ก.เกษตรฯเร่งทำพิธีสารกับรบ.จีน เปิดเส้นทางขนส่งผลไม้เพิ่มแก้ปัญหาโลจิสติกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413803

x

ก.เกษตรฯเร่งทำพิธีสารกับรบ.จีน เปิดเส้นทางขนส่งผลไม้เพิ่มแก้ปัญหาโลจิสติกส์

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาที่ผู้ประกอบการค้าผลไม้ส่งออกทุเรียนในฤดูกาลนี้ผ่านเส้นทางบกเข้าทางลาวและเวียดนามเพื่อเข้าจีนช่วงเดือนเมษายน ปีนี้ ประสบปัญหาจราจรทำให้การขนส่งล่าช้า 3- 4 วัน เนื่องจากต้องรอคิวที่ชายแดนฝั่งเวียดนาม ณ ด่านโหย่วอี้กวน  ปัญหาที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ไม่มีรถหัวลากมารับสินค้าที่รอเปลี่ยนหัวลากที่ฝั่งลาวทำให้สินค้าติดค้างที่ลาวอีก3-4 วัน จึงมอบให้นางสาวปทุมวดี อิ่มทั่ว กงสุล (ฝ่ายการเกษตร) ประจำสถานกงสุลใหญ่  ณ นครกวางโจว ประสานผู้นำเข้าและศุลกากรจีนติดตามสถานการณ์และการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบสาเหตุเกิดจาก 1. จีนจัดระเบียบการค้าชายแดนใหม่ โดยจัดทำระบบ Single Window ซึ่งรวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ของรถขนส่งสินค้าและระบบการแจ้งสำแดงสินค้าเข้าด้วยกัน โดยต้องกรอกข้อมูลเข้าระบบล่วงหน้า (ชิปปิ้งเป็นผู้กรอกข้อมูล) และใช้ระบบถ่ายรูปตรวจสอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้ตรงกันในการตรวจปล่อยรถอัตโนมัติ เมื่อรถถึงด่านโหย่วอี้กวน เริ่มใช้จริงตั้งแต่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าระบบการเชื่อมโยงข้อมูลยังไม่สมบูรณ์  ทำให้การตรวจปล่อยล่าช้ามาก นอกจากนี้ การกรอกข้อมูลรถระบบใหม่ทำให้เข้าใจไม่ตรงกันระหว่างเจ้าหน้าที่จีนกับผู้กรอกข้อมูลและมีข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อมูลที่ระบบตรวจปล่อยระบุไว้ ส่งผลให้ไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจปล่อยรถอัตโนมัติได้

2. ปัญหาการจัดการโลจิสติกส์ ถนนจากเวียดนามและจีนค่อนข้างเล็กแคบ แต่มีสินค้าเข้าและออกมากจะเข้าจุดรอคิวนี้ใช้เวลา 2 วันก่อน เข้าด่านจีน และ 3.การจัดพื้นที่เดินรถในด่านโหย่วอี้กวน มีเส้นทางเดินรถขาเข้าและออกอยู่บริเวณเดียวกัน ทำให้รถที่ถูกสุ่มตรวจจากศุลกากรจีนต้องใช้เวลารอคิวเช่นกัน ซึ่งการแก้ปัญหาเบื้องต้น รัฐบาลท้องถิ่นเมืองผิงเสียง ใช้ระบบ manual แทน รวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นร่วมกับศุลกากรจัดอบรมการใช้ระบบใหม่ให้ชิปปิ้ง เพื่อกรอกข้อมูลให้ถูกต้องป้องกันปัญหาข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน คลี่คลายปัญหาได้ระดับหนึ่ง

รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า สำหรับการสุ่มตรวจผลไม้ไทยนั้นไม่ได้ถูกสุ่มตรวจเข้มงวดถึง 100% ตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ ส่วนกรณีการตรวจพบแมลงศัตรูพืชในทุเรียนไทย 1,000 ครั้ง เป็นเหตุการณ์เก่าที่เกิดขึ้นช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดย กรมวิชาการเกษตร จัดระบบควบคุมคุณภาพเข้มงวด  รวมทั้งเร่งให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรขึ้นทะเบียน GMP และ GAP ซึ่งจีนพอใจ เพราะผลตรวจพบแมลงศัตรูพืชลดลงชัดเจน

“กระทรวงเกษตรฯเสนอกับจีนในการประชุมคณะกรรมการสุขอนามัยพืชไทย-จีนครั้งล่าสุด เพื่อเปิดเส้นทางผลไม้ส่งออกจากไทยไปจีนผ่านเส้นทางบกเพิ่มขึ้น 2 เส้นทางคือ เส้นทาง R12 และเส้นทางเข้าด่านตงซิง เป็นการเพิ่มด่านส่งออกฝั่งไทย คือ นครพนมและเพิ่มด่านนำฝั่งจีนเข้าคือด่านตงซิง ซึ่งได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนให้เป็นด่านนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศ ทั้งนี้ อยู่ระหว่างจัดทำและหารือรายละเอียดของพิธีสารก่อนลงนาม เพื่อรองรับการขยายตัวทางตลาดส่งออกผลไม้ไทยไปจีนในอนาคตอันใกล้นี้” นางสาวดุจเดือน กล่าว

แนะชาวสวนลำไย-ลิ้นจี่รับมือฝนแล้งทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413801

x

แนะชาวสวนลำไย-ลิ้นจี่รับมือฝนแล้งทิ้งช่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ผลผลิตผลไม้ภาคเหนือปีการผลิต 2562 ได้แก่ ลิ้นจี่และลำไย พบปริมาณผลผลิตลิ้นจี่จะมี 26,278 ตัน โดยจะออกมาก (Peak)ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และปริมาณผลผลิตลำไยมี 624,321 ตัน จำแนกเป็นลำไยในฤดู 341,028 ตัน และลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน โดยลำไยในฤดูจะออกมาก (Peak) ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าประเทศไทยจะเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) ส่งผลให้มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติและมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าปกติร้อยละ 10-20 ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับลิ้นจี่และลำไยของภาคเหนือได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่และลำไยให้สอดคล้องตามข้อมูลประมาณการผลผลิตและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือออกให้คำแนะนำพร้อมแจ้งแนวทางปฏิบัติของเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่และลำไยช่วงสภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วงโดยเร่งด่วน ดังนี้ การผลิตลิ้นจี่ เน้นส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ “พัฒนาลิ้นจี่คุณภาพ”  โดยใช้เทคโนโลยีการห่อช่อผลช่วงผลเริ่มติดสี หรือก่อนเก็บเกี่ยว 45 วัน เพื่อลดเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายของหนอนเจาะขั้วผล รวมทั้งควรเก็บผลผลิตในระยะผลแก่ (หลังดอกบานประมาณ 4 เดือน) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งปีนี้ลิ้นจี่มีปริมาณผลผลิตลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศและอุณหภูมิไม่เอื้อต่อการติดดอกออกผล รวมทั้งเนื้อที่ให้ผลลดลงสาเหตุจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นแทน ฉะนั้น คาดว่าลิ้นจี่จะไม่มีปัญหาด้านราคา

สำหรับ การผลิตลำไย จะส่งผลกระทบทำให้การตอบสนองของต้นลำไยลดลง ลำไยจะพัฒนาดอกและผลเปลี่ยนแปลง ทำให้ออกดอกหลายรุ่นและติดผลจำนวนมาก ซึ่งเมื่อฝนตกน้อยและล่าช้ากว่าปกติลำไยได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอจะทำให้การพัฒนาของผลไม่เต็มที่ ผลมีขนาดเล็ก เปลือกบาง ผลแตกและเสียหายได้ แนวทางเน้นการส่งเสริม “ผลิตลำไยคุณภาพ” รวมทั้งให้เกษตรกรเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงโดย 1.แจ้งเตือนและให้คำแนะนำเกษตรกรปรับตัว เพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตและปฏิบัติดูแลจัดการสวนลำไยถูกต้องเหมาะสมช่วงสภาพอากาศแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วงที่อาจเกิดขึ้น 2.ประเมินสถานการณ์การติดผล และตัดแต่งช่อผล เพื่อเพิ่มขนาดผลลำไย (เพิ่มสัดส่วนเกรด) ขนาดผลให้สม่ำเสมอ และอายุเก็บเกี่ยวเร็วขึ้น หลักการตัดแต่งช่อผลที่สำคัญ ได้แก่ ต้นที่ควรตัดแต่งช่อผล คือ ต้นลำไยที่ติดดก ติดทั้งต้นหรือแต่ลำช่อมีจำนวนผลมากกว่า 60 ผลต่อช่อ ระยะเวลาที่เหมาะสมควรตัดแต่งช่อผลในช่วงที่ผลมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง หรือไม่เกินขนาดมะเขือพวง โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตร วิธีตัดแต่งช่อผลทำได้ 2 รูปแบบ คือ 1) เลือกตัดแต่งทุกช่อ โดยตัดปลายช่อลำไยทิ้งร้อยละ 50 ของช่อผล หรือเหลือผลไว้ประมาณ 60 ผลต่อช่อ 2) เลือกตัดทิ้งทั้งช่อ โดยเลือกตัดช่อที่ไม่สมบูรณ์หรือมีมากทิ้งทั้งนี้ สามารถใช้วิธีการตัดแต่งช่อผลแบบผสมผสานได้ทั้ง 2 รูปแบบ

3. ใช้วัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นลำไย ป้องกันหรือการระเหยของน้ำจากผิวดินช่วงฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง ตลอดจนเป็นการควบคุมวัชพืชไม่ให้งอก และเพิ่มปริมาณ
อินทรียวัตถุให้ดิน ซึ่งวิธีการให้ใช้วัสดุคลุมโคนต้นเช่น ฟางข้าว เศษหญ้าแห้ง หรือใบไม้แห้ง โดยคลุมให้หนาประมาณ 8 – 10 เซนติเมตร จากโคนต้นไปยังชายทรงพุ่ม ทั้งนี้ มีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่

ซอกแซกอาเซียน : 16 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413806

566101

ซอกแซกอาเซียน : 16 พฤษภาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปลายปี 2560 ไต้ฝุ่นใหญ่ลูกหนึ่งพัดมาจากมหาสมุทรแปซิฟิก ชื่อ ไต้ฝุ่นดอมเรย ไต้ฝุ่นลูกนี้พัดผ่านตอนกลางของประเทศเวียดนามและต่อมายังประเทศไทย ทำความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของคนเวียดนามอย่างเหลือคณานับ การช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ แก่เวียดนามในลักษณะรัฐต่อรัฐ หรือ ทวิภาคี (bilateral) ก็มีมากหลาย น่าจะรวมทั้งประเทศไทยด้วย แต่การช่วยเหลือจากแอปเตอร์ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบ พหุภาคี (multilateral) ยังไม่เกิดขึ้น จนเมื่อทางประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเป็นสมาชิกแอปเตอร์ ได้ยื่นความจำนงขอส่งข้าวสารช่วยเหลือเวียดนาม ตามการร้องขอของรัฐบาลเวียดนามผ่านทางกลไกความช่วยเหลือของ
แอปเตอร์ ผมจึงได้มีโอกาสเดินทางไปเวียดนาม ในช่วงต้นปี 2561 เพื่อร่วมพิธีการส่งมองข้าวแก่เวียดนามครับ

การช่วยเหลือข้าวแก่เวียดนามเป็นลักษณะฉุกเฉิน โดยไม่มีข้าวแอปเตอร์เก็บสำรองไว้ล่วงหน้า จึงต้องเริ่มต้นนับหนึ่งที่ละขั้นตอน ในสมัยก่อนๆ นั้น นับจากการร้องขอข้าวสาร จนถึงขนข้าวมาจนถึงมือผู้ประสบภัย จะใช้เวลา 6-8 เดือน นับว่าล่าช้ามาก เพราะขั้นตอนมีเยอะ แม้ว่าจะใช้เวลาการเดินเรือขนส่งจริงประมาณไม่ถึง 7 วัน แต่กระบวนการอื่นๆ นั้น กินเวลามาก เช่น การแปรสภาพข้าวเป็นข้าวสาร การคัดแยก คัดเกรด การบรรจุถุง และที่ช้าคือขั้นตอนทางศุลกากร ทั้งประเทศผู้ส่งและผู้รับ ซึ่งสำนักเลขานุการแอปเตอร์จะต้องเป็นผู้ประสานทั้งสองฝ่ายให้ตกลงเห็นพ้องต้องกัน เช่น จะบรรจุข้าวแบบ bag หรือ bulk ใส่คอนเทนเนอร์ไหม จะให้ส่งที่ท่าเรือไหนบ้าง กี่จุด ปัจจุบันแอปเตอร์ได้พยายามแก้ปัญหาขั้นตอนอุปสรรคต่างๆ ที่ว่านั้นจนสามารถลดระยะเวลาข้างต้น อย่างที่ได้ดำเนินการจริงของเวียดนามคราวนี้ ใช้เวลาเพียง 3 เดือน นับว่าเป็นที่พอใจของสมาชิกอย่างมาก กรณีการส่งข้าวทางเรือแบบท่าเรือถึงท่าเรือใน 2 ประเทศแบบเกาหลีใต้มาเวียดนาม หรือญี่ปุ่นไปฟิลิปปินส์นี้ ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่มีบางกรณีที่ส่งข้าวไปประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (landlocked) อย่าง สปป.ลาว นี่สิ จะยุ่งยากมากขึ้น เพราะต้องเทียบเรือขนข้าว ที่ท่าเรือแหลมฉบังของไทยก่อน แล้วขนข้าวด้วยทางบกจากแหลมฉบังไปเวียงจันทน์อีก รวมทั้งต้องมีขั้นตอนทางศุลกากรเพิ่มมากขึ้นอีก ผมเคยไปดูการขนข้าวผ่านแดนที่ท่าเรือแหลมฉบังครั้งหนึ่ง พบว่าพิธีการและขั้นตอนต่างๆ ถือเป็นของใหม่สำหรับผมเป็นอย่างยิ่ง

ท่าเรือที่เวียดนามต้องการให้เกาหลีใต้เอาข้าวมาส่งหนึ่งในสองที่ คือ ท่าเรือดานัง ความจริงมีสายการบินแอร์เอเชีย จากดอนเมืองถึงดานังตรงได้อยู่แล้ว แต่เวลาไม่เหมาะกัน ผมและคณะจึงต้องนั่งอ้อมไปกรุงฮานอย ก่อน และต่อเครื่องลงใต้มาดานัง ความจริงเมืองดานังนี้ ผมเคยมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2553 สมัยอบรมนักบริหารระดับสูงของก.พ.แต่ตอนนั้นเชื่อไหมว่าผมไปคณะใหญ่ทางรถบัสจากเมืองไทย วิ่งผ่านลาวเข้าเมืองเว้ แล้วไปดานัง รวมทั้งฮอยอัน ฉันรักเธอ ปัจจุบันดานังเปลี่ยนไปมากทีเดียว มีสนามบินใหม่ใหญ่โตโอ่อ่า มีรถประจำทางวิ่งในเมืองสภาพดีกว่ารถประจำทางในกรุงเทพฯเราเสียอีก มีโรงแรมทันสมัย มีภัตตาคารอาหารเวียดนามแท้ๆ ที่น่านั่ง ยามกลางคืนสว่างไสว ไม่มืดทึมเหมือนสมัยก่อนโน้น ตอนเช้าก็ได้มีโอกาสพบกับผู้ร่วมงาน มีผู้แทนเวียดนามและเกาหลีใต้ซึ่งพากันมาคณะใหญ่พอสมควร เพราะเป็นครั้งแรกที่เกาหลีใต้เข้าร่วมพิธีบริจาคข้าวภายใต้แอปเตอร์ นำโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรทั้งสองประเทศ เราเดินทางจากเมืองดานังออกไปจุดที่ทำพิธีประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง สังเกตเส้นทางคมนาคมของเวียดนาม ยอมรับว่าแล้วดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างผิดหูผิดตาจริงๆ

กระบวนการทำพิธีส่งมอบข้าวของประเทศสมาชิกแอปเตอร์ ก็ทำกันในลักษณะคล้ายๆ กัน ทั้งนี้เนื่องจาก ประเทศผู้รับข้าว เวลาจัดงานก็จะหารือกับทางสำนักงานเลขานุการแอปเตอร์ก่อนทุกครั้ง เราก็แนะนำไปว่าจะต้องอย่างโน้นอย่างนี้ เขาก็รับไปทำตาม อาจมีการปรับแต่งนิดหน่อย สำหรับในเวียดนามคราวนี้ ทำแบบง่ายๆ กะทัดรัดมาก แถมทางการเกาหลีใต้เขากำชัยว่าไม่ต้องการรบกวนใดๆ กับประเทศผู้รับ แม้แต่จะเลี้ยงอาหารกลางวันยังไม่ต้อง เสร็จพิธีแล้วก็เดินทางแยกย้ายกลับกันทันที ส่วนคณะผมทางเจ้าหน้าที่เวียดนามก็พาไปส่งที่สนามบินดานังทันทีเหมือนกัน แม้ว่าจะต้องรอเครื่องอีกกว่าครึ่งวัน ก็ง่ายและเร็วดีมากครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สทนช.จี้เคลียร์สิ่งกีดขวางทางน้ำทั่วปท. ระดมสมองปรับแผนบริหารตามRule Curve

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413804

x

สทนช.จี้เคลียร์สิ่งกีดขวางทางน้ำทั่วปท. ระดมสมองปรับแผนบริหารตามRule Curve

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า คณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำหารือมาตรการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำช่วงฤดูฝน ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์จะประกาศเข้าสู่ฤดูฝนปลายเดือนมิถุนายนนี้ ใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1. ให้หน่วยงานที่ดูงานอ่างเก็บน้ำทุกหน่วยงานรับทราบแนวทางปรับเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ใหม่ที่ดำเนินการแล้วเสร็จทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 36 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 414 แห่งแล้ว ทั้งนี้ Rule Curve ที่ปรับใหม่นั้น จะสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน พิจารณาจากข้อมูลสถิติ เงื่อนไขใช้น้ำ และขีดความสามารถรับน้ำของลำน้ำด้านท้ายน้ำ โดยนำมาใช้บริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนปีนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งเก็บกักน้ำฤดูถัดไป และระบายน้ำโดยไม่กระทบพื้นที่ท้ายน้ำ

2.ติดตามตรวจสอบฐานข้อมูลและมาตรการบริหารจัดการน้ำทั้งแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ที่สทนช.รวบรวมแล้ว เหลือเพียงขนาดเล็กที่คาดว่าจะมีฐานข้อมูลทั้งหมดภายในสิ้นพฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญใช้บริหารจัดการน้ำในฤดูฝนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 3.ให้เตรียมข้อมูลทำแผนบริหารจัดการน้ำหลากรายจังหวัด ให้สอดคล้องปริมาณน้ำต้นทุน โดยที่ประชุมมอบให้กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เร่งตรวจสอบสภาพอาคารชลศาสตร์ สถานีโทรมาตร เพื่อติดตามเฝ้าระวัง ระบบระบายน้ำ จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำหลาก

และ 4.การปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาน้ำท่วม ให้สำรวจและปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำตามภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ด้านที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์น้ำหลากในฤดูฝนที่จะถึง ซึ่งตามเป้าหมายดำเนินงาน 5 ปีแรก (2561-2565) ต้องปรับปรุงสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำทั้งสิ้น 562 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็น ภาคเหนือ 161 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60 แห่ง ภาคกลาง 115 แห่ง ภาคตะวันออก 115 แห่ง และภาคใต้ 111 แห่ง ให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ เพื่อให้การระบายน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาอุทกภัยได้อีกทางหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนภาคใต้นั้นล่าสุดได้รับรายงานว่า จากการสำรวจและปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ 111 แห่ง ปรับปรุงแล้วเสร็จ 91 แห่ง คงเหลือดำเนินงานปี 2562 จำนวน 20 แห่ง ในจ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช เพชรบุรี ตรัง ชุมพร และยะลา

รายงานพิเศษ : สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำปลื้ม ปลูกข้าวโพดหลังนาสร้างรายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413808

รายงานพิเศษ : สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำปลื้ม  ปลูกข้าวโพดหลังนาสร้างรายได้เพิ่ม

รายงานพิเศษ : สมาชิกสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำปลื้ม ปลูกข้าวโพดหลังนาสร้างรายได้เพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชทางเลือกที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก ตามโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวให้เป็นพื้นที่การปลูกพืชชนิดอื่น เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิตข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สร้างโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่สูงขึ้น

สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ตลาดในประเทศยังคงมีความต้องการสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมองเห็นโอกาสในการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก โดยการประสานความร่วมมือกันของ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีการสร้างแรงจูงใจต่างๆ ให้เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปลงทุนซื้อหาปัจจัยการผลิตและเตรียมพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด การประกันภัยผลผลิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงหากได้พื้นที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ และประสานกับบริษัทเอกชนที่เป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์เข้ามารับซื้อข้าวโพดผ่านสหกรณ์

นายธีระยุทธ ธรรมชีวัน

สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เริ่มดำเนินโครงการ ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2561 มีสมาชิกสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 229 ราย พื้นที่การเพาะปลูก 5,123 ไร่ ซึ่งขณะนี้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการได้นำผลผลิตข้าวโพดมาขายให้กับสหกรณ์แล้ว

นายธีระยุทธ ธรรมชีวัน ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด เล่าว่า หลังจากที่สหกรณ์ฯ ได้มีการส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา โดยสหกรณ์ฯ จะดูแลสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิต และจัดหาตลาดมารับซื้อ ปีนี้ผลผลิตค่อนข้างดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยต่อไร่อยู่ที่ 1,200–2,000 กิโลกรัม ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ฯ ได้รวบรวมและรับซื้อผลผลิตข้าวโพดทั้งหมดจากสมาชิกแล้ว จำนวน 11,588.865 ตัน มูลค่า 70,478,840 บาท โดยสหกรณ์ฯสร้างแรงจูงใจสมาชิกเพื่อให้นำข้าวโพดมาจำหน่ายให้สหกรณ์ฯ ด้วยการรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด ตันละ 200 บาท ทำให้สมาชิกนำผลผลิตมาจำหน่ายมากขึ้น หากเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตทั้งหมดที่สหกรณ์ฯ รวบรวมได้ระหว่างปีนี้กับปีที่ผ่านมา พบว่า ผลผลิตที่รวบรวมได้ในปีนี้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว นอกจากนี้ราคารับซื้อในปีนี้ยังสูงขึ้นจากเดิมอีกกิโลกรัมละ 1 บาท ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด มีความพร้อมด้านอุปกรณ์การตลาด ทั้งโกดัง ฉาง และลานตาก เนื่องจากได้รับงบอุดหนุนจากจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตามโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร (แก้มลิง) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน 15,100,000 บาท ในการสร้างลานตาก ขนาด 3,200 ตารางเมตร และฉาง ขนาด 10,000 ตัน เพื่อรองรับผลผลิตข้าวโพดจากสมาชิก และนำข้าวโพดเหล่านั้นมาอบลดความชื้น แยกสิ่งเจือปน แล้วจึงส่งขายให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท ซีพีต่อไป

“เมื่อสหกรณ์ฯ มีอุปกรณ์ทางการตลาดครบครัน ทำให้รับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้อย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือข้าว ในราคาที่เป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่น สร้างแรงศรัทธาให้กับสมาชิกที่มีต่อสหกรณ์ว่ายังเป็นที่พึ่งของเขาได้” นายธีระยุทธ กล่าว

ด้านนางกำไร อิ่มใจ เลขานุการ สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด กล่าวเสริมว่า จากการประเมินผลการดำเนินโครงการฯ สมาชิกส่วนใหญ่พึงพอใจในรายได้ที่เพิ่มขึ้นและดีกว่าการทำนาเพียงอย่างเดียวรวมทั้งเห็นถึงประโยชน์ของการปลูกข้าวโพดทดแทนการทำนาปรัง จึงวางแผนปลูกปีต่อไปและสหกรณ์ฯ เริ่มส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มขึ้น เนื่องจากใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 75 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้ และจำหน่ายแบบสดไม่ต้องสี เพื่อเพิ่มทางเลือกให้สมาชิกอีกทางหนึ่ง

โครงการสานพลังประชารัฐ สร้างรายได้เสริมให้สมาชิก จากการเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นที่ตลาดกำลังต้องการช่วงหลังฤดูทำนาแล้ว ดินก็ยังได้รับการพักฟื้นฟูแร่ธาตุสารอาหารด้วย เมื่อถึงฤดูทำนาปีอีกครั้ง จะทำให้ข้าวที่ได้มีคุณภาพ มาตรฐาน และยังช่วยให้ประเทศลดการนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศได้อีกด้วย

รายงานพิเศษ : กรมปศุสัตว์นำสื่อมวลชนทัวร์ซีพีเอฟ ชมกระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413572

รายงานพิเศษ : กรมปศุสัตว์นำสื่อมวลชนทัวร์ซีพีเอฟ  ชมกระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร

รายงานพิเศษ : กรมปศุสัตว์นำสื่อมวลชนทัวร์ซีพีเอฟ ชมกระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์ และนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมายให้ นายพศวีร์ สมใจ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา นำคณะสื่อมวลชน ในโครงการสื่อมวลชนสัญจร Food Feed Farm ของกรมปศุสัตว์ เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเนื้อไก่ ของ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ณ โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งทุกกระบวนการผลิตได้มาตรฐานระดับโลก ภายใต้หลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) สอดคล้องตามข้อกำหนดของอียู เพื่อผลิตอาหารปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลก เป็นสินค้าปศุสัตว์ที่นำเงินตราเข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี โดยมี นายภาณุวัตร เนียมเปรม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และนายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองกรรมการผู้จัดการ ด้านมาตรฐานการผลิตสัตว์ปีกและด้านความยั่งยืน ธุรกิจไก่เนื้อ ซีพีเอฟ ต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปข้อมูลผลการดำเนินกิจการให้กับสื่อมวลชนได้รับทราบ

ส่องเกษตร : เกษตรอัจฉริยะ อนาคตเกษตรไทย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413567

449007

ส่องเกษตร : เกษตรอัจฉริยะ อนาคตเกษตรไทย?

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำว่า Smart Agriculture เป็นประเด็นที่พูดกันติดปาก ติดหูกันมาแทบจะพร้อมๆ กับ Thailand 4.0 หรืออาจจะเกิดก่อน Thailand 4.0 ด้วยซ้ำไป คนกระทรวงเกษตรฯ คุ้นชินกับคำเหล่านี้เป็นอย่างดี ทั้ง Smart Farmer Smart Officer และ Smart Agriculture แต่หากถามเจาะว่าเข้าใจกันว่าอย่างไร คำตอบที่ได้อาจไปกันคนละทิศละทาง จนคนถามเองงงไปเสียก่อน ประเด็นการสื่อสารในองค์กรจากบนลงล่างก็ยังคงเป็นประเด็นปัญหาในองค์กรขนาดใหญ่เสมอ และท้าทายสำหรับผู้บริหารองค์กรเป็นอย่างยิ่ง

การนำเทคโนโลยีระดับที่เรียกว่า อัจฉริยะ มาใช้ในการเกษตรยุคปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ยากอีกต่อไป ผมเห็นเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer นำเทคโนโลยีการให้น้ำ ให้ปุ๋ย การควบคุมแสง ควบคุมความชื้น มาใช้ในโรงเรือนของตนเอง พร้อมระบบสั่งการทางไกล เพื่อผลิตสินค้าเกษตรที่ให้ผลตอบแทนสูง แทนการใช้แรงงานคนอยู่หลายราย แต่ละรายผ่านการลองผิดลองถูกและศึกษามาด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ประเด็นที่น่าสนใจคือ นักวิจัยของส่วนราชการได้เข้าไปมีบทบาทในการศึกษาเรื่องเหล่านี้มากน้อยเพียงใด สามารถให้คำตอบแก่เกษตรกรได้หรือไม่ว่า จะต้องควบคุมระดับอุณหภูมิ ความชื้น แสง เท่าใด จึงจะสามารถควบคุมการเกิดโรคพืช หรือการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้ ยอมให้มีได้ระดับไหนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน หรือระดับไหนที่ต้องม้วนเสื่อกลับไปเริ่มกันใหม่ เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะเทคโนโลยีในยุคนี้ก้าวกระโดดมาถึงขั้นสั่งอะไรก็ได้หมด แต่เรื่องสำคัญคือ คนที่จะสั่งจะสั่งอย่างไรดี

เมื่อพึ่งพาภาครัฐไม่ได้ เกษตรกรรุ่นใหม่จึงลองผิดลองถูกและลงมือทำด้วยตนเอง ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นเกษตรกรที่น่ายกย่องมาก สามารถทำวิจัยด้วยตนเอง บางรายก้าวหน้าไปไกลกว่านักวิจัยของภาครัฐที่ถูกระบบครอบงำ จนแทบจะกระดิกคิดหรือทำสิ่งใดนอกกรอบที่กำหนดไม่ได้เลย ระหว่างที่ฝ่ายการเมืองยังไม่ชัดเจน ประเด็นเรื่องกัญชาเป็นยากำลังมา ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลเรื่องการผลิต จะปรับตัวพร้อมต่อการปรับปรุงพันธุ์กัญชาให้ได้สารสำคัญสูง และพร้อมต่อการกำหนดวิธีการเขตกรรมเพื่อผลิตกัญชาให้ได้ผลผลิตสูงหรือไม่ หากจะสร้างโรงเรือนอัจฉริยะ ข้อมูลความต้องการปัจจัยต่างๆ เพื่อการเจริญเติบโตของกัญชา มีพร้อมหรือไม่ อย่างไร ระบบการควบคุม กำกับ ดูแลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เรื่องราวเหล่านี้ เป็นโจทย์ที่ต้องหาคำตอบและคิดกันยาวๆ ไป

ในสถานการณ์ที่พืชปกติทั่วไปยังมีข้อมูลงานวิจัยไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์เหล่านี้ได้ เห็นทีเกษตรอัจฉริยะคงต้องให้เวลา ให้งบประมาณ และให้กำลังใจกันต่อไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สทนช.ผนึกกำลังเกาะติดสถานการณ์น้ำ เดินหน้า144โครงการ1.2พันล.แก้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413571

x

สทนช.ผนึกกำลังเกาะติดสถานการณ์น้ำ เดินหน้า144โครงการ1.2พันล.แก้ภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สทนช.ผนึกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกาะติดสถานการณ์แล้งมั่นใจผ่านพ้นไปได้ ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ปลายเดือนพ.ค.นี้ พร้อมวางแผนแก้ปัญหาระยะกลาง เดินหน้า 144 โครงการ มูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท ตามมติ ครม.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 5/2562 ครั้งล่าสุดได้ติดตามผลดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงเกิดภัยแล้งและแนวทางการให้ความช่วยเหลือที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบภัยแล้ง 7 จังหวัดคือ พิษณุโลก ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ นครราชสีมา มหาสารคาม ตราด และชลบุรี รวมทั้งพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพิ่มเติมอีก 12 จังหวัด คือ พิจิตร กำแพงเพชร ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก สุรินทร์ กาฬสินธุ์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท อ่างทอง และเพชรบุรี ซึ่งในระยะสั้นได้จัดหาน้ำแจกจ่ายในพื้นที่ประสบภัย โดยรถบรรทุกน้ำแจกจ่ายน้ำดื่ม จัดซื้อภาชนะบรรจุสำรองน้ำ ซ่อมแซมและขุดบ่อบาดาล ซ่อมแซมถังเก็บน้ำ ขุดลอกแหล่งน้ำ ก่อสร้างและซ่อมแซมระบบกระจายน้ำ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวสามารถผ่านพ้นฤดูแล้งปีนี้ไปได้

ส่วนการแก้ปัญหาระยะกลาง ครม.ได้อนุมัติงบกลางแล้วจำนวน 1,226 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความจุให้แหล่งน้ำธรรมชาติ อ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำอื่นๆ โดย สทนช.จะลงพื้นที่ทุกเดือน เพื่อติดตามผลดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำรวมทั้งสิ้น 144 โครงการ ซึ่งดำเนินการโดย 6 หน่วยงานได้แก่ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การประปาส่วนภูมิภาค กองทัพบก ให้แล้วเสร็จโดยเร็วตามเป้าหมาย

สำหรับสถานการณ์น้ำทั่วประเทศล่าสุด ก่อนกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์จะประกาศเข้าสู่ฤดูฝนประมาณช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2562 นั้น ขณะนี้มีปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ 45,476 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 56 ของปริมาณน้ำที่เก็บกัก และศักยภาพน้ำบาดาล 1,228 ล้าน ลบ.ม. โดยมีอ่างเก็บน้ำเฝ้าระวังที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% แบ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 12 แห่ง เช่น อ่างเก็บน้ำกระเสียว มีปริมาณน้ำ 20% อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำ 24% อ่างเก็บน้ำทับเสลา มีปริมาณน้ำ 24% เป็นต้น และเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก จำนวน 149 แห่ง ซึ่งการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นไปตาม หรือใกล้เคียงเป้าหมายที่วางไว้ ยกเว้นในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ตามแผนจัดสรรไว้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 – 30 เมษายน 2562 จำนวน 7,772 ล้าน ลบ.ม. แต่เมื่อถึงสิ้นเดือนเมษายน 2562 ปรากฏว่า จัดสรรน้ำไปถึง 9,300 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 120 ของแผน

ด้านกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รายงานการปลูกพืชในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมาว่า การทำข้าวนาปรังในเขตชลประทานตามแผนกำหนดไว้ทั่วประเทศ 8.03 ล้านไร่ แต่มีการปลูกถึง 8.76 ล้านไร่ และมีการทำนาปรังรอบที่ 2 อีก 180,000 ไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ตามแผนกำหนดไว้ 5.30 ล้านไร่ แต่มีการปลูกถึง 5.86 ล้านไร่ และมีการทำนาปรังรอบที่ 2 อีก 120,000 ไร่ ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และ ฉะเชิงเทรา

เริ่มแล้ว Field Day ศพก.ปะเหลียน เน้นส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยี ตั้งเป้าสร้างแปลงใหญ่ยางฤดูผลิตปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413568

x

เริ่มแล้ว Field Day ศพก.ปะเหลียน เน้นส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยี ตั้งเป้าสร้างแปลงใหญ่ยางฤดูผลิตปี’62

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ประจำปี 2562 เน้นส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ใช้เทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่มากขึ้นบริหารจัดการแปลงเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชให้สูงสุดมุ่งเป้าสร้างแปลงใหญ่ยางพารา

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในพื้นที่ อ.ประเหลียน จ.ตรัง มีพื้นที่ทำการเกษตร 240,154 ไร่ มีครัวเรือนเกษตรกร 9,056 ครัวเรือน โดยเกษตรกรในพื้นที่ประกอบอาชีพหลัก คือ สวนยางพารา จำนวน 7,394 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกยางพาราถึง 223,592 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 93 ของพื้นที่ทำการเกษตร ทำให้เกษตรกรกรส่วนใหญ่ของพื้นที่ดังกล่าวมีรายได้หลักจากการประกอบอาชีพยางพารา ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องประสบกับปัญหาราคายางพาราตกต่ำกระทบความเป็นอยู่โดยตรง ทำให้ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพารา ให้มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ในการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ของ ศพก อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ในปี 2562 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้มุ่งเน้นเป้าหมายในการพัฒนาสินค้ายางพาราการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพารา โดยมีเป้าหมายลดต้นทุนการผลิต อย่างน้อยร้อยละ 10 และเพิ่มผลผลิต ร้อยละ 10 การสร้างอาชีพเสริมทางเลือกให้เกษตรกร เพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ซึ่งได้มีการกำหนดประเด็นเทคโนโลยีที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรประกอบด้วยการกรีดยางพาราที่ถูกต้องและเหมาะสมรูปแบบการดำเนินการ บรรยายให้ความสำคัญของระบบกรีดและการกรีดยางที่ถูกต้อง ฝึกปฏิบัติสาธิตการกรีดยาง การลับมีดกรีดยาง เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตยางพารา การใช้ปุ๋ยในยางพารา สาธิตการผลิตปุ๋ยใช้เองการป้องกันและกำจัดโรคที่สำคัญของยางพาราโดยเฉพาะโรครากขาวยางพารา สาธิตการใช้เชื้อไตรโคเดอร์มา ในการป้องกันและกำจัดโรคเส้นดำ และโรครากขาวในยางพารา การรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาการตลาดยางพารา โดยจัดตั้งกลุ่มแปลงใหญ่ยางพารา การพัฒนาคุณภาพผลผลิตและยกระดับราคายางแผ่นรมควันรวมทั้งหาช่องทางการตลาดของกลุ่มอาชีพเสริมรายได้ การเลี้ยงแพะ การเลี้ยงผึ้ง

ทั้งนี้ นอกจากจัดกิจกรรมข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว ยังมีองค์ความรู้อื่นๆ ที่จะเสริมเข้าไป อาทิการให้บริการด้านการเกษตรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรูปแบบคลินิกเกษตรเช่น คลินิกดินของสถานีพัฒนาที่ดินตรัง คลินิกพืชของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง คลินิกปศุสัตว์ของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดตรัง เป็นต้นเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกรให้มีความเหมาะสมกับอาชีพเฉพาะทาง เน้นการบริหารจัดการแบบองค์รวม เพื่อให้ผลผลิตพืชในพื้นที่มีคุณภาพ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสามารถมีช่องทางทำตลาดได้มากขึ้น

หยุดภัยแล้ง! ฝนหลวงฯจ่อใช้เทคนิค’ซุปเปอร์แซนวิช’ คาดทำฝนตกมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413541

หยุดภัยแล้ง! ฝนหลวงฯจ่อใช้เทคนิค'ซุปเปอร์แซนวิช' คาดทำฝนตกมากขึ้น

หยุดภัยแล้ง! ฝนหลวงฯจ่อใช้เทคนิค’ซุปเปอร์แซนวิช’ คาดทำฝนตกมากขึ้น

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 13.51 น.

กรมฝนหลวงฯขึ้นบินทำฝนหลวง”พิษณุโลก” จ่อใช้เทคนิค”ซุปเปอร์แซนวิช” คาดทำฝนตกมากขึ้นหยุดภัยแล้ง

14 พ.ค.62 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้แม้ความรุนแรงของพายุลูกเห็บเริ่มลดน้อยลงแล้วเนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อเข้าสู่ฤดูฝน แต่สถานการณ์ภัยแล้งยังคงขยายวงกว้างอยู่ในหลายพื้นที่ ประกอบกับปริมาณน้ำในเขื่อน/อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ เพิ่มขึ้นเป็น 18 แห่ง และเขื่อน/อ่างเก็บน้ำขนาดกลางเพิ่มขึ้นเป็น 193 แห่ง ดังนั้น กรมฝนหลวงฯ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.พิษณุโลก จึงวางแผนเตรียมพิจารณาใช้เทคนิค “ซุปเปอร์แซนวิช” (Super Sandwich) ปฏิบัติการโจมตีเมฆในพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และพื้นที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค เพื่อหวังผลให้มีฝนตกในบริเวณพื้นที่เป้าหมายได้ในปริมาณมากขึ้น

ทั้งนี้ เทคนิคซุปเปอร์แซนวิชเป็นอีกหนึ่งเทคนิคในการโจมตีเมฆตามตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งจะปฏิบัติการเมื่อมียอดเมฆอยู่ที่ระดับ 20,000 ฟุตขึ้นไป โดยใช้เครื่องบิน Super King Air โจมตีในส่วนที่เป็นเมฆเย็นด้วยพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์เข้าสู่ยอดเมฆร่วมกับการโจมตีแบบเมฆอุ่น

ทั้งนี้ จากผลการปฏิบัติการฝนหลวง เมื่อวานนี้ (13 พ.ค.) หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 9 หน่วยฯ ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก ลพบุรี กาญจนบุรี อุดรธานี นครราชสีมา หัวหิน สุราษฎร์ธานี และสงขลา ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง บรรเทาปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง เพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่าไม้ ยับยั้งความรุนแรงของพายุลูกเห็บ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตร พื้นที่ประสบภัยแล้ง และพื้นที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคของ จ.พะเยา น่าน เชียงราย นครราชสีมา กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร บริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำปาว เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อ่างเก็บน้ำซับตะเคียน รวมถึงบริเวณพื้นที่ป่าต้นน้ำป่าพรุโต๊ะแดง จ.นราธิวาส

สำหรับแผนปฏิบัติการฝนหลวงวันนี้ ได้ขึ้นทำฝนหลวงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปฏิบัติการภารกิจที่ 1 ขั้นตอนที่ 1 บริเวณทิศใต้ อ.วังน้ำเขียว – ทิศตะวันตกเฉียงใต้ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ภารกิจที่ 2 ขั้นตอนที่ 2 บริเวณทิศเหนือ อ.วังน้ำเขียว – ทิศตะวันออก อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา และภารกิจที่ 3 ขั้นตอนที่ 2 บริเวณ ทิศเหนือ อ.ปักธงชัย – ทิศตะวันออก อ.หนองบุนมาก จ.นครราชสีมา โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา พื้นที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค อ.ห้วยแถลง อ.เมืองนครราชสีมา อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำมูลบน เขื่อนลำแชะ ด้านหน่วยฯ จ.อุดรธานี ปฏิบัติการภารกิจที่ 1 ขั้นตอนที่ 1 บริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนลำปาว ภารกิจที่ 2 ขั้นตอนที่ 1 บริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนห้วยหลวง และเขื่อนอุบลรัตน์ และภารกิจที่ 3 ขั้นตอนที่ 2 บริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนห้วยหลวง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ภัยแล้งและเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อน/อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ส่วนพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ในช่วงเช้าสภาพอากาศมีลักษณะปิด จึงไม่สามารถขึ้นทำฝนได้ ขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน