ก.เกษตรฯคิกออฟ‘Field Day’ตรัง เน้นเพิ่มประสิทธิภาพผลิตยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411993

x

ก.เกษตรฯคิกออฟ‘Field Day’ตรัง เน้นเพิ่มประสิทธิภาพผลิตยางพารา

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ประจำปี 2562 ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ว่า การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ ซึ่งมีศูนย์หลักทั้งหมด 882 ศูนย์ ดำเนินการจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่เหมาะสมกับพื้นที่ เป็นการ“ถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง” ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯจัดให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนเกษตรกร และทำให้รู้จักและใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และศูนย์เครือข่ายที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนเอง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวย้ำว่า การให้บริการความรู้ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯนำมาถ่ายทอดให้เกษตรกรในงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ จะเกิดประโยชน์สูงสุดได้ เกษตรกรต้องนำความรู้ไปใช้จริงในพื้นที่ของตนอย่างจริงจัง ท้ายที่สุดจะเกิดผลดีกับเกษตรกรเอง

ด้านนายมานพ  แก้วอัมพร  เกษตรจังหวัดตรัง กล่าวว่า อ.ปะเหลียน มีพื้นที่ทำเกษตร 240,154 ไร่ เกษตรกร 9,056 ครัวเรือน ประกอบอาชีพสวนยางพาราเ 7394 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 82 ของจำนวนครัวเรือนเกษตรกร และมีพื้นที่ปลูกยางพาราถึง 223,592 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 93 ของพื้นที่ทำการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดตรังจึงจัดงาน Field day ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอ.ปะเหลียน มีนายมนตรี จั่นจตุรพันธ์ เป็นเกษตรกรต้นแบบการทำสวนยางพารา สำหรับสถานีเรียนรู้ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักของงาน ประกอบด้วย 5 สถานี ได้แก่ การดูแลรักษายางพาราที่ถูกต้องและเหมาะสม การจัดการปุ๋ยยางพาราที่ถูกต้องเหมาะสม การควบคุมกำจัดโรคสำคัญของยางพารา การรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาการตลาดยางพารา และอาชีพเสริมรายได้ (การเลี้ยงแพะและการเลี้ยงผึ้งโพรงไทย) เป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ไปใช้กับพื้นที่ของตนเอง

ส.ป.ก.เร่งขับเคลื่อนMega Farm โชว์ผลงานนำร่องเขตปฏิรูปที่ดินสุราษฎร์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411995

x

ส.ป.ก.เร่งขับเคลื่อนMega Farm โชว์ผลงานนำร่องเขตปฏิรูปที่ดินสุราษฎร์ฯ

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้นโยบายเกี่ยวกับการดำเนินงาน “โครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise)” ซึ่งเป็นนโยบายพัฒนาระบบการเกษตรของไทยใหม่ตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งมีผลผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาด ให้มีศักยภาพก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยปี 2562 มีเป้าหมายดำเนินการ 10 แปลง ใน 6 ภูมิภาค ซึ่งแต่ละแปลงจะมีเนื้อที่ตั้งแต่ 1,000 ไร่ขึ้นไป ยกเว้นพืชผัก สมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ อนุโลมให้มีเนื้อที่รวมกันไม่น้อยกว่า 300 ไร่ เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) สำหรับพื้นที่เป้าหมายดำเนินการประกอบด้วยพื้นที่ ส.ป.ก.ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรรวมตัวตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลาย แปลงในอำเภอเดียวกัน และพื้นที่ที่มีศักยภาพสามารถผลิตสินค้าเหมาะสมสอดคล้องกับ Agri-Map

สำหรับพื้นที่โครงการจัดที่ทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี (คทช.ชัยบุรี) เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องโครงการ Mega Farm Enterprise ตามนโยบายรมว.เกษตรฯ ซึ่งพื้นที่ คทช.ชัยบุรี (แปลงสุทัศน์) มีเนื้อที่ประมาณ 786 ไร่ จัดสรรให้เกษตรกรเข้าใช้ประโยชน์ 121 ราย พร้อมจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด ขึ้นมาเพื่อเช่าพื้นที่จากส.ป.ก. มาบริหารจัดการพื้นที่และเกษตรกร และ ส.ป.ก.ยกเว้นค่าเช่าให้ 3 ปี พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นแก่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมและอยู่อาศัย ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ที่ ส.ป.ก.ลงนามไว้กับกรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)เช่น การขุดสระน้ำขนาดบรรจุ 1.2 ล้าน ลบ.ม. พร้อมสถานีสูบและกระจายน้ำ 1 แห่ง และถังพักน้ำ 2 ถัง การขุดเจาะบ่อบาดาล การปรับปรุงถนนสายหลัก/สายซอยเพื่อเข้าแปลงเกษตรกรรม การก่อสร้างบ้านพักอาศัย การเดินโครงข่ายระบบไฟฟ้า และการก่อสร้างอาคารสำนักงานสหกรณ์ 1 หลัง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการผลักดันนโยบาย Mega Farm Enterprise ของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติเป็นรูปธรรมชัดเจน ส.ป.ก.จึงเข้ามาส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกรโดยแบ่งเป็น 3 กิจกรรม ได้แก่ 1) ลดรายจ่ายเพื่อเสริมความมั่นคงในด้านอาหารของครอบครัว 2) พัฒนาอาชีพสร้างรายได้ระยะสั้น เช่น ปลูกพืชผักและพืชผสมผสาน และ 3) พัฒนาอาชีพสร้างรายได้ระยะยาวเพื่อเป็นรายได้หลักและเงินออมของครอบครัว นอกจากนี้ ส.ป.ก. ยังเข้ามาช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาดเพื่อหาคู่ค้าให้กับสหกรณ์ ในการจับคู่การผลิตตามแนวคิด “การตลาดนำการผลิต” จนนำมาสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงทำความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด กับสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด เพื่อผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพส่งออกไปญี่ปุ่น โดยมีนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ เป็นประธานสักขีพยานเมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา

“โดยสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกกล้วยหอมทองไปญี่ปุ่น แต่ยังมีผลผลิตไม่พอต่อความต้องการ จะเข้ามา
ส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด ปลูกกล้วยหอมทองคุณภาพส่งออกปีละ 5 หมื่นหน่อ บนพื้นที่ 125 ไร่ พร้อมเข้ามาดูแลเป็นพี่เลี้ยงในการผลิตตั้งแต่ลงแปลงปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวจะใช้ระยะเวลาประมาณ 8 – 10 เดือน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีตรงตามตลาดต้องการ และจะรับซื้อกล้วยหอมทองในราคาประกันกิโลกรัมละ 13.50 บาท สัปดาห์ละ 3 ตัน คิดเป็นรายได้กว่าปีละ 4.6 ล้านบาท หรือไร่ละ 4 หมื่นบาทต่อปี นอกจากนี้ ส.ป.ก. ยังสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการผลิตปลูกมะละกอฮอลแลนด์แปลงใหญ่ ส่งโรงแรม โรงพยาบาล และห้างร้านต่างๆ อีกด้วย” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : รู้เท่าทัน…ถนนคันคลองชลประทานไม่ทรุด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411996

รายงานพิเศษ : รู้เท่าทัน...ถนนคันคลองชลประทานไม่ทรุด!

รายงานพิเศษ : รู้เท่าทัน…ถนนคันคลองชลประทานไม่ทรุด!

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระบบส่งน้ำหรือกระจายน้ำในพื้นที่ชลประทานมีหลายรูปแบบแต่ที่นิยมมากที่สุดก็คือ การส่งน้ำด้วยคลอง ซึ่งเป็นระบบส่งน้ำที่มีต้นทุนต่ำกว่าระบบส่งน้ำอื่นๆและยังใช้ประโยชน์จากคันคลองชลประทานในการใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้อีกด้วย

ในอดีตถนนคันคลองจะใช้ดินที่เกิดขึ้นจากการขุดหรือลอกคูคลอง นำมาถมเป็นคันคลองสำหรับสร้างเป็นถนนเพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงผลผลิต ซึ่งจะรับน้ำหนักบรรทุกได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะคันคลองชลประทานในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ในเขตจ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และพื้นที่บางส่วนของจ.สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ที่เกิดจากการทับถมของตะกอนดิน ซึ่งชั้นตะกอนดินด้านบนเป็นดินเหนียวอ่อน จึงทำให้รับน้ำหนักบรรทุกได้ต่ำกว่าชั้นดินในพื้นที่อื่นๆของประเทศ

ดังนั้น คันคลองชลประทานในพื้นที่ดังกล่าว จึงเสี่ยงทรุดตัว และยิ่งปัจจุบันพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีการพัฒนาเศรษฐกิจ ชุมชนเมืองมาก พื้นที่การเกษตรถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรมและอื่นๆ ถนนคันคลองชลประทานจึงไม่ได้เป็นแค่ถนนที่ใช้ลำเลียงผลผลิตการเกษตรของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังใช้สัญจร ตลอดจนใช้ขนส่งสินค้าทั่วไป จึงทำให้ถนนคันคลองชลประทานทรุดอย่างที่เป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่น้ำในลำคลองค่อนข้างน้อย

จากการศึกษา ปัจจัยที่ทำให้เกิดการทรุดตัวของคันคลองชลประทาน เกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการกัดเซาะของน้ำทำเอาดินหลุดออกไป การเพิ่มปริมาณตะกอนในลำน้ำทำให้ทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยนไป การมีน้ำหนักบรรทุกเกินพิกัดบนคันคลอง การลดระดับของน้ำในลำน้ำกะทันหัน ทำชั้นดินที่ไม่แข็งแรง เช่น ดินเหนียวอ่อน หรือมีชั้นทรายบางๆ การแตกร้าว ทำให้ดินทรุดตัว ถนนบนคันคลองก็ทรุดตัวตามไปด้วย หาใช่ว่าการสร้างถนนบนคันคลองชลประทานของกรมชลประทานไม่ได้มาตรฐาน การสร้างถนนบนคันคลองชลประทานที่ผ่านมาเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ แต่ด้วยปัจจัยกล่าวข้างต้น ถนนบนคันคลองชลประทานจึงเสี่ยงทรุดตัวมากกว่าถนนทั่วๆ ไป

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันถนนบนคันคลองชลประทานมีการพัฒนาให้เป็นเส้นทางคมนาคม โดยเสริมชั้นคันทางและทำผิวจราจร ตามการขยายตัวของชุมชน ทำให้คันคลองต้องแบกรับน้ำหนักบรรทุกที่เกิดจากโครงสร้างชั้นทาง และปริมาณการจราจรเพิ่มขึ้น ประกอบกับจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาทำให้ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง รวมทั้งเสริมความสูงถนนบนคันคลองชลประทาน ทำหน้าที่เป็นคันกั้นน้ำ ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระการแบกรับน้ำหนักบรรทุกให้คลองชลประทานมากขึ้นด้วย

“ระยะเริ่มต้นของการพัฒนาระบบชลประทาน คันคลองชลประทานไม่ได้ถูกออกแบบให้รับภาระน้ำหนักบรรทุกมากๆ เนื่องจากชั้นตะกอนดินด้านบนที่เป็นดินเหนียวอ่อนนั้นรับน้ำหนักบรรทุกได้ต่ำเมื่อระดับน้ำในคลองลดต่ำลง การทรุดตัวของคันคลองจึงเกิดขึ้นไม่มาก แต่ในปัจจุบันจากการพัฒนาประเทศ และการขยายตัวของชุมชนเมือง ทำให้คันคลองชลประทานต้องแบกรับภาระน้ำหนักบรรทุกมากขึ้น เมื่อมีการลดระดับของน้ำในคลองลง ทำให้แรงดันน้ำที่ช่วยพยุงคันคลองชลประทานหายไป เป็นผลให้เกิดปัญหาการทรุดตัวของถนนบนคันคลองตามมา โดยที่ขนาดของการทรุดตัวมีแนวโน้มใหญ่มากขึ้น” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการทรุดตัวของถนนคันคลองชลประทาน โดยเฉพาะคันคลองชลประทานที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง จะต้องควบคุมแรงที่กระทำกับถนนไม่ให้มากเกินกว่าความสามารถของชั้นดินเหนียวอ่อนจะรับได้ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมน้ำหนักของรถที่สัญจรให้เป็นไปตาม ข้อกำหนดเคร่งครัด โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง เมื่อระดับน้ำในคลองเริ่มลดลง หรือการรักษาระดับน้ำในคลองให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจนน้ำในคลองแห้ง

นอกจากนี้ ในการปรับปรุงถนน และก่อสร้างอาคารบนคันคลอง ตลอดจนขุดลอกคลอง ต้องพิจารณา เสถียรภาพของลาดตลิ่งคลองให้เป็นไปตามเกณฑ์กำหนดอย่างเคร่งครัด ส่วนคันคลองไหนที่จะเป็นเส้นทางสัญจรหลัก มีปริมาณรถยนต์ที่จะใช้จำนวนมาก ต้องออกแบบก่อสร้างที่แตกต่างจากถนนคันคลองทั่วไป

รู้เท่าทัน ป้องกัน ถนนบนคันคลองทรุดได้…..

เตือนชาวสวนขาย’ทุเรียนอ่อน’คุก3ปี! ปรับไม่เกินหกพันหรือทั้งจำปรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412012

เตือนชาวสวนขาย'ทุเรียนอ่อน'คุก3ปี! ปรับไม่เกินหกพันหรือทั้งจำปรับ

เตือนชาวสวนขาย’ทุเรียนอ่อน’คุก3ปี! ปรับไม่เกินหกพันหรือทั้งจำปรับ

วันจันทร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 16.40 น.

6 พ.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนันต์ ตั่นฉ้วน เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้มีการปลูกทุเรียนกันมานานกว่า 100 ปีแล้ว ในอดีตปลูกทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง แต่ปัจจุบัน อ.ลับแล มีทุเรียนพันธุ์ดีที่มีรสชาติ  อร่อย และ ราคาไฮโซ คือทุเรียนพันธุ์หลงลับแลและพันธุ์หลินลับแล เป็นผลไม้ชื่อดังของจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ และนิยมรับประทานกันแพร่หลายทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ผ่านมาพบว่ามีพ่อค้าคนกลางจากจังหวัดอื่นได้นำเอาทุเรียนอ่อนมาวางขาย ทำให้ผู้บริโภคหลายคนผิดหวังและถูกหลอกอ้างว่าเป็นทุเรียนของ อ.ลับแล

ล่าสุดทางจังหวัดได้มีการออกประกาศของจังหวัด ใครลักลอบนำทุเรียนอ่อนมาจำหน่าย จะมีโทษปรับสูงสุดถึง 6,000 บาท ซึ่งหากรายใดทำผิดซ้ำอีกก็จะเพิ่มโทษทางอาญาเข้าไปด้วย

‘ส่วนข้อสังเกตง่ายๆ สำหรับผู้บริโภคจะหาซื้อทุเรียนมีคุณภาพ คือ1.สังเกตก้านผล ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น สากมือ เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่า ก้านผลทุเรียนมีสปริงมากขึ้น ก้านผลบริเวณปากปลิงจะบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน 2.สังเกตหนาม ปลายหนามแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย ดังนั้นเมื่อมองจากด้านบนของผลจะเห็นหนามเป็นสีเข้ม หนามกางออก ร่องหนามห่าง เวลาบีบหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ามีสปริง 3.สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกสีน้ำตาลบนร่องพูอย่างชัดเจน ยกเว้น บางพันธุ์ที่พูปรากฏไม่เด่นชัดเช่น พันธุ์ก้านยาว 4.การชิมปลิง ผลทุเรียนแก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงออกจะพบน้ำใส ซึ่งไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนอ่อน และเมื่อชิมดูจะมีรสหวาน 5.การเคาะเปลือก หรือกรีดหนาม เมื่อเคาะเปลือกผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียงดังหลวมๆ เสียงหนักหรือเบาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพันธุ์และอายุของต้นทุเรียน’

นายอนันต์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ  ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้นจึงอยากให้ชาวสวนและผู้ค้าทุเรียนไม่ตัดทุเรียนอ่อนออกมาขาย โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทองจะต้องมีเปอร์เซ็นต์แป้งไม่น้อยกว่า 32 เปอร์เซ็น ส่วนทุเรียนชะนี ไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็น และพันธุ์กระดุมไม่น้อยกว่า 27 เปอร์เซ็น ซึ่งเป็นมาตรฐานตามตลาดส่งออก พร้อมทั้งได้สั่งกำชับให้ผู้ค้าทุเรียนควรติดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน นายอนันต์ กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 6 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411867

586851

ชายคาพระพิรุณ : 6 พฤษภาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อีก 2 วัน จะเป็นวันสำคัญ เป็นวันสิริมงคลและบำรุงขวัญแก่เกษตรกรไทย ถือเป็นวันต้นฤดูกาลของการทำเกษตรกรรม นั่นคืองานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2562 ซึ่งในปีนี้กำหนดจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2562 สำหรับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นพระราชพิธีซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริมบำรุงขวัญเกษตรกรไทยเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก โดยกำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปีอันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา โดยในปีพุทธศักราช 2562 นี้ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาคือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์ นาคกูลนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นางสาวดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการกรมวิชาการเกษตรเทพีคู่หาบเงิน ได้แก่นางสาวณัฐชยา ศรีสุขสวัสดิ์นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นางสาวอาทิตยา ทองแกมแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตรคู่เคียง มีจำนวน 16 ราย และผู้อัญเชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย พระโคแรกนาได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูลพระโคสำรองได้แก่ พระโคพอ พระโคเพียง โดยในปีนี้กรมการข้าวซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการปลูกข้าว ณ แปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาฤดูนาปี 2561 ได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 4 พันธุ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2562 ประกอบด้วย พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 573 กิโลกรัม, ปทุมธานี1 จำนวน 290 กิโลกรัม, กข43 จำนวน 297 กิโลกรัม และ กข6 จำนวน 46 กิโลกรัม รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 1,206 กิโลกรัม และจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” และบรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายเพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

และในวันสำคัญดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ที่มีผลงานดีเด่น เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จัก ยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติงานด้านการเกษตร ซึ่งในปีนี้ประกอบด้วย เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 16 สาขาอาชีพ สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 12 กลุ่ม สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 7 สหกรณ์ และปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา อนึ่ง ในวันพระราชพิธีพืชมงคลนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้เป็น “วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานในการประกอบพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองแก่อาชีพของตน โดยในปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2562

ด้าน กรมส่งเสริมการเกษตร ก็ได้จัดงานเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ หรือ Field Day เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ที่ ศพก. อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เพื่อเพิ่มพูนความรู้แบบเห็นของจริงให้เกษตรกรชาวสวนยาง หวังลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต ควบคู่กับแนะทางสร้างรายได้เสริม โดยมี นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ ซึ่งมีศูนย์หลักทั้งหมด จำนวน 882 ศูนย์ ดำเนินการจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ เป็นการ “ถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง” ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนเกษตรกร และทำให้เกษตรกรได้รู้จักและใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และศูนย์เครือข่ายที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนเอง

ขุนเกษตรา

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.ยุค4.0ดึงระบบดาวเทียมแบบจลน์ เพิ่มความแม่นยำสำรวจรังวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411868

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.ยุค4.0ดึงระบบดาวเทียมแบบจลน์  เพิ่มความแม่นยำสำรวจรังวัด

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.ยุค4.0ดึงระบบดาวเทียมแบบจลน์ เพิ่มความแม่นยำสำรวจรังวัด

วันจันทร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ส.ป.ก. ได้นำระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยระบบดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านการสำรวจรังวัดที่มีการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดแล้วว่าสามารถให้ความถูกต้องแม่นยำและใช้งานกันอย่างแพร่หลาย มาใช้กับกระบวนการสำรวจรังวัดและปรับปรุงแผนที่แปลงที่ดินของ ส.ป.ก.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า การสำรวจรังวัดแปลงที่ดินของส.ป.ก. ที่ผ่านมา มักประสบปัญหาเรื่องความแม่นยำของค่าพิกัดแผนที่ซึ่งเป็นสาเหตุให้รูปแผนที่หรือเนื้อที่เปลี่ยนแปลงเมื่อมีการรังวัดใหม่จนนำไปสู่ปัญหาพิพาทเรื่องแนวเขตและเนื้อที่ที่ดิน ตลอดจนปัญหาการออกหนังสืออนุญาตฯ (ส.ป.ก. 4-01) ผิดพลาดคลาดเคลื่อน เนื่องมาจากส.ป.ก.รังวัดรูปแปลงที่ดินด้วยวิธีแผนที่ชั้นสอง ดังนั้น เพื่อให้การสำรวจรังวัดของ ส.ป.ก.แม่นยำและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ส.ป.ก. จึงนำเทคโนโลยีระบบดาวเทียมมาช่วยสำรวจรังวัด เนื่องจากมีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำ(ไม่เกิน 4 เซนติเมตร) และเป็นที่ยอมรับของมาตรฐานสากล ขณะนี้ส.ป.ก. อยู่ระหว่างจัดซื้อเครื่องหาพิกัดด้วยสัญญาณดาวเทียม (GNSS ชนิด Rover) 88 ชุด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบดาวเทียมเพื่อนำมาใช้ในงานสำรวจรังวัดและทำแผนที่ของส.ป.ก. ในการจัดที่ดินให้เกษตรกร

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.

นอกจากนี้ เทคโนโลยีการสำรวจรังวัดด้วยระบบดาวเทียมยังจะช่วยยกระดับระบบแผนที่แปลงที่ดินของส.ป.ก. ให้เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้นและสอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยมาตรฐานระวางแผนที่และแผนที่รูปแปลงที่ดินในที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแผนที่แปลงที่ดินอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการเตรียมพร้อมรองรับเส้นแนวเขตที่ดินของรัฐ One Map การจัดทำแผนที่ฐาน Base map มาตราส่วน 1 : 4,000 ของประเทศไทย (ONE DATUM) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลการถือครองที่ดินของรัฐในระบบดิจิทัล (Big Data) ที่มีข้อมูลถูกต้องเป็นปัจจุบันทันสมัย สอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0

การสำรวจรังวัดด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) เป็นการสำรวจรังวัด ด้วยการเปิดรับสัญญาณดาวเทียมในบริเวณพื้นที่ที่มีโครงข่าย RTK GNSS Network
ซึ่งประกอบด้วย สถานีควบคุม (Control Station) สถานีรับสัญญาณดาวเทียมถาวร (Continuous Operating Reference Station : CORS) และระบบสื่อสาร (Communication System) โดยสถานีควบคุมทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลดาวเทียม จัดเก็บข้อมูล และสำรองข้อมูล สถานีรับสัญญาณดาวเทียมถาวรเป็นหมุดหลักฐานแผนที่ที่ถูกติดตั้งอย่างถาวรทำหน้าที่ส่งข้อมูลดาวเทียม ณ ตำแหน่งที่ติดตั้งไปยังสถานีควบคุมตลอดเวลา ส่วนระบบสื่อสารทำหน้าที่รับส่งข้อมูลดาวเทียมภายในระบบโครงข่ายการสำรวจรังวัดด้วยดาวเทียมแบบ RTK GNSS Network หรือติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมด้วยกัน

สำหรับประโยชน์ของการสำรวจรังวัดด้วยเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ นอกจากจะได้แผนที่แปลงที่ดินของ ส.ป.ก. ที่เป็นระบบพิกัดมาตรฐานสอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยมาตรฐานระวางแผนที่และแผนที่รูปแปลงที่ดินในที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2550 แล้ว ค่าพิกัดที่ได้ยังสามารถนำมาใช้ตรวจสอบตำแหน่งที่ดิน ส.ป.ก. ที่ยังไม่ได้ดำเนินการสำรวจรังวัด ตำแหน่งที่ดินที่ขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ความถูกต้องตรงกันของตำแหน่งแปลงที่ดินระหว่างแผนที่กับตำแหน่งที่ดินจริงในภูมิประเทศ ตลอดจนการทับซ้อนของการสำรวจรังวัดและการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) นอกจากนี้ เมื่อแผนที่เป็นระบบพิกัดเดียวกันทั้งหมด การบูรณาการการใช้ข้อมูลแผนที่ระหว่างหน่วยราชการจะเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นในการนำมาใช้บริหารจัดการและพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินด้านต่างๆ ตามนโยบายของรัฐ ขณะที่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินจะได้รับความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นในการขอสำรวจรังวัด รังวัดแบ่งแปลง และช่วยลดปัญหาความขัดแย้งหรือข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินระหว่างเกษตรกรอีกด้วย

เร่งอปท.ซื้อน้ำยางทำถนน7.5หมื่นกม. ป้องราคายางร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411883

เร่งอปท.ซื้อน้ำยางทำถนน7.5หมื่นกม. ป้องราคายางร่วง

เร่งอปท.ซื้อน้ำยางทำถนน7.5หมื่นกม. ป้องราคายางร่วง

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 17.45 น.

“กฤษฏา” เร่ง อปท.ซื้อยาง ลุ้นข่าวดีรับฤดูเปิดกรีดยาง ทุกท้องถิ่นเริ่มซื้อน้ำยางทำถนน 7.5 หมื่นกม. ป้องราคายางร่วง ชี้สถานการณ์ยางตลาดโลกผันผวนหนักราคาต่ำกว่าในประเทศ

5 พ.ค.62 นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้บอร์ด กยท.จะรับทราบผลสรุปจากนายนที ขลิบทอง คณะกรรมการ กยท. และประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีตั้งบริษัทร่วมทุนยางพาราไทย วงเงิน 1.2 พันล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางในช่วงที่นายธีธัช สุขสะอาด เป็นผู้ว่าฯ กยท. และถูกคำสั่งมาตรา 44 ย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 60 และผลสอบส่งให้นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต่อไป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาความเห็นบอร์ด กยท. ให้มีการนำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมในเรื่องอำนาจของผู้ว่าฯ กยท.ทำได้หรือไม่ในเรื่องตั้งบริษัทร่วมทุน ทราบว่าทำหนังสือไปถามสำนักงานอัยการสูงสุด ในปัจจุบันสถานะของบริษัทร่วมทุนฯโดยบอร์ดให้ชำระบัญชีให้เสร็จไม่เกินเดือน มิ.ย. เพราะยังขายยางที่เข้าซื้อแทรกแซงราคาไว้ไม่หมด ขณะนี้มีสต็อกอยู่ทำให้ปิดบัญชีไม่ได้ ดังนั้นการที่บอกว่าจะขาดทุน 200 ล้านบาท ก็ยังสรุปไม่ได้ ซึ่งช่วงเข้าซื้อมาราคานำตลาด อาจจะมองขาดทุนยังไม่ได้ เพราะช่วงนั้นต้องการรักษาเสถียรภาพ แต่ไม่ได้ซื้อนำราคาสูงเหมือนในอดีต

นายณกรณ์ กล่าวอีกว่า ช่วงนี้ปิดกรีด ราคายางขยับขึ้นมา 50 กว่าบาท แต่ดูสถานการณ์จริงๆตลาดต่างประเทศผันผวนมาก ปรากฏว่ายังมีราคาซื้อขายต่ำกว่าในประเทศ ซึ่งมีความผิดปกติ ส่งผลราคาน้ำยางสด กับยางแผ่นรมควัน ต่างกันแค่สองถึงสามบาท ปกติต้องต่างกันห้าบาทขึ้นไป ทำให้เกษตรกรหันมาขายน้ำยางสด ดีกว่า โดยทาง กยท.ได้ซื้อนำราคา 50 สตางค์ และขายออกไม่มียางติดมือใน 5-6 เดือนนี้ จึงดึงราคาขายในประเทศขยับไปได้

สำหรับมาตรการรัฐเพิ่มการใช้ยางในประเทศ นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯได้เร่งรัดนำน้ำยางมาทำถนนทุกชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งทำพร้อมกันได้ทุกท้องถิ่น ใช้ยางช่วงเปิดกรีดเดือนพ.ค.พอดี มาทำถนน จะเริ่มเร็วๆนี้ หลังจากสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชุมทั่วประเทศแล้ว

“ทุกชุมชนเริ่มทำถนนยางทันช่วงเปิดกรีดเดือนพ.ค. น้ำยางออกมารองรับช่วงทำพอดี ที่ผ่านมา สภาเทศบาล ประชาพิจารณ์ ประมูลแล้ว เบื้องต้น 7.5หมื่นหมู่บ้าน ๆละ1กิโลเมตร รวมทั้งการทำถนนยาง ต้องมีการรับรองวัสดุ ในสัปดาห์นี้จะออกชื่อ5บริษัท โดยหน่วยงานสามารถจัดซื้อนำไปทำได้ เมื่อมีตัวรับรองน้ำยางพีเบ็น หรือ สารผสมเพิ่ม ระหว่างน้ำยาง กับซีเมนต์ เพื่อใช้ไปทำถนน ซึ่งต้องออกรับรองในตัวสารผสมเพิ่ม ทำให้ได้มาตรฐานก่อนเพราะรมว.เกษตรฯ กังวล ว่าจะไปหลอกขายกัน อาจทำให้ถนนพังเร็วขึ้น โดยสารผสมเพิ่ม ทำให้ทนขึ้น 3-5 เท่าเทียบถนนยางมะตอยดินลูกรัง” นายณกรณ์ กล่าว

นายณกรณ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้บริษัทผลิตล้อยางชั้นนำของโลก จะมาซื้อยางจากกยท.จากที่เมื่อก่อนซื้อผ่านเทรดเดอร์สิงโปร์ เช่น บริษัทมิสลิน บริสโตน มาซื้อกยท.โดยตรง เพราะกยท.ได้ผ่านการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม เป็นผลผลิตยางและไม้ยางที่มาจากสวนยางปลูก ไม่ได้บุกรุกที่ป่า

เปิด‘5พันธุ์ข้าวใหม่’เฉลิมพระเกียรติ ร.10 เนื่องในโอกาสมหามงคลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411688

เปิด‘5พันธุ์ข้าวใหม่’เฉลิมพระเกียรติ ร.10 เนื่องในโอกาสมหามงคลฯ

เปิด‘5พันธุ์ข้าวใหม่’เฉลิมพระเกียรติ ร.10 เนื่องในโอกาสมหามงคลฯ

วันเสาร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 12.13 น.

“กรมการข้าว” กระทรวงเกษตรฯ เปิด 5 พันธุ์ข้าวใหม่ เฉลิมพระเกียรติ ร.10 เนื่องในโอกาสมหามงคลฯ พร้อมจัดแสดงในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 62

4 พ.ค.62 นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีนี้เป็นปีมหามงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กรมการข้าวได้ดำเนินการจัดทำโครงการ “พันธุ์ข้าวใหม่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ซึ่งได้รับรองพันธุ์ข้าวใหม่ จำนวน 5 พันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ กข79 (ชัยนาท62) ที่รับรองพันธุ์ข้าวไปเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา และล่าสุดที่ผ่านการรับรองอีก 4 พันธุ์ คือ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (หอมนิลหนองคาย 62) , ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 , ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 ซึ่งแต่ละพันธุ์จะมีชื่อต่อท้ายด้วยเลข 62 ขณะนี้ กรมการข้าวดำเนินการครบถ้วนทั้ง 5 พันธุ์ที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 ร่วมกับคนไทยทั้งประเทศ

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข79 (ชัยนาท 62) เป็นข้าวพื้นนุ่มเพื่อการบริโภคและส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 118 วันโดยวิธีปักดำ มีคุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เมล็ดเรียวยาว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมากสามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 % ชั้น 1 ได้ เป็นข้าวอมิโลสต่ำ 16.82 % ข้าวสุกนุ่ม ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 809 กิโลกรัมต่อไร่ ศักยภาพสามารถให้ผลผลิตสูง 1,182 กิโลกรัมต่อไร่ เสถียรภาพผลผลิตดี และค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ แต่อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้งและเพลี้ยกระโดดหลังขาว เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคเหนือและภาคกลาง

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (มะลิดำหนองคาย 62) เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้องสีม่วงดำ ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งฤดูนาปีและนาปรัง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 542 กิโลกรัมต่อไร่ ศักยภาพ ในการให้ผลผลิต 864 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 117 เมล็ด เมล็ดยาว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก มีสารต้านอนุมูลอิสระ กรดเฟอรูลิค แกมมาออไรซานอล วิตามินอี ฟีนอลิค และฟลาโวนอยด์ เมื่อหุงสุกข้าวสวยเหนียว นุ่ม มีกลิ่นหอม ต้านทานต่อโรคใบไหม้ในระยะกล้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานและนาน้ำฝน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดหรือพื้นที่ที่ต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ ซึ่งมีตลาดเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคข้าวเพื่อสุขภาพ

ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง เป็นพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดี ผลผลิตเฉลี่ย 541 กิโลกรัมต่อไร่ มีลักษณะกอตั้ง ลำต้นแข็งปานกลาง ลักษณะรวงแน่นปานกลาง การแตกระแง้ปานกลาง จำนวนรวงต่อกอ 9 รวง มีปริมาณอมิโลส 16.82 % อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ ความคงตัวของแป้งสุกอ่อน เนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม ไม่มีความหอม มีศักยภาพให้ผลผลิตสูงในสภาพนาที่สูง ที่มีความสูง 1,000-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ค่อนข้างต้านทานต่อโรคใบไหม้ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงกอตั้ง ลำต้นแข็ง ลักษณะรวงค่อนข้างแน่น คอรวงยาว รูปร่างเมล็ดยาวเรียว ท้องไข่มาก คุณภาพการสีดีมาก ได้ข้าวเต็มเมล็ด มีปริมาณอมิโลสปานกลาง 20.9 % ปริมาณโปรตีนในข้าวกล้อง 9.44 % เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วงดำ มีคุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี มีคุณสมบัติในการป้องกันการกระจายของเชื้อแบคทีเรียการติดเชื้อ โดยเฉพาะเป็นสารที่ป้องกันอนุมูลอิสระและการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง มีสารกลุ่มวิตามินบีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ช่วยในการเผาผลาญ เหมาะกับการปลูกในสภาพไร่ทั่วไป ปลูกเป็นพืชแซมยาง และปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ในภาคใต้

ข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลำต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียว ทรงกอตั้ง รวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว ผลผลิตเฉลี่ย 578 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 167 เมล็ด เมล็ดร่วงปานกลาง รูปร่างเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สีได้ข้าวเต็มเมล็ด เป็นข้าวอมิโลสตํ่า 15.2 % ความคงตัวของแป้งสุกอยู่ในระดับอ่อน อุณหภูมิแป้งสุกตํ่า การยืดตัวของข้าวสุกปกติ ข้าวสวยมีสีขาวนวล นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางที่ต้องการปลูกข้าวอายุเบา คุณภาพดี

“สำหรับข้าวที่ผ่านการรับรองทั้ง 5 พันธุ์นี้ ก็มีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไป บางพันธุ์เป็นข้าวนุ่ม เหมาะสำหรับการส่งออกไปยังต่างประเทศ บางพันธุ์ก็เป็นข้าวเจ้าสีเพื่อสุขภาพ มีสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นที่ต้องการของตลาดคนรักสุขภาพ บางพันธุ์เป็นพันธุ์พื้นเมืองที่มีความโดดเด่นในเรื่องของคุณค่าทางอาหาร สามารถพัฒนาต่อยอดให้เป็นข้าว GI ได้ในอนาคต ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัว และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ซึ่งกรมการข้าวจะนำข้าวทั้ง 5 พันธุ์ มาจัดแสดงภายในงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2562 ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2562 ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2562 อีกด้วย” นายประสงค์ กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : แรกนาขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411352

281225166

เลาะรั้วเกษตร : แรกนาขวัญ

วันศุกร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีพ.ศ. 2562 นี้ ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม นับเป็นพระราชพิธีแรกภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงนับเป็นสิริมงคลสูงยิ่งสำหรับพี่น้องเกษตรกรไทย และเป็นสิริมงคลสูงยิ่งสำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีในครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ต้องจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกครั้งหนึ่งว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี พ.ศ. 2562 เป็นพระราชพิธีแรกที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นองค์ประธานในการประกอบพระราชพิธีภายหลังที่ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินของราชอาณาจักรไทยอย่างสมบูรณ์

ที่น่าปลาบปลื้มมากเป็นพิเศษน่าจะเป็น ผู้ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญ รวมทั้ง เทพีคู่หาบเงิน และเทพีคู่หาบทอง เพราะได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทรับพระราชทานน้ำสังข์ และใบมะตูม เพื่อความเป็นสิริมงคลในพระราชพิธีพืชมงคล ซึ่งประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก่อนวันจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 1 วัน

ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญประจำปี พ.ศ. 2562 ได้แก่ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ นี้จะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญโดยตำแหน่ง

ดูจากประวัติของพระยาแรกนาขวัญ ก็ต้องบอกว่า เป็นบุญ วาสนา ชะตาลิขิต จริงๆ เพราะอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ท่านนี้หน้าที่การงานเติบโตมาจากสายยางพารา โดยเริ่มรับราชการครั้งแรกเมื่อปี 2524 ตำแหน่งนักวิชาการเกษตร ที่ศูนย์วิจัยยางสงขลา กรมวิชาการเกษตร ย้ายมาเป็นนักวิชาการเกษตรที่สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เติบโตเป็นผู้อำนวยการส่วนการผลิตยาง สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เมื่อปี 2543

หลังจากปี 2546 ได้เติบโตเป็นผู้บริหารเรื่อยมา เริ่มจากตำแหน่งเลขานุการกรม กรมวิชาการเกษตร ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดชัยนาท และ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ตามลำดับ จากนั้นปี 2553 ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ปี 2556 ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมกม่อนไหมเพียง 1 ปี ย้ายไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรอีก 1 ปี ก่อนไปดำรงตำแน่งอธิบดีกรมการข้าวในปี 2558 จนมาดำรงตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2561

ปลัดฯ อนันต์ สุวรรณรัตน์ เกิดเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2502 จึงได้อายุราชการแถมอีก 1 ปี ในบรรดาเพื่อนรุ่นเดียวกัน ปลัดฯ อนันต์ อายุน้อยสุด และยังได้แถมอายุราชการอีก 1 ปี ดังนั้นบรรดาอธิบดีทั้งหลายที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันจึงเกษียณอายุราชการไปหมดแล้ว ปลัดฯ อนันต์ จะเกษียณอายุราชการในปี 2563 ถ้าไม่มีปัญหาอะไรกับผู้บริหารฝ่ายการเมืองที่กำลังรวมเสียงเลือกข้างกันอยู่ในขณะนี้…ปลัดฯ อนันต์ จะได้ทำหน้าที่พระยาแรกนาขวัญอีก 1 ปี ในปี 2563

ทางด้านเทพีคู่หาบทอง เป็นผู้ที่ทำหน้าที่คู่หาบเงินเมื่อปีที่ผ่านมา ปีนี้จึงทำหน้าที่คู่หาบทอง ได้แก่ กันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร ส่วนเทพีคู่หาบเงิน ปีนี้คัดเลือกใหม่ได้แก่ ณัฐชยา ศรีสุขสวัสดิ์ นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และ อาทิตยา ทองแกมแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร เทพีทั้งสี่มีคำนำหน้าว่า นางสาว

สำหรับพระโค ซึ่งตามความเชื่อของพราหมณ์ เชื่อว่า พระโค คือเทวดาผู้ทำหน้าที่เป็นพาหนะของพระอิศวร พระโคแรกนา เป็นโคพื้นเมืองของจังหวัดลำพูน มีลักษณะเด่น คือ สีขาวปลอดทั้งตัว จึงเรียกว่าโคขาวลำพูน ลักษณะเด่นอื่นๆ คือ รูปร่างสูงโปร่ง ตัวใหญ่ พู่หางสีขาว จมูกและผิวหนังสีชมพูอมส้ม พระโคที่ทำหน้าที่แรกนาขวัญในปีนี้ คือ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล ทั้งคู่อายุ 9 ปี พระโคสำรอง คือ พระโคพอ และพระโคเพียง ทั้งคู่อายุ 7 ปี

สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ คือ คันไถ สำหรับคันไถที่ใช้ในพิธีในปีนี้ เป็นคันไถที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนมหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี สร้างขึ้นจากไม้สมอ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2539 สำหรับใช้ในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

พันธุ์ข้าวที่ใช้หว่านในพระราชพิธี เป็นพันธุ์ข้าวพระราชทานจากนาทดลองโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา 4 พันธุ์ คือ ขาวดอกมะลิ 105 ปทุมธานี 1 กข 43 และ กข 6 จำนวนรวม 1,026 กิโลกรัม

การพยากรณ์จากการเสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งของพระยาแรกนาขวัญ และพระโคกินเลี้ยง จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามกันเอง……

แว่นขยาย

อ.ส.ค.จับมือ3บริษัทพันธมิตร หนุนรีไซเคิลกล่องนมลดขยะ-รักษ์สิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411354

อ.ส.ค.จับมือ3บริษัทพันธมิตร หนุนรีไซเคิลกล่องนมลดขยะ-รักษ์สิ่งแวดล้อม

อ.ส.ค.จับมือ3บริษัทพันธมิตร หนุนรีไซเคิลกล่องนมลดขยะ-รักษ์สิ่งแวดล้อม

วันศุกร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค สนับสนุนโครงการรีไซเคิลกล่องนม ช่วยลดปริมาณขยะจากการใช้กล่องนม ยูเอชที ร่วมกับ บริษัท ไฟเบอร์พัฒน์ จำกัด บริษัทเอสไอจี คอมบิบล็อก จำกัด และบริษัทเต็ดตร้า แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม และสนองนโยบายรัฐในการลดปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปัจจุบัน

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า โครงการรีไซเคิลกล่องนม ยูเอชที ที่อ.ส.ค. ร่วมมือกับภาคเอกชนที่สนับสนุนนำกล่องนมที่ใช้แล้ว ไปรีไซเคิลให้เกิดประโยชน์ มี 3 หน่วยงาน คือ บริษัท เต็ดตร้า แพ้ค (ประเทศไทย) และบริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อก จำกัด ผู้ผลิตกล่องกระดาษ ยูเอชที ให้การสนับสนุนส่งเสริมให้ความรู้ทุกภาคส่วนในกระบวนการจัดเก็บกล่องนมหลังการบริโภค ส่วนบริษัท ไฟเบอร์พัฒน์ จำกัด สำหรับการนำกล่องนมเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ได้ เช่น สมุด โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ ชั้นวางของ หลังคา ที่รองแก้ว ที่วางซีดี ที่ใส่ของ กระเป๋า และเครื่องใช้สิ่งของอื่นๆ อีกมาก จากกล่องนม ที่กินหมดก็ทิ้ง จริงๆแล้วสามารถนำมาสร้างสิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์ได้ โครงการรีไซเคิลกล่องนมไม่เพียงช่วยลดขยะ ยังมีส่วนสร้างจิตสำนึก ตระหนักคุณค่าของกล่องนมที่ผ่านการบริโภคแล้วยังนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่สังคมได้ และสร้างจิตสำนึกที่ดีไปยังกลุ่มผู้บริโภคให้รับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม รู้จักแยกกล่องนม และรวบรวมไว้เพื่อนำไปรีไซเคิลให้เป็นประโยชน์เพื่อสังคมต่อไป

ดร.ณรงค์ฤทธิ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ อ.ส.ค. ยังเดินหน้าสนับสนุนโครงการรีไซเคิลจากกล่องนมต่อเนื่อง และคาดว่าจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายแห่ง เพื่อขยายโครงการให้เข้าถึงพื้นที่โดยรอบ นอกจากร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกแล้ว ภายในองค์กร อ.ส.ค. ยังนำกล่องนมรีไซเคิลมาทำรั้วคาวบอย วัวแดง และสิ่งของอื่น ที่เป็นประโยชน์ที่ อ.ส.ค. มวกเหล็ก และยังนำกล่องนมรีไซเคิลมาทำร้าน Eco THAI-DENMARK Milk Land สาขาที่ 9 ที่อ.ส.ค.มวกเหล็ก จะเป็น Milk Land สาขาที่ทำจากกล่องนมรีไซเคิลทั้งหมด