กรมชลฯยัน’เขื่อนแควน้อย-ลำปาว’มีน้ำสำรองพอใช้แม้ฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410091

กรมชลฯยัน'เขื่อนแควน้อย-ลำปาว'มีน้ำสำรองพอใช้แม้ฝนทิ้งช่วง

กรมชลฯยัน’เขื่อนแควน้อย-ลำปาว’มีน้ำสำรองพอใช้แม้ฝนทิ้งช่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562, 17.13 น.

กรมชลฯวอนประชาชนมั่นใจ! “เขื่อนแควน้อย-เขื่อนลำปาว”มีปริมาณน้ำสำรองเพียงพอใช้แม้ฝนทิ้งช่วง ขอความร่วมมือชาวนาหยุดทำนาปรังรอบ3

25 เม.ย.62 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังจากสิ้นเดือน เม.ย.62 นี้ โครงการส่งน้ำ-และบำรุงรักษาลำปาว จะทำการหยุดส่งน้ำเพื่อการเกษตร หลังจากที่ได้ส่งน้ำให้เกษตรกรทำนาปรังไปแล้วเกือบเต็มพื้นที่ ในฤดูแล้งปีนี้ หรือประมาณ 270,000 ไร่ เกินกว่าแผนที่กำหนดไว้ประมาณ 20,000 ไร่ ขณะนี้ได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

ทั้งนี้ เขื่อนลำปาวยังคงต้องระบายน้ำลงลำปาว เพื่อรักษาระบบนิเวศ วันละ 400,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และระบายน้ำนอนคลองให้กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งที่อยู่ในเขตชลประทาน ผ่านทางคลองส่งน้ำขวา กม.28 อีกประมาณวันละ 100,000 ลูกบาศก์เมตร รวมทั้งกิจกรรมใช้น้ำด้านอื่นด้วย ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคตลอดช่วงฤดูแล้งนี้

สถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาว ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประมาณ 481 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 24 ของความจุอ่างฯ มีเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 381 ล้าน ลบ.ม.คาดการณ์ว่าเมื่อถึงสิ้นเดือน พ.ค.62 จะมีน้ำเหลือในอ่างฯประมาณ 400 ล้าน ลบ.ม.ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุม และเพียงพอที่จะจัดสรรให้เกษตรกรด้านท้ายอ่าง ได้ทำนาปีในช่วงต้นฤดูกาลได้ตามปกติ แม้ว่าในปีนี้จะมีการคาดการณ์กันว่าฤดูฝนปีนี้จะมาล่าช้าจากต้นเดือนพฤษภาคมไปกลางเดือนพฤษภาคมก็ตาม ซึ่งทางโครงการได้แจ้งเตือนเกษตรกรให้งดการทำนาปรัง ครั้งที่ 2 ไปแล้วก่อนหน้านี้

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนนั้น ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า โดยปกติปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยแต่ละปีในพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวค่อนข้างจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทำให้บางปีมีน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำหรือที่เรียกว่า “ทาม” ด้านท้ายเขื่อน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการทำนาปีและเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ประมาณ 5,000 ไร่ กรมชลประทาน ได้ศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไว้ 2 กรณี คือ เปิดพื้นที่ให้รับน้ำนองเช่นเดียวกับบางระกำโมเดล โดยปล่อยน้ำให้เกษตรกรทำนาและเก็บเกี่ยวให้เสร็จก่อนน้ำหลาก เมื่อถึงเดือนกันยายนจึงปล่อยให้เป็นพื้นที่เก็บน้ำได้ประมาณ 16 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าว ยังมีเกษตรกรบางส่วนไม่พร้อมดำเนินการ จึงเสนอแนะวิธีการขุดลอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำออกจากที่ลุ่มต่ำได้ภายใน 2 อาทิตย์ หรือทำพนังกั้นน้ำโอบป้องกันน้ำเข้าท่วม โดยจากการตรวจสอบพบว่าปัญหาน้ำท่วมไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ประกอบกับภายหลังจากที่มีการเพิ่มความจุให้กับเขื่อนลำปาว ทำให้สามารถเก็บน้ำได้เพิ่มมากขึ้นอีกประมาณ 500 ล้าน ลบ.ม.รวมไปถึงการคาดการณ์ที่แม่นยำของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าในปีนี้จะสามารถควบคุมสถานการณ์พื้นที่ท้ายเขื่อนลำปาวได้ กรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ได้วางแผนเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงนี้ ให้เต็มศักยภาพของความจุอ่างฯประมาณ 1,900 ล้าน ลบ.ม.เพื่อเป็นน้ำต้นทุนและช่วยบรรเทาอุทกภัยให้พื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำปาว

“ในอนาคตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว มีแผนการปรับปรุงระบบส่งน้ำระยะทางรวมกว่า 600 กิโลเมตร เป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำให้ได้รวดเร็ว และทั่วถึงเต็มพื้นที่ชลประทานที่มีอยู่มากกว่า 300,000 ไร่ ซึ่งระบบกระจายน้ำที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้มีต้นทุนน้ำสมบูรณ์เพียงพอแม้ในฤดูแล้ง และจะเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

ในส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปัจจุบัน (24 เม.ย.62) มีปริมาณน้ำเก็บกักประมาณ 275 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 30 ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำ ใช้การได้ประมาณ 232 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 25 ของความจุอ่าง ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค ตลอดจนสิ้นสุดช่วงฤดูแล้งนี้

สำหรับพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในเขตชลประทาน มีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะส่งให้พื้นที่การเกษตร ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรได้เก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน โครงการชลประทานพิษณุโลก ได้ให้เจ้าหน้าที่ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณน้ำดิบที่ใช้ในการผลิตประปา ได้เน้นย้ำให้ประสานกับการประปาส่วนภูมิภาค ในการติดตามปริมาณน้ำให้เพียงพอ ไม่ให้ขาดแคลนน้ำในการผลิตประปา ได้เตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงภัยแล้งนั้น โครงการ-ชลประทานพิษณุโลก ได้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้แก่เกษตรกร ในการเตรียมพร้อมรับมือปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยขอความร่วมมือให้งดทำนาต่อเนื่อง (นารอบที่ 3) เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะขึ้นในอนาคต

กรมการข้าวสุดเจ๋ง! พัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อสุขภาพ 5 สายพันธุ์ ผ่านการรับรองคุณภาพพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409998

กรมการข้าวสุดเจ๋ง! พัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อสุขภาพ 5 สายพันธุ์ ผ่านการรับรองคุณภาพพิเศษ

กรมการข้าวสุดเจ๋ง! พัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อสุขภาพ 5 สายพันธุ์ ผ่านการรับรองคุณภาพพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562, 12.04 น.

“กรมการข้าว สุดเจ๋ง พัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อสุขภาพ 5 สายพันธุ์ ผ่านการรับรองคุณภาพพิเศษ ลักษณะเด่นแล้ว ทั้งยับยั้งขยายตัวเซลล์มะเร็ง มีสารต้านอนุมูลอิสระ อีกเพียบ กรดเฟอรูลิค แกมมาออไรซานอล วิตามินอี ฟีนอลิค และฟลาโวนอยด์ ยังใช้ทำซีเรียลได้ ทดแทนนำเข้าข้าวจากออสเตรเลีย ได้ผลผลิตต่อไร่สูงทนโรค ”

25 เม.ย.นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ครั้งที่ 2/2562 ได้มีมติรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ จำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข81, ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62), ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62, ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 โดยแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่น ดังนี้

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 81 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง มีเมล็ดขนาดปานกลาง มีอายุเก็บเกี่ยว 106-109 วัน (โดยวิธีปักดำ) ผลผลิตเฉลี่ยในฤดูนาปรัง 917 กิโลกรัมต่อไร่ และฤดูนาปี 686 กิโลกรัมต่อไร่ รวงค่อนข้างแน่น จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 275 เมล็ด มีท้องไข่น้อย มีปริมาณอมิโลสตํ่า 16.45 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับแปรรูปเป็นซีเรียล ข้าวพองอบกรอบ มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับข้าวที่นำเข้าจากออสเตรเลีย เป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรม สามารถลดการนำเข้าจากประเทศออสเตรเลียได้ปีละหลายล้านบาท เหงงมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่นาชลประทานในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 83 (หอมนิลหนองคาย 62) เป็นข้าวเจ้าดำเพื่อสุขภาพที่มีความหอม มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้องสีม่วงดำ ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งฤดูนาปีและนาปรัง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 542 กิโลกรัมต่อไร่ ศักยภาพในการให้ผลผลิต 864 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 117 เมล็ด เมล็ดยาว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก มีสารต้านอนุมูลอิสระ กรดเฟอรูลิค แกมมาออไรซานอล วิตามินอี ฟีนอลิค และฟลาโวนอยด์ เมื่อหุงสุกข้าวสวยเหนียว นุ่ม มีกลิ่นหอม ต้านทานต่อโรคใบไหม้ในระยะกล้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานและนาน้ำฝน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดหรือพื้นที่ที่ต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ ซึ่งมีตลาดเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคข้าวเพื่อสุขภาพ

ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 เป็นข้าวเจ้าพื้นเมือง ไวต่อช่วงแสง เป็นพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 541 กิโลกรัมต่อไร่ มีลักษณะกอตั้ง ลำต้นแข็งปานกลาง ลักษณะรวงแน่นปานกลาง การแตกระแง้ปานกลาง จำนวนรวงต่อกอ 9 รวง มีปริมาณอมิโลส 16.82 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ ความคงตัวของแป้งสุกอ่อน เนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม ไม่มีความหอม มีศักยภาพให้ผลผลิตสูงในสภาพนาที่สูง ที่มีความสูง 1,000-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ค่อนข้างต้านทานต่อโรคใบไหม้ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 เป็นข้าวเจ้าพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ ไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงกอตั้ง ลำต้นแข็ง ลักษณะรวงค่อนข้างแน่น คอรวงยาว รูปร่างเมล็ดยาวเรียว ท้องไข่มาก คุณภาพการสีดีมาก ได้ข้าวเต็มเมล็ด มีปริมาณอมิโลสปานกลาง 20.9 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณโปรตีนในข้าวกล้อง 9.44 เปอร์เซ็นต์ เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วงดำ มีคุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี มีคุณสมบัติในการป้องกันการกระจายของเชื้อแบคทีเรียการติดเชื้อ โดยเฉพาะเป็นสารที่ป้องกันอนุมูลอิสระและการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง มีสารกลุ่มวิตามินบีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ช่วยในการเผาผลาญ เหมาะกับการปลูกในสภาพไร่ทั่วไป ปลูกเป็นพืชแซมยาง และปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ในภาคใต้

ข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลำต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียว ทรงกอตั้ง รวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว ผลผลิตเฉลี่ย 578 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 167 เมล็ด เมล็ดร่วงปานกลาง รูปร่างเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สีได้ข้าวเต็มเมล็ด เป็นข้าวอมิโลสตํ่า 15.2 เปอร์เซ็นต์ ความคงตัวของแป้งสุกอยู่ในระดับอ่อน อุณหภูมิแป้งสุกตํ่า การยืดตัวของข้าวสุกปกติ ข้าวสวยมีสีขาวนวล นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางที่ต้องการปลูกข้าวอายุเบา คุณภาพดี

รายงานพิเศษ : เกษตรฯลุยหนุนแปลงใหญ่เน้นทุเรียนคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409891

รายงานพิเศษ : เกษตรฯลุยหนุนแปลงใหญ่เน้นทุเรียนคุณภาพ

รายงานพิเศษ : เกษตรฯลุยหนุนแปลงใหญ่เน้นทุเรียนคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แผนบริหารจัดการผลไม้ปี 2562 ยังยึดหลักเน้นคุณภาพ ส่งเสริมรวมกลุ่มแปลงใหญ่และเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า โดยเฉพาะทุเรียน เน้นรณรงค์พิเศษสั่งจับตาเพื่อควบคุมป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวมทั้ง4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ตัน จะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562

สำหรับแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก จะมีคณะกรรมการแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลัก เน้นบริหารจัดการเชิงคุณภาพ 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยว โดยส่งเสริมการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP รวมกลุ่มแปลงใหญ่ และเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้าระยะเก็บเกี่ยว แนะนำเก็บเกี่ยวระยะเหมาะสมป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้คุณภาพ ระยะหลังเก็บเกี่ยว ให้คำแนะนำการเตรียมความพร้อมของต้นสำหรับฤดูต่อไป

ส่วนการจัดการปริมาณผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยว ได้สำรวจวางแผน โดยคาดการณ์ข้อมูลประมาณการผลผลิต ทำให้รู้ปริมาณผลผลิตจริงสามารถควบคุมวางแผน ให้เกิดสมดุลทางการตลาดได้ ไม่ทำให้สินค้าล้นตลาด ใช้หลักการตลาดนำการผลิต หาคู่ค้าที่รับซื้อตลาดได้ และสร้างทางเลือกให้เกษตรกร ให้การขายสินค้าได้หลากหลายช่องทางเพิ่มขึ้น ระยะเก็บเกี่ยว เน้นรณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลไม้คุณภาพ และส่งเสริมให้เกษตรกรติดฉลาก เพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ หลังเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลไม้ แนะนำให้เกษตรกรดูแลต้นเพื่อรักษาผลผลิตในปีต่อไป พร้อมติดตามสถานการณ์ ประเมินผล เพื่อปรับปรุงแนวทางบริหารจัดการผลไม้ปีต่อไป โดยช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เกษตรกรต้องจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และราคาเฉลี่ยของผลผลิตตลอดฤดูกาลสูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30

สำราญ สาราบรรณ์

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับทุเรียนผลไม้ยอดนิยมของตลาดและผู้บริโภค ทำให้ระยะ 5 ปีที่ผ่านมา มีผลผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง จากการขยายพื้นที่ปลูกที่แปรผันตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องเตรียมการรองรับ โดยกำหนดแนวทางไว้ 2 ระยะคือ ระยะสั้น ปี 2562 เป้าหมายเน้นควบคุมคุณภาพเป็นหลัก โดยเฉพาะป้องกันไม่ให้ทุเรียนอ่อนออกนอกพื้นที่แหล่งผลิต ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดมาตรการระยะสั้นควบคุมป้องกัน โดยตั้งชุดเฉพาะกิจช่วยสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญ ใช้บทลงโทษทางกฎหมาย ได้แก่ 1) กฎหมายอาญามาตรา 271 (93) ผู้ใดขายโดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จ ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และ 2) พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47ผู้ใดเจตนาให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น โทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมทั้งรณรงค์แก้ปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรทำผลผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ส่งเสริมการบริโภคผลไม้โดยตรงกับผู้บริโภค การใช้สติ๊กเกอร์ติดขั้วทุเรียนเพื่อรับรองคุณภาพสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ส่วนแนวทางระยะยาว 5 ปี (2562-2566) เป้าหมายเน้นพัฒนาบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนครบห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้กรอบการทำงานของยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทยปี 2558-2564 โดยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเน้นลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพและขยายการผลิตนอกฤดู การจัดการหลังเก็บเกี่ยว พัฒนาองค์กรและเกษตรกรให้เข้มแข็งสอดคล้องตามระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ รวมถึงส่งเสริมหรือมีมาตรการบังคับให้ผลิตตามเขตพื้นที่เหมาะสมเป็นหลัก และควบคุมคุณภาพทุเรียนทั้งในและนอกฤดูกาล อีกทั้งส่งเสริมให้เพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยพัฒนาส่งเสริมการแปรรูปที่เน้นต่อยอดผลงานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ แปรรูปสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณผลผลิตของไม้ผลภาคตะวันออกจะออกสู่ตลาดพร้อมกันช่วงเดือนเมษายน สำหรับช่องทางบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก แบ่งเป็น ทุเรียน การกระจายผลผลิตภายในประเทศ 61% แปรรูป 13% และส่งออก 21% เงาะ การกระจายผลผลิตภายในประเทศ 82% แปรรูป 7% และส่งออก 11% มังคุด กระจายผลผลิตภายในประเทศ 67% แปรรูป 6% และส่งออก 27% และลองกอง การกระจายผลผลิตภายในประเทศ 82% และส่งออก 18%

ไฟเขียวมาตรฐานสินค้าเกษตรปี’63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409887

x

ไฟเขียวมาตรฐานสินค้าเกษตรปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรว่าสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)จัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน มีมาตรฐานที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรไปแล้ว 323 เรื่อง ซึ่งมกอช.สำรวจความต้องการมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมถึงรับข้อเสนอให้จัดทำมาตรฐานจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยรวบรวมผลสำรวจและข้อเสนอแนะดังกล่าวตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2562 เป็นต้นมา จึงเห็นชอบแผนการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร ปีงบประมาณ 2563 จำนวน 21 รายการ

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานสินค้าเกษตรต่างๆ 7 รายการ ได้แก่ 1) ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล ให้ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเลในสกุลพีเนียส ลิโตพีเนียส และเมตาพีเนียสเช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งขาวแวนนาไม ตั้งแต่ขั้นตอนเลี้ยง จับ จนถึงหลังการจับก่อนขนส่งออกจากฟาร์ม เพื่อให้ได้ผลผลิตกุ้งที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยคำนึงถึงสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 2)ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มสาหร่ายทะเลและแนวปฏิบัติ เนื่องจากไทยยังไม่มีกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือการควบคุมกระบวนการผลิตสาหร่ายทะเล จึงเห็นชอบร่างดังกล่าว เพื่อให้ได้สาหร่ายทะเลที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ผู้บริโภคยอมรับ ซึ่งจะมีการกำหนด มกษ. ฟาร์มสาหร่ายทะเลในการปฏิบัติที่ดีในทุกขั้นตอนการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล ชนิดที่มองเห็นด้วยตาเปล่า (macroalgae) ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมพื้นที่เพาะเลี้ยง การเพาะเลี้ยง เก็บเกี่ยว และหลังเก็บเกี่ยว ก่อนการขนส่งออกนอกฟาร์ม

3) ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องเกลือทะเลธรรมชาติ ครอบคลุมเกลือทะเลธรรมชาติในภาชนะบรรจุที่ป้องกันการปนเปื้อนมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีวัตถุประสงค์สำหรับจำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค หรือโรงงานอุตสาหกรรม 4) ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการทำนาเกลือทะเลครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการทำนาเกลือทะเลทุกขั้นตอนการผลิต โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน และสิ่งแวดล้อม 5) ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มควายเนื้อ และแนวปฏิบัติ โดยกำหนดเกณฑ์การปฏิบัติเพื่อการค้า เพื่อให้ได้ควายเนื้อที่มีสุขภาพดี รวมถึงได้เนื้อควายและผลิตผลอื่นที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าว จะไม่ครอบคลุมฟาร์มควายนมที่ผลิตน้ำนมควายเป็นหลัก 6) ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องแนวทางทั่วไปสำหรับการชักตัวอย่าง เล่ม 1 : คำศัพท์และหลักการ และ 7) ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องแนวทางทั่วไปสำหรับการชักตัวอย่าง เล่ม 2 : แผนการชักตัวอย่าง

แจก4พันธุ์ข้าวพระราชทานวันพืชมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409888

x

แจก4พันธุ์ข้าวพระราชทานวันพืชมงคล

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน ณ แปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา 4 พันธุ์รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 1,206 กิโลกรัมเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2562 วันที่ 9 พฤษภาคม บรรจุในกระบุงเพื่อใช้หว่าน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ส่วนที่เหลือบรรจุใส่ซองพลาสติกแจกเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพทางการเกษตรจำนวน 366,000 ซอง ประกอบด้วย ข้าวนาสวน 4พันธุ์ ซึ่งเป็นข้าวมีคุณลักษณะโดดเด่น ดังนี้ 1) ขาวดอกมะลิ 105 ทนแล้งได้ดีพอสมควร คุณภาพข้าวสุก มีกลิ่นหอม นุ่ม ให้ผลผลิตประมาณ 363 กิโลกรัมต่อไร่ ลักษณะเมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี และทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม 2) ปทุมธานี 1 นุ่มเหนียว มีกลิ่นหอมอ่อน ให้ผลผลิตสูงประมาณ 650-774 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว โรคไหม้ และโรคขอบใบแห้ง

ประสงค์ ประไพตระกูล

อธิบดีกรมการข้าว 

3) กข43 มีกลิ่นหอมอ่อน นุ่ม ให้ผลผลิตประมาณ561 กิโลกรัมต่อไร่ มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางค่อนข้างต่ำ และค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 4) กข6 เป็นข้าวเหนียว ให้ผลผลิตสูงประมาณ 666 กิโลกรัมต่อไร่ ทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตองมีกลิ่นหอม คุณภาพการสีดี และต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล

นายประสงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กรมการข้าวยังเตรียมกระบุงข้าว หรือที่เรียกว่า คู่หาบเงิน – คู่หาบทอง สำหรับให้เทพีคู่หาบเงิน – คู่หาบทอง ใช้หว่านในวันพระราชพิธีฯซึ่งกระบุงข้าว ประกอบด้วย ไม้ไผ่สีสุกนำมาจักเป็นเส้น แล้วหลาวให้ได้ขนาดเดียวกัน นำมาจักสานเป็นกระบุงข้าว 8 ใบ ทำการพ่นสีเงิน4 ใบ และพ่นสีทอง 4 ใบ สำหรับใช้กับเทพีคู่หาบเงิน 2 ชุด และคู่หาบทอง 2 ชุด ในส่วนไม้คานจะแกะสลักด้วยไม้สักทอง โดยส่วนหัวไม้คานจะแกะสลักเป็นรูปหัวพญานาค ส่วนหางไม้คานจะแกะสลักเป็นหางพญานาค ตัวไม้คานจะใช้ไม้ไผ่สีสุกที่มี 8 ข้อความยาวประมาณ 110 เซนติเมตร หรือ 46 นิ้ว แต่ละข้อจะมีความหมายว่า ข้อที่ 1 คาน – ข้อที่ 2 แคน – ข้อที่ 3 ยาก – ข้อที่ 4แค้น – ข้อที่ 5 มั่ง – ข้อที่ 6 มี – ข้อที่ 7 สี – ข้อที่ 8 สุก เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่อาชีพเกษตรกร สำหรับสาแหรกทำจากหวายหอมที่ลำต้นสมบูรณ์สม่ำเสมอ นำมาสานเป็นหัวสาแหรกรูปหัวแหวนพิรอดแสดงถึงการนำพาพืชพันธุ์ธัญหารเจริญเติบโตสมบูรณ์รอดปลอดภัยในปีนั้นๆ ในส่วนไม้ค้างคานจะทำด้วยไม้สักทองแกะสลักตกแต่งด้วยสีเงินและสีทอง สำหรับใช้ค้ำไม้คานและกระบุงข้าวคู่หาบเงิน – คู่หาบทองให้สง่างาม และไม้รองกันกระบุง เป็นไม้ที่ใช้รองเมล็ดพันธุ์ข้าวที่บรรจุในกระบุงข้าวให้มีปริมาณข้าวแต่ละข้างน้อยลงไม่หนักจนเกินไปทำให้เทพีสามารถหาบข้าวได้นาน ในการนี้ กรมการข้าวได้เตรียมเมล็ดข้าวเปลือกพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 100 กิโลกรัม สำหรับใช้ซ้อมและในวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ไทยพร้อมร่วม‘ปักกิ่ง เอ็กซ์โป 2019’ เล็งเพิ่มมูลค่าขยายตลาดส่งออกพืชสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409889

x

ไทยพร้อมร่วม‘ปักกิ่ง เอ็กซ์โป 2019’ เล็งเพิ่มมูลค่าขยายตลาดส่งออกพืชสวน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังแถลงข่าว ประเทศไทยร่วมจัดงานแสดงพืชสวนระหว่างประเทศ ปักกิ่ง เอ็กซ์โป 2019 (The International Horticultural

Exhibition 2019 : Beijing EXPO 2019) ว่าคณะรัฐมนตรีมอบให้กระทรวงเกษตรฯดำเนินการ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกรมศิลปากร กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเข้าร่วมงานแสดงพืชสวนระหว่างประเทศ “ปักกิ่ง เอ็กซ์โป 2019” ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-7 ตุลาคม ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน การที่ประเทศไทยเข้าร่วมงาน Beijing EXPO 2019 จะเกิดประโยชน์หลายด้าน อาทิ ด้านการทูต เป็นการแสดงความสัมพันธ์อันดี ความเป็นมหามิตรระหว่างสองประเทศ ด้วยการจัดสวนไทยในพื้นที่ 1 ไร่  ด้านการค้า เป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ให้ชาวจีน และต่างประเทศ เห็นศักยภาพ ความหลากหลาย เชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของผลผลิตสินค้าพืชสวนของไทย ซึ่งจะช่วยขยายตลาดสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ด้านการท่องเที่ยว เป็นการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมภาพลักษณ์ของประเทศ และด้านการศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค นำมาประยุกต์ใช้พัฒนาการผลิตการตลาดของไทย

“ไทยและจีนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมานาน การเข้าร่วมจัดงานครั้งนี้เป็นการเน้นย้ำความสัมพันธ์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าเข้าร่วมงานนี้ เพื่อแสดงศักยภาพสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ภายใต้นโยบาย ตลาดนำการผลิต ให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพในเอเชีย มั่นใจว่าสินค้าเกษตรของไทยพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดโลกได้เต็มภาคภูมิ รวมถึงเกษตรกรไทยมีโอกาส เข้าร่วมชมการจัดงานระดับโลก นอกจากนี้ ภาครัฐส่งเสริมเปิดโอกาสสร้างช่องทางเจรจาการค้าและธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงการค้ากับจีนรวมถึงนานาประเทศอีกด้วย” นายกฤษฎา กล่าว

‘ภัยแล้ง’ลามหนัก! 211เขื่อนน้ำลดต่ำกว่า30% ประสาน’ฝนหลวง’เติมน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409857

'ภัยแล้ง'ลามหนัก! 211เขื่อนน้ำลดต่ำกว่า30% ประสาน'ฝนหลวง'เติมน้ำ

‘ภัยแล้ง’ลามหนัก! 211เขื่อนน้ำลดต่ำกว่า30% ประสาน’ฝนหลวง’เติมน้ำ

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562, 17.09 น.

24 เม.ย.62 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า สถานการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อน/อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ ขณะนี้มีเขื่อน/อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 20 แห่ง และขนาดกลาง จำนวน 191 แห่ง ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งแล้ว โดยกรมฝนหลวงได้รับการประสานขอความร่วมมือในการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อเร่งภารกิจเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่ลุ่มรับน้ำที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ จากผลการปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวานนี้ (23 เม.ย.) หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 4 หน่วยฯ ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก ลพบุรี และนครราชสีมา ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง บรรเทาปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง เพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่าไม้ ยับยั้งความรุนแรงของพายุลูกเห็บ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ จ.นครราชสีมา รวมถึงสามารถยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงจากพายุลูกเห็บ ทำให้มีฝนตกในพื้นที่ อ.ฮอด อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่

สำหรับแผนปฏิบัติการฝนหลวงในวันนี้ ด้านพื้นที่ภาคตะวันออกจากผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์สัตหีบ จ.ชลบุรี พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 64% ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 41% และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -3.6 หน่วยปฏิบัติการฯ จ.จันทบุรี จึงตัดสินใจปฏิบัติการภารกิจที่ 1 ขั้นตอนที่ 1 (ก่อเมฆ) โดยมีพื้นที่เป้าหมาย อ.นายายอาม จ.จันทบุรีและ อ.เขาชะเมา อ.วังจันทร์ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

ด้านพื้นที่ภาคกลาง ผลตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ตาคลี จ.นครสวรรค์ พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 57% ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 37% และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -0.6 หน่วยฯ จ.ลพบุรี จึงตัดสินใจปฏิบัติการ ภารกิจที่ 1 โจมตี บริเวณ อ.มวกเหล็ก อ.แก่งคอย จ.สระบุรี และภารกิจที่ 2 โจมตี บริเวณ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร อ.วังม่วง อ.แก่งคอย อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี อ.ห้วยคต อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี และพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำทับเสลา ด้านหน่วยฯ จ.กาญจนบุรี ขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากมีความเหมาะสมจะวางแผนขึ้นปฏิบัติการในพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้งต่อไป

พื้นที่ภาคเหนือ ในหลายจังหวัดเริ่มมีทิศทางที่ดีมาก โดยคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก ประกอบกับจุดความร้อนบริเวณพื้นที่ภาคเหนือลดลงอย่างเห็นได้ชัด มีเพียง จ.แม่ฮ่องสอน ที่สภาพอากาศยังอยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และ จ.เชียงราย อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง สำหรับผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ร้องกวาง จ.แพร่ และสถานีเรดาร์อมก๋อย จ.เชียงใหม่ พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 65% (ร้องกวาง) 79% (อมก๋อย) ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 69% (ร้องกวาง) 54% (อมก๋อย) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -1.4 (ร้องกวาง) -4.5 (อมก๋อย) หน่วยฯ จ.เชียงใหม่ จึงตัดสินใจขึ้นปฏิบัติการภารกิจที่ 1 (ก่อเมฆ) บริเวณพื้นที่ อ.เชียงดาว – อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ต่อเนื่องภารกิจที่ 2 ขั้นตอนที่ 1 (ก่อเมฆ) บริเวณพื้นที่ อ.เมืองลำปาง – อ.เมืองปาน จ.ลำปาง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง รวมถึงพื้นที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองและไฟป่า จ.เชียงราย และ จ.ลำปาง ด้านหน่วยฯ จ.พิษณุโลก ได้วางแผนปฏิบัติการภารกิจที่ 1 ขั้นตอนที่ 1 (ก่อเมฆ) บริเวณทิศตะวันออก อ.ศรีสำโรง – ทิศตะวันออก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค จ.อุตรดิตถ์ และ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก และภารกิจยับยั้งความรุนแรงของพายุลูกเห็บพื้นที่เป้าหมาย จ.เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สภาพอากาศ จ.ขอนแก่น อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง และ จ.อุบลราชธานี อยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และจากผลการตรวจอากาศของสถานีเรดาร์บ้านผือ จ.อุดรธานี และสถานีเรดาร์พิมาย จ.นครราชสีมา พบว่ามีความชื้นที่ระดับเกิดเมฆ 61% (บ้านผือ) 53% (พิมาย) ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 46% (บ้านผือ) 45% (พิมาย) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -0.7 (บ้านผือ) -2.1 (พิมาย) หน่วยฯ นครราชสีมา และหน่วยฯ จ.อุดรธานี ขอติดตามสภาพอากาศ หากมีความเหมาะสมจะวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภารกิจการเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อน/อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30%

และพื้นที่ภาคใต้ ผลตรวจสภาพอากาศจากสถานีเรดาร์พนม จ.สุราษฎร์ธานี และสถานีเรดาร์ปะทิว จ.ชุมพร พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 52% (พนม) 50% (ปะทิว) ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 59% (พนม) 43% (ปะทิว) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -0.2 (พนม) -3.7 (ปะทิว) หน่วยฯ จ.สงขลา หน่วยฯ จ.สุราษฎร์ธานี และหน่วยฯ หัวหิน ขอติดตามสภาพอากาศ หากมีความเหมาะสมจะวางแผนช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร พื้นที่ป่าพรุ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำที่ได้รับผลกระทบต่อไป โดยเร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ไฟป่าหมอกควัน พายุลูกเห็บ และภัยพิบัติทางธรรมชาติรูปแบบต่างๆ ในทุกพื้นที่ทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย

รมว.เกษตรฯนำทัพเปิดแปลง’เกษตรอัจฉริยะ’นำร่อง6พืชหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409827

รมว.เกษตรฯนำทัพเปิดแปลง'เกษตรอัจฉริยะ'นำร่อง6พืชหลัก

รมว.เกษตรฯนำทัพเปิดแปลง’เกษตรอัจฉริยะ’นำร่อง6พืชหลัก

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562, 15.48 น.

รมว.เกษตรฯนำทัพเกษตรแผนใหม่ “เกษตรอัจฉริยะ”เปิดแปลงนำร่องใน 6 พืชหลัก ระดมเครื่องมือไฮเทคมาเพียบ ยุคเกษตร4.0ทำน้อยได้มาก

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการสัมมนาเกษตรอัจฉริยะ กล่าวว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงได้จัดทำแผนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ เพื่อนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาการทำเกษตรกรรม ร่วมมือกับหน่วยงานสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ รวมถึงภาคเอกชน นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีการเกษตรจากภาคเอกชนของประเทศญี่ปุ่นซึ่งนำงานวิจัยจาก Hokkaido University ไปขยายผลสู่การปฏิบัติมาช่วย ประสานความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหารือกับหน่วยงานรัฐมหาวิทยาลัยเกษตรอันฮุย มหาวิทยาลัยซูโจว และภาคเอกชนที่มีความชำนาญด้านเกษตรอัจฉริยะ

ล่าสุดได้จัดทำแปลงเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะที่เหมาะสมในกระบวนการการผลิตนำเทคโนโลยีด้านต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในแปลงเรียนรู้ของพืช 6 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง และสับปะรดในพื้นที่แปลงใหญ่ โดยมีพื้นที่ทดสอบรูปแบบละ 10 -20 ไร่ต่อชนิดพืช รวมถึงการทำโรงเรือนมะเขือเทศโดยใช้ IoT และ Sensors ทางการเกษตร ตรวจวัดสภาพดิน น้ำ การเจริญเติบโตของพืช เพื่อนำมาทดสอบใช้ในแปลงเกษตรกรอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรสามารถมาเรียนรู้เพื่อนำไปขยายผลในแปลงของตนเองได้

นายกฤษฎากล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและการเรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีด้านต่างๆ ตลอดแลกเปลี่ยนประสบการในการทำการเกษตรอัจฉริยะ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะของประเทศไทยระหว่างผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มหาวิทยาลัย บริษัทเอกชน และ Smart Farmer อีกด้วย

นวัตกรรมและเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะได้แก่ การจัดการฐานข้อมูล (Big Data) ระบบน้ำอัจฉริยะ ระบบจ่ายน้ำและปุ๋ยอัตโนมัติ ระบบเซ็นเซอร์ทางการเกษตร ระบบตรวจความต้องการอาหารและพืช ระบบตรวจสภาพแวดล้อม ระบบเครื่องดักจับแมลง ระบบโรงเรือนอัจฉริยะ แอปพลิเคชั่นบริการด้านการเกษตร อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร และ Plant Factory system รวมถึงเครื่องจักรกลการเกษตรได้แก่ แทรกเตอร์ต้นกำลังซึ่งมีระบบควบคุมพวงมาลัยอัตโนมัติ หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช เครื่องเก็บเกี่ยวและเครื่องนวดที่มีระบบบันทึกข้อมูลเพื่อจัดทำแผนการผลิต เป็นตัน

“มีเป้าหมายนำเกษตรอัจฉริยะมาทำในโครงการแปลงใหญ่ โดยเอกชนร่วมลงทุนเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยี มี Smart Farmers และ Young Smart Farmers ดูแลแปลง ซึ่งจะสามารถลดการใช้แรงงานคน ใช้ปุ๋ยตามความเหมาะสมของค่าดิน ตลอดจนเก็บผลผลิตได้สะดวกรวดเร็วซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งเมื่อผลผลิตต่อไร่มากขึ้นและคุณภาพผลผลิตดีขึ้นจะช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร เป็นลักษณะการทำเกษตรแบบ ทำน้อย ได้มาก” นายกฤษฎา กล่าว

‘ปศุสัตว์’กวาดล้างโรงฆ่าสัตว์เถื่อน’สงขลา-พังงา’ ยึดสัตว์มีชีวิต-ซากสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409804

'ปศุสัตว์'กวาดล้างโรงฆ่าสัตว์เถื่อน'สงขลา-พังงา' ยึดสัตว์มีชีวิต-ซากสัตว์

‘ปศุสัตว์’กวาดล้างโรงฆ่าสัตว์เถื่อน’สงขลา-พังงา’ ยึดสัตว์มีชีวิต-ซากสัตว์

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562, 14.33 น.

“ปศุสัตว์”กวาดล้างโรงฆ่าสัตว์เถื่อน”สงขลา-พังงา” ยึดสัตว์มีชีวิต-ซากสัตว์ที่กำลังชำแหละ มีความผิดตามพ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์พ.ศ.2559 เสี่ยงแพร่เชื้อโรค-ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

24 เม.ย.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนและแจ้งเบาะแสจากประชาชนว่า มีการลักลอบฆ่าชำแหละสัตว์เพื่อจำหน่ายโดยไม่มีใบอนุญาต และสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนในพื้นที่ จ.สงขลา และ จ.พังงา จึงได้สั่งการให้ชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์เข้าตรวจสอบโรงฆ่าสัตว์ เพื่อบังคับใช้กฎหมาย เมื่อกลางดึกของวันจันทร์ที่ 22 เม.ย.62 ผลการตรวจสอบพบการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 โดย จ.สงขลา พบโรงฆ่าสัตว์ไม่มีชื่อ ที่อยู่ 23 ม.3 ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ของกลางประกอบด้วย ซากหมู 3 ตัว และหมูมีชีวิตที่ขังอยู่ในคอกอีก 27 ตัว ที่กำลังรอเชือด และอุปกรณ์ที่ใช้ในการฆ่าสัตว์ รวมมูลค่าเกือบ 3 แสนบาท ส่วน จ.พังงา พบสถานที่ต้องสงสัยเลขที่ 40/7 หมู่ที่ 7 ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา กำลังฆ่าชำแหละโค 1 ตัว

กรมปศุสัตว์จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาพร้อมควบคุมตัวผู้กระทำความผิด ของกลาง และอุปกรณ์ที่ใช้ในการฆ่าสัตว์ รวมถึงได้นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจในพื้นที่เพื่อดำเนินคดี ดังนี้ ข้อหาแรก คือ ประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาที่สอง ฆ่าสัตว์โดยไม่แจ้งการฆ่าต่อพนักงานท้องถิ่น ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 ซึ่งมีโทษปรับตามรายตัว โค ตัวละไม่เกิน 5 หมื่นบาท สุกร ตัวละไม่เกิน 2 หมื่นบาท และข้อหาสุดท้ายคือ ฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์ ตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 ซึ่งมีโทษ จำคุกไม่กิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า การดำเนินการเข้าตรวจค้นจับกุมการประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยผิดกฎหมายครั้งนี้ เป็นไปตามมาตรการปราบปรามโรงฆ่าสัตว์เถื่อนและการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง เพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นหลัก เนื่องจากสัตว์ที่นำมาฆ่านั้น จะไม่ทราบแหล่งที่มาของสัตว์ ไม่มีการตรวจสอบใดๆ ไม่ได้ผ่านการตรวจโรคมาก่อน และผ่านกระบวนการฆ่าสัตว์ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้มีความเสี่ยงที่เนื้อสัตว์ถูกชำแหละแล้วไปวางจำหน่ายให้กับผู้บริโภคปนเปื้อนเชื้อโรคสูง อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคระบาดที่สำคัญ หรืออันตรายจากสารตกค้าง เช่น สารเร่งเนื้อแดง ฮอร์โมน และยาปฏิชีวนะ เป็นต้น ส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคและอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนของกลางที่เป็นซากสัตว์ทางกรมปศุสัตว์จะทำลายโดยการฝังหรือเผาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

‘กฤษฎา’สั่งเร่งมาตรการลดละเลิกสารเคมี 3 ชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409757

'กฤษฎา'สั่งเร่งมาตรการลดละเลิกสารเคมี 3 ชนิด

‘กฤษฎา’สั่งเร่งมาตรการลดละเลิกสารเคมี 3 ชนิด

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562, 11.31 น.

“กฤษฏา ลั่นปี63 ยกเลิกใช้3สารพิษ หักดิบ หั่นนำเข้าสารพิษ 3ชนิด เหลือ50% จากเดิมตัวละ4-6หมื่นตัน ชี้ปี62 พาราควอต 2 หมื่นตัน ไกลโฟเซต 4.8 หมื่นตัน คลอร์ไฟริฟอส 1,150 ตัน สั่งปลัดเกษตรฯตรวจสต็อกเอกชนภายใน15 วัน ลุยคุมเข้มทั่วประเทศกำหนดใช้เฉพาะพืชไร่ ไม้ผล จำกัดเกษตรกรซื้อใช้ได้1.5 ล้านคน -คนรับจ้างพ่นสาร5หมื่นคน เล็งเชื่อมระบบNSW ศุลกากร ผู้นำเข้า เกษตรกร ร้านจำหน่าย รู้เส้นทางเคลื่อนไหวสารเคมี”

24 เม.ย. นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าออกกฏกระทรวง5ฉบับ จำกัดการใช้สารเคมีวัตถุอันตรายใช้ในการเกษตรกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืช 3ชนิด คือพาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ได้ประกาศราชกิจจาฯแล้วจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด180วันหลังจากนี้ โดยจะมีการจำกัดการนำเข้าสารเคมีลดลงประมาณครึ่งของที่เคยนำเข้าตัวละอยู่ระหว่าง2-3 ตันต่อปีจากเดิมอนุญาตให้นำเข้า4-6 ตันต่อปี ซึ่งในปี 62 จำกัดการนำเข้าตามมาตรการโดยจำกัดการนำเข้าตามชนิดพืช เช่น พาราควอต 2 หมื่นตัน ไกลโฟเซต 4.8 หมื่นตัน คลอร์ไฟริฟอส 1,150 ตัน พร้อมกันนี้ได้สั่งการหน่วยงานในเรื่องการสร้างการรับรู้ให้กับทุกภาคส่วน ให้นำไปใช้อย่างถูกวิธี จึงจะเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ ผู้ผ่านอบรมการใช้จึงนำใบอนุญาตไปซื้อขาย

รมว.เกษตรฯกล่าวว่าสั่งการให้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงฯ ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิดของกระทรวงและอธิบดีกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นเลขานุการเร่งสำรวจปริมาณสารเคมีทั้ง 3 ชนิดทั้งจากผู้นำเข้าและร้านจำหน่ายว่า มีอยู่เท่าไร ต่อไปจะต้องแจ้งปริมาณสต็อกสินค้าทุก 15 วัน โดยระบุปริมาณที่ได้รับ แหล่งที่มา และแหล่งที่ส่งสารเคมีทั้ง 3 ชนิดออกไปในพื้นที่

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯจะเร่งดำเนินการมาตรการทำเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ อย่างเผยแพร่หลายเพื่อนำไปให้ถึงเกษตรกรในพื้นที่เกษตร149ล้านไร่ทั่วประเทศ รวมทั้งวิจัยหาสารจำกัดศัตรูพืช หาเทคโนโลยีใหม่ๆมากำจัดวัชพืช และใช้ทางเลือกโดยวิถีธรรมชาติ เช่นใช้หนอนอีกชนิดมากำจัดแมลง ตนตั้งเป้าภายในปี63 จะเลิกใช้สารเคมี ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯจะไปออกคำสั่งยกเลิกทันทียังไม่ได้ต้องขึ้นกับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายด้วย ในส่วนกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการแผนปฏิบัติการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด 6 มาตรการ โดยวันที่ 24 -25 เม.ย.จะอบรมวิทยากร2,240คน ไปอบรมเกษตรกร 1,500,000 คนในช่วงเดือนมิ.ย. – ก.ย. และผู้รับจ้างพ่น 50,000 คน สำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตรวจสอบตามพรบ.วัตถุอันตราย ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล 79,988 คน ที่ได้รับการแต่งตั้งให้มีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบการใช้ 3 สาร ภายในเขตท้องที่รับผิดชอบ จะอบรมผ่าน video conference เครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยทั่วประเทศในช่วงระว่างเดือนมิ.ย.

ทั้งนี้ได้กำหนดชนิดพืช อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด และไม้ผล ที่ใช้สารพาราควอต และไกลโฟเซต ส่วนสารคลอร์ไพริฟอส ให้ใช้เฉพาะกำจัดแมลงในการปลูกไม้ดอก พืชไร่ และเพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผล รวมทั้งขณะนี้ให้กรมวิชาการเกษตรร่วมกับภาควิชาการและภาคเอกชนศึกษาวิจัยหาวิธีการหรือสารอื่นมาทดแทนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ซึ่งคณะอำนวยการขับเคลื่อนของกระทรวงต้องรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณชนทุก 3 เดือน หากทำได้ตามที่กำหนดไว้ทั่วประเทศ จะยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดทันที

มาตรการด้านวิจัย ซึ่งระบุไว้ว่ามี 2 โครงการ ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี หรือวิธีการที่นำมาใช้ทดแทน คือ โครงการจัดการวัชพืชแบบผสมผสานเพื่อลดปริมาณการใช้สารไกลโฟเซต และพาราควอต ในพืชเศรษฐกิจ และโครงการจัดการแมลงศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อลดปริมาณการใช้สารกำจัดแมลงคลอร์ไพริฟอสในพืชเศรษฐกิจ

นายกฤษฏา กล่าวว่าได้เร่งรัดวางระบบครบวงจร ตามมาตรการทั้ง6 มาตรการเสร็จสิ้นภายใน2ปีนี้ ทั้งมาตรการศึกษาผลกระทบ มีระบุไว้ 2 โครงการเช่นกัน คือ โครงการเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารพิษตกค้างพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ในพืช และโครงการสำรวจสารพิษตกค้างพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในพื้นที่ปลูกพืชและสิ่งแวดล้อมจากการใช้ในแหล่งเกษตรกรรม โดยเกษตรกรมีส่วนร่วม

มาตรการสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกร และประชาชนทั่วไป  เร่งการดำเนินการประชาสัมพันธ์ โดยการใช้ช่องทางการสื่อสาร และสื่อต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปมีความรู้เกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด และใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด อย่างถูกต้อง ปลอดภัย ทราบถึงมาตรการและข้อห้ามต่างๆ ตามมาตรการจำกัดการใช้ที่กำหนดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

มาตรการสร้างระบบฐานข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล และตรวจสอบความถูกต้อง กับระบบ National Single Window หรือ NSW ของกรมศุลกากร และทะเบียนเกษตรกร ของกรมส่งเสริมการเกษตร ให้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร อย่างชัดเจน เป็นปัจจุบัน โดยจะสร้างระบบจัดการฐานข้อมูล เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานควบคุมวัตถุอันตรายทางการเกษตร และสร้างแอพลิเคชั่นที่ทำงานร่วมกับฐานข้อมูล ในการบันทึกข้อมูลรายงานการนำเข้า ผลิต และจำหน่าย เพื่อทราบเส้นทาง และความเคลื่อนไหวของวัตถุอันตรายทั้งระบบ รวมทั้งสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ด้วย