ก.เกษตรฯบวงสรวงบูรพกษัตริย์ ก่อนพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411019

x

ก.เกษตรฯบวงสรวงบูรพกษัตริย์ ก่อนพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา ประจำปีพุทธศักราช 2562 เป็นประธานพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นพิธีกรรมก่อนพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคม โดยนายอนันต์กล่าวว่า งานบวงสรวงนี้จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พนักงาน ข้าราชการ และประชาชน โดยพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ องค์พระพิรุณทรงนาคและศาลพระภูมิเจ้าที่ ของพระยาแรกนาขวัญ จะมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณพร้อมคณะ เป็นผู้ดูแลการประกอบพิธีพราหมณ์ และมีเทพีคู่หาบทอง-หาบเงินร่วมพิธีด้วย ซึ่งพิธีกรรมดังกล่าว จะแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อพสกนิกร

ทั้งนี้ ในปีพุทธศักราช 2562 ปฏิทินหลวงกำหนดให้วันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2562 เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล ซึ่งประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย สำหรับวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2562 เป็นวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (ไถหว่าน) ซึ่งจะประกอบพิธีบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

สำหรับเทพีคู่หาบทองปีนี้ ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางสาวดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวณัฐชยา ศรีสุขสวัสดิ์ นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการ สำนักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และนางสาวอาทิตยา ทองแกมแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร คู่เคียงมี 16 ราย และผู้อัญเชิญเครื่องอิสริยยศ 4 ราย โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ทำหน้าที่เป็นพระยาแรกนา พระโคแรกนา ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง สำหรับพันธุ์ข้าวพระราชทานที่เตรียมไว้ในพระราชพิธีมี 4 สายพันธุ์ น้ำหนักรวม 1,206 กิโลกรัม ได้แก่ ปทุมธานี1 ขาวดอกมะลิ105 กข43 และ กข6 ตลอดจนแจกจ่ายให้เกษตรกรและประชาชนที่เข้าร่วมงานเพื่อความเป็นสิริมงคลในวันพระราชพิธีพืชมงคลด้วย

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวรับรองข้าวพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411021

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวรับรองข้าวพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวรับรองข้าวพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ครั้งที่ 2/2562 มีมติรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ 5 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข81 ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การรับรองพันธุ์ข้าวทั้ง 5 พันธุ์ในครั้งนี้ จะมี 1 พันธุ์ที่เป็นข้าวเพื่อการค้าได้แก่ ข้าวพันธุ์ กข81 ส่วนอีก 4 พันธุ์เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง ได้แก่ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 โดยแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่น ดังนี้

ข้าวพันธุ์ กข81 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง มีเมล็ดขนาดปานกลาง มีอายุเก็บเกี่ยว 106-109 วัน (โดยวิธีปักดำ) ผลผลิตเฉลี่ยในฤดูนาปรัง 917 กก.ต่อไร่ และฤดูนาปี 686 กก.ต่อไร่ รวงค่อนข้างแน่น จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 275 เมล็ด มีท้องไข่น้อย มีปริมาณอมิโลสต่ำ 16.45% มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับแปรรูปเป็นข้าวพองอบกรอบ เหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่นาชลประทานในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง แต่พื้นที่ปลูกควรเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการของผู้ประกอบการที่สามารถเชื่อมโยงผลผลิตไปสู่การแปรรูป ในรูปแบบเกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming) หรือการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เนื่องจากเป็นพันธุ์ข้าวเพื่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวพองอบกรอบ ไม่ควรนำไปปลูกในพื้นที่ทั่วไปที่ไม่มีตลาดรองรับ

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้องสีม่วงดำ ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งฤดูนาปีและนาปรัง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 542 กก.ต่อไร่ ศักยภาพในการให้ผลผลิต 864 กก.ต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 117 เมล็ด เมล็ดยาว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมากมีสารต้านอนุมูลอิสระ กรดเฟอรูลิค แกมมาออไรซานอล วิตามินอี ฟีนอลิค และฟาลาโวนอยด์ เมื่อหุงสุกข้าวสวยเหนียว นุ่ม มีกลิ่นหอม ต้านทานต่อโรคใบไหมในระยะกล้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานและนาน้ำฝน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดหรือพื้นที่ที่มีความต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ ซึ่งมีตลาดเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคข้าวเพื่อสุขภาพ

ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง เป็นพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดี ผลผลิตเฉลี่ย 541 กก.ต่อไร่ มีลักษณะกอตั้ง ลำต้นแข็งปานกลาง รวงแน่นปานกลาง การแตกระแง้ปานกลาง จำนวนรวงต่อกอ 9 รวง มีปริมาณอมิโลส 16.82% เนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม ไม่มีความหอม มีศักยภาพในผลผลิตสูงในสภาพนาที่สูง ที่มีความสูง 1,000-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งเป้าหมายหลักที่กรมการข้าวได้พัฒนาและรับรองข้าวพันธุ์นี้ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองก็เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงแถบภาคเหนือ ให้มีข้าวที่ให้ผลผลิตดีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่สามารถปลูกเพื่อการบริโภคและนำไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่มที่เรียกว่า “ซิวา” หรือเหล้าขาวที่ชนเผ่าใช้สำหรับประกอบในพิธีกรรมต่างๆ

ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 เป็นข้าวพันธุ์พื้นถิ่นของจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงกอตั้ง ลำต้นแข็ง
ลักษณะรวงค่อนข้างแน่น คอรวงยาว รูปร่างเมล็ดยาวเรียว ท้องไข่มาก คุณภาพการสีดีมาก ได้ข้าวเต็มเมล็ด มีปริมาณอมิโลสปานกลาง
20.9% ปริมาณโปรตีนในข้าวกล้อง 9.44% เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วงดำ มีคุณภาพการหุงและรับประทานดี มีคุณสมบัติในการป้องกันการกระจายของเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อโดยเฉพาะเป็นสารที่ป้องกันอนุมูลอิสระและการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง มีสารกลุ่มวิตามินบี เป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ช่วยในการเผาผลาญ เหมาะกับการปลูกในสภาพไร่ทั่วไป ปลูกแซมพืชแซมยางและปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ในภาคใต้

ข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 เป็นข้าวเจ้าที่ไวต่อช่วงแสง ลำต้นค่อนข้างแข็งแรง ใบสีเขียว ทรงกอตั้ง รวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว ผลผลิตเฉลี่ย 578 กก.ต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 167 เมล็ด รูปร่างเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สีได้ข้าวเต็มเมล็ด เป็นข้าวอมิโลสต่ำ 15.2% ข้าวสวยมีสีขาวนวล นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางที่ต้องการปลูกข้าวอายุเบา คุณภาพดี

“เนื่องในปี 2562 เป็นปีมหามงคล กรมการข้าวจึงได้เสนอโครงการ พันธุ์ข้าวใหม่เฉลิมพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งมีพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับรองพันธุ์เพื่อเข้าร่วมโครงการจำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ กข79 (ชัยนาท62) ที่รับรองพันธุ์ข้าวไปเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และล่าสุดที่ผ่านการรับรองอีก 4 พันธุ์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 ซึ่งแต่ละพันธุ์จะมีชื่อต่อท้ายด้วยเลข 62 ขณะนี้กรมการข้าวดำเนินการครบถ้วนทั้ง 5 พันธุ์ที่ตั้งเป้าหมายไว้เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 ร่วมกับคนไทยทั้งประเทศ” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวย้ำ

สำหรับแผนการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวในระยะต่อไปนั้น จะมุ่งเน้นการรับรองพันธุ์ข้าวทั้งข้าวเพื่อการค้า ควบคู่กับข้าวพันธุ์พื้นเมือง เนื่องจากข้าวพื้นเมืองมีหลายพันธุ์ที่มีความโดดเด่นโดยเฉพาะเรื่องคุณค่าทางอาหาร กรมการข้าวจะพยายามคัดสรรเพื่อปรับปรุงพัฒนาและให้การรับรองพันธุ์ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้การผลิตข้าวที่มีคุณภาพสามารถเชื่อมโยงตลาด มีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีและเกิดความมั่นคงทางอาชีพต่อไป

แจงสิทธิ์ร่วมโครงการช่วยพืชหลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411020

x

แจงสิทธิ์ร่วมโครงการช่วยพืชหลังนา

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2562 เห็นชอบการช่วยเหลือ
เกษตรกรผู้ปลูกพืชหลังนา ปี 2561/62 กรมส่งเสริมการเกษตรจึงทำโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชหลังนา ปี 2561/62 เพื่อ
ช่วยเหลือเกษตรกรด้านค่าใช้จ่ายบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ ค่าสูบน้ำ และการบริหารจัดการศัตรูพืชซึ่งสูงกว่าฤดูกาลปกติในอัตราไร่ละ 600 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ หรือไม่เกิน 9,000 บาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ควบคู่กับสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร รักษาศักยภาพการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับคุณสมบัติเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ 1.มีสัญชาติไทย บรรลุนิติภาวะ 2.เป็นหัวหน้าครัวเรือน 1 สิทธิ์/ครัวเรือน (ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร) 3.พื้นที่ปลูกมีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย 4.ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชหลังนาปี 61/62 ในแปลงปลูกข้าวนาปี ในรอบ 3 ปี (2559-2561) ปีใดปีหนึ่ง พื้นที่ 1 งานขึ้นไป แต่ไม่เกิน 15 ไร่ 5.หากปลูกพืชหลังนามากกว่า 1 ชนิด เลือกชนิดพืชขอรับการช่วยเหลือได้ รวมกันไม่เกิน 15 ไร่/ครัวเรือน 6.กรณีปลูกพืชอายุสั้นหลายรอบการผลิตในพื้นที่เดียวกัน เช่น พืชผัก ขอรับการช่วยเหลือได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น 7.หากเปลี่ยนแปลงเลขที่เอกสารสิทธิใหม่ เช่น แบ่งโฉนดแบ่งขาย เปลี่ยนเลขที่โฉนด ต้องให้คณะกรรมการตรวจสอบสิทธิ์โครงการฯระดับตำบลตรวจสอบว่าเป็นพื้นที่นาที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ 8.เปิดบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.

ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการช่วยเหลืออื่นของภาครัฐที่มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงกัน ในปี 2561/62 และได้รับการช่วยเหลือแล้ว เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2562 โครงการช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง
อื่นใด ซึ่งพื้นที่ได้รับความช่วยเหลือแล้วไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ส่วนพื้นที่ที่เหลือจากแปลงเดียวกันที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือเข้าร่วมได้ โดยแจ้งยืนยันขอรับสิทธิเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชหลังนา ปี 2561/62 ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก และนำเอกสารหลักฐาน ประกอบด้วย บัตรประจำตัวประชาชน ใบมอบอำนาจ ถ้าไม่สามารถมาด้วยตนเอง

พืชที่ร่วมโครงการนี้ได้คือ พืชผักและพืชไร่ ยกเว้น อ้อย สับปะรด พืชปรับปรุงบำรุงดิน พืชปุ๋ยสด ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล และไม้ยืนต้น ที่ปลูกหลังทำนาปี ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง และต้องขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร สามารถยื่นขอรับสิทธิ์ช่วยเหลือตามโครงการนี้ได้ตามพื้นที่ปลูกจริงที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย แบ่งเป็น 1.พื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ต้องปลูกตั้งแต่ 1 พ.ย.2561-31 มี.ค.2562 2.พื้นที่นอกเหนือจากพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง และภาคใต้ฝั่งตะวันออก ต้องปลูกตั้งแต่ 1 พ.ย.2561-30 เม.ย.2562 3.พื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก (นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ต้องปลูกตั้งแต่ 1 มี.ค.-31มิ.ย.2562

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่า ปี 2560/61 ประเทศไทยปลูกข้าวนาปี-นาปรังได้ผลผลิตรวม 32.63 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งเกินความต้องการตลาด แต่พืชหลากหลายอื่น โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยังไม่พอป้อนตลาด จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย ซึ่งมีโครงการรัฐสนับสนุนจะทำให้รายได้ดีกว่าข้าว ช่วยป้องกันปัญหาราคาและผลผลิตข้าวล้นตลาด เกษตรกรขอคำแนะนำได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

ปฏิบัติการฝนหลวงลุยเติมน้ำ198แห่ง ช่วยเพิ่มน้ำพื้นที่ประสบภัย322หมู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411087

ปฏิบัติการฝนหลวงลุยเติมน้ำ198แห่ง ช่วยเพิ่มน้ำพื้นที่ประสบภัย322หมู่บ้าน

ปฏิบัติการฝนหลวงลุยเติมน้ำ198แห่ง ช่วยเพิ่มน้ำพื้นที่ประสบภัย322หมู่บ้าน

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562, 20.15 น.

30 เม.ย. 62 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ผลการปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวานนี้ (29 เม.ย. 2562) หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 7 หน่วยฯ ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ลพบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา จันทบุรี หัวหิน สุราษฎร์ธานี และสงขลา ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่าไม้ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรของ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช พัทลุง บริเวณพื้นที่ประสบภัยแล้งใน จ.นครราชสีมา พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคของ จ.กาญจนบุรี นครราชสีมา และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อน ลำพระเพลิง อ่างเก็บน้ำทับเสลา อ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ อ่างเก็บน้ำคลองสียัด รวมถึงพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ทั้งนี้ พื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ออกประกาศพื้นที่ภัยแล้ง ยังคงเป็น 5 จังหวัด (รวม 15 อำเภอ 46 ตำบล 322 หมู่บ้าน) ได้แก่ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ นครราชสีมา ตราด และชลบุรี และจากข้อมูลปริมาณน้ำในพื้นที่ลุ่มรับน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ ขณะนี้มีเขื่อน/อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 15 แห่ง และขนาดกลาง จำนวน 183 แห่งทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบ โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและจะขึ้นปฏิบัติการช่วยเหลือทันทีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย

สำหรับแผนปฏิบัติการฝนหลวงในวันนี้ หน่วยปฏิบัติการฯ จ.จันทบุรี ขึ้นบินปฏิบัติการบริเวณพื้นที่การเกษตร อ.นายายอาม จ.จันทบุรี และ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง

ด้านพื้นที่ภาคกลาง หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ลพบุรี ขึ้นบินปฏิบัติการในขั้นตอนก่อเมฆ บริเวณพื้นที่การเกษตรของ อ.วัดสิงห์ อ.หนองมะโมง จ. ชัยนาท อ.ตากฟ้า อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำทับเสลา และหน่วยปฏิบัติการฯ จ.กาญจนบุรี ขึ้นบินปฏิบัติการในขั้นตอนก่อเมฆ บริเวณพื้นที่การเกษตร อ.บ่อพลอย อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญ อ..หนองปรือ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี และ อ.ด่านช้าง อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี

พื้นที่ภาคเหนือ จ.เชียงราย มีค่าคุณภาพอากาศกลับมาอยู่ในเกณฑ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งมีสาเหตุมาจากมีจุดความร้อนที่ยังมีการเผาไหม้กระจายหนาแน่นในบริเวณดังกล่าว รวมถึงจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้าน หน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก และเชียงใหม่ ขอติดตามสภาพอากาศหากมีความเหมาะสมจะวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ รวมทั้งภาคอีสาน ยังไม่เข้าเงื่อนไข

‘องคมนตรี’ติดตามปฏิบัติการฝนหลวง ย้ำให้ช่วยเหลือปชช.ประสบภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410868

'องคมนตรี'ติดตามปฏิบัติการฝนหลวง ย้ำให้ช่วยเหลือปชช.ประสบภัยแล้ง

‘องคมนตรี’ติดตามปฏิบัติการฝนหลวง ย้ำให้ช่วยเหลือปชช.ประสบภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562, 07.14 น.

“องคมนตรี”ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวง ย้ำให้ช่วยเหลือประชาชน-เกษตรกร ประสบภัยแล้งอย่างใกล้ชิด

30 เม.ย.62 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยภายหลัง พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการฝนหลวงของพื้นที่ภาคกลาง เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ว่า ในปี 2562 กรมฝนหลวงฯ มีการตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 10 หน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ , จ.พิษณุโลก , จ.กาญจนบุรี , จ.ลพบุรี , จ.นครราชสีมา , จ.อุดรธานี , จ.จันทบุรี , อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ , จ.สงขลา และ จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งฐานเติมสารฝนหลวง จำนวน 5 ฐาน ที่ จ.นครสวรรค์ , จ.ขอนแก่น , จ.บุรีรัมย์ , จ.ระยอง และ จ.สระแก้ว ใช้อากาศยานของกรมฝนหลวงฯ จำนวน 22 ลำ และได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอากาศ จำนวน 10 ลำ เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งและภัยพิบัติทั่วประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ถึงปัจจุบัน ด้านภารกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง มีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่เกษตรกรรมและป่าไม้ เพิ่มปริมาณน้ำฝนให้พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ประสบภัยแล้ง พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนกักเก็บน้ำ จำนวน 49 วัน 1,035 เที่ยวบิน มีวันฝนตกจำนวน 46 วัน คิดเป็นร้อยละ 82 ซึ่งทำให้มีฝนตกในพื้นที่เป้าหมายรวม 46 จังหวัด ด้านภารกิจบรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ได้ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 29 วัน 97 เที่ยวบิน มีวันฝนตก จำนวน 17 วัน ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่ประสบปัญหาดังกล่าว รวม 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก น่าน แพร่ พะเยา ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำพูน เลย สุราษฏร์ธานี และพื้นที่ไฟไหม้ป่าพรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส และด้านภารกิจยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 22 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน กำแพงเพชร ตาก น่าน พะเยา พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ ลพบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม ร้อยเอ็ด เลย สกลนคร สุรินทร์ นครพนม อุดรธานี และกาฬสินธุ์ รวมจำนวนวันปฏิบัติการ 33 วัน 44 เที่ยวบิน มีวันฝนตก จำนวน 29 วัน

จากนั้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.อ.อ.ชลิต และคณะ เดินทางลงพื้นที่บ้านของ นางชัญนันท์ รักซ้อน เกษตรกร และอาสาสมัครฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ เพื่อรับทราบปัญหาการประสบภัยแล้งของพื้นที่เกษตรมันสำปะหลัง และเกษตรแบบผสมสาน ซึ่งขณะนี้ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูกพืช เนื่องจากพื้นที่การเกษตรดังกล่าวอยู่นอกเขตชลประทาน ต้องอาศัยน้ำฝน และมีเพียงบ่อน้ำที่รองรับน้ำเก็บกักไว้ใช้การ ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืชในฤดูกาลนี้

“องคมนตรีได้กำชับให้กรมฝนหลวงฯ ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง และปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งและปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย” นายสุรสีห์ กล่าว

อ.ส.ค.ส่งงานวิจัยชิ้นโบแดง ‘Solar Powered Mini Truck’ คว้ารางวัลเหรียญทองเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410789

อ.ส.ค.ส่งงานวิจัยชิ้นโบแดง   ‘Solar Powered Mini Truck’  คว้ารางวัลเหรียญทองเวทีโลก

อ.ส.ค.ส่งงานวิจัยชิ้นโบแดง ‘Solar Powered Mini Truck’ คว้ารางวัลเหรียญทองเวทีโลก

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

 

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (ผอ.อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ทีมงานฝ่ายวิจัยและพัฒนาการเลี้ยงโคนมของอ.ส.ค. สร้างประวัติศาสตร์ คว้ารางวัลเหรียญทองสิ่งประดิษฐ์เวทีโลก ในงาน The 47th International Exhibition of Inventions Geneva ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 10-14 เมษายนที่ผ่านมา ผลงานที่ส่งเข้าประกวดคือ Solar Powered Mini Truck รถบรรทุกสามล้อขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ผลงานพัฒนาของ ดร.ณัฐภร แก้วประทุม นักวิชาการเกษตร 6 สังกัดฝ่ายวิจัยและพัฒนาการเลี้ยงโคนม ซึ่งช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการขนส่งน้ำนมดิบ Solar Powered Mini Truck สามารถบรรทุกน้ำหนักสูงสุดได้ถึง 500 กิโลกรัม โดยระยะทางขับขี่ต่อการชาร์จ 1 ครั้งคือ 150-200 กิโลเมตร เกษตรกรสามารถใช้บรรทุกขนส่งน้ำนมดิบจากฟาร์มไปศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบได้ถึง 6 ถัง บรรจุถังละ 50 กิโลกรัม ทำให้ประหยัดค่าขนส่ง ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเดิมเกษตรกรยังใช้รถซาเล้ง 3 ล้อพ่วงข้างขนส่งน้ำนมดิบ ทำให้อ.ส.ค.เริ่มคิดค้น Solar Powered Mini Truck รถสามล้อบรรทุกนมขึ้นมา เพื่อความสะดวก ประหยัดพลังงาน ช่วยลดต้นทุนขนส่งน้ำนมดิบไปยังศูนย์รวมน้ำนมดิบแก่เกษตรกร นอกจากนี้ Solar Powered Mini Truck ยังสามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่นำไปใช้อเนกประสงค์ภายในฟาร์มโคนมอีกด้วย

Solar Powered Mini Truck เป็นผลงานสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในเวทีระดับโลก โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีนี้เป็นปีที่ 47 โดยการสนับสนุนของรัฐบาลสวิส และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ซึ่งเป็นงานประกวดสิ่งประดิษฐ์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีผลงานสิ่งประดิษฐ์เข้าประกวดกว่า 1,000 ผลงาน จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก Solar Powered Mini Truck นอกจากคว้ารางวัลเหรียญทองแล้ว ยังได้รับรางวัลพิเศษ (Special Prize) จากสถาบันวิศวกรรมส่วนประกอบยานอวกาศ (Institute of space device engineering) ของหน่วยปฏิบัติการจรวดและยานอวกาศรัสเซีย(United rocket and Space Corporation) ซึ่งเป็นสาขาของการรถไฟรัสเซีย (The Brach of JSC) เป็นหน่วยงานร่วมทุนของรัฐบาลรัสเซียที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานสร้างชื่อเสียงให้องค์กร อ.ส.ค. เป็นอย่างยิ่ง และอ.ส.ค. จะมุ่งพัฒนา ต่อยอด ยกระดับเกษตรกรและสหกรณ์ฟาร์มโคนมเทียบเท่ามาตรฐานระดับสากลต่อไป

รายงานพิเศษ : กษ.ชูMega Farmต่อยอดแปลงใหญ่ หนุนรวมตัวลดต้นทุนผลิตตามตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410791

รายงานพิเศษ : กษ.ชูMega Farmต่อยอดแปลงใหญ่  หนุนรวมตัวลดต้นทุนผลิตตามตลาด

รายงานพิเศษ : กษ.ชูMega Farmต่อยอดแปลงใหญ่ หนุนรวมตัวลดต้นทุนผลิตตามตลาด

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega farm enterprise) ต่อยอดระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ สู่วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ หรือ Mega Farm Enterprise (MFE) ให้เป็นกลไกปฏิรูปภาคการเกษตรของไทย ภายใต้แนวคิด ใช้ศักยภาพทุกภาคส่วนมาสนับสนุนการผลิตภาคการเกษตรให้สอดคล้องเชื่อมโยง เพื่อพัฒนาระบบเกษตรกรรม

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยใช้กลไกการรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยเพื่อลดต้นทุน การผลิต เป้าหมายสำคัญคือ ให้เกิดแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ มีองค์ประกอบสำคัญคือ การวางแผนการผลิตทางการเกษตรทั้ง พืช ปศุสัตว์และประมงให้เป็นไปตามความต้องการตลาด ภายใต้การบูรณาการของภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ในการบริหารจัดการแปลงใหญ่ให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งเกษตรกรจะลดต้นทุนเกิดผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน

“นโยบายบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ เป้าหมายเพิ่มพูนรายได้เกษตรกร เริ่มต้นตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งมีผลผลิตจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและแข่งขันในตลาดโลกได้ มีเป้าหมายพื้นที่การเกษตรได้รับการพัฒนาสู่การเกษตร ในรูปแบบธุรกิจเกษตรแปลงใหญ่รวม 10 แปลง ในส่วนขั้นตอนดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการและแนวทางบริหารจัดการในรูปวิสาหกิจเกษตร พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม รวมกลุ่มเกษตรกรตั้งเป็นนิติบุคคลองค์กรเกษตรกรแปลงใหญ่ คัดเลือกผู้จัดการแปลงจากเกษตรกรเจ้าของที่ดินที่มีศักยภาพหรือบุตรหลานเกษตรกรเจ้าของที่ดิน รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์ แผนการผลิต การลงทุน และการตลาดที่เหมาะสม พร้อมทำสัญญาร่วมทุน/สัญญาซื้อขาย เริ่มลงทุนและเตรียมการ ก่อน ระหว่างและหลังการผลิตสู่การบริหารจัดการตลาดแบบครบวงจร นอกจากนี้ พื้นที่รวมกัน 1,000 ไร่ขึ้นไป พื้นที่ไม่จำเป็นต้องติดกัน สำหรับพืชผัก/สมุนไพร/ไม้ดอกไม้ประดับ ไม่น้อยกว่า 300 ไร่ ทำให้ต้นทุนการเกษตรลดลง

สำหรับพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาต้องมีพื้นที่ส.ป.ก.ที่มอบให้เกษตรกร, พื้นที่ตามโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.), พื้นที่ซึ่งเกษตรกรรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน, พื้นที่ที่ทำเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วหลายแปลงในพื้นที่อำเภอเดียวกัน และพื้นที่ที่มีศักยภาพผลิตสินค้าเหมาะสมสอดคล้องกับ Agri-MAP

สำหรับพื้นที่เป้าหมายพัฒนาทั้งหมด 10 แปลงได้แก่ พื้นที่ดำเนินการโครงการฯ 10 แปลง 9 จังหวัด ประกอบด้วย 1. แปลงใหญ่มันสำปะหลัง ต.ทุ่งพระยา อ.สนามชัยเขตจ.ฉะเชิงเทรา 2.แปลงอ้อยโรงงาน อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี 3.แปลงสับปะรด อ.เมือง จ.ลำปาง 4.แปลงพืชอาหารสัตว์ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ 5. แปลงเกษตรผสมผสาน ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 6.แปลงเกษตรผสมผสาน ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี 7.แปลงยางพารา กรป.กลาง มะปรางมัน ปัตตานี จำกัด ต.ช้างให้ตก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี 8. แปลงยางพารา สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองบัว จำกัด ต.หนองบัว อ.รัษฎา จ.ตรัง 9.แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน สหกรณ์นิคมพนม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี 10. แปลงโคนม สหกรณ์การเกษตรไพรนกยูง จำกัด อ.หันคา จ.ชัยนาท

“วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่เพื่อเพิ่มพูนรายได้ จะช่วยให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเกษตรกรรมของประเทศไทยจากเกษตรกรรายย่อยเข้าสู่ระบบการบริหารจัดการเกษตรกรรม ร่วมกันแบบแปลงใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้ลดต้นทุนด้วยการประหยัดจากขนาด (Economy
of Scale) จากพื้นที่แปลงขนาดใหญ่ เกษตรกรสามารถใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง ปลูกพืชสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เกษตรกรผู้สูงอายุได้รับประโยชน์จากที่ดินทำกินว่างเปล่า เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน เกษตรกรมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นในการซื้อปัจจัยการผลิตและขายผลผลิต และเกษตรกรจะมีรายได้ 2 ทาง ที่มั่นคงกว่าเกษตรแปลงย่อยคือ ขายผลผลิตและค่าจ้าง (กรณีทำงานให้วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ที่เกษตรกรเป็นสมาชิก) ภายใต้การบริหารจัดการที่ดี สามารถเพิ่มศักยภาพแข่งขันสินค้าเกษตรและสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร และมีผลตอบแทนคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

ขันนอตขรก.หนุนทำเกษตรครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410787

x

ขันนอตขรก.หนุนทำเกษตรครบวงจร

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

 

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังประชุมทางไกลออนไลน์ ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ว่า ได้มอบหมายภารกิจหน้าที่ปฏิบัติราชการแก่บุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯให้ครอบคลุมกระบวนการทำเกษตรกรรมแบบครบวงจร ดังนี้ 1.ระดับจังหวัดหรือในส่วนภูมิภาคให้ใช้คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อ.พ.ก.) ทำหน้าที่บูรณาการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และระหว่างหน่วยงานภาครัฐรวมทั้งภาคเอกชนเช่นเดิม แต่มอบหมายภารกิจเพิ่มเติม 2 ฝ่ายคือ 1.ฝ่ายวางแผน ส่งเสริม สนับสนุน และรายงานสถานการณ์การผลิตทางการเกษตร และ2.ฝ่ายประสานงานด้านการตลาด ทั้งนี้ ให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรทั้ง 12 เขต ทำหน้าที่เป็นหน่วยวิเคราะห์ พยากรณ์ และสนับสนุนข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นใช้ประกอบการวางแผนการผลิต การติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาด และจำหน่ายผลผลิต

2.ในส่วนกลางให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบดี หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าในฐานะหัวหน้าหน่วยงานระดับกระทรวงและกรม ปรับโครงสร้างการมอบภารกิจและหน้าที่แก่บุคลากรในสังกัด ให้สอดคล้องโครงสร้างภารกิจในการทำงานในพื้นที่ ตามข้อ 1 โดยให้กำหนดภารกิจและหน้าที่ของหน่วยงานและบุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯเป็น 2 กลุ่มงานคือ 1)กลุ่มงานการวางแผนฯทำหน้าที่อำนวยการวางแผน
ส่งเสริม สนับสนุนและรายงานสถานการณ์การผลิต (Supply) ของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการ (Demand) ของตลาดในและต่างประเทศ และ2) กลุ่มงานประสานงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชนทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ ประสานงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีวางแผนติดตามประเมินผลดำเนินงาน พัฒนาตัวชี้วัดความสำเร็จที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่

3.ขณะนี้ได้รับรายงานว่า มีผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ริเริ่มส่งเสริมเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรจำหน่ายผลผลิต หรือมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตให้หน่วยงานรัฐและเอกชน หรือลงทุนร่วมระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับภาคเอกชนทั้งในพื้นที่และส่วนกลางบ้าง เช่น กลุ่มโรงพยาบาลจังหวัด/อำเภอทำสัญญารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรไปปรุงอาหารให้ผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล กลุ่มห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่ (Modern Trade) ลงทุนออกค่าใช้จ่ายสร้างห้องเย็นถนอมผลผลิตให้เกษตรกร จึงให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯรวบรวมผลงานตามโครงการดังกล่าวมาศึกษา เพื่อนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป ทั้งนี้ เห็นได้ว่าการส่งเสริมเกษตรกรครบวงจรของการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะช่วยเหลือเกษตรกรเรื่องการตลาดด้วยนั้น จะทำให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอน ยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยรัฐไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากมาช่วยในรูปแบบโครงการต่างๆให้เป็นภาระงบประมาณของประเทศ

รักษ์เกษตร : บัว ปลูกให้งามไม่ยากเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410790

x

รักษ์เกษตร : บัว ปลูกให้งามไม่ยากเลย

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม อยากปลูกบัวครับ แต่ยังไม่มีความรู้เรื่องของศัตรูของบัว ว่ามีอะไรบ้าง และมีวิธีป้องกันอย่างไรบ้างครับ

ณรงค์ชัย อภิษฎากุล

อ.เมือง จ.ราชบุรี

คำตอบ

การปลูกบัวให้งาม และให้ได้ดีคงทน ต้องเริ่มจากการตรวจดูน้ำ สาหร่าย ตะไคร่น้ำ อย่างสม่ำเสมอ น้ำต้องใสสะอาด ไม่มีสีคล้ำ กรณีน้ำเสียเกิดจากการเน่าของใบและดอกที่แก่ จะต้องเด็ดก้านใบและก้านดอกทิ้ง โดยเด็ดที่โคนต้น หากน้ำไม่ใสให้เปลี่ยนถ่ายน้ำออกแล้วเติมใหม่ ส่วนสาหร่ายและตะไคร่น้ำนั้น ให้เก็บหรือใช้ภาชนะตักออกทิ้ง และที่สำคัญอย่าปล่อยให้น้ำในภาชนะแห้ง

วัชพืช เป็นปัญหาใหญ่ของการปลูกบัวในบ่อดิน วัชพืชที่สำคัญของบัว ได้แก่

-หญ้า วิธีแก้ กำจัดง่าย เพียงถอนทิ้งให้หมดไป ในภาชนะที่ใส่น้ำลึกพอสมควร

-สาหร่าย เป็นปัญหาหลัก และปราบยากที่สุด เช่น สาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายวุ้น สาหร่ายฝอย และสาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายเหล่านี้ จะเปราะขาดเมื่อถูกถอน และลอยไปขยายพันธุ์ต่อที่อื่น สาหร่ายวุ้น เป็นสาหร่ายที่ลื่นและหลุดขาดออกจากกันง่าย สาหร่ายเส้น หรือสาหร่ายฝอย จะเก็บปราบง่ายที่สุด เพราะถอนไม่ค่อยขาด สามารถเก็บได้ทั้งกระจุก แต่มักจะไปพันบัวเสียจนยอดบัวและลูกบัวเสียหาย
ได้ สำหรับการปลูกบัวในบ่อดิน ต้องเก็บกำจัดสาหร่ายทิ้งเป็นประจำทุกๆ 2-3 สัปดาห์ สาหร่ายเหล่านี้ ทำให้บ่อบัวรก ไม่สวยงามแล้ว และยังแย่งแร่ธาตุอาหารจากบัวที่ปลูกอีกด้วย วิธีแก้คือ ต้องหมั่นเก็บทิ้ง เก็บดอกบัวแก่ที่เน่าทิ้ง ส่วนดอกบัวแก่และลูกบัว ให้เก็บไปเพาะปลูกในบ่อใหม่

-โรค ที่พบเป็นประจำ คือ โรคใบจุด และโรครากเน่า โรคใบจุดเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงนัก เพราะใบบัวมีพื้นที่ปรุงอาหารมาก ให้เด็ดใบที่เป็นโรคทิ้งไป ส่วนโรครากเน่า เป็นโรคที่ร้ายแรงสำหรับบัวกระด้งและอุบลชาติ เพราะยังไม่มีวิธีแก้ที่ชัดเจน ให้เก็บดินบริเวณที่เป็นโรคทิ้งไป และใส่ดินใหม่เข้ามาทดแทน

-แมลง ที่พบคือ เพลี้ย และหนอนบัวหลวง จะเข้าทำลายเมื่อบัวชูใบขึ้นมา เพลี้ยจะเข้าทำลายเกาะกิน แก้ปัญหาโดย ทำให้น้ำกระเพื่อม จะช่วยซัดเอาเพลี้ยหลุดลอยไปได้ เช่น ตอนที่ฝนตกจะช่วยได้มาก ผู้ปลูกจะช่วยกระเพื่อมน้ำที่ใบบัวให้เพลี้ยหลุดลอยไป หรืออาจจะเด็ดใบที่มีเพลี้ยทิ้งไป ส่วนหนอนกระทู้ เป็นหนอนที่ผีเสื้อกลางคืน มาวางไข่บนใบ เมื่อฟักเป็นตัวหนอนจะกัดกินดูดน้ำเลี้ยงใบจนโต แล้วกัดใบพับทับตัวเอง เพื่อป้องกันศัตรู เช่น นก การป้องกันกำจัดโดยการบี้ทำลาย หนอนกระทู้และเพลี้ยไฟ จะเป็นศัตรูของบัวหลวง ในช่วงปลายฤดูฝนและฤดูหนาว จะเข้าชอนใบและกินใบหมดทั้งต้น ผู้ปลูกบัวหลวงเป็นการค้า จะตัดใบทิ้งและทำลายหมด รอให้ใบแตกใหม่ และออกดอกใหม่

-หอยและปู ส่วนใหญ่เป็นหอยขม หอยโข่ง หอยทาก และหอยเชอรี่ หอยและปูจะเป็นทั้งมิตรและศัตรู จะอาศัยดูดน้ำเลี้ยงจากต้นอ่อน ราก และใบอ่อนที่เกิดใหม่ๆ บัวที่มีหนาม เช่น อุบลชาติ และบัวหลวง จะไม่ค่อยถูกทำลายนัก หอยขมและหอยโข่ง เมื่อโตขึ้นจะเดินทางจากโคนก้านใบขึ้นมาใต้ใบ เกาะดูดน้ำเลี้ยงของต้นบัวและน้ำเลี้ยงของใบกิน การป้องกันกำจัดโดยการเก็บทิ้ง ถ้าปลูกในภาชนะจำกัด จะเก็บทิ้งง่าย หอยจะเป็นตัวบอกว่า น้ำเสียหรือไม่ ถ้าน้ำเสียหอยจะลอยมาเกาะตามผนังภาชนะมาที่จุดผิวน้ำ เพื่อหาอากาศหายใจ แสดงว่าออกซิเจนในน้ำไม่มี น้ำเสียแล้วควรรีบแก้ไข

การปลูกบัวที่จะให้ได้ดีนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการดูแลรักษาบัว เพราะบัวจะมีศัตรูและโรคต่างๆ เกิดขึ้นได้มากมาย ถ้าไม่มีการดูแลรักษาที่ดี บัวก็จะไม่มีความสวยงามสมบูรณ์แบบ การเลี้ยงสัตว์น้ำในอ่างบัวก็เป็นเรื่องที่ดี เราสามารถที่จะเลี้ยงสัตว์น้ำที่กินเนื้อลงในอ่างบัวได้ เพราะจะช่วยกำจัดศัตรูพืชของบัวได้เป็นอย่างดี เช่น ปลาหางนกยูง ปลาสอด ปลานิล ปลาหมอสี ปลากระดี่ หรือปลากัด เป็นต้น และที่สำคัญ การป้องกันกำจัดศัตรูพืชของบัว ไม่ควรใช้สารเคมีชนิดใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมีผลต่อนิเวศวิทยาทางน้ำ และเป็นภัยต่อผู้ปลูกโดยตรง

นาย รัตวิ

ทุเรียนจันท์รุกขยายตลาดในปท. ผนึกโมเดิร์นเทรดส่งเกรดพรีเมียมขึ้นห้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410788

x

ทุเรียนจันท์รุกขยายตลาดในปท. ผนึกโมเดิร์นเทรดส่งเกรดพรีเมียมขึ้นห้าง

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การส่งเสริมตลาดในเกษตรกรแปลงใหญ่ขณะนี้ประสบความสำเร็จ เห็นผลชัดหลายกลุ่ม เพราะการส่งเสริมการเกษตรไม่ได้วางเป้าเพียงแต่ลดต้นทุน เพิ่มปริมาณผลผลิต หรือบริหารจัดการเพียงเท่านั้น การทำให้เกษตรกรเข้มแข็งยั่งยืน เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งกรมวางกลไกการพัฒนาความเข้มแข็ง โดยผลักดันให้เกิดเป็นสมาคมชาวสวนทุเรียน เพื่อให้เหมือนสมาคมชาวสวนอื่นๆ ที่เข้มแข็ง เช่น สมาคมชาวสวนมะม่วงไทย โดยให้เกษตรกรเข้าใจสภาพความจริง และวางระบบบริหารจัดการเชิงคุณภาพ รัฐมาเติมเต็มความรู้และช่วยจัดหาตลาดที่เหมาะสม กำหนดขอบเขตการผลิตและช่วยกันควบคุมคุณภาพการส่งออกอีกทางหนึ่งด้วย ตั้งเป้าว่า สมาคมชาวสวนทุเรียน จะต้องเกิดขึ้นโดยเกษตรกรที่เข้มแข็ง รวมตัวกัน เพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพต่อไปอีกด้วย เพราะปัจจุบันตลาดรองรับ และการที่แปลงใหญ่ทุเรียน ของ จ.จันทบุรี จับมือโมเดิร์นเทรด เป็นที่น่ายินดีที่เราสามารถขยายตลาดทุเรียนเกรดพรีเมียมในประเทศ โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใส่ใจสร้างคุณภาพผลผลิตเพื่อที่จะสามารถขายผลผลิตได้ในราคา ที่คุ้มค่าอย่างยั่งยืน

ด้าน นายปิยะ สมัครพงศ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันแปลงใหญ่ทุเรียนของจังหวัดจันทบุรีมีด้วยกันทั้งหมด 8 แปลง โดยทั้ง 8 แปลง มีการผลิตทุเรียนคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ทุกแปลง เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่เน้นทำตลาดส่งออกถึง 70% ส่วนอีก 30% แบ่งเป็นขายในประเทศและส่งเข้าตลาดแปรรูป แม้ว่าสัดส่วนการส่งออกทุเรียนจะมีมากกว่าการบริโภคภายในประเทศ แต่ด้วยในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ทุเรียนเป็นผลไม้ค่อนข้างมีราคาดี ประกอบกับมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้น ทั้งในพื้นที่เดิมและพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ทำให้ผลผลิตทุเรียนมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นตามไป ด้วยเหตุนี้ในส่วนของกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมแปลงใหญ่ได้รวมตัวกันเพื่อขยายช่องทางการตลาดในประเทศเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการทำ MOU กับ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตของประเทศไทยที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของ บริษัทเซ็นทรัล กรุ๊ป ปัจจุบัน บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 210 สาขา ใน 8 รูปแบบ ในส่วนของทุเรียนแปลงใหญ่ทั้ง 8 กลุ่ม เป็นหนึ่งในสินค้าที่ส่งเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต โดยตั้งเป้าไว้ ปีละ 1,000 ตัน ปีนี้ส่งไปแล้ว 96 ตัน ซึ่งทุเรียนที่ส่งเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต จะเป็นทุเรียนเกรดพรีเมียม เช่นเดียวกับทุเรียนส่งออก แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่ทุเรียนส่งออกจะตัดที่อายุ 75-80% ความแก่ แต่ทุเรียนที่ขายในไทยตัดอยู่ที่ 100% ความแก่ จึงทำให้มีรสชาติที่ได้คุณภาพไม่แพ้ทุเรียนส่งออกแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ผลจากการรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ และมีการบริหารจัดการกลุ่มที่เข้มแข็งมีภาครัฐหลายหน่วยงานเป็นผู้สนับสนุนในด้านต่างๆ ส่งผลให้ชาวสวนทุเรียนจังหวัดจันทบุรีหันมาใส่ใจการสร้างคุณภาพให้กับผลผลิตทุเรียน รวมถึงสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการเพิ่มผลผลิต/ไร่ ทำให้สามารถจะขยายช่องทางการตลาดที่ดีได้เพิ่มมากขึ้น ตลาดมีความสดใสและมั่นคง และจากข้อดีนี่เอง ทำให้ความเป็นอยู่ของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ดีขึ้น ส่งผลให้ปีนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมแปลงใหญ่ทุเรียนเพิ่มขึ้นถึง 15% และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นไปอีกในปีถัดๆ ไป