ส่องเกษตร : ผู้ปิดทองหลังพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409630

449007

ส่องเกษตร : ผู้ปิดทองหลังพระ

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ข่าวว่าคนไทยหลบร้อนไปเที่ยวต่างประเทศเป็นจำนวนหลักแสน ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงที่ดอกซากุระ สัญลักษณ์อันลือนามของญี่ปุ่นยังเบ่งบานอยู่ คนไทยที่ไม่เคยเจอกันในเมืองไทยจึงมีโอกาสได้ไปเจอกันเพราะดอกซากุระบานนั่นเอง

เมื่อเอ่ยถึงดอกซากุระ หากเป็นเมืองไทยผมนึกถึงดอกนางพญาเสือโคร่งที่สถานีทดลองเกษตรที่สูงขุนวางขึ้นมาทันที จะเป็นด้วยความผูกพันหรือสิ่งใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้เหตุการณ์ต่างๆในชีวิตผมเกี่ยวพันกับสถานที่แห่งนี้ และช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาผมก็ได้มีโอกาสไปเยือนสถานีแห่งนี้ เลยขึ้นไปถึงสถานีทดลองเกษตรที่สูงขุนวางกับคณะของผู้ที่เคยเข้าอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงของสำนักงาน ก.พ. รุ่นที่ 42 หลายๆ ท่าน ถือว่าเป็นการเดินทางครั้งแรกสำหรับสถานที่แห่งนี้ และค่อนข้างตื่นตาตื่นใจสำหรับทุกท่าน โดยเฉพาะท่านที่ไม่ได้อยู่ในสาขาเกษตร เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นต้นและผลของแมคคาเดเมีย และต้นนางพญาเสือโคร่ง เจ้าของฉายาดอกซากุระเมืองไทย ถึงแม้ว่าจะไม่มีดอกให้เห็นแล้วก็ตาม รวมทั้งได้เข้าใจและลึกซึ้งกับชีวิตของนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ผู้ซึ่งมีความสุขกับงานที่ทำมากกว่าความกระตือรือร้นในการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง

สถานีทดลองเกษตรที่สูงขุนวาง สังกัดศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ สถาบันวิจัยพืชสวน สถานีทดลองแห่งนี้เกิดขึ้นมาได้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯได้เสด็จพระราชดำเนินมา ณ ที่ตั้งของสถานี ณ ปัจจุบัน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2523 ซึ่งสมัยนั้นที่แห่งนี้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชาวไทยภูเขา ตามการกราบบังคมทูลของ ม.จ.ภีศเดช รัชนี จึงทรงมีพระราชดำรัสให้กองพืชสวน ของกรมวิชาการเกษตร เข้ามาดำเนินการใช้พื้นที่ในการทดลองและขยายพันธุ์พืชสำหรับพื้นที่สูง โดยเน้นให้เป็นไม้ที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับพื้นที่ ต่อในปี 2524 จึงตั้งเป็นสถานีทดลองเกษตรหลวงขุนวาง และในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2527 พระองค์ได้เสด็จฯมายังสถานีแห่งนี้ และได้ทรงปลูกต้นแมคคาเดเมียต้นแรกในวันดังกล่าว ปัจจุบันต้นแมคคาเดเมียต้นนี้ก็ยังคงอยู่

ข้าราชการในยุคก่อตั้งของสถานีแห่งนี้ที่สำคัญคือ คือ คุณดำเกิง ชาลีจันทร์ (ปัจจุบันคือพระอาจารย์ดำเกิง) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถานีในยุคแรก มีส่วนสำคัญในการวางรากฐานของการพัฒนาและการคัดเลือกพืชมาปลูกในสถานที่แห่งนี้ นักวิจัยเก่งๆ หลายคนก็เกิดจากสถานีแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นคุณจำรอง ดาวเรือง คุณชลธี นุ่มหนู คุณพิจิตร ศรีปินตา คุณเกษม ทองขาว และคนอื่นๆ อีกมาก ต้นนางพญาเสือโคร่งก่อนที่จะโด่งดังไกลนั้น เกิดจากแนวคิดการพัฒนาของคนเพียงไม่กี่คน กลุ่มคนเหล่านี้ยังคงพอใจที่จะยืนนิ่งมองความสำเร็จของความเพียรพยายาม ยืนมองผู้คนที่ขึ้นมาเยือนในมุมสงบของตนเอง ชื่นใจกับความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาที่แตกต่างไปจากยุคเริ่มแรก มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไปจากเดิมในแทบทุกด้าน ในขณะที่นักวิจัยเหล่านี้ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทำงานในสถานี รอดูผลสำเร็จ แล้วเริ่มงานใหม่เป็นวัฏจักรวนๆ ไป จนหลายๆ คน เมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองยังไม่มีบ้านพักเป็นของตนเอง เนื่องจากมัวแต่ทำงานจนลืมนึกไป กลายเป็นเรื่องเล่าของนักวิจัยที่ขำไม่ออก

ในส่วนตัวผม ผมชื่นชมกับนักวิจัยผู้ทุ่มเทและเสียสละอย่างสุดซึ้ง ผมได้แต่หวังว่าเขาเหล่านี้ จะสามารถได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความทุ่มเท การเป็นผู้ปิดทองหลังพระของนักวิจัยคงถึงเวลาแล้วที่ผู้คนทั่วไปจะได้รับรู้ เข้าใจ และตอบแทนเขาเหล่านั้นบ้าง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

พร้อมจ่ายชดเชยเรือประมงออกนอกระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409633

x

พร้อมจ่ายชดเชยเรือประมงออกนอกระบบ

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะประธานคณะทำงานจ่ายค่าชดเชยเรือประมงที่ประสงค์นำออกนอกระบบ เปิดเผยหลังประชุมซักซ้อมความเข้าใจแนวทางปฏิบัติวิธีจ่ายค่าชดเชยเรือประมงออกนอกระบบ ระยะที่ 1 จำนวน 252 ลำว่า ขณะนี้คณะทำงานฯทุกจังหวัดพร้อมดำเนินการตามขั้นตอนการจ่ายค่าชดเชยแล้ว โดยแบ่งจ่ายเงินเป็น 2 งวดคือ งวดที่ 1:จ่าย 30% ซึ่งขั้นตอนนี้ สำนักงานประมงจังหวัดจะแจ้งเจ้าของเรือประมงตามบัญชีรายชื่อที่ได้ประกาศไว้ให้มายื่นคำร้องขอรับเงินค่าชดเชย ภายใน 30 วัน หลังได้รับหนังสือแจ้ง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน ณ สำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ ซึ่งเมื่อตรวจสอบเอกสารและทำสัญญาฯจะเริ่มจ่ายเงินงวดแรกได้เลย

สำหรับเอกสารที่ผู้ประกอบการเรือประมงต้องเตรียมยื่นคำร้องขอรับเงินค่าชดเชยฯ ประกอบด้วย (1) สำเนาทะเบียนเรือและสำเนาใบอนุญาตใช้เรือ (ถ้ามี) (2) สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิรับเงิน ประเภทออมทรัพย์หรือประแสรายวัน รับเฉพาะบัญชีของธนาคารกรุงไทย (3) สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งรับรองโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายไม่เกินหกเดือน (4) นำบัตรประชาชนของผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเรือประมงที่ประสงค์นำออกนอกระบบ ให้เจ้าหน้าที่ที่รับยื่นแบบคำร้องฯ จัดทำไว้เป็นหลักฐาน กรณีมอบอำนาจให้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจแทน (5) ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในสำเนาเอกสารและหลักฐานทุกฉบับ โดยผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเรือที่ประสงค์นำออกนอกระบบ หรือผู้รับมอบอำนาจ แล้วแต่กรณี และงวดที่ 2 จ่าย 70% จะจ่ายหลังเสร็จการรื้อทำลายเรือ และผู้ประกอบการเรือประมงจะได้รับเงินที่เหลือทั้งหมดไม่เกิน 15 กันยายน ในส่วนเรือประมง ระยะที่ 2 อีก 53 ลำ คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2563 หากชาวประมงมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเล 22 จังหวัด

กรมชลฯยันแล้งนี้ภาคตอ.พ้นวิกฤติ คลอด5แผนหลักเพิ่มน้ำต้นทุนรับEEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409634

x

กรมชลฯยันแล้งนี้ภาคตอ.พ้นวิกฤติ คลอด5แผนหลักเพิ่มน้ำต้นทุนรับEEC

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำใน 8 จังหวัดภาคตะวันออก ว่า เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยฤดูแล้งปีนี้มีปริมาณน้ำในต้นทุนในแหล่งกักเก็บ 61 แห่งและน้ำใช้จากอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและแหล่งน้ำอื่นๆ รวม 2,800 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยจัดสรรน้ำไว้ใช้ทุกกิจกรรมรวม 2,000 ล้านถึง 30 มิถุนายน ที่เหลืออีกประมาณ 700 ล้านลบ.ม. สำหรับไวัใช้ต้นฤดูฝนประมาณเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ได้คาดการณ์ว่าฝนปี 2562 จะน้อยกว่าปีปกติ กรมฯจึงมีมาตรการประหยัดน้ำเพิ่มเติม โดยขอความร่วมมือจากภาคเอกชนลดใช้น้ำ 10% ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 เป็นต้นมา ทำให้ประหยัดน้ำได้เพิ่มอีกกว่า 100 ล้านลบ.ม. จึงมั่นใจได้ว่าแม้ฝนจะขาดไปจนถึงเดือนกันยายน ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และท่องเที่ยวของทางภาคตะวันออกจะมีน้ำใช้ ไม่ประสบปัญหาภัยแล้งแน่นอน

“แม้ปัจจุบันปริมาณน้ำต้นทุนในภาคตะวันออกจะเพียงพอกับความต้องการก็ตาม แต่ในอนาคตความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้น กรมร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)ประเมินว่า ปี 2569 ทั้ง 8 จังหวัด ภาคตะวันออกต้องการน้ำประมาณ 2,530 ล้านลบ.ม. และปี 2579 จะเพิ่มเป็น 2,675 ล้านลบ.ม. และโดยเฉพาะการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในจ.ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งปัจจุบันต้องการน้ำประมาณ 1,313 ล้านลบ.ม จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,705 ล้านลบ.ม.ในปี 2569 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จำเป็นต้องจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นให้ได้อีกไม่น้อยกว่า 500 ล้าน ลบ.ม.ภายใน 20 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีน้ำต้นทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)อยู่แล้วประมาณ 1,440 ล้านลบ.ม.

สำหรับแผนจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมประกอบด้วย 5 แผนงานหลัก ได้แก่ 1.ปรับปรุงแหล่งน้ำ 7 แห่งที่มีอยู่เดิมเก็บน้ำได้เพิ่ม 102 ล้านลบ.ม. 2.สร้างแหล่งเก็บน้ำใหม่ลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี 4 แห่งได้ความจุน้ำรวม 309 ล้านลบ.ม. เพื่อจะผันน้ำมารองรับพื้นที่ EEC 100 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันการก่อสร้างสถานีสูบน้ำเสร็จแล้ว ส่วนอ่างเก็บน้ำดำเนินการแล้วเสร็จ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างฯคลองประแกด อ่างฯคลองพะวาใหญ่ และอ่างฯคลองหางแมว สำหรับ อ่างฯวังโตนด มีความจุ 100 ล้านลบ.มอยู่ในขั้นตอนศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะสามารถผันน้ำได้ภายในปี 2566

3.การปรับปรุงสถานีสูบน้ำพานทอง เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอ่างฯ บางพระ 50 ล้านลบ.ม. ต่อปีคาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนเดือนมิถุนายน 2562 และระบบผันน้ำ อ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนองค้อ-อ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อการบริหารจัดการร่วมกับการผันน้ำจากลุ่มวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการสูบน้ำกลับท้ายอ่างฯ จากคลองสะพาน-อ่างฯ ประแสร์ 4.สูบน้ำกลับท้ายอ่างฯ 1โครงการคือ ก่อสร้างระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างฯ ประแสร์ จะทำให้มีน้ำใช้การเพิ่มขึ้นอีก 50ล้านลบ.ม. และ5.การหาแหล่งน้ำสำรอง และบริหารจัดการความต้องการน้ำของเอกชน ซึ่งจะได้น้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 77 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ กรมฯน้อมนำศาสตร์พระราชาเรื่องอ่างพวงมาใช้ในภาคตะวันออก โดยก่อสร้างระบบผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างอ่างเก็บน้ำที่สำคัญเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคการเกษตรมีน้ำสมบูรณ์พอ

ตั้งกก.ขับเคลื่อนเดินหน้าเกษตรอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409632

x

ตั้งกก.ขับเคลื่อนเดินหน้าเกษตรอัจฉริยะ

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมียุทธศาสตร์สำคัญเรื่องพัฒนาขีดความสามารถใหม่ให้เศรษฐกิจไทย โดยภาคการเกษตรมีแนวทางที่สำคัญในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการผลิตในภาคเกษตร คือ “เกษตรอัจฉริยะ” ในส่วนกระทรวงเกษตรฯมีแนวทางสนับสนุนการทำเกษตรอัจฉริยะ โดย นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะขึ้น เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 มีหน้าที่กำหนดนโยบายและแผน ตลอดจนขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรฯโดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาสู่การเกษตรอัจฉริยะในอนาคต เน้นงานในรูปแบบประชารัฐ ตลอดจนบูรณาการหน่วยงานภายในและนอกประเทศ รวมทั้งหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงบริษัทเอกชนต่างๆ

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานขับเคลื่อนของคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ ได้ประสานความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งในและนอกประเทศ เพื่อนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในแปลงเรียนรู้ มุ่งเน้นการจัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตพืช 6 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง และสับปะรด ในพื้นที่แปลงใหญ่ โดยมีพื้นที่ทดสอบรูปแบบละไม่น้อยกว่า 10 ไร่ (รวม 20 ไร่/พืช) รวมถึงการปลูกมะเขือเทศในโรงเรือนอัจฉริยะเพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรมาเรียนรู้เพื่อนำไปขยายผลในแปลงของตนเองได้

ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการได้ขับเคลื่อนโครงการอย่างจริงจัง โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 กระทรวงเกษตรฯทำ MOU ความร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISDA และ Hokkaido University ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะจากภาคเอกชนของญี่ปุ่น ผู้ซึ่งนำผลงานวิจัยจาก Hokkaido University ไปขยายผลสู่การปฏิบัติมาช่วยสนับสนุนการทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะในประเทศไทย ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ได้เดินทางประสานความร่วมมือที่จีน โดยหารือกับหน่วยงานรัฐมหาวิทยาลัยเกษตรอันฮุย มหาวิทยาลัยซูโจว และภาคเอกชนที่ชำนาญด้านเกษตรอัจฉริยะ โดยยินดีสนับสนุนการทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี IoT และ Sensors ทางการเกษตร เพื่อนำมาทดสอบใช้ในแปลงเกษตรกร โรงเรือนมะเขือเทศ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

ดร.วราภรณ์กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรฯโดยคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ จึงกำหนดจัดสัมมนาเกษตรอัจฉริยะวันที่ 24 เมษายน เพื่อสร้างความเข้าใจการเรียนรู้การเกษตรอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานเกษตรอัจฉริยะ นอกจากนี้ ยังประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง จัดการฐานข้อมูล (Big Data) ด้านเกษตรอัจฉริยะ ระหว่างวันที่ 25 – 26 เมษายน มี ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน เพื่อสร้างการรับรู้ด้านการพัฒนา Bug Data รวมถึงการระดมความคิดจากหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศพัฒนายกร่าง Big Data Platform ด้านการเกษตรอัจฉริยะ เพื่อขับเคลื่อนต่อไป

กษ.สนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ ต่อยอดโครงการอาหารกลางวันสู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409635

x

กษ.สนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ ต่อยอดโครงการอาหารกลางวันสู่ชุมชน

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรสนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการจัดทำโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน มาตั้งแต่ปี 2523 โดยมีพระราชประสงค์ให้เด็กนักเรียนมีสุขภาพอนามัยบริบูรณ์แข็งแรงบริโภคอาหารที่ได้จากการทำเกษตรเองในโรงเรียน ซึ่งเด็กนักเรียนจะได้เรียนรู้เทคนิคปลูกผัก ผลไม้ การเก็บเกี่ยวแปรรูป และถนอมอาหาร จากการลงมือทำจริงและยังทรงหาแนวทางช่วยพัฒนาชุมชนโดยให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร เป็นแหล่งกระจายพันธุ์ดีสู่ชุมชนห่างไกล และถ่ายทอดความรู้จากเด็กนักเรียนไปยังชุมชนด้วย

ในปี 2562 กรมทำโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม และโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครรวม 747 โรงเรียน ใน 50 จังหวัด ผลดำเนินงานที่ผ่านมา นอกจากทำให้เด็กนักเรียนมีอาหารบริโภคเพียงพอแล้ว นักเรียนยังได้ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยตามแนวทางการผลิตสินค้าเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP: Good Agricultural Practice) ซึ่งกรมขยายผลสู่ชุมชนตามพระราชประสงค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2560-2569) ที่ขยายผลจากโรงเรียนสู่ชุมชน พัฒนาสถานศึกษาเป็นศูนย์บริการความรู้ โดยนำองค์ความรู้ด้านเกษตรจากโรงเรียนมาผลิตอาหารในครัวเรือน ดำเนินการใน 50 จังหวัด จังหวัดละ 1 แห่ง โดยเลือกผู้ปกครองที่บุตร-หลาน เรียนอยู่ในโรงเรียนและมีฐานะยากจน แต่ต้องมีพื้นที่ทำเกษตร มีการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อทำเกษตรแบบผสมผสาน ส่งเสริมให้ครอบครัวของนักเรียนทำการเกษตรแบบยั่งยืน ถนอมและแปรรูปอาหาร

ดังนั้น เพื่อให้การขยายผลแนวทางดังกล่าวไปสู่ชุมชนรอบโรงเรียน ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ กรมส่งเสริมการเกษตร และประชาชนทั่วไป จึงร่วมใจกันสร้างอาคารภายในโรงเรียนสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนขึ้นช่วง 4 ปีแรกของโครงการฯ  (พ.ศ.2522 – 2525) 5 โรงเรียน ใน 5 ภูมิภาค เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับการเรียนการสอนด้านการเกษตร การจัดการผลผลิตการเกษตรของโรงเรียนอย่างเป็นระบบ สำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดตามหลัก GMP โดยก่อสร้างเป็นอาคาร ขนาด 10 x 15 เมตร และยังเป็นสถานที่ให้คนในชุมชนใช้ประโยชน์ด้านจัดการผลผลิตทางการเกษตรตามแนวการปฏิบัติที่ดี สำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดในอนาคต

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมขอพระราชทานชื่ออาคาร เพื่อเป็นเกียรติประวัติและเป็นสิริมงคลแก่กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานชื่ออาคารว่า “เกษตรสิริสุข”  มีความหมายว่า “อาคารซึ่งเป็นสถานที่แห่งความสุขและความเป็นมงคลด้านการเกษตร” พร้อมพระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญอักษรพระนามาภิไธย “สธ” ประดับที่ป้ายชื่ออาคารและพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์จะเสด็จเปิดอาคารเกษตรสิริสุขให้ครบทั้ง 5 แห่งด้วย

เกษตรริมทางรถไฟ สร้างรายได้งามๆมากว่า15ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409603

เกษตรริมทางรถไฟ สร้างรายได้งามๆมากว่า15ปี

เกษตรริมทางรถไฟ สร้างรายได้งามๆมากว่า15ปี

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562, 15.40 น.

เกษตรกรในพื้นที่บ้านปากคลอง ม.1 ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เปลี่ยนที่ดินว่างเปล่าเป็นแปลงเกษตรหันมาปลูกผักริมทางรถไฟสร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน เลี้ยงครอบครัวมายาวนานกว่า 15 ปี บนเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ให้ผู้ที่นั่งโดยสารรถไฟได้เห็นกันทั้งสองข้างทาง

 

 

นางเครือวัลย์  ขาวสังข์ อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 637 ม.1 ต.มะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เล่าว่า ตนและครอบครัวยึดอาชีพปลูกผักริมรางรถไฟมายาวนานกว่า 15 ปีแล้ว โดยการรถไฟได้แบ่งเนื้อที่ให้เพาะปลูกโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ผักที่นิยมปลูกส่วนใหญ่ก็จะเป็นผักสวนครัว เช่น ต้นหอม ผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักคะน้า และไม้ดอกอย่างดอกดาวเรืองบ้าง การปลูกผักแต่ละชนิด ก็จะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศด้วย ว่าช่วงไหนควรปลูกผักชนิดใดได้บ้าง ซึ่งการปลูกผักริมรางนี้ก็ถือเป็นอาชีพหลักของตนและครอบครัว สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ส่วนพืชผักที่ปลูกส่วนใหญ่ก็จะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงแปลงเกษตร บ้างก็แบ่งขายให้กับคนในชุมชนได้นำไปประกอบอาหาร เพราะเป็นผักที่ปลอดสารพิษ อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าท้องตลาดอีกด้วยจึงเป็นที่นิยมบริโภคของชาวบ้านและคนในชุมชนบ้านปากคลอง

กษ.ชวนเที่ยวมหกรรมเกษตรอินทรีย์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409351

x

กษ.ชวนเที่ยวมหกรรมเกษตรอินทรีย์ฯ

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวระหว่างเป็นประธานแถลงข่าวจัดมหกรรมเกษตรอินทรีย์ “เกษตรอินทรีย์ ดินดีวิถีไทย อาหารปลอดภัย สู่การเกษตรยั่งยืน”ว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ปี 2564 มีเป้าหมายเกษตรกรรมยั่งยืน 5 ล้านไร่ เกษตรอินทรีย์มีเป้าหมาย 6 แสนไร่ ซึ่งอาจไม่พอต่อแรงกดดันจากการแข่งขัน จะทำอย่างไรให้เกษตรอินทรีย์มีพื้นที่มากกว่า 6 แสนไร่ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์มาต่อเนื่อง โดยขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ให้บูรณาการทำงานกับทุกภาคส่วน กระทรวงเกษตรฯโดยกรมพัฒนาที่ดินจึงจัดมหกรรมเกษตรอินทรีย์ “เกษตรอินทรีย์ ดินดีวิถีไทย อาหารปลอดภัย สู่การเกษตรยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 27-28 เมษายน ที่ศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ดินและน้ำ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปตระหนักคุณค่าและความสำคัญของการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ ที่ยั่งยืนต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

“การทำเกษตรกรรมยั่งยืนมี 2 เรื่องสำคัญคือ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน การทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรรมยั่งยืนทุกรูปแบบ เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร เกษตรผสมผสาน ถ้านำ AgriMap ช่วยงานขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนและทำให้ดินสมบูรณ์ทุกพื้นที่เป้าหมาย และสองคือ วันดินโลก ทั่วโลกยกย่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางดินเพื่อมนุษยธรรม ซึ่งนานาชาติประจักษ์และเห็นว่าพระราชดำริแนวทางแก้ปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะทำให้โลกเกิดการพัฒนาภาคการเกษตรแบบยั่งยืนได้ โดยวันดินโลกปี 2562 “Stop Soil Erosion, Save our Future” ดำเนินการรณรงค์ 100 กว่าล้านไร่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทั้งหมดนี้ผมเชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์จะประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม บรรลุเป้าหมายสร้างความมั่นคงมั่งคั่ง ยั่งยืน ให้ภาคเกษตรได้อย่างแท้จริง” นายวิวัฒน์ กล่าว

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานมีกิจกรรมน่าสนใจ ได้แก่ การบรรยายพิเศษและเสวนานาตีแผ่คัมภีร์ เคล็ดลับทำเกษตรอินทรีย์ให้ประสบผลสำเร็จ โดยวิทยากรที่เชี่ยวชาญด้านเกษตรอินทรีย์ นิทรรศการเกษตรอินทรีย์และสวนสืบสานศาสตร์พระราชา การจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ของดีภาคอีสาน การบริการตรวจวิเคราะห์ดิน การร่วมประกาศปฏิญญาสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาที่ดินจึงขอเชิญผู้สนใจมาเที่ยวงานมหกรรมเกษตรอินทรีย์ และเยี่ยมชมศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย (CESRA) เป็นโอกาสดีที่จะได้รวมพลคนหัวใจเกษตรอินทรีย์ รวมพลังทำดินดี ผลิตอาหารปลอดภัยให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิตอาหารปลอดภัยที่ดีสุดของโลก

นอกจากนี้ ยังเชิญร่วมงานวิ่ง “CESRA Country Road Run” วันที่ 28 เมษายนอีกด้วย ผู้สนใจสอบถามได้ที่กลุ่มวิจัยและพัฒนาหมอดินอาสาและบริหารจัดการเครือข่าย กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน หมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-4194 และเข้าร่วมงานมหกรรมเกษตรอินทรีย์ ที่ศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ดินและน้ำ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตามวันและเวลาดังกล่าว

รักษ์เกษตร : ใช้สมุนไพรในการป้องกันและไล่แมลงศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409350

x

รักษ์เกษตร : ใช้สมุนไพรในการป้องกันและไล่แมลงศัตรูพืช

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีป้องกันและขับไล่แมลงศัตรูพืช โดยใช้สมุนไพร ว่าจะใช้อะไรได้บ้างครับ

เรืองฤทธิ์ คมสรศาสตร์

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ

วิธีทำน้ำสกัดสมุนไพรในการป้องกันและไล่แมลงศัตรูพืช เป็นวิถีภูมิปัญญาชาวบ้านที่สั่งสมมาจากพื้นที่ต่างๆ พอจะรวบรวมเป็นแนวทางการปฏิบัติเบื้องต้น ได้ดังนี้

1. การทำสารจับใบที่ได้จากน้ำสบู่ ทำได้โดยใช้สบู่ซันไลท์ 1 ก้อน หั่นเป็นฝอย เติมน้ำอุ่น 1 ลิตร คนให้ละลาย น้ำสบู่นี้ เป็นสารจับใบ จะใช้เติมในน้ำสมุนไพรได้ทุกสูตร เพื่อให้น้ำยาเกาะติดใบและตัวแมลงได้ดีขึ้น อัตราที่ใช้คือ ใช้น้ำสบู่ 3 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำสมุนไพรที่ผสมแล้ว 20 ลิตร

2. การทำน้ำสกัดจากสะเดา ข่า และตะไคร้หอม ซึ่งทำได้โดยใช้ เมล็ดสะเดา ข่าแก่ ใบตะไคร้หอม อย่างละ 2 กิโลกรัม นำมาโขลกหรือตำ แล้วแช่น้ำ 20 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง ทิ้งไว้ในที่ร่ม กรองเอากากออก น้ำยาที่ได้จะเข้มข้น เวลาใช้ควรเจือจางด้วยน้ำประมาณ 8 เท่า และผสมน้ำสบู่ 3 ช้อนโต๊ะ เป็นสารจับใบ เพื่อให้น้ำยาเกาะติดใบและตัวแมลงได้ดีขึ้น สูตรนี้ ใช้ฉีดป้องกันและกำจัดหนอนและแมลงต่างๆ แต่ก็ใช้ไม่ได้กับแมลงปีกแข็ง พวกด้วง และเต่าทอง

3. การทำน้ำสกัดจาก ขมิ้น โล่ติ๊น พริกขี้หนู สาบเสือ ยาสูบ ให้นำมาโขลก หรือตำให้ละเอียด แล้วคั้นน้ำ และผสมน้ำสบู่ 3 ช้อนโต๊ะ โดยนำไปฉีดพ่นจำพวกหนอน ให้ฉีดพ่นทุกๆ 3 วัน ควรตรวจดูแมลงทุกวัน ถ้าพบให้ใช้มือจับตัวไปกำจัดบ้างก็ได้

4. การทำน้ำว่านหางจระเข้ และกระเทียม ให้ใช้อย่างละ 200 กรัม ให้นำมาโขลกหรือตำให้ละเอียด แล้วกรองเอากากออก เติมน้ำ 20 ลิตร เติมน้ำส้มสายชู 100 มิลลิลิตร และเติมน้ำสบู่สารจับใบ ใช้ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน เพื่อป้องกันโรคราแป้งของพืชตระกูลแตงได้ และพบว่า กระเทียมมีผลต่อการป้องกันโรคราแป้งบนใบแคนตาลูปได้ดีมาก

5. การใช้วัสดุเปลือกไข่ โดยนำเปลือกไข่มาห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วเผา และนำมาทุบให้พอละเอียด นำไปโรยรอบๆ ต้นพืช ช่วยป้องกันหนอนกระทู้ได้

6. การใช้กับดักกาวเหนียวดักแมลง โดยการใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช ที่มีขายตามท้องตลาด จะช่วยลดแมลงศัตรูพืชได้มากในระยะแรกของการทำเกษตรธรรมชาติ สามารถปลูกพืชได้ผลดี

การฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติในไร่นา ในรูปแบบที่ไม่ใช้สารเคมี ในระยะแรกๆ นั้น อาจจะประสบปัญหาโรคและแมลงรบกวนบ้าง เนื่องจากดินที่เริ่มถูกปรับปรุง ยังไม่มีความอุดมสมบูรณ์ดีพอ และมีสารปนเปื้อนอยู่มาก ทำให้พืชยังไม่สามารถเติบโตและแข็งแรงได้อย่างเต็มที่ ทำให้อ่อนแอต่อการทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช อีกทั้งศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชก็ยังน้อยอยู่ จึงทำให้เกษตรกรประสบปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวน ถ้ามีการจัดการที่ดี จะทำให้ปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชลดลงพร้อมทั้งผลผลิตก็จะสูงขึ้น การเพาะปลูกพืชก็ง่ายขึ้น นั่นหมายถึง ต้นทุนการผลิตลดลง แต่ผลผลิตสูงขึ้น ซึ่งเป็นการทำการเกษตรที่ยั่งยืน

นาย รัตวิ

กรมประมงชู‘กะพงขาว’ ต้นแบบผลสำเร็จเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409354

x

กรมประมงชู‘กะพงขาว’ ต้นแบบผลสำเร็จเกษตรแปลงใหญ่

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมงเปิดเผยว่า ปลากะพงขาว เป็นหนึ่งในชนิดสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่กรมประมงส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงรวมกลุ่มและเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐาน รวมทั้งเพิ่มความสามารถแข่งขันในตลาดระดับพรีเมียม ซึ่งปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพงขาว จ.ฉะเชิงเทรา ภายใต้สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย ถือเป็นต้นแบบการรวมกลุ่มตามโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ เปิดช่องทางการตลาดเป็นสินค้าสัตว์น้ำชนิดแรก เพื่อกระจายผลผลิตไปยังฝ่ายครัวการบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีออเดอร์เนื้อปลากะพงขาวแช่แข็งนำไปใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารให้ผู้โดยสารการบินไทยกว่า 523 ตัน เป็นการใช้แนวทางตลาดนำการผลิตได้ผลเป็นรูปธรรม ด้วยผลผลิตที่มีคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย ได้รับการรับรองมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) มีการปฏิบัติตามแนวทางการใช้แรงงานที่ดี (GLP) รวมทั้งอาหารที่ใช้เลี้ยงมาจากวัตถุดิบที่ทำประมงถูกกฎหมายมีกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต (Traceability) ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจ

ล่าสุด สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)ทำบันทึกข้อตกลงเพื่อการซื้อขายปลากะพงขาวขึ้น รองรับความต้องการของผู้บริโภคบนสายการบินอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังทำบันทึกข้อตกลงเพื่อการผลิตและแปรรูปปลากะพงขาว กับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เพื่อให้กระบวนการแปรรูปและแช่แข็งวัตถุดิบยังคงคุณภาพดีก่อนนำไปประกอบอาหารเสิร์ฟผู้โดยสารบนสายการบิน ซึ่งการจัดทำข้อตกลงครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ทั้งนี้ กรมประมงพร้อมสนับสนุนเกษตรกรพื้นที่อื่นพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายฐานการผลิตปลากะพงขาวสนองผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งผลักดันสินค้าสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นเชื่อมโยงตลาดกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ต่อไปในอนาคต

ด้านนางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายครัวการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2559 เป็นต้นมา การบินไทยสั่งซื้อปลากะพงขาวจากกลุ่มเกษตรกรฉะเชิงเทรา ซึ่งบริษัทฯ ได้รับวัตถุดิบคุณภาพดี ได้มาตรฐาน ผู้ใช้บริการตอบรับดีมาตลอด สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ การบินไทยยินดีสนับสนุนปลากะพงขาวจากการเพาะเลี้ยงของกลุ่มเกษตรกรในสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย ในโครงการ “จากผืนน้ำสู่ผืนฟ้า” สู่ครัวการบินไทยต่อเนื่อง เป็นครั้งที่ 3 ระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2562 – 2565) ซึ่งครัวการบินไทยต้องการใช้ปลากะพงขาวเป็นวัตถุดิบทำอาหารถึงปีละ 50 ตัน ซึ่งการสนับสนุนดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมตลาดและศักยภาพการผลิตสินค้าประมงของผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทยสู่สากล

สยามคูโบต้าผนึกภาครัฐ รณรงค์เกษตรปลอดเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409352

x

สยามคูโบต้าผนึกภาครัฐ รณรงค์เกษตรปลอดเผา

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเป็นผู้นำนวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เปิดตัวโครงการ “Zero Burn เกษตรปลอดการเผา” ส่งเสริมเกษตรกรทำการเกษตรปลอดภัยไร้ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 และสร้างรายได้เพิ่มจากการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแบบครบวงจร

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัดกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติค่าฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 เกินมาตรฐาน หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาคือ การเผาในที่โล่ง บริษัทฯจึงเล็งเห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าวในภาคการเกษตร จึงร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน พร้อมกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จัดโครงการ “Zero Burn เกษตรปลอดการเผา” ตั้งเป้าทำพื้นที่ภาคการเกษตรของไทยที่มีกว่า 140 ล้านไร่ ให้ปลอดการเผา 100% ภายใน 3 ปี

โครงการ “Zero Burn เกษตรปลอดการเผา” เป็นโครงการรณรงค์ให้เกษตรกรทั่วประเทศเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการทำเกษตรที่ไม่เผาวัสดุเหลือใช้หลังเก็บเกี่ยว เช่น ฟางข้าว ตอซังข้าว ใบอ้อย และใบข้าวโพด เพื่อให้ภาคการเกษตรเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดฝุ่นควัน PM2.5 ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในปัจจุบัน โดยสยามคูโบต้าพร้อมหน่วยงานพันธมิตรจะลงพื้นที่ให้ความรู้และสนับสนุนการทำเกษตรปลอดการเผาด้วยเครื่องจักรกลการเกษตรกับเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหลัก ได้แก่ ข้าว อ้อยและข้าวโพด ในพื้นที่การเกษตรทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้ความรู้ในการเพิ่มรายได้จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร และส่งเสริมให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของอินทรีย์วัตถุในดินและการรักษาความชื้นในดิน เพื่อการทำเกษตรอย่างยั่งยืน ด้วยองค์ความรู้ KUBOTA (Agri) Solutions เกษตรครบวงจร ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้เกษตรกรมากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสยามคูโบต้าได้คิดค้นพัฒนาและทำวิจัยในการทำเกษตรด้วยวิธี KAS กับพืชเศรษฐกิจของไทยมาตั้งแต่ปี 2560 โดยนำองค์ความรู้ส่วนหนึ่งในช่วงการเก็บเกี่ยวและบำรุงพืช มาเป็นองค์ความรู้ให้เกษตรกรในโครงการ “Zero Burn เกษตรปลอดการเผา” ทั้งนี้ โครงการมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ซึ่งจะจัดกิจกรรมลงพื้นที่การเกษตรจริง เพื่อเปิดโครงการอย่างเป็นทางการเดือนเมษายนนี้