รายงานพิเศษ : กษ.เชื่อมไปรษณีย์ไทยทำตลาดอี-มาร์เก็ต ส่งสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เกรดพรีเมียมตรงถึงผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415152

รายงานพิเศษ : กษ.เชื่อมไปรษณีย์ไทยทำตลาดอี-มาร์เก็ต  ส่งสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เกรดพรีเมียมตรงถึงผู้บริโภค

รายงานพิเศษ : กษ.เชื่อมไปรษณีย์ไทยทำตลาดอี-มาร์เก็ต ส่งสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เกรดพรีเมียมตรงถึงผู้บริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ทำการตลาด e –market ขายสินค้าเกษตรแปลงใหญ่เกรดพรีเมี่ยมทั้งผลผลิตสดและแปรรูป บนเว็บไซต์ Thailandpostmart.com โดยไปรษณีย์ไทยจะเป็นสื่อกลางในการขนส่งสินค้าเกษตรถึงผู้บริโภคภายใน 24 ชั่วโมง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำการผลิต”  ซึ่งส่งเสริมการตลาดด้วยการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์ เพื่อผลักดันสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพภายใต้การปฏิบัติงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร ของกรมส่งเสริมการเกษตร

โดยในปี 2562 จะมีการนำร่องผลไม้เกรดพรีเมี่ยมจากระบบส่งเสริมการเกษตร แบบแปลงใหญ่  อาทิเช่น ชมพู่ ทุเรียน มังคุด ลำไย ลองกอง ลิ้นจี่ ส้มโอ และสับปะรด มาจำหน่ายออนไลน์ บนแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ต (e-Market) THAILANDPOSTMART.COM ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

สำหรับสินค้าเกษตรคุณภาพจากระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในขณะนี้ มีจำหน่ายแล้วจำนวน 2 รายการ คือ ชมพู่เพชรสายรุ้ง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชมพู่เพชรสายรุ้ง จังหวัดเพชรบุรี และทุเรียนหมอนทอง ของสมาชิกแปลงใหญ่ทุเรียน จังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ยังมีแผนการนำสินค้าคุณภาพชนิดอื่นมาจำหน่ายต่อไป ได้แก่ มังคุด ของแปลงใหญ่มังคุดเขาคิชกูฏ จังหวัดจันทบุรี ลำไย ของแปลงใหญ่ลำไยจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่ ลิ้นจี่ จากแปลงใหญ่ จังหวัดพะเยา รวมถึง ลองกอง ส้มโอ และสับปะรด ซึ่งคาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือน กรกฎาคม – สิงหาคมนี้ นอกจากนี้ ในปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรมีสินค้าแปรรูปจากวิสาหกิจชุมชนจำหน่ายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์มากกว่า 10 วิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีสินค้าเกษตรมากกว่า 40 รายการ ผู้สนใจซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพ ที่ได้รับการส่งเสริมโดยกรมส่งเสริมการเกษตร สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ในเว็บไซต์ THAILANDPOSTMART.COM โดยค้นหาด้วยคำว่า ‘กรมส่งเสริมการเกษตร’

กรมฯ มุ่งเป้านโยบายตลาดนำการผลิต ตอบรับตลาดออนไลน์ เชื่อมไปรษณีย์ไทย เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ ผ่านไปรษณีย์ทั่วประเทศ โดยในปีนี้มีกลุ่มแปลงใหญ่ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรสู่การจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปแบบออนไลน์ กว่า 30 กลุ่มแปลงใหญ่ มีสินค้าทั้งผลผลิตสดและแปรรูป เช่น กล้วยไม้ ทุเรียน แคนตาลูป มะม่วง ทุเรียนป่าละอู มะพร้าวแปรรูป กาแฟ ผลิตภัณฑ์จากพริกไทย หัตถกรรม ข้าว ส้มโอบรรจุ ผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสง มะม่วงกวน ฝรั่ง อโวคาโด ส้มเขียวหวาน กล้วยไข่ ส่วนในเดือนพฤษภาคมนี้ เป็นช่วงที่ลิ้นจี่ออกผลผลิต กรมฯจึงได้ส่งเสริมในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตลิ้นจี่ห่อเกรดพรีเมี่ยมของแปลงใหญ่ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา จำนวน 4 แปลงใหญ่ ที่มีการควบคุมคุณภาพด้วยการ “ห่อช่อผลลิ้นจี่” และทำการตรวจสอบคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ การขนส่งจนถึงมือผู้บริโภค

สำหรับ “ลิ้นจี่ห่อ” เป็นการนำนวัตกรรม “ห่อช่อผลลิ้นจี่” ด้วยกระดาษคาร์บอนสีขาว สามารถช่วยป้องกันโรคแมลงและหนอนเจาะขั้วผล ลดการใช้สารเคมี ป้องกันผลแตกร่วง ทำให้สีสวย รสชาติอร่อยหอมหวาน และที่สำคัญลิ้นจี่ห่อผลจะทำให้ผลผลิตโตสม่ำเสมอ รสชาติดี  มีกลิ่นหอม เป็นสินค้าเกษตรปลอดภัยที่ผู้บริโภคมั่นใจ และปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ผลิต ขณะที่ ไปรษณีย์ไทย แจ้งว่าได้มีการนำรถควบคุมอุณหภูมิในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับลิ้นจี่ที่สด ใหม่ และมีคุณภาพ ประชาชนที่สนใจสามารถสั่งซื้อลิ้นจี่ห่อเกรดพรีเมี่ยมได้แล้ว ณ ที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดทั่วประเทศ

สศก.คาดการณ์สินค้าเกษตรครึ่งปีหลัง2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415148

x

สศก.คาดการณ์สินค้าเกษตรครึ่งปีหลัง2562

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์สินค้าเกษตรช่วงครึ่งปีหลังว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2562 นับเป็นช่วงที่จะมีผลผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิดออกมาปริมาณมากกว่าช่วงครึ่งปีแรก คิดเป็นสัดส่วนจีดีพีเกษตรครึ่งปีหลังอยู่ที่ 50% โดยสินค้าสำคัญได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา สับปะรดโรงงาน ลำไย สุกรและกุ้ง

สำหรับข้าวนาปี ปี 2562/63 ผลผลิตครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีปริมาณ 24.58 ล้านตันข้าวเปลือก โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากเดือนพฤศจิกายน ประมาณ 16.02 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 62.08% ของผลผลิตข้าวนาปีทั้งหมด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีผลผลิต 4.22 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 4.16 ล้านตันในช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากและกระจุกตัวช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ประมาณ 3.29 ล้านตัน คิดเป็น 64.33% ของผลผลิตรวมทั้งประเทศ ยางพารา เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลังเป็นช่วงเปิดกรีดยางทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากประมาณ 3.51 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 71.21% ของผลผลิตรวมทั้งประเทศเพิ่มจาก 3.36 ล้านตัน ในปี 2561 สับปะรดโรงงาน ผลผลิตออกสู่ตลาดมากช่วงแรกคือ เดือนเมษายน-มิถุนายน ประมาณ 571,798 ตัน และเดือนตุลาคม-ธันวาคม ประมาณ 519,154 ตัน ลำไยคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาด 776,260 ตัน โดยออกมากที่สุดเดือนสิงหาคมปริมาณ 249,220 ตัน หรือคิดเป็น 23.33% ของผลผลิตทั้งหมด สุกรคาดว่าจะมีผลผลิตสุกรประมาณ 11.64 ล้านตัว ลดลงจาก 13.69 ล้านตัว ช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยผลผลิตสุกรมีผลผลิตออกสู่ตลาดใกล้เคียงกันตลอดทั้งปี กุ้งช่วงครึ่งปีหลังมีปริมาณ 187,588 ตัน คิดเป็น 58.81% ของผลผลิตกุ้งทั้งหมด ซึ่งผลผลิตเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 14.88%

สินค้าที่มีแนวโน้มราคาดีช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาที่เกษตรกรขายได้ (ม.ค.-เม.ย.) ณ ความชื้น 14.5% เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 8.33 บาท จึงคาดว่าช่วงครึ่งปีหลังราคายังคงอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากความต้องการใช้ในประเทศเพิ่มขึ้น สับปะรดโรงงาน เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ตลาดต้องการเพิ่มขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ตลาดต่างประเทศจะปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ราคาส่งออกช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดว่าราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์กิโลกรัมละ 5-6 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกที่ขายได้กิโลกรัมละ 4.39 บาท

ทั้งนี้ สศก.คาดว่าแนวโน้มจีดีพีเกษตรปี 2562 อาจลดลงจากที่คาดการณ์ไว้เมื่อช่วงต้นปีอยู่ที่ 2.5- 3.5% เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้อุณหภูมิค่าเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าค่าปกติ ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าปีที่ผ่านมา และหากมีฝนทิ้งช่วงจะยิ่งส่งผลต่อแผนการผลิตหรือปฏิทินการเพาะปลูกของเกษตรกรได้ ตลอดจนปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ราคาน้ำมันดิบผันผวน อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทั้งหมดเป็นปัจจัยต่อผลผลิตสินค้าเกษตรและมูลค่าจีพีดีเกษตรในภาพรวมทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ขอให้เกษตรกรติดตามข้อมูลสภาพอากาศ วางแผนการผลิตพืชให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี สามารถเข้าร่วมโครงการประกันภัยข้าวนาปี กับธ.ก.ส. เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น

ซอกแซกอาเซียน : 23 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415151

566101

ซอกแซกอาเซียน : 23 พฤษภาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ฉบับนี้ผมขอสลับฉาก ด้วยการเล่าถึงการประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ หรือ APTERR Council และคงจะสาธยายรายละเอียดของจัดประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งนับเป็นการประชุมครั้งที่ 7 ที่เพิ่งจัดเสร็จไปไม่นานมานี้ คือ เมื่อวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2562ที่ประเทศมาเลเซีย ครับ

เคยเล่าแบบคร่าวๆ ไปแล้วว่า แอปเตอร์จะบริหารภายใต้การกำหนดนโยบาย ควบคุม กำกับ โดยประเทศสมาชิก 13 ประเทศ โดยมีคณะมนตรีซึ่งประกอบด้วยผู้แทนระดับสูงของแต่ละประเทศ ของไทยเราผู้แทนคือ ท่านเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่อนุเคราะห์ให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ตั้งอยู่นี่แหละครับ ดังนั้น จึงมีการกำหนดในระเบียบแอปเตอร์ว่าด้วยคณะมนตรีแอปเตอร์ คือ จะต้องมีการประชุมคณะมนตรีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยหมุนเวียนเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพจัดตามลำดับตัวอักษร เอ ถึงแซด ครั้งที่เพิ่งจัดเสร็จไปข้างต้น มีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ ส่วนปีที่แล้วก่อนนี้ สปป.ลาว เป็นเจ้าภาพ การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมกำหนดให้เจ้าภาพต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการจัดงาน ยกเว้นค่าเดินทางของผู้แทนจากประเทศผู้เข้าร่วม และค่าโรงแรมที่พัก ส่วนสำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็จะเป็นฝ่ายจัดเตรียมเอกสารการประชุม จัดระเบียบวาระการประชุม การดำเนินการประชุม การสรุปผลการประชุม เป็นต้น

ในการเตรียมการต่างๆ ฝ่ายเลขานุการฯ มีหน้าที่ประสานงานและให้คำแนะนำแก่ประเทศเจ้าภาพ และออกหนังสือเชิญสมาชิกไปเข้าร่วมประชุม ระเบียบวาระการประชุมโดยทั่วไปจึงคล้ายๆ กันในทุกครั้ง โดยสาระสำคัญ คือ การขออนุมัติแผนงานและงบประมาณประจำปี การรายงานความก้าวหน้าของการบริหารจัดการกองทุนแอปเตอร์ การรายงานผลการดำเนินการในรอบปี พร้อมตอบข้อสงสัยของสมาชิก และประเด็นที่สำคัญอื่นๆ ที่มีในแต่ละช่วงเวลา แล้วจบลงที่หาเจ้าภาพที่จะจัดครั้งต่อไป

การประชุมคณะมนตรีนี้ เป็นภารกิจสำคัญมากของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่หลักซึ่งก็คือการนำข้าวไปบริจาค ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพ ถือเป็นเกียรติอย่างสูง ดังนั้น จึงพยายามจัดอย่างดี ให้เป็นหน้าเป็นตา เป็นศรีสง่าของประเทศเจ้าภาพ สถานที่ในการประชุมมักเป็นสถานที่ที่มีความสะดวกสบายเพื่อให้การจัดประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่นมีการจัดเลี้ยงรับรองดีและการแสดงซึ่งส่วนมาก จะเน้นศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ การรับส่งสนามบินต้องไม่บกพร่อง ตลอดจนการพาไปดูงานที่น่าประทับใจ ภารกิจข้างต้นเป็นหน้าที่ของเจ้าภาพ จึงต้องจัดคณะเจ้าหน้าที่ ซึ่งทั้งหมดมาจากกระทรวงเกษตรฯ มาอำนวยความสะดวกร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่ของฝ่ายเลขานุการฯ

การจัดประชุมที่มาเลเซียครั้งนี้ มีวาระพิเศษอยู่เรื่องหนึ่ง คือ การพิจารณาต่ออายุของผม ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ทั้งนี้เพราะระเบียบแอปเตอร์กำหนดให้ผู้จัดการทั่วไป ดำรงตำแหน่งได้คราวละ 3 ปี และสามารถต่อได้อีกเพียง 1 สมัย 3 ปี โดยการเห็นชอบของคณะมนตรี ถึงตรงนี้ขอเสริมในเรื่องระเบียบการลงมติของสภามนตรีสักนิดครับ คือ แอปเตอร์ใช้ระบบฉันทามติ หมายถึงการลงมติในเรื่องใดก็แล้วแต่ สมาชิกต้องเห็นด้วยทุกคนทั้ง 13 ประเทศ หรือที่มาประชุม หากค้านเพียงเสียงเดียว ก็ถือว่าเรื่องนั้นไม่ผ่าน ระบบการลงคะแนนเสียงแบบนี้ต่างจากระบบของสหประชาชาติ ซึ่งถือเอาเสียงข้างมากเป็นฝ่ายชนะ ตอนแรกผมก็งงๆ ถึงเจตนารมณ์ของระบบฉันทามติว่า ทำไมต้องเห็นชอบร่วมกันทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะคงต้องยุ่งยากมากแน่นอน ที่กว่าคนทั้งหมดจะเห็นตรงกันได้ และน่าจะทำให้งานต่างๆ เดินไปแบบไม่ราบรื่นเป็นแน่แท้ แต่จากที่ใคร่ครวญและสังเกตจากที่ประสบด้วยตนเอง จึงเข้าใจแล้วว่า เจ้าระบบฉันทามตินี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรวมกันเป็นองค์กรแบบสมัครใจ ฉะนั้น เอาไว้ฉบับหน้ามาว่าต่อครับ

‘องคมนตรี’ติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 14 แห่ง ภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415246

'องคมนตรี'ติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 14 แห่ง ภาคใต้

‘องคมนตรี’ติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 14 แห่ง ภาคใต้

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 20.10 น.

“รองอธิบดีกรมชลฯ ต้อนรับองคมนตรี ติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 14 แห่ง ภาคใต้ ให้แล้วเสร็จตามกำหนดแก้ปัญหาน้ำแล้ง-ท่วมจ.ตรัง”

22พ.ค.นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน ให้การต้อนรับ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตพื้นที่ภาคใต้ ครั้งที่ 3/2562

 

 

โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมพระยารัษฎา ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดตรัง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ในการนี้องคมนตรีได้ติดตามขับเคลื่อนการทำงานและรับฟังสรุปภาพรวมการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 14 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อน/สนับสนุนงบประมาณไปแล้ว จำนวน 7 โครงการ และโครงการที่ติดปัญหา/ต้องขับเคลื่อน 7 โครงการ โอกาสนี้ รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน ได้รายงานถึงความก้าวหน้า ผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค ที่เกิดขึ้นในเเต่ละโครงการ เพื่อดำเนินการเร่งรัด ขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้ ผ่านการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจรวมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลโครงการให้กับราษฏร์ในพื้นที่ต่อไป

 

 

จากนั้นในช่วงบ่าย พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี พร้อมคณะฯ ได้เดินทางมายังโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยต่อน้อย อันเนื่องมาจากพระราชดําริ โดยมีนายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน บรรยายสรุปผลการดำเนินงานของโครงการ สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยต่อน้อย อันเนื่องมาจากพระราชดําริ เป็นโครงการขนาดกลาง มีแผนดำเนินงาน 2 ปี โดยโครงการตั้งอยู่ที่ ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ลักษณะเป็นเขื่อนดิน ประเภทแบ่งโซน (Zone Dam) ขนาดความจุที่ระดับเก็บกัก 0.40 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมอาคารระบายน้ำล้น (Spillway) มีระบบส่งท่อน้ำความยาวรวม 12.50 กิโลเมตร ดำเนินการเพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนกิจกรรมการอุปโภค–บริโภคของราษฎร ตําบลไม้ฝาด โดยสามารถส่งน้ำช่วยเหลือราษฎร ประมาณ 2,700 ครัวเรือน ประชากรจํานวน 8,100 คน ได้อย่างเพียงพอตลอดปี

อธิบดีกรมข้าวจ่อขึ้นทะเบียนจีไอข้าว4สายพันธุ์ ชี้กระแสตลาดตอบรับดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415210

อธิบดีกรมข้าวจ่อขึ้นทะเบียนจีไอข้าว4สายพันธุ์ ชี้กระแสตลาดตอบรับดี

อธิบดีกรมข้าวจ่อขึ้นทะเบียนจีไอข้าว4สายพันธุ์ ชี้กระแสตลาดตอบรับดี

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 18.50 น.

“อธิบดีกรมข้าว จ่อขึ้นทะเบียนจีไอ ข้าว 4 สายพันธุ์เฉพาะถิ่น ชี้กระแสตลาดตอบรับดี เทียบข้าวสังข์หยด พัทลุง พร้อมลุยขยายพันธุ์ข้าวชัยนาท62 เกือบ2หมื่นไร่ ป้อนตลาดต่างประเทศต้องการกว่า1ล้านตัน ยันไม่ส่งเสริมปลูกข้าวหอมพวง เสี่ยงโรคระบาดได้ง่าย”

22 พ.ค.นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้รับรองข้าว5สายพันธุ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวงร.10 ซึ่งจะมีพันธุ์ข้าว กข 79 ได้ตั้งชื่อเป็นข้าวพันธุ์ชัยนาท62 ส่วนอีก4สายพันธุ์เป็นข้าวเฉพาะถิ่น จึงไม่ได้เปลี่ยนชื่อ คือข้าวมะลิดำหนองคาย62 เหมาะปลูกพื้นที่ภาคอีสานข้าวขะสอ 62 เหมาะปลูกบนพื้นที่สูง ข้าวเจ้าเม็ดฝ้าย62 เหมาะปลูกภาคใต้ พื้นที่สภาพไร่ สวนปาล์ม สวนยาง และข้าวหอมใบเตย ปลูกพื้นที่ภาคกลาง ขยายเชิงเศรษฐกิจส่งออกได้

“4สายพันธุ์เป็นพันธุ์เฉพาะถิ่น กรมการข้าว จะเร่งดำเนินการส่งขึ้นทะเบียนจีไอ ในลักษณะเด่นของพันธุ์ข้าวที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ กับ กระทรวงพาณิชย์ คล้ายกับ ข้าวสังข์หยด จ.พัทลุง เมื่อผลักดันเป็นสินค้าจีไอ ทำให้เปิดตัวออกสู่ตลาดได้ดียิ่งขึ้น”นายประสงค์ กล่าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่าสำหรับข้าวพันธุ์ชัยนาท62 หรือ กข 79 เป็นการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวเจ้าให้มีลักษณะพื้นนุ่ม ต้านทานโรคได้ดี และมีผลผลิตสูง 800กก.-1.2 พันกก.ต่อไร่ ซึ่งตลาดต่างประเทศกำลังต้องการมากประมาณ1ล้านตัน ในปีนี้จะกระจายเมล็ดพันธุ์ลงแปลงฤดูนาปี 9 พันไร่ จ.สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และบางจังหวัดในภาคใต้ ขณะนี้เริ่มปลูกแล้ว และปลูกอีก1หมื่นไร่ ฤดูนาปรัง

“ชาวนา จ.สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และภาคใต้ เริ่มปลูกแล้ว ข้าวพันธุ์ชัยนาท 62 หรือ กข.79 ข้าวพื้นนุ่ม กรมจึงรับรองพันธุ์มาขยายการส่งเสริม และจะต้องหาตลาดรองรับด้วย โดยร่วมมือกับผู้ส่งออก โรงสี และชาวนา จากแผนเดิมใช้เวลา1ปีเพื่อขยายเมล็ดพันธุ์ โดยนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯให้บูรณาการทุกฝ่าย ปรับแผนใหม่ปลูกได้ภายในปีนี้ เพราะตลาดต่างประเทศต้องการจำนวนมาก”นายประสงค์ กล่าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงกระแสข้าวหอมพวง ว่าขณะนี้ยังไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน แต่มีชาวนานิยมปลูกในพื้นที่หลายจังหวัด ซึ่งกรมการข้าว ได้ออกคำเตือนมาตลอด เรื่องข้าวปลอมปน เมื่อปลูกแล้วจะขายไม่ได้ราคาตามที่โรงสี หรือท่าข้าว ให้ราคารับซื้อสูงไว้ ทั้งนี้ได้นำตัวอย่างเมล็ดข้าวหอมพวง ไปทดสอบยีนส์ พบว่าไม่เป็นข้าวจัสมิน85 และข้าวหอมมะลิ อีกทั้งยีนส์ไม่ตรงกันกับข้าวหอมพวง ในอดีตที่มีอยู่ในยีนส์แบงค์

“จึงสั่งทีมงานนักวิจัย นำข้าวหอมพวงไปทดลองปลูกในสถานีทดลอง เพื่อดูลักษณะเด่น นำมาปรับปรุงพันธุ์ แต่กรมการข้าว ไม่ได้ส่งเสริมให้ปลูก เพราะแหล่งที่มาไม่ชัดเจน และในพื้นที่ยังมีประเด็นไปพูดต่อๆกันให้ชาวนากลัวว่าถ้าปลูกจะโดนจับ ขอยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯไม่มีมาตราการใดๆกับชาวนา แต่กรมการข้าว จะไปดำเนินคดีกับผู้จำหน่าย ขายเมล็ดข้าวปลอมปน เกิดพันธุ์อ่อนแอ มีโรคแมลงระบาดได้ง่ายยิ่งเมื่อเมล็ดพันธุ์อ่อนแอลงขยายในแปลงนา เพราะไม่ใช่เมล็ดพันธุ์จริง จึงไม่ต้านทานโรค ส่วนเป็นข้าวจากประเทศเวียดนาม หรือไม่ ผมไม่ยืนยันขอระบุว่าไม่ทราบแหล่งที่มา “นายประสงค์ กล่าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวอีกว่า การบังคับใช้กฏหมายยังทำไม่ได้ กับผู้จำหน่าย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการ ร้านจำหน่าย พบใส่ในถุงขาว บอกว่าเป็นอาหารนก ไม่ได้เป็นเมล็ดข้าวทำพันธุ์ จึงยังดำเนินคดีไม่ได้ ขอเตือนชาวนา อย่าเชื่อราคาคุย ว่ารับซื้อสูง ดังนั้นขอให้ชาวนา หันมาปลูกข้าวที่ผ่านการรับรองแล้ว เรามีข้าวกข 79 มีอนาคตดีกว่า จะใช้วิธีการอะลุ่มอะลวย บอกแนะแนำ ไม่มีการปรับจำ ในมาตรการของกระทรวงเกษตรฯเราอยู่กับพี่น้องเกษตรกร เอาของที่ดีที่ถูกต้องไปทดแทน

ทั้งนี้ ไม่ต้องห่วงว่าเกิดปัญหานำข้าวหอมพวง ไปปนกับข้าวหอมมะลิ เพราะข้าวหอมพวงเมล็ดสั้นกว่าข้าวทั่วไปด้วย ดูด้วยตาได้ แต่ที่กังวลในเรื่องข้าวหอมพวง ชาวนานำไปปลูกไม่ใช่เมล็ดพันธุ์จริง การทำพันธุ์ไม่ถูกหลักวิชาการ เกิดโรคระบาด เป็นปัญหาวงกว้างอีก ในส่วนข้าวหอมพวง ที่ว่ามีลักษณะเด่น ได้ผลผลิตดก ซึ่งได้ไปนำมาทดลองปลูก ดูความเด่น เพื่อปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ แต่ขณะนี้ยังสู้ไม่ได้กับข้าวพันธุ์ กข 79 เป็นพันธุ์ที่ดีกว่าแน่นอน

สืบสานศาสตร์พระราชา-พระราชินี กษ.จับมือ14หน่วยงานลุยโครงการปลูกป่าฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414933

x

สืบสานศาสตร์พระราชา-พระราชินี l กษ.จับมือ14หน่วยงานลุยโครงการปลูกป่าฯ

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังแถลงข่าวโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง สืบสานศาสตร์พระราชาและพระราชินี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ว่า ในปี 2562 เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กระทรวงเกษตรฯบูรณาการกับ 14 หน่วยงานได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจัดทำ “โครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง สืบสานศาสตร์พระราชาและพระราชินี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” เพื่อเป็นการสืบสานศาสตร์พระราชาและพระราชินี ของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เพิ่มโอกาสเกิดฝน โดยการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรม สร้างผืนป่าให้เกิดความชุ่มชื้น เป็นการเพิ่มป่าต้นน้ำ พื้นที่ป่าชุมชน การปลูกป่าไม้ ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน และไม้ยืนต้นบริเวณหัวไร่ปลายนา เพื่อเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า แหล่งอาหารและการใช้ประโยชน์สำหรับชุมชนต่อไป

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานโครงการปลูกป่าฯ ในปี 2562 แบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) พิธีเปิดโครงการฯ จัดขึ้นวันที่ 23 พฤษภาคมที่อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ได้รับเกียรติจากพลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานพิธีเปิด ร่วมปลูกต้นไม้ และกิจกรรมปล่อยสัตว์น้ำ 2) กิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้น จัดโดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 5 ภูมิภาค ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและภาคประชาชน และ 3) กิจกรรมการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ โดยความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ซึ่งเป็นการดำเนินงานหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน

เตือนรับมือโรคแอนแทรคโนสในหอมแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414930

x

เตือนรับมือโรคแอนแทรคโนสในหอมแดง

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาพอากาศร้อนและมีฝนตกเช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงให้เฝ้าระวังโรคแอนแทรคโนส ที่พบได้ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น มักแสดงอาการของโรคบนใบ กาบใบ หรือส่วนหัว เริ่มแรกพบจุดเล็กสีเขียวหม่นฉ่ำน้ำ ต่อมาแผลขยายใหญ่เป็นแผลรูปกลมหรือรี เนื้อแผลยุบลงเล็กน้อย บนแผลมีหยดของเหลวสีชมพูอมส้ม เมื่อแผลแห้งจะเห็นเป็นตุ่มเล็กสีน้ำตาลดำ เรียงเป็นวงรีซ้อนกันหลายชั้น ถ้าแผลขยายใหญ่หรือหลายแผลมาชนกัน ทำให้ต้นหักพับ แห้งตาย หรือเน่าตายทั้งต้น ทำให้ผลผลิตลดลง หากแสดงอาการของโรคระยะที่ต้นหอมยังไม่ลงหัว จะพบแสดงอาการต้นแคระแกร็น ใบบิดเป็นเกลียว ไม่ลงหัว ถ้าเป็นโรคระยะต้นหอมเริ่มลงหัว จะทำให้หัวลีบยาว บิดโค้งงอ ส่วนกาบใบเหนือหัวหอม (คอหอม) มักยืดยาว มีระบบรากสั้นกว่าปกติ ทำให้ไม่ได้ผลผลิต ดังนั้น ให้เกษตรกรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมเชื้อสาเหตุโรค ถ้าพบต้นเป็นโรค ให้ถอนต้นไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้น ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชโพรคลอราช 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์เบนดาซิม 50% เอสซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่ง กรณีโรคยังคงระบาด ให้พ่นซ้ำทุก 5 วัน แต่ไม่ควรเกิน 4 ครั้ง และควรพ่นสลับกับสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุโรค

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ก่อนปลูกหอมแดง เกษตรกรควรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด 2-3 แดด โดยไถให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจตกค้างในดิน และช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก จากนั้น ให้ใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อปรับสภาพดิน และเลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค โดยแช่หัวพันธุ์หรือต้นกล้าก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชโพรคลอราช 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แช่นาน 15-20 นาที อีกทั้งในแปลงที่เคยมีการระบาดของโรครุนแรง เกษตรกรควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชสกุลหอมและกระเทียมสลับหมุนเวียนอย่างน้อย 2 ปี

กรมชลน้อมนำรับสั่งร.10 ชูศาสตร์พระราชาบริหารจัดการน้ำทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414931

x

กรมชลน้อมนำรับสั่งร.10 ชูศาสตร์พระราชาบริหารจัดการน้ำทั่วปท.

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานน้อมนำพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงให้ติดตาม ขับเคลื่อน และเร่งรัด รวมทั้งแก้ปัญหาการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์เกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร มาขับเคลื่อนผลักดันโครงการฯ รวมทั้งน้อมนําศาสตร์พระราชามาใช้บริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยกำหนดให้เป็นภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน ภายใต้กรอบแนวคิด “RID No.1” ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริดำเนินงานได้ต่อเนื่อง สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ที่รัฐบาลกำหนดให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการสำคัญ เร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการ

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้กรมจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เป็นโครงการแรก เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2534 ครั้งเมื่อยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งประกอบไปด้วยอ่างเก็บน้ำ 5 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำเขาหัวแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และอ่างเก็บน้ำหินสีตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากนั้นในการเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆ พระราชทานแนวพระราชดำริพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้ราษฎรในพื้นที่นั้นๆ เรื่อยมา จนเสด็จฯขึ้นครองราชสมบัติ ปัจจุบันมีโครงการอันเนื่องพระราชดำริแล้ว 116 โครงการ กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย แบ่งเป็นโครงการปรับปรุงก่อสร้างฝาย 1 แห่ง โครงการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ 13 แห่ง โครงการสร้างฝาย 18 แห่ง โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำ 31 แห่ง และอื่นๆ เช่น สนับสนุนการจัดการน้ำ สร้างแก้มลิง ขุดลอกแก้มลิง ปรับปรุงสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า สร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำ สร้างระบบประปา 53 โครงการ โดยโครงการอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 44 โครงการ ภาคใต้ 42 โครงการ ภาคเหนือ 21 โครงการ และภาคกลาง 9 โครงการ

“ตั้งแต่ปี 2534 ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ต.ยางหัก เป็นโครงการแรก จนถึงปัจจุบันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำฯของพระองค์ได้อำนวยประโยชน์ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้พสกนิกร สร้างความมั่นคง ความสงบสุข และประโยชน์กับสังคมโดยรวมของประเทศอีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

ส่องเกษตร : มะพร้าวห้าวมาขายสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414937

449007

ส่องเกษตร : มะพร้าวห้าวมาขายสวน

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ถ้าเอาระบบการแบ่งช่วงอายุมานับ ผมต้องจัดตัวเองให้อยู่ในข่ายผู้สูงอายุหัดเป็น ข้อดีประการหนึ่งของการหัดเป็น
ผู้สูงอายุ คือ เมื่อเข้าไปในสังคมผู้สูงอายุ ผมจะกลายเป็นน้องทันที แต่เมื่อออกมาจากสังคมผู้สูงอายุ ผมก็กลายเป็นผู้อาวุโสทันใดเหมือนกัน ผมสังเกตเองว่าเวลามีประเด็นพูดคุยเกี่ยวกับขนมนมเนยต่างๆ เด็กรุ่นหลังๆ มักจะเน้นไปทางนมเนยมากกว่ากะทิแบบไทยๆ ในขณะที่สังคมผู้สูงอายุยังชื่นชอบขนมไทยมากกว่าขนมฝรั่ง อาจเป็นไปได้ว่า ย้อนไปเมื่อ 50-60 ปีก่อน ขนมแบบฝรั่งยังไม่สามารถหาทานได้ง่ายๆเหมือนสมัยนี้  ดังนั้นตัวผมเองจึงโตขึ้นมาพร้อมกับขนมไทย

องค์ประกอบของขนมไทยหลักๆ ไม่พ้นแป้ง มะพร้าว และน้ำตาล บวกกับพืชผลต่างๆ ตามฤดูกาล ก็สามารถที่จะสร้างสรรค์ขนมออกมาได้อย่างหลากหลาย ไม่จำเจ  ประเด็นที่น่าสนใจคือ “มะพร้าว” เป็นไม้ผลที่คู่ครัวคนไทยมาอย่างช้านาน สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารคาวหวานได้หลายอย่าง ยิ่งเป็นแถบภาคกลางลงไปถึงภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะแถบอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อาหารที่ทำจากมะพร้าวจะมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ในขณะที่มะพร้าวกลายเป็นไม้ผลที่เจ้าของสวนไม่ค่อยให้ความสนใจ โดยเฉพาะมะพร้าวที่นำมาทำเป็นกะทิ หรือ มะพร้าวแกง

ผมมีโอกาสพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ที่มีสวนมะพร้าวเป็นของตนเอง อายุกว่า 70 ปี ปลูกมะพร้าวมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ ที่ยังปีนต้นมะพร้าวได้ เลี้ยงชีพมาด้วยมะพร้าวแปลงเดิมจนเข้าสู่ผู้สูงวัยที่ไม่ปีนเก็บมะพร้าวแล้ว แต่ใช้วิธีเหมาสวนให้พ่อค้ามาเก็บไปเอง ประมาณ 20 วัน จึงจะเข้าไปดูเข้าไปเก็บมะพร้าวครั้งหนึ่ง ในรอบ 1 ปี จะโกยเลนขึ้นมาร่องสวนสัก 1 ครั้ง ถ้ามะพร้าวไม่งามก็อาจมีการใส่ปุ๋ยสักครั้งเวลาที่เหลือจึงมาดูแลกิจการโฮมสเตย์ พูดคุยกับนักท่องเที่ยวแทน รายได้จากสวนมะพร้าวสามารถอยู่ได้แบบสบายๆ ไม่ได้มีแนวคิดในการปรับปรุงระบบการผลิตมะพร้าวใหม่แต่อย่างใด

มองกลับมายังภาครัฐ มะพร้าวเป็นพืชที่ภาครัฐมองข้ามไปเช่นกัน งานวิจัยและพัฒนามะพร้าวหลักของกรมวิชาการเกษตร อยู่ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ผลิตมะพร้าวลูกผสมออกมาหลายพันธุ์ รวมทั้งมะพร้าวกะทิ แต่มาสะดุดตรงช่วงของการขยายพันธุ์ให้เพียงพอกับความต้องการ ในขณะที่การเขตกรรมอื่นๆ รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับมะพร้าวกลับเป็นภาคเอกชนที่มีความโดดเด่นในด้านนี้แทน

เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับมะพร้าวไม่ว่าจะเป็นการระบาดของแมลงดำหนามหรือการระบาดของหนอนหัวดำอย่างรุนแรงและกว้างขวางจนกระทั่งส่งผลกระทบกับผลผลิตมะพร้าวในประเทศเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ภาครัฐต้องทุ่มเทงบประมาณไปกับการกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าวเป็นจำนวนมากเพื่อควบคุมให้อยู่ระดับที่ไม่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ สิ่งหนึ่งที่ได้จากเหตุการณ์ระบาดของศัตรูมะพร้าวคือเกษตรกรมักไม่ค่อยสนใจและขาดการเอาใจใส่หรือจัดการกับสวนมะพร้าว ทำให้การระบาดจึงเป็นไปอย่างกว้างขวาง แล้วให้ภาครัฐเป็นผู้รับผิดชอบหลัก แทนที่จะดูแลแปลงของตัวเองตั้งแต่ต้น ซึ่งจะช่วยลดการระบาดทำลายได้ ในขณะที่ประเทศที่มีการปลูกและส่งออกมะพร้าวเป็นจำนวนมากเช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียมีสถาบันวิจัยที่ทำการวิจัยเรื่องมะพร้าวเป็นการเฉพาะและมีการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากมะพร้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณค่าทางโภชนาการกันอย่างกว้างขวาง

การพัฒนามะพร้าวไทย ยังมีช่องว่างของการวิจัยและพัฒนาอีกมาก รวมถึงการปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรที่มีต่อการทำสวนมะพร้าว วงจรการค้ามะพร้าว โรงงานแปรรูปมะพร้าว ผู้บริโภคมะพร้าว เรียกได้ว่าจับตรงไหน มีประเด็นตลอด อนาคตมะพร้าวไทยจะเติบโตหรือยังวนๆอยู่ที่เดิม อยู่ในมือของผู้เกี่ยวข้องทุกคน อย่าได้ต้องเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเลย

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

ดึงYSFผนึกแปลงใหญ่-วิสาหกิจชุมชน n ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414936

x

ดึงYSFผนึกแปลงใหญ่-วิสาหกิจชุมชน n ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพราะป็นพื้นฐานพัฒนาประเทศให้มั่นคง เช่นเดียวกับงานส่งเสริมการเกษตรที่มุ่งพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้นและเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ทั่วประเทศ เริ่มจากวิเคราะห์พื้นที่เป้าหมายให้ครอบคลุมมิติพื้นที่ – คน – สินค้า ตามหลักสำคัญของงานส่งเสริมการเกษตร จนเข้าสู่การส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ในปัจจุบัน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มบริหารจัดการการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งการพัฒนายังไม่ขยายผลไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน อีกทั้ง ภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตรยังมีหน้าที่จดทะเบียนผู้ประกอบการเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มโอกาสพัฒนายกระดับกิจการ และยังมีเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer (YSF) ที่มีศักยภาพ จึงคิดว่าทำอย่างไรจะให้กลุ่มเหล่านี้มาทำงานร่วมกันเชื่อมโยงกันได้ครบวงจร ดังนั้น จึงจัดทำโครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ โดยปรับวิธีทำงานให้บูรณาการทำงานทุกภาคส่วนในพื้นที่เป้าหมายร่วมพัฒนาชุมชนเกษตรให้เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการดำเนินกิจการของกลุ่มเกษตรกร โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม และเกษตรกรรุ่นใหม่มีบทบาทในกระบวนการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งรูปแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ให้ยกระดับเป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก โดยปี 2562 กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 6 จุด ประกอบด้วย 1) แปลงใหญ่ผักปลอดภัย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี 2) วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวอ่อนน้ำหอม ต.ดอนมโนรา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม 3) แปลงใหญ่มะพร้าว ต.บางตลาด อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา 4) แปลงใหญ่ผัก อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ 5) แปลงใหญ่มังคุด อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช และ 6) อโวคาโดพบพระ อ.พบพระ จ.ตาก

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า รูปแบบการดำเนินโครงการฯ มีกรอบแนวคิดพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ 5 กรอบเป็นหลัก ได้แก่ 1) คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ หลักเกณฑ์ คือ ต้องมีพื้นที่ดำเนินการ สินค้า และเกษตรกรเป้าหมายที่ชัดเจน มีเกษตรกรรุ่นใหม่ YSF เป็นสมาชิกในกลุ่ม รวมทั้งมีแนวคิดขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมกลุ่มต่างๆ ของชุมชน 2) เตรียมพร้อม/จัดทำแผนพัฒนา โดยวิเคราะห์และประเมินศักยภาพของกลุ่ม การปรับวิธีคิด เพิ่มทักษะการบริหารจัดการ/ขับเคลื่อนกลุ่ม จัดทำแผนพัฒนากลุ่ม โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม 3) สนับสนุนพัฒนากลุ่ม โดยรวบรวมและวิเคราะห์แผนพัฒนาของกลุ่ม บูรณาการกิจกรรมและงบประมาณ หาแหล่งทุน รวมทั้งประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 4) ขับเคลื่อนการพัฒนากลุ่ม เน้นส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพ/มาตรฐานสินค้าเกษตร และสนับสนุนการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ กลางทาง พัฒนาการแปรรูปสินค้า การสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และบริการ การสร้าง Brand สินค้า และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ปลายทาง มีการเชื่อมโยง/พัฒนาตลาด และเพิ่มช่องทางตลาด ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น 5) เพิ่มขีดความสามารถสร้างเครือข่ายธุรกิจที่เข้มแข็ง สร้างเครือข่ายกลุ่มธุรกิจและพันธมิตร เพื่อขยายขอบเขตการดำเนินกิจการได้ยั่งยืน โดยจะมีงบประมาณสนับสนุนให้แก่กลุ่มเกษตรกรทั้ง 6 พื้นที่นี้กลุ่มละ 500,000 บาท

“ผลที่คาดว่าจะได้รับ จะทำให้กลุ่มเกษตรกรทั้ง 6 กลุ่มในพื้นที่ได้รับการสนับสนุน และดำเนินการตามแผนพัฒนากลุ่ม คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมกระบวนการพัฒนากับองค์กรเกษตรกร พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เป็นต้นแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรแบบบูรณาการโดยยึดพื้นที่เป็นหลัก นำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไป”