‘บิ๊กฉัตร’นัดถกแผนรับมือ’ภัยแล้ง’1พ.ค.นี้ สกัด7จว.เสี่ยงลามหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410283

'บิ๊กฉัตร'นัดถกแผนรับมือ'ภัยแล้ง'1พ.ค.นี้ สกัด7จว.เสี่ยงลามหนัก

‘บิ๊กฉัตร’นัดถกแผนรับมือ’ภัยแล้ง’1พ.ค.นี้ สกัด7จว.เสี่ยงลามหนัก

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 16.55 น.

“บิ๊กฉัตร”นัดถกแผนรับมือ”ภัยแล้ง”1พ.ค.นี้ สกัด7จว.เสี่ยงภัยแล้งลามหนัก เตือนเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรัง ชี้ฤดูฝนเข้าไทย26พ.ค.นี้

26 เม.ย.62 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 4/2562 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ว่า ตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินกรณีภัยแล้งใน 5 จังหวัด 13 อำเภอ 39 ตำบล 287 หมู่บ้าน ประกอบด้วย จ.ร้อยเอ็ด , ศรีสะเกษ , นครราชสีมา , ตราด และ จ.ชลบุรี นั้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงประชาชนที่ประสบภัยแล้ง และมีความกังวลว่าสถานการณ์แล้งในบางพื้นที่อาจจะยาวนานว่าที่คาดการณ์ โดยได้สั่งการให้ สทนช.เร่งประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อติดตามให้ความช่วยเหลือให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รวมถึงเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงไม่ให้ยกระดับเป็นพื้นที่ประกาศภัยแล้ง

ซึ่งจากผลการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ล่าสุด พบว่า มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค – บริโภค ใน 7 จังหวัด 15 อำเภอ ได้แก่ ภาคเหนือ 2 จังหวัด (เชียงใหม่ , นครสวรรค์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด (ชัยภูมิ , นครราชสีมา , เลย) และภาคกลาง 2 จังหวัด (กาญจนบุรี , ราชบุรี) ซึ่งจากการชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงข้างต้น สทนช.ได้ประสานงาน กำกับ ติดตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ทั้งการจัดรถบรรทุกน้ำและเครื่องสูบน้ำ กระจายน้ำเข้าไปในพื้นที่ รวมถึงเตรียมแผนสำรองกรณีต้องทำการดึงน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงทั้งผิวดินและใต้ดินรัศมี 50 กิโลเมตร ตามที่ สทนช.ส่งข้อมูลให้ล่วงหน้า

แต่จากคาดการณ์สภาพอากาศในปัจจุบัน ช่วงวันที่ 26 – 28 เม.ย.62 ประเทศไทยยังจะได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุฤดูร้อน ส่งผลให้สภาพอากาศร้อนถึงร้อนจัดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณประเทศไทยตอนบน เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกรรโชกแรง กับมีลูกเห็บตกในบางพื้นที่ บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก

ทั้งนี้ ภาพรวมของสถานการณ์น้ำของทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 45,476 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 56% โดยพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ รวม 4,609 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 35% และภาคกลาง 674 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 28% โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำน้อยกว่า 30% ของปริมาณน้ำใช้การ อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ ห้วยหลวง ทับเสลา และกระเสียว เป็นต้น ซึ่ง สทนช.ได้กำชับหน่วยงานเกี่ยวข้องเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนและแหล่งน้ำต่างๆ ให้เร่งเก็บกักน้ำไว้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่มีปริมาณฝนจากพายุฤดูร้อนที่ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มเติม รวมถึงระบายน้ำเท่าที่จำเป็นและเคร่งครัดตามแผน เพื่อลดความเสี่ยงในบางพื้นที่ที่ปริมาณฝนน้อย และอาจจะเกิดฝนทิ้งช่วงในเดือน มิ.ย. – ก.ค.ในหลายพื้นที่ได้ นอกจากนี้ ยังได้ประสานขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดการปลูกพืชฤดูแล้งและพืชต่อเนื่อง เน้นสร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำและการปรับตัวให้หันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน

ขณะที่สถานการณ์ฤดูฝนปี 62 กรมอุตุนิยมวิทยา และ สสน.ได้คาดการณ์ว่า จะเริ่มต้นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค.คาดว่าประมาณวันที่ 23 – 25 พ.ค.62 โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะมีฝนต่ำกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก พิษณุโลก กำแพงเพชร ขอนแก่น ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี สระแก้ว พัทยา จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และ จ.สตูล จะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติมากกว่าร้อยละ 10

“นอกจากการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค – บริโภค ใน 7 จังหวัดแล้ว ยังมีพื้นที่เสี่ยงลักษณะเป็นเกาะ อาทิ เกาะภูเก็ต เกาะสีชัง ซึ่งเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคด้วย ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้การประปาส่วนภูมิภาคร่วมกับทางจังหวัด จัดหาแหล่งน้ำต้นทุนสำรองให้เพียงพอตลอดจนถึงสิ้นเดือน พ.ค.แล้ว และเพื่อความไม่ประมาท พล.อ.ฉัตรชัย ได้สั่งการให้ขยายระยะเวลาการวางแผนจัดหาแหล่งน้ำรองรับให้ครอบคลุมไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ว่าจะมีน้ำใช้เพียงพอจนกว่าฤดูฝนจะมาถึง และกำชับให้ สทนช.บูรณาการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง โดยจะเรียกประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในวันที่ 1 พ.ค.นี้ เพื่อมอบนโยบายและซักซ้อมแผนปฏิบัติการของหน่วยงานรับผิดชอบเป็นรายพื้นที่ทั้งพื้นที่ที่ประกาศภัยแล้ง รวมถึงพื้นที่เสี่ยงอีกครั้งให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง

ขณะเดียวกัน ยังจะมีการพิจารณาแผนงานโครงการเร่งด่วนเพื่อพัฒนาปรับปรุงแหล่งน้ำต่างๆ ให้แล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ฤดูฝน โดยเฉพาะบ่อน้ำ และบ่อบาดาล ที่ สทนช.ได้ดำเนินการรวบรวม วิเคราะห์ โครงการที่มีความพร้อมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีประมาณ 144 โครงการ วงเงิน 1,200 – 1,300 ล้านบาท ให้ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติโดยเร็วต่อไป” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

‘กฤษฎา’เร่งเกณฑ์ใหม่’นมโรงเรียน’ทันเปิดเทอมวันแรก จัดโควตากระจาย5ภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410262

'กฤษฎา'เร่งเกณฑ์ใหม่'นมโรงเรียน'ทันเปิดเทอมวันแรก จัดโควตากระจาย5ภูมิภาค

‘กฤษฎา’เร่งเกณฑ์ใหม่’นมโรงเรียน’ทันเปิดเทอมวันแรก จัดโควตากระจาย5ภูมิภาค

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 16.04 น.

“กฤษฎา”เร่งเกณฑ์ใหม่”นมโรงเรียน”ทันเปิดเทอมวันแรก จัดโควตาสิทธิจำหน่ายกระจาย5ภูมิภาค กำหนดวันที่ 6-16พ.ค.ผู้ประกอบการทำสัญญาซื้อขายกับอปท.ส่งโรงเรียนทั่วประเทศ ด้านผู้ประกอบการนม ยกเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลนี้ ชี้ถึงจุดจบนิยายน้ำเน่าเกิดซ้ำซากทุกเทอมตบตีแย่งชิงโควตานม

26 เม.ย.62 นายสัตวแพทย์ณรงค์ เลี้ยงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ และเลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียน เปิดเผยว่า ได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการจำหน่ายนมโรงเรียนเสร็จสิ้นแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมเอกสาร แล้วจะเร่งคณะอนุกรรมการกลุ่มพื้นที่ 5 กลุ่มภูมิภาค จัดประชุมพิจารณาคัดเลือกผู้ประกอบการและจัดสรรสิทธิ (โควตา) การจำหน่าย คาดว่าวันที่ 30 เม.ย.จะได้ผลการคัดเลือก รวมทั้งผลการพิจารณาจัดสรรพื้นที่จำหน่าย ในวันที่ 1 พ.ค.ตามข้อสั่งการของ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นย้ำว่าเปิดเทอมวันแรกเด็กนักเรียนทุกคนต้องได้ดื่มนมที่ดีมีคุณภาพ มีการควบคุมตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนไม่เกิดปัญหาเหมือนในอดีต

สำหรับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาระหว่างผู้ประกอบกับหน่วยงานที่จัดซื้อจัดจ้างนมโรงเรียนซึ่งจะประกาศผลบนเว็บไซต์ทั้งหมด โดยผู้ประกอบการสามารถทำสัญญากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบการจัดซื้อนมโรงเรียนของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ ที่ดูแลการจัดซื้อในส่วนโรงเรียนเอกชนตั้งแต่วันที่ 6 – 16 พ.ค.นี้

ด้าน นายสุรชาติ คหินทพงษ์ ประธานกลุ่มความร่วมมือภาคสหกรณ์ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา (ACPU) ซึ่งสมัครเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนประจำปีการศึกษา 2562 รวม 19 ราย กล่าวว่า มั่นใจในแนวทางที่นายกฤษฎา เข้ามาเซ็ตซีโร่ทั้งระบบโดยปฏิรูปการบริหารจัดการนมโรงเรียนใหม่ และได้แต่งตั้งคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ขึ้นมารับผิดชอบ โดยแยกออกจากคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) ทำให้คณะกรรมการอาหารนมฯ รวมทั้งคณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 4 ชุด ไม่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งผู้แทนกลุ่มเกษตรกร ผู้แทนกลุ่มผู้ประกอบการ มานั่งอยู่ในคณะกรรมการ เนื่องจากที่ผ่านมาตัวแทนแต่ละกลุ่มพยายามกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เอื้อต่อกลุ่มของตนเอง ทำให้เกิดความขัดแย้งและไม่ได้รับการแก้ไขต่างฟ้องร้องระหว่างกัน ทั้งเรื่องการจัดโควตาจำหน่ายไม่โปร่งใส ร้องเรียนเรื่องมีการหักหัวคิว นำโควตานมไปขายต่อ

สำหรับแนวทางปฎิรูปโครงการนมโรงเรียนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแล้วกำหนดให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนระดับกลุ่มพื้นที่ 5 กลุ่ม ที่เป็นพื้นที่เลี้ยงโคนมจำนวนมาก ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน สามารถควบคุมคุณภาพนมโรงเรียนได้อย่างใกล้ชิดมีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้ว่าเป็นน้ำนมดิบจากโคนม เพราะมาจากโซนที่เลี้ยงโคนมที่กำหนดไว้ชัดเจน พิสูจน์คุณภาพได้ตั้งแต่ก่อนเข้าโรงงาน รวมทั้งเมื่อเข้าโรงงานแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรส์และนมยูเอชทีแล้ว สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน อีกทั้งการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายยังพิจารณาในกลุ่มพื้นที่ก่อนเพื่อให้กระบวนการขนส่งใช้เวลาน้อยที่สุดไปถึงมือเด็กนักเรียน ลดความเสียหายจากขนส่งได้มาก

“นมที่ใหม่สดถึงมือนักเรียนอย่างรวดเร็วทุกวัน และพร้อมปฏิบัติตามระบบใหม่มีบิ๊กดาต้า จะรวบรวมฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้แก้ปัญหาที่ผ่านมาได้ที่มีการแจ้งปริมาณรับซื้อน้ำนมดิบเป็นเท็จ จนสูงกว่าปริมาณน้ำนมดิบที่ผลิตได้ในแต่ละวัน เพื่อให้ได้โควตานมมากขึ้นจะหมดไป เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลนี้ และรมว.เกษตรฯ ที่ผ่านมาโครงการนมโรงเรียนถูกมองว่ามีการแย่งชิงผลประโยชน์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นกรรมการและอนุกรรมการฯ ร้องเรียนกันว่า ปริมาณน้ำนมดิบที่แจ้งมากกว่าผลิตได้จริง เนื่องจากแย่งโควตาจำหน่ายกัน เป็นเหมือนละครน้ำเน่าที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกภาคเรียน แต่ระบบใหม่นี้โปร่งใสและตรวจสอบได้เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ได้ดื่มนมคุณภาพดี ทันทีในวันเปิดภาคเรียน 16 พ.ค.นี้” นายสุรชาติ กล่าว

ชาวนาข้าวระโนดผลิตข้าวหอมก-ข43 ข้าวเพื่อสุขภาพล๊อตแรกออกสู่ตลาดแล้ววันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410231

ชาวนาข้าวระโนดผลิตข้าวหอมก-ข43 ข้าวเพื่อสุขภาพล๊อตแรกออกสู่ตลาดแล้ววันนี้

ชาวนาข้าวระโนดผลิตข้าวหอมก-ข43 ข้าวเพื่อสุขภาพล๊อตแรกออกสู่ตลาดแล้ววันนี้

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 14.02 น.

เกษตรกรชาวนาข้าวระโนด เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนระโนดกล้วยหอมทองปลอดสารพิษ ผลิตข้าว ก-ข 43 เพื่อสุขภาพ หลังสมาชิก 28 คนนำพันธุ์ข้าว ก-ข 43 ลงปลูกในแปลงนาพื้นที่อำเภอระโนด  จำนวน 410 ไร่ และได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวและบรรจุลงถุงออกสู่ตลาดแล้ว โดยนำสูตรปุ๋ยปรับคุณภาพดินซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ใช้กับกล้วยหอมทองมาปรับใช้กับแปลงนาข้าว ก-ข 43 เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ปลอดสารพิษและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวในพื้นที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เกษตรกรชาวนาข้าวระโนด ที่เป็นสมาชิกเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนระโนดกล้วยหอมทองปลอดสารพิษ จำนวน 28 คน ได้นำพันธุ์ข้าว ก-ข 43 มาปลูกในแปลงนาพื้นที่อำเภอระโนด จำนวน 410 ไร่ และหลังครบกำหนด เวลา 90 วัน ก็ได้ทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว ก-ข 43 ส่งโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าว ช&ช เจริญเกษตร อินดัสตรี้ส์ เลขที่ 180/6 ม.1 ต.ตะเครียะ อ.ระโนด จ.สงขลา หลังจากนั้นทำการบรรจุลงถุงออกสู่ตลาด

 

 

สำหรับข้าว ก-ข 43 ที่ปลูกในแปลงนาพื้นที่อำเภอระโนด  จำนวน 410 ไร่ ของเกษตรกรชาวนาข้าวระโนด จำนวน 28 คนนี้ ได้นำสูตรปุ๋ยปรับคุณภาพดินซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ใช้กับกล้วยหอมทองมาปรับใช้กับแปลงนาข้าว ก-ข 43 เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ปลอดสารพิษและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐบาลกำลังส่งเสริมในเรื่องของการทำนาข้าวปลอดภัย นาข้าวปลอดสารพิษ

นายจิระวัฒน์ ภักดี ประธานวิสาหกิจชุมชนระโนดกล้วยหอมทองปลอดสารพิษพร้อมสมาชิกฯได้เดินทางไปที่โรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าว ช&ช เจริญเกษตร อินดัสตรี้ส์ เลขที่ 180/6 ม.1 ต.ตะเครียะ อ.ระโนด จ.สงขลา ของนายชลอ กาฬจันโท ซึ่งเป็นโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าว ที่ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนระโนดกล้วยหอมทองปลอดสารพิษนำข้าวของสมาชิกมาดำเนินการที่นี่รวมทั้งแพ๊คบรรจุใส่ถุงด้วยเพื่อส่งออกสู่ตลาดกระจายไปทั่วจังหวัดสงขลา ซึ่งทางโรงงานฯก็เร่งดำเนินการให้กับทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนระโนดฯก่อน เนื่องจากข้าว ก-ข 43 ที่ออกสู่ตลาดล๊อตแรกขายดีจนมีออร์เดอร์สั่งเข้ามาจนผลิตไม่ทัน เนื่องจากข้าว ก-ข 43 เป็นข้าวเพื่อสุขภาพ  มีดัชนีน้ำตาลต่ำ จึงเหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน คนอ้วนหรือคนรักสุขภาพโดยทั่วไป

 

 

สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองระโนด ได้ทำในเรื่องการตลาดมาก่อน โดยทำการตลาดก่อนทำการผลิต เพราะฉะนั้นปัญหาในเรื่องราคาก็ไม่เป็นปัญหา  ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองระโนด ได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวกับเจ้าของแปลงนาข้าว ก-ข 43 ในราคาประกัน ตันละ 8,000 บาท พร้อมด้วยปัจจัยการผลิตข้าวอีกไร่ละ 1,250 บาทฟรีและทางกลุ่มได้ทำสัญญากันไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นปัญหาในเรื่องราคาข้าวของสมาชิกทั้ง 28 คน ในพื้นที่ 410 ไร่ จะไม่มีปัญหาในเรื่องของราคา เพราะได้ทำประกันราคากันไว้ก่อนแล้ว ถือเป็นการช่วยยกระดับราคาข้าวอีกทางหนึ่งด้วย

นายจิระวัฒน์ ภักดี ประธานวิสาหกิจชุมชนระโนดกล้วยหอมทองปลอดสารพิษ กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองระโนด ได้ทำข้อตกลงร่วมกันกับทางโรงสีข้าว ข้าวทั้งหมดที่ทำในรอบนี้ 410 ไร่มาทำที่โรงสีนี้ทุกเมล็ด ซึ่งจะต้องผ่านการอบทั้งหมด เพราะว่าข้าวที่สีเสร็จจะบรรจุลงถุงทั้งหมดโดยไม่มีการรมยา เพราะฉะนั้นข้าวของเราจึงเป็นข้าวที่ปลอดภัยเหมาะกับผู้บริโภค ซึ่งเราได้ทำคอนเซ็บก่อนหน้านี้แล้วว่า เวลาเราเก็บเกี่ยวข้าวเจะต้องมาส่งข้าวมาที่โรงสีแห่งนี้ทุกรายทุกเจ้าทั้ง 410 ไร่ ข้าวเปลือกที่ได้ในรอบนี้ประมาณ 200 กว่าตันก็ประสบความสำเร็จในรอบแรกเลย

สำหรับตลาดที่ส่งขายจะเป็นสหกรณ์การเกษตรระโนด สมาชิกกล้วยหอมทอง สมาชิกฟักทองและสมาชิกทั่วไป สหกรณ์การเกษตรคลองหอยโข่ง สหกรณ์การเกษตรบางกล่ำ และสหกรณ์การเกษตรกระแสสินธุ์ ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มกล้วยหอมทองอยู่แล้วเกือบทั้งหมด ในเรื่องของราคาก็ขายในราคาท้องตลาดทั่วไป ถุงละ 5 กิโลกรัม ถุงละ 200 บาท กก.ละ 40 บาท สำหรับลูกค้าตอนนี้กระแสตอบรับดี เพราะข้าว ก-ข 43 เป็นข้าวเพื่อสุขภาพดัชนีน้ำตาลปานกลางและค่อนข้างจะต่ำ เพราะฉะนั้นข้าวนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน คนอ้วนหรือคนรักสุขภาพโดยทั่วไป ในรอบนี้ผลตอบรับดีมาก

เขื่อนลำปาวหยุดส่งน้ำสิ้นเม.ย. ยันมีสำรองพอใช้ถึงเข้าหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410106

x

เขื่อนลำปาวหยุดส่งน้ำสิ้นเม.ย. ยันมีสำรองพอใช้ถึงเข้าหน้าฝน

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายพงศ์ศักดิ์ ณ ศร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว กรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังสิ้นเดือนเมษายน โครงการส่งน้ำฯ ลำปาวจะหยุดส่งน้ำเพื่อกิจกรรมการเกษตร หลังได้ส่งน้ำให้เกษตรกรทำนาปรังในฤดูแล้งปี 2561/62 ได้เกือบเต็มพื้นที่ชลประทาน คือ 270,000 ไร่ เกินแผนที่กำหนดจำนวน 20,000ไร่ ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังคงระบายน้ำลงลำน้ำลำปาวเพื่อรักษาระบบนิเวศวันละ 400,000 ลบ.ม. และระบายน้ำนอนคลองให้กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งที่อยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานทางคลองส่งน้ำด้านขวา กม.28 อีกวันละ 100,000 ลบ.ม. รวมทั้งกิจกรรมใช้น้ำด้านอื่นยังคงส่งน้ำให้ปกติ ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่มีอยู่สามารถให้บริการกับผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนได้โดยไม่มีปัญหาจนสิ้นฤดูแล้ง

สำหรับปริมาณน้ำในเขื่อนลำปาวปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 481 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 24ของปริมาณเก็บกัก และคาดว่าเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม 2562 จะมีน้ำเหลือในอ่างฯ ประมาณ 400 ล้านลบ.ม.ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุม และเพียงพอจัดสรรให้เกษตรกรทำนาปีช่วงต้นฤดูกาลได้ตามปกติ

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่มักเกิดช่วงฤดูฝนนั้น นายพงศ์ศักดิ์กล่าวว่า กรมชลประทานศึกษาแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมไว้ 2 กรณีคือ เปิดพื้นที่รับน้ำนองเช่นเดียวกับบางระกำโมเดล โดยปล่อยน้ำให้เกษตรกรทำนาและเก็บเกี่ยวให้เสร็จก่อนน้ำหลาก เมื่อถึงเดือนกันยายนจึงปล่อยให้เป็นพื้นที่เก็บน้ำได้ประมาณ 16 ล้านลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังมีเกษตรกรบางส่วนไม่พร้อมดำเนินการ จึงเสนอวิธีขุดลอกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำให้ระบายน้ำออกจากที่ลุ่มต่ำภายใน 2 อาทิตย์ หรือทำพนังกั้นน้ำโอบป้องกันน้ำเข้าท่วม นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบว่าปัญหาน้ำท่วมไม่ได้เกิดประจำทุกปี ประกอบกับภายหลังจากมีการเพิ่มความจุให้อ่างฯลำปาวเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 500 ล้านลบ.ม. คาดว่าปีนี้จะควบคุมสถานการณ์พื้นที่ท้ายเขื่อนได้ ซึ่งโครงการวางแผนเก็บน้ำช่วงฝนนี้ให้เต็มศักยภาพความจุ 1,900 ล้านลบ.ม. เพื่อเป็นน้ำต้นทุนและช่วยบรรเทาอุทกภัยให้พื้นที่ลุ่มต่ำ ในอนาคตโครงการส่งน้ำฯลำปาว มีแผนปรับปรุงระบบส่งน้ำระยะทางรวมกว่า 600 กิโลเมตร เป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำให้รวดเร็วทั่วถึงเต็มพื้นที่ชลประทานที่มีมากกว่า 300,000 ไร่

เร่งแแก้ไฟป่าหมอกควัน9จว.เหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410107

x

เร่งแแก้ไฟป่าหมอกควัน9จว.เหนือ

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า กรมอุทยานฯ ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศประมาณ 73 ล้านไร่ มีสถานีควบคุมไฟป่าทั่วประเทศ 147 สถานี ดูแลพื้นที่หลัก 26.437 ล้านไร่ ซึ่งปีนี้สถานการณ์ไฟป่าเกิดขึ้นมากกว่าทุกปี โดยเฉพาะใน 9 จังหวัดภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน จ.แพร่ จ.น่าน จ.ลำปาง จ.ลำพูน จ.พะเยา และจ.ตาก จึงดำเนินการแก้ปัญหาไฟป่าระยะเร่งด่วน ได้แก่ 1. กำหนด 60 วันห้ามเผา ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ 2.สนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ชุดดับไฟป่า 510 นาย จากทั่วประเทศมาช่วยดับไฟป่า 3.ตั้งกองอำนวยการควบคุมไฟป่าในพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ 16 กอ. (พื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 5 กอ. คือ กอ.ตาก /กอ.ดอยตุง/กอ.เชียงใหม่/กอ.อินทนนท์/กอ.แม่ฮ่องสอน โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ พิเศษดับไฟป่า สนับสนุนการปฏิบัติงานควบคุมไฟป่าแก่กองอำนวยการควบคุมไฟป่าด้วย นอกจากนี้ ยังบูรณาการกับทุกภาคส่วนตลอดจนประชาชนจิตอาสาที่มาช่วยป้องกันและร่วมดับไฟป่า ร่วมหยุดการลุกลามของ (Hot spot) ร่วมทำแนวกันไฟ การเฝ้าระวังและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงอันตรายของการเผาป่าด้วย

ขณะที่การแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เร่งดับไฟป้องกันการลุกลาม ไม่ให้เกิดขึ้นอีก และอยากฝากประชาชนสามารถแจ้งเหตุไฟป่าได้ที่สายด่วน (Hotline) เฝ้าระวังไฟป่าของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายเลข 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยแนวทางเร่งด่วนในการแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือของกรมอุทยานแห่งชาติฯ เน้นแก้ปัญหาการเผาระดับ ตำบล จึงตั้งเป็นคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันโดยการบูรณาการ ผู้ว่าราชการเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ซึ่งหลังจากสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่เริ่มลดลง จะเข้าสู่ระยะฟื้นฟูและสร้างความยั่งยืนต่อไป

แนะแปลงใหญ่ข้าวปรับระบบปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410108

x

แนะแปลงใหญ่ข้าวปรับระบบปลูก

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า การจัดการแปลงใหญ่ยังคงต้องดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเข้าไปศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ยังช่วยส่งเสริมเพื่อการจัดระบบการปลูกพืชข้าวแปลงใหญ่ในภาคกลาง เช่น จ.พระนครศรีอยุธยาดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปัจจุบันมีทั้งหมด 33 แปลง 4 ชนิดสินค้า ได้แก่ ข้าว พืชผัก พืชอาหารสัตว์ และแพะเนื้อ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1,659 ราย มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการ 38,758.25 ไร่ สำหรับแปลงใหญ่ข้าวส่งเสริมให้เกษตรกรลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ จากอัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ลดเหลือเพียง 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ ส่งเสริมให้ใช้เครื่องโรยข้าวงอกนวัตกรรมช่วยลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งการปลูกข้าวในเขตภาคกลางส่วนมากปลูกโดยหว่านน้ำตม เพราะนอกจากทำให้ใช้เมล็ดพันธุ์น้อยลงแล้ว ยังส่งผลให้ต้นข้าวที่งอกเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ มีระยะห่างเหมาะสมลดกระจุกตัว ง่ายต่อการบริหารจัดการต่อไป

พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรเก็บตัวอย่างดินจากแปลงนาของตน ไปตรวจวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินเบื้องต้น และส่งเสริมให้ผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินใช้เอง ซึ่งการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินนี้จะใช้ปุ๋ยลดลง จากอัตราส่วน 50 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรอบการผลิต ลดเหลือเพียง 30 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรอบการผลิต และส่งเสริมให้ใช้น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยคอกควบคู่กับปุ๋ยเคมี เพื่อปรับโครงสร้างดิน เน้นปรับปรุงบำรุงดิน โดยไถกลบตอซัง ปลูกปุ๋ยพืชสด ร่วมกับส่งเสริมให้เกษตรกรจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) และสนับสนุนให้เกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์ควบคู่กับการใช้สารเคมีจัดการศัตรูพืช

ด้านการเพิ่มปริมาณผลผลิต ส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดีเหมาะกับพื้นที่ มีเมล็ดพันธุ์ปนน้อย ในการผลิต ผ่านการถ่ายทอดความรู้การจัดการระหว่างการเก็บเกี่ยวโดยส่งเสริมให้เก็บเกี่ยวข้าวช่วงระยะพลับพลึง เพื่อลดสูญเสียปริมาณข้าว ด้านการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานเน้นส่งเสริมให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารปลอดภัยด้วยการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับความหมาย แนวทางขอรับรองมาตรฐานการเกษตรที่ดีที่เหมาะสม (GAP) และส่งเสริมให้ขอรับรองมาตรฐาน GAP ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯปรับระบบการผลิตและขอรับรองมาตรฐานการผลิตตามระบบ GAP 436 ราย และที่ได้รับรองมาตรฐานแล้ว 136 ราย คิดเป็นร้อยละ 11.09 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งผลการดำเนินงานเบื้องต้นทำให้เกษตรกรสามารถพัฒนาคุณภาพผลผลิตข้าวได้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมโยงตลาดโดยร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ทำสัญญารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะลดต้นทุนการผลิตได้ จากเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการมีต้นทุนเฉลี่ย 4,714 บาทต่อไร่ และเมื่อเข้าโครงการแล้วมีต้นทุนผลิตเฉลี่ย 4,008 บาทต่อไร่ลดได้ 706 บาท คิดเป็นร้อยละ 18.14ของต้นทุนการผลิตก่อนเข้าร่วมโครงการทั้งยังเพิ่มปริมาณผลผลิตเฉลี่ยเป็น 849 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการ 775 กิโลกรัมต่อไร่ ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น 74 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 9.46 ของปริมาณผลผลิตเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการแต่ในอนาคต กรมเตรียมส่งเสริมให้เกษตกรตระหนักถึงการทำผลผลิตที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค พร้อมปรับกระบวนการผลิตให้ได้รับรองมาตรฐาน GAP ให้ได้มากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

เลาะรั้วเกษตร : ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410105

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ก่อนหยุดสงกรานต์ มีข่าวที่ฮอตไม่แพ้เรื่องการเมือง นั่นคือ ข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าตรวจค้นมูลนิธิข้าวขวัญ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี แจ้งข้อหาเจ้าหน้าที่มูลนิธิมีกัญชาไว้ในครอบครอง ยึดสารสกัดจากกัญชาที่มูลนิธิยืนยันว่าทำการผลิตแจกจ่ายผู้ป่วย รวมทั้งออกหมายเรียก เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญมาให้ปากคำด้วย

งานนี้ที่ฮอต เพราะ อนุทิน ชาญวีรกูลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ชูนโยบายพรรคว่าจะทำให้กัญชาเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ออกตัวแรงประกาศจะเสียเงินค่าประกันตัว เดชา ศิริภัทร

ที่ฮอตเพราะ วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศลั่นว่า จะลาออกจากตำแหน่งถ้า เดชา ศิริภัทร ถูกดำเนินคดี พร้อมกับให้ข่าวว่านายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งรองนายกฯ พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง สั่งในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ให้กระทรวงสาธารณสุข และมหาวิทยาลัย สนับสนุนมูลนิธิข้าวขวัญ ทำการพัฒนาการผลิตสารสกัดจากกัญชาต่อไป
เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง

พอเข้าใจได้ถึงความห่วงใยของรัฐบาลที่มีต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการยามารักษา และบำบัด แต่ไม่เข้าใจถึงแนวคิด และการตัดสินใจของรัฐบาลต่อกรณีนี้ ทำให้ต้องย้อนกลับไปดูกฎหมายเกี่ยวกับกัญชา

ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดให้ กัญชา เป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 กลุ่มเดียวกับ กระท่อม และ ฝิ่น เหตุผลเพราะกัญชามีสารออกฤทธิ์ เตตราไฮโดรแคนนาบินอล หรือ THC ซึ่งมีผลต่อสมองควบคุมความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของผู้เสพ ทำให้ผู้เสพมีอาการคล้ายเมาเหล้า ความคิดอ่านช้า สับสน และประสาทหลอน ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ครอบครอง ผู้เสพกัญชา มีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งมีโทษทั้งจำคุก และปรับเป็นเงินตามอัตราที่กำหนด ซึ่งมากน้อยต่างกันไปตามความผิด

นั่นเป็นกฎหมาย เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งยังไม่มีการนำสารสกัดจากกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย คนทั่วไปเสพกัญชาแบบสูบุหรี่ หรือสูบจากลำไม้ไผ่ที่เรียกกันว่า “บ้องกัญชา” หรือบางคนอาจใช้ใบกัญชาผสมลงไปในอาหารที่ปรุงรับประทาน ไม่ได้หวังผลในการรักษาโรค หวังเพียงเพื่อความเคลิบเคลิ้ม ผ่อนคลาย มีความสุข

ต้องยอมรับว่าในระยะหลังมนุษย์พยายามกลับสู่ธรรมชาติ แม้ยารักษาโรคก็แสวงหาจากธรรมชาติ คือสมุนไพรต่างๆ กัญชา คือหนึ่งในสมุนไพรเหล่านั้น มีหลายประเทศใช้สารสกัดจากกัญชามารักษาโรค กระแสการใช้กัญชารักษาโรคเข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ และมีผู้แอบใช้เทคโนโลยีผลิตสารสกัดจากกัญชาในรูปของน้ำมันกัญชา (แบบน้ำ และแคปซูล) นำมาใช้ในทางการแพทย์ โดยเฉพาะช่วยให้คนที่เครียด นอนไม่หลับ รู้สึกผ่อนคลาย และหลับสบาย จนเป็นที่นิยมกันแพร่หลายแบบบอกเล่ากันปากต่อปาก

คนที่แอบผลิตน้ำมันกัญชามิได้มีเพียงมูลนิธิข้าวขวัญ ของเดชา ศิริภัทร เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายราย สนนราคาของน้ำมันกัญชาที่ผลิตออกมาจำหน่ายแตกต่างกันไป และไม่ใช่ถูกๆ แต่คนที่อยากรักษาอาการนอนไม่หลับไม่รู้สึกว่าแพง ยิ่งมาในระยะหลังบอกว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงราคา แต่เรื่องรักษามะเร็งยังมีหลักฐานอ้างอิงน้อยกว่ารักษาโรคนอนไม่หลับ

เมื่อกระแสกัญชารักษาโรคมาแรง ในปี 2559 กระทรวงสาธารณสุขจึงออกกฎกระทรวง อนุญาตให้สามารถผลิต จำหน่าย และครอบครองกัญชาได้ เฉพาะกรณีที่ต้องการศึกษาวิจัยเท่านั้น โดยต้องขออนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรณีไป

จนกระทั่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ได้มีการออก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ระบุว่าสามารถนำกัญชาและกระท่อมไปใช้ในทางการแพทย์ และวิจัยได้ พร้อมกับออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่อนิรโทษกรรมผู้ครอบครองกัญชาก่อนที่ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้

ที่กล่าวมาเป็นลำดับนี้ ก็ดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังจะปลดล็อคกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาอย่างเป็นขั้นตอนดีอยู่แล้ว…ทำไมนายก และรองนายกรัฐมนตรี จึงต้องรีบสั่งการแบบข้ามขั้นตอน

ยิ่งไม่เข้าใจ…กรณีของมูลนิธิข้าวขวัญนี้มีการอ้างว่าไปยื่นเรื่องขอนิรโทษกรรมแล้ว เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่รับเรื่อง แต่กลับโดนบุก ตรวจค้นและแจ้งข้อหาดำเนินคดี ขณะที่ยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาขอนิรโทษกรรม น่าสงสัยจริง เรื่องนี้ใครสร้างสถานการณ์ ใครต้องการผลงาน ใครต้องการโยนหินถามทาง แต่ที่แน่ๆ มีคนได้คะแนนไปเต็มๆ คือ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล (อาจจะรวมไปถึง คนที่จัดงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” ที่เพิ่งจบไปด้วย) และ วิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่กล้าเอาตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ ที่กำลังจะหมดวาระไปพร้อมกับรัฐบาล เป็นเดิมพัน

เตร๊ง ..เตรง เตร่ง เตร๊ง…ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา….

แว่นขยาย

ข้าวพันธุใหม่ สู้มะเร็ง-อนุมูลอิสระ ต้านโรค/ผลผลิตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410152

ข้าวพันธุใหม่ สู้มะเร็ง-อนุมูลอิสระ ต้านโรค/ผลผลิตสูง

ข้าวพันธุใหม่ สู้มะเร็ง-อนุมูลอิสระ ต้านโรค/ผลผลิตสูง

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวพันธุใหม่

สู้มะเร็ง-อนุมูลอิสระ

ต้านโรค/ผลผลิตสูง

กรมการข้าวรับรอง

“กรมการข้าว”พัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อสุขภาพ5 สายพันธุ์ ผ่านการรับรองคุณภาพพิเศษลักษณะเด่นแล้ว ทั้งยับยั้งขยายตัวเซลล์มะเร็ง มีสารต้านอนุมูลอิสระอีกเพียบ ได้ผลผลิตต่อไร่สูง ทนโรค

เมื่อวันที่ 25เมษายน นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวครั้งที่2/2562 ได้มีมติรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ 5 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข81, ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83(หอมนิลหนองคาย 62), ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62, ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย62 โดยแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่น ดังนี้ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 81 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง มีเมล็ดขนาดปานกลาง มีอายุเก็บเกี่ยว 106-109วัน ผลผลิตเฉลี่ยในฤดูนาปรัง 917 กก.ต่อไร่ และฤดูนาปี 686 กก.ต่อไร่ รวงค่อนข้างแน่น จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 275 เมล็ด มีท้องไข่น้อย มีปริมาณอมิโลสตํ่า 16.45เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับแปรรูปเป็นซีเรียล มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับข้าวที่นำเข้าจากออสเตรเลีย สามารถลดการนำเข้าจากประเทศออสเตรเลียได้ปีละหลายล้านบาท เหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่นาชลประทานในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 83 (หอมนิลหนองคาย 62) เป็นข้าวเจ้าดำเพื่อสุขภาพที่มีความหอม มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้องสีม่วงดำ ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งฤดูนาปีและนาปรัง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 542 กก.ต่อไร่ ให้ผลผลิต 864 กก.ต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 117 เมล็ด เมล็ดยาว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก มีสารต้านอนุมูลอิสระ กรดเฟอรูลิค แกมมาออไรซานอล วิตามินอี ฟีนอลิค และฟลาโวนอยด์ เมื่อหุงสุกข้าวสวยเหนียว นุ่ม มีกลิ่นหอม ต้านทานต่อโรคใบไหม้ในระยะกล้า เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานและนาน้ำฝน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดหรือพื้นที่ที่ต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ ซึ่งมีตลาดเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคข้าวเพื่อสุขภาพ

ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 เป็นข้าวเจ้าพื้นเมือง ไวต่อช่วงแสง เป็นพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 541 กก.ต่อไร่ มีลักษณะกอตั้ง ลำต้นแข็งปานกลาง ลักษณะรวงแน่นปานกลาง การแตกระแง้ปานกลาง จำนวนรวงต่อกอ 9 รวง มีปริมาณอมิโลส 16.82 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ ความคงตัวของแป้งสุกอ่อน เนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม ไม่มีความหอม มีศักยภาพให้ผลผลิตสูงในสภาพนาที่สูง ที่มีความสูง 1,000-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ค่อนข้างต้านทานต่อโรคใบไหม้ใน จ.แม่ฮ่องสอน

ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 เป็นข้าวเจ้าพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ ไวต่อช่วงแสง ทรงกอตั้ง ลำต้นแข็ง รวงค่อนข้างแน่น คอรวงยาว รูปร่างเมล็ดยาวเรียว ท้องไข่มาก คุณภาพการสีดีมาก มีปริมาณอมิโลสปานกลาง 20.9 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณโปรตีนในข้าวกล้อง 9.44 เปอร์เซ็นต์ มีคุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี มีคุณสมบัติในการป้องกันการกระจายของเชื้อแบคทีเรียการติดเชื้อ โดยเฉพาะเป็นสารที่ป้องกันอนุมูลอิสระและการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง มีสารกลุ่มวิตามินบีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ช่วยในการเผาผลาญ เหมาะกับการปลูกในสภาพไร่ทั่วไป ปลูกเป็นพืชแซมยาง และปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ในภาคใต้

ข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลำต้นค่อนข้างแข็ง ทรงกอตั้ง รวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว ผลผลิตเฉลี่ย 578 กก.ต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 167 เมล็ด รูปร่างเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก เป็นข้าวอมิโลสตํ่า 15.2 เปอร์เซ็นต์ ความคงตัวของแป้งสุกอยู่ในระดับอ่อน อุณหภูมิแป้งสุกตํ่า การยืดตัวของข้าวสุกปกติ ข้าวสวยมีสีขาวนวล นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางที่ต้องการปลูกข้าวอายุเบา คุณภาพดี

รายงานพิเศษ : 40ปีสศก.ปรับตัวเข้ายุคดิจิทัล พัฒนาข้อมูลสารสนเทศตอบโจทย์เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410110

รายงานพิเศษ : 40ปีสศก.ปรับตัวเข้ายุคดิจิทัล พัฒนาข้อมูลสารสนเทศตอบโจทย์เกษตรกร

รายงานพิเศษ : 40ปีสศก.ปรับตัวเข้ายุคดิจิทัล พัฒนาข้อมูลสารสนเทศตอบโจทย์เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการ สศก.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2522 ถึงปัจจุบันรวมระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ สศก.ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร รายได้ความเป็นอยู่ของเกษตรกร เพื่อนำไปวิเคราะห์ออกมาเป็นมาตรการหรือแนวทางเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สู่การขับเคลื่อนนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร ที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา สศก.ทำหน้าที่จัดเก็บรวบรวมข้อมูลสารสนเทศการเกษตรด้านต่างๆ จำนวนมาก เป็นข้อมูลขนาดใหญ่ และหลากหลาย (Big Data) ทั้งข้อมูลเรื่องการผลิต จำนวนเกษตรกร ขนาดการถือครองที่ดิน ข้อมูลสินค้าต่างๆ ผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิต ภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือน รายได้เกษตรกร ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ได้รับการพัฒนามาต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่เก็บข้อมูลตามตำบล หมู่บ้าน สอบถามเกษตรกร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สุ่มตัวอย่างตามหลักวิชาการเศรษฐกิจ ได้ตัวอย่างมาตรวจสอบวิเคราะห์และจัดทำเป็นเอกสาร และเผยแพร่ข้อมูลผ่านหอกระจายข่าวในชุมชน หรือผ่านหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ เช่น เกษตรตำบล รวมถึงสื่อสารผ่านผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เป็นการเข้าถึงข้อมูลแบบเผชิญหน้า

ต่อมาพัฒนาเป็นระบบ ICT เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ข้อมูลสารสนเทศทางการเกษตรทุกอย่างเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.oae.go.th ของสศก. ควบคู่กับช่องทางปกติคือ แนะนำให้ความรู้ผ่านหน่วยงานในพื้นที่ และศูนย์เรียนรู้ต่างๆ ภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ สศก.รวบรวมไว้มีขนาดใหญ่และครอบคลุมรอบด้าน จึงจำเป็นต้องย่อยข้อมูลจาก Big Data โดยจำแนกและจัดหมวดหมู่ให้เข้าใจง่ายนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรงจากข้อมูลเหล่านี้ เช่น ข้อมูลการผลิตแยกเป็นระดับประเทศ ระดับภาค ระดับจังหวัด ซึ่งในอนาคตจะพยายามลงข้อมูลให้ลึกไปถึงระดับอำเภอ

ที่สำคัญ สศก.ยังพัฒนาไปอีกขั้น ด้วยการจัดชุดข้อมูลที่เหมาะสมต่อการวางแผนการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาศักยภาพเกษตรกรไว้ในแอพพลิเคชั่น (Application) ที่เข้าถึงข้อมูลผ่านช่องทางสมาร์ทโฟน ได้แก่ แอปฯ OAE RCMO กระดานเศรษฐี ใช้คำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และเปรียบเทียบต้นทุนจากการคำนวณกับต้นทุนเฉลี่ยเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน โดยยังมีข้อมูลตลาด และความเหมาะสมของสินค้าในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรเลือกลงทุนกับสินค้าที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนมากที่สุด และล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปคือ แอพฯ ฟาร์ม D เพื่อการออกแบบจัดการฟาร์มที่เหมาะสมด้วยตัวเกษตรกรเอง โดยมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจผลิตสินค้าเกษตร รวมถึงปรับเปลี่ยนสินค้าเกษตรที่ไม่เหมาะสม ไปสู่สินค้าเกษตรตัวใหม่ที่เหมาะสมกว่า โดยนำข้อมูลราคาผลผลิตสินค้าเกษตร ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และผลตอบแทนสุทธิสินค้าเกษตรของพืช ปศุสัตว์ และประมง ในแต่ละจังหวัด มาวิเคราะห์แผนการผลิต ซึ่งแอพพลิเคชั่นจะกำหนดให้เกษตรกรเลือกผลิตสินค้าเกษตรในรอบปีได้ไม่เกินที่ดินที่เกษตรกรมีอยู่ และแสดงผลออกมาเป็นปฏิทินการผลิต (Calendar) ที่มีรายละเอียดประกอบด้วย สินค้าที่เกษตรกรเลือก ต้นทุนการผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิตรวม และผลตอบแทนสุทธิรวม และในระยะต่อไปจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้นำข้อจำกัดของเกษตรกร ได้แก่ แรงงาน เงินทุน และน้ำ มาวิเคราะห์ได้เพิ่มเติมต่อไป

“ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลสารสนเทศทางการเกษตรที่ สศก.จัดทำขึ้นและเผยแพร่สู่สาธารณชนได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นจากเกษตรกรและผู้สนใจนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์มาต่อเนื่อง ทั้งด้านความถูกต้อง แม่นยำ แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพภูมิอากาศ ภูมิสังคม และการปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล บุคคลากรของสศก.ต้องปรับตัว พัฒนาวิชาการผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะให้บริการเกษตรกรของประเทศเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา เนื่องจากข้อมูลสำคัญมากที่สุด ถ้าเกษตรกรเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง จะรู้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว นำไปสู่การปรับตัวพัฒนาไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรที่ต้นทุนต่ำและให้ผลตอบแทนสูง สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน” เลขาธิการ สศก. กล่าวย้ำ

สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 41 สศก.ยังคงมุ่งมั่นปรับปรุงพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศการเกษตรให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ความมั่นคงของภาคเกษตรไทยในที่สุด

ทำไม’น้ำเชื้อสำหรับผสมเทียม’ที่ผ่านการรับรองจาก’กรมปศุสัตว์’ถึงมั่นใจได้ในคุณภาพ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412922

ทำไม'น้ำเชื้อสำหรับผสมเทียม'ที่ผ่านการรับรองจาก'กรมปศุสัตว์'ถึงมั่นใจได้ในคุณภาพ?

ทำไม’น้ำเชื้อสำหรับผสมเทียม’ที่ผ่านการรับรองจาก’กรมปศุสัตว์’ถึงมั่นใจได้ในคุณภาพ?

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“การผสมเทียม” หมายถึง การทำให้เกิดการปฏิสนธิโดยไม่ต้องมีการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ เป็นวิธีที่นิยมใช้กับการเลี้ยงปศุสัตว์ไม่ว่าจะเป็นสุกร โค กระบือ แพะ แกะ ม้า ทำโดยการรีดน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์แล้วนำไปฉีดเข้าในอวัยวะสืบพันธุ์ของสัตว์ตัวเมีย เมื่อสัตว์ตัวเมียนั้นแสดงอาการของการเป็นสัดแล้วทำให้เกิดการตั้งท้องแล้วคลอดออกมาตามปกติ ซึ่งมีข้อดีหลายประการ ประกอบด้วย

1.ทำให้ประหยัดพ่อพันธุ์เมื่อรีดเก็บน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์ได้แต่ละครั้งสามารถนำมาละลายน้ำเชื้อแล้วแบ่งใช้ผสมกับสัตว์ตัวเมียได้จำนวนมาก

2.สามารถผสมพันธุ์สัตว์ที่มีขนาดใหญ่หรือเล็ก ต่างกันได้โดยไม่มีอันตรายจากการขึ้นทับของพ่อพันธุ์

3.ไม่ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงพ่อพันธุ์

4.ตัดปัญหาในเรื่องขนส่งโคไปผสมเพราะสามารถนำน้ำเชื้อไปผสมได้ไกลๆ

5.ป้องกันโรคติดต่อทางระบบสืบพันธุ์ เช่น โรคแท้งติดต่อ

สำหรับประเทศไทยนั้น “สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์” มีหน้าที่กำกับดูแลการผสมเทียมโดย “ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ผสมเทียม” ให้เป็นไปอย่างได้มาตรฐาน ซึ่งกว่าจะมาเป็นน้ำเชื้อที่ได้รับการรับรองคุณภาพนั้นต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ตั้งแต่ “ขั้นคัดกรองพ่อพันธุ์” ต้องเป็นไปตาม “ประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง การนำสัตว์เข้ามาในศูนย์ผลิตน้ำเชื้อและการกักแยกสัตว์ไว้ตรวจสุขภาพ พ.ศ. 2560” มีขั้นตอนดังนี้

“การนำสัตว์เข้ามาในศูนย์ผลิตน้ำเชื้อ” มีหลักเกณฑ์ปฏิบัติ ดังนี้

– ต้องมาจากพื้นที่ที่ไม่เกิดโรคระบาด โดยได้รับการรับรองจากปศุสัตว์จังหวัดต้นทาง

– ในกรณีที่นำเข้าสัตว์พ่อพันธุ์จากต่างประเทศ ต้องมีใบรับรอง ตามระเบียบการนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศของกรมปศุสัตว์

– ต้องผ่านการกักตรวจสุขภาพและมีหลักฐานการตรวจทดสอบโรคจากห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ หรือห้องปฏิบัติการที่กรมปศุสัตว์รับรอง

“การกักแยกสัตว์ไว้ตรวจสุขภาพ” มีหลักเกณฑ์ปฏิบัติ ดังนี้

– กักแยกสัตว์ที่จะนำเข้าศูนย์ผลิตน้ำเชื้อไว้ต่างหากไม่ปะปนกับสัตว์อื่น ที่ฟาร์มหรือแหล่งที่สัตว์อยู่ เป็นเวลาอย่างน้อย 21 วัน จึงเก็บตัวอย่างเลือด ซีรั่ม และอื่นๆ เพื่อตรวจโรค

– ระหว่างรอผลการตรวจโรค สัตว์ที่จะนำเข้าศูนย์ผลิตน้ำเชื้อต้องถูกกักแยกไว้ต่างหากตลอดเวลาโดยไม่ปะปนกับสัตว์อื่น

– เมื่อผลการตรวจโรคผ่าน สามารถเคลื่อนย้ายสัตว์ไปยังศูนย์ผลิตน้ำเชื้อ โดยนำไปแยกไว้ที่คอกกักกันของศูนย์ผลิตน้ำเชื้อ

– กักสัตว์ไว้ที่คอกกักกันของศูนย์ผลิตน้ำเชื้อเป็นเวลาอย่างน้อย 21 วัน จึงเก็บตัวอย่างเลือด ซีรั่ม และอื่นๆ เพื่อตรวจโรคซ้ำ

– ระหว่างที่รอผลการตรวจโรค สัตว์ที่จะนำมาเป็นพ่อพันธุ์ต้องถูกกักแยกไว้ต่างหาก ในคอกกักกันของศูนย์ผลิตน้ำเชื้อตลอดเวลาโดยไม่ปะปนกับสัตว์อื่น และห้ามนำไปใช้ในการผลิตน้ำเชื้อ

– เมื่อผลการตรวจโรคผ่าน จึงนำสัตว์เข้าเขตเลี้ยงสัตว์ของศูนย์ผลิตน้ำเชื้อได้

“ขั้นผลิตและเก็บรักษาน้ำเชื้อ” ต้องเป็นไปตาม “ประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง การรีดเก็บ และผลิตน้ำเชื้อสำหรับผสมพันธุ์สัตว์ พ.ศ.2560” มีขั้นตอนตั้งแต่

– ก่อนทำการรีดเก็บน้ำเชื้อทุกครั้ง ให้ทำความสะอาดบริเวณใต้ท้องและอวัยวะสืบพันธุ์ของพ่อพันธุ์ถ้าใช้สัตว์เป็นตัวล่อให้ทำความสะอาด โดยเฉพาะบริเวณส่วนท้ายที่จะให้พ่อพันธุ์ขึ้นทับ

– ผู้ทำการรีดเก็บน้ำเชื้อต้องตรวจดูจนมั่นใจว่าพ่อพันธุ์สะอาด มีสุขภาพดีพร้อม ที่จะทำการรีดเก็บน้ำเชื้อได้

– ในกรณีที่ใช้ช่องคลอดเทียม ทุกครั้งที่รีดเก็บน้ำเชื้อแล้วให้เปลี่ยนช่องคลอดเทียมอันใหม่ ช่องคลอดเทียมที่ใช้แล้วต้องล้างทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคก่อน
นำมาใช้อีกครั้ง

– อุปกรณ์ เครื่องแก้ว ที่สัมผัสน้ำเชื้อต้องล้างทำความสะอาด อบฆ่าเชื้อโรคและเก็บในตู้สะอาด

– การตรวจคุณภาพน้ำเชื้อและการบรรจุให้กระทำในห้องปฏิบัติการน้ำเชื้อเพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค

– น้ำยาเจือจางน้ำเชื้อต้องผ่านกรรมวิธีทำให้ปราศจากเชื้อโรค และมีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะเพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค

– มีการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำเชื้อหลังผ่านกระบวนการผลิต พร้อมทั้งจดบันทึกไว้เพื่อควบคุมคุณภาพมาตรฐานการผลิต

โดยมีหลักเกณฑ์ “น้ำเชื้อแช่แข็งโค กระบือ” มีตัวอสุจิมีชีวิตไม่ต่ำกว่า 8 ล้านตัวในหนึ่งโด๊ส “น้ำเชื้อแช่แข็งแพะ แกะ” มีตัวอสุจิมีชีวิตไม่ต่ำกว่า 40 ล้านตัวในหนึ่งโด๊ส “น้ำเชื้อสดสุกร” มีตัวอสุจิมีชีวิตไม่ต่ำกว่า 800 ล้านตัวในหนึ่งโด๊ส นอกจากนี้น้ำเชื้อที่ผลิตต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอมที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบ

ทั้งนี้ ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ผสมเทียมต้องตั้งอยู่เป็นเอกเทศ ห่างจากโรงฆ่าสัตว์หรือตลาดค้าสัตว์ไม่ต่ำกว่า 5 กิโลเมตร มีรั้วรอบขอบชิดเพื่อควบคุมการเข้า-ออกของบุคคลและยานพาหนะ แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

1.เขตเลี้ยงสัตว์ ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคไปแพร่แก่สัตว์ เขตนี้เป็นที่ตั้งของ “โรงเรือนพ่อพันธุ์” ซึ่งต้องมีพื้นที่กว้างพอให้พ่อพันธุ์เดินไป-มาและกินอาหารได้สะดวก ไม่มีน้ำขัง มีแสงสว่างและการระบายอากาศเพียงพอ มีที่บังแดด และมีกำหนดทำความสะอาดสม่ำเสมอ

2.เขตปฏิบัติการน้ำเชื้อ เป็นพื้นที่สำหรับเจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการผลิตน้ำเชื้อ ภายในมีอุปกรณ์รีดเก็บ ตรวจคุณภาพ และผลิตน้ำเชื้อ มีช่องสำหรับส่งน้ำเชื้อ ห้องผลิตน้ำเชื้อ ห้องเก็บสต๊อกน้ำเชื้อ และห้องจ่ายน้ำเชื้อ ทั้งนี้ห้องปฏิบัติการน้ำเชื้อต้องไม่ห่างจากบริเวณรีดเก็บน้ำเชื้อเพราะเมื่อรีดน้ำเชื้อแล้วต้องตรวจประเมินทันที อุปกรณ์ต่างๆ ที่สัมผัสกับน้ำเชื้อต้องล้างทำความสะอาด ห่อหรือปิดให้มิดชิดและนึ่งฆ่าเชื้อในอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสอย่างน้อย 30 นาที แล้วเก็บในตู้สะอาดจนกว่าจะนำมาใช้ เขตนี้ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเช่นกัน

3.เขตสำนักงานติดต่อ เป็นจุดรองรับบุคคลภายนอกที่เข้ามาติดต่อกับศูนย์ฯ โดยไม่ต้องผ่านเข้าไปในเขตเลี้ยงสัตว์หรือเขตปฏิบัติการน้ำเชื้อ นอกจากนี้ยังเป็นที่เก็บรวบรวมบันทึกข้อมูล ประวัติพ่อพันธุ์ การรีดเก็บและการผลิตน้ำเชื้อ บันทึกสต๊อกน้ำเชื้อ และการจ่ายน้ำเชื้อ เพื่อการดำเนินการของศูนย์ผลิตน้ำเชื้อและการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์

ซึ่งการตั้งศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ผสมเทียมข้างต้นนั้นอยู่ภายใต้ข้อกำหนดตาม “ระเบียบกรมปศุสัตว์ว่าด้วยการขอรับและออกใบรับรองมาตรฐานศูนย์ผลิตน้ำเชื้อสำหรับผสมพันธุ์สัตว์ พ.ศ.2560” โดยนอกจากการแบ่งเป็น 3 เขตข้างต้นแล้ว ยังต้องมีจุดรวบรวมหรือกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลต่างๆ อย่างถูกสุขลักษณะ รวมถึงต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพไม่ปล่อยหรือทิ้งน้ำเสียออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

ฉะนั้นขอให้เกษตรกรมั่นใจได้ว่า..น้ำเชื้อที่ผ่านการรับรองจากกรมปศุสัตว์มีคุณภาพได้มาตรฐาน!!!..หรือสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและตรวจสอบรายชื่อศูนย์ที่ได้การรับรองมาตราฐานจากกรมปศุสัตว์ได้ที่ http://www.biotech.dld.go.th