รายงานพิเศษ : ดึง‘สหกรณ์วัดจันทร์ฯ’เป็นฮับ ขายหมอนทองเกรดพรีเมียมช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416191

รายงานพิเศษ : ดึง‘สหกรณ์วัดจันทร์ฯ’เป็นฮับ  ขายหมอนทองเกรดพรีเมียมช่วยเกษตรกร

รายงานพิเศษ : ดึง‘สหกรณ์วัดจันทร์ฯ’เป็นฮับ ขายหมอนทองเกรดพรีเมียมช่วยเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากนโยบายด้านการส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพออกสู่ตลาด โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นช่องทางเชื่อมโยงเครือข่าย ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตและสหกรณ์ผู้ซื้อ กระจายผลผลิตของเกษตรกรไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถระบายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตในพื้นที่ได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นนโยบายสำคัญอีกนโยบายหนึ่งของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ต้องการส่งเสริมให้สหกรณ์ผลิตผลไม้เกรดพรีเมียมให้คนไทยได้รับประทาน โดยเน้นการระบายผลไม้ตามฤดูกาล ทั้งมังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย ส้มสายน้ำผึ้ง จากสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ภาคตะวันออก ภาคใต้และภาคเหนือ โดยให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นตัวกลางเชื่อมโยงและประสานงานกับสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้กับสหกรณ์ผู้ซื้อ และได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จังหวัดระยอง ผลิตทุเรียน กลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ ผลิตส้มสายน้ำผึ้ง และชุมนุมสหกรณ์จังหวัดยะลา จำกัด ผลิตลองกอง

โดยล่าสุด สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก ได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ระดับจังหวัดและระดับภาคร่วมกับ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) เปิดช่องทางจำหน่ายทุเรียนหมอนทองคุณภาพ เกรดพรีเมียม มาตรฐาน GAP เพื่อนำผลผลิตทุเรียนจากแหล่งผลิตมาจำหน่ายในจังหวัดพิษณุโลก

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว เป็นการช่วยระบายผลผลิตทุเรียนในพื้นที่แหล่งผลิตในช่วงที่มีการกระจุกตัวของผลผลิต เพื่อไม่ให้เกิดการล้นตลาดและราคาตกต่ำ ซึ่งผลผลิตทุเรียนที่นำมาจำหน่ายนี้ เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เกรดพรีเมียม มาตรฐาน GAP จากสวนของสมาชิกสหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จังหวัดระยอง โดยมีเป้าหมายคือต้องการให้ผู้บริโภคคนไทยได้กินทุเรียนคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้

ด้านดร.ประภาส งามสงวน ประธานคณะกรรมการสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลผลิตทุเรียนหมอนทอง จากสวนของสมาชิกสหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จังหวัดระยอง ที่นำมาจำหน่ายครั้งนี้ มีปริมาณ 3,000 กิโลกรัม จำหน่ายในราคาประกัน กิโลกรัมละ 130 บาท ลักษณะเด่นของทุเรียนเหล่านี้ ก็คือ เปลือกบาง เนื้อมาก รสชาติ หอม หวาน อร่อย ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก หลายคนติดใจในรสชาติจึงกลับมาซื้อใหม่เป็นรอบที่สอง ทำให้เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถขายจนหมด

“ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการร่วมมือกันลักษณะนี้ ซึ่งสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นตัวกลางในการกระจายผลผลิตทุเรียนครั้งนี้ และพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการกระจายผลผลิตผลไม้ชนิดอื่น ต่อไป”ดร.ประภาส กล่าว

โครงการดังกล่าว ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการเชื่อมโยงเครือข่ายผ่านกลไกสหกรณ์ ที่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกรสมาชิก และทำให้ผู้บริโภคได้รับประทานผลไม้ที่มีคุณภาพในราคายุติธรรม

กรมชลฯลุยกิจกรรมเพื่อคนชนบท จัดน้ำดื่มสะอาด-ตรวจสายตาแจกแว่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416187

x

กรมชลฯลุยกิจกรรมเพื่อคนชนบท จัดน้ำดื่มสะอาด-ตรวจสายตาแจกแว่น

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางณภัทร เวียงคำมา ผู้อำนวยการส่วนเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า นอกจากกรมฯดำเนินการเรื่องพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งและน้ำเสียแล้ว “น้ำดื่ม” ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะในชนบทห่างไกลความเจริญ ซึ่งปัจจุบันยังมีหลายพื้นที่ขาดน้ำดื่มสะอาด ดังนั้น กรมฯจึงจัดกิจกรรมเพื่อสังคมมีพื้นที่เป้าหมายหลักเป็นพื้นที่ชนบทห่างไกลระบบสาธารณูปโภคมาต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน ภายใต้“โครงการน้ำดื่มชลประทานเพื่อประชาชนในพื้นที่ชนบท” เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้บริโภคน้ำดื่มสะอาดตามมาตรฐาน และยังสอดคล้องแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ด้านจัดการน้ำอุปโภคบริโภคของรัฐบาลที่กำหนดให้จัดหาน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภคให้ชุมชนครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ล่าสุดดำเนินโครงการดังกล่าวที่โรงเรียนบ้านห้วยผาก ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งนักเรียน 350 คนและชุมชนโดยรอบมากกว่า 150 ครัวเรือนที่ยังไม่มีน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภค

“น้ำที่นักเรียนและราษฎรบริเวณนี้ใช้อยู่มาจากประปาภูเขา ซึ่งมีสีและกลิ่นไม่เหมาะดื่มกิน กรมจึงเข้ามาติดตั้งถังเก็บน้ำพร้อมเครื่องกรองน้ำ
ที่มีระบบการทำงานถึง 7 ขั้นตอน ทำให้น้ำที่ไหลผ่านระบบออกมาเป็นน้ำดื่มสะอาดได้มาตรฐานบริโภคได้ จะทำให้นักเรียน ชาวบ้าน ในพื้นที่มีน้ำดื่มสะอาดไว้บริโภค โดยใช้แหล่งน้ำต้นทุนจากธรรมชาติ” นางณภัทรกล่าว

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังเล็งเห็นว่าประชาชนในพื้นที่ชนบทยังขาดโอกาสด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการดูแลรักษาดวงตา ดังนั้น เมื่อกรมเข้าไปดำเนินโครงการน้ำดื่มชลประทานเพื่อประชาชนในชนบทแล้ว ควรดำเนินกิจกรรมอื่นที่สังคมชนบทต้องการควบคู่ไปด้วย จึงร่วมมือกับสมาคมยี่สิบสองนอ ซึ่งเป็นสมาคมผู้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ทำกิจกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่ชนบท ให้บริการตรวจวัดสายตาพร้อมประกอบแว่นแจกแว่นสายตาฟรีให้นักเรียนและชาวบ้านในพื้นที่ควบคู่ไปด้วย ซึ่งสมาคมยี่สิบสองนอ มีประสบการณ์ดำเนินโครงการตรวจวัดสายตามาเป็นเวลากว่า 10 ปี ทั้งนี้ กรมชลประทานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนและประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์จากน้ำดื่มสะอาด พร้อมกับมีสุขภาพดีขึ้นจากกิจกรรมเพื่อสังคมดังกล่าว

รักษ์เกษตร : การปลูกบัว และการดูแลรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416190

x

รักษ์เกษตร : การปลูกบัว และการดูแลรักษา

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมเคยปลูกบัว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ มักตายและมีปัญหามาก ขอทราบข้อมูลการจัดการด้วยครับ ขอบคุณครับ

มงคล นวรัตน์ศิริ อ.เมือง จ.นนทบุรี

คำตอบ

บัว เป็นพืชล้มลุก ลักษณะลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้า ไหล หรือหัว ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยว เจริญขึ้นจากลำต้น โดยมีก้านใบส่งขึ้นมาเจริญที่ใต้น้ำ ผิวน้ำ หรือเหนือน้ำ รูปร่างของใบส่วนใหญ่กลม มีหลายแบบ บางชนิดมีก้านใบบัว

การปลูกเลี้ยงบัว และดูแลรักษาบัวทุกชนิด ไม่ยากและไม่ง่าย หากแต่มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก ใช้เวลามาก และต้องคอยดูแลเรื่องต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ คือ

1. ชนิดของบัว แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

1) บัวหลวง หรือดอกบัวที่ใช้บูชาพระ มีดอกและใบชูขึ้นเหนือน้ำ ใบสีเขียวนวลค่อนข้างกลม ขอบใบเรียบ ผิวด้านบนมีขนอ่อนๆ ดอกมี 4 สี ได้แก่ สีขาว สีแดง สีชมพู และสีเหลือง ติดผลเป็นฝัก การขยายพันธุ์ บัวหลวงมีไหล ชอนไชไปตามหน้าดิน ต้นใหญ่จะเกิดมาจากไหลเหล่านั้น ปลูกต้นเดียวถ้าไม่ตายในหนึ่งปี สามารถขยายออกไปได้มาก จนกระทั่งเต็มบึง

2) บัวสาย เป็นบัวที่อยู่ตามหนองบึงที่มีระดับน้ำลึก เป็นบัวที่ชาวบ้านมักนิยมเก็บก้านดอกมาทำอาหาร หรือที่เรียกว่า สายบัว แม้ปัจจุบันนี้ ยังนิยมนำมาปรุงอาหาร บัวสายมีใบที่ใหญ่ ขอบใบหยัก มีดอกสีบานเย็น สีขาว และสีชมพู ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน การขยายพันธุ์ บัวสาย
มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เมื่อน้ำแห้ง ต้นเก่าโทรมไป ครั้นถึงฤดูน้ำท่วมหัวเหล่านั้นก็จะแตกต้นอ่อนขึ้นมาใหม่ และอีกแบบคือการเพาะเมล็ด

3) บัวผัน บัวเผื่อน  เป็นบัวพื้นเมืองที่ขึ้นอยู่ตามทุ่งนา ตามหนองน้ำ และคูน้ำริมถนน ที่พบเห็นได้ทั่วไป ตามชนบทที่มีน้ำท่วมขัง ดอกจะบานตอนเช้าและหุบในตอนเย็น ใบรูปไข่จนถึงกลม ดอกมีหลายกลีบ มีกลิ่นหอม และการขยายพันธุ์ใช้วิธีการเพาะเมล็ด

4) บัวลูกผสมกลุ่มบัวผัน บัวผันมีดอกเล็ก และมีกลีบดอกน้อย ปัจจุบันได้มีการผสมพันธุ์บัวผันเกิดเป็นบัวลูกผสมที่กลีบดอกซ้อน สีสันสวยงาม และเป็นที่นิยมปลูกประดับกันทั่วไป บัวประดับที่พบเห็นส่วนใหญ่ล้วนเป็นบัวลูกผสมของกลุ่มบัวผันเกือบทั้งหมด สำหรับชื่อของพันธุ์ลูกผสมนั้น มีชื่อเรียกกันมากมาย แล้วแต่ผู้คิดค้นพันธุ์จะตั้งชื่อ ตามเจ้าของบ้าง ตั้งชื่อใหม่ตามจินตนาการบ้าง ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

2. ดิน ที่เหมาะในการใช้ปลูกบัวคือ ดินเหนียว ดินท้องร่องที่มีธาตุโปแตสเซียมสูง  ไม่ควรใช้ดินที่มีซากอินทรียวัตถุที่ยังย่อยสลายไม่หมด เพราะจะทำให้น้ำเสีย และทำให้ต้นเน่า

3. น้ำ ต้องเป็นน้ำที่สะอาด ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 5.5-8.0 อุณหภูมิควรอยู่ระหว่าง 15-35 องศาเซลเซียส ไม่ควรเกิน 50 องศาเซลเซียส ระดับความลึกของน้ำที่บัวต้องการ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

-น้ำตื้น  เป็นบัวที่ต้องการน้ำตื้น ระหว่าง 15-30 ซม. มีผิวหน้าของน้ำในการแผ่กระจายของใบ ประมาณ 50X50 ซม.

-น้ำลึกปานกลาง เป็นบัวที่ต้องการความลึก ระหว่าง 30-60 ซม. มีผิวหน้าของน้ำในการแผ่กระจายของใบ ประมาณ 1X1 เมตร

-น้ำลึกมาก เป็นบัวที่ต้องการความลึกของน้ำ ระหว่าง 60-120 ซม. ระดับน้ำที่เหมาะสมกับความต้องการของบัว สังเกตได้จาก ก้านดอกจะส่งดอกตั้งตรงในแนวดิ่ง  ก้านใบไม่ควรแผ่กว้างกว่า 45 องศา

4. แสงแดด บัว เป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัด  จึงควรให้บัวได้รับแสงแดดเต็มที่ วันละ 4 ซม. เป็นอย่างน้อย ถ้าปลูกบัวในที่ร่มเกินไป บัวจะออกดอกน้อย หรือไม่ออกดอกเลย

5. การให้ปุ๋ย เมื่อเห็นว่าบัวที่ปลูกผิดปกติ ไม่เจริญเติบโต ใบเล็กลง ใบเหลือง และใบแก่เร็วขึ้น แสดงว่า บัวเริ่มขาดธาตุอาหาร วิธีการให้ปุ๋ยบัว จะแตกต่างกันกับการให้ปุ๋ยพืชชนิดอื่นต้องทำปุ๋ยให้เป็นลูกกลมๆ เพื่อฝังลงไปในดินโคลนใต้รากของบัว โดยนำปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 1 ช้อนชา ห่อด้วยดินเหนียว แล้วปั้นเป็นลูกกลม ผึ่งลมให้แห้ง ถ้าปลูกบัวไม่มาก อาจใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อแทนก็ได้ วิธีใส่ปุ๋ยทั้งสองแบบ ให้ฝังห่างจากโคนต้น ประมาณ 5-8 ซม.

บัว ราชินีแห่งไม้น้ำ เป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณงามความดี ถ้าจะปลูกให้ได้ดี ก็สามารถทำได้ นะครับ

นาย รัตวิ

ขานรับอบรม3สาร ภาคเอกชนตื่นตัว แห่ติวรุ่น1กว่า200 อีก300ต่อคิวรอบ2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416188

x

ขานรับอบรม3สาร ภาคเอกชนตื่นตัว แห่ติวรุ่น1กว่า200 อีก300ต่อคิวรอบ2

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของกรมได้จัดอบรมสร้างวิทยากรไปอบรมเกษตรกรในหลักสูตร “การใช้วัตถุอันตราย พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ให้ถูกต้องและปลอดภัย” ให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย การยางแห่งประเทศไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมอารักขาพืชไทย และสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย รวมจำนวนผู้รับการอบรมรุ่นที่ 1 ทั้งหมด 1,700 คน ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร หน่วยงานในส่วนภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตร ส่วนสมาคมภาคเอกชนทั้ง 3 สมาคม จัดอบรมที่ กรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้ ในส่วนสมาคมภาคเอกชนทั้ง 3 สมาคม จากเดิมกำหนดจำนวนผู้เข้าอบรมไว้ 300 คน แต่มีการแจ้งความประสงค์จากสมาคมขอเข้ารับการอบรมมาเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้รวมมากกว่า 500 คน ซึ่งกรมวิชาการเกษตรจัดอบรมรุ่นที่ 1 วันที่ 23 พฤษภาคม 200 คน และจะอบรมวิทยากรจากทั้ง 3 สมาคมที่เหลืออีก 300 คน ในรุ่นที่ 2 วันที่ 6 มิถุนายนนี้

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม กรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างสร้างวิทยากรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อไปทำหน้าที่วิทยากรนำความรู้ที่ได้รับทั้งภาคทฤษฎีและปฎิบัติไปอบรมเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 1.5 ล้านคน ที่ยังจำเป็นต้องใช้สารทั้ง 3 ชนิดนี้ ทั้งนี้ เกษตรกรที่จะเข้ารับการอบรมต้องมีทะเบียนเกษตรกรหรือหลักฐานแสดงพื้นที่ปลูกพืชที่จำเป็นต้องใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซต สำหรับกำจัดวัชพืชใน อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลังและไม้ผล และใช้คลอร์ไพริฟอสเพื่อกำจัดแมลงในไม้ดอก พืชไร่ และกำจัดหนอนเจาะ ลำต้นในไม้ผล ซึ่งต่อไปการซื้อสารทั้ง 3 ชนิดไปใช้เกษตรกรต้องซื้อจากร้านที่ได้รับอนุญาต แสดงหลักฐานผ่านการอบรม พร้อมแสดงชนิดพืชที่ปลูก พื้นที่ปลูก เพื่อกำหนดปริมาณวัตถุอันตรายที่จะซื้อได้

ราคาดี-จีนสั่งนำเข้าอื้อ ดันยอดปลูกทุเรียนภาคใต้พุ่ง ผลผลิตปี’62กว่า4.4แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416189

x

ราคาดี-จีนสั่งนำเข้าอื้อ ดันยอดปลูกทุเรียนภาคใต้พุ่ง ผลผลิตปี’62กว่า4.4แสนตัน

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า คณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ ได้พยากรณ์สถานการณ์ทุเรียนภาคใต้ปี 2562 ทั้ง 14 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล สุราษฎร์ธานี พบว่า เนื้อที่ยืนต้นของทุเรียนภาคใต้ ปี 2562 มีจำนวน 501,845 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 35,290 ไร่ เพิ่มขึ้น 8% เนื้อที่ให้ผลมีจำนวน 387,822 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 28,515 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 8% ปริมาณผลผลิตรวม 445,220 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 140,953 ตัน คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 46% โดยผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล อยู่ที่ 1,148 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 301 กิโลกรัม คิดเป็น 36%

เนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาของทุเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรจึงปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นโดยปลูกแทนพืชอื่น เช่น ยางพารา เงาะ ลองกอง ซึ่งเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นจากทุเรียนที่ปลูกในปี 2557 เริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ ส่งผลปริมาณผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น โดยผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรมีการดูแลรักษาต้นทุเรียน กอปรกับปีที่ผ่านมาต้นทุเรียนไม่ติดผลหรือให้ผลผลิตน้อย จึงมีเวลาในการพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้น

สำหรับผลผลิตทุเรียนของทางภาคใต้จะออกมาที่สุดที่จังหวัดชุมพร รองลงมาคือ นครศรีธรรมราช โดยผลผลิตในฤดูของทางภาคใต้เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน และจะออกมากในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนสิงหาคม 2562 คิดเป็น 34% ของผลผลิตภาคใต้ทั้งหมด ซึ่งราคาเฉลี่ยทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่เกษตรกรขายได้ที่สวนเฉลี่ยอยู่ที่ 93.29 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 19%

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราคาทุเรียนค่อนข้างสูง เนื่องจากยังมีความต้องการนำเข้าไปที่ประเทศจีนจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนให้การเอาใจใส่ดูแลมากขึ้นเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตเพิ่มและมีคุณภาพดี เช่น การตัดผลอ่อนบางส่วนทิ้ง ทำให้ผลที่เหลือมีขนาดและ
น้ำหนักใหญ่ขึ้น ในขณะเดียวกันเนื้อที่ให้ผลของทุเรียนเพิ่มขึ้น และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเกษตรกรที่โค่นต้นแก่ของไม้ผลอื่นๆ และโค่นยางพาราที่ราคาไม่จูงใจ หันมาปลูกทุเรียนแทน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้ส่งออกควรควบคุมคุณภาพของทุเรียน ทั้งเรื่องทุเรียนอ่อน และวัตถุปนเปื้อนที่อาจทำให้เกิดปัญหาการส่งออกได้ ซึ่งสศก. จะได้ร่วมติดตามสถานการณ์การผลิตและปริมาณผลผลิตไม้ผลร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเตรียมมาตรการนโยบาย โดยคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ จะมีการประชุมเพื่อสรุปผลอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมนี้

กรมชลฯยันเขื่อนทั่วประเทศ รับน้ำฝนได้อีก3.5หมื่นล้านลบ.ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416233

กรมชลฯยันเขื่อนทั่วประเทศ รับน้ำฝนได้อีก3.5หมื่นล้านลบ.ม

กรมชลฯยันเขื่อนทั่วประเทศ รับน้ำฝนได้อีก3.5หมื่นล้านลบ.ม

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 19.45 น.

“กรมชลฯยันเขื่อนทั่วประเทศรับน้ำฝนได้อีก3.5หมื่นล้านลบ.ม.พร้อมปรับเกณฑ์กักเก็บน้ำใหม่ทุกเขื่อน437แห่ง เน้นบริหารอ่างน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ”

27 พ.ค. 62 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนปีนี้ว่า กรมปรับเกณฑ์ปฏิบัติการ- อ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ของอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน 437 แห่งทั่วประเทศแล้ว ซึ่งจะปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลสถิติ เงื่อนไขการใช้น้ำและขีดความสามารถรับน้ำของลำน้ำด้านท้าย พร้อมกำหนดให้มีเส้นเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำอ้างอิงแบบระยะยาว และเส้นเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำแบบระยะสั้นของแต่ละปี ตามการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งหมดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“อ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ สามารถรับน้ำช่วงฤดูฝนรวมกันได้มากกว่า 3.5หมื่นล้าน ลบ.ม. จึงรองรับปริมาณน้ำหลากช่วงฤดูฝนได้เต็มที่ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีอ่างเก็บน้ำหลายแห่งที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อยหรือต่ำกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ซึ่งต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ เพื่อให้เพียงพอจนกว่าจะเข้าฤดูฝนปกติ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 12 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล อ่างเก็บน้ำกระเสียว อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ อ่างเก็บน้ำลำพระ อ่างเก็บน้ำห้วยหลวง อ่างเก็บน้ำลำปาว อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ อ่างเก็บน้ำทับเสลา อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำแควน้อยบำรุงแดน อ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธารา และอ่างเก็บน้ำลำนางรอง นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 149 แห่งทั่วประเทศ ที่มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ไม่ถึงร้อยละ 30 หากมีฝนตกลงมาอ่างเก็บน้ำเหล่านี้จะรองรับปริมาณน้ำรวมกันได้มากพอควรเช่นกัน”อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

นอกจากนี้ กรมยังวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรม ชาติตามศาสตร์พระราชา โดยดำเนินโครงการบางระกำโมเดลปีนี้เป็นปีที่ 3 ด้วยการปรับเปลี่ยนปฏิทินปลูกข้าวใหม่ ให้เก็บเกี่ยวได้ก่อนน้ำหลาก จากนั้นจะใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำ พร้อมขยายผลมาดำเนินการในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เมื่อรวมปริมาณน้ำที่ทุ่งบางระกำ และ 12 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างแล้ว จะทำให้รองรับน้ำหลากได้มากกว่า 2,000 ล้าน ลบ.ม. หรือเท่ากับปริมาณความจุของเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์รวมกัน ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาได้มีประสิทธิภาพ

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนปีนี้ กรมยังได้จัดทำฐานข้อมูลและมาตรการบริหารจัดการน้ำของแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก พร้อมกำหนดสถานีหลัก Key Station) เพื่อบริหารจัดการน้ำและเฝ้าระวัง รวมทั้งได้ขุดลอกคูคลอง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยเฉพาะผักตบชวาและวัชพืช ตลอดจนตรวจสอบอาคารชลประทานให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และเตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลต่างๆ ที่ออกปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่ได้ตลอดเวลา

ส่วนผลการจัดสรรน้ำหลังสิ้นสุดฤดูแล้ง(ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2561-30 เมษายน 2562) พบว่าการใช้น้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แม้ใช้น้ำเกินแผนไปบ้างแต่ไม่มาก ซึ่งจะอยู่ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นส่วนใหญ่ เดิมกรมชลประทานจัดสรรน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งประมาณ 8พันล้าน ลบ.ม. เมื่อสิ้นสุดฤดูแล้งเดือนเมษายน ปรากฏว่าลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปทั้งสิ้น 9พันล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม ยังมีน้ำคงเหลือที่จะใช้ได้ต่อเนื่องช่วงต้นฤดูฝนอีกกว่า 5พันล้าน ลบ.ม. รวมไปถึงการใช้น้ำในช่วงที่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมด้วย

‘สรวิศ’ร่วมประชุมOIEถกปัญหาโรคระบาดสัตว์-กฎระเบียบการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416165

'สรวิศ'ร่วมประชุมOIEถกปัญหาโรคระบาดสัตว์-กฎระเบียบการค้า

‘สรวิศ’ร่วมประชุมOIEถกปัญหาโรคระบาดสัตว์-กฎระเบียบการค้า

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 16.59 น.

เปิดฉากประชุมองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ถกปัญหาโรคระบาดสัตว์ กฎระเบียบการค้าและมาตรฐานสุขภาพสัตว์ระหว่างประเทศ

27 พ.ค.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมประชุมองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ครั้งที่ 87 ณ กรุงปารีส เพื่อหารือด้านมาตรฐานสุขภาพสัตว์ กำหนดเงื่อนไข นำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศ และขั้นตอน มาตฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ในการควบคุมและป้องกันโรคในสัตว์ โดยปัญหาการระบาดของโรคอหิวาต์สุกรแอฟริกาในหลายประเทศในเอเชียและยุโรป เป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศสมาชิกเรียกร้องความร่วมมือในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ที่จะผลกระทบต่อการผลิตปศุสัตว์และความมั่นคงอาหารของโลก

ดร.โมนิกค์ เอลัว ผู้อำนวยการใหญ่ OIE กล่าวถึงความสำเร็จผลงานในรอบปีที่ผ่านมา โดย FAO และ OIE ได้ร่วมจัดทำกรอบแผนงานระดับโลกเกี่ยวกับการควบคุมโรคระบาดสัตว์ข้ามพรมแดน ปัญหาเชื้อดื้อยา โครงการปรับปรุงการป้องกันโรคในสัตว์น้ำ และโครงการกำจัดโรค PPR ในแพะ-แกะให้หมดไป (Global PPR Eradication Campaign) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก (Work Bank) และกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD)

ในระหว่างการประชุมอธิบดีกรมปศุสัตว์ จะได้หารือการป้องกันและปัญหาโรคระบาดสัตว์ และพิจารณากฎระเบียบการค้าและมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และประเทศคู่ค้าที่สำคัญด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 27 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415995

586851

ชายคาพระพิรุณ : 27 พฤษภาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2562 ก็ได้ฤกษ์ดำเนินการกันต่อ ซึ่ง นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวความคืบหน้าของการดำเนินโครงการดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการติดตามผลการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม(นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2562
ตามนโยบาย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพตั้งแต่วันแรกของการเปิดภาคเรียน ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ที่มีมติให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เรื่อง การทบทวนระบบริหารจัดการนมโรงเรียน ที่ได้พิจารณาทบทวนกลไกการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนทั้งระบบ โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการติดตามผลการจัดส่งนมโรงเรียนของโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา2562 พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 และจากการติดตามผลเมื่อวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2562 ได้ผลสรุปว่าเด็กนักเรียนได้ดื่มนมครบทุกจังหวัด จำนวน 77 จังหวัด และผลการจัดส่งนมโรงเรียน ณ วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2562 เวลา 09.00 น. จากจำนวนโรงเรียนทั่วประเทศ ทั้งหมด 46,648 แห่งได้จัดส่งนมโรงเรียนได้แล้ว ประมาณ 95% โดยมีปัญหาและอุปสรรคคือ โรงเรียนบางแห่งยังไม่เปิดภาคเรียน เทอม 1/2562 และหน่วยจัดซื้อกับผู้ประการผลิตภัณฑ์นม ไม่สามารถทำสัญญาซื้อขายนมโรงเรียนได้ทัน นอกจากนี้โรงเรียนเอกชนบางแห่งยังไม่ได้รับงบประมาณสำหรับจัดซื้อนมโรงเรียน แต่คาดว่าในเวลาไม่เกินสัปดาห์ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมจะสามารถส่งนมโรงเรียนให้กับโรงเรียนทั่วประเทศได้ทั้งหมด…อย่างไรก็ดี สำหรับปีการศึกษา 2562 นี้ ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทบทวนกลไกในการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนทั้งระบบ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพ โดยระบบและกลไกใหม่นี้ เน้นการกระจายอำนาจ
การจัดสรรโควตาลงกลุ่มพื้นที่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการนมโรงเรียน โดยบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และลดปัญหาการมีผลประโยชน์ทับซ้อน…

กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศเนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2562 โดยนายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว บอกว่า ในปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศเนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ภายใต้โครงการระบบ
ส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2562 ขึ้น ระหว่างวันที่ 5–7 มิถุนายน 2562 ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “ชาวนายุคใหม่ พัฒนาข้าวไทย ก้าวไกลสู่สากล” โดยกรมการข้าว ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเชิญเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน ในวันพุธที่ 5 มิถุนายน 2562 ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานครโดยการจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทั้งเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในด้านข้าวและชาวนาของไทย รวมไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ด้านข้าวให้เกษตรกรที่เข้าร่วมงานได้รับทราบและนำไปประยุกต์ใช้ สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10, จัดแสดงพันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 พันธุ์,จัดแสดงพันธุ์ข้าว กข 43, ข้าวทนแล้ง,ผลงานทางด้านนวัตกรรมข้าวต่างๆ, การเชื่อมโยงตลาดและการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้
ภายในงานยังมีกิจกรรมการแข่งขันชิมข้าว “แฟนพันธุ์แท้ข้าว”, การแข่งขันปิ้งข้าวเกรียบว่าวโบราณ, การแข่งขันตีปี๊บในแปลงนา และยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมด้านข้าวอีกด้วย

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : หนุนสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น แหล่งรับซื้อมังคุดภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415999

รายงานพิเศษ : หนุนสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น  แหล่งรับซื้อมังคุดภาคตะวันออก

รายงานพิเศษ : หนุนสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น แหล่งรับซื้อมังคุดภาคตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิต ผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวม ทั้ง 4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ตัน โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งผลผลิตภาพรวมของผลไม้ทั้ง 4 ชนิด จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยผลไม้บางส่วนที่พร้อมจำหน่าย เกษตรกรบางรายเลือกที่จะขายผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือล้งผลไม้ และก็มีอีกหลายรายที่เลือกขายให้กับสหกรณ์การเกษตร เนื่องจากเชื่อมั่นในราคาที่มีความยุติธรรม และมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ตลอดจนเมื่อถึงสิ้นปีสมาชิกยังได้รับเงินปันผลอีกด้วย

 

นายวิฑูรย์ สังข์สุวรรณ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด เล่าว่า สหกรณ์ฯ เป็นหนึ่งในสหกรณ์แถบภาคตะวันออกที่มีการรวบรวมผลไม้ โดยเฉพาะมังคุดมาเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว ซึ่งในปี 2561 ที่ผ่านมา สามารถรวบรวมผลผลิตได้ทั้งหมด 50 ตัน จากสมาชิกที่มีสวนมังคุด จำนวน 110 ราย คิดเป็นมูลค่า 2,200,000 บาท ส่วนในรอบปี 2560 สามารถรวบรวมผลผลิตได้ทั้งหมด 45 ตัน มูลค่า 1,200,000 บาท ทั้งนี้ราคาการรับซื้อ/ขายมังคุดจะขึ้นอยู่กับราคาตลาดเป็นหลัก โดยในแต่ละวันราคาสามารถปรับขึ้นลงได้หลายครั้งตามรอบที่เปิดรับซื้อขายมังคุด แต่สหกรณ์ฯ รับรองว่าสมาชิกจะได้ราคาที่เป็นธรรมและไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน

ดังนั้น เพื่อให้สหกรณ์ฯ เกิดสภาพคล่องและมีเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อผลผลิตมังคุดจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป สหกรณ์ฯ จึงได้เสนอโครงการรวบรวมผลไม้ (มังคุด) จังหวัดระยอง เพื่อขอสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัดระยอง จำนวน 5,000,000 บาท ภายใต้โครงการบริหารจัดการรวบรวมผลไม้ธุรกิจในสถาบันเกษตรกร ปี 2562

 

 

 

 

นายวิฑูรย์บอกอีกว่า ในการรับซื้อมังคุดของสหกรณ์ฯนั้นจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ การรับซื้อแบบคัดเกรดและการซื้อแบบยกลัง โดยการรับซื้อแบบคัดเกรดจะแบ่งมังคุดออกเป็น 3 เกรด คือ ผิวมัน ผิวลายและ ผิวดำ โดยเกรดผิวมันจะมีราคาสูงและส่วนใหญ่จะคัดเพื่อส่งออกต่างประเทศ ซึ่งสหกรณ์ฯ จะจำหน่ายผลผลิตมังคุดให้กับบริษัท จ.เจริญทรัพย์เป็นหลัก โดยแต่ละวันจะมารับมังคุดจากสหกรณ์ฯเฉลี่ยวันละ 1 ตัน ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้มีการทำตลาดส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังจำหน่ายให้กับผู้ค้าปลีกทั่วไป เช่น พ่อค้าจากตลาด อ.ต.ก. และพ่อค้าจากตลาดแหล่งท่องเที่ยวในเมืองใหญ่ๆ

ด้านนายบัณทูล ศรีชูเปี่ยม สมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด บอกว่า ตนเองมีอาชีพทำสวนผลไม้เป็นหลัก โดยแบ่งเป็น มังคุด 3 ไร่ และทุเรียน 4 ไร่ ซึ่งเฉพาะมังคุดเพียงอย่างเดียวสามารถสร้างรายได้ต่อปีได้กว่า 100,000 บาท โดยล่าสุดสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายให้กับสหกรณ์ได้ประมาณ 1 ตัน และยังเหลือมังคุดที่รอการเก็บเกี่ยวอีกประมาณ 20% ซึ่งผลผลิตทั้งหมดตนเลือกที่จะขายให้กับสหกรณ์ฯ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในระบบ และราคารับซื้อที่ยุติธรรม ไม่กดราคา ประกอบกับแต่ละปีสหกรณ์ฯ จะมีการปันผลคืนให้กับสมาชิก รวมถึงยังสามารถซื้อปัจจัยการผลิตจากสหกรณ์ฯได้ในราคาถูกอีกด้วย สิ่งเหล่านี้คือประโยชน์ที่ตนได้รับจากการเป็นสมาชิก
สหกรณ์ฯ

จะเห็นได้ว่าสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด เป็นอีกสหกรณ์หนึ่งที่ดำเนินงานด้วยหลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส และเห็นแก่ประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ จนสามารถเรียกแรงศรัทธา สร้างความเชื่อมั่น และความซื่อสัตย์ต่อสมาชิกได้อย่างมากเลยทีเดียว

ก.เกษตรฯถกศพก.-แปลงใหญ่ n บูรณาการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415998

ก.เกษตรฯถกศพก.-แปลงใหญ่  n บูรณาการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ

ก.เกษตรฯถกศพก.-แปลงใหญ่ n บูรณาการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ประชุมเชื่อมโยงการดำเนินงาน ศพก. และแปลงใหญ่ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 เพื่อปูทางขับเคลื่อนนโยบายสำคัญต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมขยายผลต่อยอดการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จในทุกมิติ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเกษตรแปลงใหญ่ ถือเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่มีการดำเนินงานมาได้เกิดผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจในทุกมิติและมีแนวโน้มการพัฒนาของเกษตรกรที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยการดำเนินงานทั้ง ศพก. และแปลงใหญ่ถือเป็นกลไกสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนด้านการเกษตร เนื่องจากเป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตสินค้าเกษตรที่ถูกต้องและเหมาะสมและเป็นศูนย์กลางการบริการแลกเปลี่ยนความรู้ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานต่างๆ จากภาครัฐให้กับเกษตรกร ปัจจุบันมีเครือข่ายสนับสนุนด้านวิชาการและการบริการเฉพาะด้านตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด เขต ทำให้เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดแก่เกษตรกร รวมทั้งการให้บริการทางการเกษตร รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นหนึ่งในกลไกในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยในแต่ละปีจะมีการประชุมระดับประเทศทุกๆ 3 เดือน เพื่อรับทราบปัญหา แก้ไขปัญหา พร้อมวางแนวทางการขับเคลื่อนดำเนินงานตามนโยบายจากกระทรวงเกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อให้การดำเนินงานเกิดการรับรู้ความเข้าใจและสามารถสื่อสารให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง ในขณะเดียวกันในระดับพื้นที่ที่ทำงานไปแล้วหากพบเจอกับปัญหาอะไรก็สามารถนำมาสะท้อนในเวทีนี้เพื่อวางแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน วันนี้จะเห็นว่ามีหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ จากหลายๆ กรม เข้าร่วมประชุมด้วย ฉะนั้นถ้ามีปัญหาตรงส่วนไหน หน่วยงานต่างๆ เหล่านี้ก็พร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกับเกษตรกรไปพร้อมกัน ทั้ง ศพก.และแปลงใหญ่ นับเป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชนและภาครัฐแบบบูรณาการ

“ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของ ศพก.และแปลงใหญ่ ที่ผ่านมา กรม ได้พยายามให้เกษตรกรมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลสำเร็จในวันนี้ถือเป็นบททดสอบแล้วว่า ภาครัฐไม่ได้ใช้ความต้องการของตนเองเป็นที่ตั้ง แต่ความต้องการแก้ไขปัญหาจะต้องมาจากภาคประชาชน โดยมีภาครัฐเข้าไปสนับสนุนวางแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว