กษ.ลุยจัดส.ป.ก.แปลงใหญ่ ยึดคืน7.1พันไร่แจกสิทธิ’ผู้ยากไร้-เกษตรกร’ทำกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408806

กษ.ลุยจัดส.ป.ก.แปลงใหญ่ ยึดคืน7.1พันไร่แจกสิทธิ'ผู้ยากไร้-เกษตรกร'ทำกิน

กษ.ลุยจัดส.ป.ก.แปลงใหญ่ ยึดคืน7.1พันไร่แจกสิทธิ’ผู้ยากไร้-เกษตรกร’ทำกิน

วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562, 12.39 น.

“รมว.เกษตรฯ”เดินหน้าจัดส.ป.ก.แปลงใหญ่ ยึดคืนพื้นที่สวนปาล์ม”สุราษฎร์ธานี-กระบี่”กว่า7.1พันไร่ แจกสิทธิให้”ผู้ยากไร้-เกษตรกร”เข้าทำกินรายละ6ไร่ ทำแปลงรวมรูปแบบสหกรณ์เช่าที่ส.ป.ก.เล็งขยายผลทั่วประเทศ

19 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเดินทางมอบนโยบายวิสาหกิจการเกษตรแปลงใหญ่ เป็นแปลงต้นแบบพื้นที่ ส.ป.ก.จ. ต.ไทรทอง อ.ไชยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ว่า พื้นที่นี้ยึดคืนโดยมาตรา 44 จากบริษัท อุตสาหกรรมน้ำปาล์ม เนื้อที่กว่า 7.1 พันไร่ เนื้อที่อยู่ระหว่าง จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.กระบี่ โดยระหว่างนี้ยังอยู่ขั้นตอนการฟ้องขับไล่กว่า 1 พันไร่ ซึ่งขณะนี้เตรียมจัดพื้นที่ให้ผู้ยากไร้ที่ดินทำกิน ตามรูปแบบของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยเดือน พ.ค.นี้ ขยายผล 12 แปลงต้นแบบเกษตรครบวงจร ในพื้นที่ทำเกษตรเหมาะสม และพื้นที่ที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศให้การเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่เกษตร และต่อยอดอาชีพยกระดับรายได้เกษตรกรทุกพื้นที่

ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า บริษัท อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ได้ฟ้องโต้แย้งสิทธิอยู่อาศัยมาก่อนในพื้นที่กว่า 1 พันไร่ ขณะนี้รอศาลสั่งเท่านั้น เพราะเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก.ขณะนี้ได้รังวัดในส่วนพื้นที่ไม่มีโต้แย้งสิทธิให้กับเกษตรกร และผู้ยากไร้ ครอบครัวละ 6 ไร่ โดยแปลงแรก 720 ไร่ แปลงที่สอง 1,160 ไร่ และแปลงรอยต่อสองจังหวัด โดยจัดคนลงแล้ว 121 ราย

“จัดรูปแบบเป็นสหกรณ์เช่าที่ดิน ส.ป.ก.นำมาจัดสรรให้เกษตรกรทำกิน ไม่ได้เป็นเอกสารสิทธิ มาพัฒนาตามนโยบาย รมว.เกษตรฯ จัดเกษตรแปลงใหญ่ โดยทำสัญญา (คอนแทรคฟาร์มมิ่ง) กับสหกรณ์บ้านนาสาร ทำแปลงกล้วยหอมทอง 5 หมื่นหน่อต่อปี คุณภาพส่งออก ในพื้นที่ 125 ไร่ จะมีรายได้ 40 กว่าล้านบาทต่อปี รับซื้อประกันราคา 13.50 กก.ซี่งสหกรณ์เข้ามาดูแลเป็นพี่เลี้ยงให้ได้ผลผลิตที่ดีตรงตามตลาดต้องการ ตั้งแต่ลงแปลง จนเก็บเกี่ยว 8 – 10 เดือน เก็บได้ผลผลิตรายได้ เกษตรกรรับปีละ 4.1 หมื่นบาทต่อไร่ รวมทั้งสหกรณ์จะทำสัญญาให้กับเกษตรกร ปลูกมะละกอฮอลแลนด์แปลงใหญ่ ส่งโรงแรม โรงพยาบาล และห้างร้าน โดยจะนำโมเดลเกษตรครบวงจรของ รมว.เกษตรฯ ไปขยายผลทั่วประเทศ” เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : จำกัดการใช้ (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408626

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จำกัดการใช้ (3)

วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันนี้จะมาว่ากันต่อถึงมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส อีก 4 มาตรการ คือ

มาตรการด้านวิจัย ซึ่งระบุไว้ว่ามี 2 โครงการ ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี หรือวิธีการที่นำมาใช้ทดแทน คือ โครงการจัดการวัชพืชแบบผสมผสานเพื่อลดปริมาณการใช้สารไกลโฟเซต และพาราควอต ในพืชเศรษฐกิจ และโครงการจัดการแมลงศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อลดปริมาณการใช้สารกำจัดแมลงคลอร์ไพริฟอสในพืชเศรษฐกิจ

ถ้าจะว่าไป หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการศึกษาวิจัยด้านการเกษตร หรือนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะด้านอารักขาพืช ไม่น่าจะต้องรอคอยให้ออกมาเป็นมาตรการเลย เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ ตั้งแต่แรกๆ ก็น่าจะหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อวิจัยได้เลย เวลาตั้งแต่เริ่มมีปัญหาผ่านมาเนิ่นนานจนถึงวันนี้ ผลงานวิจัยอาจจะมีอะไรออกมาชัดเจน นำมาแก้ปัญหาได้แล้ว…

เคยเห็นผ่านๆ ว่ามีงานวิจัยใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในการกำจัดวัชพืช แทนการใช้สารเคมี ถ้าผลงานวิจัยนั้นได้ผลจริงก็น่าจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนได้รับรู้รับทราบกัน

มาตรการศึกษาผลกระทบ มีระบุไว้ 2 โครงการเช่นกัน คือ โครงการเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารพิษตกค้างพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ในพืช และโครงการสำรวจสารพิษตกค้างพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในพื้นที่ปลูกพืชและสิ่งแวดล้อมจากการใช้ในแหล่งเกษตรกรรม โดยเกษตรกรมีส่วนร่วม

มาตรการนี้อีกเช่นกัน ถ้าเริ่มศึกษาเสียตั้งแต่มีข่าวว่าพบสารพิษตกค้างในแหล่งน้ำ หรือพื้นที่เพาะปลูก ในบางจังหวัดจนทำให้ผู้ใช้คือเกษตรกรต้องได้รับอันตรายทำให้เนื้อเน่า ต้องตัดขา หรือเป็นสารก่อมะเร็ง อย่างที่มีการนำมากล่าวอ้างในหลายเวที ป่านนี้คงมีข้อมูลมายืนยันกันแล้วว่าความจริงคืออะไร เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

มาตรการสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป คือการดำเนินการประชาสัมพันธ์ โดยการใช้ช่องทางการสื่อสาร และสื่อต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปมีความรู้เกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด และใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด อย่างถูกต้อง ปลอดภัย ทราบถึงมาตรการและข้อห้ามต่างๆ ตามมาตรการจำกัดการใช้ที่กำหนดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

เรื่องของการสร้างการรับรู้นี้ น่าจะเป็นงานที่หนักหนาเอาการ เพราะเท่าที่ผ่านมา ฝ่ายคัดค้านการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ได้ให้ข้อมูลเชิงลบเกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ ไปอย่างแพร่หลาย และตอกย้ำความเลวร้ายมาเป็นระยะๆ ไม่เฉพาะตัวสารเคมีเท่านั้น ยังรวมไปถึงบุคคล และองค์กร ตลอดจนรัฐบาลที่ดูแลเรื่องนี้ก็ยังไม่วายถูกกล่าวหาว่ายื้อเวลาพิจารณาการยกเลิกการใช้ จะทำอย่างไรให้ผู้คนได้รู้ในสิ่งที่ถูกต้อง

มาตรการสร้างระบบฐานข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล และตรวจสอบความถูกต้อง กับระบบ National Single Window หรือ NSW ของกรมศุลกากร และทะเบียนเกษตรกร ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจะสร้างระบบจัดการฐานข้อมูล เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานควบคุมวัตถุอันตรายทางการเกษตร และสร้างแอพลิเคชั่นที่ทำงานร่วมกับฐานข้อมูล ในการบันทึกข้อมูลรายงานการนำเข้า ผลิต และจำหน่าย เพื่อทราบเส้นทาง และความเคลื่อนไหวของวัตถุอันตรายทั้งระบบ รวมทั้งสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ด้วย

อันที่จริง การเชื่อมโยงข้อมูลที่ว่านี้ โดยเฉพาะ NSW น่าจะทำมาตั้งนานแล้ว เพราะกรมวิชาการเกษตรก็ทำงานใกล้ชิดกับกรมศุลกากรมาโดยตลอดในเรื่องของการนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตร และนำเข้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ทั้งปุ๋ยเคมี และวัตถุอันตรายทางการเกษตร

ส่วนทะเบียนเกษตรกร ของกรมส่งเสริมการเกษตรนั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพราะกิจกรรมของเกษตรกรในพื้นที่มีการปรับเปลี่ยน เช่นจากที่เคยปลูกข้าว เปลี่ยนไปปลุกข้าวโพด หรือ ที่เคยปลูกยางพารา เปลี่ยนไปปลูกกล้วยหอม ข้อมูลเหล่านี้ต้องอัพเดท เพราะจะมีผลต่อการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาภัยธรรมชาติ หรือมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล

เป็นธรรมชาติของเกษตรกรที่ไม่ค่อยชอบความยุ่งยาก บางครั้งก็ไม่ไปแจ้ง หรือเข้าไปแก้ไขข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของตนเอง แม้จะมีการอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรเข้าไปแก้ไขข้อมูลเองได้ก็ตาม ทำให้ข้อมูลที่มีอยู่ไม่เป็นปัจจุบัน ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อการเชื่อมโยงข้อมูลที่ว่านี้ เพราะเกษตรกรอาจต้องใช้ข้อมูลในทะเบียนเกษตรกรไปยืนยันพื้นที่ และชนิดพืชเพื่อซื้อสารเคมี 3 ชนิดนี้ มาใช้ ซึ่งมี 2 ประเด็นปัญหาคือ ซื้อมาให้คนอื่นใช้ เพราะปัจจุบันไม่ได้ปลูกพืชนั้นแล้ว หรือต้องการซื้อมาใช้กับพืชที่ปลูกในปัจจุบัน แต่ซื้อไม่ได้เพราะในทะเบียนเกษตรกรระบุเป็นพืชอื่นที่เคยปลูกในอดีต เหล่านี้เป็นต้น

เอาเถอะถึงวันนี้ มาตรการที่ว่ามานี้ก็ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ….คงรอให้รัฐบาลใหม่มาฟันธง

แว่นขยาย

สศก.ชี้ตลาดทุเรียนภาคตอ.สดใส ‘ล้ง-สหกรณ์-ออนไลน์’ตัวกลางกระจายผลผลิตดันราคาพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408634

สศก.ชี้ตลาดทุเรียนภาคตอ.สดใส ‘ล้ง-สหกรณ์-ออนไลน์’ตัวกลางกระจายผลผลิตดันราคาพุ่ง

สศก.ชี้ตลาดทุเรียนภาคตอ.สดใส ‘ล้ง-สหกรณ์-ออนไลน์’ตัวกลางกระจายผลผลิตดันราคาพุ่ง

วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทุเรียนตามโครงการศึกษาบทบาทของผู้ประกอบการธุรกิจผลไม้ที่มีต่อผลไม้ไทย ในจ.จันทบุรี ระยอง และตราด พบว่า ผลผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพส่วนใหญ่เกษตรกรจำหน่ายแบบเหมาสวนให้ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุทุเรียน (ล้ง) ที่ให้ราคาดีกว่า เพื่อส่งออกไปตลาดจีน โดยผลผลิตที่มีคุณภาพเกรด A และเกรด B ส่วนใหญ่บรรจุกล่องส่งออกตลาดจีน และเกรดพรีเมี่ยมส่งห้างสรรพสินค้าภายในประเทศ เช่น Tops, Makro และ The Mall โดยผลผลิต เกรด A และ เกรด B ราคารับซื้อเหมาสวน อยู่ที่กก.ละ 115-130 บาท เกรด C กก.ละ 90 บาท และเกรดรวม (คละไซส์ทุกลูก) กก.ละ 120 บาท ขณะที่เกรดพรีเมียม กก.ละ 135-140 บาท ส่วนผลผลิตตกเกรดซึ่งส่วนใหญ่กระจายตลาดภายในประเทศ อยู่ที่กก.ละ 85 บาท

ทั้งนี้ เกษตรกรมีแนวโน้มขายทุเรียนแบบออนไลน์ผ่าน Facebook และ Line มากขึ้น มีการรับประกันคุณภาพและจัดส่งผ่านบริษัทไปรษณีย์ไทย และบริษัท เคอรี่ จำกัด ทำให้เกษตรกรได้ราคาจำหน่ายสูงกว่าตลาดทั่วไป และหากขายยกกล่องตามน้ำหนักสามารถคละเกรดในการจำหน่ายได้ด้วย รวมถึงการขายแบบเหมาต้นทุเรียนในสวนราคา กก.ละ 150 บาททุกลูก อย่างไรก็ตาม นอกจากล้งจะเป็นผู้รวบรวมผลผลิตรายใหญ่จากเกษตรกรในพื้นที่แล้ว สหกรณ์การเกษตรในภาคตะวันออกก็มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมผลผลิตทุเรียนจากเกษตรกรสมาชิก เป็นตัวกลางซื้อขายผลผลิต และการคัดคุณภาพระหว่างเกษตรกร และบริษัทคู่ค้าด้วย โดยมีการรับรองคุณภาพมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ ทำให้ราคาที่เกษตรกรได้รับสูงกว่าตลาดทั่วไป และหากเกษตรกรรายใดที่มี GAP จะได้ราคาจำหน่ายเพิ่มอีกกก.ละ 2 บาท ที่สำคัญบางสหกรณ์มีห้องเย็นแปรรูปเป็นทุเรียนแช่แข็ง และแกะเปลือกส่งออกตลาดต่างประเทศ เช่น จีน และสหรัฐ อีกทั้งรองรับผลผลิตที่ตกเกรดจากการส่งออกได้ โดยราคารับซื้ออยู่ที่กก.ละ 50-60 บาท รวมไปถึงรับจ้างบรรจุภัณฑ์ (Packing) และให้เช่าสถานที่คัดบรรจุกับบริษัทส่งออก ในอนาคตคาดว่าการส่งออกทุเรียนแช่แข็งจะขยายตลาดได้อีก

จากข้อมูลของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จ.จันทบุรี พบว่าขณะนี้มีเกษตรกรภาคตะวันออกที่จดทะเบียนรับรองแหล่งผลิต (GAP) ทุเรียนแล้ว 4,121 ราย รวมพื้นที่ 55,953.12 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึง 77% เป็นผลจากที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตรประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ประกอบการ และเกษตรกรถึงระบบการตรวจสอบคุณภาพผลไม้ของจีน ซึ่งจะเข้มงวดมากขึ้น ทำให้เกษตรกรตื่นตัวขึ้นทะเบียนและรับรองมาตรฐาน GAP เพื่อยื่นยืนยันที่โรงคัดบรรจุมากขึ้น ส่วนโรงคัดบรรจุต้องผ่านมาตรฐาน GMP เพื่อยืนยันสำหรับการส่งออก โดยระบุรหัสโรงคัดบรรจุลงบนใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) ด้วยเช่นกัน

รายงานพิเศษ : เอกชนจับมือชาวไร่ตัดอ้อยสดลดเผาสู้ฝุ่นพิษ เพิ่มทางเลือกใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408633

รายงานพิเศษ : เอกชนจับมือชาวไร่ตัดอ้อยสดลดเผาสู้ฝุ่นพิษ เพิ่มทางเลือกใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตร

รายงานพิเศษ : เอกชนจับมือชาวไร่ตัดอ้อยสดลดเผาสู้ฝุ่นพิษ เพิ่มทางเลือกใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตร

วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากปัญหาสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ที่ปกคลุมบางจังหวัดในประเทศไทยขณะนี้ พบว่ามีสาเหตุมาจากการเผาในที่โล่ง 54% อุตสาหกรรม 17% การขนส่ง 13% การผลิตไฟฟ้า 8% และที่พักอาศัย 7% มีผลทำให้ผู้ที่มีโรคระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ และระยะยาวยังส่งผลต่อการทำงานของปอด จนอาจทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองรวมถึงมะเร็งปอดได้เพิ่มขึ้น ทำให้ปัญหานี้อยู่ในความสนใจจากประชาชน รัฐบาลและฝ่ายเอกชน

คุณศราวุธ ภูนาสี เลขาธิการสมาคมชาวไร่อ้อยจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับสถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศที่สูงเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ทั่วประเทศ สำหรับบทบาทภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลขอความร่วมมือทุกโรงงานกำหนดมาตรการแนวทางแก้ปัญหาอ้อยไฟไหม้ ฤดูการผลิตปี 2561/62 เพื่อให้เกิดการร่วมกันแก้ปัญหาแบบบูรณาการสมาคมชาวไร่อ้อยจังหวัดมหาสารคาม จึงร่วมกับโรงงานน้ำตาลวังขนาย และบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ทำโครงการรณรงค์ “ตัดอ้อยสด ลดมลพิษ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยเทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตร” เพื่อให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยตระหนักถึงการมีส่วนร่วมลดปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน กระตุ้นให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด มีทางเลือกเก็บเกี่ยวด้วยเทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตร

คุณธัญรักษ์ ณ วังขนาย ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ กลุ่มวังขนาย กล่าวว่า กลุ่มวังขนายให้ความสำคัญลดมลพิษทางอากาศมาต่อเนื่อง โดยปีการผลิต 2561/62 กลุ่มวังขนายประกาศนโยบายเป็นปีรณรงค์ ตัดอ้อยสด สะอาด ปราศจากสิ่งปนเปื้อน เริ่มตั้งแต่ 1.ลงพื้นที่ประชุมสัญจรชี้แจงชาวไร่อ้อยเข้าใจ รับทราบปัญหา ผลกระทบจากการตัดอัอยไฟไหม้ อ้อยมีสิ่งปนเปื้อน ที่มีผลต่อโรงงานและตัวชาวไร่ที่ต้องถูกหักราคาอ้อยไฟไหม้ตันละ 30 บาท อ้อยยอดยาวและอ้อยปนเปื้อนตันละ 20 บาท 2.ติดป้ายประชาสัมพันธ์หน้าโรงงานและทุกสถานีขนถ่ายชี้แจงบทลงโทษและผลกระทบที่เกิดขึ้นของมลพิษทางอากาศ 3.ตั้งคณะทำงานตรวจสอบคุณภาพอ้อยหน้าโรงงานและสถานีขนถ่ายทุกแห่งในเขตส่งเสริม หากพบอ้อยปนเปื้อนจะมีมาตรการตัดราคาจนถึงขั้นปฏิเสธรับซื้อ 4.จัดทำโปรโมชั่นพิเศษให้ชาวไร่ที่ตัดอ้อยสดส่งเข้าโรงงานโดยสะสมบิลรับอ้อยสดนำมาแลกของสมนาคุณ ซึ่งจากผลดำเนินงานปีการผลิต 2561/62 มีสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ลดลงจากปีที่ผ่านมาถึง 15% และวางเป้าหมายปี 2562/63 ให้มีสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ลดลง 30%

สำหรับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 กลุ่มวังขนายร่วมมือกับภาครัฐและบริษัท สยามคูโบต้า จำกัด จัดทำโครงการตัดอ้อยสด ลดมลพิษ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยเทคโนโลยีเครื่องจักรกลเกษตร สร้างความเข้าใจในมาตรการแนวทางแก้ปัญหาอ้อยไฟไหม้แบบบูรณาการ วางแนวทางส่งเสริมการตัดอ้อยสดให้เกษตรกรมีทางเลือกเก็บเกี่ยวด้วยเทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนให้เกษตรกรตระหนักถึงการมีส่วนร่วมลดปัญหามลพิษยั่งยืน

คุณสมบูรณ์ จินตนาผล ที่ปรึกษา-สำนักงานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเผาในที่โล่งบนพื้นที่การเกษตร ซึ่งเกิดจากปัญหาขาดแคลนแรงงานตัดอ้อย และลดเวลาตัดอ้อยส่งโรงงานให้ทันกำหนด เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน สยามคูโบต้าจึงร่วมสนับสนุนการทำเกษตรแบบไม่เผา ด้วยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแบบครบวงจรในไร่อ้อย พร้อมทำเกษตรแบบไม่เผาด้วยวิธี KAS เกษตรครบวงจรเอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้า เพื่อเสนอเป็นทางเลือกบริหารจัดการไร่อ้อยอย่างมืออาชีพ และเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ทำเกษตรไม่เผา ช่วยลดมลพิษ ซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติที่องค์กรเอกชนและภาครัฐต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง อีกทั้ง สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของอินทรีย์วัตถุในดินและรักษาความชื้นในดิน เพื่อการทำเกษตรอย่างยั่งยืน

สำหรับชุดเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้า สำหรับการทำเกษตรแบบไม่เผาในไร่อ้อยแบบครบวงจร ในขั้นตอนสำคัญๆ โดยเฉพาะขั้นตอนเก็บเกี่ยว ได้แก่ จัดการใบอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องสางใบอ้อย รุ่น SLR110H ทำหน้าที่สางใบอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว โดยตีใบอ้อยให้ละเอียดด้วยชุดโรลเลอร์ 4 ชุด ที่มีรอบหมุนเร็วมากกว่า 900 รอบต่อนาที ทำให้ได้ลำอ้อยที่สะอาด เกษตรกรเข้าไปตัดอ้อยสดได้ง่ายขึ้น การตัดอ้อยสด ด้วยเครื่องตัดอ้อย รุ่น SCR100 ทำหน้าที่เก็บเกี่ยวอ้อยสด ประกอบด้วย ระบบชุดสางใบอ้อย ถูกออกแบบให้ชุดโรลเลอร์ ตัดยอดอ้อยสดได้ตั้งแต่ 1.5-4 เมตร ปรับระยะความสูงและองศาการตัดของใบมีดให้เหมาะสมกับแปลงอ้อยและโคนต้นอ้อยได้สม่ำเสมอ การจัดการใบอ้อย ด้วยเครื่องอัดฟาง รุ่น HB135 จะทำหน้าที่อัดใบอ้อยหลังเก็บเกี่ยว เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ช่วยลดการเผาใบอ้อยก่อนเตรียมดิน เป็นตัวช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น เช่น จัดการใบอ้อย ด้วยผานสับคลุก สำหรับไถสับคลุกใบอ้อยเพื่อเตรียมดินก่อนเพาะปลูกครั้งต่อไป การเตรียมดิน ด้วยเครื่องพ่นสารอเนกประสงค์ สำหรับฉีดพ่นสารอินทรีย์ช่วยย่อยสลายใบอ้อยและบำรุงรักษาด้วยเครื่องฝังปุ๋ยแบบมีชุดใบตัดที่ด้านหน้า เพื่อตัดใบอ้อยที่อยู่บนดิน ทำให้ชุดฝังปุ๋ยทำงานได้ถึงแม้จะมีใบอ้อย ผู้สนใจทำเกษตรแบบไม่เผา ด้วยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแบบครบวงจรในไร่อ้อย ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์สยามคูโบต้า โทร. 0-2909-1234

กษ.เตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลฯปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408631

x

กษ.เตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลฯปี’62

วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯเตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2562 ซึ่งปีนี้ปฏิทินหลวงกำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประกอบด้วย พระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล ประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กำหนดจัดขึ้นวันที่ 8 พฤษภาคม และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย วันถัดมาของการประกอบพระราชพิธี คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) เป็นพิธีพราหมณ์ ประกอบพระราชพิธีวันที่ 9 พฤษภาคม ฤกษ์ไถหว่านระหว่างเวลา เวลา 08.19 – 08.49 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี เพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริมบำรุงขวัญเกษตรกรไทย ให้มั่นใจในการเพาะปลูก เริ่มต้นฤดูทำนา โดยปีนี้ ผู้ทำหน้าที่พระยา แรกนาคือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตฯ นางสาวดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวณัฐชยา ศรีสุขสวัสดิ์ นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นางสาวอาทิตยา ทองแกมแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร คู่เคียงมี 16 ราย และผู้อัญเชิญเครื่องอิสริยยศ 4 ราย พระโคแรกนา ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคพอ พระโคเพียง

สำหรับปีนี้กรมการข้าว ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 4 พันธุ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีฯ ประกอบด้วย พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 573 กิโลกรัม , ปทุมธานี1 จำนวน 290 กิโลกรัม, กข43 จำนวน 297 กิโลกรัม และ กข6 จำนวน 46 กิโลกรัม รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 1,206 กิโลกรัมและจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” และบรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายเพื่อเป็นสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณี เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

หัวหน้าคณะรัฐมนตรีภูมิภาคย่างกุ้ง เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซี.พี. เมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408689

หัวหน้าคณะรัฐมนตรีภูมิภาคย่างกุ้ง เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซี.พี. เมียนมา

หัวหน้าคณะรัฐมนตรีภูมิภาคย่างกุ้ง เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซี.พี. เมียนมา

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562, 18.21 น.

นายพิว มิ้น เต็ง (U Phyo Min Thein) หัวหน้าคณะรัฐมนตรีภูมิภาคย่างกุ้ง และนายฮาน ทุน (U Hann Htun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ ป่าไม้ และพลังงาน ภูมิภาคย่างกุ้ง เยี่ยมชมและติดตามความคืบหน้าโครงการ ศูนย์การเรียนรู้และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ของบริษัท เมียนมา ซีพี ไลฟ์สต๊อก จำกัด หรือ ซี.พี.เมียนมา ซึ่งเป็นฟาร์มตัวอย่างแก่เกษตรกร หน่วยงานรัฐบาล และผู้ที่สนใจในธุรกิจเกษตร โดยมี นายอุทัย ตันติพิมลพันธ์ รองประธานกรรมการเขตประเทศพม่า และนายดิลก สิริเพ็ญโสภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านธุรกิจฟาร์ม ร่วมให้การต้อนรับ ณ หมู่บ้านจางกินซุ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา

เกษตรฯเตรียมอบรมเกษตรกร จำกัดใช้สารเคมีอันตราย3ชนิดเริ่ม24เม.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408628

เกษตรฯเตรียมอบรมเกษตรกร จำกัดใช้สารเคมีอันตราย3ชนิดเริ่ม24เม.ย.นี้

เกษตรฯเตรียมอบรมเกษตรกร จำกัดใช้สารเคมีอันตราย3ชนิดเริ่ม24เม.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562, 15.12 น.

เกษตรฯ เตรียมอบรมกลุ่มเป้าหมายตามจำกัดการใช้ 3 สาร เริ่ม 24 เม.ย.นี้ จับมือ 3 หน่วยงานสร้างวิทยากรเดินสายอบรมเกษตรกร และผู้รับจ้างพ่นทั่วประเทศ

18 เม.ย.62 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเห็นชอบให้จำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอท ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนปฏิบัติการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด และคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีมติเห็นชอบใน 6 มาตรการจำกัดการใช้ตามที่กรมวิชาการเกษตรเสนอ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้เสนอร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำนวน 5 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ทั้ง 6 มาตรการในการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด

ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วัน โดยภายหลังจากประกาศฯ ทั้ง 5 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้ว จะมีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ เกษตรกรผู้ใช้ ผู้รับจ้างพ่น ผู้ขาย ผู้นำเข้า/ผู้ผลิต และพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ใช้และผู้รับจ้างพ่นสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ต้องผ่านการอบรม และหรือผ่านการทดสอบความรู้ตามหลักสูตรการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ทั้งนี้กรมวิชาการเกษตรจะจัดอบรมวิทยากร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในส่วนภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตรจำนวน 240 คน โดยแบ่งการอบรมออกเป็น 2 รุ่น รุ่นที่ 1 อบรมวันที่ 24 เมษายน ส่วนรุ่นที่ 2 อบรมวันที่ 25 เมษายน นี้ เพื่อไปอบรมเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย จำนวน 2,000 คน เพื่อไปอบรมเกษตรกร โดยมีกำหนดจัดอบรมเพื่อสร้างวิทยากรดังกล่าวในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งวิทยากรที่ผ่านการอบรมทั้งหมดจะต้องไปอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรจำนวน 1.5 ล้านคน ประกอบด้วยเกษตรกรผู้ปลูกพืช 6 ชนิด

ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา อ้อย และไม้ผล โดยเนื้อหาที่อบรมประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้/อันตรายจากการใช้ ความเป็นพิษต่อร่างกาย สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม /การใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยกำหนดจัดอบรมเกษตรกรดังกล่าวในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน – กันยายน 2562 สำหรับผู้รับจ้างพ่น จำนวน 50,000 คน กรมวิชาการเกษตรจะจัดอบรมระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2562 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร

นอกจากนี้ ยังมีการอบรมให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่จากกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 79,988 คน โดยจะจัดอบรมเกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด และบทบาทหน้าที่ ความสำคัญของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่แต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบการใช้ 3 สาร ภายในเขตท้องที่รับผิดชอบ ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ผ่าน video conference เครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยทั่วประเทศในช่วงระว่างเดือนมิถุนายน 2562

สำหรับมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้กำหนดพืชที่ให้ใช้พาราควอต และไกลโฟเซต เฉพาะเพื่อกำจัดวัชพืชในการปลูกอ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผลเท่านั้น ส่วนคลอร์ไพริฟอส ให้ใช้เฉพาะกำจัดแมลงในการปลูกไม้ดอก พืชไร่ และเพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผล รวมทั้งได้กำหนดพื้นที่ห้ามใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด โดยห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับหน่วยงานราชการ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวงชนบท ที่ใช้สารกำจัดวัชพืช เพื่อกำจัดวัชพืชข้างทางรถไฟ และข้างถนน กรมวิชาการเกษตรได้เตรียมออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย แต่ต้องมาขออนุญาตเพื่อใช้สารกำจัดวัชพืช ตามพื้นที่และปริมาณที่กำหนดโดยตรงต่อกรมวิชาการเกษตร

“มาตรการขั้นต่อไป กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งสร้างการรับรู้แก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งการฝึกอบรมที่เข้มข้น และการสร้างระบบฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ภายหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้เกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดต้องแสดงหลักฐานว่าได้ผ่านการอบรม ชนิดพืชที่ปลูก พร้อมจำนวนพื้นที่ปลูกเพื่อกำหนดปริมาณสารเคมีที่จะซื้อไปให้มีความเหมาะสมกับความต้องการใช้ เพื่อนำไปแสดงเป็นหลักฐานในการซื้อสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่วนผู้รับจ้างพ่นก็จะต้องผ่านการอบรมเช่นเดียวกัน โดยต้องมีใบอนุญาตรับจ้างพ่น” นายอนันต์ กล่าว

‘เกษตรฯ’สั่งเข้มเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดข้ามประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408588

'เกษตรฯ'สั่งเข้มเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดข้ามประเทศ

‘เกษตรฯ’สั่งเข้มเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดข้ามประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562, 13.27 น.

รมช. เกษตรฯ ตรวจด่านชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งการเข้มเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดข้ามประเทศ หวั่นแรงงานกลับมาหลังหยุดสงกรานต์ เดินทางเข้าไทยนำผลิตภัณฑ์สุกรติดตัว สั่งยึดทำลายทันที ห้ามรถขนส่งสุกรข้ามจากไทยไปกัมพูชา

18 เม.ย.62 นายลักษณ์ วจนานวัจน์​ รมช.เกษตรและสหกรณ์​ เดินทางไปยังจังหวัดสระแก้วเพื่อกำชับให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้แก่ ด่านกักกันสัตว์ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านตรวจพืช ด่านตรวจสัตว์น้ำ ด่านควบคุมโรค ด่านศุลกากร เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจเคร่งครัดการเฝ้าระวังโรคโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้แผนเตรียมความพร้อมรับมือโรค ASF เป็นวาระแห่งชาติ ล่าสุดได้ระบาดจากจีน เวียดนาม เข้าสู่กัมพูชา ล่าสุดผู้ว่าราชการจังหวัด 16 จังหวัดตามแนวชายแดนประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ได้แก่ จังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน หนองคาย น่าน บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร เลย อุตรดิตถ์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อานาจเจริญ สระแก้ว จันทบุรี และตราด เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานในจังหวัดช่วยป้องกัน เตรียมแนวทางรับมือ และฟื้นฟูเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในวันนี้ได้ตรวจเยี่ยมและกำชับเจ้าหน้าที่ที่ด่านชายแดนบ้านเขาดิน อ.คลองหาด ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ทางด้านนายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาการตามด่านพรมแดนมีการสัญจรผ่านอย่างคับคั่ง จึงเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ผู้เดินทางทราบถึงข้อกำหนดในการเฝ้าระวังโรคเพิ่มขึ้นด้วยสื่อต่างๆ ได้แก่ เสียงตามสายและประกาศที่ด่านพรมแดน ให้ปศุสัตว์จังหวัดและปศุสัตว์อำเภอทำความเข้าใจกับประชาชนงดการนำเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์จากกัมพูชาเข้ามาค้าขายหรือประกอบอาหาร อีกทั้งให้กองสารวัตรและกักกันจัดกำลังคนเพื่อช่วยในจุดที่ขาด ให้ตรวจค้นผู้เดินทางเข้าไทยเป็นรายบุคคล หาพบนำซากสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ให้ยึดของกลางที่ติดตัวมากับผู้เดินทาง แล้วใช้มาตรการทางการปกครองเช่น การกักตัว และ/หรือยึดบัตรผ่านแดนชั่วคราว (รายวัน) แต่หากลักลอบนำเข้าเพื่อขายให้จับกุมดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558

“สำหรับการส่งออกสุกรไปกัมพูชานั้น ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติซึ่งกำกับดูแลผู้ประกอบการส่งออกสุกรไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ให้เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง เป็นการนำยานพาหนะขนถ่ายข้ามแดน ถ่ายสุกรส่งออกจากประเทศไทยที่บริเวณพรมแดน และห้ามนำรถภายในประเทศเข้าไปส่งสุกรในกัมพูชา พร้อมทั้งให้พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทั้งก่อน และหลังการขนส่ง ซึ่งจะได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมปศุสัตว์และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติในการควบคุมโรคและปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสุกร เพื่อให้การป้องกันโรคเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะได้ผลักดันให้ออกเป็นประกาศกรมปศุสัตว์เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายต่อไป” รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ในวันนี้รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ยังได้เชิญเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยในอำเภอตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มาประชุมเพื่อสร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์ของโรค ASF อีกทั้งให้ปฏิบัติตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือในการแจ้ง หากพบความผิดปกติของสุกรในฟาร์ม ซึ่งทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรทั้ง 6 ภาคพร้อมจะจ่ายค่าชดเชยกรณีที่มีการแจ้งโรคเป็นครั้งแรก เป็นไปตามหลักของกรมปศุสัตว์ที่ต้องรู้โรคเร็ว ควบคุมโรคได้เร็ว เพื่อให้โรคสงบเร็วที่สุด

‘กฤษฎา’ดีเดย์ขับเคลื่อนแผนผลิตเกษตรกรรมใหม่ของประเทศครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408569

'กฤษฎา'ดีเดย์ขับเคลื่อนแผนผลิตเกษตรกรรมใหม่ของประเทศครบวงจร

‘กฤษฎา’ดีเดย์ขับเคลื่อนแผนผลิตเกษตรกรรมใหม่ของประเทศครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562, 12.14 น.

“กฤษฎา ดีเดย์ขับเคลื่อนแผนผลิตเกษตรกรรมใหม่ของประเทศครบวงจร ขอ ขรก.เกษตรร่วมใจทุ่มเททำเป้าหมายให้สำเร็จ พัฒนาอาชีพยกระดับรายได้ ให้เกิดประโยชน์เกษตรกรไทยและคนในชาติบ้านเมืองมีความสุข เพื่อเฉลิมพระเกียรติถวายในหลวงร.10 ในปีและเดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย”

18 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าเตรียมขับเคลื่อนแผนการผลิตเกษตรกรรมของประเทศ โดยเน้นย้ำภารกิจให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค บูรณาการร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมแผนปฏิบัติงานอย่างครอบคลุมกระบวนการทำเกษตรกรรมแบบครบวงจร จะเกิดผลประโยชน์โดยตรงถึงเกษตรกร ยกระดับความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ยั่งยืน ทั้งนี้ในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้ เป็นเดือนและปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยที่จะได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและในเดือนเดียวกันนี้ก็จะมีพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพระราชเพณีสืบเนื่องมาตั้งแต่โบราณกาล ที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนในประเทศไทยมีวิถีการดำเนินชีวิตที่มีรากฐานมาจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ดังนั้น จึงขอให้ข้าราชการและบุคลากรทุกหน่วยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งใจและทุ่มเท สติ ปัญญา กำลัง ความสามารถเพื่อร่วมมือกันอย่างแข็งขันในการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจใหม่ที่ได้รับมอบหมายในครั้งนี้ให้เกิดผลสำเร็จเป็นประโยชน์สุขแก่เกษตรกรและประเทศชาติ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 62 เป็นต้นไปโดยพร้อมเพรียงกัน

สำหรับแผนปฏิบัติการเกษตรกรรมครบวงจร ผ่านกลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อ.พ.ก.) ร่วมกับทุกท้องถิ่น ทั้งภาครัฐและเอกชน นำแนวทาง การตลาดนำการผลิต มาใช้ในการขับเคลื่อนงานให้ใช้โมเดลจากโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือพืชอื่นหลังฤดูทำนา เพื่อลดพื้นที่ทำนาปรัง ได้มีการประสานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้เข้ามาร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรหรือชาวนาตั้งแต่การเริ่มต้นการผลิตหรือลงมือปลูกข้าวโพดจนถึงการจำหน่ายข้าวโพด มีการประกันภัยพืชผล ทำให้มีรายได้ไร่ละ 3-4 พันบาท มากกว่าทำนาปรัง สิ่งสำคัญคือการหาตลาดไว้ล่วงหน้าสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร ว่ามีรายได้แน่นอน โดยรัฐไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากมาช่วยเหลือในรูปแบบโครงการต่างๆ ให้เป็นภาระงบประมาณของประเทศเหมือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ภารกิจทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้มีฝ่ายวางแผน ส่งเสริม สนับสนุน และรายงานสถานการณ์การผลิตทางการเกษตร และฝ่ายประสานงานด้านการตลาดภาครัฐและเอกชน ประเมินสถานการณ์แนวโน้มราคา ความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ คาดการณ์ผลผลิตออกสู่ตลาด พร้อมประสานการรับซื้อผลผลิตในราคาเป็นธรรม ซึ่งการขับเคลื่อนเริ่มตั้งแต่การรวมกลุ่มเกษตรกร คัดเลือกพื้นที่ตามข้อมูลแผนที่เกษตร เพื่อวิธีการทำการเกษตรกรรมที่เหมาะสม เช่น การเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริ เกษตรปลอดภัย (GAP)เกษตรอินทรีย์ (Organic)หรือการรวมกลุ่มวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม หรือการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการทำเกษตรกรรมแบบแม่นยำ เพื่อลดต้นทุนการผลิต

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ว่าราชการจังหวัดได้ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัด กษ. ที่อยู่ในพื้นที่ ริเริ่มดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ได้จำหน่ายผลผลิตหรือ มีช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหรือมีการลงทุนร่วมกันระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับภาคเอกชนทั้งในพื้นที่และส่วนกลางบ้างแล้ว เช่น กลุ่มโรงพยาบาลจังหวัด/อำเภอ ได้ทำสัญญารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรไปปรุงอาหารให้ผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล กลุ่มห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่ ลงทุนออกค่าใช้จ่ายในการสร้างห้องเย็นถนอมผลผลิตให้เกษตรกรและทำสัญญารับซื้อพืชและผักจากกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ในราคาที่เกษตรกรพอใจ ดังนั้นจึงให้ขยายผลดำเนินการในพื้นที่อื่นๆต่อไปด้วย

สกัดทุเรียนอ่อนทุบตลาด กษ.ส่งฉก.บุกตรวจเข้มล้ง-แผงค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408445

x

สกัดทุเรียนอ่อนทุบตลาด กษ.ส่งฉก.บุกตรวจเข้มล้ง-แผงค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6) กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สวพ.6ร่วมกับกลุ่มถ่ายทอดเทคโนโลยี และคณะทำงานชุดเฉพาะกิจตามมาตรการป้องกันผลผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด จ.จันทบุรี นำโดย นายปิยะ สมัครพงศ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี นายสุชาติ จันทร์เหลือง หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต และนายสุเทพ สินชัย เกษตรอำเภอท่าใหม่ ลงพื้นที่อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรีตรวจสอบคุณภาพทุเรียนภายใต้สถานประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ทั้งเปลือก (ล้ง) และในตลาดค้าผลไม้เนินสูง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบคุณภาพทุเรียนของโรงคัดบรรจุแห่งหนึ่งในอ.ท่าใหม่ พบทุเรียนด้อยคุณภาพ เสียหายหลุดร่วงจากพายุฤดูร้อน เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง น้ำหนักรวม 3,500 กิโลกรัม จึงแจ้งเจ้าของโรงคัดบรรจุคัดแยกและคณะชุดปฏิบัติการได้ทำสัญลักษณ์/ตำหนิ เพื่อมิให้นำไปจำหน่าย โดยบันทึกภาพเป็นหลักฐาน เพื่อไม่ให้มีทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดทั้งในและนอกประเทศต่อไป

สำหรับมาตรการสำคัญดังกล่าว ถือเป็นการป้องกันปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ หรือทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นการทำลายตลาด อาจก่อปัญหาราคาทุเรียนตกต่ำตามมา ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างร่วมประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร และผู้ประกอบการรับซื้อทุเรียนได้ทราบ โดยเฉพาะแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ซึ่งจังหวัดมีมาตรการบังคับใช้กฎหมาย ถ้าตรวจพบทุเรียนด้อยคุณภาพ ที่ระบุไว้ตามพ.ร.บ. มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 และแก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ. มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2556 (ฉบับที่ 2) โดยเจตนาต้องมีความผิดระวางโทษ ดังนี้ ความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ต้องโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ต้องโทษจำคุก ไม่เกิน 6 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ