เลาะรั้วเกษตร : หยุดเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412664

281225166

เลาะรั้วเกษตร : หยุดเผา

วันศุกร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา นอกจากเป็นเดือนที่อุณหภูมิของบางจังหวัดในประเทศไทยจะขึ้นไปสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียสแล้ว ปริมาณหมอกควันและฝุ่นในบางจังหวัดภาคเหนือ ยังอยู่ในเกณฑ์เป็นอันตรายต่อสุขภาพติดต่อกันยาวนาน นับว่าเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสกว่าทุกปีที่ผ่านมา

กระทรวงพลังงานของไทย บอกว่าสภาพหมอกควันที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นเกิดจากสาเหตุที่สำคัญ ได้แก่ การเผาในที่โล่งมีมากกว่า50% นอกนั้นเกิดจากอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง การผลิตกระแสไฟฟ้า และบ้านเรือนที่อยู่อาศัย

การเผาในที่โล่ง มีทั้งการเผาป่าที่มีคนตั้งใจเผาเพื่อนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร หรือไฟไหม้ป่าที่เกิดขึ้นเองจากความร้อนและแห้งแล้ง นอกจากนี้ยังมีการเผาทางการเกษตร เช่น การเผาไร่อ้อย การเผาตอซังข้าว ตอซังข้าวโพด หรือเศษซากพืชอื่นๆ ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว หรือเศษวัชพืช ส่วนการเผาที่ว่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทย หรือประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่มีใครฟันธง นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงฟันธงเสียเองให้เรื่องมาลงที่ประทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของท่าน กฤษฎา บุญราช ที่ขยันทำงาน และขยันสั่งการ แม้ว่าจะมีเวลาอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯอีกไม่กี่วัน

รัฐมนตรีกฤษฎา สั่งการให้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อนันต์ สุวรรณรัตน์ ไปมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาหมอกควัน งานเข้าที่ กรมส่งเสริมการเกษตร ของอธิบดีสำราญ สาราบรรณ์ โดยให้สำนักงานเกษตรจังหวัด เป็นผู้เสนอแผนป้องกันแก้ไขปัญหาการเผาเศษซากพืช และวัสดุการเกษตร โดยร่วมกับป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด

ให้สำนักงานเกษตรอำเภอร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดชุดปฏิบัติการออกตรวจ ป้องปราม ระงับ ยับยั้ง และแจ้งเหตุเผาในพื้นที่เกษตร ให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. ทุกหน่วยในอำเภอ เป็นหน่วยเฝ้าระวัง และให้ความรู้ปลุกจิตสำนึกของชุมชนไม่ให้เผาเศษซากพืชและวัสดุทางการเกษตร โดยให้นายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแล

งานยังเข้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 5 หน่วยงาน คือ กรมพัฒนาที่ดิน ให้ส่งเสริมการไถกลบ และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ทำโครงการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินภาคเหนือ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้จัดทำแผนบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยใช้ปฏิบัติการฝนหลวงและดัดแปลงสภาพอากาศเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่า

ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ทุกเขตลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหา โดยให้ประเมินจุดความร้อน หรือ ฮอตสปอต และฝุ่นที่ขนาดเล็กกว่า PM10 ในพื้นที่เกษตร พร้อมกับมอบสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวง เป็นผู้ติดตามสถานการณ์ และรายงานผลการดำเนินงาน

อย่างที่บอกว่าพื้นที่ปลูกพืชที่มักจะพบการเผาอยู่มากมีอยู่ไม่กี่พืช คือ ข้าว อ้อย และข้าวโพด…..

การเผาตอซังข้าว มีการรณรงค์มานานหลายปีไม่ให้ชาวนาเผาตอซังข้าว ประกอบกับเดี๋ยวนี้การทำนาส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรกลในการเตรียมดินจึงใช้วิธีไถกลบแทนการเผาไปมากแล้ว

ส่วนอ้อยไม่ต้องพูดถึง ใช้วิธีการเผาเสียเป็นส่วนใหญ่ เพื่อสะดวกในการใช้แรงงานคนตัดอ้อยเข้าโรงงานให้ทันเวลา แม้จะพยายามส่งเสริมให้ใช้เครื่องจักรกลตัดอ้อยแทนแรงงาน แต่ก็ยังไม่มีการใช้อย่างแพร่หลาย เพราะธรรมชาติของอ้อยไม่เหมือนกับพืชอื่น ต้นอ้อยสูงท่วมหัว ใบอ้อยยาว ระคาย และคม โดนลมพัดใบพันกันอีกต่างหาก ถึงแม้จะมีรถตัดอ้อยก็ทำงานไม่ได้ ต้องเผาอยู่ดี

สำหรับข้าวโพด หลายปีที่ผ่านมาอาจจะมีการปลูกข้าวโพดบนเขา และมีการเผาตอซังหลังเก็บเกี่ยวเพื่อปลูกใหม่ แต่ระยะหลังการปลูกข้าวโพดมีเงื่อนไขในการรับซื้อว่า ต้องปลูกในพื้นที่ที่ถูกกฎหมาย และต้องไม่เผาตอซัง เพราะข้าวโพดส่วนใหญ่เข้าโรงงานอาหารสัตว์ ประเทศที่รับซื้อเนื้อสัตว์ใช้มาตรการในการตรวจสอบย้อนกลับว่าการเลี้ยงสัตว์นั้นต้องไม่ทำลายสภาพแวดล้อม จึงลดการเผาลงไปได้มาก

พื้นที่ปลูกพืช 3 ชนิดนี้ อยู่ที่ไหนบ้างในอำเภอ เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล รวมทั้งศพก. คงต้องเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจและขอความร่วมมือกับเกษตรกรเสียตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว ให้คำแนะนำในการจัดการกับเศษซากพืชเหล่านั้นด้วยวิธีอื่นแทนการเผา ก่อนที่จะจัดหน่วยปฏิบัติการเข้าไปตรวจสอบ เพื่อเกษตรกรจะได้เตรียมการจัดการกับเศษซากพืชเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต

แต่ยังมีอีกพืชหนึ่งที่ต้องระวัง นั่นคือ วัชพืชหรือหญ้าต้นใหญ่ๆ ที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ ที่ไม่สามารถใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชได้ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่องการจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ถ้าเกิดไฟไหม้ขึ้นมาเพราะความแห้งแล้ง เข้าข่ายการเผาในที่โล่ง แต่จับมือใครดมไม่ได้ ก็ตัวใครตัวมันนะขอรับ…

แว่นขยาย

สารวัตรข้าวปูพรมตรวจเข้มร้านค้า มุ่งพัฒนาคุณภาพมาตรฐานเมล็ดพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412673

สารวัตรข้าวปูพรมตรวจเข้มร้านค้า มุ่งพัฒนาคุณภาพมาตรฐานเมล็ดพันธุ์

สารวัตรข้าวปูพรมตรวจเข้มร้านค้า มุ่งพัฒนาคุณภาพมาตรฐานเมล็ดพันธุ์

วันศุกร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ประสงค์ ทองพันธ์ 

สารวัตรข้าวปูพรมตรวจสอบผู้ผลิตและขายเมล็ดพันธุ์ข้าว เร่งยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร

นายประสงค์ ทองพันธ์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ กรมการข้าว เปิดเผยว่า ตามที่กรมการข้าวได้ดำเนินโครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ รับผิดชอบในกิจกรรมตรวจสอบร้านค้าจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ทั้งนี้ ได้มีการประชุมติดตามงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อให้การติดตามควบคุม กำกับ ดูแล ตรวจสอบสถานที่รวบรวมและร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นไปพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

โดยในปี 2562 มีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพของกลุ่มเกษตรกร ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์การเกษตร สมาคม/ชมรมผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และภาคเอกชน ให้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน ซึ่งตั้งเป้าว่าจะพัฒนาระบบควบคุมภายในของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว (ระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแบบกลุ่ม) จำนวน 300 กลุ่ม คาดว่าจะได้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไม่ต่ำกว่า 25,000 ตัน นอกจากนี้ จะตรวจรับรองแปลงเกษตรกรให้มีการผลิตตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าว (GAP Seed) จำนวน 458 แปลง และตรวจรับรองสถานที่รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ จำนวน 38 แห่ง

จากการลงพื้นที่ประชุมติดตามผลในหลายพื้นที่ พบว่าผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมีความเข้มแข็งแตกต่างกันไป จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาให้ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวเข้าสู่ระบบมาตรฐานเท่าเทียมกันทั้งหมด ซึ่งกรมการข้าว โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.พันธุ์พืชฯ หรือที่เรียกว่า สารวัตรข้าว จะลงพื้นที่ตรวจสอบ กำกับ ควบคุมการผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวของผู้ประกอบการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างเข้มข้น เพื่อให้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะมาตรฐาน GAP Seed มีความจำเป็น ถ้าชาวนาได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ จะส่งผลดีต่อคุณภาพสินค้าข้าวในภาพรวมด้วย อย่างไรก็ตาม จะมีการถอดบทเรียนกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวต้นแบบที่ผ่านการตรวจรับรองระบบควบคุมภายใน สำหรับใช้เป็นแนวทางในการขยายผลให้กับกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์รายอื่นต่อไป เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยกระดับมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่ท่ากุ่มผลงานโบแดงมกอช. ต้นแบบผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐานGAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412675

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่ท่ากุ่มผลงานโบแดงมกอช. ต้นแบบผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐานGAP

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่ท่ากุ่มผลงานโบแดงมกอช. ต้นแบบผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐานGAP

วันศุกร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มปลูกพืชชนิดเดียวกัน ในพื้นที่ใกล้เคียงกันและบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการผลิต จำหน่าย และมีตลาดรองรับแน่นอน รวมถึงลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนผลผลิตได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของผู้บริโภค

โครงการพัฒนาส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนโซนภาคตะวันออกเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP พืชอาหาร) ปี 2562 เป็นโครงการหนึ่งที่ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)จัดทำขึ้น ตามนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด พัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภาคตะวันออก มีความรู้ความเข้าใจในหลักการปลูกทุเรียนให้ได้ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) สามารถผลิตทุเรียนได้มีคุณภาพ ปลอดภัยตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค อีกทั้งสามารถส่งวัตถุดิบให้โรงงานผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง เพื่อส่งออกตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560)

รวมทั้งส่งเสริมความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q ระบบตามสอบสินค้าเกษตรและอาหาร (QR Trace) และระบบจับคู่ธุรกิจขยายตลาดสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ (DGT-Farm) ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนผลิตทุเรียนได้มีคุณภาพปลอดภัย ตรงตามความต้องการของตลาด และผู้บริโภค นอกจากนี้ ได้ประสานกรมวิชาการเกษตรให้การรับรองมาตรฐาน GAP พืชอาหาร กับเกษตรกรที่ผ่านการตรวจประเมินเบื้องต้น

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า สำหรับกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนท่ากุ่ม ต.ท่ากุ่ม อ.เมือง จ.ตราด ถือเป็นกลุ่มต้นแบบที่ผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐาน GAP พืชอาหารของจ.ตราด ปัจจุบันมีสมาชิก 40 ราย พื้นที่ปลูกทุเรียน 532 ไร่ ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ก้านยาว พวงมณี และกระดุม เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ ปี 2561เพื่อผลิตทุเรียนคุณภาพ ตามมาตรฐาน GAP ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มช่องทางการตลาด และตรวจสอบย้อนกลับไปสู่แหล่งผลิตด้วย QR Code เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

ด้านนายเรือง ศรีนาราง ประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนท่ากุ่ม กล่าวว่า การรวมกลุ่มเกิดขึ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯร่วมให้ความรู้ ทั้งด้านวิชาการ การทำบัญชี การผลิตปุ๋ยใช้เอง และได้รับความรู้การผลิตทุเรียนคุณภาพมาตรฐาน GAP รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันเพื่อช่วยกันคิดช่วยกันทำจนประสบความสำเร็จ ซึ่งขณะนี้สมาชิกกลุ่ม 40 คน ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP เกือบทั้งหมดแล้ว

“การเข้าสู่กระบวนการผลิตทุนเรียนคุณภาพมาตรฐาน GAP ในช่วงแรก อาจติดขัดบ้าง แต่ทำจนชิน และติดเป็นนิสัย ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทำให้ผลผลิตทุเรียนของเรามีคุณภาพ เพื่อป้อนตลาดทั้งในประเทศ และตลาดส่งออก รวมทั้งช่วยยกระดับราคาที่สูงขึ้น” นายเรือง กล่าว

จูอะดี พงศ์มณีรัตน์

จูอะดี พงศ์มณีรัตน์

มกอช.แนะผู้บริโภคซื้อสินค้ามีสัญลักษณ์ Q

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412702

มกอช.แนะผู้บริโภคซื้อสินค้ามีสัญลักษณ์ Q

มกอช.แนะผู้บริโภคซื้อสินค้ามีสัญลักษณ์ Q

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 18.30 น.

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและเครื่องหมาย Q ในห้างโมเดิร์นเทรด พื้นที่จังหวัดตราด มุ่งเป้าให้ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปตระหนักถึงเรื่องมาตรฐานสินค้าปลอดภัย และหันมาเลือกสินค้าเกษตรปลอดภัย ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้เครื่องหมาย Q มากยิ่งขึ้น

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช.เร่งส่งเสริม สร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคมีความรู้ และมีความเข้าใจในเรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยการจัดกิจกรรมการสร้างการรับรู้สินค้าเกษตรมาตรฐานและเครื่องหมาย ตราสัญลักษณ์ Q ภายใต้โครงการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q (Q Modern Trade) ขึ้น เพื่อให้ประชาชนทั่วไป เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภค ได้รับรู้และเข้าใจเรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมทั้งสามารถแยกประเภทได้ว่าสินค้าเกษตรชนิดใดเป็นสินค้าเกษตรปลอดภัย ภายใต้เครื่องหมาย Q ในห้างโมเดิร์นเทรด เพื่อให้เกิดความตระหนักและหันมาเห็นความสำคัญของสินค้าเกษตรปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

กิจกรรมเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตร จะดำเนินการในห้างโมเดิร์นเทรดที่เข้าร่วม ภายใต้โครงการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q (Q Modern Trade) ซึ่งปัจจุบันมีห้างโมเดิร์นเทรดชั้นนำที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ดส์ รีเทล จำกัด (TOP) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (Big C) บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) (Makro) และบริษัท เบทาโกร จำกัด

สถานที่จําหน่ายสินค้า Q ประเภทโมเดิร์นเทรด หมายถึง สถานที่จําหน่ายสินค้าเกษตรและอาหาร คุณภาพภายใต้เครื่องหมาย Q สําหรับการบริโภคของผู้บริโภคทั่วไป โดยเป็นสินค้าเกษตรและอาหารที่มี กระบวนการผลิตทั้งระดับฟาร์มและการแปรรูปเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตร  ผ่านการตรวจรับรองจาก หน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ (Competent Authority : CA) หรือหน่วยรับรอง (Certification Body : CB) สามารถตามสอบ (Traceability) ไปยังแหล่งการผลิตสินค้า Q นั้นๆ ได้ มีการดําเนินการจัดการสุขอนามัยที่ดี และเป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการตรวจรับรองสถานที่จําหน่ายสินค้า Q ประเภทโมเดิร์นเทรด ทั้งนี้ สินค้า Q ต้องมีการจัดวางแยกจากสินค้าทั่วไปเป็นสัดส่วน โดยขึ้นอยู่กับสถานที่จําหน่ายสินค้า Q ประเภท โมเดิร์นเทรดนั้นๆ รวมทั้งคํานึงถึงความรับผิดต่อความเสียหายอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย (Product Liability) ด้วย

“การสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการใส่ใจและเลือกบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัย ได้มาตรฐานและผ่านการรับรอง ซึ่งยังมีประชาชนและผู้บริโภคอีกจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องดังกล่าว จึงจำเป็นต้องเผยแพร่และสร้างการรับรู้มาตรฐานสินค้าเกษตร รวมถึงการเลือกซื้อสินค้าปลอดภัยที่มีเครื่องหมาย Q” เลขาธิการ มกอช.กล่าว

กษ.เปิดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ออกให้บริการเกษตรกร77จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412641

กษ.เปิดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ออกให้บริการเกษตรกร77จังหวัด

กษ.เปิดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ออกให้บริการเกษตรกร77จังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 16.23 น.

กษ.เปิดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ออกให้บริการเกษตรกร 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดเดือนพฤษภาคม เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

9 พ.ค.62 นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการช่วยเหลือเกษตรกรใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบูรณาการความรู้และงานวิจัยเพื่อถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยีทางการเกษตร และแก้ไขปัญหาที่เกษตรกรเจอในการทำการเกษตร ทั้งยังมีการติดตามผลเพื่อให้มั่นใจได้ว่าปัญหาที่เกษตรกรพบจะได้รับการแก้ไขที่ถูกต้องและสัมฤทธิ์ผล

โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่มาอย่างต่อเนื่องกว่า 17 ปี เริ่มต้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2545 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ในวโรกาสทรงมีพระชนมายุ 50 พรรษา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขอพระราชานุญาตจัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่กราบบังคมทูลถวาย โดยทรงรับโครงการดังกล่าวไว้ในพระราชานุเคราะห์ และทรงพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยย่อไว้ในเครื่องหมายตราสัญลักษณ์โครงการด้วย

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในรอบเดือนพฤษภาคมนี้พิเศษกว่าที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่เกี่ยวกับด้านการเกษตร เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรในการประกอบอาชีพการเกษตรที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศ

การให้บริการของคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ จำแนกได้เป็น 11 ด้าน คือ 1.คลินิกดิน 2.คลินิกพืช 3.คลินิกปศุสัตว์ 4.คลินิกประมง 5.คลินิกชลประธาน 6.คลินิกสหกรณ์ 7.คลินิกบัญชี 8.คลินิกกฎหมาย 9.คลินิกข้าว 10.คลินิกหม่อนไหน 11.คลินิกอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น การฝึกอาชีพด้านการเกษตร หรือการนำเสนอผลงานดีเด่นด้านการเกษตรของจังหวัด

รายงานพิเศษ : ฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะ1ฉลุย เพิ่มพันธุ์ดี-ลดต้นทุนสร้างรายได้มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412485

รายงานพิเศษ : ฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะ1ฉลุย เพิ่มพันธุ์ดี-ลดต้นทุนสร้างรายได้มั่นคง

รายงานพิเศษ : ฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะ1ฉลุย เพิ่มพันธุ์ดี-ลดต้นทุนสร้างรายได้มั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการดำเนินโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ โดยมีกรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพ เพื่อสร้างอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน เพิ่มผลผลิตโคเนื้อและความมั่นคงทางอาหาร สร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกร สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพระบบการผลิตโคเนื้อของประเทศ โดยการดำเนินโครงการ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ดำเนินการในปีงบประมาณ 2559 – 2565 และระยะที่ 2ดำเนินการในปีงบประมาณ 2561 – 2567

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ในฐานะหน่วยงานที่ติดตามและประเมินผลโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการติดตามผลการดำเนินโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 1 พบว่า มีเกษตรกรเข้าร่วม จำนวน 397 ราย คิดเป็น 99% ของเป้าหมาย 400 ราย มีสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ
เข้าร่วม 23 แห่ง ซึ่งเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 115% ของเป้าหมายโครงการ สนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรรายละไม่เกิน 250,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อแม่พันธุ์โคเนื้อรายละ ไม่เกิน 5 ตัว ตัวละไม่เกิน 40,000 บาท และค่าก่อสร้างหรือปรับปรุงโรงเรือน/แปลงหญ้า รายละไม่เกิน 50,000 บาท จัดหาแม่พันธุ์โคเนื้อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,975 ตัว

อัญชนา ตราโช

จากการสอบถามเกษตรกรตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 358 ราย พบว่า เกษตรกร 67% ของเกษตรกรที่ได้รับสินเชื่อ ได้นำไปสร้างโรงเรือนใหม่ อีก 33% นำสินเชื่อไปปรับปรุงหรือต่อเติมโรงเรือนที่มีอยู่เดิมและหลังจากเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรเกือบทุกรายมีการปลูกพืชอาหารสัตว์เฉลี่ย 1 ไร่ ต่อโคเนื้อ 1 ตัว ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการในการเลี้ยงโคเนื้อ นอกจากนี้ พบว่า เกษตรกร 63% สามารถลดต้นทุนการผลิต จากการนำปุ๋ยคอกไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเอง โดยสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยไร่ละ 47.89 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าการลดการใช้ปุ๋ยเคมีเฉลี่ยปีละ 934 บาทต่อไร่

สำหรับการติดตามตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2561) พบว่า สามารถผลิตลูกโคเนื้อได้รวม 2,035 ตัว และมีลูกโคเดินตามตั้งแต่แรกซื้อจำนวน 550 ตัว โดยคาดว่าเกษตรกร 78% สามารถชำระคืนสินเชื่อได้ทันเวลาและครบตามจำนวนที่ต้องชำระคืน ส่วนที่เหลือ 22% ชำระได้เพียงบางส่วน ทั้งนี้ มีเกษตรกรจำนวน 3 ราย ที่สามารถชำระคืนสินเชื่อได้ก่อนกำหนด

นอกจากนี้ เกษตรกร 84% ต้องการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อต่อไป โดยมีการสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกรด้วยกันเฉลี่ยรายละ 4 เครือข่าย ส่วนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อจำนวน 21 แห่ง มีการสร้างเครือข่ายเฉลี่ยแห่งละ 3 เครือข่าย โดยเกษตรกรมีแนวคิดที่จะขยายธุรกิจหรือเพิ่มมูลค่าให้กับโคเนื้อด้วยวิธีการรวมกลุ่มกันพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อให้ตรงตามความต้องการของตลาด ผลิตลูกโคเนื้อ และขุนลูกโคตัวผู้ที่เกิดจากแม่พันธุ์โคเนื้อในโครงการ เพื่อจำหน่าย รวมทั้งผลิตโคเนื้อแบบครบวงจร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 1 ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์โครงการฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ควรให้ความรู้เพิ่มเติมแก่เกษตรกร เกี่ยวกับการคัดเลือกแม่พันธุ์โคเนื้อ การผสมเทียม และการจับสัด อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตลูกโคเนื้อได้ตามเป้าหมายที่โครงการ กำหนดไว้ นอกจากนี้ ควรร่วมกันพิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการชำระคืนสินเชื่อของโครงการ และวิธีการแก้ไขปัญหาสำหรับเกษตรกรที่ได้รับสินเชื่อล่าช้าและสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อที่ประสบปัญหาในการดำเนินงาน

เตือนเฝ้าระวังหนอนหัวดำมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412483

x

เตือนเฝ้าระวังหนอนหัวดำมะพร้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฝ้าระวังสวนมะพร้าวช่วงที่อากาศร้อน และมีฝนตกบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวเฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนหัวดำมะพร้าว สามารถพบได้ทั้งในระยะที่ต้นมะพร้าวยังไม่ให้ผลผลิตและให้ผลผลิตแล้ว จะพบตัวหนอนเข้าทำลายแทะกินผิวใต้ทางใบมะพร้าว จากนั้น ตัวหนอนจะถักใยโดยใช้มูลที่ถ่ายออกมาผสมเส้นใยที่สร้างขึ้นนำมาทำอุโมงค์คลุมลำตัวยาวตามใต้ทางใบ ตัวหนอนจะอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์ที่สร้างขึ้นและแทะกินผิวใบแก่

กรณีระบาดรุนแรง จะพบหนอนหัวดำมะพร้าวทำลายก้านทางใบ จั่น และผลมะพร้าว ตัวหนอนจะถักใยดึงใบมะพร้าวมาเรียงติดกันเป็นแพ เมื่อตัวหนอนโตเต็มที่จะถักใยหุ้มลำตัวเพื่อเข้าดักแด้อยู่ในอุโมงค์ ดักแด้มีสีน้ำตาลเข้ม ดักแด้เพศผู้จะมีขนาดเล็กกว่าดักแด้เพศเมียเล็กน้อย ผีเสื้อหนอนหัวดำมะพร้าวที่ผสมพันธุ์แล้วจะวางไข่บนเส้นใยอุโมงค์หรือซากใบที่ถูกทำลาย เมื่อตัวหนอนฟักออกจากไข่จะอยู่รวมเป็นกลุ่ม 1-2 วัน ก่อนย้ายไปกัดกินใบมะพร้าว จึงมักพบตัวหนอนหลายขนาดกัดกินอยู่ในใบเดียวกัน หากการเข้าทำลายรุนแรง อาจส่งผลทำให้ต้นมะพร้าวตายได้

เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสานคือ วิธีเขตกรรม วิธีกล ชีววิธีและการใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรมและวิธีกล ให้เกษตรกรตัดใบที่มีหนอนหัวดำมะพร้าวนำไปเผาทำลาย ไม่ควรย้ายต้นพันธุ์มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน หรือพืชตระกูลปาล์มมาจากแหล่งที่มีการระบาด ส่วนการใช้ชีววิธีกำจัด ให้เกษตรกรปล่อยแตนเบียนโกนีโอซัส นีแฟนติดิสในช่วงเวลาเย็นพลบค่ำ อัตรา 200 ตัวต่อไร่ต่อครั้ง โดยปล่อยให้กระจายทั่วแปลงเดือนละครั้ง ถ้าปล่อยแตนเบียนได้มาก จะเห็นผลในการควบคุมเร็วขึ้น

การใช้สารเคมีในมะพร้าวต้นสูงมากกว่า 12 เมตรขึ้นไป ให้เกษตรกรใช้สว่านเจาะรูที่ลำต้นให้รูอยู่สูงจากพื้นดิน 1 เมตร เอียงลง 45 องศา ลึก 10-15 เซนติเมตร เจาะ 2 รู ให้รูอยู่ตรงข้ามกันและต่างระดับกันเล็กน้อย จากนั้นให้ใช้สารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซีเข้มข้น ไม่ผสมน้ำฉีดเข้าลำต้นมะพร้าว อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น โดยฉีดสารฆ่าแมลงลงไปรูละ 15 มิลลิลิตร และปิดรูด้วยดินน้ำมัน วิธีนี้จะป้องกันกำจัดหนอนได้นานมากกว่า 3 เดือน และป้องกันกำจัดศัตรูชนิดอื่นได้ด้วย วิธีนี้ห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาลโดยเด็ดขาด

สำหรับมะพร้าวที่ต้นสูงน้อยกว่า 12 เมตร รวมทั้งมะพร้าวกะทิ มะพร้าวน้ำหอม และมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาลในพื้นที่ ระบาดรุนแรง และไม่ได้ปล่อยแตนเบียน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเคมีฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสปินโนแซด 12% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม 1-2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน กรณีปล่อยแตนเบียน ให้ปล่อยหลังพ่นสารเคมี 2 สัปดาห์ วิธีนี้ใช้เคลื่อนย้ายต้นพันธุ์เพื่อป้องกันแพร่กระจายของหนอนหัวดำมะพร้าวได้เช่นกัน

แนะเกษตรกรเก็บน้ำจืดเพิ่ม รับมือทะเลรุกสวนกล้วยไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412484

x

แนะเกษตรกรเก็บน้ำจืดเพิ่ม รับมือทะเลรุกสวนกล้วยไม้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาฤดูกาลเริ่มแปรปรวน โดยฤดูฝน ฝนจะตกมากขึ้น แต่บางครั้งฝนก็มาเร็วหรือช้า กว่าปกติ ไม่ตกเดือนเมษายน-พฤษภาคมเช่นเคยและฤดูร้อนอากาศร้อนมากขึ้น แห้งแล้งยาวนาน ซึ่งที่ผ่านมาชาวสวนกล้วยไม้โดยเฉพาะอ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ประสบปัญหาน้ำเค็มรุกเข้ามาตามแม่น้ำท่าจีน ซึ่งค่าความเค็มที่สูงเกินกว่า 0.75 กรัมต่อลิตร หรือค่าการนำไฟฟ้า (EC) สูงเกินกว่า 750 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร เป็นเวลานานจะส่งผลให้รากกล้วยไม้เริ่มไหม้ ใบมีสีเหลืองและเริ่มเหี่ยว เนื้อเยื่อแห้ง ไม่เจริญเติบโต และอาจรุนแรงทำให้กล้วยไม้ตายได้ในที่สุด

ปี 2562 ช่วงต้นเดือนมกราคมมีน้ำเค็มรุกเข้าสวนเป็นระยะเวลาสั้นๆ แล้วกลับคืนสู่สภาพปกติ ล่าสุดยังไม่พบผลกระทบต่อสวนกล้วยไม้ แต่จากรายงานสถานการณ์ของกรมชลประทาน (30 เม.ย.2562) เริ่มพบค่าความเค็มขยับสูงขึ้น แต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน กรมจึงขอแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ที่ประสบปัญหาฝนแล้ง-น้ำทะเลหนุนปะปนในแหล่งน้ำที่ใช้รดกล้วยไม้ หมั่นตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าของน้ำที่จะใช้รดกล้วยไม้หรือนำมาผสมปุ๋ย และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยใช้เครื่องวัด EC หรือ Salinity ตรวจวัดเอง หรือส่งน้ำไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการของหน่วยราชการ หากพบว่าแหล่งน้ำที่นำมารดกล้วยไม้ยังมีคุณภาพดี ให้สูบน้ำเข้ามาเก็บกักในบ่อพักให้เต็ม เพื่อสำรองไว้กรณีน้ำทะเลหนุน และควรรักษาระดับน้ำในบ่อพักน้ำในสวนกล้วยไม้ให้สูงกว่าระดับน้ำข้างนอก เพื่อดันไม่ให้น้ำจากข้างนอกที่อาจเป็นน้ำเค็มไหลซึมเข้ามา นอกจากนี้ ควรเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำ เช่น ขุดบ่อเพิ่ม หรือเพิ่มความลึกของบ่อเดิม เพื่อให้เก็บกักได้มากขึ้น ประกอบกับปรับเปลี่ยนวิธีการให้น้ำอย่างประหยัด ด้วยหัวสปริงเกอร์แบบประหยัดน้ำที่มีอัตราการใช้น้ำ 100-120 ลิตร ต่อ 1 หัว ในเวลา 1 ชั่วโมง

นายสำราญกล่าวต่อว่า กรณีน้ำมีค่าความเค็มสูงขึ้น ควรลดอัตราการผสมปุ๋ยลงจากเดิม เนื่องจากปุ๋ยเป็นเกลือชนิดหนึ่งซึ่งจะเพิ่มความเค็มของน้ำ หากน้ำที่ผสมปุ๋ยแล้วมีค่าความเค็มสูงเกินไป ปุ๋ยจะไม่ถูกดูดซึมเข้ารากหรือต้นกล้วยไม้ และควรเพิ่มปุ๋ยที่มีธาตุอาหารรองประเภทแคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งลดความเป็นพิษของเกลือโซเดียมและคลอไรด์ในน้ำทะเลได้ระดับหนึ่ง และปรับความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำให้อยู่ในช่วง pH 5.5 – 6.5 จะทำให้เกลือไบคาร์บอเนตในน้ำทะเลลดลงและทำให้ธาตุอาหาร ละลายออกมาในรูปที่เป็นประโยชน์กับกล้วยไม้มากขึ้น

‘กฤษฎา’ลุยยกเครื่องเกษตรทั่วประเทศครบวงจร-เดินแผนการผลิตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412381

'กฤษฎา'ลุยยกเครื่องเกษตรทั่วประเทศครบวงจร-เดินแผนการผลิตใหม่

‘กฤษฎา’ลุยยกเครื่องเกษตรทั่วประเทศครบวงจร-เดินแผนการผลิตใหม่

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 14.32 น.

“กฤษฎา”ลุยยกเครื่องเกษตรทั่วประเทศครบวงจร เดินแผนการผลิตใหม่ ดีเดย์เดือนมหามงคล วอนขรก.กษ.ร่วมพลังในวันเกษตรกรแห่งชาติ ปรับตัวเหมือนโดรน เปิดมุมมองกว้างไกล พัฒนาเกษตรกรไทยสำเร็จ

8 พ.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการได้กำหนดให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งในพื้นที่และส่วนกลางปรับภารกิจและบทบาทใหม่ให้ครอบคลุมงานด้านส่งเสริมสนับสนุนการผลิตแผนใหม่ ที่จะเริ่มฤดูกาลผลิตในช่วงเดือน พ.ค.นี้ พร้อมวางระบบงานด้านประสานร่วมมือครบวงจร ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตหรือมีตลาดรองรับ ไม่ล้นตลาด มุ่งเน้นแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ

จึงทบทวนวิธีปฏิบัติงานทุกพื้นที่ให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดร่วมกับเกษตรจังหวัดเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อ.พ.ก.) ตาม พ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ.2522 เพื่อให้ผู้ว่าฯสนับสนุนแนวทางทำงาน และอาจสนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการและหรือจากองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) สนับสนุนภารกิจและบทบาทใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดได้เพิ่มเติมด้วย

ให้คณะทำงานส่งเสริมการผลิตจัดทำข้อมูลด้านการผลิต เข้าแนะนำช่วยเหลือเกษตรกร ให้สามารถผลิตตามความต้องการของตลาด ตรงตามคุณสมบัติที่ผู้รับซื้อกำหนด เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้เมื่อมีกลุ่มเกษตรกรหลายกลุ่ม ผลิตได้จำนวนมากให้ติดต่อเอกชนมาตั้งโรงงานรับซื้อหรือตั้งโรงงานแปรรูปหรือโรงถนอมอาหารในพื้นที่ และให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดและหรือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนเงินกู้ให้กลุ่มเกษตรกร

“กษ.สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรรวมตัวจดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้มีตัวแทนกลุ่มเกษตรกรทำหน้าที่ขายผลผลิตกับภาคเอกชนโดยตรงแทนหน่วยงานรัฐ ทุกภาคส่วนหากประสานกันครบวงจร ในการรักษาสมดุลทั้งปริมาณและราคา นำเทคโนโลยี นวตกรรมแปรรูปเพิ่มมูลค่า เปิดตลาดใหม่ๆ จะช่วยยกระดับความเป็นอยู่เกษตรกรไทย7.5ล้านครัวเรือนดีขึ้นยั่งยืน” นายกฤษฎา กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า เนื่องในวันนี้เป็นวันเกษตรกรแห่งชาติ ขอให้ใช้วาระสำคัญของประเทศ ในปีและเดือนมหามงคล ขออัญเชิญอำนาจพระบารมีแห่งบูรพกษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ดลบันดาลเกษตรกรไทยมีสุขภาพแข็งแรง มีน้ำท่า บริบูรณ์มีผลผลิตขายได้ราคาดีด้วย

สำหรับข้าราชการ และกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นกระทรวงหลักของประเทศ ดูแลอาชีพเกษตรกร ให้ร่วมพลังตั้งใจ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต นำแนวทางในหลวง รัชกาลที่ 9 และในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงพระราชทานแนวทางไว้ด้านเกษตรมาเป็นหลักในการทำงานพัฒนาอาชีพเกษตรกร

“ในวาระที่สำคัญของประเทศทั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันพืชมงคล ขอให้ข้าราชการทุกคนปรับการทำงานใหม่ ทำตัวเหมือนโดรน คือมีมุมมองต่อปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรให้กว้างไกล เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จในการทำงานด้วยโดยเฉพาะการปรับแผนการผลิต จัดระบบการผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยในการปฏิบัติงานไปพบผู้ว่าราชการทุกจังหวัด เพื่อวางแผนงานให้เกษตรกรในพื้นที่ ปรับปรุงการผลิตใหม่ ซึ่งต้องแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ ใน อกพ.เสร็จสิ้นในเดือน พ.ค.นี้ เกษตรกรเริ่มลงมือฤดูกาลผลิตใหม่ได้ทันที” นายกฤษฎา กล่าว

กรมส่งเสริมการเกษตรทำพิธีเคลื่อนย้ายคันไถ ไปงานพระราชพิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412366

กรมส่งเสริมการเกษตรทำพิธีเคลื่อนย้ายคันไถ ไปงานพระราชพิธี

กรมส่งเสริมการเกษตรทำพิธีเคลื่อนย้ายคันไถ ไปงานพระราชพิธี

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 13.36 น.

8 พ.ค. 62 นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมพิธีเคลื่อนย้าย คันไถไปในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ถือฤกษ์ 09.19 น. เริ่มพิธี ณ อาคารสำหรับจัดเก็บคันไถ งานพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ กรมส่งเสริมการเกษตร

สำหรับคันไถที่ใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ตลอดมานั้น สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม หนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสร้างถวาย แด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นคันไถที่ทำจากไม้สมอ โดยใช้งบประมาณในการสร้างและตกแต่งลวดลายเป็นเงิน 60,000 บาทชุดคันไถประกอบด้วย 1. คันไถ ขนาดความสูง วัดจากพื้นถึง เศียรนาค 2.26 เมตร และ ยาวจากเศียรนาคถึงปลายไถ 6.59 เมตร ทาสีแดงชาด ตลอดคันไถ ที่หัวคันไถ ทำเป็นเศียรพญานาค ลงรัก ปิดทอง ลวดลายประดับคันไถเป็นลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองตลอดคัน ปลายไถ หุ้มผ้าขาว ขลิบทอง สำหรับมือจับ

2. แอกเทียมพระโค ยาว 1.45 เมตร ตรงกลางแอกประดับด้วย รูปครุฑยุดนาค หล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอยู่บนฐานบัว ปลายทั้ง 2 ด้านแกะสลักเป็นรูป เศียรพญานาคลงรักปิดทอง ลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองตลอดคัน ที่ปลายแอกแต่ละด้านมีลูกแอกทั้งสองด้านสำหรับเทียมพระโค พร้อมเชือกกระทาม 3. ฐานรอง เป็นที่สำหรับ ตั้งรองรับคันไถพร้อมแอก ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ทาด้วยสีแดงชาด มีลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองทั้งด้านหัวไถและปลายไถ 4. ธงสามชาย เป็นธงประดับคันไถติดตั้งอยู่บนเศียรนาคทำด้วยกระดาษและผ้าสักหลาด เขียนลวดลายลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกแววมีพู่สีขาวประดับ ด้านบนเป็นเครื่องสูง ชนิดหนึ่งเพื่อประดับพระเกียรติธงสามชายมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมฐานยาว 41 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร และเสาธงยาว 72 เซนติเมตร

โดยในการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2562 นี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระองค์เอง ในการประกอบพระราชพิธีสำคัญ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกร และเป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอด ตามพระราชปณิธาน

สำหรับ ปฏิทินหลวงได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีนี้ ประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล และถือเป็น ‘วันเกษตรกร’ ประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2562 ในการนี้ เวลาประมาณ 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีพืชมงคล ทรงหลั่งน้ำสังข์ ทรงเจิม พระราชทานพระธำมรงค์กับพระแสงปฏัก แก่ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง สำหรับวันถัดมาของการประกอบพระราชพิธี คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ จะประกอบพระราชพิธี ในวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2562 ฤกษ์ไถหว่านระหว่างเวลา 08.19 – 08.49 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง