ม.เกษตรต่อยอดงานวิจัยลดบริโภคโซเดียม ไฟเขียวเอกชนผลิตสูตรผสมเกลือสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414938

ม.เกษตรต่อยอดงานวิจัยลดบริโภคโซเดียม  ไฟเขียวเอกชนผลิตสูตรผสมเกลือสมุนไพร

ม.เกษตรต่อยอดงานวิจัยลดบริโภคโซเดียม ไฟเขียวเอกชนผลิตสูตรผสมเกลือสมุนไพร

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามบันทึกข้อตกลงอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในผลงานวิจัย “สูตรผสมเกลือสมุนไพร” แก่น.ส.ณิชารีย์ พานิชเจริญดี บริษัท ทานสาระ จำกัด นำไปพัฒนาต่อยอด หรือสร้างผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยระยะเวลา 5 ปี จากผลงานวิจัยของน.ส.ชุษณา เมฆโหรา นักวิจัยฝ่ายโภชนการและสุขภาพ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะนักวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่พัฒนาคิดสูตรผสมเกลือสมุนไพร ลดโซเดียม 25% เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี

น.ส.ชุษณา เมฆโหรา หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า ปัจจุบันการบริโภคโซเดียม เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง ไต หลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง รวมทั้งก่อให้เกิด “พฤติกรรมติดเค็ม” โดยเฉพาะคนไทยบริโภคโซเดียมสูงถึงวันละ 4,350 มิลลิกรัม มากกว่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนดถึง 2 เท่าหรือปริมาณ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน จึงได้วิจัยศึกษา ผลิตภัณฑ์ โดยใช้คุณสมบัติด้านกลิ่นรสของสมุนไพรไทยร่วมกับการปรับขนาดอนุภาคของเกลือ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีปริมาณโซเดียมลดลงเฉลี่ยร้อยละ 25 แต่ยังคงรสชาติเค็มใกล้เคียงเกลือปรุงอาหารทั่วไป เป็นทางเลือกให้ผู้รักสุขภาพ ผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุที่ต้องจำกัดปริมาณโซเดียม เพื่อให้ประชาชนลดบริโภคโซเดียมลงให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ช่วยลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในประเทศไทย ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยฯ อนุญาตให้ภาคเอกชนนำไปต่อยอดพัฒนาหรือสร้างผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยนี้ เพื่อผลิตจำหน่ายต่อไป

สำหรับบริษัท หน่วยงานต่างๆ ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ น.ส.ชุษณา เมฆโหรา โทรศัพท์ 08-9119-7891

เกษตรเมืองกาฬสินธุ์ถ่ายทอดเคล็ดลับนำเทคโนโลยีผลิตอ้อยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414852

เกษตรเมืองกาฬสินธุ์ถ่ายทอดเคล็ดลับนำเทคโนโลยีผลิตอ้อยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เกษตรเมืองกาฬสินธุ์ถ่ายทอดเคล็ดลับนำเทคโนโลยีผลิตอ้อยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 11.59 น.

20 พ.ค.62 ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.ยางตลาด บ้านหนองกาว ม.5 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายวิบูลย์   ไชยวรรณ เกษตร จ.กาฬสินธุ์ นายผดุงศักดิ์  อิ่มเอิบ นายอำเภอยางตลาด  นายอิสระ ทินภัทรภิญโญกุล  ปลัด อบต.นาเชือก  น.ส.อรนุช  เกษสัญชัย  หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ สำนักงานเกษตร จ.กาฬสินธุ์ นางละม่อม   สุนทรชัย  เกษตรอำเภอยางตลาด นายวิรัตน์   แสงแก้ว ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ นายบุญช่วย   สงฆนาม ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธุ์(สวพ.) พร้อมด้วยหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้นำชุมชน และประชาชนร่วมกันจัดกิจกรรมงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ Field  Day (อ้อย) ปี 2562 และประกาศยุทธศาสตร์การผลิตอ้อยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จ.กาฬสินธุ์

นายวิบูลย์   ไชยวรรณ เกษตร จ.กาฬสินธุ์  กล่าวว่า สำนักงานเกษตร จ.กาฬสินธุ์ร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเขตพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และภาคเอกชน ร่วมทั้งฝ่ายปกครอง และผู้นำชุมชนจัดวันถ่ายทอดความรู้(Field  Day)ตามนโยบายของจังหวัดกาฬสินธุ์ และรัฐบาล เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่  เนื่องจากภาคเกษตรของไทยกำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ จึงจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

นายวิบูลย์ กล่าวว่า สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงาน เพื่อต้องการเผยแพร่เทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำและสร้างความตระหนักของเกษตรกร  ให้เห็นแนวทางการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างรู้คุณค่าและประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ให้เกิดการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและองค์ความรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาและโครงการพระราชดำริต่างๆ ให้เข้าถึงเกษตรกรพร้อมนำไปประยุกต์ใช้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมบริการและช่วยแก้ไขปัญหาการผลิตของเกษตรกร  ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ให้เกษตรกรรู้จักและใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่มีอยู่ในพื้นที่อีกด้วย

ด้านน.ส.อรนุช  เกษสัญชัย  หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ สำนักงานเกษตร จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมในงานมีการแบ่งฐานเรียนรู้ออกเป็น 6 ฐาน ประกอบด้วย ฐานที่ 1 การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอ้อย  ฐานที่ 2 การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า  ฐานที่ 3 การลดการเผา ฐานที่ 4 องค์ความรู้เครื่องจักรกลการเกษตร  ฐานที่ 5 เศรษฐกิจพอเพียง และ ฐานเรียนรู้ที่ 6 บัญชีครัวเรือน โดยมีเกษตรกรร่วมกว่า 500 กว่าคน นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชน  สินค้าจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ของเครือข่ายศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงจาก อ.ยางตลาด  มีการประกาศยุทธศาสตร์การผลิตอ้อยที่เป็นมิตรต่อส่งแวดล้อม  จัดทำบันทึกข้อตกลงกับตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย  ร่วมปลูกอ้อยชำถุง  สาธิตการการใช้เครื่องสางใบอ้อยติดรถไถและการรณรงค์ไม่เผ้าอ้อย

ขณะที่นางละม่อม   สุนทรชัย  เกษตรอำเภอยางตลาด กล่าวว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ มีโรงงานน้ำตาลทราย 2 โรงงาน ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อ.กุฉินารายณ์และอำเภอสามชัย  ในช่วงนี้โรงานนำตาลทั้ง 2 แห่งกำลังรับซื้ออ้อยป้อนโรงงานเพื่อแปรรูปเป็นน้ำตาลทรายและผลิตภัณฑ์อื่นๆ  ซึ่งการตัดอ้อยให้ได้ผลผลิตและคุณภาพสูง เราสามารถปฏิบัติได้ดังนี้ ให้ตรวจสอบอายุและความแก่ของอ้อยก่อนการตัด ควรทำผังแปลงที่จะตัดเพื่อสะดวกในการตัดอ้อย เตรียมแรงงานตัดอ้อย และรีบติดต่อรถบรรทุกอ้อยให้พร้อม การตรวจสอบความแก่ของอ้อย เพื่อให้อ้อยมีน้ำหนักและความหวานสูง ชาวไร่สามารถสังเกตได้จากอ้อยออกดอกหรือใบอ้อยเริ่มเหลือง อ้อยที่เราจะจัดมีอ้อยปลายฝน อ้อยตอและอ้อยต้นฝน

นางละม่อม กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับวิธีการตัดอ้อย แรกๆควรติดต่อรับใบคิวในเขตส่งเสริม จะทำให้อ้อยไม่ตกค้างในไร่นาน ควรตัดอ้อยที่แก่ หากตัดอ้อยออกดอกต้องตัดก่อนดอกจะร่วง ควรตัดอ้อยให้ชิดดิน ลอกกาบออกแล้วตัดยอดที่กาบใบแห้งสุดท้าย เพื่อลดการสูญเสียน้ำหนักและความหวานของอ้อย กรณีที่ใช้รถขนส่งควรส่งอ้อยเข้าโรงงานภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อลดการสูญเสียน้ำหนักอ้อย แต่มีข้อระวังไม่ควรเผาอ้อยก่อนตัด จะทำให้เสียน้ำหนักและความหวาน และทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง 5-10% ต่อปี มีผลเสียต่อการไว้ตออ้อยในปีต่อไปและยังทำให้เกิดมลพิษอีกด้วย

ข้าวโพดหลังนาฉลุยเกษตรกรพอใจ 26จว.ผลผลิตแสนตันเงินสะพัด680ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414724

x

ข้าวโพดหลังนาฉลุยเกษตรกรพอใจ 26จว.ผลผลิตแสนตันเงินสะพัด680ล.

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯเริ่มโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันวิเคราะห์ สภาพจริงว่า สินค้าตัวไหนถ้าส่งเสริมผลิตหลังฤดูทำนาช่วงสั้นๆ จะได้ประโยชน์สูงสุด ตลาดต้องการ และปรับสมดุลการผลิต ซึ่งจากการระดมความเห็นของหลายหน่วยงาน สรุปว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชที่เหมาะสม จึงเริ่มโครงการครอบคลุม 37 จังหวัดทั่วประเทศ มี 5 เสือ ได้แก่ เกษตรจังหวัด ชลประทาน สหกรณ์ พัฒนาที่ดินและธ.ก.ส ร่วมลงพื้นที่สร้างความเข้าใจ ซึ่งได้รับการตอบรับจากเกษตรกรมากกว่า 87,563 ราย พื้นที่ 740,947 ไร่ เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ พื้นที่ส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งขณะนี้เริ่มเข้าฤดูกาลใหม่ ส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวหมดแล้วและผลผลิตที่ได้จากการตั้งจุดรับซื้อ จากการตรวจสอบพบเกษตรกรใน 26 จังหวัด ยังขาดอีก 11 จังหวัด เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปริมาณผลผลิตรวม 104,416.785 ตัน  โดยจำหน่ายผ่านสหกรณ์ได้ปริมาณ 83,796.544 ตัน และผ่านผู้ประกอบการเอกชน ปริมาณผลผลิต 20,620.241 ตัน คิดเป็นเงินประมาณกว่า 680 ล้านบาท ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ขายได้ราคาเฉลี่ย 8.05 บาท ที่ความชื้น 14.5% (ข้อมูล 14 พ.ค. 62)

นายสำราญกล่าวเพิ่มเติมว่า ปริมาณที่เราสำรวจใน 26 จังหวัด ที่เก็บเกี่ยวหมดแล้ว มียอดจำหน่ายชัดเจน ไม่มีปัญหาลักลอบนำข้าวโพดจากแหล่งอื่นมาจำหน่ายในจุดรับซื้อของสหกรณ์และเอกชน เพราะป้องกันด้วยระบบ corn service ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงระดับพื้นที่ ป้องกันลักลอบจำหน่ายและการปลูกในพื้นที่ไม่ถูกต้องตามเอกสารสิทธิ์ และที่สำคัญเกษตรกรพอใจที่ได้ราคาดีกว่าทำนาปรัง แม้จะเกิดปัญหาหลายพื้นที่ เช่น หนอนกะทู้ข้าวโพดลายจุด ฝนทิ้งช่วง วาตภัย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โครงการยังได้รับความร่วมมือ และผลตอบรับเป็นอย่างดีจากเกษตรกรที่เข้าใจและเห็นว่าควรปรับตัวและเปลี่ยนพืชให้เหมาะสม ซึ่งเจ้าหน้าที่เกษตรทุกหน่วยให้ความรู้กับเกษตรกร จนสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรได้ ถือเป็นผลงานและโมเดลบริหารจัดการโครงการระดับพื้นที่ที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ

ขับเคลื่อนโครงการ5ประสานฯ สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวาย‘ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414725

x

ขับเคลื่อนโครงการ5ประสานฯ สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวาย‘ในหลวง’

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายจำรอง ดาวเรือง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรดำเนินโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ถวายในหลวง” และโครงการศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ทั้ง 17 ศูนย์ มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ 70,000 ราย กรมวิชาการเกษตรได้ขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ และนโยบายการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล โดยดำเนินกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและผลงานวิชาการของกรมวิชาการเกษตรผ่านโครงการศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” ในพื้นที่ของกรม ซึ่งเกษตรกร นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถเข้ามาศึกษาและน้อมนำองค์ความรู้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ได้รับไปปรับใช้กับพื้นที่เกษตรของตนเองได้อย่างเหมาะสม

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2562 กรมฯสานต่อโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” โดยจัด
เตรียมเมล็ดพันธุ์ผักสำหรับแจกจ่ายเกษตรกรในโครงการ 70,000 รายทั่วประเทศ เพื่อนำไปใช้เพาะปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน พึ่งพาตนเองได้ ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน สามารถต่อยอดสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้ต่อไปในอนาคต ซึ่งเมล็ดพันธุ์ผักที่ได้จัดเตรียมไว้ปีนี้ประกอบไปด้วย กวางตุ้งต้น กะเพรา คะน้าใบ พริกขี้หนู แตงกวา ผักบุ้งจีน มะเขือเทศ มะเขือยาว มะละกอ โมโรเฮยะ ถั่วฝักยาว ถั่วเขียว และข้าวโพดเทียน

นำร่องผลิตท่อนพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาว แจกชาวไร่1แสนต้น-สกัดแพร่ระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414729

x

นำร่องผลิตท่อนพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาว แจกชาวไร่1แสนต้น-สกัดแพร่ระบาด

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รศ.สุภาพร กลิ่นคง ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) นักวิจัยเปิดเผยว่า โรคใบขาวอ้อย เป็นโรคที่สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท สาเหตุเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา ซึ่งแพร่กระจายของเชื้อโดยถ่ายทอดติดไปกับท่อนพันธุ์จากต้นหรือตอที่เป็นโรคใบขาว และยังถ่ายทอดเชื้อได้โดยมีแมลงปากดูดพวกเพลี้ยจักจั่นเป็นแมลงพาหะ จากการขยายกำลังผลิตอ้อยโดยเพิ่มพื้นที่ปลูก ทำให้ขาดแคลนท่อนพันธุ์ จึงเกิดการขนย้ายท่อนพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อไฟโตพลาสมาแฝงอยู่ข้ามไปพื้นที่ต่างๆ ส่งผลให้การแพร่ระบาดของโรคใบขาวรวดเร็ว และชาวไร่อ้อยส่วนใหญ่มักเก็บอ้อยที่ปลูกส่งโรงงานไว้ใช้ทำพันธุ์ต่อ ทำให้พื้นที่ปลูกอ้อยระบาดโรคขยายวงกว้างขึ้นทุกปี เกิดการสะสมโรคใบขาวก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงในระยะยาว

การใช้ต้นพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาว จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและผ่านกระบวนการอนุบาลต้นกล้าจนถึงการผลิตต้นอ้อย เพื่อใช้เป็นท่อนพันธุ์ปลอดโรคใบขาวในแปลง การตรวจแปลง และตรวจรับรองแปลงพันธุ์ปลอดโรคใบขาว ร่วมกับควบคุมแมลงพาหะ เพื่อลดการระบาดของโรคใบขาวในแปลง เป็นวิธีป้องกันกำจัดโรคใบขาวอ้อยที่ได้ผลแบบยั่งยืนระยะยาว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตั้งแต่ปี 2559 ในโครงการ“การขยายผลเทคโนโลยีการผลิตต้นพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาว” ใน 2560 เรื่อง “การจัดทำแปลงพันธุ์ขยายอ้อยปลอดโรคใบขาว”และปี 2562 เรื่อง “การส่งเสริมและติดตามเทคโนโลยีการผลิตท่อนพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวแบบประณีตแนวใหม่สำหรับเกษตรกร” ซึ่งผลิตต้นพันธุ์อ้อยปลอดโรค โดยใช้เทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบผลิตพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวได้พัฒนาต่อเนื่อง และปัจจุบันนำมาใช้เป็นรูปธรรม ได้แก่ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออ้อยปลอดโรคใบขาว การขยายพันธุ์อ้อยเชิงอุตสาหกรรมด้วยระบบไบโอรีแอคเตอร์ การอนุบาลต้นกล้าในระบบโรงเรือนกันแมลงการพัฒนาเทคนิคที่มีความไวสูง (sensitivity) มาใช้ตรวจเชื้อไฟโตพลาสมาปริมาณน้อย ในทุกส่วนของต้นอ้อย เช่น เทคนิค PCR : Polymerase chain reaction และเทคนิค LAMP: Loop mediated isothermal amplification

โครงการนำร่องผลิตต้นพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาวนี้ ผลิตอ้อยปลอดโรคใบขาวพันธุ์ขอนแก่น 3 และ LK92-11 รวม 100,000 ต้น นำไปแจกเกษตรกรใช้ปลูกทดแทนอ้อยเป็นโรค และลดพื้นที่ระบาดของโรคใบขาว และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอ้อยปลอดโรคใบขาวให้เจ้าหน้าที่โรงงานน้ำตาลและผู้สนใจนำไปใช้ปลูกขยายพันธุ์ทดแทน และได้รับความรู้เรื่องเทคโนโลยีการผลิตต้นพันธุ์อ้อยปลอดโรคใบขาว และจัดทำแปลงพันธุ์ขยายอ้อยปลอดโรคใบขาว เพื่อให้ได้ผลผลิต ราคาดีส่งผลให้เศรษฐกิจส่งออกน้ำตาลของประเทศดีขึ้น ผู้สนใจติดต่อได้ที่สำนักงานประสานงานชุดโครงการด้านอ้อยและน้ำตาล โทรศัพท์ 09-4931-4114 หรือ 09-4986-2020 หรือ email: kusugarproject@gmail.com

รักษ์เกษตร : ใบไม้ วัสดุการทำปุ๋ยหมักแบบง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414728

x

รักษ์เกษตร : ใบไม้ วัสดุการทำปุ๋ยหมักแบบง่าย

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ใบไม้ที่ร่วงมากมาย จะนำไปใช้ทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอื่นๆ ได้หรือไม่ครับ ขอทราบวิธีทำด้วยครับ

อินทรีย์ นครชัย

อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

คำตอบ

การทำปุ๋ยหมักจากใบไม้ ความคิดความเชื่อที่ผิดๆ การกวาดใบไม้แห้งร่วงลงดินตามฤดูกาลทิ้งไป เอาไปเผาทิ้ง และคิดว่าเป็นที่อยู่ของสัตว์ร้ายมีพิษต่างๆ อีกทั้งยังเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ในหน้าหนาวได้อีกด้วย แต่หารู้ไม่ว่าสามารถเก็บเอามาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ความจริงแล้ว เศษใบไม้ใบหญ้าที่แห้งและกองรวมกันอยู่ที่พื้น เมื่อเวลาผ่านไป จะเกิดการย่อยสลายตามธรรมชาติ จนกลายเป็นฮิวมัสที่มีประโยชน์มากต่อต้นไม้ในบริเวณนั้น แต่การจะรอให้ใบไม้ทั้งหมดย่อยสลายไปเองนั้น ใช้เวลามาก ดังนั้น จะต้องรวบรวมเอาใบไม้มาผ่านกระบวนการ เพื่อให้ได้ฮิวมัสในเวลาที่รวดเร็วมากขึ้น

แนวทางการทำปุ๋ยหมักจากใบไม้ มีดังนี้

1. เตรียมวัสดุอุปกรณ์

1) เศษใบไม้แห้ง จำนวน 100 ส่วน โดยเก็บรวบรวมเอาในพื้นที่นั่นเอง สามารถใช้ได้ทั้งแบบที่แห้ง และแบบที่ยังมีความเปียกชื้นอยู่

2) ปุ๋ยคอกมูลวัว จำนวน 10 ส่วน หาได้ง่าย ราคาถูก และกลิ่นไม่ฉุน

3) น้ำสะอาด

4) ภาชนะที่จะใช้ทำปุ๋ยหมัก ถัง กระสอบ กะละมัง ภาชนะที่ใหญ่เพียงพอ หรือทำบนพื้นดินก็ได้ ถ้าทำบนดิน ต้องทำคอกกั้น และใช้แสลนหรือผ้าตาข่ายทำเป็นกำแพงกั้นโดยรอบ

5) สารเร่งเชื้อจุลินทรีย์ พด.1 จากกรมพัฒนาที่ดิน (ขอรับฟรี) หรือเชื้ออีเอ็ม ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด

2. ขั้นตอนการทำ

1) คลุกเคล้าใบไม้แห้ง ปุ๋ยคอก และสารเร่งเชื้อจุลินทรีย์ หรือเชื้ออีเอ็ม ให้เข้าด้วยกันเสียก่อน (ก่อนใช้ควรปรึกษานักวิชาการเกษตร หรือผู้รู้ในท้องถิ่นเสียก่อน)

2) รดน้ำให้มีความชื้นในระดับที่พอดี ไม่เปียกโชกไป ไม่แห้งเกินไป เพื่อสร้างสภาวะที่ดีให้กับจุลินทรีย์

3) บรรจุลงในภาชนะที่ใช้หมัก หรือนำไปกองรวมบริเวณที่จัดเอาไว้

4) ต้องทำการพลิกกลับกองปุ๋ยในทุกๆ สัปดาห์ เพื่อเติมออกซิเจนให้กับจุลินทรีย์ เป็นการเร่งให้เกิดการย่อยสลายเร็วขึ้น

5) เมื่อพลิกกลับกองปุ๋ยหมักแล้ว ให้รดน้ำเพิ่มเติม โดยรดที่ผิวด้านนอกให้ทั่ว และสังเกตว่า กองปุ๋ยมีความชื้นที่เหมาะสมอยู่เสมอ ทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบ 30 วัน ปุ๋ยก็จะพร้อมใช้งาน

3. ขั้นตอนการสังเกตสภาพปุ๋ย

ปุ๋ยหมักที่พร้อมใช้งาน จะมีลักษณะร่วนซุย สีน้ำตาลเข้มหรือดำ มีอุณหภูมิของปุ๋ยใกล้เคียงกันในทุกส่วนของเนื้อปุ๋ย และกลิ่นไม่ฉุนมาก ก็ให้ถือว่าพร้อมใช้งานแล้ว

4. ขั้นตอนการนำปุ๋ยหมักจากใบไม้ไปใช้งาน

ปุ๋ยจะมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะนำไปใช้งาน ต้องเอาไปตากแดด หรือผึ่งลมให้แห้งสนิทเสียก่อน โดยปูผ้าใบแล้ว เทปุ๋ยลงไป ใช้จอบเกลี่ยให้ปุ๋ยกระจายตัวออกเป็นชั้นบางๆ หมั่นมาพลิกกลับให้โดนแดดโดยทั่วกัน ทำแบบนี้ 2 วัน ปุ๋ยจะแห้งสนิท และนำไปใช้งานได้

การใส่ปุ๋ยหมัก จะให้ได้ประโยชน์จริงๆ ไม่ควรโรยปุ๋ยไว้ที่หน้าดิน ให้โรยปุ๋ย แล้วพรวนดินซ้ำจนปุ๋ยคลุกลงไปในชั้นดิน ธาตุอาหารที่สำคัญจะได้ไม่ระเหยไป การปลูกพืชจะให้ได้ผลดี ควรมีการผสมผสานทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ตามคำแนะนำของทางราชการ นะครับ

นาย รัตวิ

กรมประมงประกวดวาดภาพ ‘ปลากัดไทย’สัตว์น้ำประจำชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414726

x

กรมประมงประกวดวาดภาพ ‘ปลากัดไทย’สัตว์น้ำประจำชาติ

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมประมงเชิญชวนเยาวชนไทยที่ศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ส่งผลงานภาพวาดเข้าประกวด หัวข้อ “ปลากัดไทย(Siamese Fighting Fish) สัตว์น้ำประจำชาติ” โดยแบ่งการประกวดออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น 1 – 3 นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 4 – 6 และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 1 – 3

สำหรับกติกาส่งภาพวาดเข้าประกวดหัวข้อ “ปลากัดไทย (Siamese Fighting Fish) สัตว์น้ำประจำชาติ” ประกอบด้วย  1. ภาพวาดที่สมบูรณ์ ขนาด 15 x 22 นิ้ว ลงบนกระดาษ 100 ปอนด์ (ไม่มีกรอบต้องเป็นภาพแนวนอนเท่านั้น) พร้อมชื่อผลงานและความหมาย โดยผู้เข้าประกวดสามารถเลือกใช้สีและเทคนิคการวาดภาพได้ตามความถนัดของตน ไม่จำกัดเทคนิคที่ใช้ เช่น สีน้ำ สีเทียน ดินสอสี สีอะคริลิค สีน้ำมัน ดินสอดำ (แกรไฟต์) ฯลฯ 2.ภาพวาดที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือของผู้เข้าประกวดเอง ไม่ได้คัดลอก ทำซ้ำหรือลอกเลียนแบบงานของผู้อื่น เป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ไม่เคยผ่านการเสนอขาย ตีพิมพ์หรือส่งเข้าประกวดในโครงการใดมาก่อน ไม่เคยเผยแพร่ในสื่อทุกประเภท และต้องไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น 3.ผลงานที่ส่งเข้าประกวดถือเป็นลิขสิทธิ์ของกรมประมง 4.การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด และนำภาพที่ได้รางวัลนำไปจัดแสดงภายในงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 31 ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2562 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จังหวัดปทุมธานี 5. ประกาศผลการตัดสินการประกวด วันที่ 26 มิถุนายน 2562 ทาง www.fisheries.go.th และ www.facebook.com/กลุ่มเทคโนโลยีโสตทัศนูปกรณ์และสื่อสิ่งพิมพ์

โดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศทุกประเภท จะได้เข้ารับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 31 พร้อมเงินรางวัล  15,000 บาท / รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน 5,000 บาท / รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 4,000 บาท  และรางวัลชมเชย 2,000 บาท จำนวน 3 รางวัล

ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าประกวด Download ใบสมัครได้ที่กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์www.fisheries.go.th หรือส่งผลงานได้ด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ ได้ที่ กรมประมง สำนักงานเลขานุการกรม ชั้น 1 อาคารจุฬาภรณ์ (วงเล็บมุมซอง : กลุ่มเทคโนโลยีโสตทัศนูปกรณ์และสื่อสิ่งพิมพ์) โดยเปิดรับผลงานตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2562 (ถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2579-8975 ในวันและเวลาราชการ

ไต้หวันยอมเปิดตลาดรับมังคุดไทย ลอตแรกกค.กว่า65ตันมูลค่า10ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414576

x

ไต้หวันยอมเปิดตลาดรับมังคุดไทย l ลอตแรกกค.กว่า65ตันมูลค่า10ล.

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มังคุดเป็นผลไม้ที่เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติโดยเฉพาะไต้หวัน ที่ผ่านมาไต้หวันนำเข้ามังคุดจากไทยเป็นอันดับต้นๆ อย่างไรก็ตาม เดือนพฤษภาคม 2546 สำนักงานกักกันและตรวจสอบสุขอนามัยพืชและสัตว์ไต้หวันออกประกาศห้ามนำเข้ามังคุดจากไทยไปจำหน่ายที่ไต้หวัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 ด้วยเหตุผลมังคุดเป็นพืชอาศัยของแมลงวันผลไม้ ซึ่งเป็นศัตรูพืชกักกันของไต้หวัน 4 ชนิด ได้แก่ Bactrocera carambolae, B. papayae, B. correcta และ B. zonata

หลังไต้หวันยกเลิกนำเข้ามังคุดจากไทย กรมวิชาการเกษตรเสนอวิธีจัดการความเสี่ยงต่อการป้องกันและ
กำจัดแมลงวันผลไม้ให้ไต้หวันพิจารณาหลายวิธี โดยไต้หวันยอมรับวิธีอบไอน้ำปรับสภาพความชื้นสัมพัทธ์ที่อุณหภูมิ
46 องศาเซลเซียส นาน 58 นาที ก่อนส่งออก

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปี 2560 เจ้าหน้าที่ด้านกักกันพืชของไต้หวันเดินทางมาร่วมทำการทดลองวิจัยด้วยวิธีอบไอน้ำกับเจ้าหน้าที่กักกันพืชของไทย ผลทดลองพบว่าวิธีการดังกล่าวกำจัดระยะไข่ของแมลงวันผลไม้ตายได้หมดสิ้น ไต้หวันจึงจัดส่งร่างเงื่อนไขนำเข้าผลมังคุดสดส่งออกจากไทยไปไต้หวันให้ฝ่ายไทยพิจารณา ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีหนังสือตอบรับร่างเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว  โดยทุกครั้งที่จะส่งออก ไต้หวันจะส่งเจ้าหน้าที่กักกันพืชของไต้หวันมาปฏิบัติงานร่วมตรวจสอบกระบวนการอบไอน้ำกับเจ้าหน้าที่กักกันพืชของไทย เพื่อควบคุมการส่งออกมังคุดให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยจะเริ่มส่งออกมังคุดสดลอตแรกได้ประมาณเดือนกรกฎาคม  คาดว่าปี 2562 ไต้หวันจะนำเข้ามังคุดจากไทยไม่ต่ำกว่า 65 ตัน คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

“เรื่องนี้ถือเป็นข่าวดีที่กรมวิชาการเกษตรเปิดตลาดส่งออกมังคุดไปไต้หวันได้อีกครั้ง หลังไต้หวันยกเลิกนำเข้ามังคุดจากไทยมานานกว่า 15 ปี จึงขอแจ้งให้ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกมังคุดสดไปไต้หวันส่งข้อมูลโรงงานอบไอน้ำให้กรมจัดส่งให้ไต้หวันพิจารณาล่วงหน้า รวมทั้งผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกมังคุดไปไต้หวัน แต่ไม่มีโรงงานอบไอน้ำ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยการกักกันพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2940-6770  ต่อ 141,142” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

กษ.จัดยิ่งใหญ่‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414575

x

กษ.จัดยิ่งใหญ่‘วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ’

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าวกำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2562 ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2562 ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน ที่กรมการข้าว กทม. ภายใต้แนวคิด “ชาวนายุคใหม่ พัฒนาข้าวไทย ก้าวไกลสู่สากล” โดยกรมได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานพิธีเปิดงาน วันพุธที่ 5 มิถุนายน ซึ่งในวันนี้เป็นวันสำคัญของชาวนาไทย โดยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 พร้อมพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จฯทอดพระเนตรการทำนา ที่อ.บางเขน และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เอง ที่แปลงนาหลังตึกขาว เกษตรกลางบางเขน จึงถือเป็นวันที่เป็นสิริมงคลต่อวงการข้าวและชาวนาไทย และด้วยเหตุผลความสำคัญดังกล่าว คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปีเป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ที่ทรงให้ความสำคัญต่อกิจการด้านข้าวมาตลอดและให้ความสำคัญต่อข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารหลักของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้ประชาชนเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ

การจัดงานครั้งนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทั้งรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณด้านข้าวและชาวนาของไทย รวมไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ด้านข้าวให้เกษตรกรที่เข้าร่วมงานได้รับทราบและนำไปประยุกต์ใช้

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว ในฐานะโฆษกกรมการข้าวเผยว่า กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จัดแสดงพันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 พันธุ์ จัดแสดงพันธุ์ข้าว กข43 ข้าวทนแล้ง ผลงานนวัตกรรมข้าวต่างๆ การเชื่อมโยงตลาดและการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมแข่งขันชิมข้าว“แฟนพันธุ์แท้ข้าว” แข่งปิ้งข้าวเกรียบว่าวโบราณ รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมด้านข้าวอีกด้วย

รายงานพิเศษ : จากทุ่งบางระกำสู่‘บางพลวงโมเดล’ แก้ปัญหาน้ำตามศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414581

รายงานพิเศษ : จากทุ่งบางระกำสู่‘บางพลวงโมเดล’  แก้ปัญหาน้ำตามศาสตร์พระราชา

รายงานพิเศษ : จากทุ่งบางระกำสู่‘บางพลวงโมเดล’ แก้ปัญหาน้ำตามศาสตร์พระราชา

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภายหลังกรมชลประทานบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น้อมนำ“ศาสตร์พระราชา” เรื่องแก้มลิงมาใช้ป้องกันแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยดำเนินโครงการปรับการเพาะปลูกข้าวทุ่งบางระกำ หรือโครงการบางระกำโมเดล ประสบผลสำเร็จต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการมากขึ้น สามารถเพิ่มพื้นที่ได้ถึง 382,000 ไร่ รองรับน้ำหลากได้ 550 ล้านลบ.ม. พร้อมทั้งขยายโครงการมาดำเนินการในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาใต้ จ.นครสวรรค์ 12 ทุ่ง ประมาณ 1.15 ล้านไร่ รับน้ำหลากได้ถึง 1,533 ล้าน ลบ.ม.

ผลดีจากการดำเนินโครงการดังกล่าว นอกจากใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติรองรับน้ำหลากไม่ให้ท่วมพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญๆแล้ว ยังส่งผลให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนเกิดน้ำท่วมน้ำหลาก ไม่เกิดความเสียหาย ในช่วงที่มีน้ำอยู่ในทุ่งยังทำอาชีพประมงเป็นรายได้เสริม นอกจากนี้ การพักนาทำให้เกิดปุ๋ยอินทรีย์อย่างดี ข้าวที่ปลูกมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง เพราะใช้ปุ๋ยน้อยลง ลดค่าใช้จ่าย เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสั่งการให้กรมชลประทานนำ “บางระกำโมเดล”ไปขยายผลดำเนินโครงการในพื้นที่อื่นที่ประสบปัญหาลักษณะใกล้เคียงกัน และมีแหล่งน้ำต้นทุนเพียงพอ ซึ่งกรมชลประทานพิจารณาเบื้องต้นพบว่า มีพื้นที่มีลักษณะที่จะขยายผลได้คือ พื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ และพื้นที่ทุ่งบางพลวง จ.ปราจีนบุรี

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าในส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนลำปาว กรมศึกษาแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมไว้ 2 กรณีคือ เปิดพื้นที่ให้รับน้ำนองเช่นเดียวกับบางระกำโมเดล โดยปล่อยน้ำให้เกษตรกรทำนาและเก็บเกี่ยวให้เสร็จก่อนน้ำหลาก เมื่อถึงเดือนกันยายนจึงปล่อยให้เป็นพื้นที่เก็บน้ำได้ประมาณ 16 ล้านลบ.ม. แต่แนวทางนี้ยังมีเกษตรกรบางส่วนไม่พร้อมดำเนินการ จึงเสนออีกแนวทางหนึ่งคือ การขุดลอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำออกจากที่ลุ่มต่ำได้ภายใน 2 อาทิตย์ หรือทำพนังกั้นน้ำโอบป้องกันน้ำเข้าท่วมเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมที่นี่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ประกอบกับหลังเพิ่มความจุให้เขื่อนลำปาว ทำให้เก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 500 ล้าน ลบ.ม. รวมไปถึงการคาดการณ์ที่แม่นยำของกรมอุตุนิยมวิทยา ทำให้วางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าได้

นอกจากนี้ ในอนาคตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว มีแผนปรับปรุงระบบส่งน้ำระยะทางรวมกว่า 600 กิโลเมตร เป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระจายน้ำให้ได้รวดเร็วและทั่วถึงเต็มพื้นที่ชลประทานที่มีอยู่มากกว่า 300,000 ไร่ ซึ่งระบบกระจายน้ำที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้มีต้นทุนน้ำสมบูรณ์พอแม้ในฤดูแล้ง และเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

ส่วนพื้นที่ทุ่งบางพลวง กลับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะขยายผลบางระกำโมเดลได้ ล่าสุดกรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางพลวง นำโครงการบางระกำโมเดลมาขยายผลดำเนิน โครงการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางพลวง เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย หรือ“บางพลวงโมเดล” โดยบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มหน่วยงานฝ่ายปกครอง และกลุ่มหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ

“ทุ่งบางพลวง”เป็นพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในเขตชลประทาน ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำปราจีนบุรีต่อเนื่องถึงแม่น้ำบางปะกง เนื้อที่ประมาณ 499,000 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มต่ำครอบคลุม 4 อำเภอ ของจ.ปราจีนบุรี ได้แก่ อ.เมือง อ.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมโหสถ และอ.บ้านสร้าง รวมถึง 3 อำเภอของจ.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ อ.บางคล้า อ.ราชสาส์น และอ.พนมสารคาม

ในอดีตพื้นที่ทุ่งบางพลวงจะประสบปัญหาอุทกภัยเป็นประจำ ทำให้ผลผลิตการเกษตรเสียหาย
กรมแก้ปัญหาด้วยการปรับปรุงพื้นที่โครงการ สร้างคันกั้นน้ำริมแม่น้ำปราจีนบุรีต่อเนื่องแม่น้ำบางปะกง และสร้างประตูระบายน้ำบริเวณคลองสายหลักที่เชื่อมต่อแม่น้ำ ช่วยเกษตรกรให้ทำกิจกรรมการเกษตรในทุ่งบางพลวงได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาดังกล่าวพบว่าช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนของทุกปีเป็นช่วงใกล้เก็บเกี่ยวข้าว เมื่อปิดประตูระบายน้ำ ปริมาณน้ำจะไม่ไหลบ่าเข้าทุ่งได้ จึงไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรอื่น รวมไปถึงชุมชนริมแม่น้ำในอ.ศรีมหาโพธิ์ อ.บ้านสร้าง และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในอ.เมืองปราจีนบุรี ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี

 

 

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การแก้ปัญหาระยะยาว กรมมีแนวคิดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางพลวงเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยจ.ปราจีนบุรี หรือ“บางพลวงโมเดล”ลักษณะที่คล้ายโครงการบางระกำโมเดล เพื่อให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนน้ำหลาก จากนั้นจะใช้เป็นทุ่งรับน้ำหลาก โดยต้องปรับปฏิทินการเพาะปลูกพืช (crop pattern)ใหม่ เป็นเริ่มเตรียมแปลงภายในเดือนเมษายนและเก็บเกี่ยวให้เสร็จกลางเดือนสิงหาคม ก่อนฤดูน้ำหลากจะมา

“ช่วงเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กรมชลประทานส่งน้ำสนับสนุนการเตรียมแปลงปลูกข้าวให้เกษตรกรพื้นที่นำร่อง เขตอ.ศรีมหาโพธิ 3 ตำบลคือ ต.หาดยาง ต.กระทงยาม ต.บางกุ้ง โดยการ สนับสนุนน้ำประมาณ 6.4 ล้านลบ.ม. ในพื้นที่การเกษตรปลูกข้าวประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งแนวทางนี้ เป็นการแก้ปัญหาให้เกษตรกรและชุมชนไม่เกิดความเสียหายทั้งสองกลุ่ม (win-win) ตลอดจนช่วยลดความขัดแย้ง ลดความเสียหายต่อผลผลิต และช่วยแก้ปัญหาอุทกภัยจ.ปราจีนบุรีอีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

หากการดำเนินโครงการบางพลวงโมเดลในพื้นที่นำร่องดังกล่าวประสบผลสำเร็จจะขยายผลไปพื้นที่อื่นของทุ่งบางพลวง ซึ่งมีพื้นที่ที่มีศักยภาพดำเนินโครงการได้ 200,000 ไร่ ต้องใช้น้ำสำหรับเตรียมแปลงประมาณ 64 ล้าน ลบ.ม.

ในอนาคตเพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพยั่งยืน กรมชลประทานมีแผนที่ดำเนิน“โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านวังชัน”เป็นอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี ช่วยผันน้ำเข้าทุ่งบางพลวง เพื่อสนับสนุนการเกษตรและแก้ปัญหาอุทกภัยในจ.ปราจีนบุรี

“บางพลวงโมเดล” จะประสบสำเร็จเหมือน “บางระกำโมเดล” หรือไม่….สิ้นฤดูฝนปีนี้มีคำตอบ