สวน’ปาล์ม-ยาง’ฮึ่ม! สุดทนราคาตต่ำ นัดรวมตัวประท้วงใหญ่พฤษภาคมฯนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410850

สวน'ปาล์ม-ยาง'ฮึ่ม! สุดทนราคาตต่ำ นัดรวมตัวประท้วงใหญ่พฤษภาคมฯนี้

สวน’ปาล์ม-ยาง’ฮึ่ม! สุดทนราคาตต่ำ นัดรวมตัวประท้วงใหญ่พฤษภาคมฯนี้

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562, 19.38 น.

29 เม.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (28 เม.ย.62) นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย  ได้ทำหนังจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล และพี่น้องเกษตรกรไทยทั้งประเทศ  โดยมีเนื่้อหาระบุว่า

“เพื่อแสดงความจงรักภักดีและไม่ให้ระคายเคืองต่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งๆที่เดือดร้อนแสนสาหัสจากราคาปาล์มตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรชาวสวนปาล์มก็อดทนไม่เคลื่อนไหว

รวมทั้งเกษตรกรชาวสวนปาล์มพยายามพึ่งพาตนเองตามรอยพ่อ โดยใช้หลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการแบ่งปัน B 100 หรือไบโอดีเซลชุมชน เพื่อลดรายจ่ายในครอบครัว โดยเฉพาะค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และช่วยกันลดซับพลายเพื่อกระตุ้นราคาปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้น #แต่ผมสงสัยว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำ #หรือมันทำไม่ได้เพราะเกรงใจใคร

ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีทางออกที่จะช่วยทำให้ราคาปาล์มในประเทศสูงขึ้นด้วยการบังคับใช้น้ำมัน B 10 แทน B 7 เพราะสามารถลดน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ได้มากกว่าวิธีอื่น และรัฐบาลต้องเท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของข้าราชการรับใช้ทุนพลังงาน ที่แกล้งหวังดีด้วยการพยายามทำ B 20 ที่ดูเหมือนจะดีกว่า แต่วิธีการและขั้นตอนการจัดการยุ่งยาก ปั้มน้ำมันและผู้บริโภคไม่สะดวก ไม่สามารถเป็นจริงได้ในแง่ของการปฏิบัติ ดังนั้น B 10 คือคำตอบสุดท้ายในขณะนี้ครับท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ผมเรียกร้องให้เกษตรกรทั่วประเทศ ยาง ปาล์ม ผลไม้ ชาวนาหรืออื่นๆ เรามาช่วยกันใช้น้ำมันไบโอดีเซล หรือ B 100 พร้อมทั้งขยายจุดแบ่งปันไปทั่วประเทศ เพราะงาช้างไม่เคยงอกออกจากปากสุนัขฉันใด ก็มีแต่เกษตรกรและคนจนด้วยกันที่จะช่วยเหลือและพึ่งพากันเอง เพราะพิสูจน์แล้วว่าการใช้น้ำมันไบโอดีเซลไม่มีปัญหากับเครื่องยนต์ ลดมลพิษ รักษาสิ่งแวดล้อม และราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลลิตรละ 5-7 บาท

สุดท้ายนี้อยากให้รัฐบาลตระหนักในปัญหาผลผลิตการเกษตรตกต่ำทุกตัว อย่ามัวเล่นเกมการเมืองแย่งชิงอำนาจ แต่กลับทอดทิ้งคนยากคนจน ตอนนี้เกษตรกรชาวสวนปาล์มกำลังจะตาย ตามรอยเกษตรกรชาวสวนยางที่ทุกข์หนักต่อเนื่องมากว่า 5 ปี และแกนนำเกษตรกรชาวสวนปาล์มก็ประกาศแล้วว่าจะนัดชุมนุมประท้วงช่วงเดือนพฤษภาคม หลังงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และในช่วงนั้นยางก็เปิดกรีดเกือบเต็มพื้นที่ ปริมาณยางออกมาก อาจทำให้ราคายางตกต่ำกว่านี้ ชาวสวนยางเตรียมตัวเอาไว้ เดือดร้อนแน่ๆ

ดังนั้นท่านนายกรัฐมนตรีครับอย่าให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ที่รัฐบาลต้องเจอทั้งม๊อบเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มรวมตัวกัน…เตือนด้วยความหวังดีนะครับ

มอบรางวัลสหกรณ์-กลุ่มเกษตรกรดีเด่น4แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410826

มอบรางวัลสหกรณ์-กลุ่มเกษตรกรดีเด่น4แห่ง

มอบรางวัลสหกรณ์-กลุ่มเกษตรกรดีเด่น4แห่ง

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562, 18.38 น.

สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำพูน มอบเกียรติบัตรสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่น 4 แห่ง ต้นแบบพัฒนาการดำเนินงานสู่มาตรฐาน สร้างองค์กรเข้มแข็ง มั่นคง

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.62 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานมอบมอบเกียรติบัตรสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นระดับจังหวัด ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดลำพูน ณ ศาลาการจังหวัดลำพูน

ทั้งนี้ นางสุมิตรา อภิชัย สหกรณ์จังหวัดลำพูน กล่าวรายงานว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มีนโยบายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการคัดเลือกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่มีผลงานดีเด่นแยกตามประเภทที่กำหนดเป็นสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้ปรากฏต่อสาธารณชน และเป็นแบบอย่างแก่สถาบันเกษตรกรอื่น ๆ รวมทั้งการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยสถาบันเกษตรกรที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกจะได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2562 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

กรมส่งเสริมสหกรณ์  ได้กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกตามแนวทางประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำหนด พร้อมทั้งกำหนดขั้นตอนการคัดเลือกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นไว้ 3 ระดับ คือ ระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับกรม  ทั้งนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำพูน ได้คัดเลือกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2561 เพื่อเป็นการยกย่องเกียรติคุณ สร้างขวัญกำลังใจให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด จำนวน 4  แห่ง  โดยสหกรณ์ดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2561 ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์  ได้แก่  สหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขลำพูน จำกัด ประเภทสหกรณ์การเกษตรทั่วไป  ได้แก่  สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรเชียงใหม่-ลำพูน จำกัด ประเภทสหกรณ์ในโครงการพระราชดำริ หรือในพื้นที่โครงการหลวง  ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด ขณะที่ กลุ่มเกษตรกรดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2561  กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่  กลุ่มเกษตรกรทำสวนคุณภาพตำบลเหมืองง่า

ด้าน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ขอชื่นชมสถาบันเกษตรกรดังกล่าว ที่ผลงานดีเด่น ถือเป็นแบบที่ดี มีการพัฒนา ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ให้แก่สถาบันเกษตรกรอื่น ๆ  และขอขอบคุณคณะผู้บริหารสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และหน่วยงานราชการที่ให้การสนับสนุนการสถาบันเกษตรกร ที่ได้ช่วยกันดูแล แนะนำ ส่งเสริมสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ ตลอดจนส่งเสริมการเกษตรแบบครบวงจร ตามความต้องการของสมาชิก ดังนั้น ขอให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประสบความสุข ความเจริญ สร้างความมั่นคง ความเข้มแข็งเป็นที่พึ่งของมวลสมาชิกสืบไป

จัดยิ่งใหญ่!’รมว.เกษตรฯ’ร่วมพิธีเปิดงานพืชสวนนานาชาติ’Beijing EXPO 2019′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410700

จัดยิ่งใหญ่!'รมว.เกษตรฯ'ร่วมพิธีเปิดงานพืชสวนนานาชาติ'Beijing EXPO 2019'

จัดยิ่งใหญ่!’รมว.เกษตรฯ’ร่วมพิธีเปิดงานพืชสวนนานาชาติ’Beijing EXPO 2019′

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562, 12.49 น.

29 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีเปิดงาน the international horticulture exhibition : Beijing Expo 2019 เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ณ เมืองหยางชิง กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในงานครั้งนี้ เป็นงานแสดงพืชสวนนานาชาติ ระดับ A1 ในธีมงาน live green, live better พิธีเปิด จัดขึ้น อย่างยิ่งใหญ่ โดย สี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานเปิดงาน

โดย นายกฤษฎา กล่าวว่า ในนามของรัฐบาลไทย การเข้าร่วมงานในครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญที่แสดงถึงความเป็นไทย การสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าเกษตร โดยเฉพาะพืชผักผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ และสมุนไพรต่างๆ และแสดงถึงแหล่งท่องเที่ยวไทย วัฒนธรรมประเพณีไทย สู่สายตาชาวโลก อันเป็นโอกาสที่สามารถเพิ่มคุณค่าในการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้า ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ นับได้ว่าเป็นการบูรณาการความร่วมมือที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง และยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างไทยและจีน ต่อไปในอนาคตอีกด้วย

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกรมศิลปากร กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหน่วยงานต่างๆ ในการเข้าร่วมงานแสดงพืชสวนระหว่างประเทศ ระหว่างวันที่ 29 เม.ย. – 7 ต.ค.62 ณ กรุงปักกิ่ง จะเกิดประโยชน์ในหลายด้าน อาทิ 1.ด้านการทูต เป็นการแสดงความสัมพันธ์อันดีและแสดงความเป็นมหามิตรระหว่างสองประเทศ โดยการเข้าร่วมงานด้วยการจัดสวนไทยในพื้นที่ 1 ไร่ 2.ด้านการค้า โดยการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ ให้ผู้เข้าชมงานทั้งชาวจีน และชาวต่างประเทศ ได้เห็นถึงศักยภาพ ความหลากหลาย และเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของผลผลิตสินค้าพืชสวนของไทย ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้น 3.ด้านการท่องเที่ยว เป็นการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ และ 4.ด้านการศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งการผลิตพืช การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการผลิตการตลาดของประเทศไทย

“ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน การเข้าร่วมจัดงานครั้งนี้จึงเป็นการเน้นย้ำความสัมพันธ์ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว นอกจากนี้กรุงปักกิ่งยังเป็นเมืองศูนย์กลางที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีศักยภาพ ในการพัฒนา และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จึงส่งผลให้มีศักยภาพทางการตลาด และมีการลงทุนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากมาย จึงเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญตลาดหนึ่งของไทย รวมทั้งจะสามารถผลักดันให้สินค้าเกษตรไทย เติบโตในภูมิภาคเอเชีย และในตลาดโลกได้อย่างมีศักยภาพตามนโยบายรัฐบาลได้อย่างแน่นอน” นายกฤษฎา กล่าว

เฝ้าระวัง6จว.ลุ่มโขงเสี่ยงขาดแคลนน้ำใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410619

x

เฝ้าระวัง6จว.ลุ่มโขงเสี่ยงขาดแคลนน้ำใช้

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในภาคอีสานลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน 6 จังหวัดคือ เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย สกลนครและบึงกาฬว่า การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผน น้ำเพื่อการเกษตรไม่เสี่ยงขาดแคลน พอใช้ถึงสิ้นฤดูแล้งแน่นอน แต่ที่ต้องเฝ้าระวังมากเป็นพิเศษคือ น้ำอุปโภคบริโภคและผลิตน้ำประปา เสี่ยงขาดแคลนน้ำบางจุด เช่น อ.เมืองเลย เขตเทศบาลเมืองหนองบัวลำภู ต.บ้านแวง จ.อุดรธานี ซึ่งกรมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันแก้ปัญหาล่วงหน้าแล้ว โดยอ.เมืองเลย ปีนี้ เสี่ยงน้ำไม่พอ กรมจึงระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำน้ำเลยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ภูหลวง ลงมาตามลำน้ำเลย วันละประมาณ 150,000 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และสูบเก็บในสระของการประปาจังหวัดเลย ซึ่งขณะนี้อ่างฯห้วยน้ำหมานมีน้ำใช้การ 9.2 ล้านลบ.ม. เพียงพอผลิตน้ำประปาได้ตามปกติตลอดฤดูแล้งนี้

ส่วนเทศบาลเมืองหนองบัวลำภู ซึ่งจะใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยเหล่ายางอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผลิตน้ำประปาเดือนละ 200,000ลบ.ม. เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 500,000 ลบ.ม.เสี่ยงขาดแคลนน้ำ จึงสูบน้ำทอดจากสระ
ภูพานทองมาเติม 100,000 ลบ.ม. ทำให้มีน้ำผลิตน้ำประปาได้จนถึงสิ้นสุดฤดูแล้งเดือนพฤษภาคม 2562 แน่นอน

สำหรับพื้นที่ที่ติดแม่น้ำโขง เช่น อ.ท่าบ่อ อ.โพธิ์ตาก และ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย มีน้ำใช้ไม่ขาด และส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์อีก 54,000 ไร่ รวมทั้งพื้นที่แก้มลิงหนองหมัด อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี จะมีน้ำใช้ตลอดฤดูแล้งเช่นกัน ขณะนี้กรมฯทำงานกับส่วนท้องถิ่น จัดเตรียมรถบรรทุกน้ำ รถแบคโฮ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่สนับสนุนภารกิจเฝ้าระวังภัยแล้ง
ทั้งในและนอกเขตชลประทานไปจนเข้าฤดูฝน หากราษฎรขัดด้านการใช้น้ำติดต่อหน่วยงานของกรมชลประทานในพื้นได้
หรือ ที่ ศูนย์ดำรงธรรม หรือ 1460 สายด่วนชลประทาน

อ.ส.ค.ปลื้มผู้บริโภคตอบรับดี เดินหน้าขยายสาขา‘คาเฟ่นม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410620

x

อ.ส.ค.ปลื้มผู้บริโภคตอบรับดี เดินหน้าขยายสาขา‘คาเฟ่นม’

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า การเปิดร้าน Thai-Denmark Milk Land หรือดินแดนแห่งนม ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ทั้งจากโซเชียลมีเดีย สื่อสังคมออนไลน์ที่เข้ามากดไลค์ กดแชร์ คอมเม้นท์ถึงร้านคาเฟ่นม Thai-Denmark Milk Land จากกระแสตอบรับดังกล่าว จึงทำให้ อ.ส.ค.
เล็งเห็นความเป็นไปได้ในการผลักดันและขยายธุรกิจให้เติบโต และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจและตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ที่สนใจลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ร้านคาเฟ่นม Thai-Denmark Milk Land เพื่อกระจายสาขาไปสู่ภูมิภาคต่างๆ และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ จะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงร้านนม Thai-Denmark Milk Land ได้มากขึ้น และทำให้อัตราการบริโภคนมของคนไทยเพิ่มขึ้นตามด้วย เป็นการตอบสนองนโยบายของอ.ส.ค. ที่อยากให้คนไทยหันมาดื่มนมเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น ซึ่ง อ.ส.ค. ตั้งเป้าให้มีอัตราการขยายสาขาเพิ่มขึ้นทุกปี

โดยล่าสุด อ.ส.ค. ร่วมกับผู้ประกอบการเปิดตัวคาเฟ่นม Thai-Denmark Milk Land สาขา15 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และ Thai-Denmark Milk Land สาขา 18 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พร้อมเสิร์ฟ โดยนมทุกแก้วผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ส่งตรงจากฟาร์มโคนม ไทย-เดนมาร์ค อาทิ กาแฟ นมสดเย็น โกโก้ นมสดปั่น โยเกิร์ตสมูทตี้สตรอว์เบอร์รี่ นมสดชาไทย มัจฉะลาเต้ชาเขียว เป็นต้น คาเฟ่นม Thai-Denmark Milk Land ยังช่วยสร้างการรับรู้ว่าผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค เป็นแบรนด์ที่ใช้นมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง นอกจากเมนูเครื่องดื่มจากนมโคสดแล้ว
ภายในร้านยังมีผลิตภัณฑ์ไทย-เดนมาร์คอื่นจำหน่ายด้วย โดยเฉพาะสินค้าพรีเมียมจากไทย-เดนมาร์ค ที่ อ.ส.ค. ผลิตและจัดจำหน่ายที่ร้าน Thai-Denmark Milk Land เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม “Thai-Denmark Milk Land” ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอีกก้าวหนึ่งของ อ.ส.ค. ที่ต้องการสร้างการรับรู้ในแบรนด์ นมไทย-เดนมาร์ค ให้ผู้บริโภคเข้าถึงและสร้างกระแสนิยมบริโภคผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คให้
เพิ่มขึ้น ครอบคลุม ทุกเพศทุกวัย และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผลิตภัณฑ์นมที่มีมายาวนานอย่างแบรนด์ ไทย-เดนมาร์คกับผู้บริโภคอีกด้วย

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.เร่งขับเคลื่อนMega Farm ชูคทช.ชัยบุรีเขตปฏิรูปที่ดินสุราษฎร์ฯนำร่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410622

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.เร่งขับเคลื่อนMega Farm ชูคทช.ชัยบุรีเขตปฏิรูปที่ดินสุราษฎร์ฯนำร่อง

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.เร่งขับเคลื่อนMega Farm ชูคทช.ชัยบุรีเขตปฏิรูปที่ดินสุราษฎร์ฯนำร่อง

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) มุ่งหวังที่จะลดความเหลื่อมล้ำ โดยการสร้างโอกาสและเพิ่มพูนรายได้เกษตรกร พร้อมยกระดับระบบเกษตรกรรมไทย โดยเมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. ได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน ม.5 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องโครงการ Mega Farm Enterprise เป็นพื้นที่แรก

 

 

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับเกษตรกรยากจนและผู้ยากไร้ โดยนำที่ดินแปลงว่างมาดำเนินการจัดสรรให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในรูปแบบสถาบันเกษตรกรหรือสหกรณ์ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติกำหนด พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงาน ต่างๆ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นและเอื้ออำนวยต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร โดยการขับเคลื่อนนโยบายการจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร (Agricultural Production Plan) ภายใต้แนวทาง “การตลาดนำการผลิต” ด้วยการส่งเสริมการผลิตภายใต้ “โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ (Mega Farm)” ซึ่งจะเป็นการพัฒนาระบบการเกษตรของไทยใหม่ตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งมีผลผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

สำหรับโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) มีเป้าหมายในการดำเนินการอย่างน้อย 1 แปลงใหญ่ ต่อ 1 ภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 6 แปลง พื้นที่ไม่จำเป็นต้องติดกัน แต่รวมกันตั้งแต่ 1,000 ไร่ ขึ้นไป สำหรับ พืชผัก สมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ พื้นที่รวมกันไม่น้อยกว่า 300 ไร่ เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด(Economy of Scale) โดยพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินการ อาทิ พื้นที่ ส.ป.ก. ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลงในพื้นที่อำเภอเดียวกัน และพื้นที่ที่มีศักยภาพสามารถผลิตสินค้าเหมาะสมสอดคล้องกับ Agri-Map

 

 

ด้าน ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายดำเนินโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยใช้กลไกการรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยเข้าด้วยกันเพื่อลดต้นทุนการผลิต กำหนดนโยบายให้จัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำจนเป็นผลสำเร็จ และกำลังจะขับเคลื่อนโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ไปสู่ “โครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise)” ซึ่งมุ่งหวังที่จะลด
ความเหลื่อมล้ำในภาคเกษตร เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มพูนรายได้ให้กับเกษตรกร พร้อมยกระดับระบบเกษตรกรรมไทย

สำหรับพื้นที่โครงการจัดที่ทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี (คทช.ชัยบุรี)
เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องโครงการ Mega Farm Enterprise ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งพื้นที่ คทช.ชัยบุรี (แปลงสุทัศน์) มีเนื้อที่ประมาณ 786 ไร่ จัดสรรให้เกษตรกรเข้าใช้ประโยชน์ 121 ราย พร้อมจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด ขึ้นมาเพื่อเช่าพื้นที่จาก ส.ป.ก. มาทำการบริหารจัดการพื้นที่และเกษตรกร และ ส.ป.ก. ได้ยกเว้นค่าเช่าให้เป็นเวลา 3 ปี พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็นแก่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมและอยู่อาศัย

ทั้งนี้เพื่อเป็นการผลักดันนโยบาย Mega Farm Enterprise ของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ส.ป.ก. จึงได้ประสานและขับเคลื่อนการพัฒนาอาชีพจนนำมาสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงทำความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด กับสหกรณ์การเกษตรบ้านาสาร จำกัด เพื่อผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น สัปดาห์ละ 3 ตัน ซึ่งจะก่อเกิดมูลค่ากว่าปีละ 4.6 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาดและการผลิตตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด ทั้ง 121 ครัวเรือนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

ชายคาพระพิรุณ : 29 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410618

586851

ชายคาพระพิรุณ : 29 เมษายน 2562

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงนี้อากาศร้อนมาก ลำบากทั้งคน ทั้งสัตว์และพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะภาคปศุสัตว์ อากาศร้อนมากแบบนี้ส่งผลกระทบต่อการผลิตอย่างแน่นอน กรมปศุสัตว์มีความห่วงใยเกษตรกรจึงเตือนภัยเกษตรกรช่วงหน้าแล้ง และสภาพอากาศที่ร้อนจัด แนะนำเกษตรกรดูแลสุขภาพสัตว์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดเตรียมน้ำ อาหารสัตว์ ยา และเวชภัณฑ์ให้พร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ แจ้งว่า เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง โดยมีแนวโน้มที่สภาพอากาศจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกอุณหภูมิอาจสูงถึง 43 องศาเซลเซียส และมีลมกระโชกแรงในบางพื้นที่ อีกทั้งในช่วงหน้าแล้ง และอากาศร้อนจัดอาจเกิดการขาดแคลนพืชอาหารสัตว์ หรืออาหารสัตว์มีคุณภาพต่ำ ปริมาณไม่เพียงพอสำหรับการบริโภค ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงทำให้สัตว์ซูบผอมจากการขาดแคลนอาหาร เกิดสภาวะความเครียดจากความร้อนในสิ่งแวดล้อม (Heat Stress) อาจจะเกิดภาวะเป็นลมแดด (Heat Stroke) สุขภาพสัตว์อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง ทำให้สัตว์ป่วย และติดเชื้อโรคได้ง่าย การดูแลสุขภาพสัตว์ในสภาวะอากาศร้อนจัดจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเน้นที่การจัดการโรงเรือน จัดหาคอกสัตว์ที่บังแดดได้ในเวลากลางวัน หรือเลี้ยงสัตว์ใกล้ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา หลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์กลางแจ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ได้รับความร้อนจากแสงแดดโดยตรง นอกจากนี้สามารถลดความเครียดจากความร้อนในสิ่งแวดล้อม (heat stress) โดยใช้ความเย็นจากละอองน้ำในช่วงกลางวัน หรือติดตั้งพัดลมในโรงเรือน เพื่อให้อากาศหมุนเวียน ถ่ายเทได้สะดวก และควรมีน้ำให้สัตว์กินอย่างเพียงพอตลอดทั้งวัน และไม่ควรตั้งน้ำไว้ในที่แสงแดดส่องถึง เนื่องจากจะทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น รวมถึงเสริมวิตามินให้สัตว์เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง และป้องกันการขาดสารอาหาร

ส่วนของการสร้างภูมิคุ้มกันให้สัตว์ สัตว์ต้องได้รับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ด้วยการให้วัคซีนตามโปรแกรมที่กำหนด เช่น โรคปากและเท้าเปื่อย โรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย หรือโรคคอบวม โรคนิวคลาสเซิลและหลอดลมอักเสบติดเชื้อในสัตว์ปีก เป็นต้น ซึ่งเป็นโรคระบาดที่สำคัญในปศุสัตว์ของประเทศไทย พร้อมทั้งให้สัตว์ได้รับการกำจัดพยาธิทั้งภายในและภายนอก และขอความร่วมมือเกษตรกรให้ความสำคัญกับการดูแลปศุสัตว์ของตนให้มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง มีการจัดเตรียมน้ำ อาหาร ยา และเวชภัณฑ์ให้พร้อม เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์ให้แข็งแรง และที่สำคัญต้องพ่นยาฆ่าเชื้อทุกครั้งก่อนเข้าและออกจากบริเวณฟาร์ม และโรงเรือน เลือกซื้อสัตว์ที่มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และกักสัตว์ก่อนนำเข้ารวมฝูง หมั่นสังเกตอาการสัตว์เลี้ยงของตน หรือใกล้เคียง หากพบเห็นสัตว์ป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ต้องรีบแจ้งปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อให้การช่วยเหลือ และตรวจสอบโดยเร็ว และลดความเสียหายจากโรคระบาด หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อหน่วยงานดังกล่าว หรือสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือ call center 06-3225-6888 หรือแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ยังฝากเชิญเที่ยวงาน มหกรรมปศุสัตว์แห่งชาติ 2562 ThailandLivestockExpo2019 ระหว่างวันที่ 31 พ.ค. – 2 มิ.ย. 2562 ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท งานนี้จะพบกับกิจกรรมต่างๆมากมาย อาทิ นิทรรศการ สัมมนาวิชาการ จับคู่ธุรกิจ พันธุ์สัตว์ พันธุ์พืช ฟาร์มจำลอง ปศุสัตว์อินทรีย์ สุนัขแสนรู้ ศิลปินชื่อดัง วีดิทัศน์ผลงาน เทคโนโลยีและนวัตกรรมเด่น ชิมเนื้อชั้นดี นมอินทรีย์ นมแพะ นมควายคุณภาพดี สเต๊กเกรดพรีเมี่ยมจาก 5 แห่ง ช็อปสินค้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อ นม ไข่ สินค้าคาวบอย แชะกับสัตว์เลี้ยงน่ารัก Landmark จุดCheck in สไตล์ Cowboy รับปรึกษาการเลี้ยงสัตว์ ดูแลสุขภาพสัตว์ ป้องกันโรค แนะนำอาชีพ/งานปศุสัตว์ พร้อมกับร่วมบุญบริจาคไถ่ชีวิตโค-กระบือ เสื้อผ้าและยาเก่าแลกนม-ไข่ ถอดบทเรียน/สัมผัสเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2561-62 และรับรางวัลจากเกม ของแจกของที่ระลึกอีกมากมาย พิเศษทำหมัน ฉีดวัคซีนและตรวจสุขภาพ สุนัขและแมวฟรี!!!! ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/SS3UtScihKM12uES7

ขุนเกษตรา

แปลงใหญ่ตอบโจทย์ชาวสวนทุเรียน ลดต้นทุน-คุมเข้มแหล่งผลิตเน้นคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410621

x

แปลงใหญ่ตอบโจทย์ชาวสวนทุเรียน ลดต้นทุน-คุมเข้มแหล่งผลิตเน้นคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุเรียน เป็นผลไม้ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูง เพราะความต้องการของตลาดมีสูงมาก ทำให้มีแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น จากเดิมที่มีแหล่งผลิตคือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ปัจจุบันได้กระจายไปยังภาคอื่นๆ โดยมีแรงจูงใจทั้งด้านราคาและความนิยมของผุ้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ราคาขายปลีกทุเรียนสูงขึ้นตามลำดับ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากสถานการณ์การผลิตทุเรียน ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลสถานการณ์การผลิตทุเรียนทั้งประเทศ ปี 2557 – 2561 พบว่า เนื้อที่ยืนต้น เพิ่มขึ้นจาก 666,504 ไร่ เป็น 839,725 ไร่ เพิ่มขึ้น 20.62% เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นจาก 570,556 ไร่ เป็น 654,509 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 12.82% ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจาก 631,773 ตัน เป็น 737,065 ตัน เพิ่มขึ้น 14.29% ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตแปลงใหญ่ทุเรียน ตั้งแต่ปี 2559 – 2562 (ข้อมูล ณ เมษายน 2562) ปัจจุบันมีจำนวน 103 แปลง เกษตรกร 4,978 ราย พื้นที่รวม 73,149.75 ไร่ มีเกษตรกรแปลงใหญ่ ได้รับ GAP รวม 2,265 ราย

นอกจากนี้ ได้เตรียมการบริหารจัดการทุเรียน อย่างเป็นระบบโดยมีทั้ง ระยะสั้นและระยะยาว สำหรับมาตรการระยะสั้น เป้าหมายเน้นไปที่การควบคุมคุณภาพเป็นหลัก เนื่องจากขณะนี้ใกล้ถึงฤดูกาลผลิตทุเรียน ซึ่งตลาดจีนเป็นตลาดนำเข้าทุเรียนจากไทยอันดับ 1 จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานด้านคุณภาพของทุเรียน โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ทุเรียนอ่อน ออกนอกแหล่งผลิต ซึ่งวางแนวทางปฏิบัติ ทั้งส่วนของโรงรวบรวมและคัดแยกทุเรียน (ล้ง) จะต้องมีใบรับรองมาตรฐาน GMP และคนที่ล่งส่งไปตัดทุเรียนที่สวน ก็ต้องแสดงได้ว่า มาจากล้งใด ในส่วนของเกษตรกรชาวสวนทุเรียน จะต้องมีใบรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร และสามารถแสดงตัวตนได้ว่าทุเรียนมาจากแหล่งที่มีคุณภาพจริง นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับกรมวิชาการเกษตรที่จะตั้งด่านสกัดทุเรียนอ่อน ระหว่างการขนส่งทุเรียนจากแปลงเกษตรกร โดยการควบคุมหลายรูปแบบ ทั้งการติดสติ๊กเกอร์ การแสดงรหัสผู้ส่งออกและรหัสตรวจสอบย้อนกลับได้ ระยะยาว 5 ปี (ปี 2562 – 2566) เน้นการพัฒนาและบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนครบห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้กรอบการทำงานของยุทศาสตร์ผลไม้ไทย ปี 2558 – 2564

ด้านการผลิต ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นหลัก เน้นการลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งพัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรให้เข้มแข็งสอดคล้องตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ส่วนด้านการแปรรูป จะเน้นการเพิ่มมูลค่า แปรรูปสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม ด้านการตลาด มีกระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานหลัก มีการขยายตลาดส่งออกต่างประเทศ รวมทั้งเปิดตลาดใหม่

‘อธิบดีปศุสัตว์’หารือMAFFสานสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410330

'อธิบดีปศุสัตว์'หารือMAFFสานสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น

‘อธิบดีปศุสัตว์’หารือMAFFสานสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 19.52 น.

24 เม.ย.62 เวลา 13.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ที่กระทรวงเกษตรป่าไม้และประมง ประเทศญี่ปุ่น นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ Mr.Ryosuke OGAWA,Councillor,Minister’s Secretarail ซึ่งควบตำแหน่ง DDG, Food Safety and COnsumer Affairs Bureau, MAFF ระหว่างวันที่ 23 – 25 เม.ย.62 เพื่อหารือด้านการค้าสินค้าปศุสัตว์และความร่วมมือทางด้านวิชาการระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ , นายสัตวแพทย์วัชรพล โชติยะปุตตะ ผอ.กรป. , นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล ผอ.สพส.และนายชลธิศักดิ์ ชาวปากน้ำ อัครราชฑูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ประจำประเทศญี่ปุ่น

โดยสรุปประเด็นการหารือกับเจ้าหน้าที่MAFF ดังนี้

1.การส่งเจ้าหน้าที่แลกเปลี่ยนระหว่าง MAFF และกรมปศุสัตว์ (DLD) ณ เมืองท่า เพื่อเป็นการศึกษาดูงานระหว่างสองประเทศและเป็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานด้านปศุสัตว์ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

2.การส่งออกเนื้อสุกรจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียดเนื่องจากมีหลายประเด็นที่ทางประเทศญี่ปุ่นต้องมีการสแก้ไขและปรับปรุงเพื่อประกอบการพิจารณาในการนำเข้าเนื่อสุกรจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย ต่อไป

3.การส่งออก Feather meal (ขนไก่ป่น) เพื่อผลิตเป็นปุ๋ย ทั้งนี้ บรษัทผู้ส่งอออยู่ระหว่างปรับปรุงโรงงานให้สอดคล้องกับ requirement ของทาง  MAFF และฝ่ายไทยหวังว่าจะได้รับการพิจารณาในการเปิดตลาดสินดังกล่าวจากญี่ปุ่น ต่อไป

4.การส่งออก Steamed leather meal (หนังโคป่น) เพื่อผลิตเป็นปุ๋ย ไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทางบริษัทผู้ส่งออกอยู่ในช่วงปรับปรุงโรงงานให้สอดคล้องกับ requirement ของทาง  MAFF และฝ่ายไทยหวังว่าจะได้รับการพิจารณาในการเปิดตลาดสินดังกล่าวจากญี่ปุ่น ต่อไป

5.การส่งออก Feather meal (ขนไก่ป่น) เพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์ เพื่อผลิตป็นอาหารสัตว์ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นนั้น กรมปศุสัตว์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการพิจารณาในการเปิดตลาด ต่อไป

6.การขอเปิดตลาดเนื้อไก่พันธุ์พื้นเมืองจากประเทศไทยมายังญี่ปุ่น เนื่องจากประเทศไทยมีไก่พื้นเมืองที่มีคุณภาพและมีลักษณะเด่น คือมีคุณภาพเนื้อที่เหนียวนุ่มและมีคลอเรสเตอรอลต่ำ เช่น ไก่ประดู่หางดำ โดยกรมปศุสัตว์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการพิจารณาในการเปิดตลาดสินค้าดังกล่าว ต่อไป

7.การพิจารณาโควตาการส่งออกเนื้อสุกรแปรรูปจากประเทศไทยไปประเทศญี่ปุ่น โดยกรมปศุสัตว์ขอขยายโควตาและการลดภาษีนำเข้าสินค้าผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูปจากประเทศไทยไปประเทศญี่ปุ่นจาก4,500ตัน/ปี เป็น 12,000ตัน/ปี ต่อไป

ทั้งนี้ ผลการหารือในวันนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ความร่วมทางด้านวิชาการและความร่วมมือด้านสินค้าปศุสัตว์ไทย โดยกรมปศุสัตว์ไทยให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเนื่องจากสินค้าปศุสัตว์ไทยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพในระดับสูงจากผู้บริโภคในตลาดญี่ปุ่นและตลาดโลก รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่สินค้าปศุสัตว์ไทย ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งของอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าปศุสัตว์ไทย เพื่อให้กรมปศุสัตว์เป็นองค์การที่นำและขับเคลื่อนการปศุสัตว์ไทย สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในตลาดโลก ต่อไป

‘ชาวนา’เฮ!กรมชลฯปล่อยน้ำเข้า12ทุ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง10จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410286

'ชาวนา'เฮ!กรมชลฯปล่อยน้ำเข้า12ทุ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง10จว.

‘ชาวนา’เฮ!กรมชลฯปล่อยน้ำเข้า12ทุ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง10จว.

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 16.59 น.

กรมชลฯปล่อยน้ำเข้า12ทุ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง10จว. ชาวนาภาคกลาง1.15ล้านไร่ได้ทำนาปีเดือนพ.ค. หนีฤดูน้ำหลากลดความเสียหายได้ผล3ปีรวด ปรับปฏิทินการเพาะปลูกเร็วขึ้น1เดือน

26 เม.ย.62 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 พ.ค.นี้ กรมชลประทานจะเริ่มส่งน้ำเข้าพื้นที่ 12 ทุ่งลุ่มต่ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้แก่ ทุ่งบางระกำ ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ประกอบไปด้วย จ.นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ปทุมธานี และ จ.นนทบุรี รวมพื้นที่ 1.15 ล้านไร่ เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมการเพาะปลูกข้าวเร็วขึ้น 1 เดือน ตามแผนการปรับปฎิทินการเพาะปลูก จากเดือน มิ.ย.เป็นเดือน พ.ค.ของทุกปี เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมทุกปี ซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จ ยังใช้เป็นพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติชั่วคราว สำหรับพักชะลอน้ำ รองรับน้ำหลากในช่วงปลายเดือน ก.ย.ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้เป็นอย่างมาก

สำหรับครั้งนี้เป็นการดำเนินโครงการฯ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว ซึ่งในปีที่ผ่านมา เกษตรกรในพื้นที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงทำให้ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที ทั้งยังช่วยลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนตามแนวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เขตเศรษฐกิจตอนล่าง กรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยดำเนินการควบคู่กับการปรับปรุงเสริมคันกั้นน้ำให้มั่นคงแข็งแรง รวมทั้งเตรียมพร้อมและตรวจสอบเครื่องมือเครื่องจักร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระทบต่อประชาชนที่อยู่ในพื้นที่อีกด้วย