รายงานพิเศษ : รบ.น้อมนำพระราชปณิธาน‘ร.10’ สานต่อพระราชดำริ‘ร.9’พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อราษฎร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411356

รายงานพิเศษ : รบ.น้อมนำพระราชปณิธาน‘ร.10’  สานต่อพระราชดำริ‘ร.9’พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อราษฎร

รายงานพิเศษ : รบ.น้อมนำพระราชปณิธาน‘ร.10’ สานต่อพระราชดำริ‘ร.9’พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อราษฎร

วันศุกร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงตระหนักถึงความสำคัญของ “น้ำ” ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับฐานะของราษฎรได้มั่นคงยั่งยืน ประกอบกับการที่ได้ทรงเรียนรู้การทรงงานด้านพัฒนาต่างๆ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระบรมชนกนาถ ในการเสด็จฯไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแต่ละครั้งนั้น นอกจากสร้างขวัญกำลังใจ และนำความปลื้มปีติสู่ราษฎรแล้ว ทรงศึกษาและทอดพระเนตรโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยความสนพระราชหฤทัย และพระราชทานแนวทางเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราษฎรผู้รับประโยชน์จากโครงการนั้นๆ อีกด้วย

พระองค์ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยเสด็จฯไปทอดพระเนตรพื้นที่โครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี และโครงการสวนป่าสิริกิติ์ บ้านห้วยม่วง ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2534 ราษฎรต.ยางหัก ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน ความช่วยเหลือด้านแหล่งน้ำ พระองค์จึงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในตำบลยางหักอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในตำบลยางหัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงนับว่าเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกของพระองค์ โดยสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้น 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจัน 2 อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูด อ่างเก็บน้ำเขาหัวแดง อ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูด และอ่างเก็บน้ำหินสีตอนบน ในปัจจุบันอ่างเก็บน้ำทั้ง 5 แห่งดังกล่าว ส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในตำบลยางหัก มากกว่า 7,300 ไร่ ได้ทั่วถึง ช่วยส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม สร้างฐานะรายได้ที่ดีขึ้น ราษฎรที่เคยอพยพทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปเพราะการประกอบอาชีพที่ไม่ได้ผล พากันกลับสู่บ้านเกิดด้วยความหวังในชีวิตที่เกิดขึ้นจากน้ำพระราชหฤทัย

นับจากนั้นเป็นต้นมา เกือบทุกครั้งที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆ มักจะทรงแยกไปทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของราษฎรและพระราชทานแนวพระราชดำริพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อช่วยเหลือปัดเป่าความเดือดร้อนให้ราษฎรในพื้นที่นั้น

จากปี 2534 จนถึงปัจจุบัน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศกว่า 100 โครงการ โดยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งหมด ได้อำนวยประโยชน์ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้พสกนิกร ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคง ความสงบสุข และประโยชน์กับสังคมโดยรวมของประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ พระองค์พระราชทานพระราชกระแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม ขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร และเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้น้อมนำพระราชกระแสของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาขับเคลื่อน และผลักดันโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้บริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยดำเนินการจัดลำดับความสำคัญพิจารณาแผนงาน งบประมาณโครงการพระราชดำริที่พร้อม ไม่ติดปัญหาอุปสรรคใดเป็นลำดับแรก ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาสทนช.เสนอโครงการสำคัญเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้ความเห็นชอบ รวม 19 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จำนวน 6 โครงการ เช่น โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรัก จ.เลย อ่างเก็บน้ำลำสะพุง จ.ชัยภูมิ และประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำ จ.สกลนคร นอกจากนี้ ยังร่วมกับ สำนักงาน กปร.ทำแผนการพัฒนาเพื่อให้ดำเนินโครงการได้ต่อเนื่อง

และที่สำคัญภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) รัฐบาลยังได้กำหนดให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการสำคัญเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการ พร้อมให้บูรณาการหน่วยงาน เร่งติดตามประสานการขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริด้านพัฒนาแหล่งน้ำที่อยู่ระหว่างการขอใช้พื้นที่ โดยให้ สทนช. ดำเนินการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรายงานให้ สำนักงาน กปร.ทราบ

“สทนช. ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานยึดโยงกับแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เรื่องบูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาน้ำร่วมกัน ดังเช่น กรณีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำริให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยกัน แทนที่จะเป็นเพียงหน่วยงานเดียวอย่างที่เคยเป็นมา อีกทั้งยังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขับเคลื่อนงานโครงการพระราชดำริให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสานงานต่อ ก่องานใหม่ จัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สำหรับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 กว่า 100 โครงการทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก มีทั้งที่เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ และที่เกิดขึ้นจากขอพระราชทานโครงการจากราษฎรในพื้นที่ ซึ่งทุกโครงการล้วนสนับสนุนให้ประชาชนมีน้ำใช้เพื่ออุปโภค-บริโภค การประกอบอาชีพ และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของ “น้ำ” และการพัฒนาแหล่งน้ำที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรได้อย่างมั่นคงยั่งยืน ภายหลังจากปี 2534 ที่ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำโครงการแรกถึงปัจจุบันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้อำนวยประโยชน์ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพสกนิกร ขณะเดียวกัน ด้วยพระราชปณิธานที่จะมุ่งสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทำให้วันนี้ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาอาชีพ ความเป็นอยู่ของราษฎร สร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน สร้างรอยยิ้ม และความปีติสุขให้เกิดขึ้นกับพสกนิกรในพระองค์ตราบนานเท่านาน

ช.ส.ค.มุ่งสร้างเอกภาพ-เอกลักษณ์ ดึงสมาชิกสหกรณ์ร่วมบริหารองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411353

x

ช.ส.ค.มุ่งสร้างเอกภาพ-เอกลักษณ์ ดึงสมาชิกสหกรณ์ร่วมบริหารองค์กร

วันศุกร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พลเรือเอกศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านสหกรณ์และด้านอื่นๆ ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด (ช.ส.ค.)ว่า การพัฒนาสหกรณ์ ต้องเข้าใจระบบสหกรณ์อย่างถ่องแท้ และบริหารจัดการตามหลักธรรมภิบาล โปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก โดยเน้นพัฒนาชีวิตสมาชิกสู่ความยั่งยืน นำไปสู่ขบวนการสหกรณ์เข้มแข็ง เดินหน้าต่อไปได้ ต้องมองถึงการประกอบอาชีพของสมาชิกด้วย เพื่อเป็นที่พึ่งของสมาชิกทุกอาชีพ โดยการเชื่อมโยงระหว่างสหกรณ์ ทั้ง 7 ประเภท เช่น สหกรณ์ภาคการเกษตร เชื่อมโยงเงินทุนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ที่เข้มแข็งด้านการเงิน เพื่อนำไปเป็นต้นทุนประกอบอาชีพ โดยหันมาพึ่งสหกรณ์ก่อนไปพึ่งภาคธุรกิจ หรือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนประกอบอาชีพลดลง เชื่อมั่นว่า ระบบสหกรณ์ เป็นระบบที่ดี เป็นที่พึ่งพื้นฐาน รวมทั้งช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม ดีขึ้นไปด้วย เมื่อสมาชิกเชื่อมั่นก็ต้องเดินเข้าหาสหกรณ์ และช่วยตรวจสอบการบริหารงานของสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์เข้มแข็ง ไม่ใช่มีทรัพย์สินมาก แต่เข้มแข็งด้วยความเชื่อมั่น ความมีระเบียบ และสุจริตโปร่งใส”

ด้านนายจรัล เอี่ยมสำอางค์ รองประธานกรรมการดำเนินการ คนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมการดำเนินการ ช.ส.ค. กล่าวว่า ปัจจุบัน ช.ส.ค. มีสหกรณ์/กลุ่มเครดิตยูเนี่ยนสมาชิกทั่วประเทศ 1,098 แห่ง สมาชิกรายบุคคลกว่า 1,240,640 คน ทุนดำเนินงานกว่า 4,954 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สิน 3,769 ล้านบาท และทุนเรือนหุ้นกว่า 629 ล้านบาท รวมทั้งผลกำไรกว่า 29 ล้านบาท ทั้งนี้ ที่ประชุมใหญ่ร่วมกำหนดทิศทางดำเนินงานปีต่อไปคือ นำเสนอแผนงานและงบประมาณรับจ่าย ประจำปี 2562 โดย ช.ส.ค. ยังมุ่งสร้างเอกลักษณ์และเอกภาพของขบวนการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พัฒนาบุคลากรสหกรณ์/กลุ่มเครดิตยูเนี่ยนให้มีสมรรถนะในการทำงาน และส่งเสริมให้สหกรณ์สมาชิกมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจกับ ช.ส.ค.มากยิ่งขึ้น

กษ.จับมือภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411167

x

กษ.จับมือภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานโครงการ “สร้างการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์จ.ปราจีนบุรีอย่างยั่งยืน” ร่วมกับนายแพทย์เสรี ตู้จินดา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่หอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดปราจีน อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เพื่อสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์จ.ปราจีนบุรี ให้บรรลุเป้าหมายตามความร่วมมือบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 รวมทั้งเพื่อรณรงค์สร้างการรับรู้แนวทางขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดปราจีนบุรี จากนั้นร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์
และโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยจังหวัดปราจีนบุรี 29 หน่วยงาน (สถาบันเกษตรกร 1 กลุ่ม ภาครัฐจากหลายๆ กระทรวงในจังหวัดปราจีนบุรี 22 หน่วยงาน ภาคเอกชน 4 หน่วยงาน และภาคประชาสังคม 2 หน่วยงาน

นายมีศักดิ์กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯกำหนดให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศเป็นงานสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ปัจจุบันจ.ปราจีนบุรี มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ประมาณ 5,000 ไร่ ชนิดสินค้าอินทรีย์ที่สำคัญ ได้แก่ พืชผัก สมุนไพร ผลไม้ ข้าว และสัตว์น้ำจืด จากความสำคัญของการส่งเสริมพื้นที่การเกษตรด้านเกษตรอินทรีย์ จึงมีแผนเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในจังหวัดเป็น 15,000 ไร่ ภายในปี 2564 ดังนี้ 1) ปี 2562 จำนวน 3,000 ไร่ 2) ปี 2563  จำนวน 3,000 ไร่ 3) ปี 2564  จำนวน 4,000 ไร่ อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้บรรลุเป้าหมายอาจสำเร็จได้ยากหากขาดการเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่าย จ.ปราจีนบุรี จึงกำหนดแนวทางให้ภาคส่วนเข้ามามีส่วนสนับสนุนกลุ่มเกษตรกร ผู้ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์ เชื่อมโยงให้สอดคล้องกันให้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ดังนี้ 1.กลุ่มเกษตรกรที่ได้ยกระดับเป็นสถาบันเกษตรกร ทำหน้าที่ประสานระหว่างเกษตรกรกับ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เช่น การคัดเลือกเกษตรกร การกำหนดพื้นที่ เพื่อเพิ่มจำนวนพื้นที่และชนิดสินค้า ให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด 2. ภาครัฐให้การสนับสนุนองค์ความรู้ ปัจจัยการผลิตที่จำเป็น การตลาด การพัฒนา การวิจัย การแปรรูป 3.โรงพยาบาล ส่งเสริมบริโภคอาหารปลอดภัยในโรงพยาบาล โดยกำหนดเมนูล่วงหน้านำผักพื้นบ้านตามฤดูกาลมาประกอบอาหาร 4. ภาคเอกชนสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ การรับซื้อผลผลิต การสนับสนุนด้านการตลาด และส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพในสถานประกอบการ และ 5. ภาคประชาสังคมร่วมเชื่อมโยงเครือข่าย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ผลักดันนโยบายสาธารณะ

จากนั้น รองปลัดกระทรวงเกษตรฯมอบสินเชื่อโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ แปลงใหญ่ปลานิลปนกุ้งขาว ต.บางพลวง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี 5 ล้านบาท ให้ตัวแทนเกษตรกร พร้อมเยี่ยมชมการบริหารจัดการของรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กับสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี จำกัด ที่ดำเนินโครงการอาหารปลอดภัยตามนโยบายรมว.เกษตรฯด้านตลาดนำการผลิต ด้วยการรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกร 100%

ซอกแซกอาเซียน : 2 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411168

566101

ซอกแซกอาเซียน : 2 พฤษภาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กิจกรรมแอปเตอร์ในกัมพูชา ช่วงหนึ่งผมมีโอกาสได้ร่วมกับคณะของท่านรัฐมนตรีเกษตร ป่าไม้และประมงของกัมพูชาไปแจกจ่ายข้าวแถวจังหวัดตโบงฆมุม ซึ่งเป็นจังหวัดใหม่แยกออกมาจากจังหวัดกำปงจาม รวมทั้งไปแจกที่จังหวัดเปริ๊ยะเวียง (คำว่าเปริ๊ยะ ภาษาเขมร หมายถึง พระ) ปรากฏว่าทริปนั้นทรหดมาก ผมนั่งเครื่องบินพร้อมคณะจากกรุงเทพฯเที่ยวเย็น เพื่อไปลงที่กรุงพนมเปญและค้างคืนก่อน เพราะกำหนดการท่านรัฐมนตรีจะออกเดินทางแต่เช้ามืด ประมาณตี 5 มีเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ มารับที่สนามบิน และไปพักที่โรงแรมในกรุงพนมเปญ โดยเหตุที่จังหวัดตโบงฆมุม อยู่ไกลมากอยู่ ทีมรัฐมนตรีจึงออกแต่เช้ามืด ผู้ที่รับผิดชอบงานแอปเตอร์ของกัมพูชา คือ รองอธิบดีกรมเกษตร ที่เรียกว่า General Directorate of Agriculture หรือ GDA ท่านเป็นผู้หญิง ตอนเช้าราวตีสี่เศษๆ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่และรถยนต์อีกคันมารับคณะเราที่โรงแรม เพื่อเดินทางตามไป ระบบของกัมพูชาจะมีชื่อกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง เหมือนญี่ปุ่นเป๊ะ ภายใต้กระทรวงก็เป็นกรมที่ไม่ได้เรียกว่า department เหมือนไทยเรา แต่ใช้คำที่กล่าวมาข้างต้น คือ general directorate เหมือนๆ หน่วยงานทางทหาร ส่วนคำว่า department ของกัมพูชากลับไปใช้กับหน่วยงานระดับกองเท่านั้น เรื่องการใช้ชื่อภาษาอังกฤษนี้ต้องระมัดระวังนะครับ เพราะต่างกันมาก ที่ญี่ปุ่นระดับกรมใช้คำว่า bureau ส่วน department ของญี่ปุ่นกลับเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กรม แต่ใหญ่กว่ากองที่ใช้เหมือนไทย คือ division มันจะงงๆ หน่อยนะครับ ผมถึงได้บอกว่าต้องระมัดระวัง มีครั้งหนึ่งเพื่อนผมคนฟิลิปปินส์เคยเรียนปริญญาโทด้วยกันที่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือที่รู้กันในชื่อ เอไอที ทราบว่าผมเป็นผู้บริหารระดับ department ของไทย แกตกใจและยินดีมากๆ เพราะ department ของระบบอเมริกา หรือฟิลิปปินส์ หมายถึงกระทรวง ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว จนผมต้องขออธิบายข้อเท็จจริงให้แกฟังว่า ไอไม่ใหญ่ขนาดนั้นหรอก และการที่ผมได้ไปที่กัมพูชาครั้งนี้ ทำให้ผมได้รู้ว่าประเทศไทย กัมพูชา รวมทั้ง สปป. ลาว เรียกคำว่า ministry ว่า “กระทรวง” เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน แต่กัมพูชาออกเสียงคำว่า กระ มี ร เรือรัวชัดเจนกว่ามาก

รถยนต์ของคณะแอปเตอร์ นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่กัมพูชานำทาง แล้วเขายังฝาก MC หรือพิธีกรในงาน ไปกับเราด้วย รถเราตามรถท่านรัฐมนตรีไปไม่ทัน เพราะเขาออกไปก่อน ทราบภายหลังว่าท่านรัฐมนตรีรีบไปเยี่ยมประชาชนในจุดอื่นๆ ก่อน เพราะจังหวัดตโบงฆมุม เป็นเขตเลือกตั้งของท่าน (เหมือนนักการเมืองบ้านเราเลย) เราจึงไปกันคันเดียวโดดๆ วิ่งรถออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อไปยังจุดหมาย ส่วนอธิบดี รองอธิบดีเขาคงจะตามไปกับคณะของท่านรัฐมนตรีไปกันหมดแล้ว รถยนต์วิ่งข้ามแม่น้ำโขงไป ตอนช่วงแรกก็เป็นถนนลาดยางดีๆ อยู่ แต่เมื่อไกลออกไปสภาพทางก็เริ่มแย่ลง ขรุขระและวิ่งคดเคี้ยวไปมา สองฟากทางเป็นท้องทุ่งนา เวิ้งว้าง จนกระทั่งถึงพื้นที่หนึ่งมีการกั้นถนน ไปไม่ได้ ไม่ทราบเพราะเหตุใด รถเราจึงต้องเลี่ยงเส้นทางไปอีกเส้น เจ้าหน้าที่นำทางก็กังวลว่าจะไปไม่ทันพิธีแจกข้าว ซึ่งกำหนดไว้ประมาณเก้าโมงเช้า เส้นทางช่วงนี้เริ่มเป็นที่ดอน พ้นจากพื้นที่ปลูกข้าวมาแล้ว เมื่อเดินทางต่อไปอีกสักพัก ทำให้ผมได้ทราบว่าประเทศกัมพูชาก็มีการปลูกยางพารากันมาก เพราะระหว่างเส้นทางที่รถวิ่งไป เป็นสวนยางพาราตลอด ร่มครึ้มจนมองไม่เห็นทัศนียภาพไกลออกไป จนในที่สุดผู้นำทางของเรา ซึ่งวิ่งโดดๆ อยู่คันเดียวก็ดูท่าทางลุกลี้ลุกลน ผมถามว่าเป็นอะไร แกตอบว่า แกหลงทาง เอาละซี คนขับรถก็คงไม่ทราบเส้นทาง พึ่งใครไม่ได้เลยที่นี้ แวะถามคนข้างทางก็ได้ความไม่ชัดเจน ชี้ไปทางโน้นทางนี้ จนกระทั่งถนนกลายเป็นถนนดินตัดผ่านไร่นาและเต็มไปด้วยหลุมบ่อมีน้ำขังบนถนนเป็นระยะๆ พิธีกรที่นั่งอยู่หน้ารถ ถึงขนาดทนไม่ไหว ต้องจอดรถอาเจียนออกมา 2-3 ครั้ง แต่ในที่สุดเราก็ไปถึงจุดที่ท่านรัฐมนตรีแจกจ่ายข้าว ซึ่งพิธีการต่างๆ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว สรุปคือ เราไปไม่ทัน พิธีกรที่อุตส่าห์เอาไปจากส่วนกลางก็ไม่ได้ทำหน้าที่ กระทั่งจบแล้วถึงได้ไปคารวะท่านประธานในพิธี ซึ่งท่านก็ได้สอบถามด้วยความห่วงใย เสร็จแล้วก็เชิญคณะเราไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน เพราะเป็นเวลาเที่ยงพอดี เรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับการไปแจกข้าวที่กัมพูชายังไม่หมด ผมของยกไปเล่าต่อในสัปดาห์หน้านะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ก.เกษตรฯคลอดแผนผลิตข้าว2562/63 กำหนดพื้นที่ส่งเสริมปลูก-เน้นตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411162

x

ก.เกษตรฯคลอดแผนผลิตข้าว2562/63 กำหนดพื้นที่ส่งเสริมปลูก-เน้นตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร (ด้านการผลิต)ว่า คณะกรรมการฯกำหนดแผนผลิตข้าว ปีการผลิต 2562/63 ตามความต้องการใช้ข้าว พื้นที่ 72.80 ล้านไร่ ผลผลิต 34.62 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็น การผลิตรอบที่ 1 พื้นที่ 58.99 ล้านไร่ ผลผลิต 25.47 ล้านตันข้าวเปลือก และรอบที่ 2 พื้นที่ 13.81 ล้านไร่ ผลผลิต 9.15 ล้านตันข้าวเปลือก

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯยังเห็นชอบการกำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1 พื้นที่ 58.99 ล้านไร่ แยกเป็น ข้าวหอมมะลิ 23.03 ล้านไร่ ข้าวหอมจังหวัด 3.47 ล้านไร่ ข้าวหอมไทย 1.65 ล้านไร่ ข้าวเจ้า 14.01 ล้านไร่ (ข้าวเจ้าพื้นแข็ง 13.86 ล้านไร่ และข้าวเจ้าพื้นนุ่ม 0.15 ล้านไร่) ข้าวเหนียว 16.17 ล้านไร่ และข้าวตลาดเฉพาะ 0.66 ล้านไร่ โดยมอบหมายกรมการข้าวนำเสนอให้กระทรวงเกษตรฯออกประกาศภายในวันที่ 30 เมษายน 2562  ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าว ได้วางแผนให้อุปทานสอดคล้องกับอุปสงค์มากที่สุด โดยข้อมูลที่นำมาใช้วางแผนและการกำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมเพาะปลูกข้าว เป็นข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งจากฐานข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลพยากรณ์พื้นที่ปลูกข้าว ข้อมูลผลสำรวจพื้นที่ปลูกข้าว รวมทั้งข้อมูลจากการคาดการณ์พื้นที่ปลูกของแต่ละจังหวัด อย่างไรก็ตาม การวางแผนการผลิตยังปรับเปลี่ยนได้ในฤดูกาลผลิต รอบที่ 2 หากราคาหรือปริมาณความต้องการข้าวและสถานการณ์น้ำที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับผลดำเนินงานภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2561/62 ที่ผ่านมา การผลิตข้าวรอบที่ 1 มีพื้นที่ปลูกข้าว 59.21 ล้านไร่ ผลผลิต 24.22 ล้านตันข้าวเปลือก และรอบที่ 2 มีพื้นที่ปลูกข้าว 11.41 ล้านไร่ คาดการณ์ผลผลิต 7.58 ล้านตันข้าวเปลือก (ณ วันที่ 23 เม.ย. 2562) ซึ่งค่อนข้างเป็นไปตามแผนการผลิตที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ปี 2561/62 ผลผลิตข้าวโลกคาดว่าจะมีประมาณ 501.57 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้น 6.20 ล้านตัน หรือร้อยละ 1.25 ของปี 2560/61 ซึ่งมีผลผลิต 495.37 ล้านตันข้าวสาร เนื่องจากผลผลิตข้าวของประเทศผู้ผลิตหลัก ได้แก่ อินเดีย สหรัฐ เวียดนาม และไทย มีปริมาณผลิตข้าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลอินเดียส่งเสริมขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพิ่มมากขึ้น (USDA ณ เดือนมีนาคม 2562)

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาข้าวของไทยมีแนวโน้มราคาทรงตัว ผู้ประกอบการมีแนวโน้มเสนอราคารับซื้อสูงต่อเนื่อง เพื่อจูงใจให้เกษตรกรนำข้าวที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก และโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก ออกมาขาย อีกทั้ง ข้าวนาปรังประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผู้ประกอบการคาดการณ์ว่าผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงจึงมีความต้องการซื้อต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสดีของเกษตรกรไทยจะขายข้าวได้ราคาดี

รบ.จีนเชิญไทยร่วมจัดพืชสวนโลกที่ปักกิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411164

x

รบ.จีนเชิญไทยร่วมจัดพืชสวนโลกที่ปักกิ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การจัดงานพืชสวนโลก ระดับ A1 หรือ The International Horticulture Exhibition 2019 หรือ Beijing EXPO 2019  ประเทศไทยเข้าร่วมการจัดแสดงนิทรรศการกับอีกกว่า 80 ประเทศ ประเทศจีนตั้งเป้าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 16 ล้านคน โดยรัฐบาลจีนเชิญประเทศไทยเข้าร่วมการจัดงานโดยรัฐบาลไทย มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมอบกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นผู้ร่วมดำเนินการจัดงานครั้งนี้ สำหรับประเทศไทยคาดหวังว่าจะมีผู้ร่วมชม Thailand pavilion ไม่น้อยกว่า 10 คนล้านคน และเกิดประโยชน์ทางธุรกิจและสินค้าเกษตร ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

นายกฤษฎา บุญราช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดอาคารแสดง Thailand Pavilion
เมื่อวันที่ 29 เมษายน ภายใต้แนวคิด The Green Way of Life, the Thai Way of Sufficiency แสดงถึงการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับวิถีชีวิตของคนไทยและวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรมและเรียบง่าย ใช้ได้จริง โดยสวนไทยจะเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับ พืชผัก ผลไม้ สมุนไพร การบริโภคในครัวเรือน และการสร้างรายได้ให้ครัวเรือน ในแนวคิด ซูเปอร์มาร์เก็ตรอบบ้าน มีการจัดเแสดงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ สินค้าเพื่อสุขภาพ การให้บริการข้อมูลสินค้า ข้อมูลการท่องเที่ยว และศิลปวัฒนธรรมไทย (ศูนย์แสดงสินค้าและบริการข้อมูลประเทศไทย)

นอกจากนี้ ยังจัดนิทรรศการหมุนเวียน เพื่อแสดงสินค้าพืชสวนไทย รวมไปถึงจัดกิจกรรมสัปดาห์ประเทศไทย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 10 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา และกิจกรรมศึกษาดูงานและเจรจาธุรกิจ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกส่วนนอกจากกระทรวงเกษตรฯ และจากหลายกระทรวง ภายในงานยังได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ได้แก่ จุดแลนด์มาร์คสำคัญ เป็น กล้วยไม้ไทยที่ประดับตกแต่งเป็นกินรีและช้างคู่ นิทรรศการถาวร โดยนำสินค้าภายใต้แนวคิดThailand, kitchen of the world โดยแสดงสินค้า Thai select และจัดแสดงแปรรูปที่มีศักยภาพ รวมทั้งพิจารณาถึง สินค้าที่มีโอกาสแต่ยังไม่สามารถทำการตลาดได้ นอกจากนี้ ยังจัดนิทรรศการหมุนเวียนการให้ข้อมูลสำคัญของประเทศไทย

ด้านนายสำราญ  สาราบรรณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในนาม Commissioner General of Section กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมที่ทีมประเทศไทย จัดขึ้นภายใน Thailand Pavilion แบ่งเป็นการจัดนิทรรศการ 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) นิทรรศการแสดงสินค้าถาวร โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเป็นหน่วยงานหลัก

2) นิทรรศการด้านการท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมไทย โดย ททท. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ บ.การบินไทย จำกัด (มหาชน) 3) นิทรรศการหมุนเวียน ภายใต้แนวคิด Quality of Thailand’s Seasonal Horticultural Products เป็นการแสดงความหลากหลายของพืชสวนไทยตามฤดูกาล โดยจัด 6 ครั้ง ครั้งละ 5 วัน ตลอดระยะเวลาจัดงาน โดยการจัดนิทรรศการหมุนเวียนครั้งนี้ เป็นการจัดการแสดงไม้ดอกไม้ประดับในธีม Warm Welcome Wonderful Thainess ผ่านเรื่อง colour thai blossomsระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 6 พฤษภาคม 2562

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสำคัญจัดสัปดาห์ประเทศไทย (Thai Week) ระหว่างวันที่ 26 – 30 กรกฎาคม เพื่อร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ เพื่อให้คนไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ชาวจีน ผู้เข้าชมงานร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย อีกทั้ง ยังจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม นาฏศิลป์ เทศกาลอาหาร และกิจกรรมอื่นอีกจำนวนมาก

สำหรับกิจกรรมการศึกษาดูงาน โดยจะนำเกษตรกร เข้าร่วมงาน 3 ช่วง ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านคุณสมบัติที่กรมส่งเสริมการเกษตรคัดเลือกมา ประกอบด้วย แปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร วิสาหกิจชุมชน Smart Farmer และ Young Smart Farmer

‘กฤษฎา’ส่งไลน์ด่วน!เร่งกลไกปฏิรูปเกษตรแผนการผลิตใหม่ของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411239

'กฤษฎา'ส่งไลน์ด่วน!เร่งกลไกปฏิรูปเกษตรแผนการผลิตใหม่ของประเทศ

‘กฤษฎา’ส่งไลน์ด่วน!เร่งกลไกปฏิรูปเกษตรแผนการผลิตใหม่ของประเทศ

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 20.57 น.

“กฤษฎา”ส่งไลน์ด่วน เร่งกลไกปฏิรูปเกษตรแผนการผลิตใหม่ของประเทศ เชื่อมโยงทุกกระทรวง หาช่องทางรองรับผลผลิต ลดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ลดพื้นที่สวนยางพาราหรือสวนปาล์ม ไปปลูกกล้วยหอม กาแฟ หรือพืชผัก

1 พ.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ส่งไลน์ด่วนเรื่อง ข้อแนะนำในการทำงานตามภารกิจและบทบาทใหม่ให้ประสบความสำเร็จ (Coaching Tips) ถึงปลัดกระทรวงฯและผู้บริหารทุกกรม รวมทั้งกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ผู้ว่าฯนายอำเภอทุกจังหวัด

ตามที่ได้กำหนดให้หน่วยงานในสังกัด กษ.ในพื้นที่และในส่วนกลางได้ปรับภารกิจและบทบาทใหม่ให้ครอบคลุมทั้งงานด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและงานด้านการประสานงานร่วมกับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนเพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตหรือมีตลาดรองรับผลผลิตซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำที่ทำให้เกษตรกรมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือและสนับสนุนงบประมาณจำนวนมากในการพยุงราคาสินค้าเกษตรในรูปแบบโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาภาระการเงินและการคลังของประเทศนั้น

รมว.กษ.ขอทบทวนแนวทางและวิธีการทำงานดังกล่าวข้างต้นซึ่งได้ชี้แจงผ่านการประชุมทางไกล ผ่านระบบ Web Conference ไปทุกจังหวัดแล้วอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้

1.ขอให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดร่วมกับเกษตรจังหวัดไปขอพบ ผวจ.ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อ.พ.ก.) ตาม พ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ.2522 เพื่อชี้แจงแนวทางการทำงานตามภารกิจและบทบาทใหม่ของหน่วยงานในสังกัด กษ.เพื่อให้ ผวจ.ได้พิจารณาสนับสนุนแนวทางการทำงานดังกล่าวซึ่งจะทำให้การปฏิบัติงานของหน่วยงาน กษ.ในจังหวัดได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนในจังหวัดมากขึ้น รวมทั้ง ผวจ.อาจสนับสนุนงบประมาณพัฒนาจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการและหรือจากองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) มาใช้สนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจและบทบาทใหม่ของหน่วยงาน กษ.ภายในจังหวัดได้ด้วย

2.เนื่องจากคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อ.พ.ก.) มีองค์ประกอบที่มาจากหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน จึงขอให้ใช้การประชุม อ.พ.ก.ในการตกลงกันเพื่อจัดกลุ่มงานและมอบหมายภารกิจให้หน่วยงานต่างๆ ไปปฏิบัติในรูปคณะทำงานเฉพาะกิจ (Task Force) ดังนี้

2.1 คณะทำงานการส่งเสริม สนับสนุนการผลิต และจัดทำข้อมูลด้านการผลิต (Supply Side) มีหน้าที่ในการวางแผนการผลิตและส่งเสริมรวมทั้งการสนับสนุนการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ตามความต้องการของตลาดโดยมอบหมายให้เกษตรจังหวัด/ปศุสัตว์จังหวัด/ประมงจังหวัดเป็นหน่วยงานหลักโดยมีหน่วยงานสนับสนุน เช่น พัฒนาที่ดิน/ชลประทาน/ปฏิรูปที่ดิน/ศูนย์หรือสถานีในสังกัดกรมวิชาการเกษตร/กรมการข้าว/กรมฝนหลวงและการบินเกษตร/กรมหม่อมไหมซึ่งมีที่ตั้งในพื้นที่เป็นหน่วยสนับสนุนในการส่งเสริมและวางแผนรวมทั้งการสนับสนุนการผลิตด้วย

2.2 คณะทำงานการประสานงานด้านการตลาด (Demand Side) มีหน้าที่ในการประสานงานกับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรของตลาดรวมทั้งแนะนำและอำนวยความสะดวกหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนให้เข้ามาซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยมอบหมายให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด/สหกรณ์จังหวัดและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 12 เขต ทำหน้าที่ประสานงานกับ พณ./นพ.สสจ./ผอ.ทัณฑสถาน/ผู้บริหารสถาบันการศึกษา/ผบ.กกล.ทหาร&ตำรวจและภาคเอกชนเช่น หอการค้า/สภาอุตสาหกรรม/ห้างสรรพสินค้า (Modern Trade)/ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าของกลุ่มค้าปลีกเอกชน (DC)/ผอ.นิคมอุตฯ/เจ้าของโรงงานที่มีคนงานจำนวนมากเพื่อให้พิจารณารับซื้อผลผลิตทางการเกษตรไปใช้ในหน่วยงานหรือนำไปจำหน่ายในตลาดภายในประเทศหรือส่งออกต่างประเทศด้วย

3.ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงานตามภารกิจใหม่นี้ ขอให้เกษตรจังหวัดได้แนะนำและประสานงานให้สมาชิกกลุ่มเกษตรกรสมัยใหม่ (Young Smart Farmers) ที่เป็นบุตรหลานของเกษตรกรในพื้นที่และผ่านการอบรมจากสำนักเกษตรจังหวัดแล้วให้เข้ามามีบทบาทร่วมในการทำหน้าที่ทั้งฝ่ายส่งเสริมการผลิตและฝ่ายประสานงานระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับหน่วยงานรัฐหรือภาคเอกชนที่เข้ามารับซื้อผลผลิตในพื้นที่ด้วย

4.ในการทำงานตามภารกิจและบทบาทข้างต้นเมื่อ อ.พ.ก.สามารถประสานและเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายเกษตรกรผู้ผลิตกับฝ่ายการตลาดได้แล้ว ก็อาจจะพัฒนาระบบการผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ให้สอดคล้องหรือสนองตอบต่อนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” รวมทั้งการนำมาขยายผลหรือต่อยอดโครงการและแผนงานการเกษตรสำคัญๆ ซึ่ง รมว.กษ.ได้สั่งการหรือมอบหมายไปแล้วให้ต่อเนื่องกันได้ดังนี้

4.1 ขอให้คณะทำงานการส่งเสริม สนับสนุนการผลิต และจัดทำข้อมูลด้านการผลิต (Supply Side) แนะนำเกษตรกรทำการเกษตรหรือผลิตตามความต้องการของตลาด หรือผลิตให้ได้ตามคุณสมบัติที่ผู้รับซื้อกำหนด เช่น การเกษตรปลอดภัย (GAP) หรือเกษตรอินทรีย์ (Organic) หรือในกรณีที่ผู้ซื้อหรือตลาดต้องการสินค้าเกษตรจำนวนมากและตกลงทำสัญญารับซื้อระยะยาวก็อาจสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันทำการเกษตรในรูปวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) หรือใช้เครื่องจักรกลหรือเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ทำเกษตรแม่นยำ(Precision) เข้ามาใช้ในกลุ่มวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต

4.2 ขอให้คณะทำงานการประสานงานด้านความต้องการของตลาด (Demand Side) พิจารณาว่าหากมีกลุ่มเกษตรกรหลายกลุ่มและหรือมีการผลิตได้จำนวนมากก็ให้แนะนำหรือประสานงานกับภาคเอกชนให้เข้ามาตั้งโรงงานรับซื้อผลผลิตหรือตั้งโรงงานแปรรูปหรือโรงถนอมอาหารภายในพื้นที่ด้วยก็ได้ ทั้งนี้ให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดและหรือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดประสานงานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ในพื้นที่ให้เข้าไปพิจารณาสนับสนุนทุนในรูปเงินกู้ให้แก่กลุ่มเกษตรกรเพื่อขยายการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของตลาดที่มากขึ้นด้วย

5.เมื่อกลุ่มเกษตรกรเริ่มมีความเข้มแข็งหรือผลผลิตเริ่มเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นแล้ว ขอให้สหกรณ์จังหวัดเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรรวมตัวกันจดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้มีตัวแทนของกลุ่มเกษตรกรเข้ามาทำหน้าที่ในการติดต่อเพื่อขายผลผลิตกับภาคเอกชนโดยตรงแทนหน่วยงานรัฐต่อไป

6.ขอให้ที่ประชุม อ.พ.ก.จังหวัด นำข้อมูลที่ได้จากคณะทำงานเฉพาะกิจในข้อ 2.1 และ 2.2 ประเมินสถานการณ์และปัญหาการเกษตรของพื้นที่ในด้านต่างๆ เพื่อพิจารณาว่าควรจะมีการปรับเปลี่ยนแผนการผลิตทางการเกษตรของพื้นที่การเกษตรที่ไม่เหมาะสม ไปใช้พื้นที่ให้สอดคล้องกับแผนที่เกษตร (Agri-Map) หรือลดการทำเกษตรเชิงเดี่ยวไปทำการเกษตรแบบผสมผสานหรือเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริหรือลดการทำเกษตรกรรมจากชนิดหนึ่งไปทำการเกษตรชนิดใหม่ที่เป็นความต้องการของตลาดเพื่อลดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด (Over Supply) เช่น ลดพื้นที่สวนยางพาราหรือสวนปาล์ม ไปปลูกกล้วยหอม กาแฟ หรือพืชผัก แซมระหว่างแถวต้นยางพารา หรือต้นปาล์ม หรือลดพื้นที่การทำนาปรัง ไปปลูกพืชตระกูลถั่วหรือข้าวโพดอาหารสัตว์ที่ตลาดต้องการ เป็นต้น

7.ในส่วนกลาง นั้น ขอให้ ปล.กษ.จัดกลุ่มงานและมอบหมายภารกิจให้สำนักงานปลัด/กรมหรือหน่วยงานเทียบเท่าและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจรวมทั้งองค์การมหาชนในสังกัด กษ.ให้สอดคล้องเชื่อมโยงกับภารกิจงานในพื้นที่เพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานอำนวยการและสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยให้แบ่งเป็นกลุ่มงานดังนี้

7.1 กลุ่มงานการวางแผน ส่งเสริม สนับสนุน และรายงานสถานการณ์การผลิตทางการเกษตร ให้มอบหมาย กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมงกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ฯลฯ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน ในสังกัด กษ. เช่น สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ทำหน้าที่อำนวยการวางแผน ส่งเสริม สนับสนุน และรายงานสถานการณ์การผลิต (Supply) ของประเทศ ให้สอดคล้องกับความต้องการ (Demand) ของตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ

7.2 กลุ่มงานการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้มอบหมายสำนักงานปลัดกระทรวง กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศทุกแห่ง ฯลฯ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนในสังกัด กษ. ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย องค์การสะพานปลา และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เพื่อทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และอำนวยความสะดวกรวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กลุ่มสานพลังประชารัฐ หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าสินค้าเกษตรหรืออาหารที่มาจากผลผลิตทางการเกษตร ฯลฯ เพื่อให้ทราบแนวโน้มราคาและความต้องการสินค้าเกษตรของตลาดทั้งในและต่างประเทศ และหรือมารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและหรือกลุ่มเกษตรกรโดยตรงในราคาที่เป็นธรรมและยั่งยืน

8.ขอให้คณะทำงานเฉพาะกิจในข้อ 2.1 และ 2.2 ที่มอบหมายโดยคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อ.พ.ก.) และกลุ่มงานส่วนกลางในข้อ 7.1 และ 7.2 ที่แต่งตั้งโดย ปล.กษ.รายงานข้อมูลความก้าวหน้าและสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาดทั้งหมด ให้กับ ปล.กษ.โดยขอให้สำนักงานปลัดกระทรวง กษ.ออกแบบรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลและเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อให้สามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างทันท่วงที

9.ขอมอบหมายให้ ผต.กษ.ทุกเขตได้ไปติดตามการทำงานของหน่วย กษ.ในพื้นที่ว่าได้ดำเนินการตามภารกิจข้างต้นไปแล้วอย่างไรหรือไม่โดยเฉพาะภารกิจตามข้อ 1 และข้อ 2 นั้น ขอให้ตรวจสอบและกำชับเป็นรายจังหวัดว่าหน่วยงาน กษ.ทุกจังหวัดต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2562 ให้จงได้

‘ปศุสัตว์’แจงผู้ค้าไข่รายย่อย ยังไม่บังคับต้องขอใบอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411235

'ปศุสัตว์'แจงผู้ค้าไข่รายย่อย ยังไม่บังคับต้องขอใบอนุญาต

‘ปศุสัตว์’แจงผู้ค้าไข่รายย่อย ยังไม่บังคับต้องขอใบอนุญาต

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 20.20 น.

1 พ.ค.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่มีประเด็นข่าวสารที่มีการส่งต่อและวิจารณ์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งข้อความที่มีการส่งต่อนั้นระบุว่า “ขายไข่ ต้องมีใบอนุญาต หากไม่มีใบอนุญาตมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ไม่เกิน 10,000 บาท” ทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยและกังขาต่อประเด็นการค้าไข่และเกิดความเข้าใจผิดต่อการขอใบอนุญาตค้าซากโดยมีประเด็นชี้แจง ดังนี้

ที่มาของการขอใบอนุญาตค้าไข่นั้น มีเจตนาหลักเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุม โรคระบาดสัตว์ โรคระบาดสัตว์สู่คน โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนก ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ รวมถึงการควบคุมคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพจากฟาร์มไปถึงมือผู้บริโภค เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งนับตั้งแต่ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้ กรมปศุสัตว์ได้จัดเตรียม ระบบงาน อนุบัญญัติ ขั้นตอนหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและไม่ทำให้เกิดภาระและความเดือดร้อนต่อเกษตรกรตลอดจนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง

ในปัจจุบันการออกใบอนุญาตค้าไข่ของกรมปศุสัตว์นั้น ได้พิจารณาดำเนินการบังคับใช้ในผู้ค้า คนกลางรายใหญ่ หรือ ล้งไข่ ซึ่งรวบรวมไข่ออกมาจากฟาร์มโดยตรงเพื่อจำหน่าย โดยกำหนดเป็นข้อบังคับว่าต้องมีใบอนุญาตค้าไข่มาประกอบการพิจารณาในการขอรับบริการต่างๆ ของกรมปศุสัตว์ สำหรับในส่วนของ ผู้ค้ารายย่อย อาทิเช่น ร้านขายของชำ ร้านค้าแผงลอยหรือตามตลาดนัด กรมปศุสัตว์ยังไม่มีการออกหลักเกณฑ์ว่าการค้าลักษณะใดจำเป็นต้องขอใบอนุญาต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลและข้อเท็จจริงเพื่อนำไป กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ รวมไปถึงการรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและมีขั้นตอนการสร้างความรับรู้ความเข้าใจกับภาคประชาชนก่อนนำไปปฏิบัติ ดังนั้น ข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการส่งต่อโดยระบุว่า “ขายไข่ ต้องมีใบอนุญาต หากไม่มีใบอนุญาตมีโทษทั้งจำทั้งปรับ” นั้น ยังมีข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วน ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน จนผู้ค้ารายย่อยเกิดกระแสความตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ

ทั้งนี้ หากประชาชนหรือผู้ประกอบการรายใดมีความสงสัยหรือข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะสามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-5013473-5 ต่อ 106 และสามารถแจ้งข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะได้ที่แอพพลิเคชั่น DLD4.0 ที่ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ในโทรศัพท์มือถือทุกระบบ หรือทางเฟสบุ๊กปศุสัตว์ก้าวหน้า (www.facebook.com/livestocknews)

เกษตรเชียงใหม่เฝ้าระวังภัยแล้ง เน้นย้ำเกษตรกรติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411135

เกษตรเชียงใหม่เฝ้าระวังภัยแล้ง เน้นย้ำเกษตรกรติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

เกษตรเชียงใหม่เฝ้าระวังภัยแล้ง เน้นย้ำเกษตรกรติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 14.04 น.

1 พ.ค.62 เวลา 09.00 น. ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอฮอด นายสมพล แสนคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ พบปะ เกษตรกร ผู้นำเครือข่าย 7 อำเภอ 70 ราย ประกอบด้วย อำเภอสันป่าตอง จอมทอง ดอยหล่อ ฮอด ดอยเต่า อมก๋อย แม่แจ่ม ในการฝึกอบรมเกษตรกรผู้นำเครือข่าย ศพก.ซึ่งมีวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม เพื่อให้ประธานศูนย์เครือข่าย สามารถพัฒนาศักยภาพให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรที่ใช้บริการศูนย์เครือข่าย ศพก. ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่าย การบูรณาการ การทำงานของ ศพก. แปลงใหญ่ เพื่อขับเคลื่อน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีหัวข้อในการฝึกอบรมได้แก่ การเชื่อมโยงเครือข่าย ศพก. จังหวัดเชียงใหม่ , เทคนิคการพูดในที่ชุมชน ,การขึ้นทะเบียนเกษตรกรด้วย แอพพลิเคชั่น Farmbook และการสรุปประเด็น และการนำเสนอ ในการนี้เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ยังได้เน้นย้ำ การเฝ้าระวังสถานการณ์ ภัยแล้ง ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยให้เกษตรกร หมั่นสำรวจแหล่งน้ำ ของตนเอง ให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกพืช รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนการปลูกพืช และการปลูกพืชใช้น้ำน้อย

 

ส่องเกษตร : เรื่องกล้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411018

449007

ส่องเกษตร : เรื่องกล้วย

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หากพูดถึงกล้วยจะเห็นว่าเป็นผลไม้ที่สำคัญของเขตร้อนและนับเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีความหลากหลายของพันธุ์สูง แต่ละพันธุ์ต่างก็มีลักษณะโดดเด่นของตนเอง ตัวผมเองมีความผูกพันกับกล้วยมาตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็กน้อย ผมยังจำรสชาติของกล้วยน้ำว้าขูดบดผสมข้าวที่คุณแม่ทำให้ทานได้อยู่เลย สำหรับเด็กรุ่นผมรับรองได้เลยว่าเติบโตมากับกล้วยน้ำว้ากันทุกคน และทุกคนก็แข็งแรงกันดี ไม่จำเป็นต้องทานอาหารเสริมอะไรกันอีก แสดงว่าในกล้วยต้องมีคุณค่าดีๆ ซุกซ่อนอยู่ นอกจากนี้สมัยที่ผมยังเด็กก็ยังไม่มีขนมถุงเหมือนเช่นเด็กในยุคปัจจุบัน ดังนั้นขนมที่ทำจากกล้วยจึงเป็นขนมที่ผมชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นขนมกล้วย กล้วยไข่เชื่อม กล้วยแขก หรือข้าวต้มมัดไส้กล้วย สำหรับผมแล้วกล้วยจึงเป็นกลิ่นอายความสุขในอดีตที่ยากจะลืมเลือน

การใช้ประโยชน์จากกล้วยของคนไทยเรามีความอัศจรรย์มาก ทุกส่วนของกล้วยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นลำต้น ปลี ใบ ก้านใบ ผล หรือ แม้แต่เส้นใยจากกาบกล้วย เรียกว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ รูปแบบการจำหน่ายก็แตกต่างไปจากอดีต กล้วยยุคนี้ไม่ต้องซื้อเป็นหวี สามารถซื้อเป็นลูกในราคาที่ up ขึ้นมาตามสถานที่จำหน่ายได้อย่างน่าตกใจ แต่ผมยังแปลกใจว่างานวิจัยและพัฒนาด้านกล้วยของไทย ไม่โดดเด่นเท่าใดนัก หากจะสอบถามข้อมูลการเขตกรรม ข้อมูลการดูแลรักษา การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวของกล้วยแต่ละพันธุ์ ยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน รวมทั้งคุณค่าทางโภชนาการ คุณค่าทางเภสัชวิทยา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ยังไม่ได้กระจ่างชัด ไม่มีการจัดทำเป็นชุดความรู้ที่สมบูรณ์พร้อมใช้ได้เลย

จากที่กล่าวมา การใช้ประโยชน์จากกล้วยและการปลูกการดูแลรักษายังคงใช้ชุดความรู้เดิมๆ ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ ออกมา ปัญหาเดิมๆของกล้วยจึงยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยว การทำให้เปลือกกล้วยหนามากขึ้นเพื่อประโยชน์ในการขนส่ง การสกัดสารสำคัญจากส่วนต่างๆของกล้วย เอาง่ายๆ ความภาคภูมิใจในการส่งออกกล้วยหอมทองไปญี่ปุ่นของสหกรณ์การเกษตร ในอดีตเป็นอย่างไร ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นอยู่เช่นนั้น ไม่มีการขยายตัวออกไปแต่อย่างใด แสดงว่าจะต้องมีเหตุปัจจัยอันใดซุกซ่อนอยู่เป็นแน่ จึงทำให้การขยายตัวดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หรือบางทีอาจติดกับดับว่าเป็นเรื่องกล้วยๆ เลยไม่ได้คิดว่าจะต้องทำอะไร เหมือนกับการบริหารงานกระทรวงเกษตรฯ หลงว่าทักษะการบริหารเป็นเลิศ ผลของงานจึงวนๆ ไป อย่างที่เป็นอยู่

หากมองในด้านบวก ประเทศไทยเราเป็นแหล่งพันธุกรรมกล้วยที่มีความหลากหลายมาก ผมจำได้ว่าสมัยผมทำหน้าที่เป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เคยให้สถานีทดลองพืชสวนท่าชัยในยุคนั้น รวมรวมพันธุ์ของกล้วยในประเทศไว้ ณ เวลานั้นเห็นว่ารวบรวมได้กว่า 200 พันธุ์ ปัจจุบันผมเองก็ไม่ได้ติดตามว่ามีการนำแหล่งพันธุกรรมเหล่านี้มาใช้ประโยชน์หรือไม่อย่างไร การใช้ประโยชน์จากแหล่งพันธุกรรมที่มีอยู่ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเร่งทำการศึกษาและพัฒนา ความหลากหลายของพันธุ์พืชเหล่านี้เป็นมรดกที่บรรพบุรุษของเราได้รวบรวมไว้ให้ เราจะนำมาใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใดขึ้นกับการวิจัยและพัฒนา ซึ่งหมายถึงความรู้ ความสามารถของคนรุ่นปัจจุบัน และต้องตระหนักเสมอว่าในยุคสมัยที่เรียกว่ายุคดิจิทัล หากออกตัวช้า บางทีอะไรที่ควรเป็นของเราอาจกลายเป็นของคนอื่น ประเทศอื่นก็เป็นได้ อย่ามัวแต่ชะล่าใจว่าเป็นของตาย เป็นเรื่องกล้วยๆ กันอีกเลย

สมชาย ชาญณรงค์กุล