สภาเกษตรกรฯจับมือป.ป.ส.สกัดยาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409353

x

สภาเกษตรกรฯจับมือป.ป.ส.สกัดยาเสพติด

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติเปิดเผยว่า สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ (สกช.)และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือป้องกันแก้ปัญหายาเสพติด เพื่อสร้างหมู่บ้าน/ชุมชนมั่นคง ปลอดภัยยาเสพติด เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 โดยตกลงร่วมมือเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในโทษของยาเสพติด เข้าใจงานป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด มีส่วนร่วมชักชวนแนะนำผู้เสพและผู้ติดยาเข้าขบวนการบำบัด และช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวสารนโยบายป้องกันแก้ปัญหายาเสพติด สอดคล้องกับพ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 ที่กำหนดบทบาทภารกิจของสภาเกษตรกรแห่งชาติตามมาตรา 11(8) พัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกร ที่ผ่านมาร่วมมือกันดี โดยปี 2560 และปี 2561 ในระดับส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกันสร้างความเข้าใจกับบุคลากรเพื่อการทำงานระดับพื้นที่ ให้เข้าใจเรื่องของโทษและพิษภัยยาเสพติด รวมทั้งป้องกันภัยจากยาเสพติดระดับจังหวัด อำเภอ และชุมชนต่อไป

สำหรับปีงบประมาณ 2562 สำนักงาน ป.ป.ส.สนับสนุนการจัดโครงการพัฒนาเครือข่ายสภาเกษตรกรป้องกันภัยยาเสพติด เป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายสภาเกษตรกรป้องกันภัยยาเสพติดระดับตำบลฯ ให้ตระหนักถึงพิษภัยด้านยาเสพติดจนเกิดภูมิคุ้มกันในตนเองและครอบครัวขยายผลสู่ชุมชน รวมทั้งถ่ายทอดข้อมูลด้านยาเสพติดให้เพื่อนเกษตรกรด้วยกันในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งการดำเนินการโครงการแบ่งเนื้อหาเป็น 2 ส่วนคือ การบรรยายสถานการณ์ปัญหายาเสพติด ความรู้เรื่องโทษ พิษภัยยาเสพติด รวมทั้งปัจจุบัน ป.ป.ส.แก้พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ให้นำกัญชามาใช้ป้องกันและรักษาโรคได้ ซึ่งประชาชนยังสับสนเรื่องนำกัญชานำมาใช้ป้องกันรักษาโรค จึงให้ความรู้ด้วยว่าขณะนี้กัญชายังเป็นยาเสพติดอยู่ การจะปลูกหรือใช้สารสกัดกัญชารักษาโรคต้องทำอย่างไร จากนั้นจะระดมความเห็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพรับส่งต่อข้อมูลเพื่อกระจายการรับรู้ให้ประชาชน และความเห็นด้านขยายเครือข่ายป้องกันภัยยาเสพติด อีกส่วนที่สำคัญคือ โครงการนี้จะสรุปผลงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเกษตรกรจังหวัดที่ดำเนินการใน 6 ปีที่ผ่านมา โดยจะระดมความเห็นการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของแต่ละอำเภอว่ามีข้อเสนออะไรบ้าง โครงการนี้จะเริ่มต้นจัดนำร่องที่กรุงเทพมหานครวันที่ 22 เมษายน ที่เรสคิวฟาร์ม แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ จากนั้นจะจัดให้ครบทุกจังหวัดให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายน

“ความแตกต่างของโครงการนี้กับโครงการปี’60 และปี’61 คือ หลังจบเวทีสัมมนาจะเริ่มตั้งกลุ่มสื่อสารแบบ 2 ทางคือข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรและการป้องกันภัยยาเสพติดจากส่วนกลางจะสื่อสารลงไปถึงกลุ่มเครือข่ายสภาเกษตรกรระดับตำบลทุกตำบล ที่กลุ่มเครือข่ายป้องกันภัยยาเสพติดตั้งขึ้นด้วยระบบออนไลน์ ขณะเดียวกันสถานการณ์การเกษตร การป้องกันภัยยาเสพติดจากเครือข่ายทุกตำบลจะสื่อสารมาสู่ส่วนกลาง เรียกได้ว่าคลิกเดียวรู้ทุกตำบล ซึ่งผลความร่วมมือจะมุ่งไปที่การป้องกันตนเอง ครอบครัว ชุมชนของเกษตรกรไม่ให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด” ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล่าว

‘กรมการข้าว’เตรียมพันธุ์ข้าว4สายพันธุ์ ใช้ในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409405

'กรมการข้าว'เตรียมพันธุ์ข้าว4สายพันธุ์ ใช้ในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

‘กรมการข้าว’เตรียมพันธุ์ข้าว4สายพันธุ์ ใช้ในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562, 17.07 น.

“กรมการข้าว”เตรียมพันธุ์ข้าว4สายพันธุ์ รวม1,206กก.ใช้ในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พร้อมแจกจ่ายเกษตรกร-ประชาชน เพื่อเป็นสิริมงคลในการประกอบอาชีพ

22 เม.ย.62 นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน ณ แปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา จำนวน 4 พันธุ์ รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 1,206 กิโลกรัม เพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ บรรจุในกระบุงเพื่อใช้หว่าน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ส่วนที่เหลือบรรจุใส่ซองพลาสติกแจกจ่ายให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นมิ่งขวัญ และสิริมงคลในการประกอบอาชีพทางการเกษตรตามประเพณีนิยม จำนวนทั้งสิ้น 366,000 ซอง ประกอบด้วย ข้าวนาสวน จำนวน 4 พันธุ์ ซึ่งเป็นข้าวที่มีคุณลักษณะและความโดดเด่นในด้านต่างๆ ดังนี้ 1.ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่สามารถทนแล้งได้ดีพอสมควร คุณภาพข้าวสุก มีกลิ่นหอม นุ่ม ให้ผลผลิตประมาณ 363 กิโลกรัมต่อไร่ ลักษณะเมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี และทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม

2.ปทุมธานี 1 เป็นข้าวเจ้าที่นุ่มเหนียว มีกลิ่นหอมอ่อน ให้ผลผลิตสูงประมาณ 650-774 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว โรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง 3.กข43 เป็นข้าวเจ้าที่มีกลิ่นหอมอ่อน นุ่ม ให้ผลผลิตประมาณ 561 กิโลกรัมต่อไร่ มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางค่อนข้างต่ำ และค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และ 4.กข6 เป็นข้าวเหนียว ให้ผลผลิตสูงประมาณ 666 กิโลกรัมต่อไร่ ทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง มีกลิ่นหอม คุณภาพการสีดี และต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังได้จัดเตรียมกระบุงข้าว หรือที่เรียกว่า คู่หาบเงิน-คู่หาบทอง สำหรับให้เทพีคู่หาบเงิน-คู่หาบทอง ใช้หว่านในวันพระราชพิธีฯ ซึ่งกระบุงข้าว ประกอบด้วย ไม้ไผ่สีสุกนำมาจักเป็นเส้น แล้วหลาวให้ได้ขนาดเดียวกัน นำมาจักสานเป็นกระบุงข้าว จำนวน 8 ใบ ทำการพ่นสีเงิน 4 ใบ และพ่นสีทอง 4 ใบ สำหรับใช้กับเทพีคู่หาบเงิน 2 ชุด และคู่หาบทอง 2 ชุด ในส่วนไม้คาน จะแกะสลักด้วยไม้สักทอง โดยส่วนหัวไม้คานจะแกะสลักเป็นรูปหัวพญานาค ส่วนหางไม้คานจะแกะสลักเป็นหางพญานาค ตัวไม้คานจะใช้ไม้ไผ่สีสุกที่มีจำนวน 8 ข้อ ความยาวประมาณ 110 เซนติเมตร หรือ 46 นิ้ว โดยแต่ละข้อจะมีความหมายว่า ข้อที่ 1 คาน – ข้อที่ 2 แคน – ข้อที่ 3 ยาก – ข้อที่ 4 แค้น – ข้อที่ 5 มั่ง – ข้อที่ 6 มี – ข้อที่ 7 สี – ข้อที่ 8 สุก เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่อาชีพเกษตรกร

ส่วนสาแหรก ทำจากหวายหอมที่มีความสมบูรณ์ของลำต้นที่สม่ำเสมอ นำมาสานเป็นหัวสาแหรกรูปหัวแหวนพิรอด ซึ่งแสดงถึงการนำพาพืชพันธุ์ธัญหารเจริญเติบโตสมบูรณ์รอดปลอดภัยในปีนั้นๆ ในส่วนไม้ค้างคาน จะทำด้วยไม้สักทองแกะสลักตกแต่งด้วยสีเงินและสีทอง

สำหรับใช้ค้ำไม้คานและกระบุงข้าวคู่หาบเงิน-คู่หาบทองให้สง่างาม และไม้รองกันกระบุง เป็นไม้ที่ใช้รองเมล็ดพันธุ์ข้าวที่บรรจุในกระบุงข้าวให้มีปริมาณข้าวแต่ละข้างน้อยลง ไม่หนักจนเกินไป ทำให้เทพีสามารถหาบข้าวได้นาน ในการนี้ กรมการข้าวได้เตรียมเมล็ดข้าวเปลือกพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 100 กิโลกรัม สำหรับใช้ซ้อมและในวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

สำหรับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2562 ประกอบด้วย 2 พระราชพิธี ได้แก่ พระราชพิธีพืชมงคลซึ่งเป็นพิธีสงฆ์ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 เพื่อประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นการทำขวัญเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ เพื่อให้ปลอดจากโรคและเจริญงอกงามสมบูรณ์ จากนั้นจึงเริ่มพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์เริ่มต้นด้วยการไถหว่านเมล็ดข้าว ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง อันเป็นการส่งสัญญาณการเข้าสู่ฤดูกาลทำนาและเพาะปลูกประจำปี

ชายคาพระพิรุณ : 22 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409224

586851

ชายคาพระพิรุณ : 22 เมษายน 2562

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรมีการแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในหลายภูมิภาคทั่วโลกนั้น สำหรับในประเทศไทย ได้รับการยืนยันจาก นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ว่า กรมปศุสัตว์ได้เข้มงวดจับกุมการลักลอบเคลื่อนย้ายสุกร ซากสุกร และผลิตภัณฑ์สุกรที่นักท่องเที่ยวนำมาบริโภคอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ส่วนความคืบหน้าการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) นั้น ประเทศไทยไม่มีการแพร่ระบาดของโรคนี้ และย้ำว่า ASF เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในสุกรเท่านั้น ไม่ติดต่อหรือเป็นอันตรายต่อคนหรือสัตว์อื่น ผู้บริโภคสามารถรับประทานหมูได้อย่างปลอดภัย 100% ขณะเดียวกัน ทุกภาคส่วนยังคงเดินหน้าคุมเข้มเรื่องการป้องกันโรคอย่าง เต็มกำลัง ล่าสุด ได้ประชุมหารือร่วมกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์จาก 5 ประเทศ ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) และไทย เพื่อยกระดับแนวทางมาตรการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรค ASF ระหว่างประเทศ รวมทั้ง ไม่ให้โรค ASF สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในภูมิภาคนี้ และเศรษฐกิจของทุกประเทศ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศครั้งสำคัญ และฝากขอความร่วมมือจากผู้บริโภค เกษตรกร นักท่องเที่ยว และประชาชน ช่วยกันสนับสนุนมาตรการป้องกันโรค ASF เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่หลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ของโรคนี้ ดังเช่นหลายประเทศที่สามารถป้องกันตัวเองได้ด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity ในระดับสูง ตลอดจน ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการเลือกใช้ภาพสำหรับการสื่อสารที่เหมาะสม และที่สำคัญ ขอให้ประชาชนอย่าส่งต่อภาพหรือข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภคสังคมวงกว้าง ซึ่งอธิบดีกรมปศุสัตว์ยังขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนร่วมกันป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศโดยช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นผู้ที่ลักลอบนำสุกร ซากสุกรตลอดจนผลิตภัณฑ์จากสุกรเข้าประเทศไทยขอให้แจ้งสายด่วน 06-3225-6888 หรือ ที่แอพพลิเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมาย” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

ด้าน กรมประมง ชูความสำเร็จของโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ดัน “กะพงขาว” ป้อนออเดอร์สู่ครัวการบินไทยได้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อการซื้อขายปลากะพงขาว ระหว่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่ง นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลากะพงขาว” เป็นหนึ่งในชนิดสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่กรมประมงส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงได้รวมกลุ่มกันและเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐาน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดระดับพรีเมียม ซึ่งปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพงขาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย ถือเป็นต้นแบบของการรวมกลุ่มตามโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี โดยสามารถเปิดช่องทางการตลาดเป็นสินค้าสัตว์น้ำชนิดแรกเพื่อกระจายผลผลิตไปยังฝ่ายครัวการบิน ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีออเดอร์เนื้อปลากะพงขาวแช่แข็งเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้แก่ผู้โดยสารการบินไทยกว่า 523 ตัน ซึ่งถือเป็นการใช้แนวทางการตลาดนำการผลิตได้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยผลผลิตที่มีคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย ได้รับการรับรองมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) มีการปฏิบัติตามแนวทางการใช้แรงงานที่ดี (GLP) รวมทั้งอาหารที่ใช้ในการเลี้ยงมาจากวัตถุดิบที่ทำประมงอย่างถูกกฎหมายมีกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต (Traceability) ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ ล่าสุด สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงเพื่อการซื้อขายปลากะพงขาวขึ้น เพื่อทำการป้อนผลผลิตเข้าสู่ครัวการบินไทยรองรับความต้องการของผู้บริโภคบนสายการบินอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สมาคมยังได้จับมือทำบันทึกข้อตกลงเพื่อการผลิตและแปรรูปปลากะพงขาว กับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เพื่อให้กระบวนการแปรรูปและแช่แข็งวัตถุดิบยังคงคุณภาพที่ดีก่อนนำไปประกอบเป็นเมนูอาหารต่างๆ สำหรับเสิร์ฟผู้โดยสารบนสายการบิน โดยกรมประมงพร้อมที่จะให้การสนับสนุนแก่เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ได้มีการพัฒนาศักยภาพเพื่อขยายฐานการผลิตปลากะพงขาวตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งจะทำการผลักดันสินค้าสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงการตลาดกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ต่อไปในอนาคต…

ขุนเกษตรา

เตือนโรคเถาเหี่ยวในแตงโม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409223

x

เตือนโรคเถาเหี่ยวในแตงโม

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้จะเข้าสู่ช่วงต้นแตงโมออกดอก กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนแตงโมเฝ้าระวังสภาพอากาศร้อนและมีฝนตกบางพื้นที่ ให้หมั่นสังเกตอาการของโรคเถาเหี่ยว จะพบแสดงอาการเริ่มแรกใบล่างมีสีเหลือง เริ่มจากใบบริเวณโคนเถาและลุกลามเหลืองต่อเนื่องไปสู่ยอดจนเหลืองทั้งต้น ต่อมาเถาแตงจะเหี่ยวและตาย บางครั้งมีรอยแตกตามยาวลำต้นบริเวณโคนเถาใกล้ผิวดิน เมื่อผ่าไส้กลางเถาดูจะเห็นภายในลำต้นเป็นสีน้ำตาล มักพบระบาดรุนแรงในพื้นที่สภาพดินเป็นกรด และในพื้นที่เดิมที่ปลูกแตงโมซ้ำต่อเนื่องกัน

สำหรับพื้นที่ที่พบอาการของโรคเถาเหี่ยว หลังเก็บเกี่ยวแตงโมเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลงปลูกนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดการสะสมเชื้อสาเหตุโรค และควรปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชตระกูลแตง (แตงกวา ฟักทอง มะระ แคนตาลูป) หรือพืชในกลุ่มพริก มะเขือเทศ และมันฝรั่ง เพราะพืชกลุ่มนี้อ่อนแอต่อโรค หลีกเลี่ยงการปลูกแตงโมซ้ำที่เดิมติดต่อกันเกิน 3 ปี

นอกจากนี้ ก่อนปลูกแตงโมฤดูถัดไป เกษตรกรควรไถกลบหน้าดินและตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ และควรตรวจสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน ถ้าดินเป็นกรดจัดให้เกษตรกรใส่ปูนขาวปรับสภาพดิน อัตรา 100-150 กิโลกรัมต่อไร่ จะช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก อีกทั้งไม่ควรปลูกแตงโมแน่นจนเกินไป เพื่อ ให้ในแปลงปลูกระบายความชื้นได้ดี ทั้งนี้ เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ หากพบการระบาดของโรค ให้เกษตรกรถอนต้นที่เป็นโรคนำออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที จากนั้นให้ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชอีไตรไดอะโซล 24% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีไตรไดอะโซล + ควินโตซีน 6% + 24% อีซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยราดรดดินตรงจุดที่พบโรคในหลุมและบริเวณใกล้เคียง เพื่อป้องกันโรคระบาดไปยังต้นข้างเคียง

ก.เกษตรฯพร้อมรับมืออหิวาต์หมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409225

x

ก.เกษตรฯพร้อมรับมืออหิวาต์หมู

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังมอบนโยบายมาตรการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever) ของประเทศไทยว่า จากการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแพร่ระบาดเป็นวงกว้างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบันระบาดใน 18 ประเทศ สำหรับทวีปเอเชียพบระบาดครั้งแรกที่จีน ซึ่งสถานการณ์ระบาดของโรคแต่ละประเทศยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ไทยเสี่ยงที่เชื้อไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเข้าประเทศมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น การเดินทางท่องเที่ยว ค้าขาย ขนส่งสินค้า ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่มีข้อจำกัดด้านชายแดนที่ระยะทางยาว รวมถึงความต้องการสุกรและผลิตภัณฑ์สูงขึ้น ส่งผลให้ลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์สุกรโดยนักท่องเที่ยวตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์เข้มงวดจับกุมการลักลอบเคลื่อนย้ายสุกร ซากสุกร และผลิตภัณฑ์สุกรที่นักท่องเที่ยวนำมาบริโภคต่อเนื่อง ตั้งแต่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่จีน ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2561 ถึง 29 มีนาคม 2562 ตรวจยึดการลักลอบเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากสุกร 344 ครั้ง และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปนเปื้อนสารพันธุกรรมเชื้อไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร 59 ตัวอย่าง

นายลักษณ์กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรฯจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา แบ่งดำเนินการเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1)จัดให้มีคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุมและกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแห่งชาติ ประกอบด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์ และภาคเอกชน และ 2) แผนใช้จ่ายงบประมาณปี 2562 – 2554 ดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค วงเงิน 148,542,900 บาท

นอกจากนี้ การดำเนินการตามแผนดังกล่าว ยังแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน จะดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค และระยะยาวจะยกระดับมาตรการควบคุมป้องกันโรคให้มีมาตรฐานสากล โดยจัดสร้างโรงทำลายซากสัตว์ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรมีความคงทนในสภาพแวดล้อมสูงหากทำลายโดยการฝังต้องใช้พื้นที่มาก และการทำลายเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีโอกาสที่เชื้อจะตกค้างและแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม หรือหากทำลายโดยการเผาก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องกำจัดซากติดเชื้ออย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว หากกรณีไม่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรยังใช้กำจัดซากสัตว์ติดเชื้อของโรคระบาดอื่นได้ด้วย ถือเป็นมาตรการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพยั่งยืน

“ยืนยันว่ายังไม่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศไทย แต่ถึงแม้โรคดังกล่าวไม่ติดต่อสู่คน แต่โรคนี้มีความรุนแรงก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ กระทรวงเกษตรฯ จึงประกาศเขตเฝ้าระวังในพื้นที่จังหวัดชายแดนทั้งหมด 16 จังหวัดทั่วประเทศ และดำเนินแผนป้องกันเพื่อเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯเชื่อมั่นว่าจะสกัดกั้นโรคนี้ไม่ให้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้ หากประเทศไทยมีระบบป้องกันโรคระบบทำลายซากสุกรที่เป็นโรค ซากสัตว์พาหะที่ดีตามมาตรฐานสากลจะป้องกันไม่ให้เกิดโรคในประเทศได้ อีกทั้งเป็นโอกาสทางธุรกิจเนื่องจากความต้องการสุกรของจีน เวียดนาม และกัมพูชาเพิ่มขึ้น จากเดิมก่อนเกิดโรคราคาสุกรมีชีวิตของไทยกิโลกรัมละ 60 บาท
หลังเกิดโรคทำให้ราคาสุกรในประเทศมีราคาเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 80 บาท เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 44,000 ล้านบาทต่อปี” นายลักษณ์ กล่าว

ชู‘เขตปฏิรูปที่ดินสุราษฎร์ฯ’ ต้นแบบความสำเร็จวิสาหกิจแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409227

x

ชู‘เขตปฏิรูปที่ดินสุราษฎร์ฯ’ ต้นแบบความสำเร็จวิสาหกิจแปลงใหญ่

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการค้าครบวงจร ระหว่างสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด และสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด ว่า กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายดำเนินการโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm
Enterprise) ภายใต้แนวทางการตลาดนำการผลิต และพัฒนาระบบการเกษตรของไทย มีพื้นที่เป้าหมายโครงการจัดที่ทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี หนึ่งในพื้นที่นำร่องนโยบายดังกล่าว
เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ในพื้นที่โครงการ เนื้อที่ประมาณ 1,160 ไร่ อยู่ในจ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 972 ไร่ คาบเกี่ยวจ.กระบี่ เนื้อที่ประมาณ 88 ไร่ โดยที่ดินดังกล่าวได้มาจากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการแก้ปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559

โดยโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีเนื้อที่ประมาณ 1,160 ไร่ มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แล้ว 114 ราย จากเป้าหมาย 121 รายพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ระยะยาว เป็นรายได้หลักและเงินออมของครอบครัว อาทิ การปลูกกล้วยหอมทองโดยใช้ตลาดนำการผลิต เป็นทางเลือกของเกษตรกรในการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ซึ่งได้จดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด โดยยื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน เนื้อที่ประมาณ 786 ไร่ ซึ่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 3 ปี

“โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีพัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดินและแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ และยังช่วยให้เกษตรกรยากจนมีที่ดินทำกิน มีที่อยู่อาศัยมั่นคง ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ โดยปีงบประมาณ 2562 กระทรวงเกษตรกรฯมีนโยบายดำเนินโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ ภายใต้แนวทางตลาดนำการผลิต และพัฒนาระบบการเกษตรของไทย ซึ่งความตกลงความร่วมมือเพื่อดำเนินการผลิตกล้วยหอมที่มีคุณภาพ และปลอดภัยแก่ผู้บริโภค เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการผลิตและการตลาด และขอให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด 114 ครัวเรือนใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” นายกฤษฎา กล่าว

เร่งปั้นวิทยากรแจงแผนจำกัดใช้3สารเคมี เริ่มเดินสายอบรมเกษตรกรทั่วปท.24เมย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409222

x

เร่งปั้นวิทยากรแจงแผนจำกัดใช้3สารเคมี เริ่มเดินสายอบรมเกษตรกรทั่วปท.24เมย.

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเห็นชอบให้จำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอท ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยมอบให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนปฏิบัติการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด และคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเห็นชอบ 6 มาตรการจำกัดการใช้ตามที่กรมวิชาการเกษตรเสนอ โดยกรมวิชาการเกษตรได้เสนอร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯ 5 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับทั้ง 6 มาตรการในการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วัน

หลังประกาศฯทั้ง 5 ฉบับ มีผลบังคับใช้แล้วจะมีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ เกษตรกรผู้ใช้ ผู้รับจ้างพ่น ผู้ขาย ผู้นำเข้า/ผู้ผลิต และพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ใช้และผู้รับจ้างพ่นสารเคมีทั้ง 3 ชนิดต้องผ่านการอบรม และหรือทดสอบความรู้ตามหลักสูตรการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยกรมวิชาการเกษตรจะจัดอบรมวิทยากร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในส่วนภูมิภาคของกรม 240 คน แบ่งเป็น 2 รุ่น รุ่นที่ 1 อบรมวันที่ 24 เมษายน ส่วนรุ่นที่ 2 อบรมวันที่ 25 เมษายน เพื่อไปอบรมเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย2,000 คน เพื่อไปอบรมเกษตรกร กำหนดจัดอบรมเพื่อสร้างวิทยากรดังกล่าวระหว่างเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งวิทยากรที่ผ่านการอบรมทั้งหมดต้องไปอบรมให้ความรู้เกษตรกร 1.5 ล้านคน ประกอบด้วยเกษตรกรผู้ปลูกพืช 6 ชนิด ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา อ้อย และไม้ผล กำหนดจัดอบรมเกษตรกรระหว่างเดือนมิถุนายน – กันยายน 2562 สำหรับผู้รับจ้างพ่น 50,000 คน กรมวิชาการเกษตรจะจัดอบรมเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2562 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร

นอกจากนี้ ยังอบรมให้พนักงานเจ้าหน้าที่จากกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล 79,988 คน เกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด และบทบาทหน้าที่ ความสำคัญของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ที่แต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการใช้ 3 สาร ภายในเขตท้องที่รับผิดชอบ ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ผ่าน video conference เครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยทั่วประเทศ เดือนมิถุนายน 2562

สำหรับมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้กำหนดพืชที่ให้ใช้พาราควอต และไกลโฟเซต เฉพาะเพื่อกำจัดวัชพืชในการปลูกอ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผลเท่านั้น ส่วนคลอร์ไพริฟอสให้ใช้เฉพาะกำจัดแมลงในการปลูกไม้ดอก พืชไร่ และเพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผล รวมทั้งกำหนดพื้นที่ห้ามใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับหน่วยงานราชการ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวงชนบท ที่ใช้สารกำจัดวัชพืช เพื่อกำจัดวัชพืชข้างทางรถไฟ และข้างถนน กรมวิชาการเกษตรเตรียมออกประกาศกระทรวงเกษตรฯเพื่อยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย แต่ต้องมาขออนุญาตเพื่อใช้สารกำจัดวัชพืช ตามพื้นที่และปริมาณที่กำหนดโดยตรงต่อกรมวิชาการเกษตร

“มาตรการขั้นต่อไป กระทรวงเกษตรฯจะเร่งสร้างการรับรู้แก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง สร้างระบบฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้เกษตรกรจำเป็นต้องใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดต้องแสดงหลักฐานว่าได้ผ่านการอบรม ชนิดพืชที่ปลูก พร้อมจำนวนพื้นที่ปลูกเพื่อกำหนดปริมาณสารเคมีที่จะซื้อไปให้เหมาะสมกับความต้องการใช้ เพื่อนำไปแสดงเป็นหลักฐานซื้อสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่วนผู้รับจ้างพ่นก็ต้องผ่านการอบรมเช่นเดียวกัน โดยต้องมีใบอนุญาตรับจ้างพ่น” นายอนันต์ กล่าว

กษ.เร่งโชว์ผลงานปี’62 มอบ2รมช.เกษตรฯลุยตรวจแผนงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409193

กษ.เร่งโชว์ผลงานปี'62 มอบ2รมช.เกษตรฯลุยตรวจแผนงาน

กษ.เร่งโชว์ผลงานปี’62 มอบ2รมช.เกษตรฯลุยตรวจแผนงาน

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562, 19.54 น.

กษ.เร่งโชว์ผลงานปี’62 มอบ2รมช.เกษตรฯลุยตรวจแผนงานต้องคุ้มค่างบ-เกษตรกรเป็นอยู่ดีขึ้น ทั้งบริหารน้ำแก้ภัยแล้ง ปฏิรูปนมโรงเรียน จำกัดใช้3สารพิษ วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ จัดที่ส.ป.ก.แจกผู้ยากไร้ จ่ายเยียวยาชาวประมง ขู่ฟันทันทีพบขรก.ทำงานบกพร่อง-ทุจริต

21 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้กำชับให้ รมช.เกษตรฯ และผู้บริหารทุกหน่วยงาน เร่งรัดการปฎิบัติงานและตรวจติดตามนโยบายในปีงบประมาณ 2562 เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายส่งเสริมและพัฒนาภาคการเกษตรให้มีความเจริญก้าวหน้า และเกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเกิดผลรูปธรรม พร้อมกับเร่งแผนปฏิบัติงานในช่วงไตรมาสที่ 3 – 4 ของปีนี้

โดยมอบหมายให้ รมช.กษ.ทั้ง 2 ท่าน มีอำนาจตรวจติดตามงานของ กษ.ได้ทุกหน่วยงานที่มีแผนงานและโครงการที่ได้รับอนุมัติ แล้วนำไปปฏิบัติในพื้นที่ โดยไม่จำกัดการตรวจติดตามเฉพาะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้กำกับตามคำสั่งของ กษ.แต่อย่างไร และผู้ตรวจราชการทุกเขตเพิ่มความเข้มข้นและความถี่ในการตรวจติดตามงานในพื้นที่ให้มากกว่าระยะเวลาที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นเตือนและเร่งรัดให้ข้าราชการและบุคลากรของ กษ.ในพื้นที่ได้เร่งปฎิบัติงานต่างๆ ให้เป็นผลสำเร็จทั้งคุณภาพ ปริมาณงาน และความคุ้มค่าของงบประมาณ ให้เป็นไปตามแผนงานและโครงการที่ได้รับอนุมัติ

ทั้งนี้ ให้ปลัดกระทรวงฯ , รองปลัดฯ และหัวหน้าผู้ตรวจราชการ ได้ไปประชุมหารือร่วมกับเลขานุการ รมต.กษ.เพื่อกำหนดรูปแบบการตรวจติดตามการปฎิบัติราชการในพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน เช่น การบริหารจัดการน้ำ ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งนั้น หน่วยงานของ กษ.สามารถดำเนินการได้เป็นผลสำเร็จหรือไม่ มาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ในการเกษตรกรรม ตามประกาศ กษ.รวม 5 ฉบับนั้น หน่วยงานผู้ปฎิบัติสามารถดำเนินการได้ผลเป็นอย่างไร มีปัญหาและอุปสรรคหรือไม่ การบริหารจัดการระบบเกษตรแปลงใหญ่หรือวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ ที่ให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรในการผลิตและประสานงานกับภาครัฐและเอกชนให้มารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ให้ต่อเนื่องนั้น สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายหรือไม่อย่างไร

รวมทั้งการบริหารจัดการนมโรงเรียนตามระบบใหม่ที่มอบอำนาจให้จังหวัดในพื้นที่ 5 ภาค เป็นหน่วยดำเนินการนั้น สามารถแก้ไขปัญหารการส่งนมไปยังโรงเรียนไม่ตรงตามกำหนดเวลาและไม่มีคุณภาพได้หรือไม่ รวมทั้งระบบใหม่มีความเป็นธรรมต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและผู้ประกอบการจำหน่ายนมโรงเรียนหรือไม่อย่างไร การบริหารจัดการที่ดินตามโครงการจัดที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และหรือโครงการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ว่าเกษตรกรในโครงการที่ได้รับสิทธิในการอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินดังกล่าวสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้หรือไม่ ในโครงการมีการจัดระบบสาธารณูปโภคพร้อมหรือไม่ รวมทั้งเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตจากการทำเกษตรกรรมตามโครงการได้หรือไม่อย่างไร และการจ่ายค่าเยียวยาชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรภาครัฐปี 2558 มีความคืบหน้าเป็นไปตามกำหนดระยะเวลาจ่ายค่าเยียวยาที่กำหนดไว้หรือไม่

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า หากพบว่าในการปฏิบัติงานมีความบกพร่อง เนื่องจากไม่ตั้งใจในการปฎิบัติงานหรือมีเจตนาทุจริตในการปฎิบัติงานนั้น ขอมอบอำนาจให้ให้ รมช.เกษตรฯ ทั้ง 2 ท่าน มีอำนาจสั่งการแทน รมว.เกษตรฯ ในการดำเนินการตามมาตรการทางปกครองและหรือทางวินัยแก่ข้าราชการและบุคลากรในสังกัด กษ.ได้ทันที แล้วรายงานให้ รมว.เกษตรฯ ทราบต่อไป

สำหรับ ผต.กษ.ให้รีบรายงาน ปล.กษ.เพื่อสั่งการอธิบดี/หัวหน้าส่วนราชการเทียบเท่า ดำเนินการได้ด้วย และในกรณีเป็นรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนในสังกัด กษ.ให้แจ้งผู้บริหารสูงสุดของหน่วยและประธานคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนนั้นทราบ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามระเบียบ กฎหมายต่อไปด้วย

แล้งหนักมาก! 145เขื่อนน้ำน้อย กรมชลฯเร่งประสานฝนหลวงขึ้นบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409174

แล้งหนักมาก! 145เขื่อนน้ำน้อย กรมชลฯเร่งประสานฝนหลวงขึ้นบิน

แล้งหนักมาก! 145เขื่อนน้ำน้อย กรมชลฯเร่งประสานฝนหลวงขึ้นบิน

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562, 16.44 น.

แล้งหนักมาก! เขื่อน145แห่งน้ำน้อยต่ำกว่า30% กรมชลฯเร่งประสาน”ฝนหลวง”ขึ้นบินเติมน้ำทำฝนตกหลายพื้นที่ ชี้ภาวะ”เอลนีโญ”ส่งผลแห้งแล้งระยะยาว

21 เม.ย.62 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น ล่าสุด กรมชลประทานได้ประสานขอความร่วมมือจากกรมฝนหลวงฯ เพื่อขึ้นบินปฏิบัติการเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่ลุ่มรับน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ ซึ่งขณะนี้มีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ จำนวน 145 แห่ง ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง อีกทั้งในปีนี้สภาพอากาศมีแนวโน้มเกิดเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญในลักษณะที่อาจส่งผลกระทบระยะยาว

ทั้งนี้ จากผลการปฏิบัติการฝนหลวง เมื่อวานนี้ (20 เม.ย.) หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 6 หน่วยฯ ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ อุดรธานี นครราชสีมา จันทบุรี หัวหิน และสุราษฎร์ธานี ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง บรรเทาปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง เพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่าไม้ ยับยั้งความรุนแรงของพายุลูกเห็บ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรของ จ.ลำพูน ลำปาง ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี นครศรีธรรมราช และลุ่มรับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำนางรอง รวมถึงสามารถบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองทำให้มีฝนตกในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก

สำหรับแผนปฏิบัติการฝนหลวง ประจำวันที่ 21 เม.ย.62 ผลตรวจคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ เมื่อเวลา 09.00 น.พบว่าบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลหลายแห่งอยู่ในเกณฑ์ดี มีเพียงบางสถานีที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ด้านพื้นที่ภาคตะวันออกจากผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์สัตหีบ จ.ชลบุรี พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 55% ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 55% และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -6.5 หน่วยปฏิบัติการฯ จ.จันทบุรี จึงตัดสินใจปฏิบัติการภารกิจที่ 1 ขั้นตอนที่ 1 (ก่อเมฆ) โดยมีพื้นที่เป้าหมาย อ.เขาชะเมา อ.วังจันทร์ จ.ระยอง

ด้านพื้นที่ภาคกลาง ผลตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ตาคลี จ.นครสวรรค์ พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 36% ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 38% และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -4.0 หน่วยฯ จ.กาญจนบุรี และหน่วยฯ จ.ลพบุรี ขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากมีความเหมาะสมจะวางแผนขึ้นปฏิบัติการในพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้งต่อไป

พื้นที่ภาคเหนือ คุณภาพอากาศในหลายจังหวัดยังอยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ขณะที่ จ.เชียงราย และ จ.พะเยา อยู่ในเกณฑ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากพบจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านมีการกระจายตัวเพิ่มมากขึ้น และจากผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ร้องกวาง จ.แพร่ และสถานีเรดาร์อมก๋อย จ.เชียงใหม่ พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 73% (ร้องกวาง) 55% (อมก๋อย) ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 46% (ร้องกวาง) 30% (อมก๋อย) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -0.6 (ร้องกวาง)

-0.4 (อมก๋อย) หน่วยฯ จ.เชียงใหม่ จึงตัดสินใจขึ้นปฏิบัติการภารกิจที่ 1 ขั้นตอนที่ 1 (เสริมการก่อตัว) บริเวณพื้นที่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่, ภารกิจที่ 2 ขั้นตอนที่ 1 (เสริมการก่อตัว) บริเวณพื้นที่ อ.แม่สรวย – อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย, ภารกิจที่ 3 ขั้นตอนที่ 3 (โจมตี) บริเวณพื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่, ภารกิจที่ 4 ขั้นตอนที่ 3 (โจมตี) บริเวณพื้นที่ อ.เมืองเชียงราย – อ.แม่จัน จ.เชียงราย และภารกิจที่ 5 ขั้นตอนที่ 3 (โจมตี) บริเวณพื้นที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ – อ.ลี้ จ.ลำพูน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาฝุ่นละอองและไฟป่า จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน และพื้นที่การเกษตร อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ อ.ลี้ จ.ลำพูน และ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ด้านหน่วยฯ จ.พิษณุโลก ได้วางแผนปฏิบัติการโดยร่วมมือกับหน่วยฯ จ.เชียงใหม่ เพื่อปฏิบัติการต่อเนื่องในขั้นตอนของการโจมตี บริเวณ อ.เมือง จ.ตาก เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค จ.ตาก และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่มอก จ.ลำปาง

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สภาพอากาศ จ.ขอนแก่น อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง และ จ.อุบลราชธานี อยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และจากผลการตรวจอากาศของสถานีเรดาร์บ้านผือ จ.อุดรธานี และสถานีเรดาร์พิมาย จ.นครราชสีมา พบว่ามีความชื้นที่ระดับเกิดเมฆ 73% (บ้านผือ) 55% (พิมาย) ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 45% (บ้านผือ) 37% (พิมาย) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -0.8 (บ้านผือ) -2.9 (พิมาย) หน่วยฯ นครราชสีมา และหน่วยฯ จ.อุดรธานี ขอติดตามสภาพอากาศ หากมีความเหมาะสมจะวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทันที โดยเฉพาะภารกิจการเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อน/อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30%

และพื้นที่ภาคใต้ ผลตรวจสภาพอากาศจากสถานีเรดาร์พนม จ.สุราษฎร์ธานี และสถานีเรดาร์ปะทิว จ.ชุมพร พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 30% (พนม) 60% (ปะทิว) ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 28% (พนม) 50% (ปะทิว) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -3.7 (พนม) -2.4 (ปะทิว) หน่วยฯ จ.สงขลา หน่วยฯ จ.สุราษฎร์ธานี และหน่วยฯ หัวหิน ขอติดตามสภาพอากาศ หากมีความเหมาะสมจะวางแผนช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร พื้นที่ป่าพรุ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำที่ได้รับผลกระทบต่อไป

‘กฤษฎา’วางแผนสำรวจตลาดจีน กำหนดโควตาปลูกทุเรียน หวั่นราคาตกซ้ำรอยยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408807

'กฤษฎา'วางแผนสำรวจตลาดจีน กำหนดโควตาปลูกทุเรียน หวั่นราคาตกซ้ำรอยยางพารา

‘กฤษฎา’วางแผนสำรวจตลาดจีน กำหนดโควตาปลูกทุเรียน หวั่นราคาตกซ้ำรอยยางพารา

วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562, 12.40 น.

19 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตนห่วงปัญหาการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนทั่วประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จาก 5 แสนไร่ ขณะนี้เพิ่ม 9 แสนไร่แล้ว มีความกังวลในอนาคตราคาอาจตกต่ำเหมือนยางพารา และตอนนี้กำลังโค่นยาง ปลูกทุเรียน กันจำนวนมากเพราะราคาทุเรียน จากสวนก็ได้ราคา 100 บาทต่อกก.แล้ว ขณะเดียวยังไม่มีใครคาดการณ์ ว่าราคาจะดีไปถึงเมื่อไหร่และจะต้องปลูกพื้นที่เท่าไหร่ จึงจะเหมาะสมกับความต้องการตลาดและอยู่ในระดับราคาที่ดีได้ต่อไป

“ได้สั่งการให้ทูตเกษตร ร่วมกับทูตพาณิชย์ สำรวจตลาดความต้องการบริโภคของคนจีน เพราะเป็นตลาดใหญ่สุดเวลานี้ เพื่อนำมาวางระบบ กำหนดแผนโควตาปลูกทุเรียน ที่สมดุล ไม่เกิดปัญหาล้นตลาด ราคาตก โดยให้ดูยอดที่ส่งไปปีเท่าไหร่ คนจีนบริโภคทุเรียน คนละกี่กก.แนวโน้มตลาดจีน และหาทางเปิดตลาดใหม่ๆ เพราะขณะนี้ส่งทุเรียนไปจีน 80% เป็นสิ่งน่าห่วงว่าไปผูกติดกับตลาดเดียว ต้องนำมาวิเคราะห์ให้ชัดเจนโดยเร็ว จะไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย ยางพารา และอื่นๆ ที่รัฐใช้งบประมาณช่วยเหลือต่างๆไปมากแต่ช่วยได้เพียงเฉพาะหน้า ทั้งนี้จะปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเกษตรได้ ต้องนำทั้งปัญหาและแนวทางรับมือ วางแผนการผลิต ช่องทางตลาด อย่างรอบด้านทุกฤดูกาล สามารถแจ้งเตือนเกษตรกรได้ทันการณ์ ซึ่งจะวางระบบใช้แนวทางนี้กับทำเกษตรทุกชนิด เช่น ทำนา หากทำปีละครั้ง ราคาข้าวจะไม่หลุดตันละหมื่นบาทแน่ แต่ชาวนากลับทำถึงสามรอบ” กฤษฎา บุญราช

ด้านนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่าตอนนี้ทุเรียนปลูก 9 แสนไร่ ทางกระทรวงพาณิชย์ ได้วิเคราะห์ตลาดจีน ยังมีความต้องการ แต่ส่งออกไปจีนถึง 80% เป็นที่กังวล น่าจะเปิดตลาดมากกว่านี้ หากมีการปลูกทุเรียนขึ้นล้านกว่าไร่ ต้องเฝ้าระวังให้มากขึ้น ตนได้สอบถามกระทรวงพาณิชย์ ยังไม่ตอบมา ว่าจะต้องปลูกเท่าไหร่ จึงสมดุลตลาดและราคาไม่ตก สิ่งสำคัญมีแนวโน้มส่งออกประมาณการณ์ล่วงหน้า มีกี่ประเทศที่จะเปิดส่งออกได้เพิ่ม ส่งมาให้กระทรวงเกษตรฯด้วย