รักษ์เกษตร : ผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากแหนแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413384

x

รักษ์เกษตร : ผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากแหนแดง

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมต้องการเลี้ยงและขยายพันธุ์แหนแดง เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ครับ ขอทราบวิธีปลูกด้วยครับ

สายทอง หนุนศรีไทย

อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี

คำตอบ

แหนแดง เป็นพืชน้ำขนาดเล็ก จำพวกเฟิร์นชนิดหนึ่ง เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนและอบอุ่น โดยลอยอยู่ผิวน้ำในที่มีน้ำขัง แหนแดงประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ ลำต้น ราก และใบ และมีกิ่งแยกจากลำต้น และมีใบสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในลักษณะพึ่งพาอาศัย ซึงกันและกัน สาหร่ายชนิดนี้ สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศ แล้วเปลี่ยนให้เป็นสารประกอบในรูปของแอมโมเนียให้แหนแดงเอาไปใช้ได้ ทำให้แหนแดงมีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบการสูง

การเลี้ยงแหนแดง การขยายปริมาณแหนแดงสำหรับใช้เป็นเชื้อพันธุ์ การที่จะขยายปริมาณของเชื้อพันธุ์แหนแดงตามต้องการ และภายในระยะเวลาที่กำหนด ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือ ปริมาณของเชื้อพันธุ์ที่ใช้เริ่มต้น ขนาดพื้นที่เลี้ยงเชื้อพันธุ์ และระยะเวลาที่ใช้ในการเลี้ยงขยายเชื้อพันธุ์ ปริมาณแหนแดงจะกระจายบนที่ผิวน้ำ และสามารถเจริญเติบโตได้เต็มพื้นที่ได้ ภายในเวลา 4-6 วัน แหนแดงที่ขยายเต็มพื้นที่ จะได้น้ำหนักแหนแดงสด ประมาณ 1.5-2 กิโลกรัม/ตารางเมตร

แนวทางการเพาะเลี้ยงแหนแดง มีดังนี้

1. เตรียมขยายพันธุ์แหนแดง โดยใช้เป็นเชื้อพันธุ์ในพื้นที่ประมาณ 25-50 ตารางเมตร ต่อพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1 ไร่

2. ให้รักษาระดับน้ำในนาข้าวให้ลึก 5- 10 เซนติเมตร

3. ใส่เชื้อพันธุ์แหนแดง โดยใช้แหนแดงที่ได้เตรียมขยายไว้แล้ว อัตรา 50-100 กิโลกรัม/ไร่

4. ใส่ปุ๋ยฟอสเฟต ในอัตราส่วน 3 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ในวันใส่เชื้อพันธุ์แหนแดงเลย

5. หลังจากนั้น 7-10 วัน ให้ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตในปริมาณเท่าเดิม

6. ต้องหมั่นดูแล และสังเกตปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวนด้วย

การเลี้ยงและขยายแหนแดง เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว

เมื่อแหนแดงได้เจริญเต็มพื้นที่นาในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแล้ว จะให้น้ำหนักสด 2-3 ตันต่อไร่ ภายในเวลา 2-3 สัปดาห์ ในการเลี้ยงและขยายแหนแดงเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ต้องเลี้ยงในระยะก่อนปักดำ 3 สัปดาห์ แล้วทำการไถกลบพร้อมกับการเตรียมแปลงปักดำข้าว หรือเริ่มเลี้ยงพร้อมปักดำ เมื่อแหนแดงขยายเต็มพื้นที่แล้ว ก็ปล่อยให้ตายเองตามธรรมชาติ หน่วยงานทางการเกษตร ได้ให้แนะนำว่า การเลี้ยงขยายแหนแดงก่อนปักดำแล้วไถกลบในระยะปักดำ จะดีกว่าวิธีไม่ไถกลบ นะครับ

นาย รัตวิ

ขยายผลผลิตวิทยากร3สารอันตราย ดีเดย์23พค.อบรมรุ่นแรก1.3พันคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413383

x

ขยายผลผลิตวิทยากร3สารอันตราย ดีเดย์23พค.อบรมรุ่นแรก1.3พันคน

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร  เร่งเครื่องต่อยอดวิทยากร 3 สาร  กรมส่งเสริมการเกษตร  จับมือสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย  เข้าคิวติวเข้มรุ่นแรกกว่า 1 พันคน อบรมพร้อมกันทั่วประเทศ 23 พฤษภาคมนี้  พร้อมดึง 3 สมาคมภาคเอกชนร่วมอบรมเพิ่มยอดวิทยากร

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ของกรมจำนวน 240 คน ซึ่งผ่านการอบรมหลักสูตรการใช้วัตถุอันตรายอย่างถูกต้องและปลอดภัยไปปฏิบัติหน้าที่วิทยากรอบรมเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายจำนวน 2,000 คน  ตามแผนปฏิบัติการฝึกอบรมที่กรมวิชาการเกษตรจัดทำไว้ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้วัตถุอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต  ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยการอบรมในรุ่นแรก จะเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตรและสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย 1,375 คน อบรมวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร  ซึ่งเป็นหน่วยงานในส่วนภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตร

พร้อมกันนี้ กรมวิชาการเกษตรยังขอความร่วมมือสมาคมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมอารักขาพืชไทย และสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย เข้าร่วมอบรมเป็นวิทยากรเพื่อไปอบรมเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยกำหนดจัดอบรมเจ้าหน้าที่จากสมาคมดังกล่าวรุ่นแรก 150 คนวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ เช่นเดียวกัน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ กรมวิชาการเกษตร อยู่ระหว่างสร้างวิทยากรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อไปทำหน้าที่วิทยากรนำความรู้ที่ได้รับทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติไปอบรมเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 1.5 ล้านคน ที่ยังจำเป็นต้องใช้สารทั้ง 3 ชนิดนี้ ส่วนการจัดอบรมวิทยากรรุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากการยางแห่งประเทศไทยเพื่อให้ครบ 2,000 คน ได้กำหนดจัดขึ้นช่วงวันที่ 6 มิถุนายน  2562

ทั้งนี้ เกษตรกรที่จะเข้ารับการอบรมต้องมีทะเบียนเกษตรกร หรือหลักฐานแสดงพื้นที่ปลูกพืชที่มีความจำเป็นต้องใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซต สำหรับกำจัดวัชพืชใน อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง และไม้ผล และใช้คลอร์ไพริฟอสเพื่อกำจัดแมลงในไม้ดอก พืชไร่ และกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผล ซึ่งต่อไปการซื้อสารทั้ง 3 ชนิด ไปใช้เกษตรกรจะต้องซื้อจากร้านที่ได้รับอนุญาต แสดงหลักฐานผ่านการอบรม พร้อมกับแสดงชนิดพืชที่ปลูก และพื้นที่ปลูก เพื่อกำหนดปริมาณวัตถุอันตรายที่จะซื้อได้

ก.เกษตรฯเตือนเกษตรกร หน้าฝนมาช้า-ใช้น้ำประหยัดคุ้มค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413382

x

ก.เกษตรฯเตือนเกษตรกร หน้าฝนมาช้า-ใช้น้ำประหยัดคุ้มค่า

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนเกษตรกรคอยติดตามสถานการณ์ฝนใกล้ชิด โดยปี 2562 นี้จะเข้าฤดูฝนช้ากว่าเดิม 1 สัปดาห์

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนประมาณปลายสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม ซึ่งช้ากว่าปกติประมาณ 1 สัปดาห์ จึงขอให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด เพราะในบางพื้นที่อาจมีน้ำไม่เพียงพอต่อการปลูกพืช และขอให้พิจารณาปลูกพืชเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนเพียงพอ รวมทั้งใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่า ดูแลรักษาพืชที่ปลูกแล้วโดยการรักษาความชื้นในแปลงปลูก เช่น ใช้วัสดุคลุมดิน การตัดแต่งกิ่งเพื่อลดการใช้น้ำของพืช เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำโดยเลือกใช้ระบบน้ำที่เหมาะสม เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการคาดหมายปริมาณฝนของประเทศไทย ของกรมอุตุนิยมวิทยา ปรากฏว่าในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2562 นี้ พื้นที่ส่วนใหญ่จะมีปริมาณฝนรวมประมาณ 300 – 600 มิลลิเมตร โดยภาคตะวันออกจะมีปริมาณฝนรวมประมาณ 400-600 มิลลิเมตร ภาคใต้
จะมีปริมาณฝนรวม 400-800 มิลลิเมตร ซึ่งทั่วทุกภาคของประเทศไทยจะมีฝนตกในปริมาณที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ร้อยละ 10-20 โดยประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนช้ากว่าปกติประมาณ 1 สัปดาห์ สำหรับปีนี้คาดว่าจะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนช่วงปลายสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่จะพบว่ากรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศวันเข้าสู่ฤดูฝนหลังจากงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประมาณ 1 สัปดาห์ ในขณะที่ปี 2562 ประกาศวันเข้าสู่ฤดูฝนหลังงานพระราชพิธีดังกล่าวออกไปอีกเกือบ 2 สัปดาห์

รายงานพิเศษ : สัมมนาครูบัญชีปี’62มุ่งพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413386

รายงานพิเศษ : สัมมนาครูบัญชีปี’62มุ่งพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สัมมนาครูบัญชีปี’62มุ่งพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดโครงการทำบัญชีส่งเสริมการออมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและการประชุมสัมมนา เรื่อง “มิติทางบัญชี สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม โดยมีนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และมอบใบประกาศเกียรติคุณและเข็มเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม และครูบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2562 พร้อมบรรยายพิเศษ เรื่อง ทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า รัฐบาลมีงานนโยบายสำคัญหลายประการและเน้นให้สร้างการรับรู้แก่ประชาชนด้านต่างๆ
โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรฯสอดรับ
แนวทางดำเนินงาน เพื่อพัฒนาประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ในนิยาม“ชุมชนอยู่ดีมีสุข”ด้วยการพัฒนาความเป็นอยู่ อาชีพและรายได้แก่ประชาชน ตลอดจนปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯโดยกำหนดทิศทางปฏิบัติงาน ปีงบประมาณ 2562 ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ แผนแม่บทภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นองค์หนึ่งของศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนขับเคลื่อนภารกิจสู่เป้าหมายการส่งเสริมการทำบัญชีรายบุคคลที่เกิดประโยชน์ต่อผู้รับบริการอย่างเป็นรูปธรรม นำระบบบัญชีไปวางรากฐานเปรียบเป็นภูมิคุ้มกันและเป็นคู่มือชีวิตสร้างความเข้มแข็งและความโปร่งใสให้เกิดขึ้น ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบฐานรากพัฒนาสู่การขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมั่นคง ส่วนหนึ่งเกิดจากการร่วมผลักดันขับเคลื่อนงานผ่าน อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี หรือครูบัญชี ซึ่งเป็นกำลังหลักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้เกษตรกรทั่วประเทศ นับว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนช่วยผลักดันงานนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาภาคเกษตรและยกระดับเกษตรกรให้เข้มแข็งมีภูมิคุ้มกันที่ดี พึ่งพาตนเองได้

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมมียุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทำบัญชี สู่ความพอเพียงตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนงานเสริมสร้างศักยภาพด้านการเงินการบัญชีแก่ประชาชน ผ่านการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ และจัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อการจัดการเศรษฐกิจระดับครัวเรือน เพื่อให้มีทักษะและความสามารถวางแผนชีวิตครอบครัวทั้งด้านการออม การใช้จ่าย การก่อหนี้และการจัดการความเสี่ยง พัฒนาคุณภาพชีวิตได้เป็นรูปธรรม อยู่อย่างมีความสุขพอกินพอใช้ สร้างภูมิคุ้มกันความจนด้วยการทำบัญชีครัวเรือน สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติด้านสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เป้าหมายหลักคือ ประชาชนอยู่ดี กินดี มีความสุข โดยสนับสนุนการรวมตัวของประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการตนเอง และเตรียมพร้อมสู่การเป็นประชากรที่มีคุณภาพ พึ่งตนเองและทำประโยชน์แก่ครอบครัว ชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบความคิด “บัญชี 3 มิติ ฐานรากของคำว่าพอ”ซึ่งประกอบด้วยมิติรู้ตนเอง มิติรู้สภาพแวดล้อม และมิติรู้อนาคต

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจด้านการส่งเสริมการจัดทำบัญชีแก่เกษตรกร สมาชิกสถาบันเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ผ่านโครงการต่างๆของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมถึงงานบูรณาการกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการถ่ายทอดความรู้ทางบัญชี ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ 77 จังหวัด เพื่อให้ผู้รับบริการทำบัญชีได้ ใช้บัญชีเป็น และใช้ข้อมูลทางบัญชีดำรงชีพและประกอบอาชีพ ทั้งการมีส่วนร่วมภาคประชาชน โดยสร้างอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ให้เป็นแกนนำถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชี เป็นเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีขยายผลในวงกว้างเพิ่มขึ้นทุกปี โดยแต่ละปีกรม จะคัดเลือกครูบัญชีที่มีผลงานดีเด่นด้านทำบัญชี มีความคิดริเริ่มฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน เสียสละเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม เป็นผู้นำ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ระดับประเทศ ระดับภาคและระดับจังหวัด และครูบัญชีดีเด่นระดับประเทศ เพื่อเป็นเกียรติประวัติความภาคภูมิใจของครอบครัวและชุมชน สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครูบัญชี

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า ปีนี้กรมจัดประชุมสัมมนาเรื่อง “มิติทางบัญชี สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”ประจำปี 2562 ขึ้น มุ่งหวังให้ผู้ปฏิบัติงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทั้งบุคลากรผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชน เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องนโยบายของรัฐบาลและแผนงาน/โครงการสำคัญๆเร่งด่วน ของกระทรวงเกษตรฯ
และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในปี 2562 ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภาค
และระดับประเทศ ร่วมด้วยข้าราชการกรม เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 357 คน

โอกาสนี้ ได้จัดให้มีพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณและเข็มเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ระดับประเทศ/ระดับภาค/ระดับจังหวัด 77 รางวัล และรางวัลส่งเสริมการทำบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ 10 รางวัล โดยเกษตรกรดีเด่น ระดับประเทศ สาขาบัญชีฟาร์ม
ประจำปี 2562 ได้แก่ นายภูดิศ หาญสวัสดิ์ เกษตรกรดีเด่นจากจ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำเกษตรโดยปราศจากการใช้สารเคมี ตระหนัก
ถึงคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยของผู้บริโภค สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรให้ชุมชน รวมถึงถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้เกษตรกรและชุมชน ได้ใช้ข้อมูลทางบัญชี มาวิเคราะห์วางแผนการประกอบอาชีพ ปรับเปลี่ยนแนวทางทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้ก้าวหน้าขึ้น
และครูบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2562 ได้แก่ นางสาวกาญจนา เชื้อบ่อคา ครูบัญชีดีเด่นจาก จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยใช้ข้อมูลบัญชีเป็นเครื่องมือวิเคราะห์การวางแผน เน้นที่การวิเคราะห์ตนเอง การเพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นำร่องเปิด‘ศูนย์น้ำอัจฉริยะภาคตะวันออก’ กรมชลมั่นใจเพิ่มศักยภาพบริหารน้ำต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413167

x

นำร่องเปิด‘ศูนย์น้ำอัจฉริยะภาคตะวันออก’ กรมชลมั่นใจเพิ่มศักยภาพบริหารน้ำต้นทุน

วันจันทร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก (Eastern Water OperationCentre) เพื่อใช้เป็นห้องปฏิบัติการ ซึ่งถือเป็นศูนย์น้ำอัจฉริยะแห่งแรกในส่วนภูมิภาค สำหรับติดตามสถานการณ์น้ำในระบบชลประทานภาคตะวันออกภาพรวมทั้งหมด ซึ่งจะทำให้การบริการจัดการน้ำในภาคตะวันออกมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ ที่สำคัญข้อมูลที่ได้จากห้องปฏิบัติการดังกล่าวยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น สถาบันน้ำสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปใช้ทำงานรับใช้ประชาชนต่อไป ล่าสุดสำนักงานชลประทานที่ 9 ยังสร้างสถานีสูบน้ำพานทอง เพื่อสูบน้ำเติมเข้าท่อส่งน้ำของคลองพระองค์ไชยานุชิต และผันมาอ่างเก็บน้ำบางพระ ความยาวรวม 60 กิโลเมตรแล้วเสร็จ จำเป็นต้องใช้ระบบติดตามในห้องปฏิบัติการดังกล่าวติดตามสภาพน้ำระยะทางยาวและไกล ไม่ว่าเป็นการสูบ ระบายน้ำ ปริมาณน้ำเข้า (In-Flow) ปริมาณน้ำออก (Out-Flow) แบบ Real Time เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำต้นทุน ที่มาเติมให้อ่างเก็บน้ำบางพระ อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“ระบบติดตามระยะไกลดังกล่าว จะใช้ควบคุมการสูบน้ำจากคลองพานทอง มายังท่อผันน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิต และควบคุมการสูบจากสถานีสูบน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิตมายังอ่างฯ บางพระ จ.ชลบุรี โดยจะสูบน้ำส่วนเกินช่วงฤดูฝนผันมาให้อ่างฯบางพระ ได้ปีละกว่า 70 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)” ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 9 กล่าว

สำหรับงบประมาณสร้างศูนย์บริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกนั้นใช้ทั้งหมด 31.5 ล้านบาท คืบหน้าไปกว่าร้อยละ 70 เหลือเฉพาะติดตั้ง Software ที่โรงสูบน้ำพานทอง ซึ่งจะเร่งรัดงานโรงสูบน้ำให้เสร็จระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน เพื่อรองรับฤดูฝน เมื่อระบบสมบูรณ์จะแสดงภาพและค่าตัวเลขน้ำจากสถานีสูบน้ำทั้งสองแห่งพร้อมโปรแกรมช่วยตัดสินใจสูบน้ำ โดยสั่งเดินระบบสูบน้ำจากห้องปฏิบัติการแห่งนี้ได้ทันที

ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 9 กล่าวต่อว่า ศูนย์บริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกยังจะแสดงข้อมูลน้ำในระบบชลประทานทุกมิติ อาทิ แผนผังลุ่มน้ำทั้ง 8 จังหวัดภาคตะวันออก ระบบติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายต่างๆ เช่น แม่น้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี คลองใหญ่และแม่น้ำประแสร์ คลองวังโตนดและแม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำเวฬุ แม่น้ำตราด ระดับน้ำในลำน้ำ อัตราการไหล ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเวลาปัจจุบัน การสูบผันน้ำ โดยปรับข้อมูลทุกวัน แต่ถ้าอยู่ช่วงวิกฤติจะปรับข้อมูลทุก 2 ชั่วโมง เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ติดตามอัตราการไหลของน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก ประกอบการตัดสินใจระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำ หรือแม้แต่ปล่อยน้ำชะลอความเค็มช่วงฤดูแล้ง รวมถึงสถิติข้อมูลย้อนหลัง ที่ศูนย์ฯรวบรวมไว้จะช่วยอนุมานสถานการณ์น้ำได้ว่าจะท่วมหรือไม่ เกิดภาวะแล้งหรือไม่ อย่างไร เพื่อเตรียมตัวรับมือได้ทัน

ทั้งนี้ ประชาชนเข้าไปดูข้อมูลน้ำร่วมตรวจสอบสภาพน้ำเหล่านี้ได้ที่ www.rid9.com ซึ่งอนาคต สชป.9จะพัฒนาการนำเสนอข้อมูลให้เป็นภาพเคลื่อนไหว (Animation) ใช้กราฟเปรียบเทียบสภาพน้ำของปีต่างๆ เพื่อให้การอ่านสถานการณ์น้ำเข้าใจง่ายขึ้น รวมถึงพัฒนา/ส่งเสริมบุคลากรชลประทานให้ใช้งานระบบได้เป็นอย่างดีและดูแลรักษาระบบให้มีความยั่งยืน คุ้มค่ากับการลงทุน

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ลุยขับเคลื่อน‘Food Feed Farm’ คุมเข้มมาตรฐานอาหารคน-สัตว์-ฟาร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413170

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ลุยขับเคลื่อน‘Food Feed Farm’  คุมเข้มมาตรฐานอาหารคน-สัตว์-ฟาร์ม

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ลุยขับเคลื่อน‘Food Feed Farm’ คุมเข้มมาตรฐานอาหารคน-สัตว์-ฟาร์ม

วันจันทร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์ นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดลพบุรี-นครราชสีมา ดูผลการดำเนินงานขับเคลื่อนมาตรฐาน อาหารคน อาหารสัตว์ และมาตรฐานฟาร์ม ตามนโยบาย Food Feed Farm

นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่าด้วยปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกให้ความใส่ใจในสุขภาพและความปลอดภัยด้านอาหารมากยิ่งขึ้น กรมปศุสัตว์ในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบายควบคุมการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปศุสัตว์ให้ผลิตออกมามีมาตรฐานถูกสุขอนามัย ปราศจากโรค สารตกค้าง และสารปนเปื้อน จำเป็นที่จะต้องกำหนดทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนก็เพื่อให้กระบวนการผลิตอาหารตั้งแต่ก่อนที่จะได้เป็นวัตถุดิบจนนำมาสู่การแปรรูปไปเป็นอาหารอย่างถูกสุขอนามัยปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมได้มีการดำเนินการ (Food hazard) การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร (Food safety) จะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยต่อสุขภาพผู้บริโภคภายในประเทศ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันด้านสินค้าเกษตรและอาหารกับนานาประเทศโดยมาตรฐานในการผลิตสินค้าปศุสัตว์จะต้องครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่มาตรฐานอาหารสัตว์ มาตรฐานฟาร์ม และมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์

โดยกรมปศุสัตว์มีนโยบายในการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ให้สอดคล้องต่อระเบียบและข้อกำหนดของประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมติดตามข้อกำหนดที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เท่าทันและทัดเทียมตลาดโลก ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ไปจนถึงแหล่งผลิตสินค้า เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์โดยในด้านมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์ กรมปศุสัตว์มีการดำเนินการจัดตั้งโครงการเนื้อสัตว์อนามัย โครงการเนื้อสัตว์ปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค (ปศุสัตว์ OK) เพื่อการพัฒนามาตรฐานสินค้าปศุสัตว์เกิดประโยชน์ต่อผู้ผลิตผู้ขาย และผู้บริโภคภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม สำหรับการนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานในครั้งนี้ก็เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานดังกล่าวตามนโยบายของกรม โดย สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ก สวนมะเดื่อจำกัด จ.ลพบุรี นับเป็นสหกรณ์ต้นแบบในการดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริการอาหารสัตว์ (Feed Center) เพื่อผลิตอาหารผสมครบส่วนสำหรับโคนม (TMR) สำหรับการเลี้ยงโคนมของสมาชิกสหกรณ์ฯ รวมถึงระบบการผลิตโคทดแทนซึ่งดำเนินการโดยสหกรณ์ ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ต่างๆ ทั้งจากกรมปศุสัตว์และจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนผลการดำเนินงานของสหกรณ์โคนมด่านขุนทด ซึ่งเป็นสหกรณ์โคนมขนาดเล็กแต่มีคุณภาพ มีสมาชิกเป็นผู้เลี้ยงโคนมเพียง 43 ราย แต่สมาชิกทั้งหมดได้รับการรับรองฟาร์มมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นตัวรับประกันได้ว่าน้ำนมที่ผลิตมาจากสหกรณ์แห่งนี้เป็นน้ำนมที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐานและได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นกระบวนการผลิตไปจะถึงมือผู้บริโภค

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวย้ำว่า “อย่างไรก็ดี กรมมุ่งหวังว่าการลงพื้นที่ดูงานในครั้งนี้ทั้งสองสหกรณ์ล้วนมีการดำเนินงานที่เกิดผลสำเร็จตามนโยบายของกรม ที่สามารถเป็นโมเดลสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์สำหรับการเลี้ยงโคนมให้แก่สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมอื่นๆ ในประเทศต่อไปได้เป็นอย่างดี”

เตือนสวนเงาะระวังโรคราแป้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413166

x

เตือนสวนเงาะระวังโรคราแป้ง

วันจันทร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาพอากาศร้อนและมีฝนตกบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนเงาะเฝ้าระวังการเกิดโรคราแป้ง มักพบได้ในระยะที่ต้นเงาะสร้างช่อดอกและเริ่มติดผลอ่อน เริ่มแรกจะพบผงสีขาวหรือสีเทาอ่อนคล้ายแป้งเกาะบนช่อดอกและตามร่องขนของผลเงาะ ทำให้ต้นเงาะติดผลน้อยหรือไม่ติดผล กรณีต้นเงาะติดผลจะมีผลขนาดเล็กไม่สมบูรณ์ ผลหลุดร่วงง่ายหรือทำให้ผลเน่าแห้งติดคาที่ก้านช่อ หากเป็นโรคราแป้งระยะผลโต จะทำให้ขนที่ผลแห้ง แข็ง ผิวผลมีสีคล้ำไม่สม่ำเสมอ ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้ขนกุด เรียกว่า เงาะขนเกรียน สำหรับระยะที่ผลเงาะกำลังสุก ส่วนที่มีเชื้อราปกคลุมจะมีสีซีดกว่าปกติ อาจพบอาการของโรคได้ที่ส่วนยอดและใบ หากอาการรุนแรงจะทำให้ใบอ่อนร่วง

สำหรับแนวทางป้องกันโรคราแป้งให้เกษตรกรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และตัดแต่งทรงพุ่มต้นเงาะให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อเป็นการลดความชื้นในทรงพุ่ม และลดแหล่งสะสมของเชื้อสาเหตุโรค จากนั้น เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ หากพบโรค ให้เกษตรกรตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรเมื่อใช้ในแปลงที่มีการระบาดแล้ว เกษตรกรควรนำเครื่องมือมาทำความสะอาดด้วยการล้างและผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำกลับไปใช้ในแปลงทุกครั้ง

กรณีพบการระบาดของโรคราแป้ง ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชสารซัลเฟอร์ 80% ดับเบิลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรโฟรีน 19% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเบโนมิล 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และควรหยุดพ่นสารก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 15 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารช่วงที่ดอกเงาะบานหรือเริ่มติดผลอ่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแมลงช่วยผสมเกสร สำหรับสารซัลเฟอร์ ไม่ควรพ่นช่วงที่สภาพอากาศร้อนหรือมีแดดจัด เพราะอาจทำให้เกิดอาการไหม้ที่ช่อดอกและผลอ่อนได้

ชายคาพระพิรุณ : 13 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413169

586851

ชายคาพระพิรุณ : 13 พฤษภาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผ่านไปแล้วสำหรับพิธีสำคัญ เพื่อบำรุงขวัญ และสร้างกำลังใจให้กับเกษตรกรในการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก นั่นคือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี อันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา การจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ในระหว่างช่วงเวลา 08.29-08.49 น. ผู้ทำหน้าที่เป็นพระยาแรกนาคือนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวณัฐชยา ศรีสุขสวัสดิ์ นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นางสาวอาทิตยา ทองแกมแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนพระโคแรกนาขวัญ ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูน สำหรับผลการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศในปี พ.ศ.2562 นี้ พระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย หยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี ขณะที่การเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค ผลเสี่ยงทาย พระโคกินข้าว น้ำ และหญ้า ได้ผลการเสี่ยงทายว่า ถ้าพระโคกินข้าว พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี และถ้าพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี…แม้ว่าผลการเสี่ยงทายจะช่วยให้กำลังใจเกษตรกรว่าปีนี้มีน้ำท่าอุมดมสมบูรณ์ดี แต่หากจะพิจารณาจากน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ ที่มีอยู่ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็ไม่อยากให้ประมาทกันนะครับ…ช่วงนี้ เกษตรกรต้องพิจารณาเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ หากอยู่ในพื้นที่ทำนา แต่หากปริมาณน้ำน้อยก็ลดความเสี่ยงด้วยการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรอื่นๆ แทนการทำนาข้าว

การทำเกษตรหรือการประกอบอาชีพใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ เรื่องของการบันทึกข้อมูลทางบัญชีเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้นำข้อมูลต่างๆ ที่ได้ มาวิเคราะห์ เพื่อให้รู้ถึงต้นทุนที่แท้จริง รู้ความจำเป็นว่าสิ่งไหนต้องจ่าย สิ่งไหนต้องเลิก และด้วยความสำคัญดังกล่าว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้จัดโครงการทำบัญชีส่งเสริมการออมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้น เพื่อปลุกประชาชนให้รู้จักใช้ชีวิตอย่างมีวินัยทางการเงิน และสร้างกลไกเข้มแข็งพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา โดยได้จัดพิธีเปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจาก นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการ ซึ่ง นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่า โครงการทำบัญชีส่งเสริมการออมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างมีวินัยทางการเงิน เกิดกลไกที่เข้มแข็งในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เยาวชนและประชาชนทั่วไป จำนวน 100,000 คน และกำหนดจัดกิจกรรมในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และสิ้นสุดในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมระยะเวลา 4 เดือน (เมษายน-กรกฎาคม 2562) แบ่งเป็น 2 กิจกรรม คือ 1.กิจกรรม “ทำบัญชีส่งเสริมการออม” เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมาย จำนวนไม่น้อยกว่า 100,000 คน ได้เกิดแรงกระตุ้นในการสร้างวินัยทางการเงิน ลดรายจ่าย ลดหนี้สิน มีเงินออม และ 2.กิจกรรม “สร้างพลังการออม : ออมเงิน ออมความดี” เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายมีเงินออมเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าหมายมีเงินออมรวมกัน จำนวน 10,000,000 บาทโดยกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจประโยชน์ของการทำบัญชีและการมีเงินออม โดยข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ เกิดการต่อยอด สร้างเครือข่ายขยายผลในการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปพัฒนาตนเองและชุมชนต่อไป

ขุนเกษตรา

ชาวนาเมืองช้าง!! ลงแขกหว่านข้าวนาปี หลังฝนตกหนักหวังรบ.ช่วยพยุงราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413161

ชาวนาเมืองช้าง!! ลงแขกหว่านข้าวนาปี หลังฝนตกหนักหวังรบ.ช่วยพยุงราคา

ชาวนาเมืองช้าง!! ลงแขกหว่านข้าวนาปี หลังฝนตกหนักหวังรบ.ช่วยพยุงราคา

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 14.13 น.

12 พ.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่แห้งแล้งมานานหลายเดือน ในเขตพื้นที่ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ก็เริ่มชุ่มชื้นทำให้ผืนดินชุ่มฉ่ำขึ้นมา เพราะฝนได้ตกติดต่อกันมาหลายวัน ชุมชนชาวบ้านท่าลาดเริ่มลงมือหว่านข้าวนาปี ซึ่งปีนี้แล้งนานกว่าทุกปี และหวังว่ารัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะช่วยพยุงราคาข้าวให้ดีขึ้นกว่าทุกปี และอยากให้ควบคุม ราคาปุ๋ย และ  ยาฆ่าหญ้า ถูกลง เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่ชาวนาด้วย

 

นายสมัน แสงงาม อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 3 ต.ศรีณรงค์ อ.ชุมพลบุรี  จ.สุรินทร์  เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ฝนตกหนักติดต่อกันมา 2-3 วัน ตนและญาติๆ ได้ร่วมกันลงแขกหว่านข้าว ซึ่งก็หวังว่าจะทันได้เก็บเกี่ยว ขายได้ราคาในเดือนพฤศจิกายนที่จะมาถึง เพราะการทำนาต้องใช้ต้นทุนสูง ไม่ว่าไหนจะค่าปุ๋ยที่มีราคาแพงตกกระสอบละ 700-800 บาท ต้นทุนเมล็ดพันธ์ข้าวก็ตกไปกระสอบละ 680-700 บาทแล้ว และมีทีท่าว่ากำลังจะขึ้นราคาอีก  ปีที่ผ่านมา อ.ชุมพลบุรี ประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ตนทำนาก็ไม่มาก แต่ค่าใช้จ่ายสูง ไหนจะค่าไถตกไร่ละ 200 บาท ถ้าไถ่หว่านด้วยตกไร่ละ 220-240 บาท เลยทีเดียว ตนแค่อยากให้รัฐบาลช่วยลดภาระ และต้นทุน ที่เพิ่มขึ้นแทบจะทุกปี หวังว่าทางรัฐบาลจะช่วยและคงจะได้ข้าวราคาที่แพงมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว

 

 

นายสมัน กล่าวอีกว่า ชีวิตของคนอีสาน หลังจากทำนาแล้ว ต้องไปรับจ้างทำมาหากินในต่างถิ่น มีหลายอาชีพไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้าง งานโรงงาน ค้าขาย แต่รายได้หลักคือ การทำนา ถึงแม้ว่าราคาข้าวจะไม่เป็นไปอย่างที่คิด แต่ก็จะทำยังไงได้ เพราะเกิดมาเป็นลูกชาวนา หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ถ้าชาวนาไม่ทำนาแล้วจะให้ไปทำอะไร เพราะที่ทางในเมืองกรุงไม่มี นี่แหละที่เขาบอกว่าชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติโดยแท้จริง

 

 

เปิดโครงการบัณฑิตลูกเกษตรกร เล็งยกระดับอาชีพเกษตรกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412671

x

เปิดโครงการบัณฑิตลูกเกษตรกร เล็งยกระดับอาชีพเกษตรกรรม

วันศุกร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ว่า ทั้งสองหน่วยงานจะกำหนดแผนงานหรือโครงการเพื่อสนับสนุนการให้ความรู้และความชำนาญในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ให้การศึกษาและส่งเสริมงานวิจัยเพื่อสร้างและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตร และมีส่วนร่วมสนับสนุนกิจกรรมองค์กรเกษตรกร ส่งเสริม สนับสนุนการนำผลงานวิจัยด้านการเกษตร สู่ภาคปฏิบัติในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม รวมทั้งการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งด้านยุทธศาสตร์ แผนงานโครงการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประชาชน ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตการแปรรูปและการตลาดเพื่อยกระดับอาชีพ คุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเพื่อส่งเสริมให้บุตรหลานเกษตรกร เกษตรกร ผู้นำองค์กรเกษตรกร บุคลากร ของทั้งสองฝ่ายได้ศึกษา พัฒนาความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ตามบทบาทภารกิจ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในอาชีพ ในการปฏิบัติงานที่ดีขึ้น ตลอดจนส่งเสริม “โครงการบัณฑิตลูกเกษตรกร” เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีต่อไป

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ดร.วีระพงษ์แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทสำคัญประการหนึ่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี คือเป็นสถาบันการเรียนรู้และเป็นที่พึ่งทางวิชาการให้สังคม การนำผลงานวิจัยต่างๆ ของมหาวิทยาลัย พัฒนาต่อยอดให้เกิดเป็นผลงานสร้างรายได้ให้ชุมชนและเกษตรกร การพัฒนาอาชีพ สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเพื่อสร้างผลงานวิจัยที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม รวมถึงการให้โอกาสทางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาแก่บุตรของเกษตรกร เพราะเมื่อเขาเหล่านั้นสำเร็จการศึกษา จะเป็นบัณฑิตที่สร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยการพัฒนาชุมชนและสังคมให้เจริญยิ่งขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ปีการศึกษา 2562 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีให้สิทธิ์บุตรเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาภายใต้ “โครงการบัณฑิตลูกเกษตรกร” ในกลุ่มสาขาวิชาต่างๆ รวม 63 ราย จัดทุนการศึกษาให้ 16 ทุน โดยนักศึกษาจะได้รับยกเว้นค่าหน่วยกิต ค่าบำรุงมหาวิทยาลัย ค่าบำรุงกิจกรรมนักศึกษา และค่าธรรมเนียมหอพักพร้อมได้รับค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท อีกด้วย