เกษตรแปลงใหญ่22จว.ผนึกกำลัง n ตั้ง‘สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414578

x

เกษตรแปลงใหญ่22จว.ผนึกกำลัง n ตั้ง‘สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย’

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนมีเฮ..กรมส่งเสริมการเกษตร หารือเตรียมจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนเผยใช้โมเดลสมาคมชาวสวนมะม่วงไทยเป็นต้นแบบ สร้างความมั่นคงในอาชีพอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมการเกษตร ประชุมหารือเกษตรกรชาวสวนทุเรียนแปลงใหญ่ 22 จังหวัด เตรียมจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียน เพื่อให้เป็นองค์กรภาคประชาชน ขับเคลื่อนบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนในระบบแปลงใหญ่อย่างยั่งยืน โดยใช้โมเดลสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวหลังประชุมเตรียมสร้างความเข้มแข็งเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนมากขึ้น ประกอบกับตลาดต่างประเทศนำเข้าทุเรียนจากประเทศไทยมากขึ้น ทำให้ราคาเป็นส่วนสำคัญ จูงใจให้เกษตรกรในหลาย พื้นที่หันมาเลือกปลูกทุเรียนมากขึ้น จากข้อมูลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 4 ปีที่ผ่านมา (2558-2561) ไทยส่งออกทุเรียนเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน มีจีนเป็นตลาดหลักรับผลผลิต ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปีต่อเนื่อง กระทั่งปี 2562 ผลผลิตทุเรียนสูงสุดในรอบ 10 ปี ทุเรียนภาคตะวันออก มีปริมาณ 511,827 ตัน ทุเรียนภาคใต้ มีปริมาณ 343.082 ตัน อีกทั้ง ปริมาณส่งออกทุเรียนเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาดต่างประเทศยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก ขณะที่พื้นที่ปลูกทุเรียนมีกระจายหลายภาคทั่วประเทศ เกษตรกรต่างขายผลผลิตโดยไม่มีองค์กรกลางดูแล ซึ่งในอนาคตก็ต้องประสบกับปัญหาผลผลิตมากขึ้นแน่นอน

ด้วยเหตุนี้กรมส่งเสริมการเกษตรจึงมองว่า การพัฒนาคุณภาพและการรักษามาตรฐานทั้งเชิงคุณภาพ และปริมาณ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การมีองค์กรภาคประชาชนเข้ามาดำเนินงานบริหารจัดการเกษตรกรชาวสวนทุเรียนแปลงใหญ่ โดยมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนร่วมด้วย น่าจะเป็นอีกส่วนที่ช่วยผลักดันให้เกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนเข้มแข็ง มีมาตรฐานการผลิตไปในทิศทางเดียวกัน จึงได้หารือร่วมกันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องจากภาครัฐและเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียน 22 จังหวัด เตรียมจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย ตามโครงการสร้างความเข้มแข็งเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย เบื้องต้นมองว่าจะใช้โมเดลของสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ที่ผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จสามารถบริหารจัดการผลผลิตได้มีมาตรฐานเป็นระบบทำให้เกษตรกรประกอบอาชีพที่มั่นคงมาเป็นต้นแบบการตั้งสมาพันธ์ฯ

นายสำราญกล่าวอีกว่า จากการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจวัตถุประสงค์และแนวทางขับเคลื่อนการจัดตั้งสมาพันธุ์ชาวสวนทุเรียน เกษตรกรที่เข้าร่วมเห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว โดยมองว่าสมาพันธ์น่าจะเป็นองค์กรภาคประชาชนที่จะเข้ามากำกับดูแลให้การผลิตทุเรียนแปลงใหญ่มีมาตรฐาน มีระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม มีความเสถียรด้านราคา ก่อให้เกิดความยั่งยืนให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนที่มั่นคงต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 20 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414573

586851

ชายคาพระพิรุณ : 20 พฤษภาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องของทุเรียนถือว่าเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญของประเทศไทย รสชาติของทุเรียนไทยมีความโดดเด่นกว่าทุเรียนของชาติอื่นมาก ทุเรียนจึงเป็นผลไม้ส่งออกที่มีมูลค่ากว่า 35,333 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก แต่ปัจจุบันการปลูกทุเรียนยังมีกระจัดกระจายในหลายจังหวัดทั่วประเทศ การซื้อขายต่างๆ โดยเฉพาะการส่งออกก็ยังไม่มีองค์กรหรือมาตรการในการตรวจสอบและร่วมมือกันในการจัดการคุณภาพทุเรียนก่อนการส่งออก จึงมักจะได้ยินเรื่องปัญหาทุเรียนอ่อนอยู่เป็นระยะ ในขณะเดียวกันบ้านเราก็ยังมีเกษตรกรที่มีองค์ความรู้และสามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้กับชาวสวนทุเรียนอื่นๆ ได้ ดังนั้น หากมีองค์กรที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการด้านการผลิต ด้านคุณภาพและการตลาด โดยที่เป็นองค์กรของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเองก็จะช่วยให้การผลิตทุเรียนของไทยมีความสมดุลและเข้มแข็ง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร จึงเชิญตัวแทนภาคเกษตรกรชาวสวนทุเรียนจากทุกภาคของประเทศไทยเข้าร่วมหารือ เพื่อหาแนวทางเตรียมการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียน โดยมีเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนใน 22 จังหวัด เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร อ.ปลวกแดง จ.ระยองซึ่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรได้ชี้แจงทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ แนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย ที่ปัจจุบันประมาณ 80% ตลาดส่งออกไปยังจีนกำลังได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดและการกีดกันทางการค้า พร้อมรับฟังสถานการณ์การผลิตการตลาดและแปลงใหญ่ทุเรียนในภาพรวม พร้อมกันนี้ ได้เชิญนายมานพ แก้ววงษ์นุกูล และนายมนตรี ศรีนิล จากสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ซึ่งเป็นสมาคม ที่เน้นการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายและการผลิตมะม่วงให้มีคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรด้วย สำหรับแนวทางการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนระดับประเทศนั้น มีแนวทางที่เริ่มจากการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยโดยคัดเลือกจากตัวแทนแปลงใหญ่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับเขต ในการคัดเลือกคณะกรรมการระดับประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น วางแผนพัฒนาการผลิตการตลาดร่วมกัน และเมื่อมีความเข้มแข็งแล้วจึงค่อยยกระดับเป็นสมาคมชาวสวนทุเรียนไทยต่อไป ซึ่งในที่ประชุม ตัวแทนภาคเกษตรกรส่วนใหญ่ให้การตอบรับดี

กรมประมง..เปิดสนามประลองฝีมือเยาวชนไทย ประกวดวาดภาพ “ปลากัดไทย (Siamese Fighting Fish) สัตว์น้ำประจำชาติ โดยเชิญชวนเยาวชนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ส่งผลงานภาพวาดเข้าประกวด ในหัวข้อ “ปลากัดไทย (Siamese Fighting Fish) สัตว์น้ำประจำชาติ” โดยแบ่งการประกวดออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น 1–3, 2. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 4–6 และ 3. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 1–3 โดยกรมประมงจะนำภาพที่ได้รางวัลนำไปจัดแสดงภายในงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 31 ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2562 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จังหวัดปทุมธานี 5. ประกาศผลการตัดสินการประกวด วันที่ 26 มิถุนายน 2562 ทาง http://www.fisheries.go.th และ www.facebook.com/กลุ่มเทคโนโลยีโสตทัศนูปกรณ์และสื่อสิ่งพิมพ์

โดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศทุกประเภท จะได้เข้ารับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 31 พร้อมเงินรางวัล จำนวน 15,000 บาท / รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน 5,000 บาท / รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 4,000 บาท และรางวัลชมเชย 2,000 บาท จำนวน 3 รางวัล ทั้งนี้ ผู้เข้าประกวดต้องกรอกรายละเอียดในใบสมัครให้ครบถ้วน โดยสามารถ Download ใบสมัครได้ที่ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ http://www.fisheries.go.th หรือส่งผลงานได้ด้วยตนเอง หรือ ส่งทางไปรษณีย์ ได้ที่ กรมประมง สำนักงานเลขานุการกรม ชั้น 1 อาคารจุฬาภรณ์ (วงเล็บมุมซอง : กลุ่มเทคโนโลยีโสตทัศนูปกรณ์และสื่อสิ่งพิมพ์) โดยเปิดรับผลงานตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2562 (ถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2579-8975 ในวันและเวลาราชการ…น้องๆ ที่มีฝีมือด้านวาดภาพลองสมัครเข้าประชันฝีมือกันนะครับ…

ขุนเกษตรา

พัทลุงจับมือสนนช. ดึงเทคโนฯจีนช่วย เพิ่มพท.เกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414547

พัทลุงจับมือสนนช. ดึงเทคโนฯจีนช่วย เพิ่มพท.เกษตรอินทรีย์

พัทลุงจับมือสนนช. ดึงเทคโนฯจีนช่วย เพิ่มพท.เกษตรอินทรีย์

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 15.25 น.

17 พ.ค.2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่13 พฤษภาคม 2562  ที่ รร.ลำปำรีสอร์ท ต.ลำปำ อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง ได้มีการจัดประชุมขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จัดโดยสภาเกษตกรจังหวัดพัทลุง โดยมีนายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานในการประชุม พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างพล.อ.ณพล คชแก้ว ประธานสมาพันธ์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางนานาชาติ (สนนช.) รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง และนายสมคิด สงเนียม ประธานสภาเกษตกรจังหวัดพัทลุง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนักวิชาการผู้เชียวชาญจากต่างประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน

พล.อ.ณพล กล่าวปฐกถาพิเศษ มีความตอนหนึ่งว่า ชีวิตนเองเติบโตมาจากครอบครัวทำเกษตรกรรม ไม่ได้ร่ำรวยอะไร และสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 15 รุ่นเดียวกับพล.อ.อุดมเดช สีตระบุตร อดีต ผบ.ทบ.และอดีตรมช.กลาโหมมีโอกาสมาจ.พัทลุงหลายครั้ง ซึ่งมีความประทับใจกับจ.พัทลุง โดยเฉพาะผู้ว่าฯพัทลุงได้ประกาศเป็นนโยบายเมืองเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนซึ่งตนและคณะทำงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบของจังหวัดอื่นๆในอนาคตอันใกล้

ปัจจุบันเกษตรกรไทยตกเป็นเบี้ยล่างของกลุ่มทุนผู้ค้าปุ๋ยเคมีภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์ สุขภาพความปลอดภัยของเกษตรกร และผู้บริโภค ที่สำคัญชาวไร่ชาวนากลับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากจน เพราะต้องลงทุนไปกับการซื้อปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืช และวัชพืช ในขณะที่ผลผลิตราคาตกต่ำ  เกษตรอินทรีย์จึงเป็นหนทางที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนการผลิต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าว เสาหลักที่หนึ่ง คือเกษตรกรต้องมีองค์ความรู้ เสาหลักที่สองคือการส่งเสริมความารู้ที่ดีงาม เสาหลักที่สามคือการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงเพื่อให้เกิดพลังผลักดันขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ

พล.อ.ณพล กล่าวด้วยว่า  คณะทำงานได้ลงพื้นที่ดูงานในตลาดชุมชนใต้โหนด ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดี มีการรวมกลุ่มชาวบ้านไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง สินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นของชุมชนอย่างแท้จริง และเป็นผลผลิตอินทรีย์ทั้งสิ้น อีกทั้งที่ศูนย์เรียนรู้นาโปแก ก็ได้อนุรักษ์วิถีการทำนาแบบดั้งเดิมไว้ ยังคงใช้ควายไถนาอยู่ การสีข้าวด้วยมือ  ตลอดจนการอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหลากหลายสายพันธุ์

“คณะทำงานได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างดินและน้ำ เพื่อนำไปวิจัยถึงค่า PH หรือความเป็นกรดเป็นด่างของดิน เราได้เก็บตัวอย่างดินจากผืนนาสามแปลงด้วยกัน พบว่ามีการใช้สารเคมีทำให้ดินเสื่อมสภาพ ส่วนพื้นที่ที่ใช้อิทนทรีย์มีสภาพดินที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก แต่ยังต้องมีการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพดินต่อไป  นอกจากนี้ยังพบว่าแปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมีสามารถเก็บเกี่ยวได้แค่ 250 กก.ต่อไร่ ส่วนพื้นที่อินทรีย์ได้ผลผลิตราว 300-400 กก.ต่อไร่ โดยทีมผู้เชียวชาญจากต่างประเทศจะนำเทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพดินด้วยชีวภาพมาปรับปรุงดินในผืนนาให้กับเกษตรกรเป็นพื้นที่ทดลอง ทั้งนี้คณะทำงานเชื่อมั่นว่า หากสามารถปรับปรุงดินจะสามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตได้ และเรื่องการตลาดจะต้องปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐาน ซึ่งตลาดใหญ่อย่างจีนพร้อมที่จะซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง”

ดร.จอห์น สีชิงหง ผู้เชี่ยวชาญเกษตรอินทรีย์จากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า รู้สกดีใจที่มีโอกาสเดินทางมายังประเทศไทย ส่วนตัวทำงานที่สถาบันวิจัยซีเอส สหรัฐอเมริกา และมีบริษัทที่ผลิตปุ๋ยชีวภาพและอินทรีย์ นอกจากนี้ยังทำงานที่มหาวิทยาลัยจงซิงแห่งไต้หวัน ที่ผ่านมาได้นำผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยผลักดันให้กับภาคเอกชนและภาครัฐนำไปใช้ประโยชน์ รวมถึงสอนหนังสือให้กับนักศึกษาที่ไต้หวันด้วย  ครั้งนี้เตรียมจะนำผลวิจัยมาปรับใช้เพื่อเกษตรกรชาวพัทลุง และต้องขอขอบคุณพล.อ.ณพลที่เป็นผู้ประสานทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเกษตรกรในจ.พัทลุงนอย่างกว้างขวางอีกด้วย

ดร.วู๋ ฉี่เชิง จากมหาวิทยาลัยจงชิง แห่งไต้หวัน ในฐานะลูกชาวนาและได้ร่ำเรียนจนจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยจงชิง ปัจจุบันก็ได้ทำงาน และสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบปะชาวไร่ชาวนาพัทลุง มองเห็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขมีสองเรื่องด้วยกัน คือวัชพืชหรือหญ้า เราจะทดลองใช้ยาชีวภาพมาฆ่าหญ้า และรวมถึงวิถีป้องกันไม่ให้หญ้าขึ้นในนาด้วย ตนรู้สกดีใจที่เกษตกรพัทลุงมีความรู้และเข้าใจเกษตรอินทรีย์เป็นอย่างดี ผิดจากพื้นที่อื่นๆ ต้องอธิบายถึงข้อดีข้อเสียระหว่างปุ๋ยเคมี และอินทรีย์ ทั้งนี้จากผลวิจัยของสหรัฐอเมริกาพบว่า ผลผลิตที่ได้รับจากอินทรีย์จะมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าเคมีร้อยละ 20 ถึง 30 เลยทีเดียว

“การกำจัดหญ้านั้น เราสามารถนำพืชตัวอื่นมาปลูก เช่น หญ้าที่มีประโยชน์ต่อที่ดิน และสามารถไร่แมลงได้ เช่น ที่ไต้หวันรัฐบาลมีนโยบายให้ชาวนาปลูกยาสมุนไพรในนาด้วย รวมถึงปลูกดอกไม้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย”

ด้าน นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าฯพัทลุง ระบุว่ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สมาพันธ์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นและคณะมาดูงานแลกเปลี่ยนความรู้ และจะนำเทคโนโลยีชีวภาพมาพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในจ.พัทลุง

“การขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืน จำเป็นต้องดำเนินการทำทั้งจังหวัด เนื่องจากพื้นที่พัทลุงมีความลาดชั้น กล่าวคือ 1 กิโลเมตรจะมีพื้นที่ลาดชั้น 1 เมตร หากพื้นที่เพาะปลูกอยู่ในที่สูงและทำเกษตรด้วยสารเคมี พื้นที่ราบทำอินทรีย์ก็จะได้รับสารเคมีจากที่สูง”

สำหรับ MOU ซึ่งลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ประกอบด้วยจ.พัทลุง สนนช. มหาวิทยาลัยทักษิณฯ และสภาเกษตรกรจังหวัดพัทลุงได้ตกลงให้ความร่วมมือในการสนับสนุนนโยบายของจ.พัทลุง เพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของจ.พัทลุงให้ได้ 10,800 ไร่ ในปี 2564 โดยมีสาระสำคัญให้ร่วมกันสนับสนุนและให้ความร่วมมือในการค้นคว้า วิจัยทดลอง และพัฒนาเกษตรอินทรีย์จ.พัทลุง และร่วมกันคัดเลือกพื้นที่เกษตรกรรมจ.พัทลุง ให้สนนช.นำเทคโนโลยีการผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์ในการบำรุงดิน ทดแทนการใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช และทดแทนยาฆ่าแมลง เป็นต้น นอกจากนั้น นายหวัง ไว่เจอ และนายจตุพร พัฒนภิญญโญ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในการสนับสนุนด้านการพัฒนาเทคโนโลยีตามโครงการอีกด้วย

 

รมว.เกษตรฯฟุ้งราคายางพาราดีขึ้นชัวร์ ดันเมกกะโปร์เจ็ก ทำถนนยางทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414420

รมว.เกษตรฯฟุ้งราคายางพาราดีขึ้นชัวร์ ดันเมกกะโปร์เจ็ก ทำถนนยางทั่วไทย

รมว.เกษตรฯฟุ้งราคายางพาราดีขึ้นชัวร์ ดันเมกกะโปร์เจ็ก ทำถนนยางทั่วไทย

วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 18.01 น.

“รมว.เกษตรฯฟุ้งราคายางพาราดีขึ้นชัวร์ ฤดูเปิดกรีดนี้ ดันเมกกะโปร์เจ็ก ทำถนนยางทั่วไทย พร้อมทั้งไทย-มาเลเซีย -อินโด จับมือลดส่งออกยาง 2.4แสนตัน 4เดือนใช้วิธีเชิญชวนตามความสมัครใจผู้ส่งออกขานรับสร้างเสถียรภาพราคาได้”

18 พ.ค. นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า มาตรการลดการส่งออกยางพาราของไทยซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม ถึง 19 กันยายน 62 ตามที่บริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ (IRCo) โดยอินโดนีเซียขอความความมือมานั้น ปีนี้ไทยจะใช้มาตรการเชิญชวนการลดการส่งออกยางพารมตามความสมัครใจและไม่ได้นำพ.ร.บ. ควบคุมยางพารา พ.ศ. 2542 มาบังคับเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการค้าเสรี ล่าสุดการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ประชุมมาตรการจำกัดการส่งออกยางพารา (AETS) ครั้งที่ 6 ร่วมกับผู้ส่งออกยาง 197 ราย โดยชี้แจงว่า มาตรการ AETS มาจากการประชุมไตรภาคียางระหว่างประเทศซึ่งหารือเรื่องการลดส่งออกยางพารารวม 240,000 ตัน ซึ่งอินโดนีเซียลดส่งออก 98,160 ตัน มาเลเซียลดส่งออก 15,000 ตันที่เริ่มดำเนินการไปก่อนแล้วตั้งแต่ 1 เมษายน ถึง 31 กรกฎาคม 62 ส่วนไทยนั้นจะเชิญชวนผู้ประกอบการให้ลดการออกประมาณ 126,240 ตันโดยไม่ใช้กฎหมายควบคุมยาง พ.ศ.2542 มาบังคับให้มีการลดการส่งออกเหมือนปีก่อนๆเพราะเป็นขัดกับหลักการค้าเสรีโดยกยท.จะเชิญชวนเข้าโครงการสมัครใจลดการส่งออก ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ยางผสม น้ำยางข้น และยางคอมปาวด์ ทั้งนี้มอบหมายให้ทูตเกษตรต่างประเทศ สำนักเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงฯ รวมทั้ง กยท.ชี้แจงรายละเอียดของโครงการดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิ่นในต่างประเทศเพื่อให้ภาคเอกชนในประเทศต่างๆ รวมทั้งในตลาดซื้อขายยางพาราล่วงหน้าในต่างประเทศทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวิธีการเชิญชวนลดการส่งออกด้วย

นายกฤษฏา ยังส่งไลน์ด่วนที่สุดเรื่องเร่งชี้แจงมาตรการจำกัดการส่งออกยางพาราตามความสมัครใจ ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้ตรวจราชการ และรักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ตามที่มีสื่อบางแห่งลงข่าวเรื่องการจำกัดการส่งออกยางพาราที่บริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ(IRCO)โดยอินโดนีเซียขอความความมือมา ในส่วนประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรฯได้ให้ความร่วมมือโดยขอให้ภาคเอกชนผู้ส่งออกพิจารณาให้ความร่วมมือในการจำกัดการส่งออกยางพาราตามศักยภาพและความสมัครใจของออกชนแต่ละราย ไม่ได้มีการบังคับใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ควบคุมยางพ.ศ.2542 มาจำกัดการส่งออกยางพาราไปจำหน่ายยังต่างประเทศแต่อย่างใดประกอบกับขณะนี้ประเทศไทยมีนโยบายให้ภาครัฐใช้ยางพารามาเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างทำถนนและเส้นทางคมนาคมต่างๆทั่วประเทศ จึงคาดการณ์ได้ว่าตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไปประเทศจะมีการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมาอยู่แล้วด้วย

“จึงขอให้ชี้แจงทำความเข้าใจกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนต่างๆทราบต่อไปด้วย ขอให้สำนักเกษตรต่างประเทศ สป.กษ.รวมทั้ง กยท.และสำนักงานทูตเกษตรทุกแห่งเร่งแปลข้อความชี้แจงของรมว.กษ.ให้ภาคเอกชนในประเทศนั้นๆรวมทั้งในตลาดซื้อขายยางพาราล่วงหน้าในต่างประเทศทราบด้วย”นายกฤษฏา กล่าว

ทั้งนี้ กยท. รายงานสถานการณ์ราคายางวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 โดยราคายางแผ่นรมควันอยู่ที่ 53.25 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาประมูลที่ตลาดกลางยางพารา ยางแผ่นดิบไม่มียางเข้าตลาด สำหรับราคายางแผ่นรมควัน เฉลี่ยอยู่ที่ 53.40 บาทต่อกิโลกรัม ราคายางปรับตัวตามตลาดล่วงหน้าต่างประเทศและผู้ส่งออกยางธรรมชาติของไทยมีความต้องการยางเพิ่มขึ้นเนื่องจากยางเข้าตลาดน้อยและผู้ประกอบการมีปริมาณยางคงคลังอยู่ในระดับต่ำ

ด้านนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่ากยท. กล่าวว่า ปริมาณยางพาราที่ไทยจะลดการส่งออกใน 4 เดือน รวม 126,260 ตันโดยคำนวณจากผลผลิตยางในปี 2561 ตามสถิติของ สมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) จึงแบ่งสัดส่วนแก่ผู้ส่งออกยาง 64 รายที่ส่งออกมากกว่า 3,000 ตันขึ้นไปจะลดปริมาณการส่งออกลงร้อยละ 9.76 แต่หากผู้ส่งออกรายใดได้ใช้สิทธิ์ในเดือนใดเดือนหนึ่งน้อยกว่าปริมาณที่ได้รับจัดสรรเฉลี่ยต่อเดือนสามารถนำส่วนที่เหลือไปใช้สิทธิ์ในเดือนอื่นได้ให้ครบตามโควต้า

นายณกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลการส่งออกยางที่รวบรวมโดยกรมศุลกากร ในปี 2561 มีปริมาณรวม 4,300,547 ตัน โดยยาง 5 ชนิดที่ควบคุมมีปริมาณ 4,213,773 ตันจากผู้ประกอบการทั้งหมด 190 ราย แต่รายที่ส่งออกตั้งแต่ 3,000 ตันขึ้นไปมี 64 ราย สำหรับผู้ส่งออกยางที่ไม่มีประวัติการส่งออกตามข้อมูลของกรมศุลกากรระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม ถึง 19 กันยายน 61 ให้ใช้จำนวนสถิติล่าสุดหรือทำแผนการส่งออกในช่วงเวลาดังกล่าวมาพิจารณา ทั้งนี้ผลจากการหารือ ผู้ส่งออกยินดีร่วมมือเพื่อจะให้เกิดผลในการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ที่จะประกอบกับมาตรการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งจะทำให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้น

กรมชลฯแจงน้ำเขตชลประทานพอใช้แม้ภัยแล้งยาวอีก 2 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414416

กรมชลฯแจงน้ำเขตชลประทานพอใช้แม้ภัยแล้งยาวอีก 2 เดือน

กรมชลฯแจงน้ำเขตชลประทานพอใช้แม้ภัยแล้งยาวอีก 2 เดือน

วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 17.51 น.

“กรมชลฯแจงแม้ภัยแล้งยาวไปอีก2เดือน ยืนยันน้ำในเขตชลประทาน เพียงพอใช้ส่วนพื้นที่ขาดน้ำภาคอีสาน ระดมสูบน้ำช่วยประปาอีสานกลางสำเร็จ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาขาดน้ำกินน้ำใช้ได้ในหลายพื้นที่”

18 พ.ค. 62 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าขอชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า จากสัญญาณภัยแล้งปีนี้ ที่มีผลกระทบจากภัยแล้งที่อาจยาวนานขึ้นอีก 2 เดือน สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกประมาณเดือนละ 1,000 ล้านบาท หากภัยแล้งลากยาวไปจนถึงเดือนกรกฎาคม อาจทำให้เกิดมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 17,300 ล้านบาท นั้น กรมชลประทาน ได้จัดลำดับแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในอ่างเก็บน้ำต่างๆ เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทานทุกกิจกรรมตลอดช่วงฤดูแล้ง ได้แก่ การอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองน้ำสำหรับการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม การเกษตร และการอุตสาหกรรม
สถานการณ์น้ำปัจจุบัน(ณ 17 พ.ค. 62) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 40,808 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.)คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 16,800 ล้าน ลบ.ม. เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำไปจนถึงเดือนกรกฎาคมนี้แน่นอน

ถึงแม้ว่าในช่วงสิ้นสุดฤดูฝนในปี 2561 ที่ผ่านมา อ่างเก็บน้ำบางแห่งจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างและปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในฤดูแล้งปี 2561/62 ในปริมาณที่จำกัด แต่กรมชลประทาน ได้วางแผนในการบริหารจัดการน้ำในช่วง ฤดูแล้งอย่างเคร่งครัด โดยการกำหนดมาตรการบริหารจัดการแบ่งเป็น 2 พื้นที่ คือ พื้นที่ที่ไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2561/62 ได้ และมีปริมาณน้ำเพื่อสนับสนุนการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ อย่างเพียงพอใช้ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2562 ส่วนอีกพื้นที่ จะเป็นพื้นที่ที่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเฉพาะพืชใช้น้ำน้อย(พืชไร่-พืชผัก)เท่านั้น ซึ่งก็มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2562 เช่นกัน

อนึ่ง กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศการเริ่มต้นฤดูฝนของประเทศไทยในปีนี้ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงของฤดูฝนปีนี้ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคม จะมีการกระจายของฝนไม่สม่ำและมีปริมาณน้อย อาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงได้ ซึ่งจะส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเกษตรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด รวมทั้งขอให้ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุดด้วย

ด้านนายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 ขอนแก่น กล่าวว่า ในปีนี้ตลอดช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงที่สุดในรอบ 20 ปี ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนจากแหล่งน้ำต่างๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้หลายพื้นที่เผชิญกับปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ ทั้งนี้กรมชลประทาน โดย สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้ให้ความช่วยเหลือน้ำอุปโภคบริโภค สำหรับผลิตน้ำประปา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร ในพื้นที่ดังต่อไปนี้

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเสียวใหญ่ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทำการสูบน้ำเพื่อส่งน้ำให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุวรรณภูมิ สำหรับใช้ผลิตน้ำประปาส่งให้พื้นที่ในเขตเทศบาลเกษตรวิสัย และเทศบาลเมืองบัว อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด เริ่มทำการสูบน้ำมาตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค.61 โดยดำเนินการสูบน้ำไปยังบริเวณจุดสูบน้ำประปาบ้านเมืองบัว สูบทอยน้ำจากลำน้ำเสียวใหญ่ และลำเตา มาเติมให้กับฝายยางลำเตา

โครงการชลประทานกาฬสินธุ์ เข้าให้ความช่วยเหลือพื้นที่ ต.นาคู อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ พื้นที่ดังกล่าวใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยมะโน เป็นแหล่งน้ำหลักสำหรับใช้ผลิตน้ำประปา โดยดำเนินการขุดร่องชักน้ำเพื่อให้น้ำไหลเข้าไปยังด้านหน้าโรงสูบประปานาคูได้สะดวกขึ้น และทำการสูบน้ำเติมลงในร่องชักน้ำ เพื่อเพิ่มระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยมะโน

โครงการชลประทานมหาสารคาม บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ให้ความช่วยเหลือน้ำอุปโภคบริโภค สำหรับผลิตประปาท้องถิ่น ต.เม็กดำ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยการสนับสนุนรถบรรทุกน้ำ แจกจ่ายน้ำให้ราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว

โครงการชลประทานขอนแก่น ให้ความช่วยเหลือน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภค-บริโภค ต.ดอนหัน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ดำเนินการขุดลอกลำห้วยซัน บริเวณด้านหน้าและด้านท้ายที่ตื้นเขิน พร้อมทั้งชักน้ำมาเติมบริเวณหนองโง้ง เพื่อสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกผักปลอดสารพิษ จำนวน 150 ไร่ และสูบทอยเติมสระผลิตน้ำประปาหมู่บ้านโนนเขวา ตำบลดอนหัน อำเภอเมือง ซึ่งขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค

แม้ปัจจุบันจะประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวจะมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับผลิตประปาเพื่อการอุปโภคบริโภค หรือเพียงพอต่อความต้องการแล้วก็ตาม แต่กรมชลประทานยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมสำหรับการให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้กรมชลประทาน ขอความร่วมประชาชนทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อลดความเสี่ยงเกิด ปัญหาขาดแคลนน้ำในอนาคตด้วย

เลาะรั้วเกษตร : แบ่งเค้ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414082

281225166

เลาะรั้วเกษตร : แบ่งเค้ก

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขอแสดงความยินดีกับสมาชิกวุฒิสภาใหม่จำนวน 250 คน ที่ว่ากันว่า คสช. เป็นผู้คัดเลือกทั้งหมด แรกทีเดียวก็ออกจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำใจให้ยอมรับได้ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป

แต่การที่รัฐมนตรีหลายคนลาออก เพื่อไปเป็นสมาชิกวุฒิสภานี่ รู้สึกรับไม่ได้ คนดี คนเก่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ในบ้านนี้เมืองนี้ ที่จะคัดเลือกมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา แค่เพียง 250 คน ไม่มีคนอื่นอีกแล้วหรือ….หรือนี่คือการสืบทอดอำนาจที่เขาว่ากันจริงๆ…

เข้าใจได้..ถึงเหตุผลในการหาคะแนนเสียงสนับสนุนการเลือกนายกรัฐมนตรี หรือ สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล แต่จะทำอะไรให้เนียนกว่านี้ไม่ได้หรืออย่างไร….ไม่น่าเชื่อว่ากลยุทธ์ที่แบไต๋กันโต้งๆ แบบนี้จะมีให้เห็นกันในยุคและสถานการณ์แบบนี้

ไม่น่าเชื่ออีกว่า ลักษณ์ วัจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ จะอยู่ในกลุ่มลาออกไปเป็น สว. ด้วยเช่นกัน รัฐมนตรีฯ ลักษณ์ มีภาพพจน์ที่ดี เป็นคนเก่ง ใจซื่อ มือสะอาด..ก็หวังว่าเมื่อเป็น สว. จะเป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้องเกษตรกร และมีผลงานช่วยเหลือภาคการเกษตรให้เห็นเป็นรูปธรรม

จากสว. มาถึงเรื่องการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ในฐานะประชาชนคนธรรมดา จนถึงขณะนี้ไม่อาจล่วงรู้ว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาล ได้แต่ติดตามข่าวจากสื่อ แล้วเดาไปต่างๆ นานา ไม่กล้าฟันธง จนกว่าจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งนั่นหมายความว่าได้มีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่น่าสนใจระหว่างนี้ คือการเจรจาต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรี ใครจะขอเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงไหนก็ว่าไป สนใจแต่กระทรวงเกษตรฯ นี่แหละว่าใครอยากได้ เดิมทีเข้าใจว่าพรรคภูมิใจไทยอยากได้ เพราะลูกพี่ใหญ่เคยดูแลกระทรวงนี้มาก่อน และเพื่อมาผลักดันเรื่องการปลูกกัญชาให้ถูกกฎหมาย แต่มาถึงนาทีนี้ ภูมิใจไทยไม่ไยดี กระทรวงเกษตรฯ เสียแล้ว หันไปจอง กระทรวงคมนาคม และ มหาดไทย แต่มีคนจะยก สาธารณสุข ให้เพราะผลักดันกัญชาได้เหมือนกัน

ในขณะที่ ประชาธิปัตย์ อยากดูแลกระทรวงเกษตรฯ หลังจากทิ้งกระทรวงนี้ไปนานนับแต่ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการเมื่อปี 2535-2537 ที่ ปชป. อยากดูแลกระทรวงนี้เพราะอยากช่วยเกษตรกรภาคใต้แก้ปัญหาราคายางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่แสนจะตกต่ำอยู่ในขณะนี้ และเพื่อดึงคะแนนเสียงของสมาชิกพรรคในภาคใต้กลับคืนมา….

พรรคพลังประชารัฐเอง ก็ยังสนุกอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ เพราะเชื่อว่าผลงานของรัฐบาลปัจจุบัน ประสบความสำเร็จ และยังมีอีกหลายโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จึงต้องการเข้ามาดูแลกระทรวงเกษตรฯ จะได้สานงานต่อไปเพราะตอนหาเสียงได้พูดถึงโครงการต่างๆ ไว้เยอะ…

จะว่าไปกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ที่มีพรรคพลังประชารัฐออกหน้าอยู่นี้ เป็นกระทรวงที่มีการแก้ปัญหาของเกษตรกรโดยใช้เงินงบประมาณน่าจะมากที่สุดกว่าทุกรัฐบาลเลือกตั้งที่ผ่านมา ลองย้อนไปดูการช่วยเหลือเกษตรกรปี 2558-2559 ที่สำคัญๆ ได้แก่ ช่วยเหลือชาวนาผู้มีรายได้น้อยไร่ละ 1,000 บาท ใช้งบประมาณไป 39,506 ล้านบาท ชดเชยรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท ใช้เงินไป 8,315 ล้านบาท สร้างความเข้มแข็งให้ชาวสวนยางครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ใช้เงินไปอีก 10,450 ล้านบาท

ในปี 2560 มีโครงการที่สำคัญ คือ โครงการ 9101 ฯ หรือที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อโครงการเป็นโครงการเกษตรยั่งยืน 1 ที่ให้ชุมชนจำนวน 9,101 ชุมชนเสนอโครงการพัฒนาโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และบริหารจัดการโครงการโดยชุมชนเองภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีงบประมาณสนับสนุนให้ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท รวมเป็นเงินประมาณ 22,752 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้มีการประเมินว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจฐานรากก่อให้เกิดกระแสเงินทุนหมุนเวียนในภาพรวมเพิ่มขึ้นถึง 54,040 ล้านบาท

ปี 2561 มีโครงการสำคัญ คือ โครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก (อีกแล้ว) ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ใช้งบในโครงการนี้ไปประมาณ 24,000 ล้านบาท

รวมงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรในโครงการและมาตรการที่สำคัญๆ ตั้งแต่ปี 2558-2561 เป็นเงินกว่า 1 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีรายได้น้อย และยังต้องเผชิญกับราคาผลผลิตตกต่ำแบบที่รัฐบาลเองก็แก้ปัญหาแบบไร้ทิศทาง และไม่ได้มีข้อมูลเชิงลึกที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุเสียเป็นส่วนใหญ่

พรรคไหนจะมาแบ่งเค้กส่วนที่เป็นกระทรวงเกษตรฯ กรุณาขุดคุ้ยข้อมูลเชิงลึกของปัญหาต่างๆ ในภาคเกษตรมาวิเคราะห์ดูอย่างจริงจัง แล้วหาคนที่จริงใจแก้ปัญหามาทำงาน คนที่เคยอยู่กระทรวงเกษตรฯมาแล้ว แต่ไม่ได้ทำให้กระทรวงเกษตรฯดีขึ้น ขอร้องว่าอย่ากลับมาเลย….

แว่นขยาย

กรมชลฯเดินหน้า‘บางพลวงโมเดล’ แก้ปัญหาขัดแย้งชาวนากับชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414083

x

กรมชลฯเดินหน้า‘บางพลวงโมเดล’ แก้ปัญหาขัดแย้งชาวนากับชุมชน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานโดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางพลวง บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มของหน่วยงานฝ่ายปกครอง และกลุ่มหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางของโครงการบางระกำโมเดล มาต่อยอดขยายผลให้เกิด “โครงการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางพลวง เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย” หรือ “บางพลวงโมเดล” เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรในทุ่งบางพลวงกับประชาชนในชุมชนต่างๆ ที่อยู่นอกคันกันน้ำ โดยเกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนฤดูน้ำหลาก อีกทั้ง ยังบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วมต่อชุมชนริมแม่น้ำในหลายพื้นที่ รวมทั้งพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในเขตอำเภอเมืองปราจีนบุรี ด้วย

สำหรับ “ทุ่งบางพลวง” เป็นพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในเขตชลประทาน ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำปราจีนบุรี ต่อเนื่องถึงแม่น้ำบางปะกง เนื้อที่ประมาณ 499,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ของจ.ปราจีนบุรี ได้แก่ อ.เมือง อ.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมโหสถ และอ.บ้านสร้าง รวมถึง 3 อำเภอ ของจ.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ อ.บางคล้า อ.ราชสาส์น และอ.พนมสารคาม ในอดีตพื้นที่ทุ่งบางพลวง จะประสบปัญหาอุทกภัยเป็นประจำ ทำให้ผลผลิตการเกษตรเสียหาย กรมชลประทานได้ดำเนินการแก้ปัญหา
ด้วยการปรับปรุงพื้นที่โครงการ สร้างคันกั้นน้ำริมแม่น้ำปราจีนบุรีต่อเนื่องแม่น้ำบางปะกง และสร้างประตูระบายน้ำบริเวณคลองสายหลักที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำ เพื่อ
ช่วยเหลือเกษตรกรให้ทำกิจกรรมการเกษตรในทุ่งบางพลวงได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาดังกล่าวพบว่าช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน ของทุกปี เป็นช่วงใกล้เก็บเกี่ยวข้าว เมื่อปิดประตูระบายน้ำ ปริมาณน้ำจะไม่สามารถไหลบ่าเข้าทุ่งได้ จึงไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรอื่นๆ รวมไปถึงชุมชนริมแม่น้ำในพื้นที่อ.ศรีมหาโพธิ อ.บ้านสร้าง และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในเขต อ.เมืองปราจีนบุรี ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี

ดังนั้น การแก้ปัญหาระยะยาว กรมชลประทาน จึงมีแนวคิดดำเนินโครงการบางพลวงโมเดล ลักษณะที่คล้ายกับโครงการบางระกำโมเดล เพื่อให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนฤดูน้ำหลาก หลังจากนั้นจะใช้เป็นทุ่งรับน้ำหลาก โดยปรับปฏิทินการเพาะปลูกพืชใหม่ จากเเดิมเกษตรกรจะเริ่มเตรียมแปลงเพาะปลูกประมาณกลางเดือนพฤษภาคม เนื่องจากต้องรอน้ำฝนและเก็บเกี่ยวกลางเดือนกันยายน ปรับเป็นเริ่มเตรียมแปลงภายในเดือนเมษายน และเก็บเกี่ยวให้เสร็จภายในกลางเดือนสิงหาคม ก่อนฤดูน้ำหลากจะมา

สำหรับแนวทางนี้ เป็นการแก้ปัญหาให้เกษตรกรและชุมชนไม่เกิดความเสียหายทั้งสองกลุ่ม ตลอดจนลดความขัดแย้ง ความเสียหายต่อผลผลิต รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาอุทกภัย จ.ปราจีนบุรี อีกด้วย ถ้าดำเนินโครงการในพื้นที่ดังกล่าวประสบผลสำเร็จ จะขยายผลไปดำเนินโครงการในพื้นที่อื่นของทุ่งบางพลวง ซึ่งพบว่ามีพื้นที่ที่มีศักยภาพดำเนินโครงการได้ประมาณ 200,000 ไร่ อีกด้วย

รายงานพิเศษ : ปลุกศพก.แปลงใหญ่เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ เทิดพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414086

รายงานพิเศษ : ปลุกศพก.แปลงใหญ่เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้  เทิดพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

รายงานพิเศษ : ปลุกศพก.แปลงใหญ่เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ เทิดพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเกษตรกร ศพก. แปลงใหญ่ รวมพลังสร้างมูลค่า เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากไร่นา ให้เกิดประโยชน์ ลดการเผา ลดปัญหาหมอกควัน สร้างสมดุลระบบนิเวศ รักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในทุกมิติ เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

นายสําราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปีนี้ถือเป็นปีมหามงคลยิ่งของแผ่นดินไทย และพสกนิกรชาวไทย กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดทำโครงการ “โครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” และเชิญชวนเกษตรกร ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เกษตรกรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทุกหมู่เหล่า รวมพลังเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยเรามีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นจำนวนมากถึง 43 ล้านตันต่อปี และยังใช้ประโยชน์เป็นส่วนน้อย ที่เหลือถูกปล่อยทิ้ง หรือเผาทิ้ง รวมทั้งปัญหาวิกฤติหมอกควันปกคลุม ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งสาเหตุหนึ่งคือการเผาเศษวัสดุในพื้นที่การเกษตร ซึ่งการเผานอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งการเผาเป็นการทำลายโครงสร้างและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรม

สําราญ สาราบรรณ์

การดำเนินโครงการที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ภายใต้โครงการนี้ โดยมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และ ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่มีครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ใช้กลไกการดำเนินการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมสร้างสมดุลระบบนิเวศในชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมที่กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการร่วมกับ ศพก. ได้แก่ การอบรมถ่ายทอดความรู้เรื่อง การส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรและการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การนำวัสดุมาจำหน่ายเป็นพลังงานชีวมวลผ่านการเชื่อมโยงตลาด เป็นการสร้างทางเลือกในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้การเกษตรให้เกิดมูลค่า โดยมีทางเลือกในการดำเนินกิจกรรม ได้แก่ 1.การไถกลบตอซังฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน คืนชีวิตให้ดิน ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน ได้รับผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.เปลี่ยนเศษตอซังฟางข้าว หรือเศษวัสดุการเกษตรอื่นๆ ที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูก มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม 3.เปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตร มาใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น นำมาอัดก้อน หรือนำมาทำอาหารหมักเพื่อใช้เลี้ยงโค 4.เปลี่ยนวัสดุการเกษตรมาใช้ประโยชน์เป็นพลังงานทดแทน โดยนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการอุตสาหกรรม หรือใช้ทำอาหารในครัวเรือน 5.เปลี่ยนวัสดุในการเพาะเห็ด 6.เปลี่ยนเศษใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้านำมาคลุมบริเวณโคนต้นพืช เก็บรักษาความชื้น “อุ้มน้ำ อุ้มปุ๋ย” 7. เปลี่ยนเปลือกซังข้าวโพดหรือฟางมาทำวัสดุเพาะปลูก โดยได้เริ่มนำร่องโครงการทดลองในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือ สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ถึง 35,664 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 142 ล้านบาท (ราคาปุ๋ยอินทรีย์เฉลี่ยกิโลกรัมละ 4 บาท) และการจำหน่ายวัสดุเหลือใช้การเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษไม้กากปาล์ม กากมัน ซังข้าวโพด เศษไม้ ขยะ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานชีวมวล

“กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รวมทั้งช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ ลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และมีส่วนช่วยผลักดันให้คนไทยหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพด้านการเกษตร”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

หนุนสมาชิกสหกรณ์ทำเกษตรผสมผสาน สร้างทางเลือกดำรงชีพ-เพิ่มรายได้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414085

x

หนุนสมาชิกสหกรณ์ทำเกษตรผสมผสาน สร้างทางเลือกดำรงชีพ-เพิ่มรายได้ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 18.05 น.

นางสาวชุรีกรณ์ จันทะศรี นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรเงินอุดหนุนให้สหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด และ สหกรณ์โคนมศรีสะเกษ จำกัด เพื่อส่งเสริมสมาชิกทำการเกษตรแบบผสมผสาน ภายใต้โครงการส่งเสริมเกษตรผสมผสานในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2562 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 69 ราย ประกอบด้วย สมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด 53 ราย และสหกรณ์โคนมศรีสะเกษ จำกัด 16 ราย โดยแนวทางดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแบบผสมผสานในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดังกล่าว เป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยจัดทำแผนการผลิต และจำหน่าย การเชื่อมโยงเครือข่ายจัดหาปัจจัยการผลิตและสร้างช่องทางตลาดรองรับผลผลิต เพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตร

สำหรับโครงการส่งเสริมเกษตรผสมผสานในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2562 เป็นรูปแบบการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนรูปแบบหนึ่ง จากทั้งหมด 5 รูปแบบ ได้แก่ 1. เกษตรทฤษฎีใหม่ 2. วนเกษตร 3. เกษตรผสมผสาน 4. เกษตรอินทรีย์ 5. เกษตรธรรมชาติ เป็นทางเลือกดำรงชีวิตและประกอบอาชีพของเกษตรกรรายย่อย โดยรูปแบบและวิธีการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน จะขึ้นอยู่กับศักยภาพและความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมแต่ละพื้นที่และการตัดสินใจเลือกของเกษตรกร ซึ่งพิจารณาจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ใน ภูมินิเวศ ฐานความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ทำการเกษตรที่สั่งสมของเกษตรกร รวมทั้งพื้นฐานทางสังคม ที่สนับสนุนเกษตรกร มีการช่วยเหลือเกื้อกูล และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีจุดมุ่งหมายสร้างเสริมรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ให้มั่นคง ยั่งยืน

‘กฤษฎา’ฟิตจัด! โชว์แผนปรับทัพเกษตรใหม่ ป้องสินค้าเกษตรล้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414072

'กฤษฎา'ฟิตจัด! โชว์แผนปรับทัพเกษตรใหม่ ป้องสินค้าเกษตรล้น

‘กฤษฎา’ฟิตจัด! โชว์แผนปรับทัพเกษตรใหม่ ป้องสินค้าเกษตรล้น

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 17.44 น.

“กฤษฏา ยังฟิตจัด โชว์แผนปรับทัพเกษตรใหม่ ป้องสินค้าเกษตรล้น ใช้โมเดลข้าวโพดหลังนา โกยกำไรไร่ละ3พันบาท เร่งแก้ปมใหญ่ภาคเกษตรไม่รอรัฐบาลใหม่”

16 พ.ค. 62 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ส่งไลน์ถึงผู้บริหารกระทรวงเกษตรและข้าราชการเกษตร ถึงการวางโครงสร้างการผลิตของประเทศ ต้องมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาพืชผลผลิตลันตลาดโดยให้อำนาจกระทรวงเกษตรทั้งการส่งเสริมการผลิตที่ตรงกับความต้องการตลาดและมีอำนาจประสานการจำหน่ายผลผลิตด้วย

ยกตัวอย่างโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาที่ผ่านประสบความสำเร็จเพราะกระทรวงเกษตรฯได้ประสานทั้งกระทรวงพาณิชย์ และสมาคมผู้ประกอบการอาหารสัตว์เพื่อขอทราบข้อมูลความต้องการข้าวโพดอาหารสัตว์ก่อนแล้วให้สหกรณ์การเกษตรแต่ละแห่งทำข้อตกลงล่วงหน้ากับชาวนาว่าจะมาซื้อข้าวโพดแล้วจึงให้ชาวนาลงมือปลูก ผลปรากฎว่ามีชาวนาเข้าร่วมโครงการ78,000ครอบครัวคืดเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดแทนการทำนาปรับ800,000ไร่ขณะนี้เก็บเกี่ยวข้าวโพดขายได้เกือบสิ้นสุดโครงการแล้วชาวนาได้กำไรไร่3,000บาท

“ยืนยันว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้สามารถคืนกำไรให้ชาวนาจากการการเกษตรได้มากที่สุดถึง24,000ล้านบาทในขณะที่ผ่านมารัฐบาลก่อนๆต้องเอาเงินงบประมาณรัฐมาช่วยเกษตรกรเพื่อพยุงราคาสินต้าเกษตรหลายแสนล้านบาทเป็นปัญหาการคลังของประเทศถึงปัจจุบัน โดยให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าโครงสร้างการทำงานใหม่ ไม่หยุดรอรัฐบาลใหม่ ผมได้เขียนอธิบายการทำงานระบบใหม่ด้วยการทำภาพกราฟฟิคอธิบายขั้นตอนการปรับโครงสร้างหน่วยงานและภารกิจของกระทรวงเกษตรฯที่ต้องปรับใหม่ให้ข้าราชการนำไปใช้ในการปฎิบัติงานได้ต่อเนื่อง”นายกฤษฏา กล่าว