ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.ยุค4.0ดึงระบบดาวเทียมแบบจลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412171

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.ยุค4.0ดึงระบบดาวเทียมแบบจลน์

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ส.ป.ก.ยุค4.0ดึงระบบดาวเทียมแบบจลน์

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ส.ป.ก.เพิ่มความแม่นยำการสำรวจรังวัดด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network)

ส.ป.ก. ได้นำระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยระบบดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านการสำรวจรังวัดที่มีการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดแล้วว่าสามารถให้ความถูกต้องแม่นยำและมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย มาใช้กับกระบวนการสำรวจรังวัดและปรับปรุงแผนที่แปลงที่ดินของ ส.ป.ก.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า การสำรวจรังวัดแปลงที่ดินของ ส.ป.ก. ที่ผ่านมา มักประสบปัญหาเรื่องความแม่นยำของค่าพิกัดแผนที่ซึ่งเป็นสาเหตุให้รูปแผนที่หรือเนื้อที่เปลี่ยนแปลงเมื่อมีการรังวัดใหม่จนนำไปสู่ปัญหาการพิพาทเรื่องแนวเขตและเนื้อที่ที่ดิน ตลอดจนปัญหาการออกหนังสืออนุญาตฯ (ส.ป.ก. 4-01) ผิดพลาดคลาดเคลื่อน เนื่องมาจาก ส.ป.ก. ทำการรังวัดรูปแปลงที่ดินด้วยวิธีแผนที่ชั้นสอง ดังนั้น เพื่อให้การสำรวจรังวัดของ ส.ป.ก. มีความแม่นยำและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ส.ป.ก. จึงได้นำเทคโนโลยีระบบดาวเทียมมาช่วยในการสำรวจรังวัดเนื่องจากมีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำ (ไม่เกิน 4 เซนติเมตร) และเป็นที่ยอมรับของมาตรฐานสากล ขณะนี้ ส.ป.ก. อยู่ระหว่างจัดซื้อเครื่องหาพิกัดด้วยสัญญาณดาวเทียม (GNSS ชนิด Rover) จำนวน 88 ชุด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบดาวเทียมเพื่อนำมาใช้ในงานสำรวจรังวัดและทำแผนที่ของ ส.ป.ก. ในการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร

นอกจากนี้ เทคโนโลยีการสำรวจรังวัดด้วยระบบดาวเทียมยังจะช่วยยกระดับระบบแผนที่แปลงที่ดินของ ส.ป.ก. ให้เป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยมาตรฐานระวางแผนที่และแผนที่รูปแปลงที่ดินในที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาแผนที่แปลงที่ดินอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการเตรียมพร้อมรองรับเส้นแนวเขตที่ดินของรัฐ One Map การจัดทำแผนที่ฐาน Base map มาตราส่วน 1 : 4,000 ของประเทศไทย (ONE DATUM) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลการถือครองที่ดินของรัฐในระบบดิจิทัล (Big Data) ที่มีข้อมูลถูกต้องเป็นปัจจุบันทันสมัย สอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0

การสำรวจรังวัดด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) เป็นการสำรวจรังวัด ด้วยการเปิดรับสัญญาณดาวเทียมในบริเวณพื้นที่ที่มีโครงข่าย RTK GNSS Network ซึ่งประกอบด้วย สถานีควบคุม (Control Station) สถานีรับสัญญาณดาวเทียมถาวร (Continuous Operating Reference Station : CORS) และระบบสื่อสาร (Communication System) โดยสถานีควบคุมทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลดาวเทียม จัดเก็บข้อมูล และสำรองข้อมูล สถานีรับสัญญาณดาวเทียมถาวรเป็นหมุดหลักฐานแผนที่ที่ถูกติดตั้งอย่างถาวรทำหน้าที่ส่งข้อมูลดาวเทียม ณ ตำแหน่งที่ติดตั้งไปยังสถานีควบคุมตลอดเวลา ส่วนระบบสื่อสารทำหน้าที่รับส่งข้อมูลดาวเทียมภายในระบบโครงข่ายการสำรวจรังวัดด้วยดาวเทียมแบบ RTK GNSS Network หรือติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมด้วยกัน

สำหรับประโยชน์ของการสำรวจรังวัดด้วยเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ นอกจากจะได้แผนที่แปลงที่ดินของ ส.ป.ก. ที่เป็นระบบพิกัดมาตรฐานสอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยมาตรฐานระวางแผนที่และแผนที่รูปแปลงที่ดินในที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2550 แล้ว ค่าพิกัดที่ได้ยังสามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบตำแหน่งที่ดิน ส.ป.ก. ที่ยังไม่ได้ดำเนินการสำรวจรังวัด ตำแหน่งที่ดินที่ขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ความถูกต้องตรงกันของตำแหน่งแปลงที่ดินระหว่างแผนที่กับตำแหน่งที่ดินจริงในภูมิประเทศ ตลอดจนการทับซ้อนของการสำรวจรังวัดและการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) นอกจากนี้ เมื่อแผนที่เป็นระบบพิกัดเดียวกันทั้งหมดการบูรณาการการใช้ข้อมูลแผนที่ระหว่างหน่วยราชการจะเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นในการนำมาใช้บริหารจัดการและพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินด้านต่างๆ ตามนโยบายของรัฐ ขณะที่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินจะได้รับความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นในการขอสำรวจรังวัด รังวัดแบ่งแปลง และช่วยลดปัญหาความขัดแย้งหรือข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินระหว่างเกษตรกรอีกด้วย

คลอดแล้ววิทยากร3สารพิษชุดแรก เล็งต่อยอดอีก2พันคนภายในพ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412169

x

คลอดแล้ววิทยากร3สารพิษชุดแรก เล็งต่อยอดอีก2พันคนภายในพ.ค.

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมจัดอบรมหลักสูตรการใช้วัตถุอันตราย พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส อย่างถูกต้อง ปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ของกรมในส่วนภูมิภาค 240 คนเสร็จแล้วโดยเจ้าหน้าที่ทั้ง 240 คน ต้องทำหน้าที่เป็นวิทยากรไปอบรมเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย 2,000 คน ภายในเดือนพฤษภาคม เพื่อนำความรู้ที่ได้รับทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติไปอบรมเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 1.5 ล้านคน ที่ยังจำเป็นต้องใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนต่อไป พร้อมกันนี้ กรมวิชาการเกษตรยังมีแผนขอความร่วมมือสมาคมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมอารักขาพืชไทย และสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทยเข้าร่วมอบรมเป็นวิทยากร เพื่อไปอบรมเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพดและไม้ผล ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนวิทยากรจากการยางแห่งประเทศไทยจะอบรมเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และวิทยากรจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายจะอบรมเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย

สำหรับผู้รับจ้างพ่นสารทั้ง 3 ชนิดซึ่งมี 50,000 คน วิทยากรจากกรมวิชาการเกษตรจะเป็นผู้จัดอบรมระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร (ศวพ.) ของกรมวิชาการเกษตรใน 54 จังหวัด โดยผู้รับจ้างพ่นต้องผ่านการทดสอบทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ รวมทั้งต้องเข้ารับการอบรมทุก 3 ปี และสารที่จะใช้พ่นต้องเป็นสารที่เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ซื้อจัดหามาให้เท่านั้น

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม กรมวิชาการเกษตร อยู่ในระหว่างการสร้างวิทยากรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อไปทำหน้าที่วิทยากรอบรมเกษตรกรและผู้รับจ้างพ่น ซึ่งการอบรมเพื่อสร้างวิทยากรจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ ดังนั้น จึงขอให้เกษตรกรและผู้รับจ้างพ่นเตรียมพร้อมเข้ารับการอบรมตามระยะเวลาที่กำหนด โดยเกษตรกรที่จะเข้ารับการอบรมต้องมีทะเบียนเกษตรกร หรือหลักฐานแสดงพื้นที่ปลูกพืชที่จำเป็นต้องใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซต สำหรับกำจัดวัชพืชใน อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลังและไม้ผล และใช้คลอร์ไพริฟอสเพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้นใน ไม้ดอก พืชไร่ ไม้ผล ซึ่งต่อไปการซื้อสารทั้ง 3 ชนิดไปใช้ เกษตรกรต้องซื้อจากร้านที่ได้รับอนุญาต แสดงหลักฐานผ่านการอบรม พร้อมแสดงชนิดพืชที่ปลูก และพื้นที่ปลูก เพื่อกำหนดปริมาณวัตถุอันตรายที่จะซื้อได้ ส่วนผู้รับจ้างพ่นก็ต้องมีใบอนุญาตผ่านการอบรมแล้วเช่นเดียวกัน

ส่องเกษตร : ด้วยพระบารมีปกเกล้าชาวเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412168

449007

ส่องเกษตร : ด้วยพระบารมีปกเกล้าชาวเกษตร

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาอันเป็นมหามงคลยิ่งของชาติไทย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าล้วนปีติยินดีและเฝ้าชื่นชมพระบารมีตลอดเส้นทางการเสด็จพระราชดำเนิน สำหรับตัวผมเองนับว่าเป็นบุญยิ่งนักที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของพสกนิกรในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นสถาบันหลักของชาติที่ทำให้ประเทศไทยอยู่อย่างเป็นปึกแผ่นและสงบร่มเย็นมาตราบเท่าทุกวันนี้ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้อาณาประชาราษฎร์อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมาแต่ในอดีต ต่างก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณและพระบารมีปกเกล้าฯ เรื่อยมา

พระราชพิธีที่สำคัญสำหรับพี่น้องเกษตรกร คือ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีกรรม 2 พิธีที่ทำร่วมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล และพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยพระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงกำหนดเป็นครั้งแรก เป็นพิธีทำขวัญเมล็ดพันธุ์เพื่อเป็นสิริมงคลให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพ ปราศจากโรคต่างๆ เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี ส่วนพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีพราหมณ์ มีมาแต่โบราญ เป็นพิธีเริ่มต้นการไถเพื่อหว่านเมล็ดข้าว มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งสัญญาณว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไปฤดูการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว ทั้งสองพิธีนี้ได้ทำอย่างเต็มรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี พ.ศ. 2479 จึงได้เว้นการจัดไปเนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองไม่เหมาะสม ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 ได้กำหนดให้จัดพิธีพืชมงคลขึ้นมาใหม่ แต่มีเฉพาะพิธีพืชมงคลเท่านั้น และในปี พ.ศ. 2503 จึงได้จัดพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ทั้งสองพิธีสำคัญของการเกษตรได้กลับมาจัดพร้อมกันใหม่ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

สำหรับวันประกอบพิธีต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ประกอบด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยาม ให้ได้วันอันเป็นอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ โดยโหรหลวงจะเป็นผู้กำหนด แต่ต้องอยู่ในระหว่างเดือน 6 เพราะเดือนนี้เริ่มเข้าฤดูฝน จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเตรียมทำนา ในปีนี้ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ที่จะถึงนี้โดยในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจะมีการเสี่ยงทาย 2 สิ่ง คือ ผ้านุ่งของพระยาแรกนา และการเสี่ยงทายของกินของพระโค โดยการเสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนาเป็นการตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่งแต่งกาย มีด้วยกัน 3 ผืน คือ หกคืบ ห้าคืบ และสี่คืบ ส่วนการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง เป็นของกินที่ตั้งเลี้ยงพระโคนั้นมี ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า ถ้าพระโคกินสิ่งใดก็จะมีคำทำนายไปตามนั้น

หลังจากพิธีอันเป็นสิริมงคลให้กับเกษตรกรดังกล่าว จะเป็นขวัญและกำลังใจให้เกษตรกรเริ่มฤดูการผลิตใหม่ได้อย่างเชื่อมั่นและมีความหวัง ภายใต้ความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ภายใต้การจัดการอย่างมีความพร้อม จะช่วยให้เกษตรกรผ่านพ้นวิกฤติต่างๆที่อาจเกิดขึ้นไปได้ โดยที่ความผูกพันระหว่างการทำการเกษตรและธรรมชาติยังคงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับความผูกพันของเกษตรกรกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ยังคงจารึกและฝังแน่นอยู่ในจิตใจของเกษตรกรทุกคน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กษ.ยกเครื่องภารกิจหน่วยงานในสังกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412170

x

กษ.ยกเครื่องภารกิจหน่วยงานในสังกัด

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ตามที่ได้กำหนดให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งในพื้นที่และส่วนกลางปรับภารกิจและบทบาทใหม่ให้ครอบคลุมงานด้านส่งเสริมสนับสนุนการผลิต และงานด้านประสานงานร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตหรือมีตลาดรองรับ เป็นการแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ จึงทบทวนแนวทาง วิธีทำงาน ดังนี้ 1) ให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดร่วมกับเกษตรจังหวัดเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อ.พ.ก.) ตามพ.ร.บ. เศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 เพื่อให้ผู้ว่าฯสนับสนุนแนวทางทำงานดังกล่าว รวมทั้งอาจสนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการและหรือจากองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.)สนับสนุนภารกิจและบทบาทใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดได้ด้วย

2)ให้ใช้การประชุม อ.พ.ก.จัดกลุ่มงานและมอบให้หน่วยงานไปปฏิบัติในรูปคณะทำงานเฉพาะกิจ ดังนี้ 2.1 คณะทำงานส่งเสริมการผลิตและจัดทำข้อมูลด้านการผลิต ตามความต้องการของตลาด และ2.2 ให้ประสานหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน เพื่อรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรของตลาด รวมทั้งแนะนำและอำนวยความสะดวกหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนให้เข้ามาซื้อผลผลิตจากเกษตรกร

3) ให้เกษตรจังหวัดแนะนำสมาชิกกลุ่มเกษตรกรสมัยใหม่ ที่เป็นบุตรหลานของเกษตรกรในพื้นที่และผ่านการอบรมจากสำนักเกษตรจังหวัดแล้ว ให้มีบทบาทร่วมทำหน้าที่ทั้งฝ่ายส่งเสริมการผลิตและฝ่ายประสานงานระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับหน่วยงานรัฐหรือภาคเอกชนที่เข้ามารับซื้อผลผลิตในพื้นที่ด้วย 4) พัฒนาระบบการผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ให้ตอบนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” นำมาขยายผลโครงการและแผนงานการเกษตรสำคัญ ดังนี้ 4.1 ให้คณะทำงานส่งเสริมการผลิตจัดทำข้อมูลด้านการผลิต แนะนำเกษตรกรผลิตตามความต้องการของตลาด ให้ได้ตามคุณสมบัติที่ผู้รับซื้อกำหนด เพื่อลดต้นทุนการผลิต และ 4.2 ขอให้พิจารณาว่าหากมีกลุ่มเกษตรกรหลายกลุ่ม ผลิตได้จำนวนมากให้ติดต่อเอกชนมาตั้งโรงงานรับซื้อหรือตั้งโรงงานแปรรูปหรือโรงถนอมอาหารในพื้นที่ และให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดและหรือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)สนับสนุนเงินกู้ให้กลุ่มเกษตรกร

5)สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรรวมตัวจดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้มีตัวแทนกลุ่มเกษตรกรทำหน้าที่ขายผลผลิตกับภาคเอกชนโดยตรงแทนหน่วยงานรัฐ 6)ให้อ.พ.ก. จังหวัด นำข้อมูลจากคณะทำงานเฉพาะกิจในข้อ 2.1 และ 2.2 ประเมินสถานการณ์ปัญหา เพื่อพิจารณาว่าควรเปลี่ยนแผนการผลิตที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ โดยใช้พื้นที่ให้สอดคล้องกับแผนที่เกษตร (Agri-Map) หรือไปทำเกษตรแบบผสมผสานหรือเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริ

7)ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯจัดกลุ่มงาน มอบภารกิจให้สำนักงานปลัด/กรมหรือหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯให้สอดคล้องกับงานในพื้นที่ ให้แบ่งเป็นกลุ่มงาน คือ 7.1 กลุ่มงานวางแผน สนับสนุน รายงานสถานการณ์การผลิตของประเทศ และ 7.2 กลุ่มประสานงานกับภาครัฐและเอกชนในและต่างประเทศรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์อำนวยความสะดวก เพื่อให้ทราบแนวโน้มราคาและความต้องการสินค้าเกษตรของตลาด 8)ให้คณะทำงานเฉพาะกิจในข้อ 2.1 และ 2.2 และกลุ่มงานส่วนกลางในข้อ 7.1 และ 7.2 รายงานข้อมูลการผลิตการตลาดให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯทราบ เพื่อตัดสินใจเชิงนโยบายได้ทันท่วงที และ 9)ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯทุกเขต ติดตามการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะภารกิจตามข้อ 1 และข้อ 2 ขอให้กำชับเป็นรายจังหวัดว่าหน่วยงาน กษ. ทุกจังหวัดดำเนินการให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคม

สร้างความเชื่อมั่น! ‘อธิบดีปศุสัตว์’หารือมาเลเซีย เพิ่มนำเข้า’โคเนื้อ’ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412293

สร้างความเชื่อมั่น! 'อธิบดีปศุสัตว์'หารือมาเลเซีย เพิ่มนำเข้า'โคเนื้อ'ไทย

สร้างความเชื่อมั่น! ‘อธิบดีปศุสัตว์’หารือมาเลเซีย เพิ่มนำเข้า’โคเนื้อ’ไทย

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 20.43 น.

7 พ.ค.62 ที่กรมปศุสัตว์ กรุงเทพฯ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ Dr.Arman Bin Kison (Chief Assistant Director of Department of Veterinary Services: DVS) ประเทศมาเลเซีย พร้อมคณะฯ ในโอกาสเดินทางมาตรวจรับรองสถานที่ศูนย์รวบรวมสัตว์ และด่านกักกันสัตว์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 7 – 11 พ.ค.62

อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานการประชุมร่วมคณะเจ้าหน้าที่จากประเทศมาเลเซีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการตรวจสอบ มาตรการควบคุมโรค และการตรวจวินิจฉัยโรคในโคเนื้อ ขยายตลาดการส่งออกโคเนื้อของไทยไปมาเลเซีย คณะจากประเทศมาเลเซีย ได้แก่ Dr.Arman Bin Kison (Chief Assistant Director of Department of Veterinary Services: DVS)  Mrs.Lily Rosalind Paul Pakianathan (State Director of Malaysia Quarantine and Inspection Services : MAQIS)  Mr.Mohammad Ezri bin Shamsuddin (Agricultural’s counsellor from the embassy of Malaysia) โดยผู้ร่วมประชุมจากกรมปศุสัตว์ ได้แก่ กองสารวัตรและกักกัน กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ และสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ในด้านการตรวจสอบโคเนื้อ ประกอบด้วย มาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายโคเนื้อของไทย ทั้งการนำเข้าและส่งออก สถานการณ์โรคระบาดและมาตรการควบคุมโรคในโคเนื้อของกรมปศุสัตว์ และการตรวจวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกโคเนื้อของกรมปศุสัตว์

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจในระบบการตรวจสอบ มาตรการในการควบคุมการเคลื่อนย้ายและควบคุมโรคในโคเนื้อของประเทศไทยไปประเทศมาเลเซีย โดยขยายปริมาณการส่งออกและความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

เตือน!! เกษตรกรเชียงใหม่เฝ้าระวัง-รับมือภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412238

เตือน!! เกษตรกรเชียงใหม่เฝ้าระวัง-รับมือภัยแล้ง

เตือน!! เกษตรกรเชียงใหม่เฝ้าระวัง-รับมือภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 17.37 น.

​เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ย้ำเกษตรกรเฝ้าระวังและรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง ในพื้นที่การเกษตรจังหวัดเชียงใหม่

7 พ.ค.62 เมื่อเวลา 13.30 น. นายสมพล แสนคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง จังหวัดเชียงใหม่ ในเวทีถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตมะม่วงคุณภาพปลอดภัยได้มาตรฐาน GAP ภายใต้โครงการพัฒนามาตรฐานมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง (มะม่วงส่งออก) เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ ปี 2562 พร้อมทั้งได้เน้นย้ำให้เกษตรกรเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง โดยจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด ประมาณ 2 ล้านไร่ และมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ลำไย ลิ้นจี่ ส้ม มะม่วงและกล้วยหอม

ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ และสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอ ได้แจ้งเตือนให้เกษตรกรได้ใช้น้ำในการทำการเกษตรอย่างคุ้มค่าและแนะนำวิธีลดการสูญเสียน้ำของพืช อาทิเช่น การนำเอาเศษวัสดุทางการเกษตรมาคลุมโคนต้น เพื่อลดการคายน้ำของพืช โดยเฉพาะ ไม้ผลยืนต้น เช่น ลำไยและมะม่วง ให้ดูแลอย่างใกล้ชิด และส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น พืชตระกูลผักต่างๆ

ทั้งนี้ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ยังได้เน้นย้ำแจ้งเตือน ให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ นอกเขตชลประทาน เช่น อำเภอจอมทอง ดอยหล่อ ฮอด ให้หมั่นดูแล พืชผลทางการเกษตรของตนเอง อย่างใกล้ชิด ถ้าหากได้รับความเสียหายให้รีบแจ้ง เจ้าหน้าส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล ,สำนักงานเกษตรอำเภอ ในพื้นที่ เพื่อที่จะได้ให้ความช่วยเหลือตามระเบียบราชการต่อไป เกษตรจังหวัดกล่าว

กษ.แนะปลูกพืชทางเลือกแทนทำนาในพื้นที่เสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412173

กษ.แนะปลูกพืชทางเลือกแทนทำนาในพื้นที่เสี่ยง

กษ.แนะปลูกพืชทางเลือกแทนทำนาในพื้นที่เสี่ยง

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 15.36 น.

กษ.แนะปลูกพืชทางเลือกแทนทำนาในพื้นที่เสี่ยง

7 พ.ค.62 นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 (สศท.7) จ.ชัยนาท ได้ศึกษาสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top4) ของพื้นที่ จ.ปทุมธานี พบว่า สินค้า TOP 4 ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ปาล์มน้ำมัน และไก่เนื้อ โดยเกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ หรือกำไรจากการผลิต ข้าวนาปี ในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 1,448 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,290 บาท/ไร่

ข้าวนาปรัง พื้นที่มีความเหมาะสมมากและปานกลาง เฉลี่ย 1,007 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม เฉลี่ย 997 บาท/ไร่ , ปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและปานกลาง เฉลี่ย 2,089 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม เฉลี่ย 1,955 บาท/ไร่ , ไก่เนื้อ เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิ 4.57 บาท/ตัว

ทั้งนี้ หากพิจารณาสินค้าทางเลือกให้แก่เกษตรกร เพื่อปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรแทนการทำนาข้าว พบว่า พื้นที่มีความเหมาะสม (S1/S2) สำหรับปลูกข้าวมีจำนวน 323,679 ไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3/N) สำหรับปลูกข้าวมีเพียงจำนวน 21,418 ไร่ โดยปัจจุบันเกษตรกรได้มีการปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างหลากหลาย อาทิ กล้วยหอม มีต้นทุนการผลิต 20,363 บาท/ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 26,646 บาท/ไร่ ซึ่งกล้วยหอมทองตลาดทั้งในและต่างประเทศมีความต้องการเป็นอย่างมาก และขณะนี้กล้วยหอมทองปทุมธานี ยังเป็นสินค้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งหากเกษตรกรสามารถสร้างจุดแข็งและขยายผลต่อยอดเพิ่มมูลค่าในการแปรรูปได้

เตยหอม สามารถจำหน่ายได้ 3 แบบ คือ ตัดต้นขาย ขายเฉพาะใบ และขายแขนง (หน่อ) ปัจจุบันผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง มีพ่อค้าคนกลาง เข้ามารับซื้อในแหล่งผลิต ต้นทุนการผลิตกรณีตัดต้นขาย มีต้นทุน 16,397 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 15,103 บาท/ไร่

ฝรั่งกิมจู ต้นทุนการผลิต 19,123 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 25,877 บาท/ไร่ มะระจีน เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยมีระยะการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวใช้เวลา 45 วัน มีต้นทุนการผลิต 14,597 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 8,647 บาท/ไร่ การปลูกหญ้าปูสนาม ระยะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 35 – 40 วัน มีต้นทุนการผลิต 8,325 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 11,460 บาท/ไร่ และการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ต้นทุนการผลิต 90 บาท/ตัว ผลตอบแทนสุทธิ 54 บาท/ตัว

ซ้อมใหญ่! พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412127

ซ้อมใหญ่! พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี62

ซ้อมใหญ่! พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี62

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 13.24 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดการซ้อมใหญ่งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2562 ในวันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2562 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

7 พ.ค.62 เวลา 07.00 น. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดการซ้อมใหญ่งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมี นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวดวงพร งามประดิษฐ์ นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวณัฐชยา ศรีสุขสวัสดิ์ นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นางสาวอาทิตยา ทองแกมแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานฝ่ายต่าง ๆ เข้าร่วมในการซ้อมใหญ่ โดยขณะนี้ทุกฝ่ายมีความพร้อมในการจัดงานพระราชพิธีฯ ซึ่งจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2562 ที่จะถึงนี้ งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ มีความงดงาม และมีความหมายอย่างยิ่งต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ในปีพุทธศักราช 2562 นี้ ปฏิทินหลวงได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล และถือเป็น ‘วันเกษตรกร’ ประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2562 ในการนี้ เวลาประมาณ 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีพืชมงคล ทรงหลั่งน้ำสังข์ ทรงเจิม พระราชทานพระธำมรงค์กับพระแสงปฏักแก่ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง สำหรับวันถัดมาของการประกอบพระราชพิธี คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ จะประกอบพระราชพิธี ในวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2562 ฤกษ์ไถหว่านระหว่างเวลา 08.19 – 08.49 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา เปิดเผยว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือที่นิยมเรียกว่า พิธีแรกนา กำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี ซึ่งเป็นระยะเหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทย เพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญเกษตรกรให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก ทั้งนี้ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้สืบทอดมายาวนานตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย และได้มีการจัดงานเต็มรูปแบบตามประเพณีครั้งสุดท้ายในปี 2479 แล้วว่างเว้นไป จนกระทั่งในปี 2503 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ฟื้นฟูพระราชประเพณีนี้ขึ้นมาใหม่ และได้กระทำติดต่อกันมาทุกปีจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคล เป็น “วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2562 ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรร่วมกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพทางเกษตรกรรม ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นอาชีพที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติ นอกจากนี้ ในงานพระราชพิธีฯ ยังมีการมอบรางวัลและยกย่องประกาศเกียรติคุณให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นประเภทต่าง ๆ และปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ที่ผ่านการคัดเลือก พร้อมทั้งเผยแพร่ผลงานให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จัก และยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติอีกด้วย

ข้าวโพดหวานรุ่ง!ยึดแชมป์ส่งออกที่1ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411994

x

ข้าวโพดหวานรุ่ง!ยึดแชมป์ส่งออกที่1ของโลก

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ผลิตข้าวโพดหวานของประเทศในปี 2562 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ มีนาคม 2562) คาดว่า มีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 237,700 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งมี 245,629 ไร่(ลดลง 7,929 ไร่ หรือร้อยละ 3.23) เนื้อที่เก็บเกี่ยว 232,526 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งมี 242,729 ไร่ (ลดลง 10,203 ไร่ หรือร้อยละ 4.20) ผลผลิตรวม 520,603 ตัน ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งมี 535,365 ตัน (ลดลง 14,762 ไร่ หรือร้อยละ 2.76) ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 2,239 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ 2,206 กก./ไร่ (เพิ่มขึ้น 33 กก./ไร่ หรือร้อยละ 1.50) ซึ่งภาพรวมผลผลิตลดลงตามการลดลงของเนื้อที่เพาะปลูก โดยเนื้อที่เก็บเกี่ยวลดลง เนื่องจากปริมาณในแหล่งน้ำธรรมชาติช่วงฤดูแล้งมีน้อยกว่าปีที่แล้ว ส่งผลให้มีน้ำไม่พอต่อการเพาะปลูก เกษตรกรจึงปล่อยเนื้อที่ให้ว่าง ด้านผลผลิตต่อไร่คาดว่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากในแหล่งผลิตที่ทำการเพาะปลูกมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

ทั้งนี้ ข้าวโพดหวานนิยมปลูกในจ.เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง นครสวรรค์ กาญจนบุรี เป็นส่วนใหญ่ และผลผลิตจะออกช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม โดยจะออกมากเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 17.45 ของผลผลิตทั้งประเทศ หากมองถึงการบริโภคข้าวโพดหวานในประเทศ พบว่า ปัจจุบันการบริโภคข้าวโพดหวานพันธุ์ลูกผสมมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากมีการพัฒนาข้าวโพดหวานสายพันธุ์ใหม่ๆเพิ่มขึ้น เช่น พันธุ์ทับทิมสยาม ที่บริโภคสดได้โดยไม่ต้องทำให้สุกก่อน ขณะที่ข้าวโพดหวานพันธุ์พื้นเมือง เช่น พันธุ์ข้าวเหนียว ข้าวโพดเทียน ยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคต่อเนื่อง

ไทยนับว่าเป็นประเทศส่งออกข้าวโพดหวานอันดับ 1 ของโลกมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา และจากการที่แหล่งผลิตข้าวโพดหวานในสหภาพยุโรปและทวีปอื่น ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยประสบความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (เอลนีโญ-ลานีญา) ส่งผลให้ข้าวโพดหวานของไทย ในปี 2561 ส่งออกได้มากถึง 532,370 ตัน คิดเป็นมูลค่า 7,956 พันล้านบาท โดยปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ซึ่งส่งออกได้ 489,992 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.65) คิดเป็นมูลค่า 7,662 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.84) และคาดว่าปี 2562 การส่งออกจะเติบโตไปในทิศทางบวกเช่นเดียวกัน เนื่องจากข้าวโพดหวานพันธุ์ลูกผสมเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตและมีความต้องการข้าวโพดหวานปรุงแต่งเพื่อส่งออก โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลี ซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตาม การผลิตในประเทศ เกษตรกรควรดูแลคุณภาพผลผลิต และเฝ้าระวังโรคและแมลงที่ระบาดอยู่ใน บางพื้นที่ เช่น หนอนกระทู้ โรคใบลาย โรคใบไหม้ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อปริมาณและผลผลิตได้คุณภาพตามต้องการ

รักษ์เกษตร : เพาะผัก ไว้ทานเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411991

x

รักษ์เกษตร : เพาะผัก ไว้ทานเอง

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม เมล็ดพันธุ์ผักเพาะยาก และมักจะเน่าตายหมด ผมอยากทราบวิธีเพาะเมล็ดพันธุ์ผัก ขอบคุณครับ

กิติคุณ ชมนก

อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

คำตอบ

การเพาะเมล็ดพันธุ์ผัก สามารถทำได้หลายวิธี อาจจะเพาะในถาดก่อน หรือหว่านเมล็ดลงแปลงเพาะปลูกเลยก็ได้ การหว่านเมล็ดพันธุ์ลงแปลงเลยนั้น อัตราการงอกอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร และอาจสิ้นเปลืองกับเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งต้นกล้างอกแล้ว อาจตายได้ง่าย เมื่อเจอกับสภาพอากาศร้อน อากาศหนาว หรือฝนตก จึงขอแนะนำให้เริ่มเพาะในถาดก่อน ทั้งยังสามารถคัดต้นที่อ่อนแอออก และเลือกต้นที่แข็งแรงไว้ แล้วจึงนำมาปลูกในแปลงปลูกต่อไปได้

ข้อควรคำนึงถึงในการเพาะเมล็ดพันธุ์ผักให้ได้ดี ควรเริ่มจาก

1. เตรียมเมล็ดพันธุ์ และถาดเพาะ เมล็ดพันธ์หาซื้อได้ตามร้านเกษตรภัณฑ์ จะต้องศึกษาก่อนว่า เป็นชนิดที่ต้องแช่น้ำก่อนหรือเพาะได้เลย และใช้เวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวนานเท่าใด ถาดที่ใช้ อาจเป็นภาชนะที่มีอยู่เหลือใช้เก่าพัง อาจเป็นถาดหลุม กะละมัง ถาดปลูก หรือถาดกระดาษที่ใส่ไข่ ก็ได้ แต่ควรระบายน้ำได้ดี

2. การเตรียมดิน ดิน เพื่อความสะดวกควรจะซื้อจากร้านขายต้นไม้ หรือผสมดินสำหรับเพาะเองก็ได้ โดยมีส่วนผสมโดยประมาณคือ ดิน 1 ส่วน แกลบดำ 1 ส่วน และขุยมะพร้าวละเอียด 1 ส่วน ทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน และจัดใส่ถาดให้เตรียมไว้

3. เลือกสถานที่ในการเพาะปลูก ควรเป็นโรงเรือนที่มีแสงแดดส่องถึงในตอนเช้า เป็นที่อากาศถ่ายเทสะดวก และเป็นที่ที่ให้ไกลจากสัตว์เลี้ยง หรือหาตาข่ายมาล้อมสถานที่เพาะไว้ก็ได้

4. การหยอดเมล็ดพันธุ์ลงที่เพาะ ให้โรยเมล็ดลงในถาดปลูก โดยไม่ให้กระจุก หรือกระจายตัวมากเกินไป แล้วใช้ดินกลบบางๆ ใช้ฝักบัวรดน้ำให้เป็นฝอยพอชุ่ม ไม่แฉะจนเกินไป แล้ววางไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก วางไว้ในที่ร่มมีแสงสว่างส่องถึง ควรเขียนป้ายวันที่เริ่มเพาะกำกับไว้ด้วย เพื่อจะได้นับเวลาเก็บเกี่ยว

5. การดูแล การดูแลเรื่องน้ำก็เป็นสิ่งสำคัญ ให้รดน้ำเช้า-เย็น พอชุ่ม แต่ไม่เปียกโชกเกินไปประมาณ 20-24 ชั่วโมง เมล็ดจะเริ่มงอกบ้างแล้ว บางชนิดอาจใช้เวลา 24-48 ชั่วโมง จึงจะงอก ปล่อยให้โดนแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้า ช่วง 06.00-10.00 น. ซึ่งแสงในตอนเช้านี้ จะเหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช และจะต้องตรวจสอบดินให้มีความชื้นสม่ำเสมอ

6. การย้ายกล้าลงถาดหลุม ในสัปดาห์ที่ 2 การงอกของเมล็ด จะเห็นว่า ต้นกล้าจะเริ่มงอกแล้ว เมื่อผ่านไป 4-5 วัน และพอถึงวันที่ 6-7 ให้ทำการย้ายกล้าลงถาดหลุม โดยคัดต้นที่อ่อนแอออก เหลือไว้เฉพาะต้นที่แข็งแรง นำดินใส่ถาดหลุมให้เรียบร้อย ใช้ที่ตักเล็กๆ มาขุดดินส่วนรากขึ้นมา แล้วใช้มือเกลี่ยดินให้เหลือแต่ราก การจับต้นกล้าควรทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ต้นและรากขาดออกจากกัน วางรากไว้กลางหลุม แล้วกดดินรอบบริเวณต้นและรากลงไปในหลุมให้ต้นตั้งตรง รดน้ำพอชุ่มทิ้งไว้ 1 คืน และรดน้ำเช้าเย็นพอชุ่ม

8. การย้ายออกรับแสง เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 จะเริ่มมีใบจริงออก ให้นำออกมารับแดดได้ทั้งวันโดยมีผ้าสแลนคลุมด้านบนให้น้ำหมักชีวภาพรดวันเว้นวัน สลับกับการให้น้ำเปล่า ปลายสัปดาห์ที่ 3 สามารถนำกล้าผักลงสู่แปลงปลูก หรืออาจนำลงกระถางได้แล้ว

9. การย้ายลงแปลงปลูก เมื่อเข้าสู่ปลายสัปดาห์ที่ 3 ทำการย้ายกล้าลงแปลงที่เตรียมไว้ ทำเป็นแถวขุดหลุมไว้กว้างพอสำหรับต้นกล้า ใช้หางช้อนจิ้มต้นกล้าออกจากหลุมนำไปลงในแปลง ใช้ดินกลบพอประมาณ เพื่อพยุงต้นกล้าไม่ให้ล้ม ควรจับต้นกล้าอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ต้นและรากขาดออกจากกัน รดน้ำเช้าเย็นพอชุ่ม

ที่สำคัญ ควรดูแลอย่างใกล้ชิด ให้ปุ๋ย 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ ทำการกำจัดวัชพืชให้หมด และดูแลเรื่องแมลงรบกวน โดยใช้น้ำหมักชีวภาพไล่แมลงได้ด้วย นะครับ

นาย รัตวิ