สศก.เร่งศึกษาใช้โดรนช่วยทำนา นำร่องภาคกลาง-เหนือตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416591

x

สศก.เร่งศึกษาใช้โดรนช่วยทำนา นำร่องภาคกลาง-เหนือตอนล่าง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งเน้นปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนนับเป็นอีกนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมและหลายประเทศนำมาปรับใช้กับภาคเกษตรได้มีประสิทธิภาพ อาทิ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้และสหรัฐ ปัจจุบันโดรนถูกนำมาใช้ตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูก เพื่อวิเคราะห์หาการเจริญเติบโตของพืชแต่ละจุด การถ่ายภาพทางอากาศโดยใช้ระบบ GPS การพ่นยา หว่านเมล็ดพันธุ์และหว่านปุ๋ย ซึ่งทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้แรงงานคน ประหยัดเวลาพ่นสารกำจัดศัตรูพืชและลดปริมาณใช้สารเคมี

สำหรับประเทศไทย กระทรวงเกษตรฯโดยกรมวิชาการเกษตร ได้ทดลองนำโดรนมาพ่นสารชีวภัณฑ์ในแปลงผักคะน้า หอม ผักชี นาข้าว และไร่อ้อย ซึ่งพบว่าการใช้โดรนพ่นสารชีวภัณฑ์ลดเวลาพ่นเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้แรงงานคนที่ใช้เครื่องสะพายหลังติดเครื่องยนต์ 4-5 เท่า และลดปริมาณใช้สารเคมีลงร้อยละ 30-50 อย่างไรก็ตาม โดรนเพื่อการเกษตรที่จำหน่ายในตลาดราคาสูง อยู่ระหว่าง 219,000-330,000 บาท/เครื่อง สศก. จึงทำวิจัยเรื่อง การศึกษาความคุ้มค่าการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ช่วยทำนาในภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการใช้และไม่ใช้โดรนในการช่วยทำนา และจากการสำรวจเบื้องต้นในจ.สระบุรี นครสวรรค์ ลพบุรี ชัยนาท ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า เกษตรกรที่จ้างบริการโดรนพ่นสารกำจัดวัชพืช/แมลงศัตรูพืช และการพ่นฮอร์โมนบำรุงข้าว ซึ่งการใช้โดรนพ่นลดเวลาลงเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคน 3-5 เท่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ควบคุมโดรน สามารถลดปริมาณใช้สารเคมีลงร้อยละ 15-20 และไม่มีสารตกค้างในตัวผู้ปฏิบัติงาน

สำหรับการคิดค่าบริการพ่นสารโดยใช้โดรน จะเท่ากับค่าจ้างแรงงานคนคือ ไร่ละประมาณ 50-80 บาท  แต่กรณีเป็นพื้นที่ห่างไกลจะคิดค่าบริการเพิ่มขึ้นตามระยทาง ดังนั้น การใช้โดรนช่วยพ่นสารดังกล่าว ส่งผลให้เกษตรกรลดเวลา ลดสารเคมีและข้าวไม่เสียหาย ด้านเกษตรกรที่ยังไม่จ้างบริการโดรนพ่น พบว่าบางส่วนสนใจจ้างบริการโดรนดูแลรักษานาข้าวครั้งต่อไป เนื่องจากเห็นการใช้โดรนพ่นจากพื้นที่นาแปลงใกล้เคียง แต่บางส่วนยังไม่แน่ใจจะใช้บริการ เพราะยังขาดความรู้ และมีพื้นที่ปลูกอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ที่ใช้บริการโดรนฉีดพ่น ทำให้ไม่พบเห็นการใช้โดรนจากพื้นที่ใกล้เคียง

สำหรับผู้ประกอบการที่ให้บริการโดรนฉีดพ่นสารที่ทำมานาน พบว่า ต้องการโดรนพ่นสารเพิ่ม แต่ยังมีไม่เพียงพอที่จะให้บริการลูกค้า เนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ซื้อโดรนซึ่งมีราคาแพง จึงต้องการให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ ในการจัดซื้อโดรนให้เพียงพอ ทั้งนี้ การใช้โดรนช่วยทำนา เป็นแนวทางหนึ่งในการนำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนแรงงานคนตามนโยบายรัฐบาล เนื่องจากการใช้โดรนลดเวลาทำงาน ลดใช้สารเคมี และไม่ทำให้ผลผลิตเสียหาย แต่โดรนและอะไหล่มีราคาแพง อีกทั้ง ผู้ควบคุมโดรนต้องมีทักษะความชำนาญสูง ซึ่งผู้ประกอบการใช้โดรนหรือกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการซื้อโดรนมาใช้งาน จำเป็นต้องมีเงินทุนและผู้ควบคุมโดรนที่ชำนาญ จึงจะเกิดประสิทธิภาพทางการเกษตร โดยปลายเดือนพฤษภาคมนี้ สศก.จะลงพื้นที่จ.พิษณุโลก กำแพงเพชร และอุตรดิตถ์ เพื่อศึกษาข้อมูลความคุ้มค่าการใช้โดรนดูแลรักษานาข้าวและจะรายงานผลศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบต้นทุน ผลตอบแทน จากการใช้และไม่ใช้โดรนดูแลรักษานาข้าวในโอกาสต่อไป

รายงานพิเศษ : ประมงเมืองคอนโชว์ผลงานฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ จับมือชุมชนทำซั้งเชือก-กระโจมบ้านปลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416592

รายงานพิเศษ : ประมงเมืองคอนโชว์ผลงานฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ  จับมือชุมชนทำซั้งเชือก-กระโจมบ้านปลา

รายงานพิเศษ : ประมงเมืองคอนโชว์ผลงานฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำ จับมือชุมชนทำซั้งเชือก-กระโจมบ้านปลา

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชจับมือกลุ่มอนุรักษ์สัตว์น้ำ ร่วมจัดทำเขตอนุรักษ์และบ้านปลา เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง ตลอดจนเป็นการสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนในการช่วยกันดูแลทรัพยากรในพื้นที่

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จ.นครศรีธรรมราช ได้รับการอนุมัติ งบประมาณในปี 2562 จากพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตรองนายกรัฐมนตรี
ให้ดำเนินการจัดตั้ง “โครงการสร้างที่อยู่อาศัยและฟื้นฟูพันธุ์สัตว์น้ำโดยเน้นการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น”โดยเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ในการร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรประมง อาทิ การเพิ่มแหล่งประมงที่มีคุณภาพใกล้ชายฝั่งทะเล การฟื้นฟูระบบนิเวศน์ชายฝั่ง การพัฒนาศักยภาพของแหล่งประมงให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อเพิ่มรายได้รวมถึงยกระดับความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้านให้ดีขึ้นทั้งด้านการอนุรักษ์ การฟื้นฟู การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ และการควบคุมการนำทรัพยากรสัตว์น้ำขึ้นมาใช้ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืน

นายพรศักดิ์ ศักดิ์ธานี ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้โครงการดังกล่าวปัจจุบันทางสำนักงานประมงจังหวัดได้ดำเนินการสร้างซั้งเชือกและกระโจมบ้านปลา ในเขตพื้นที่การอนุรักษ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปแล้วประมาณ 1,000 ชุด โดยมีผลการดำเนินการ ดังนี้

1.สร้างซั้งเชือกในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จำนวน 135 ชุด (วันที่ 29 เม.ย.2562)2.สร้างกระโจมบ้านปลาในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จำนวน 400 ชุด (วันที่ 26 เม.ย. 2562)3.สร้างทำกระโจมบ้านปลาในพื้นที่ หมู่ที่ 2, 4 ต.ปากพูน อ.เมือง จำนวน 300 ชุด (วันที่ 3 พ.ค.2562) 4.สร้างกระโจมบ้านปลาบ้านปากนคร หมู่ที่ 1 ต.ปากนคร อ.เมือง จำนวน 200 ชุด (วันที่ 13 พ.ค. 2562)

และเนื่องจากโครงการดังกล่าวได้รับความพึงพอใจและความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกลุ่มอนุรักษ์ล่าสุดทางสำนักงานประมงจังหวัดได้ดำเนินการขยายพื้นที่โครงการบ้านปลาเพิ่มเติมในหมู่ที่ 6 7 และ 9 ในพื้นที่บ้านปากพญา ต.ท่าซัก อ.เมือง เพิ่มเติมอีกจำนวน 400 ชุด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562ที่ผ่านมา และกำลังพิจารณาพื้นที่อื่นที่ชุมชนมีความพร้อมเพื่อดำเนินการสร้างบ้านปลาเพิ่มอีกต่อไป

อธิบดีกรมประมงกล่าวปิดท้ายว่า ขอบคุณทุกความร่วมมือของพี่น้องชาวประมง การสร้างบ้านให้สัตว์น้ำนั้นเป็นอีกหนึ่งในแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งเมื่อสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้นชาวประมงก็จะสามารถจับสัตว์น้ำได้มากขึ้น ก็จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือประมงต่างชนิดกัน สุดท้ายเมื่อชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น สามารถส่งต่ออาชีพประมงไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของเราต่อไปได้

กรมการข้าวจัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ ชูต้นแบบศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416557

กรมการข้าวจัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ ชูต้นแบบศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ

กรมการข้าวจัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ ชูต้นแบบศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 14.08 น.

กรมการข้าวจัดโครงการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ชูต้นแบบศูนย์ข้าวชุมชน ทั่วประเทศ พร้อมพันธุ์ข้าวใหม่เฉลิมพระเกียรติ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ขณะที่แผนข้าวปีนี้ใกล้เคียงปีก่อน เน้นสมดุลอุปสงค์อุปทาน

29 พ.ค.62 นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กรมการข้าวได้ดำเนินการจัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รวม 2 โครงการ คือโครงการต้นแบบศูนย์ข้าวชุมชนแปลงใหญ่ ลดต้นทุนการผลิตข้าวเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

โดยคัดเลือกศูนย์ข้าวชุมชนที่มีความพร้อมและเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 49 ศูนย์ เพื่อเป็นต้นแบบในการจัดทำแปลงเรียนรู้ด้านการลดต้นทุนการผลิตข้าว โดยการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ดำเนินการใน 18 จังหวัด งบประมาณ 3,000,000 บาท และโครงการพันธุ์ข้าวใหม่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้รับรองพันธุ์ข้าวใหม่ จำนวน 5 พันธุ์ ในจำนวนนี้เป็นข้าวพื้นเมือง 4 ภาค 4 พันธุ์รวมจำนวน 3 ตัน กระจายไปยังเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร

ส่วนสถานการณ์เพาะปลูกข้าวขณะนี้ที่กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยวางแผนการผลิต ในปีนี้ ได้วางแผนพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี จำนวน 58.9 ล้านไร่ นาปรัง 13 ล้านไร่ รวม 71-72 ล้านไร่ คิดเป็นผลผลิต รวม 34 ล้านตันข้าวเปลือก ใกล้เคียงกับปีที่แล้วซึ่งมีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตามยังกังวลเรื่องศัตรูพืช และปริมาณน้ำที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพาะปลูกพืช ซึ่งกรมการข้าวไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอยู่เสมอเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

แนะเฝ้าระวังโรคเน่าหัวพันธุ์ชาโยเต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416404

x

แนะเฝ้าระวังโรคเน่าหัวพันธุ์ชาโยเต้

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อากาศร้อนและมีฝนตกระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกชาโยเต้ (ฟักแม้ว หรือมะระหวาน) ให้หมั่นสังเกตอาการโรคเน่าของหัวพันธุ์และต้นกล้า ที่พบได้ในระยะเพาะต้นกล้า มักพบเส้นใยของเชื้อราลักษณะหยาบ มีสีขาวบนหัวพันธุ์หรือบริเวณโคนต้นกล้า ต่อมาเชื้อราจะสร้างเม็ดสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำคล้ายเมล็ดผักกาดปนอยู่กับเส้นใย จึงมักเรียกว่า ราเม็ดผักกาด ทำให้หัวพันธุ์เน่า ต้นกล้าที่งอกจะเหี่ยวและตายในที่สุด

สำหรับระยะเพาะต้นกล้า เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูก หากพบหัวพันธุ์หรือต้นกล้าเริ่มแสดงอาการของโรค ให้ถอนและขุดดินบริเวณที่พบเป็นโรคนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก จากนั้นให้รดดินในหลุมและบริเวณใกล้เคียงด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราคาร์บอกซิน 75% ดับเบิลยูพี อัตรา 15 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโทลโคลฟอส-เมทิล 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีไตรไดอะโซล 24% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีไตรไดอะโซล + ควินโตซีน 6% + 24% อีซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้รดสารป้องกันกำจัดเชื้อราทุก 5 วัน อย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อราแพร่ไปยังต้นข้างเคียง

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เกษตรกรควรเก็บซากพืชที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และก่อนการปลูกชาโยเต้ เกษตรกรควรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด 2-3 แดด โดยไถให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตร และตากดินนานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจตกค้าง และช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก จากนั้นให้ใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์เพื่อปรับสภาพดิน และเลือกใช้หัวพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์คุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค ส่วนการใช้วัสดุคลุมดินในระยะเพาะกล้าไม่ควรคลุมหนาเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูงและเหมาะกับการระบาดของโรคได้

ส.ป.ก.ระดมสมองเพิ่มพื้นที่สีเขียว อนุรักษ์ดินหนุนเกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416405

x

ส.ป.ก.ระดมสมองเพิ่มพื้นที่สีเขียว อนุรักษ์ดินหนุนเกษตรกรรมยั่งยืน

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนของกระทรวงเกษตรฯ ในโอกาสเป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ ส.ป.ก. “ดิน น้ำ ป่า ต้องมาพร้อม แต่บูรณาการต้องมาก่อน” ณ ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ บ้านท่าด่าน จ.นครนายกว่า ขณะนี้ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยประสบปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนปัญหาหมอกควันซึ่งเกิดจากการก่อมลพิษทางอากาศจากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรปัญหาสำคัญอีกประการคือ การสูญเสียดินจากการตัดไม้ทำลายป่า เผาป่าถางป่า ทำให้หน้าดินเปิด และถูกชะล้างง่าย ดินคุณภาพเสื่อม เมื่อดินถูกทำลายจะส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ประชากรไทยจึงควรหันมาอนุรักษ์ฟื้นฟูดิน และเพิ่มทรัพยากรให้คงอยู่และมีมากขึ้น โดยน้อมนำหลักการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ พร้อมกับอยู่บนพื้นฐานของความต้องการด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนมาปรับใช้ หากประชากรช่วยปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ ส.ป.ก.ซึ่งมีประมาณ 40 ล้านไร่ จะเพิ่มพื้นที่ผืนป่าสีเขียวไว้สร้างความร่มเย็นให้ประเทศได้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ ส.ป.ก.  เพื่อนำเสนอกรอบแนวทางขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการเกษตรกรรมยั่งยืนของกระทรวงเกษตรฯและงานวนเกษตรในพื้นที่ ส.ป.ก. ตลอดทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเสนอแนวทางการทำงานให้บรรลุเจตนารมณ์ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ป่าของประเทศ

“การน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 มาขับเคลื่อนและต่อยอดพัฒนาพื้นที่ป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวของ ส.ป.ก. จะทำให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศ โดยการจัดงานครั้งนี้ จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของรากฐานสำคัญในการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชนวิสาหกิจในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ เกิดความมั่นคงทางอาหาร เกิดสมดุลของระบบนิเวศ ประชากรมีทรัพยากรใช้อย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญคือ ประชาชนต้องช่วยกันหยุดการชะล้างหน้าดิน สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ดินมากขึ้น” นายวิวัฒน์ กล่าว

ส่องเกษตร : สะพานเชื่อม ความเหมือนที่แตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416407

449007

ส่องเกษตร : สะพานเชื่อม ความเหมือนที่แตกต่าง

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันจันทร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมการประชุมวิชาการประจำปี 2562 ของกรมวิชาการเกษตร ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ ซึ่งการประชุมวิชาการประจำปีเป็นเรื่องจำเป็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและพัฒนา เพราะเป็นเวทีแสดงผลงานและเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิชาการด้วยกันเองร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง

ปีนี้กรมวิชาการเกษตรจัดในประเด็น “ปฏิรูปภาคการเกษตรไทย ด้วยงานวิจัยและพัฒนา” นอกจากจะมีการมอบรางวัลให้กับนักวิจัยที่มีผลงานดีเด่น ยังมีการมอบรางวัลให้กับเกษตรกร GAP ดีเด่น และผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐาน GMP/HACCP ดีเด่นอีกด้วย ถือว่าเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนทำงานทุกคน

ประเด็นที่ผมสนใจคือการเสวนาทางวิชาการที่นำนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ได้รับรางวัลมานำเสนอผลงานและมุมมองในการทำงาน หนึ่งในนั้นคือนักวิชาการจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธุ์ที่นำเสนอการนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรไปถ่ายทอดผ่านกลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะกลุ่ม YSF และผ่านการทำงานร่วมกับ ศพก. ตอบคำถามของการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง เห็นผล โดยไม่ต้องผ่านกลไกที่ระบบราชการกำหนด และขยายองค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ยิ่งในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ความสำเร็จของงานวิจัยใช้ได้จริงวัดผลกันได้ไม่นาน ความสุขและความภาคภูมิใจของนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับของเกษตรกร และประสบการณ์การทำงานกับเกษตรกรโดยตรงทำให้นักวิจัยมีประเด็นการวิจัยใหม่ที่ท้าทายให้ลงมือทำได้ตลอดเวลา

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2552 เมื่องานถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยของนักวิจัยลงไปสู่ไร่นามีปัญหา จึงได้ปรับเปลี่ยนจากสถานีทดลองมาเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแทน มุ่งเน้นให้เป็นศูนย์ที่ทำงานวิจัยกับเกษตรกร สร้างชุดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ตอบสนองความต้องการของเกษตรกร เป็นงานวิจัยทางการเกษตรที่แม่นยำและเป็นที่ยอมรับ ผมยังจำได้ว่าในช่วงนั้นมีผู้บริหารของกรมวิชาการเกษตรหลายคนคัดค้านแนวทางดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการทำให้คุณค่าของนักวิจัยด้อยลง และมีโอกาสสูญเสียในทางบริหาร ช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์อย่างดี

ผมย้ำทุกครั้งที่มีโอกาสทั้งในเวทีต่างๆ หรือวงสนทนาทั่วไปก็ตาม ขอให้ระลึกเสมอว่า สิ่งสำคัญของการพัฒนาอาชีพเกษตรคือการทำการเกษตรอย่างชาญฉลาด ยืนบนพื้นฐานความรู้และเทคโนโลยีที่มีการพิสูจน์แล้ว งานวิจัยทำได้ทั้งเกษตรกรและนักวิชาการ แต่ระยะเวลาและขั้นตอนต่างกัน งานวิจัยที่รัฐลงทุน เกษตรกรควรได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงและสูงสุด ผมรอชื่นชมผลงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่จะเป็นสะพานเชื่อมงานวิจัยลงสู่พื้นที่ให้ครอบคลุมมากขึ้นไปอีกสมกับเจตนารมณ์ของการเกิดขึ้นมาของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่แท้จริง เป็นความเหมือนที่แตกต่าง ระหว่างการถ่ายทอดตามระบบกับงานที่ถ่ายทอดผ่านศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร

เกษตรฯจับมือGIZผลิตข้าวลดโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416406

x

เกษตรฯจับมือGIZผลิตข้าวลดโลกร้อน

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯร่วมกับองค์กรความร่วมมือต่างประเทศเยอรมนี หรือ GIZ จัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือโครงการ Thai Rice NAMA ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 14.9 ล้านยูโร (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 600 ล้านบาท) จากรัฐบาลเยอรมนี รัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐบาลเดนมาร์กและสหภาพยุโรป ผ่านโครงการ NAMA Facility ระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี (2561 – 2566) สำหรับดำเนินงานพัฒนาการผลิตข้าวของเกษตรกร 100,000 ครัวเรือนใน 6 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.8 ล้านไร่ โครงการมีวัตถุประสงค์หลัก  3 ประการ คือ 1) เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมแก่เกษตรกรทั้งการทำนาแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานการผลิตข้าวที่ยั่งยืน (Thai Rice GAP++) 2) เพื่อพัฒนาและขยายธุรกิจการให้บริการเทคโนโลยีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการทำนา และ3) เพื่อให้มีมาตรการจูงใจที่สนับสนุนให้ภาคการผลิตข้าวทั้งระบบสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการโครงการนี้จะมุ่งเน้นให้เกษตรกรรายย่อยปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาแบบปัจจุบันไปสู่การทำนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีเฉพาะที่เหมาะสมกับพื้นที่ทั้งการปรับพื้นที่ให้เสมอกันการปลูกแบบเปียกสลับแห้งการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินการจัดการฟางและตอซังเพื่อลดการเผา และอื่นๆ ซึ่งจะประหยัดน้ำและลดน้ำท่วมในแปลงลง โดยโครงการจะตั้งกองทุนหมุนเวียน และฝึกอบรมเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โครงการได้รับความร่วมมือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อสีเขียวให้ผู้ให้บริการเทคโนโลยีทางการเกษตร  เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก นอกจากนี้ โครงการจะให้การสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ ในกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการผลิตข้าวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ รวมทั้ง การพัฒนามาตรฐาน Thai Rice GAP++ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงตลาดและห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงการขยายผลในพื้นที่อื่นต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นเกษตรกรและผู้ให้บริการเทคโนโลยี 454,200 คน โครงการมีพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกแบ่งเป็น นาปรังประมาณ 2.8 ล้านไร่ และนาปีอีก 2.8 ล้านไร่ โดยคาดว่าจะได้ผลผลิตสูงสุดประมาณ 4 ล้านตันต่อปี

เตรียมเปิดประชุมวิชาการประมงปี’62 26-27มิ.ย.โชว์75ผลงานวิจัยคุณภาพปลูกป่าฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416408

x

เตรียมเปิดประชุมวิชาการประมงปี’62 26-27มิ.ย.โชว์75ผลงานวิจัยคุณภาพปลูกป่าฯ

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมงกำหนดจัดการประชุมวิชาการประมง ประจำปี 2562 ภายใต้หัวข้อ “ประมงไทยก้าวไกลด้วยงานวิจัยคุณภาพ” ในระหว่างวันที่ 26-27 มิถุนายน 2562  ณ โรงแรมรามาการ์เดนส์ กรุงเทพมหานคร

นายอดิศร  พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ด้านการประมงสาขาต่าง โดยงานวิจัยที่มีคุณภาพตอบโจทย์ช่วยยกระดับและพัฒนาภาคการประมงของประเทศไปสู่ความยั่งยืนได้ เพราะนอกจากนำองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานประจำแล้ว ยังต่อยอดสู่การพัฒนาภาคประมงของประเทศให้ก้าวไกลด้วย การจัดประชุมวิชาการประมงจึงเป็นการเปิดเวที ให้นักวิจัย ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงนักวิจัยอิสระ นำเสนอผลงานสู่สาธารณชน พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้นำไปสู่การพัฒนางานวิจัยด้านการประมงให้มีคุณภาพ

สำหรับการประชุมวิชาการประมง ประจำปี 2562 นี้ กรมจึงได้กำหนดจัดภายใต้หัวข้อ “ประมงไทยก้าวไกลด้วยงานวิจัยคุณภาพ” มีการนำเสนอผลงานวิจัยรวม 75 เรื่อง แบ่งเป็นการบรรยาย 49 เรื่อง และโปสเตอร์ 26 เรื่อง เนื้อหาประกอบด้วย 9 สาขา ได้แก่ สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สาขาการประมงทะเล สาขาโรคสัตว์น้ำ สาขาอาหารสัตว์น้ำ สาขาพันธุกรรมสัตว์น้ำ สาขาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมประมง และสาขาเศรษฐกิจ สังคม และต่างประเทศ ซึ่งในปีนี้มีหัวข้องานวิจัยที่น่าสนใจ อาทิ การทดแทนแพลงก์ตอนพืชด้วยอาหารสำเร็จรูปเหลวในลูกกุ้งขาวระยะซูเอี้ย 2-ไมซิส การทำนายน้ำหนักเนื้อหอยตะโกรมกรามขาว (Crassostreabelcheri) ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่องคอมพิวเตอร์ (computer machinelearning) เพื่อใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ การเก็บเกี่ยวสาหร่ายขนาดเล็ก(Chlorella sp.) ด้วยการใช้ไฟฟ้า การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาพลวงชมพูที่ระดับความหนาแน่นต่างกันในระบบน้ำหมุนเวียน และการเพาะพันธุ์และอนุบาลปลาเก๋าปะการัง Epinephelus corallicola(Valenciennes, 1828) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Blue Economy กับอนาคตการพัฒนาประมงไทย” ซึ่งปัจจุบันแนวคิด Blue Economy หรือเศรษฐกิจสีน้ำเงิน มีการพูดถึงกว้างขวางและหลายประเทศให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นแนวคิดมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาทางทะเลและชายฝั่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และหัวข้อ “ปลากัดไทยสัตว์น้ำประจำชาติ” ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 ตามที่กรมประมง กระทรวงเกษตรฯเสนอ ทั้งนี้ นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ เกษตรกร และประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมรับฟังการประชุม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มบริหารงานวิจัย กองแผนงาน กรมประมง โทรศัพท์ 0-2561-0834 ได้ในวันและเวลาราชการ

เปิดโลโก้สินค้าเกษตรศพก.แปลงใหญ่ การันตีคุณภาพสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416409

x

เปิดโลโก้สินค้าเกษตรศพก.แปลงใหญ่ การันตีคุณภาพสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัวโลโก้สินค้าเกษตร ศพก. แปลงใหญ่สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่า สินค้าเกษตรที่ได้รับตราสัญลักษณ์ดังกล่าว เป็นสินค้าคุณภาพ จากผลผลิตของ ศพก. และ แปลงใหญ่ที่โดยสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีแหล่งผลิตชัดเจนนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมาจากการส่งเสริมให้เกิดศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร เกษตรกรยังจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกร ขายเอง เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเองและชุมชน นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเกษตรจากระบบเกษตรแปลงใหญ่หลายกลุ่มสินค้าที่สามารถทำตลาดในระดับสูงได้ทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับและสร้างความเชื่อมั่นในที่มาที่ไปของสินค้า ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเกษตรแปลงใหญ่ ภายใต้การส่งเสริมเป็นที่ปรึกษาของกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดทำตราสัญลักษณ์ ศพก. และ แปลงใหญ่ ขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่า สินค้ามาจากเกษตรกร ศพก.และ แปลงใหญ่ จริง

จากมติที่ประชุมคณะกรรมการ ศพก.และแปลงใหญ่ ระดับประเทศจึงได้มีมติให้ใช้ตราสัญลักษณ์กับสินค้าเกษตรที่มาจาก ศพก. และ แปลงใหญ่ ซึ่งขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ได้วางระบบเพื่อกำหนดเป็นหมายเลขการใช้ให้ถูกต้องนอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ ยังได้มีการเพิ่มเติมให้กำหนดเงื่อนไขพิจารณาการนำไปใช้ของตราสัญลักษณ์และการตรวจสอบย้อนกลับ โดยมุ่งหวังว่าตราสัญลักษณ์นี้จะเป็นเครื่องหมายที่การันตีคุณภาพสินค้าเกษตรจากแปลงใหญ่ และ ศพก. ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคต่อไปได้โดยตราสัญลักษณ์สินค้าแปลงใหญ่ และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)ใช้สัญลักษณ์ “คนใส่งอบ” หมายถึงศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) ใบไม้บนแถบสีเขียว หมายถึง ศพก. อันเป็นแหล่งเรียนรู้ จะผลิช่อใบขยายผลให้แผ่กว้างไกลไปในพื้นที่การเกษตรที่จะมัดรวมกันเป็นแปลงใหญ่ซึ่งร่วมกันผลิตและบริหารจัดการภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ที่อยู่ภายใต้คำว่า “แปลงใหญ่”

“ปัจจุบันระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกการขับเคลื่อนภาคการเกษตรที่สำคัญ โดยสามารถสร้างความเข้มแข็งจากการรวมกลุ่มได้เห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ในปี 2562 นี้ กรม วางแนวทางการขับเคลื่อนเน้นหนักในเรื่องของการขยายช่องทางการตลาดไปพร้อมกับการยกระดับสินค้าให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในสินค้าไปพร้อมๆ กัน โดยตราสัญลักษณ์ที่จะเป็นโลโก้ติดอยู่บนสินค้าเกษตรทั้งผลสด และแปรรูป จะเป็นส่วนสำคัญการันตีได้ว่าสินค้าดังกล่าวมีคุณภาพมาจากเกษตรกรตัวจริง”

ปศุสัตว์จัดใหญ่! เปิดบ้านปศุสัตว์ คัดสรรสิ่งดี77ปีเพื่อคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416374

ปศุสัตว์จัดใหญ่! เปิดบ้านปศุสัตว์ คัดสรรสิ่งดี77ปีเพื่อคนไทย

ปศุสัตว์จัดใหญ่! เปิดบ้านปศุสัตว์ คัดสรรสิ่งดี77ปีเพื่อคนไทย

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 15.39 น.

กรมปศุสัตว์จัดงานยิ่งใหญ่เปิดบ้านปศุสัตว์ คัดสรรสิ่งดี77ปีเพื่อคนไทย โชว์ผลงานนวัตกรรม เทคโนโลยีการผลิตปศุสัตว์ พร้อมบริการฉีดวัคซีน ทำหมัน หมา-แมวฟรี

28 พ.ค.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมายให้ นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในในฐานะที่เป็นประธานคณะทำงานงานฝ่ายอำนวยการจัดงาน พร้อมด้วยรองอธิบดีกรมปศุสัตว์อีก 3 ท่าน ได้แก่ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ , นายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ และนายสุรเดช สมิเปรม ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมปศุสัตว์แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2562 (Livestock Expo 2019) “เปิดบ้านปศุสัตว์ คัดสรรสิ่งดี 77 ปี เพื่อคนไทย” ณ บริเวณ Land Mark หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพมหานคร

นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เนื่องจากกรมปศุสัตว์ได้กำหนดจัดงานวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบ 77 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ขึ้นในระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – วันที่ 2 มิถุนายน 2562 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 21.00 น. โดยใช้ชื่องานว่า งานมหกรรมปศุสัตว์แห่งชาติ ประจำปี 2562 (Livestock Expo 2019) ภายใต้แนวคิด “เปิดบ้านปศุสัตว์ คัดสรรสิ่งดี 77 ปี เพื่อคนไทย” ณ กรมปศุสัตว์  พญาไท ซึ่งจะนำผลงานตามภารกิจตลอดระยะเวลา 77 ปี ของกรมปศุสัตว์ ได้แก่ ด้านการผลิตปศุสัตว์ ด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และด้านสุขภาพสัตว์ โดยมุ่งเน้นที่ผลผลิตปศุสัตว์ คือ เนื้อ นม ไข่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานนวัตกรรม-เทคโนโลยี และผลงานวิชาการด้านปศุสัตว์ของกรมปศุสัตว์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ และเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกรมปศุสัตว์มากยิ่งขึ้น ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้เรียนเชิญนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานทั้ง 3 วัน

ในการจัดงานครั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้กำหนดให้วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2562 เป็นงานเนื้อ ประกอบไปด้วยกิจกรรมที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้ทราบว่า เนื้อโคของไทยนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลก วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน 2562 เป็นงานนม ซึ่งตรงกับวันดื่มนมโลกหรือ World Milk Day ประกอบด้วยกิจกรรมเกี่ยวกับนมและผลิตภัณฑ์นม เป็นการมุ่งเน้นรณรงค์ให้คนไทยดื่มนมกันมากขึ้น เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานจะได้มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนตลอดไป ส่วนวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2562 เป็นงานวันไข่ ประกอบด้วย กิจกรรมเกี่ยวกับไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่ ที่มุ่งเน้นรณรงค์ให้คนไทยบริโภคไข่เพิ่มขึ้นเป็น 300 ฟอง/คน/ปี

ซึ่งภายในงานทั้ง 3 วัน ยังมีการออกบูธจำหน่ายสินค้าประเภทเนื้อ นม ไข่ มีการจำหน่ายไข่ราคาถูกในช่วงนาทีทอง มีการจัดแสดงนิทรรศการวิชาการ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต การเสวนาและสัมมนาวิชาการ  มีการประกวดคลิปวิดีทัศน์การสาธิตประกอบอาหาร และภาพถ่ายที่เจ้าของถ่ายร่วมกับสัตว์เลี้ยง การแสดงมินิคอนเสิร์ตโดยศิลปินที่มีชื่อเสียง การนำยาที่ไม่ใช้แล้วมาแลกไข่  การสาธิตประกอบอาหารหลากหลายเมนูจากวัตถุดิบ เนื้อ นม ไข่

นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการผ่าตัดทำหมันฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้แก่สุนัขและแมว พร้อมให้ปรึกษาปัญหาสุขภาพสัตว์ โดยไม่คิดมูลค่าอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการรับบริจาคเงินเข้าโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ มีการออกบูธจำหน่ายสินค้าเนื้อ นม ไข่ โดยกลุ่มเกษตรกรจากทั่วประเทศที่ กรมปศุสัตว์ให้การสนับสนุน รวมทั้งสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ ตลอดทั้งสามวัน อีกด้วย