เล็งจัดใหญ่‘7มิย.วันสหกรณ์นร.’62’ พัฒนาองค์ความรู้สู่โรงเรียนขนาดเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415994

x

เล็งจัดใหญ่‘7มิย.วันสหกรณ์นร.’62’ พัฒนาองค์ความรู้สู่โรงเรียนขนาดเล็ก

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตามรอยพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยรับสั่งกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (นายเสงี่ยม มาหมื่นไวย) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ให้จัดการเรียนรู้วิชาสหกรณ์ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ต่อมาได้ขยายผลการเรียนรู้วิชาสหกรณ์ ในโรงเรียนทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบันมี 6,900 แห่ง และอนุมัติให้น้อมนำวันที่ 7 มิถุนายน เป็นวันกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนองแนวพระราชดำริดังกล่าวดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงริเริ่มให้มีการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาทักษะด้านการสหกรณ์ในระบบการศึกษาให้นักเรียนสามารถนำวิธีการสหกรณ์ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านเศรษฐกิจและสังคม สร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า ในปีนี้สหกรณ์พิษณุโลกร่วมกับคณะกรรมการจัดงานฯ กำหนดจัดงาน “7 มิถุนายน วันสหกรณ์นักเรียน ประจำปี 2562” โดยคัดเลือกโรงเรียนวัดบางทราย (หลวงพิณพลราษฎร์ จู เกษกาญจน์) ต.วังน้ำคู้
อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 เป็นสถานที่จัดงาน ในวันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน รูปแบบการจัดงาน จำแนกเป็น 2 หมวดคือ 1.หมวดความรู้ เน้นกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านการสหกรณ์ ผ่านนิทรรศการฐานเรียนรู้การสหกรณ์ 6 ฐานประกอบด้วย 1. ฐานความรู้ด้านการสหกรณ์ 2. ฐานเรียนรู้สหกรณ์แห่งแรกของประเทศไทย 3. ฐานเรียนรู้กิจกรรมโรงเรียนต้นแบบการสหกรณ์ 4. ฐานเรียนรู้กิจกรรมส่งเสริมการออมและบัญชี 5. ฐานเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 6. ฐานเรียนรู้อาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้/ผลิตภัณฑ์นักเรียน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะองค์ความรู้ของนักเรียนจากประสบการณ์ตรง 2.หมวดการประกวดผลงาน ประกอบด้วย 1.ประกวดเรียงความ บรรยายภาพ การสหกรณ์ 2. ประกวดวาดภาพ ระบายสี การสหกรณ์ นอกจากนี้ ยังจัดให้มีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ตอบคำถามชิงรางวัล การแสดงความสามารถของนักเรียนและกิจกรรมอื่นอีกมากมาย เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป

กรมชลฯวางแผนรับมือน้ำหลาก l ปรับเกณฑ์Rule Curveให้ทันสถานการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415996

x

กรมชลฯวางแผนรับมือน้ำหลาก l ปรับเกณฑ์Rule Curveให้ทันสถานการณ์

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนปี 2562 ว่า กรมปรับเกณฑ์ปฏิบัติการ- อ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ของอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน 437 แห่งทั่วประเทศแล้ว ซึ่งจะปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลสถิติ เงื่อนไขการใช้น้ำและขีดความสามารถรับน้ำของลำน้ำด้านท้าย พร้อมกำหนดให้มีเส้นเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำอ้างอิงแบบระยะยาว และเส้นเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำแบบระยะสั้นของแต่ละปี ตามการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งหมดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“อ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ สามารถรับน้ำช่วงฤดูฝนรวมกันได้มากกว่า 35,000 ล้าน ลบ.ม. จึงรองรับปริมาณน้ำหลากช่วงฤดูฝนได้เต็มที่ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีอ่างเก็บน้ำหลายแห่งที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อยหรือต่ำกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ซึ่งต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ เพื่อให้เพียงพอจนกว่าจะเข้าฤดูฝนปกติ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 12 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล อ่างเก็บน้ำกระเสียว อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ อ่างเก็บน้ำลำพระ อ่างเก็บน้ำห้วยหลวง อ่างเก็บน้ำลำปาว อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ อ่างเก็บน้ำทับเสลา อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำแควน้อยบำรุงแดน อ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธารา และอ่างเก็บน้ำลำนางรอง นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 149 แห่งทั่วประเทศ ที่มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ไม่ถึงร้อยละ 30 หากมีฝนตกลงมาอ่างเก็บน้ำเหล่านี้จะรองรับปริมาณน้ำรวมกันได้มากพอควรเช่นกัน”อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

นอกจากนี้ กรมยังวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรม ชาติตามศาสตร์พระราชา โดยดำเนินโครงการบางระกำโมเดลปีนี้เป็นปีที่ 3 ด้วยการปรับเปลี่ยนปฏิทินปลูกข้าวใหม่ ให้เก็บเกี่ยวได้ก่อนน้ำหลาก จากนั้นจะใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำ พร้อมขยายผลมาดำเนินการในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เมื่อรวมปริมาณน้ำที่ทุ่งบางระกำ และ 12 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างแล้ว จะทำให้รองรับน้ำหลากได้มากกว่า 2,000 ล้าน ลบ.ม. หรือเท่ากับปริมาณความจุของเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์รวมกัน ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาได้มีประสิทธิภาพ

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนปีนี้ กรมยังได้จัดทำฐานข้อมูลและมาตรการบริหารจัดการน้ำของแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก พร้อมกำหนดสถานีหลัก Key Station) เพื่อบริหารจัดการน้ำและเฝ้าระวัง รวมทั้งได้ขุดลอกคูคลอง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยเฉพาะผักตบชวาและวัชพืช ตลอดจนตรวจสอบอาคารชลประทานให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และเตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลต่างๆ ที่ออกปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่ได้ตลอดเวลา

ส่วนผลการจัดสรรน้ำหลังสิ้นสุดฤดูแล้ง(ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2561-30 เมษายน 2562) พบว่าการใช้น้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แม้ใช้น้ำเกินแผนไปบ้างแต่ไม่มาก ซึ่งจะอยู่ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นส่วนใหญ่ เดิมกรมชลประทานจัดสรรน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งประมาณ 8,000 ล้าน ลบ.ม. เมื่อสิ้นสุดฤดูแล้งเดือนเมษายน ปรากฏว่าลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปทั้งสิ้น 9,000 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม ยังมีน้ำคงเหลือที่จะใช้ได้ต่อเนื่องช่วงต้นฤดูฝนอีกกว่า 5,000 ล้าน ลบ.ม. รวมไปถึงการใช้น้ำในช่วงที่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมด้วย

กรมชลฯลุยส่งรถน้ำช่วย’ชาวพยัคฆภูมิพิสัย’จนกว่าภัยแล้งคลี่คลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415670

กรมชลฯลุยส่งรถน้ำช่วย'ชาวพยัคฆภูมิพิสัย'จนกว่าภัยแล้งคลี่คลาย

กรมชลฯลุยส่งรถน้ำช่วย’ชาวพยัคฆภูมิพิสัย’จนกว่าภัยแล้งคลี่คลาย

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 18.28 น.

24 พ.ค.62 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงกรณีชาวบ้านหมู่ 6 อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ยังเดือดร้อนหนักจากภัยแล้งไม่มีน้ำใช้ ว่า พื้นที่นี้อยู่นอกเขตชลประทาน เป็นประปาท้องถิ่นที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลเม็กดำ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม โดยอาศัยแหล่งน้ำสาธารณะ 3 แห่ง ได้แก่ หนองน้ำบ้านน้อยพัฒนา , หนองใหญ่ และหนองบ้านหนองมะเห็บ ซึ่งปัจจุบันทั้ง 3 หนองน้ำ เริ่มแห้งขอดแล้ว

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นโครงการชลประทานมหาสารคาม สำนักงานชลประทานที่ 6 ร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนตำบลเม็กดำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สนับสนุนรถบรรทุกน้ำขนาด 10,000 ลิตร และ 6,000 ลิตร จำนวน 6 คัน แจกจ่ายบริการประชาชนเฉลี่ยวันละ 80,000 ลิตร ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย.62 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน สนับสนุนน้ำไปแล้วประมาณ 2,366,000 ลิตร และยังคงให้การช่วยเหลือต่อไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ถึงแม้ว่าจะเริ่มมีฝนตกลงมา เข้าหนองน้ำสำหรับผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน แต่ก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอสำหรับใช้ผลิตประปา ทั้งนี้ จ.มหาสารคาม ได้ประกาศเขตภัยพิบัติ (ภัยแล้ง) แล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.62 และมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ยื่นเรื่องขอประกาศเขตภัยพิบัติ คือ วันที่ 10 เม.ย.62

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้น ได้มีการจัดประชุมแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมหาสารคาม และการประปาส่วนภูมิภาคทั้ง 22 สาขา เมื่อวันที่ 27 พ.ย.61 และ 22 เม.ย.62 ที่ผ่านมา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบสถานการณ์น้ำ และร่วมกันวางแผนให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งได้เน้นย้ำให้เจ้าที่โครงการชลประทานมหาสารคามบูรณาการทำงานแก้ไขปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 1 คัน ที่พร้อมจะให้การสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างทันท่วงที

สำหรับกรณีที่เกษตรกรเลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว พื้นที่ ต.หนองหิน อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ ได้รับความเดือดร้อนจากปลามีอาการน็อกน้ำ ทยอยตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากวันที่ 21 พ.ค.62 ที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ บริเวณเหนือเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ทำให้มีน้ำฝนจำนวนมากไหลลงในอ่างเก็บน้ำ ปลานิลในกระชังจึงปรับตัวไม่ทัน เกิดอาการน็อกน้ำ ซึ่งสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ จะลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุการตายของปลาให้ละเอียดอีกครั้ง โดยสาเหตุของปลากระชังน็อกน้ำไม่ได้มีสาเหตุจากภัยแล้งแต่อย่างใด

รายงานพิเศษ : ถกเครือข่ายศพก.-แปลงใหญ่ทั่วปท. ย้ำขึ้นทะเบียนรักษาสิทธิ์อบรม-ซื้อ3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415387

รายงานพิเศษ : ถกเครือข่ายศพก.-แปลงใหญ่ทั่วปท. ย้ำขึ้นทะเบียนรักษาสิทธิ์อบรม-ซื้อ3สาร

รายงานพิเศษ : ถกเครือข่ายศพก.-แปลงใหญ่ทั่วปท. ย้ำขึ้นทะเบียนรักษาสิทธิ์อบรม-ซื้อ3สาร

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดประชุมเชื่อมโยงการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และแปลงใหญ่ระดับประเทศครั้งที่ 3/2562 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อหารือแนวทางการดำเนินงาน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการแก้ปัญหาการดำเนินงานร่วมกันในรอบ 3 เดือน รวมทั้งให้ศพก. และแปลงใหญ่ ช่วยประชาสัมพันธ์เกษตรกรในพื้นที่ ขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ต่างๆให้เกษตรกร โดยเฉพาะ มีสิทธิเข้ารับการอบรม ซื้อ 3 สาร การช่วยเหลือกรณีประสบภัยพิบัติ หรือสิทธิได้รับการรับรอง GAP นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ (Logo) สินค้าแปลงใหญ่ และ ศพก. พร้อมหลักเกณฑ์การใช้ตราสัญลักษณ์เพื่อสร้าง Brand สินค้า เป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าสินค้าจากแปลงใหญ่และศพก. เป็นสินค้าที่ได้คุณภาพและการรับรองมาตรฐาน

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า การพัฒนาแนวทางเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)และแปลงใหญ่ รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง เพราะเป็นนโยบายสำคัญที่ขับเคลื่อนภาคการเกษตร โดยให้ภาครัฐและเกษตรกรได้มาหารือร่วมกัน เพื่อแก้ไขและขับเคลื่อนภาคเกษตรให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง การประชุมเครือข่ายจึงเป็นการหารือร่วมกันของกลุ่มเกษตรกรเน้นไปที่สร้างความเข้มแข็งในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการ และการใช้แนวทางตลาดนำการผลิต การสร้างความเข้มแข็งของตลาดภายใน รวมทั้งจัดชั้นคุณภาพแปลงใหญ่ เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จ นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพแปลงใหญ่ต่อเนื่องซึ่งเกษตรกรร่วมกันวิเคราะห์ ปัญหาและหาบทสรุป เพื่อขับเคลื่อนร่วมกัน เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรต้องขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผ่านเครือข่ายเหล่านี้ เพื่อไปถ่ายทอดและสร้างความเข้าใจในกลุ่มของตัวเองตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา อย่างเช่น ในปัจจุบัน กระทรวงเกษตรฯกำลังขับเคลื่อนนโยบายบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) ที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกร ตั้งแต่ผลิตจนกระทั่งมีผลผลิตจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันและแข่งขันในตลาดโลกได้ ดังนั้น ประธานเครือข่ายก็ต้องทำความเข้าใจว่านโยบายเป็นอย่างไร มีและแนวทางขับเคลื่อนในทิศทางไหน เป็นสิ่งที่เราต้องมาสื่อสารกันตลอดเวลา เพื่อความเข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้องระดับพื้นที่ ขณะเดียวกัน หากการขับเคลื่อนระดับพื้นที่มีปัญหาอะไรจะได้นำมาสะท้อนในเวทีนี้ เพื่อร่วมแก้ปัญหาอย่างบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ยังมีการถ่ายทอดประสบการณ์และสิ่งที่ได้รับจากการศึกษาดูงานในต่างประเทศของคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ระดับประเทศ รวมทั้งการดำเนินงานโครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดขึ้น เพื่อเกิดประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรง โครงการดังกล่าวฯเป็นการให้ความรู้ในจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่และชุมชน ลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดปัญหาหมอกควัน สร้างสมดุลระบบนิเวศในชุมชน รวมทั้งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นปัจจัยการผลิต และพลังงานชีวมวล โดยมีเป้าหมายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร 26,460 ราย ในพื้นที่ศพก. 882 ศูนย์และศดปช. 882 ศูนย์ นอกจากนี้ ยังฝากถึงความสำคัญในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพราะในอนาคตหลังประกาศกระทรวงเกษตรฯมีผลบังคับใช้ จะทำให้เริ่มจำกัดและควบคุมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต อีกด้วย ซึ่งเกษตรกรที่ต้องการใช้ยังใช้ได้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไข คือ ต้องมาขึ้นทะเบียนเกษตรกร เข้าอบรม ผ่านการทดสอบ และนำสิทธิ์ที่ได้ไปซื้อสารเคมี 3 ชนิด ตามเงื่อนไข”อธิบดีกล่าว

เปิดมหกรรมรวมพลเกษตรกรรุ่นใหม่ พัฒนาระบบการผลิตอาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415385

x

เปิดมหกรรมรวมพลเกษตรกรรุ่นใหม่ พัฒนาระบบการผลิตอาหารปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงาน “มหกรรมรวมพลผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ครั้งที่ 2 : “นวัตกรรมอาหารปลอดภัยในวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนของดี 4 ภาค” ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จ.นนทบุรีว่า ปัจจุบันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร และตระหนักถึงปัญหาความอดอยากหิวโหย แม้ไทยจะเป็นประเทศเกษตรกรรม ผลิตอาหารได้เพียงพอ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งส่งออก และคนไทยส่วนหนึ่งยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้อดอยาก ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือสนับสนุนการทำเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งเป็นพื้นฐานการผลิตอาหารสำหรับการบริโภคของประชาชน โดยรัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเกษตรกรและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วม และเป็นศูนย์กลางพัฒนา ส่งเสริมการทำการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่และปัจจัยการผลิต เพื่อผลิตอาหารที่ปลอดภัยบนวิถีเกษตรกรรมยั่งยืน ผ่านการรวมกลุ่ม สถาบันหรือเครือข่ายเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนในภาคเกษตรกรรม

ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เป็นกลุ่มที่มีพลังขับเคลื่อนภาคเกษตรไทย ถ้าได้รวมตัวสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยและผู้บริโภค ทำให้การเกษตรไทยได้รับการพัฒนาก้าวหน้าด้วยนวัตกรรม มีความมั่นคงและเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯโดยกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ และเอกชน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) และภาคธุรกิจเอกชน จึงจัดงาน “มหกรรมรวมพลผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ครั้งที่ 2” ขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จ.นนทบุรี เพื่อนำเสนอผลงานของเครือข่าย Young Smart Farmer ทายาทเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ชุมชนอาหารปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างเครือข่าย แสดงนวัตกรรม และผลผลิตของเกษตรกรรุ่นใหม่ ตลอดทั้งเป็นเวทีประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้งภาคชุมชน ประชาชน รัฐและเอกชน แสดงเจตจำนงร่วมมือกันดำเนินการทุกขั้นตอนของการพัฒนาอาหารปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ต้นถึงปลายทาง สนับสนุนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาสร้างเครือข่ายด้านการผลิต และการตลาดอาหารปลอดภัย เพื่อขยายโอกาสให้คนไทยได้เข้าถึงแหล่งผลิต และแหล่งจำหน่ายอาหารปลอดภัยอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

6สหกรณ์สีขาวผ่านประเมินธรรมาภิบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415383

x

6สหกรณ์สีขาวผ่านประเมินธรรมาภิบาล

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ประเมินสหกรณ์สีขาว6จังหวัดภาคอีสาน ด้วยธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์และความเชื่อมั่นจากสมาชิก

นายพีรพนธ์  กิจโกศล ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ 13  เปิดเผยหลังเป็นประธานคณะทำงานตรวจประเมินธรรมาภิบาลระดับกรมฯ คณะที่ 7 เมื่อวันที่ 13-16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุบลราชธานีว่า ได้พิจารณาตรวจประเมินสหกรณ์ที่ผ่านเกณฑ์ระดับสหกรณ์สีขาวในพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา โดยมีสหกรณ์ที่ได้เข้าร่วมตรวจประเมินธรรมาภิบาลทั้งหมด 17 สหกรณ์

สำหรับขั้นตอนประเมินผลสหกรณ์สีขาวนั้น มีเกณฑ์พิจารณารวม 9 หลักคือ หลักประสิทธิผล หลักประสิทธิภาพ หลักการตอบสนอง หลักภาระรับผิดชอบ หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักการมอบอำนาจ หลักนิติธรรม และหลักความเสมอภาค โดยสหกรณ์ต้องผ่านเกณฑ์แต่ละหลัก ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และรวมทุกหลักอยู่ในระดับคะแนน ตั้งแต่ร้อยละ 85 ขึ้นไป

“เมื่อสหกรณ์มีระบบบริหารจัดการที่ดี นอกจากจะเป็นเครื่องมือทำงานให้ผู้บริหารสหกรณ์แล้ว ยังช่วยลดปัญหาจากการดำเนินงานและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับสหกรณ์ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่อยู่ภายใต้กรอบความเป็นสหกรณ์ที่แท้จริง ส่งผลให้คณะกรรมการมีภูมิคุ้มกันและมีฐานข้อมูลช่วยประกอบการตัดสินใจเรื่องต่างๆได้ถูกต้อง หรือหากเกิดความเสียหายก็สามารถหาผู้รับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องนั้นได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่สมาชิกสหกรณ์ ทำให้เกิดแรงศรัทธาและรักองค์กร รวมถึงส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและการยอมรับต่อสาธารณชน เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และความร่วมมือทางธุรกิจด้านต่างๆได้” นายพีรพนธ์  กล่าว

ดัน14โครงการสร้างแหล่งน้ำ4จว.เหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415384

x

ดัน14โครงการสร้างแหล่งน้ำ4จว.เหนือ

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายปรีชา จานทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 กรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมเร่งขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน4 จังหวัด คือ เชียงราย ลำปาง น่าน และพะเยา ที่ยังไม่ได้ดำเนินการให้เสร็จตามนโยบายรัฐบาล โดยปี 2562 จะดำเนินการให้เสร็จอีก 14 โครงการ แบ่งเป็น ในพื้นที่จ.ลำปาง 6 โครงการ เช่น อ่างเก็บน้ำแม่อาง สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านแม่เชียงรายลุ่ม 2 พร้อมระบบส่งน้ำ เมื่อแล้วเสร็จมีราษฎรได้รับประโยชน์ 4,326 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์ 7,170 ไร่

สำหรับจ.เชียงรายมี 5 โครงการ เช่น ปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยต้นยางพร้อมระบบส่งน้ำ อ่างเก็บน้ำห้วยโป่งแงะพร้อมระบบส่งน้ำ เมื่อแล้วเสร็จราษฎรได้ประโยชน์ 2,132 ครัวเรือน มีพื้นที่รับประโยชน์ 7,850 ไร่ จ.น่านมี 2 โครงการ ได้แก่ ฝายห้วยป่าไร่พร้อมระบบส่งน้ำ/จัดหาน้ำสนับสนุนราษฎรและโรงเรียนบ้านน้ำรีพัฒนา และฝายน้ำขว้างพร้อมระบบส่งน้ำ/จัดหาน้ำสนับสนุน รพ.สมเด็จพระยุพราชปัวและหมู่บ้านใกล้เคียง มีราษฎรได้ประโยชน์ 283 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่รับประโยชน์ 250 ไร่ และจ.พะเยามี 1 โครงการ คือ การปรับปรุงคลองผันน้ำร่องสักและฝายร่องขุยพร้อมระบบส่งน้ำ มีราษฎรได้ประโยชน์ 1,867 ครัวเรือน มีพื้นที่รับประโยชน์ 1,000 ไร่

นายปรีชากล่าวต่อว่า ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบนดังกล่าว มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในความรับผิดชอบรวมมากกว่า 400 โครงการ ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2506 ซึ่งปีนั้นได้สร้างโครงการพัฒนาแหลงน้ำ 5 โครงการ เช่น ฝายทดน้ำห้วยตองพร้อมอ่างเก็บน้ำห้วยตอง จ.เชียงราย อ่างเก็บน้ำแม่มอญ จ.เชียงราย จนถึงปี 2561 ที่ผ่านมาดำเนินการแล้วเสร็จ 394 โครงการ กระจายอยู่ในจ.เชียงราย ลำปาง น่าน และพะเยา มีความจุน้ำรวมกัน 83 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพิ่มพื้นที่ชลประทานมากกว่า 300,000ไร่ มีพื้นที่รับประโยชน์ 480,000 ไร่ มีราษฎรได้ประโยชน์ 37,555 ครัวเรือน

“กรมชลประทานได้น้อมนำพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 ด้านพัฒนาแหล่งน้ำหลากหลายแนวทางมาดำเนินการตั้งแต่ปี 2506 นอกจากสร้างอ่างเก็บน้ำ ฝาย สถานีสูบน้ำ แล้ว ยังขุดลอกหนองแรด ขุดสระเก็บน้ำและบ่อพักน้ำบ้านน้ำไคร้ ท่อส่งน้ำจากอ่างฯสางไปอ่างฯน้ำว้า ระบบประปาภูเขาน้ำตวงอีกด้วย และด้วยวิสัยทัศน์ก้าวไกลของพระองค์ยังประโยชน์ให้ราษฎรจำนวนมากมีน้ำกินน้ำใช้ แม้อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล บางโครงการเมื่อแล้วเสร็จเพียงโครงการเดียวสามารถส่งน้ำช่วยเหลือราษฎรได้หลายพันไร่ เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเกี๋ยง ต.ทุ่งกว๋าว จ.ลำปาง ความจุ 11.6 ล้านลบ.ม. ได้พื้นที่ชลประทาน 13,810 ไร่ โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำแหง ต.นาน้อย จ.น่าน ความจุ 13 ล้านลบ.ม. ได้พื้นที่ชลประทาน 5,173 ไร่ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปืม ต.บ้านเหล่า จ.พะเยา ความจุ 50 ล้านลบ.ม. ได้พื้นที่ชลประทาน 45,650 ไร่ และยังมีอีกหลายโครงการที่กำลังดำเนินการในลักษณะเดียวกันไม่ว่าจะเป็นโครงการอ่างฯแม่เย๊าะ โครงการอ่างฯห้วยลอย โครงการอ่างฯห้วยเฮี้ย มีความจุเก็บกักรวม 790,000 ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า 2,000 ไร่” นายปรีชากล่าว

เลาะรั้วเกษตร : กัญชา..อีกสักครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415382

281225166

เลาะรั้วเกษตร : กัญชา..อีกสักครั้ง

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คุยเรื่องเกี่ยวกับกัญชามาหลายครั้ง คิดว่าจะเลิกคุยแล้ว แต่มีเรื่องให้ต้องพูดถึงกัญชาอีก ด้วยความเป็นห่วง

วันก่อนได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาวิชาการเรื่อง “น้ำมันมะพร้าว….อาหารสมอง” ซึ่งจัดโดยชมรมอนุรักษ์น้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย ที่ไปฟังเพราะสนใจหัวข้อบรรยายเรื่อง “บูรณาการกัญชากับน้ำมันมะพร้าว” ผู้บรรยายคือ อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์

ตอนหนึ่ง อาจารย์ปานเทพบอกว่า ในตำรับยาไทยไม่เคยใช้น้ำมันกัญชาเพียงอย่างเดียว จะต้องมีส่วนผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ด้วย เพื่อแก้ไขปัญหาผลข้างเคียงของกัญชา เช่น อาจจะผสมกับขิงแห้ง ดีปลี และพริกไทย เพื่อแก้ไขเรื่อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ถ้าใช้กัญชาเพียวๆ พร้อมกับยกกรณีตัวอย่างของการทดลองใช้สารสกัดจากกัญชากับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว ในปริมาณที่แตกต่างกัน ในแต่ละช่วงเวลา เป็นระยะเวลานานประมาณ 80 วัน ปรากฏว่าผู้ป่วยหายจากการเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่ไม่รอดชีวิต เพราะไปมีอาการอื่นแทน เช่น เบื่ออาหาร อาเจียน และสุดท้ายติดเชื้อในกระแสโลหิต

อาจารย์ปานเทพยังบอกอีกว่า น้ำมันกัญชาที่ผลิตกันอยู่ในประเทศไทยนั้น มีวิธีการสกัดน้ำมันที่แตกต่างกัน ซึ่งสรรพคุณของน้ำมันที่ได้ก็แตกต่างกัน และการนำไปใช้ก็จะไม่ใช้น้ำมันกัญชาเพียวๆ แต่จะผสมกับน้ำมันอย่างอื่น ที่นิยมผสมกันคือน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว เป็นไขมันชนิดอิ่มตัวที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที ไม่สะสมเป็นไขมันในร่างกาย มีสรรพคุณในการต่อต้านเชื้อโรคช่วยให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดี มีสารคีโตนซึ่งเป็นพลังงานที่สำคัญสำหรับสมองของคน เชื่อกันว่าจะสามารถป้องกันโรคสมองเสื่อมได้

อาจารย์ปานเทพจึงทิ้งท้ายไว้ว่า น่าทำการศึกษาต่อว่าน้ำมันกัญชาที่หลายคนนำไปรักษาโรคที่เป็นอยู่ แล้วบอกว่าทำให้อาการดีขึ้นหรือหายไปเลยนั้น แท้ที่จริงแล้วมาจากสรรพคุณของกัญชา หรือน้ำมันมะพร้าวกันแน่

เมื่อฟังแล้ว ก็ทำให้กลับมาคิดว่า สิ่งที่หลายคน หลายฝ่าย กำลังเรียกร้องให้ปลูกกัญชา และผลิตสารสกัดจากกัญชาเพื่อนำมารักษาโรคได้อย่างถูกกฎหมายนี้ เรามีข้อมูลทางวิชาการที่เพียงพอ เรามีผลการทดลองที่เชื่อถือได้จริงๆ แล้วหรือยัง หรือเป็นเพียงกระแส เป็นเพียงความบังเอิญที่ได้ผลดีกับผู้ป่วยเพียงไม่กี่ราย แต่ไม่อาจจะใช้กับผู้ป่วยทุกรายได้ เหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่งเราตื่นเต้นกับ ต้นหนานเฉาเหว่ย หรือ ป่าช้าเหงา ว่าสามารถรักษามะเร็งได้ แต่ปรากฏว่ามีผลข้างเคียงอย่างอื่นตามมาอันมีสาเหตุมาจากการบริโภคหนานเฉาเหว่ยติดต่อกันเป็นเวลานาน

มีการเรียกร้องให้ถอดกัญชาและกัญชงออกจาก พ.ร.บ.ยาเสพติด และอนุญาตให้ชาวบ้านปลูกกัญชาได้อย่างเสรีทุกบ้าน บ้านละ 5-6 ต้น หรือบางคนก็เรียกร้องให้ปลูกกัญชาเป็นแปลงใหญ่ โดยอ้างประเทศเพื่อนบ้านว่าเขาปลูกได้เป็นพันๆ ไร่ อันที่จริงทราบจากคนรู้จักที่อยู่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ว่า จับกุมและยึดกัญชาได้แทบทุกวัน รวมแล้วเดือนละหลายสิบตัน อันแสดงให้เห็นว่าในความเป็นจริงก็มีการลักลอบปลูกกัญชากันอยู่ไม่น้อยแล้วในบ้านเรา

ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่ากัญชาล้นตลาด ไม่ว่าจะที่แคนาดา หรือ สหรัฐอเมริกา ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รอบๆ บ้านเรา ที่บอกว่าส่งกัญชาไปขายที่สหรัฐอเมริกา ตอนนี้อเมริกาก็ปฏิเสธไม่รับซื้อแล้ว โดยอ้างว่ากัญชาเหล่านั้นมีสารปนเปื้อน ซึ่งเป็นคำปฏิเสธที่ใช้อ้างได้ในทุกกรณี

พรรคการเมืองที่ชูนโยบายกัญชาเป็นนโยบายหลักของพรรค ถึงกับประกาศว่าถ้าใครไม่สนับสนุนนโยบายกัญชา จะไม่ยอมร่วมรัฐบาลด้วยนั้นคงต้องเหลียวหลังแลหน้าอย่าออกตัวแรง ค่อยเป็นค่อยไป เหมือนที่เล่นตัวชิลล์ๆ กับการร่วมจัดตั้งรัฐบาลอย่างที่ทำอยู่นี้จะดีกว่า…

สหรัฐอเมริกา และแคนาดาเอง ที่มีการใช้กัญชาในทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย แต่ก็มิใช่ทำได้อย่างเสรีทุกรัฐ ยังมีบางรัฐที่ยังไม่ยอมทำให้กัญชาถูกกฎหมาย เพราะภายใต้กฎหมายภาษีถือว่ากัญชาเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 1 ที่ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกัญชาไม่สามารถหักภาษีนิติบุคคลได้ ธุรกิจกัญชาที่มีรายได้สูงจึงเสียภาษีมาก แต่ถ้ากัญชาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายรัฐจะสูญเสียรายได้จากภาษีไปสูงมาก

บ้านเราก็เถอะ…ผู้เชียร์ให้กัญชาถูกกฎหมายหวังว่าจะนำมาใช้รักษาโรคได้สารพัด…นั่นก็ส่วนหนึ่งเพราะไม่อยากหลบๆ ซ่อนๆ และซื้อหามาใช้ในราคาแพง อีกกลุ่มหนึ่งก็หวังว่าถ้ากัญชาถูกกฎหมายจะสามารถปลูกกัญชาเป็นพืชทองค้าขายได้ร่ำรวย..นี่ก็อีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะส่วนหลังนี้ต้องทำใจไว้ด้วยว่า ปลูกกัญชากันมากๆ อาจจะผิดหวัง…ไม่ร่ำรวยอย่างที่คิด…..ผลผลิตอะไรที่มากเกินไปราคาย่อมตกต่ำเป็นธรรมดา

โรคผิดหวังนี่ กัญชาก็คงช่วยไม่ได้….

แว่นขยาย

กรมชลฯ ชี้ฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย5-10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415452

กรมชลฯ ชี้ฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย5-10%

กรมชลฯ ชี้ฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย5-10%

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 18.57 น.

23 พ.ค.62 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมรับทราบแนวทางปฏิบัติการบริหารจัดการน้าฤดูฝนเตรียมการรับมือฤดูน้ำหลากปี 2562 โดยมี นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ร่วมการประชุม พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1-17 ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัด ตัวแทนเครือข่ายจากพื้นที่ เข้าร่วมการประชุมพร้อมกัน ณ ห้องประชุมธารทิพย์ และ ห้องดงตาล อาคาร 99 ปี มล. ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยรวมปริมาณฝนในปีนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 – 10 % โดยจะมีฝน 40 – 60 % ของพื้นที่กับมีฝนหนักในบางแห่งโดยภาคใต้และภาคตะวันออกจะมีฝนตก 60 – 80 % ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ และในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ถึงกลางเดือนกรกฎาคม ปริมาณฝนจะลดลงอาจก่อให้เกิดฝนทิ้งช่วงจนเกิดการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรโดยเฉพาะในนอกเขตชลประทาน และฝนจะตก 60 – 80 % ของพื้นที่ส่วนใหญ่ และตกหนักในบางพื้นที่โดยเฉพาะเดือนสิงหาคมและกันยายน และคาดว่าจะสิ้นสุดฤดูฝนประมาณกลางเดือนตุลาคม

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทา กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมและการคาดการณ์ถือเป็นหลักการสำคัญในการรับมือน้ำหลาก โดยเฉพาะการตรวจสอบสภาพความมั่นคงของเขื่อน ความพร้อมใช้งานอาคารชลประทาน หากพื้นที่ใดเกิดการชำรุด หรือเสียหายให้เร่งซ่อมแซม และเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือให้พร้อมปฏิบัติการ ตลอดจนกำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือการคาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำในความรับผิดชอบ และวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย โดยจะต้องรายงานข้อมูลเพื่อให้สอดคล้องกับส่วนกลาง รวมทั้งบูรณาการการทำงานจังหวัดและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

 

 

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 อ่าง ปริมาณน้ำใช้การได้ปี 2562 มี 14,769 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปี 2561 ที่มีปริมาณ 19,660 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขาดกลางและขนาดเล็กมีปริมาณน้ำใช้การได้ปี 2562 เป็น 1,595 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 129 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางสามารถรับน้ำได้อีก 35,785 ล้าน ลบ.ม. หรือเป็น 47 %

กรมชลประทานได้ดำเนินตามแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูน้ำหลากปี 2562 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือ โดยได้เลื่อนเวลาการปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา 13 ทุ่ง 1.5 ล้านไร่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่รับน้ำหลาก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 พร้อมทั้งได้บริหารจัดการน้ำตามพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าวนาปี ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยเน้นย้ำให้ทุกพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลแต่ละพื้นที่ เพื่อการจัดสรรน้ำให้เพียงพอตามแผน

“ขอให้ทุกพื้นที่ดูแลประชาชนอย่างทั่วถึงทั้งในและนอกเขตชลประทาน เนื่องจากในปีนี้อาจมีฝนทิ้งช่วง การบริหารจัดการน้ำทั้งการส่งน้ำเพื่อเสริมน้ำฝนในช่วงฝนทิ้งช่วง ตรวจสอบเขื่อนและอาคารให้พร้อมรับทุกวิกฤติเพื่อการบรรเทาอุทกภัย และการจัดการวัชพืชทางน้ำ เพื่อรับมือช่วงฤดูน้ำหลากไปด้วยกันหลักจากผ่านพ้นหน้าแล้งมาแล้ว ขอให้ทุกส่วนร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อก้าวไปสู่ปีที่ 117 ไปพร้อมกัน เพื่อความสุขของประชาชน” ดร.ทองเปลว กล่าวย้ำในที่ประชุม

กรมชลฯลงพื้นที่ตรวจ207อ่างฯภาคเหนือ ยันมั่นคงแข็งแรงพร้อมรับมือน้ำหลาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415142

x

กรมชลฯลงพื้นที่ตรวจ207อ่างฯภาคเหนือ ยันมั่นคงแข็งแรงพร้อมรับมือน้ำหลาก

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายปรีชา จานทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำนักงานชลประทานที่ 2 ลงพื้นที่สำรวจความเรียบร้อยของอ่างเก็บน้ำทั้งหมดในพื้นที่รับผิดชอบ 4 จังหวัดภาคเหนือ คือ ลำปาง พะเยา น่านและเชียงราย เพื่อตรวจสอบว่า มีจุดไหนเกิดชำรุดเสียหายจะเร่งปรับปรุงซ่อมแซมตัวเขื่อนก่อนเข้าฤดูฝนเดือนพฤษภาคม 2562  ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำในความดูแลทั้งหมด 207 แห่ง แบ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 39 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 166 แห่ง

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อ่างฯทุกแห่งมั่นคงแข็งแรง จะมีชำรุดเสียหายเฉพาะถนนบนสันเขื่อนและตลิ่งลำน้ำด้านท้ายเขื่อนเท่านั้น ซึ่งไม่กระทบความแข็งแรง  โดยจะซ่อมแซมในปีงบประมาณ 2562 จำนวน1 แห่งคือ อ่างฯแม่ต๊าก จ.เชียงราย และดำเนินการปี 2563 จำนวน 5 แห่งได้แก่ อ่างฯห้วยผาลาด อ่างฯสะโง๊ะ  อ่างฯสะโง๊ะเหนือ  อ่างฯห้วยป่าลัน และ อ่างฯแม่สรวย  จ.เชียงราย

ส่วนอ่างเก็บน้ำน้ำพงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  อ.สันติสุข จ.น่าน ที่ประสบปัญหาช่วงฤดูฝนที่จะมีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลผ่านเกินความสามารถของอาคารระบายน้ำล้น จนเกิดความเสียหายกับอาคารระบายน้ำล้นนั้น  ขณะนี้กรมชลประทานตั้งคณะทำงานศึกษาทบทวนด้านวิศวกรรมและอุทกวิทยาของอ่างฯน้ำพง เพื่อหาข้อเท็จจริง ที่ทำให้น้ำล้นสร้างความเสียหายกับตัวทำนบดินดังกล่าว และหาทางแก้ไข

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมาจากปริมาณน้ำท่าที่ไหลเข้าอ่างฯมากกว่าขีดความสามารถเก็บกักของอ่าง   โดยปริมาณน้ำท่าที่ไหลเข้าอ่างฯ เฉลี่ยประมาณปีละ 9.2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะที่อ่างเก็บน้ำได้ประมาณ 1.5 ล้าน ลบ.ม.หรือประมาณ 16% ของน้ำท่าเท่านั้น ประกอบกับอ่างฯน้ำพง ใช้งานมาแล้วกว่า 38 ปี โดยสร้างเสร็จเมื่อปี 2524 ดังนั้น  อาจเกิดการทับถมของตะกอนในอ่างฯจนรับน้ำน้อยลง

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้น กรมจะปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นทั้ง 2 แห่ง คือ อาคารระบายน้ำล้นใช้งาน (Service Spillway) และอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน (Emergency Spillway) เพื่อที่จะระบายน้ำหลากสูงสุดที่จะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำได้ รวมทั้งพิจารณาเพิ่มความสูงของทำนบดินป้องกันน้ำไหลล้นทำนบดิน ซึ่งจะทำให้อ่างฯใช้งานได้เต็มศักยภาพ

นายปรีชายังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ว่า มีปริมาณน้ำใช้การได้ 470 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 54 ของปริมาณเก็บกักในพื้นที่ทั้งหมด เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำจนถึงเดือนกรกฎาคม แต่ถ้าเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง เจ้าหน้าที่จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือไว้ช่วยเหลือพื้นที่ที่จะขาดแคลนน้ำ ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 53 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 4 คัน สามารถให้การช่วยเหลือได้ทันทีเมื่อมีการร้องขอ