’10องค์กรเครือข่ายยางไทย’จับมือเมียนมา เดินหน้าแก้ปัญหายางพาราร่วมกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417093

'10องค์กรเครือข่ายยางไทย'จับมือเมียนมา เดินหน้าแก้ปัญหายางพาราร่วมกัน

’10องค์กรเครือข่ายยางไทย’จับมือเมียนมา เดินหน้าแก้ปัญหายางพาราร่วมกัน

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 17.17 น.

“10องค์กรเครือข่ายยางไทย”จับมือสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง ประเทศเมียนมา เดินหน้าร่วมแก้ปัญหายางพาราร่วมกัน

31 พ.ค.62 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ กรุงเทพฯ นายอำนวย ปะติเส อดีต รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน และร่วมเป็นสักขีพยาน พิธีลงนาม บันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหายางพาราไทย-เมียนมา ร่วมกัน ระหว่างสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง ประเทศเมียนมา นำโดย MR.Hla Myint ประธานสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง ประเทศเมียนมา และผู้แทนฝ่ายไทย จำนวน 10 องค์กร

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประทศไทย (สยยท.) เปิดเผยภายหลัง พิธีลงนาม บันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหายางพาราไทย-เมียนมา ร่วมกัน ระหว่าง สมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง ประเทศเมียนมา นำโดย MR.Hla Myint ประธานสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง ประเทศเมียนมา และผู้แทนฝ่ายไทยจำนวน 10 องค์กร ที่มาจากเครือข่ายต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนวิสาหกิจชุมชนที่เกี่ยวข้องด้านยางพารา ประกอบด้วย สภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) , หน่วยงานวิจัยเศรษฐศาสตร์ยางพาราคณะเศรษฐศาสตร์ หาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , สมาคมการค้ายางพาราจังหวัดบึง , สถาบันวิชาการ วี – เซิร์ฟ , สันนิบาตสหกรณ์จังหวัดบึงกาฬ , สภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ , บริษัท กนกโปรดักส์ จำกัด , บริษัท นิพัฒน กลการ จำกัด โดย นายนิพัฒน์ โกมลวิทยคุณ ตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท นิพัฒนกลการ จำกัด , บริษัท เอเชียเกียริ่ง จำกัด , วิสาหกิจชุมชน เศรษฐกิจแนวคิดใหม่ในอาเซียน

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราและเป็นการสร้างงานภายในประเทศ เพื่อยกระดับราคายางของเกษตรกรให้สูงขึ้น ซึ่งจะร่วมมือกันในการวิจัยและพัฒนายางพาราตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ และร่วมมือกันสร้างนวัตกรรมยางพาราใหม่ๆ ให้มีคุณภาพดีได้มาตรฐานสากลโดยใช้เครื่องหมายการค้าเดียวกัน เป็นที่นิยมและยอมรับในตลาดอาเซียนและตลาดโลก

“วันนี้รัฐบาลยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องยางไม่ตก เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่องมานาน ผมว่าการทำความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางบางเพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ คือ ไทย และเมียนมา เพราะหากแต่ละประเทศนำยางมาใช้ทำอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางในประเทศเพิ่มมากขึ้นแล้วจะส่งผลให้ปริมาณยางในรูปวัตถุดิบลดลง ทำให้ราคายางจะปรับตัวสูงขึ้นทันที ซึ่งในอนาคตหากเราได้สร้างตลาดกลางยางพารา ในการซื้อ – ขายจริง เพื่อสะท้อนตลาดที่แท้จริงตามต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดย 5 ประเทศในอาเซียนจะรวมกัน ตั้งตลาดกลางกำหนดราคาขายเอง และหากรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามารับตำแหน่งก็ควรเร่งหาทางแก้ปัญหายางพาราอย่างรีบด่วน” นายอุทัย กล่าว

ทั้งนี้ บันทึกความร่วมมือดังกล่าวได้กำหนดขอบเขตความร่วมมือร่วมกันเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ คือ ประเทศเมียนมา แลกเปลี่ยนถ่ายทอดความรู้ระหว่างประเทศและร่วมมือกันสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเพื่อสร้างงานในประเทศ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพิ่มมูลค่ายางให้เป็นผลิตภัณฑ์ยางที่มีมาตรฐานสากลและให้ความร่วมมือในการตั้งตลาดกลางยางพาราในอาเซียน ส่วนสภาเครือข่ายยางและสถาบันยางแห่งประเทศไทย (สยยท.) ทำหน้าที่จัดสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมยางทั่วประเทศและจัดหางบประมาณรัฐบาลมาสนับสนุนเครือข่าย , ประสานงานด้านการฝึกอบรมเกษตร , วิจัยหานวัตกรรมใหม่ๆสู่เกษตรกร , จัดหาตลาดสนับสนุนเกษตรกร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ให้ความร่วมมือด้านผลิตบุคลากร ทำหน้าที่ทำการวิจัย , พัฒนาเทคโนโลยีสร้างนวัตกรรมใหม่ สมาคมการค้ายางพาราจังหวัดบึงกาฬ , สันนิบาตสหกรณ์จังหวัดบึงกาฬ

สภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ ร่วมมือกันสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแหล่งรวบรวมวัตถุดิบยางพารา พัฒนาวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มมูลค่ากลางน้ำและปลายน้ำให้ได้มาตรฐาน มอก. ชุมชน , จัดฝึกอบรมให้ความรู้เกษตรกร , หาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและจัดหาตลาดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันวิชาการ วี – เซิร์ฟ มีหน้าที่ช่วยให้ความรู้และอบรมในด้านโลจิสติกส์สินค้ายางที่จะส่งออกหรือนำเข้าแก่เครือข่ายเกษตรกร บริษัท กนกโปรดักส์ จำกัด และบริษัท พิพัฒนกลการ จำกัด ทำหน้าที่ให้ความร่วมมือในด้านการตลาดทั้ง 2 ประเทศ ให้เครือข่ายเกษตรกรทำผลิตภัณฑ์ยางตามที่ตลาดต้องการ และร่วมมือในการเสนอโจทย์วิจัยผลิตภัณฑ์ยาง ความต้องการของตลาด บริษัท เอเชียเกียริ่ง จำกัด ทำหน้าที่ให้ความร่วมมือในการผลิตเครื่องจักรกล ที่ใช้กับอุตสาหกรรมยางให้ทันสมัยและลดต้นทุน โดยร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในการพัฒนาเครื่องจักรกลที่ใช้กับยาง วิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจแนวคิดใหม่ในอาเซียน ทำหน้าที่ให้ความร่วมมือในการให้ความรู้ด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำผลิตภัณฑ์รองเท้าจากยางพารา

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ให้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ซึ่งได้มีการกำหนดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาว่า สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาหรือสิทธิอื่นใดของผลงาน สิ่งประดิษฐ์ ระบบฐานข้อมูล โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ข้อมูลการรายงานการศึกษาวิเคราะห์ คู่มือ เอกสาร หรือสิ่งอื่นใดที่มีอยู่เดิมของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และได้นำมาใช้ในการดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ย่อมเป็นของฝ่ายนั้น หากอีกฝ่ายประสงค์จะใช้สิทธิในผลงานเดิมของอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่ประสงค์จะใช้สิทธิในผลงานเดิมนั้นจะต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากฝ่ายที่เป็นเจ้าของผลงานเดิมนั้นก่อน

สำหรับสิทธิในทางทรัพย์สินทางปัญญาหรือสิทธิอื่นใดที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นจากการดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ ให้ทุกฝ่ายร่วมกันพิจารณาและกำหนดสิทธิหน้าที่ในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรายกรณีไป ในแต่ละข้อตกลงหรือสัญญาที่จะดำเนินการต่อไปในอนาคต ส่วนหากมีการยกเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ สามารถกระทำได้โดยฝ่ายที่ประสงค์จะยกเลิกให้บอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยให้ถือว่าข้อตกลมเป็นอันสิ้นผลในวันที่ระบุไว้ในหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าดังกล่าว แต่ในแต่ละฝ่ายยังคงมีสิทธิหน้าที่ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน สำหรับการดำเนินการใดๆที่ได้กระทำลงไปในระหว่างที่บันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้อยู่และการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสม โดยได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากทุกฝ่าย

กษ.เร่งพลิกฟื้นพื้นที่เกษตร149ล้านไร่ สร้างศักยภาพผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417032

กษ.เร่งพลิกฟื้นพื้นที่เกษตร149ล้านไร่ สร้างศักยภาพผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย

กษ.เร่งพลิกฟื้นพื้นที่เกษตร149ล้านไร่ สร้างศักยภาพผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 14.51 น.

“กฤษฎา”ชี้ข้อได้เปรียบประเทศไทย เร่งพลิกฟื้นพื้นที่เกษตร149ล้านไร่ สร้างศักยภาพผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ก้าวเป็นมหาอำนาจทางอาหารของโลกได้ ย้ำมาตรการประกัน-จำนำ ทำภาคเกษตรไม่เข้มแข็ง ให้น้อมนำแนวเกษตรทฤษฎีใหม่”ในหลวงร.9” ปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตรไทย

31 พ.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ศักยภาพการเกษตรของประเทศเราสามารถปรับโครงสร้างภาคการเกษตรให้เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง ร.9 แล้ว ประเทศไทยก็สามารถเป็นมหาอำนาจทางอาหาร หรือเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) ได้ เพราะประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศ รวมทั้งภูมิประเทศเหมาะสำหรับการทำเกษตรกรรมดีกว่าประเทศอื่นๆ รวมทั้งคนไทยยังมีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถทำครัวหรือทำอาหารเก่งอยู่แล้ว

ในโลกปัจจุบันเป็นยุคแม้ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่สมัยใหม่ ทำให้โลกมีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจนทำให้อาชีพหรือกิจการหลายประเภทต้องสลายหายไป แต่การผลิตอาหารให้มนุษย์ยังไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยชนิดไหนหรืออุตสาหกรรมใดมาทดแทนอาหารการกินของมนุษย์ได้ ผมได้เขียนแผนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรด้วยตนเองในฐานะลูกเกษตรกรทำสวนที่ อ.แปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งไม่ว่าทั้งรัฐบาลใหม่หรือรัฐมนตรี และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง จึงต้องใช้งานการทำเกษตรกรรมของประเทศไทยที่เป็นจุดเด่นหรือข้อได้เปรียบของประเทศไทยนี้ให้เป็นกลไกพื้นฐานในการพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งและสามารถก้าวไปแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ไม่แพ้ประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแต่อย่างใด

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่าประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างภาคเกษตรใหม่ โดยมีแผนการผลิตสินค้าเกษตรแต่ละชนิด สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ไม่ปล่อยเกษตรกรทำเกษตรกรรมตามยถากรรมเหมือนเดิม ซึ่งอาชีพเกษตรกรรมมีรายได้น้อยกว่าผู้มีอาชีพอื่น การที่รัฐบาลในอดีตมักชอบใช้การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำด้วยการออกมาตรการพยุงราคาสินค้าโดยใช้งบประมาณจำนวนมากมาซื้อผลผลิตทางการเกษตรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดหรือมาตรการประกันราคาผลผลิตทั้งการใช้งบประมาณมารับจำนำผลผลิตเพื่อจะทำให้ราคาผลผลิตสูงขึ้นนั้น

สำหรับในยุคปัจจุบันการใช้มาตรการแทรกแซงด้านราคาผลผลิตการเกษตร จะไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว เพราะสินค้าเกษตรไทยมีต้นทุนการผลิตที่สูง และยังไม่ได้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในภาคเกษตรแทนแรงงานมนุษย์อย่างแพร่หลายมากนัก ในขณะที่อำนาจต่อรองของเกษตรกรไทยก็ต่ำเพราะส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยไม่ได้รวมกันเป็นแปลงใหญ่ ประกอบกับสถาบันเกษตรกรทั้งสหกรณ์การเกษตรหรือสภาเกษตรกรก็ยังมีบทบาทน้อยในการช่วยเหลือดูแลเกษตรกรในการประกอบอาชีพแบบครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้นลงมือทำการเกษตรจนถึงการจำหน่ายผลผลิตออกสู่ตลาด

ทั้งนี้ แนวทางการปรับโครงสร้างการผลิตทางเกษตรของไทยนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรหรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแนวทางไว้ในช่วงที่ได้ทรงงานด้านเกษตรกรรมตั้งแต่การจัดระบบน้ำชลประทานเพื่อการเกษตร การปรับคุณภาพดินและการเลือกทำการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ที่เรียกว่า “โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริ” ที่ทรงแนะนำให้เกษตรกรแบ่งพื้นที่การเกษตรออกเป็นส่วนๆ ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม คือ พื้นที่สำหรับทำเป็นแหล่งเก็บน้ำ พื้นที่ทำการเกษตร พื้นที่ทำการปศุสัตว์และพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยในอัตราส่วน 30:30:30:10 ซึ่งแนวทางการบริหารภาคการเกษตรตามโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำรินี้

กระทรวงเกษตรฯ สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางแบ่งพื้นที่เกษตรกรรมทั้งประเทศจำนวน 149 ล้านไร่ได้ โดยจัดแบ่งพื้นที่ (Zoning) การเกษตรของประเทศได้ตามอัตราส่วนดังกล่าว โดยกระทรวงเกษตรฯ จะต้องวางแผนการทำเกษตรกรรมให้เกษตรกรด้วยว่าพื้นที่ไหนจะทำการเกษตรอะไร หรือชนิดไหน จำนวนเท่าไหร่ และจะแบ่งส่วนไหนทำเป็นแหล่งน้ำหรือพัฒนาระบบชลประทานและจะแบ่งส่วนไหนเก็บไว้เป็นที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกรที่จะไม่ขาดทุนในการประกอบอาชีพก็ต้องทำความเข้าใจให้การเกษตรกรรู้จักเลือกทำการเกษตรแบบผสมผสานหรือทำเกษตรเพื่อเลี้ยงครอบครัวก่อนที่เรียกว่า การปลูกพืชสวนครัว รั้วกินได้ หรือเลือกทำการเกษตรที่มีมูลค่าสูงหรือการเกษตรคุณภาพสูง (Premiun) เช่น การทำเกษตรกรรมที่ไม่ใช้สารเคมี หรือสินค้าปลอดภัย (GAP) หรือเกษตรอินทรีย์ (Organic) ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาดี เป็นต้น

นายกฤษฎา กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญจะปรับโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรไทยได้สำเร็จ กระทรวงเกษตรฯ จะต้องไม่ทำหน้าที่เพียงแค่ไปส่งเสริมหรือแนะนำให้เกษตรกรให้ทำการเกษตรอย่างเดียว จะต้องปรับโครงสร้างหน่วยงานของตนเองทำหน้าที่อย่างครบวงจรของภาคการผลิต เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานทูตเกษตร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อทำหน้าที่ประสานงานหรือเจรจากับกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนเกี่ยวกับความต้องการ (Demand) ก่อนที่จะมาแนะนำหรือส่งเสริมให้เกษตรกร เมื่อทราบข้อมูลความต้องการของตลาดจากกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนแล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะต้องนำมาจัดทำเป็นแผนการผลิตพืช – ปศุสัตว์ – ประมง แต่ละชนิดในแต่ละพื้นที่ให้เหมาะสมตรงความต้องการของตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศด้วย

ก.เกษตรฯเฉลิมพระเกียรติร.10 เปิดโครงการ‘สหกรณ์รวมใจภักดิ์พัฒนาสิ่งแวดล้อม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416841

x

ก.เกษตรฯเฉลิมพระเกียรติร.10 เปิดโครงการ‘สหกรณ์รวมใจภักดิ์พัฒนาสิ่งแวดล้อม’

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์พัฒนาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง  อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ว่า จากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำ โดยทรงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กู้ยืมไปลงทุน ทรงพระราชดำริให้ริเริ่มโครงการไทย-อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท (หุบกะพง) อีกทั้งโปรดเกล้าฯพระราชทานทะเบียนสหกรณ์แก่ผู้แทนในนามสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ตลอดจนโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาต มอบอำนาจการจัดที่ดิน 12,079 – 1 – 82 ไร่ ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ และสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ร่วมเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งพระองค์ทรงเล็งเห็นความสำคัญของระบบสหกรณ์ โดยทรงส่งเสริมให้ประชาชนรวมกลุ่มทำงาน ส่งผลให้ระบบสหกรณ์แพร่ขยายมาก เห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วประเทศ ที่นำระบบสหกรณ์มาใช้ดำเนินงาน

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงเจริญรอยตามพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของทั้งสองพระองค์ ในการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ พัฒนาแหล่งน้ำและดูแลความเป็นอยู่ของราษฎรผู้ยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร ทำให้ทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงความทุกข์สุขของประชาชนทุกหมู่เหล่าอย่างทั่วถึง

ดังนั้น เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อขบวนการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงจัดทำโครงการ“สหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รวมทั้งน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” ให้พสกนิกรชาวไทยได้รับทราบและถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต รวมถึงให้บุคลากรทุกภาคส่วนในขบวนการสหกรณ์รวมพลังร่วมใจเฉลิมพระเกียรติด้วยการจัดกิจกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดำเนินงานของสหกรณ์ น้อมนำแนวคิดจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมมาขยายผล พร้อมทั้งต่อยอดทำความดีตามพระราชปณิธานของ รัชกาลที่ 10 สร้างจิตสำนึกสาธารณะให้ทุกภาคส่วน ตลอดจนสืบสานพระราชปณิธานการบำเพ็ญตนเพื่อเป็นผู้ให้สืบไป

ย้ายปลาบึกพ้นอ่างแม่กำปอง สปิลเวย์ชำรุดน้ำรั่วแห้งขอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416843

x

ย้ายปลาบึกพ้นอ่างแม่กำปอง สปิลเวย์ชำรุดน้ำรั่วแห้งขอด

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานประมงจังหวัดแพร่รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบปลาบึกตายจำนวนหนึ่งบริเวณอ่างเก็บน้ำแม่กำปอง หมู่ที่ 1 บ้านบุญแจ่ม ต.น้ำเลา อ.ร้องกวาง จ.แพร่ จึงเข้าตรวจสอบ พร้อมประเมินสถานการณ์เพื่อแก้ปัญหา

นายสังวาลย์ ดูระยับ ประมงจังหวัดแพร่ ชี้แจงว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กรมประมงตรวจสอบ พบสาเหตุที่พบปลาบึกตายจำนวนหนึ่ง เกิดจากประตูน้ำ (สปิลเวย์) ชำรุด ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ ทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำลดลงรวดเร็ว ปริมาณน้ำในอ่างเหลือน้อยทำให้สัตว์น้ำตาย ประกอบกับการชะล้างของตะกอนดินปริมาณมาก ทำให้อ่างเก็บน้ำตื้นเขิน เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายปลาบึกโดยเฉลี่ยมีน้ำหนักประมาณตัวละ 100 กิโลกรัมออกจากอ่างเก็บน้ำไปยังแหล่งน้ำใกล้เคียง และบางส่วนที่อ่อนแอมีเปอร์เซ็นต์รอดน้อย จึงจำหน่ายให้พ่อค้าตามมติของคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นเงิน 165,000 บาท ซึ่งเงินดังกล่าวได้มอบให้คณะกรรมการหมู่บ้านในพื้นที่บริหารจัดการให้เกิดประโยชน์แก่ชาวบ้านต่อไป และมอบปลาบึกอีกจำนวนหนึ่งแก่ชุมชนในพื้นที่ด้วย สำหรับปลาเบญจพรรณในแหล่งน้ำที่เหลือนั้นให้ประชาชนในชุมชนจับบริโภคฟรี ส่วนอ่างเก็บน้ำที่ชำรุด ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งซ่อมแซมประตูระบายน้ำเพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติอย่างเร็วที่สุดอีกด้วย

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าว นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมงมีนโยบายบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำเป็นสำคัญอยู่แล้ว หากเป็นปัญหากระทบประชาชน เกษตรกร หรือสัตว์น้ำตามธรรมชาติ กรมฯต้องเข้าไปช่วยเหลือแก้ปัญหา คาดว่าระยะยาว กรมประมงจะมีแผนฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำโดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมีทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ใช้อย่างยั่งยืนในอนาคต

รายงานพิเศษ : ​กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดดาวดวงใหม่ ‘ผลไม้แปลงใหญ่โกอินเตอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416844

รายงานพิเศษ : ​กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดดาวดวงใหม่  ‘ผลไม้แปลงใหญ่โกอินเตอร์’

รายงานพิเศษ : ​กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดดาวดวงใหม่ ‘ผลไม้แปลงใหญ่โกอินเตอร์’

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร แสดงผลสำเร็จของการดำเนินการแปลงใหญ่ พร้อมเปิดดาวดวงใหม่  ผลไม้แปลงใหญ่ โกอินเตอร์ ได้แก่ สับปะรดผลสด มะขามหวาน มะพร้าวน้ำหอม โชว์สินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มตลาดส่งออกดี ในต่างประเทศ แนะเกษตรกรรวมกลุ่มทำแปลงใหญ่ วิเคราะห์ข้อมูลก่อนการผลิต แนะเกษตรกร ทำแผนการผลิตครบวงจร

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยภายหลังการจัดงาน Meet the Press  ครั้งที่ 1 “เปิดดาวดวงใหม่ ผลไม้แปลงใหญ่ โกอินเตอร์” เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ณ ห้องประชุมกรมส่งเสริมการเกษตร ว่า โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 เข้าสู่ปีที่ 4 ปัจจุบันมีสินค้ากว่า 70 ชนิดสินค้า จำนวน 5,518 แปลง พื้นที่ 5,542,805 ไร่ เกษตรกร 334,969 ครัวเรือน ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในการผลิตสินค้าแปลงใหญ่ กว่า 22,000 ล้านบาท เกิดเครือข่ายการบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งภาครัฐเป็นพี่เลี้ยงดูแลให้เกษตรกร สามารถดำเนินการผลิต มีแผนการผลิต ปัจจุบันทุกสินค้ามีตลาดรองรับ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งต้องผ่านโรงงานแปรรูป ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง โดยผลผลิตจากแปลงใหญ่ จะได้ราคาสูงกว่าเกษตรกรรายย่อยทั่วไป เนื่องจากคุณภาพและปริมาณที่ภาคอุตสาหกรรมมั่นใจได้ รวมทั้งสินค้าอื่นๆ เช่น ผัก ผลไม้ ยังมีการเชื่อมโยงกับ modern trade ต่างๆ เช่น Tesco Lotus, Tops โดยเฉพาะผลไม้ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญ นอกจากขายตลาดในประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังมีผลไม้ดาวเด่นอีกหลายชนิดที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก เช่น สับปะรดผลสด มะพร้าวน้ำหอม และมะขามหวาน ที่มีศักยภาพสูงที่จะส่งออก

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานฯ ในวันนี้ ยังแสดงให้เห็นถึง การส่งเสริมการเกษตรของสินค้าดาวเด่น 3 ชนิด ได้แก่ สับปะรดผลสด มะขามหวาน และมะพร้าว ว่าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ รวมทั้ง บริษัท ไปรษณีย์ไทย ที่มาช่วยแนะนำในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และหาตลาดอย่างไร นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ คุณปภาวี  สุทธาวิวัฒน์ ผู้แทนจากภาคเอกชนในการส่งออกผลไม้ และว่าที่ร้อยตรี พิทักษ์  พึ่งพเดช เจ้าของแบรนด์ “เดี่ยว บ้านแพ้ว” เกษตรกรแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมที่มาร่วมให้ข้อแนะนำในการผลิตสินค้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร และเกษตรกร เข้าใจและตระหนักถึงการรักษาคุณภาพ ให้ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งแนะวิธีการในการผลิตเพื่อการส่งออก ทำอย่างไรสินค้าเกษตรถึงจะไปสู่ตลาดโลกได้

ปัจจุบัน สับปะรดผลสด เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 35 แปลง เกษตรกร เข้าร่วม 1,622 ครัวเรือน พื้นที่ 32,729 ไร่ มีจังหวัดที่ดำเนินการ 15 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ชลบุรี ชัยภูมิ เชียงราย นครพนม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ภูเก็ต ระยอง ราชบุรี ลำปาง เลย หนองคาย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี มะขามหวาน เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 16 แปลง เกษตรกรเข้าร่วม 901 ราย พื้นที่ 16,791 ไร่ จังหวัดที่ดำเนินการ 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา น่าน อุตรดิตถ์ ชัยภูมิ มะพร้าวน้ำหอม เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 11 แปลง เกษตรกรเข้าร่วม 401 ราย พื้นที่ 5,135 ไร่ จังหวัดที่ดำเนินการ 4 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร

 

กยท.เจ้าภาพถก13สมาชิกANRPC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416839

x

กยท.เจ้าภาพถก13สมาชิกANRPC

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวว่า ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญและเป็นกลยุทธ์เชิงอุตสาหกรรมที่ใช้ในหลายภาคส่วน นอกจากนี้ การทำสวนยางยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการสร้างและรักษาพื้นที่สีเขียว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2555 อุตสาหกรรมยางพาราประสบปัญหาราคาทำให้ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์และอุปทานวัตถุดิบยางโลกที่ไม่สมดุล ดังนั้น ประเทศสมาชิกสมาคมผู้ผลิตยางธรรมชาติ The Association of Natural Rubber Producing Countries (ANRPC) ทั้ง 13 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา พม่า จีน เวียดนาม ปาปัวนิกินี สิงคโปร์และไทย จึงเห็นร่วมกันในการหาแนวทาง รูปแบบ และนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนการผลิตยางควบคู่กัน การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ภายใต้หัวข้อ ประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ต่อเนื่องจากปี 2561 ที่จ.สงขลา ซึ่งประเทศสมาชิก ANRPC ให้ความสำคัญและสนใจกระบวนการพัฒนาตลาดกลางยางพาราและพัฒนากลุ่มเกษตรกรไทย นับว่าเป็นต้นแบบที่ดีในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานยางพาราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายณกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะประเทศเจ้าภาพ หวังว่า การสัมมนาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางธรรมชาติทุกประเทศ ในการร่วมหาแนวทาง หรือรูปแบบแก้ปัญหาราคายาง และความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานยางธรรมชาติและเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยางอย่างยั่งยืนทั้งระบบต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : งานหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416840

281225166

เลาะรั้วเกษตร : งานหนัก

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องราวของสารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอท ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ที่ขับเคี่ยวกันแบบเอาเป็นเอาตายระหว่างผู้สนับสนุน กับ
ผู้คัดค้านการใช้ จนในที่สุดนำมาซึ่งมาตรการ “จำกัดการใช้” ที่กรมวิชาการเกษตรได้เสนอแนวทางการดำเนินงานให้กระทรวงเกษตรฯ เห็นชอบ และกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เห็นชอบตามเสนอ อันเป็นปกติของลำดับชั้นของการเสนอเรื่องราวของทางราชการให้ผู้บังคับบัญชาอนุมัติ

แนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายและสร้างความโกลาหลให้ใครต่อใคร ก็คือมาตรการตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2562 และจะมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน นับถัดจากวันประกาศ นับแล้วก็จะประมาณ 20 ตุลาคม 2562

ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศ 5 ฉบับนี้คือ เกษตรกรผู้ที่ต้องการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ผู้รับจ้างฉีดพ่นสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ผู้ขาย ผู้นำเข้า หรือผู้ผลิตสารทั้ง 3 ชนิดนั้น รวมทั้งผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่

กระทบอย่างไร…. เกษตรกรผู้ต้องการใช้สาร และผู้รับจ้างฉีดพ่น จะต้องผ่านการอบรม หรือผ่านการทดสอบความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนั้นอย่างถูกต้องและปลอดภัย ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถซื้อสารเคมีเหล่านั้นมาใช้ได้ หรือ รับจ้างฉีดพ่นได้

งานหนักสำหรับมาตรการนี้คือ การอบรม และการทดสอบเกษตรกร และผู้รับจ้างฉีดพ่น ซึ่งมีการประมาณการกันว่าจะมีเกษตรกรที่ต้องทำการอบรมประมาณ 1.5 ล้านคน และ ผู้รับจ้างฉีดพ่นประมาณ 5 หมื่นคน ที่หนักหนาก็คือต้องอบรมคนจำนวนเท่านี้ให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2562 ก่อนที่ประกาศกระทรวงเกษตรฯ จะมีผลบังคับใช้

เกษตรกร 1.5 ล้านคน คือเกษตรกรที่ปลูกพืช ซึ่งอนุญาตให้ใช้สารเคมีดังกล่าวได้ ซึ่งมีเพียง 6 ชนิด คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และไม้ผล

มีการแบ่งผู้รับผิดชอบการฝึกอบรมเป็นกลุ่มๆ ดังนี้ กรมวิชาการเกษตร เป็นผู้กำหนดหลักสูตรและอบรมเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ และผู้รับจ้างฉีดพ่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมแล้วไปอบรมเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย สมาคมต่างๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านี้ที่ผ่านการอบรมแล้ว ไปอบรมเกษตรกร

เกษตรกรที่ปลูกอ้อย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลจะเป็นผู้ดำเนินการจัดฝึกอบรม เกษตรกรผู้ปลูกยาง กยท.จะเป็นผู้จัดการฝึกอบรม นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือสมาคมและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพืชทั้ง 6 ชนิด และเกี่ยวข้องกับสารเคมี ให้ความร่วมมือในการจัดฝึกอบรมด้วย

เวลาคิดก็ดูง่าย แต่เวลาลงมือทำไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะความร่วมมือจากเกษตรกรในการอบรม และทำแบบทดสอบซึ่งทราบว่าใช้ระบบออนไลน์ในการทำแบบทดสอบกับกรมวิชาการเกษตร และได้เห็นแบบทดสอบแล้ว สำหรับเกษตรกรทั่วๆ ไปนั้นไม่ง่ายเลย ถ้าทดสอบไม่ผ่านต้องทำอย่างไรต่อ ให้สอบใหม่ หรือต้องกลับไปอบรมใหม่ ด้วยวัย ด้วยภาระหน้าที่ และปัจจัยต่างๆ เกษตรกรจะให้ความร่วมมือสักเท่าไร

จะมีการอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ที่แต่งตั้งบุคลากรของกระทรวงมหาดไทย คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ้ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ได้มีอาชีพการเกษตร ความเข้าใจ และการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จะมีมากน้อยเพียงไร และยิ่งจะทำการอบรมให้เขารู้เรื่องสารเคมี 3 ชนิดนี้ รวมทั้งกฎหมาย และมาตรการต่างๆ ผ่านระบบวีดีโอ คอนเฟอเรนซ์ ท่านนึกภาพออกไหมว่าจะมีคนตั้งอกตั้งใจฟังสักกี่คน

เผลอๆ ถ้าเจอผู้ใหญ่บ้าน และ กำนันที่มีอิทธิพลหน่อย ใช้อำนาจหน้าที่ที่หยิบยื่นให้นี้แสวงหาผลประโยชน์ ยิ่งไปกันใหญ่…ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้มี….

นอกจากนี้ยังมีกรณีของพื้นที่สาธารณะ เช่น 2 ข้างทางรถไฟ หรือ ถนนหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท..ต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะถ้าจะใช้สารกำจัดวัชพืช 2 ข้างทาง ซึ่งถือเป็นที่สาธารณะ ก็จะต้องไปขออนุญาตซื้อสารกำจัดวัชพืชจากกรมวิชาการเกษตรด้วย

ที่กล่าวมาทั้งหมดดูเป็นอะไรที่ยุ่งยากเดือดร้อนกันไปทั่ว เพราะเป็นมาตรการที่ใช้กฎหมาย และสร้างเงื่อนไขจากทางราชการ สิ่งที่เกษตรกรหรือประชาชนเสนอในการทำประชาพิจารณ์ต่อมาตรการดังกล่าว ไม่ได้ถูกหยิบยกมาพิจารณาแต่อย่างใด

ฝากถึงรัฐบาลใหม่ที่กำลังจัดตั้ง และต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กันอยู่นี้…ช่วยเหลียวแลด้วย….

แว่นขยาย

‘กฤษฎา’ปลื้มผลงานโบว์แดงรัฐบาล! ราคายางดีดตัวสูงสุดรอบ6เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416858

'กฤษฎา'ปลื้มผลงานโบว์แดงรัฐบาล! ราคายางดีดตัวสูงสุดรอบ6เดือน

‘กฤษฎา’ปลื้มผลงานโบว์แดงรัฐบาล! ราคายางดีดตัวสูงสุดรอบ6เดือน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 16.24 น.

30 พ.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ปิดสูงสุดที่ 55.31 บาท ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยางพาราราคาสูงขึ้นในช่วงนี้ เพราะขณะนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ทั่วประเทศได้อนุมัติเทศบัญัติ ข้อบัญญัติจังหวัดงบประมาณปี 2562 เพิ่มเติมให้ องค์กรบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) เทศบาล และอบต.สามารถใช้งบท้องถิ่นทำถนนพาราซอยซีเมนต์ในพื้นที่ชนบทได้แล้ว โดยรัฐบาลชุดนี้ผลักดันจนเกิดเป็นผลสำเร็จนับเป็นผลงานชื้นโบว์แดง หลังจากที่เกษตรกรชาวสวนยาง หน่วยงานในพื้นที่ ได้มีการเรียกร้องให้รัฐดำเนินการนำยางมาทำถนนมานานนับ10ปี

“ความยาวถนนดินลูกรังที่อยู่ในแผนปรับเป็นถนนพาราซอยซีเมนท์ไร้ฝุ่น ระยะทางยาง 300,000 กม. ใช้ยางพาราไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านตัน (ทะยอยทำไม่ได้ทำทีเดียว 300,000 กม.) ถนน 1 กม.ใช้ยางพารา 1.3 ตัน เริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปทะยอยทำเป้าหมายปีนี้80,000 กม.ก่อน ปรับถนนลูกรังในพื้นที่ชนบทให้เป็นถนนพาราซอยซีเมนท์ไร้ฝุ่นมีความคงทนกว่าถนนลูกรังต้องซ่อมทุกปีเวลาฝนตกแต่ถนนพาราซอยซีเมนท์อายุใช้งาน 3-5ปี”นายกฤษฏา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ราคาราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 สูงสุดในรอบ 6 เดือน โดยตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ ได้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการยางธรรมชาติในช่วงนี้เพิ่มขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากผลกระทบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน อีกทั้งประเทศไทยเกิดภาวะภัยแล้งส่งผลปริมาณยางออกสู่ตลาดน้อย ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันราคายางยังขยับขึ้นไปได้อีก

เตือนเกษตรกรขึ้นทะเบียนทุกรอบผลิต ไม่อัพเดตข้อมูลเกิน3ปีสิ้นสถานภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416588

x

เตือนเกษตรกรขึ้นทะเบียนทุกรอบผลิต ไม่อัพเดตข้อมูลเกิน3ปีสิ้นสถานภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า ทะเบียนเกษตรกรคือ ข้อมูลของครัวเรือนผู้ประกอบการเกษตรที่แสดงถึงสถานภาพ และการประกอบอาชีพทางการเกษตรของครัวเรือน เกษตรกรที่มีทะเบียนเกษตรกรจะสามารถเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือของรัฐบาล ได้รับความช่วยเหลือกรณีแปลงปลูกพืชเสียหายจากการประสบภัยพิบัติด้านพืช ตามระเบียบกระทรวงการคลัง และได้รับสิทธิซื้อและใช้สารพาราควอต ไกลโฟเซสและคลอร์ไพรีฟอส ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนแล้วต้องปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรทุกครั้ง เมื่อเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ หลังเพาะปลูก 15-60 วัน สามารถปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ตลอดปี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของแต่ละชนิดพืช หากเป็นเกษตรกรรายเดิมที่ต้องการเพิ่มแปลงใหม่ต้องติดต่อขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่สำนักงานเกษตรอำเภอ แต่ถ้าเป็นเกษตรกรรายเดิมที่ใช้แปลงเดิม ติดต่อปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน หรือบนแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ที่กรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนา ขึ้นในระบบปฏิบัติการIOS และ Android เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ทั้งยังเป็นช่องทางรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ รวมถึงใช้ตรวจสอบสิทธิ์เกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลือกรณีประสบภัยพิบัติ หรือตามมาตรการแก้ปัญหาอื่นๆ ของภาครัฐได้อีกด้วย หากเกษตรกรท่านใดไม่ปรับปรุงสถานภาพติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี ตามที่นายทะเบียนประกาศให้ปรับปรุงข้อมูลเกษตรกร โดยเริ่มนับระยะเวลา 3 ปี คือ ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นมา ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2563 ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนถึง 896,871 ครัวเรือน ที่ยังไม่ได้มาปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร หากครบระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เกษตรกรที่ยังไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลเกษตรกร 896,871 ครัวเรือน จะสิ้นสถานภาพเป็นเกษตรกรทันที ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์จากโครงการของรัฐบาล

ซอกแซกอาเซียน : 30 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416587

566101

ซอกแซกอาเซียน : 30 พฤษภาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระบบฉันทามติ มีความจำเป็นมาก เพราะเป็นระบบที่ถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ทำร้ายจิตใจแก่ผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือไม่มีความสุขหรือไม่สบายใจกับสิ่งที่เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ แม้คนที่ไม่เห็นด้วยนั้นมีเพียงคนเดียวก็ตาม ทั้งนี้ เท่ากับเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เอาตามที่หมู่มากลากไปโดยไม่คำนึงถึงคนส่วนน้อย เพราะถ้าเป็นดังนั้น หวั่นเกรงว่าการรวมกันจะอยู่ไม่ยืด อาจมีสมาชิกบางคนไม่พอใจแล้วลาออกไปง่ายๆ อันนี้ต่างจากระบบการลงมติขององค์การสหประชาชาติ ที่แม้จะใช้ระบบเสียงข้างมากตัดสิน แต่สมาชิกก็ยังเกาะติดอยู่ไม่แยกตัวออกไป เนื่องจากประโยชน์แห่งการเป็นสมาชิกสหประชาชาตินั้นมีมากในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ทว่าสำหรับแอปเตอร์เราได้ยึดถือระบบฉันทามตินี้มาตั้งแต่ต้น จึงทำให้สามารถรวมตัวกันเป็นองค์กรที่แนบแน่นมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด อาเซียนเองก็ใช้ระบบนี้เช่นเดียวกัน

ระเบียบวาระพิเศษ ในการต่ออายุผู้จัดการทั่วไปของผมนี้ ความจริงก่อนที่จะนำเสนอที่ประชุมคณะมนตรีครั้งนี้ ก็ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานประกอบด้วย มาเลเซีย ญี่ปุ่น และไทย เพื่อทำการประเมินความเหมาะสมในด้านต่างๆ ของผมมาก่อนแล้วในช่วงต้นปี ตอนนั้นคณะทำงานมาประเมินกันที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ในประเทศไทย ผมต้องนำเสนอผลงานที่ทำมาพร้อมตอบข้อซักถามต่างๆ จนกระทั่งคณะทำงานพอใจและให้คะแนนเห็นชอบ พร้อมทั้งนำมาเสนอที่ประชุมใหญ่ โดยระหว่างการพิจารณาในที่ประชุมใหญ่นั้น ผมต้องออกไปอยู่นอกห้องประชุม และผู้แทนคณะทำงานจะเป็นผู้นำเสนอ หลังจากนั้น ประธานในที่ประชุมจะใช้วิธีถามเป็นรายประเทศว่าจะรับรองยินยอมไหม จนเสร็จครบทุกประเทศที่มาประชุม ซึ่งต้องไม่มีค้านแม้แต่คนเดียว ปรากฏว่าผมได้รับความอนุเคราะห์จากสมาชิกทุกประเทศให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 1 สมัย 3 ปี ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

เล่าเสียยาวเลย เรื่องของผม แต่ก็ได้เน้นให้ท่านผู้อ่านได้ทราบระบบและเจตนารมณ์ของการลงมติแบบต่างๆ ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ครับ การจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ ครั้งที่ 7 จัดขึ้นที่โรงแรมในเมืองปุตราจายา ซึ่งเป็นเมืองใหม่ของมาเลเซียและเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการต่างๆ ของประเทศ หลายท่านคงได้มีโอกาสไปสัมผัสมาแล้ว แต่บางท่านอาจไม่เคยไป ก็อยากจะเล่าสักเล็กน้อยว่า มันเป็นวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศที่ต้องการแก้ปัญหาความแออัดของเมืองหลวงอย่างกัวลาลัมเปอร์ จึงย้ายสถานที่ราชการหน่วยงานต่างๆ ให้ไปอยู่อีกที่หนึ่ง ความจริงวิธีการแบบนี้ ไม่ใช่ของใหม่ หลายประเทศนิยมทำมาแล้ว ในสหรัฐอเมริกา เมืองที่เป็นศูนย์ราชการของประเทศ หรือของรัฐ หรืออาจเรียกว่าเมืองหลวงก็ได้ มักจะไม่ใช่เมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งค้าขายท่องเที่ยวหรือเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ ในฟิลิปปินส์เองก็มีการย้ายศูนย์ราชการออกไปจากกรุงมะนิลาไปอยู่เมืองเกซอน แต่เผอิญไปไม่ไกล ปัจจุบันจึงกลายเป็นเมืองติดกันกับกรุงมะนิลาที่แผ่ขยายออกไปแบบหนีไม่ออก แก้ความแออัดไม่ได้ ประเทศไทยเราก็คิดเรื่องนี้มามาก เริ่มตั้งแต่จะไปตั้งเมืองหลวงที่เพชรบูรณ์ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม (แต่แพ้มติย้ายเมืองในสภาฯ) และก็มีพูดถึงย้ายไปฉะเชิงเทราบ้าง เขื่อนป่าสักบ้าง แต่ก็ไม่สำเร็จสักที ทั้งนี้ เพราะบ้านเรามีคนชอบค้านเยอะ คิดจะทำอะไรจึงสำเร็จยากมาก ดีไม่ดีอาจถูกกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ หรือเอื้อนายทุน เสียผู้เสียคนมาก็เยอะแล้ว บ้านเมืองเลยไปไม่ถึงไหน อ้าว พูดไปพูดมากลับบ่นถึงเรื่องสังคมไทยไปเสียนี่ คือกำลังจะชื่นชมกับประเทศมาเลเซียที่เขาคิดและทำได้ตามที่คิด การตั้งเมืองปุตราจายา ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไกลพอสมควร นั่งรถก็คงเกือบชั่วโมง กว่าเมืองจะขยายมาติดกันคงนานทีเดียว การมาตั้งเมืองศูนย์ราชการใหม่ ทำให้กัวลาลัมเปอร์ หลวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รถราไม่ติด หรือติดน้อยมาก การปรับผังเมืองเพื่อสร้างระบบขนส่งมวลชนมีประสิทธิภาพมาก จากที่เป็นเมืองธรรมดาไม่ต่างจากประเทศไทยมากนัก กลับกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญและมีความสะดวกสบายเกือบเทียบเท่าสิงคโปร์ไปแล้ว การย้ายเมืองศูนย์ราชการอีกประเทศที่สุดโต่งไปอีกด้าน คือ กรุงเนปิดอว์ ของเมียนมา ที่นั่นย้ายไปไกลลิบแบบหนีเข้าป่าดงไปเลย ทั้งเมืองจึงมีแต่ตึกอาคารทำงานของราชการ อาจมีตลาดอยู่บ้างก็เป็นศูนย์การค้าใหญ่ไม่กี่แห่ง และก็มีโรงแรมใหญ่ๆ ที่ไม่ค่อยมีแขกพักมากนัก มาจบเรื่องเมืองหลวงที่เมียนมา แต่ยังมีเรื่องเล่าอื่นอีกเยอะ รออ่านครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org