง ด้านปลอดความรับผิดทางละเมิดจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในพิธีมอบรางวัล “องค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการ ด้านการเงินการคลัง” ครั้งที่ 5ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ซึ่งจัดโดยกรมบัญชีกลาง ณ หอประชุมสโมสรกองทัพบกกรุงเทพฯ ซึ่งนับว่าเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและความภาคภูมิใจของหน่วยงาน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์มีความมุ่งมั่นในการบริหารการเงินการคลังให้เป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใสและลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณของประเทศ ซึ่งหลักเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลางพิจารณามอบรางวัลจะประเมินตามขั้นตอนการบริหารด้านการเงินการคลัง พิจารณา 5 มิติ ประกอบด้วยด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ด้านการเบิกจ่าย ด้านการบัญชีภาครัฐ ด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐและด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด

“กรมส่งเสริมสหกรณ์มีหน้าที่กำกับดูแลและส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการช่วยเหลือประชาชน
ดังนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กรม ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน จึงมุ่งเน้นบริหารองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล หลักคุณธรรมความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งในปีที่ผ่านมา กรมฯได้มีการจัดอบรมเกี่ยวกับการป้องกันประโยชน์ทับซ้อน โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจและสามารถดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด และมุ่งหวังที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสปราศจากทุจริต เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลได้เกิดความเชื่อมั่นในการบริหารงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งกรมจะพัฒนาการบริหารงานให้เป็นมาตรฐานและรักษาผลการปฏิบัติงานที่ดีเช่นนี้ต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

สภาเกษตรกรฯจัดเวทีระดมสมอง เดินหน้าพัฒนากัญชาใช้รักษาโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408262

สภาเกษตรกรฯจัดเวทีระดมสมอง เดินหน้าพัฒนากัญชาใช้รักษาโรค

สภาเกษตรกรฯจัดเวทีระดมสมอง เดินหน้าพัฒนากัญชาใช้รักษาโรค

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอภิศักดิ์ อังคสิทธิ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวในการเปิดงานโครงการประชุมสัมมนาขับเคลื่อนการพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ที่โรงแรมพี.ซี.พาเลซ จ.สกลนคร ว่า กัญชา เป็นพืชสมุนไพรที่มีมาแต่โบราณ นำมาใช้เป็นตำรับยาพื้นบ้าน ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยกว่าสี่สิบปีที่ผ่านมา หลังมีการใช้พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 การใช้ประโยชน์จากกัญชาได้ถูกควบคุมให้เป็นยาเสพติด การใช้ประโยชน์ทางคุณค่าของสมุนไพรจึงน้อยลง แต่ยังคงถูกใช้ในตำราของชาวบ้าน เพื่อการพึ่งพาตนเองในพื้นที่เทือกเขาภูพาน ที่เป็นแหล่งกำเนิดกัญชาพื้นบ้าน เช่น พันธุ์หางกระรอก พันธุ์ฝอยทอง พันธุ์หางเสือโดยเฉพาะพันธุ์หางกระรอก มีการนำไปใช้ทั่วโลกจนยอมรับว่าเป็นแหล่งผลิตที่ดีที่สุดในโลก

ทั้งนี้ ในช่วงแรกเรื่องกลไกของกฎหมายประชาชนมักสับสน ไม่อยากให้หลงประเด็น และเข้าสู่วังวนการทำผิดกฎหมาย ในการจัดโครงการขับเคลื่อนการปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ที่สภาเกษตรกรฯจัดขึ้นหากมีข้อสงสัยในกฎหมาย ขั้นตอน วิธีการใช้กัญชาเพื่อเป็นยารักษาโรค ให้สอบถามกับวิทยากรที่นำความรู้มาถ่ายทอด หรือสอบถามไปยังสภาเกษตรกรจังหวัดแต่ละจังหวัด ซึ่งพร้อมเป็นพี่เลี้ยงและพร้อมบอกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้ท่าน

ด้านว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวเสริมว่า แนวทางการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ในประกาศของกระทรวงสาธารณสุข กำหนดขอบเขตการปลูกและใช้เพื่อการสาธารณสุขสมัยใหม่ เพื่อใช้กัญชานำไปสกัดเป็นยาเพื่อการแพทย์และการวิจัย และระบบการผลิตเพื่อสกัดสารเป็นยา ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่ต้องการให้ปลูกและใช้กัญชาทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์กับเกษตรกรได้เข้าถึงการรักษาโรคแบบพึ่งตนเอง โดยใช้เป็นพืชสมุนไพร และเป็นการกระจายรายได้รวมทั้งเป็นการรักษาสายพันธุ์กัญชาพื้นเมืองไว้กับกลุ่มเกษตรกร ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายและระยะเวลา 90 วัน หลังประกาศพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7/2562 เพื่อให้การดำเนินการในการเสนอโครงการและขอใบอนุญาตการปลูกกัญชา ให้แล้วเสร็จ ทันตามกำหนดเวลา ซึ่งในโครงการขับเคลื่อนการพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์นี้ จะให้ความกระจ่างในเรื่อง “สายพันธุ์และการเพาะปลูก การผลิตยาและการรักษาโรค ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง/การขึ้นทะเบียนตามบทเฉพาะกาล

“กัญชาไม่ว่าจะเป็นหมอพื้นบ้าน ผู้มีประสบการณ์ ผู้ป่วย ที่ผ่านมาล้วนมี,ใช้ประสบการณ์ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นขอให้นำสิ่งเหล่านั้นนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่ออนาคตต่อไป” เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวทิ้งท้าย

กรมชลฯเผยฤดูแล้งใช้น้ำแล้วทั่วประเทศ20,049ล้านลบ.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408300

กรมชลฯเผยฤดูแล้งใช้น้ำแล้วทั่วประเทศ20,049ล้านลบ.ม.

กรมชลฯเผยฤดูแล้งใช้น้ำแล้วทั่วประเทศ20,049ล้านลบ.ม.

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562, 18.39 น.

อธิบดีกรมชลฯเผยฤดูแล้งใช้น้ำแล้วทั่วประเทศ20,049ล้านลบ.ม. ส่วนลุ่มเจ้าพระยาใช้น้ำ103%เกินแผนจัดสรรน้ำ จากแผน8พันล้านลบ.ม.พุ่ง8.2พันล้านลบ.ม.ดึงน้ำแม่กลองมาช่วย พร้อมระดมสูบน้ำให้พื้นที่ขาดน้ำกินใช้-เกษตรนอกเขตชลประทาน40จว.เริ่มนำน้ำก้นเขื่อนอุบลรัตน์มาใช้20เม.ย.

16 เม.ย.62 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้ง ว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 44,439 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 58 เป็นปริมาตรนํ้าใช้การได้ 20,514 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 39 น้อยกว่าปี 2561 จํานวน 4,602 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ จํานวน 25.51 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำระบายจํานวน 123.88 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน

ได้วางแผนการใช้น้ำวันที่ 1 พ.ย.61 – 30 เม.ย.62 จากปริมาตรนํ้าต้นทุน สามารถใช้การได้ จํานวน 39,570 ล้าน ลบ.ม.โดยวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศจํานวน 23,100 ล้าน ลบ.ม.ตามความสำคัญ เช่น เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,404 ล้าน ลบ.ม.รักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 6,440 ล้าน ลบ.ม.เกษตรกรรม 13,953 ล้าน ลบ.ม.และอุตสาหกรรม 303 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับจัดสรรน้ำในลุ่มเจ้าพระยา 8,000 ล้าน ลบ.ม.จากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ 6,500 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบํารุงแดน 400 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 400 ล้าน ลบ.ม.และลุ่มน้ำแม่กลอง 700 ล้าน ลบ.ม.แยกเป็น เพื่อการอุปโภค – บริโภค 1,140 ล้าน ลบ.ม.เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์ และอื่นๆ 1,450 ล้าน ลบ.ม.และเพื่อการเกษตร 5,410 ล้าน ลบ.ม.

“ผลการจัดสรรน้ำทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.61 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 20,495 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 89 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนในเขตลุ่มนํ้าเจ้าพระยา ใช้น้ำจาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล , เขื่อนสิริกิติ์ , เขื่อนแควน้อยบํารุงแดน , เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และลุ่มนํ้าแม่กลอง โดยวันนี้ระบายไป 41 ล้าน ลบ.ม.รวมใช้น้ำไปแล้ว 8,237 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 103 ของแผนจัดสรรน้ำ โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง เกินแผน 5.5 แสนไร่ จากแผนจัดสรรน้ำ 5.30 ล้านไร่ มีพื้นที่ปลูกแล้วรวม 5.85 ล้านไร่ นอกจากนี้ จากแผนปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศ 8.03 ล้านไร่ ปลูกเกิน 8.74 ล้านไร่ อยู่ระหว่างเก็บเกี่ยว 5.40 ล้านไร่ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรงดปลูกนาปรังต่อเนื่อง เพื่อไม่นำน้ำสำรองฤดูหน้ามาใช้” นายทองเปลว กล่าว

กรมชลประทานเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่เพื่อช่วยเหลือพื้นที่นาปีนาปรัง อุปโภคบริโภค พืชไร่ ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/2562 จํานวน 1,851 เครื่อง ปัจจุบันได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อช่วยเหลือตามพื้นที่ จํานวน 198 เครื่อง ในส่วนพื้นที่ปลูกข้าวนาปี พืชไร่ 9 จังหวัด เช่น อุตรดิตถ์ พิจิตร พะเยา ลำปาง น่าน ตาก บุรีรัมย์ เลย พื้นที่ปลูกนาปรัง 22 จังหวัด อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร นครสวรรค์ นครราชสีมา อุดรธานี ศรีสะเกษ นครพนม หนองคาย ยโสธร อุบลราชธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี จันทบุรี ระยอง สุพรรณบุรี ราชบุรี และช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค เช่น สุโขทัย เชียงราย แพร่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ เลย นนทบุรี ปทุมธานี ชัยนาท

นายทองเปลว กล่าวว่า ขณะนี้มีเขื่อนขนาดใหญ่มีน้ำน้อยกว่า 30% จำนวน 8 เขื่อน เช่น เขื่อนห้วยหลวง มีน้ำใช้การ 21% เขื่อนอุบลรัตน์ 1% เขื่อนลำปาว 22% เขื่อนลำพระเพลิง 23% เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 23% เขื่อนทับเสลา 15% เขื่อนกระเสียว 6% เขื่อนขุนด่านปราการชล 23% โดยมติคณะกรรมการร่วมใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ให้ดึงน้ำก้นเขื่อนมาใช้อุปโภคบริโภค ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.

“ยืนยันว่าในพื้นที่เขตชลประทานจะไม่ขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน แม้จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะส่งผลกระทบให้ฤดูแล้งยาวนานกว่าปกติ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ได้ถูกจัดสรรอย่างเพียงพอไปจนถึงเดือน พ.ค.62 และยังเพียงพอสำหรับสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนด้วย” นายทองเปลว กล่าว