ไทยได้เปรียบดุลการค้าอาเซียน ไตรมาสแรกทะลุกว่า5.3หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417547

ไทยได้เปรียบดุลการค้าอาเซียน ไตรมาสแรกทะลุกว่า5.3หมื่นล.

ไทยได้เปรียบดุลการค้าอาเซียน ไตรมาสแรกทะลุกว่า5.3หมื่นล.

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์นำเข้าส่งออกสินค้าเกษตรไทยกับอาเซียน ช่วงไตรมาสแรกปี 2562 (ม.ค.-มี.ค.2562) พบว่า ไทยยังเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าในอาเซียน คิดเป็นมูลค่า 53,244 ล้านบาท โดยสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาล อาหารปรุงแต่งจากเนื้อปลา เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ข้าวเจ้าและข้าวหอมมะลิ ผลไม้ และยางพาราธรรมชาติ สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้า ได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ อาหารปรุงแต่ง วัตถุปรุงแต่งอาหาร ของปรุงแต่งจากผักและผลไม้

การค้าสินค้าเกษตร (พิกัดศุลกากร 01–24) และยางพาราธรรมชาติ (พิกัดศุลกากร 4001) ในช่วงไตรมาสแรกจากไทยไปยังอาเซียน พบว่า มูลค่าการค้ารวม 107,160ล้านบาท ลดลง 4.56% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 มีมูลค่าการส่งออก 80,202 ล้านบาทลดลง 3.08% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 และมูลค่าการนำเข้า 26,958 ล้านบาท ลดลง8.69% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 แต่ในภาพรวมแล้วไทยได้เปรียบดุลการค้าอาเซียนเป็นมูลค่า 53,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้น0.02% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและยางพาราธรรมชาติของไทยไปอาเซียนเป็นรายประเทศพบว่า ไทยส่งออกไปเวียดนามมีมูลค่าเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วน 22% รองลงมาได้แก่ มาเลเซีย 17% อินโดนีเซีย 16% กัมพูชา 12% และหากพิจารณาดุลการค้าพบว่าไทยได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เวียดนามเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นมูลค่าที่ได้เปรียบดุลการค้า 13,154 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ มาเลเซีย 10,146 ล้านบาท อินโดนีเซีย 7,698 ล้านบาท กัมพูชา 5,892 ล้านบาท และฟิลิปปินส์ 5,569 ล้านบาท

นอกจากการติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับอาเซียนแล้ว สศก.ยังติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับตลาดหลักที่เป็นคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และจีน พบว่า ไตรมาส 1ปี 2562 ไทยได้เปรียบดุลการค้าจีน 31,861 ล้านบาท สหรัฐ 11,564 ล้านบาท ญี่ปุ่น 35,200 ล้านบาท และสหภาพยุโรป 18,215 ล้านบาท ซึ่งช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 สถานการณ์ส่งออกสินค้าเกษตรของไทยทิศทางดีขึ้น ขยายตัวของการส่งออกในตลาดอเมริกา ญี่ปุ่นและยุโรป เป็นผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลดลง แต่การส่งออกไปตลาดจีนยังไม่ฟื้นตัวมากนัก อาจเป็นผลกระทบจากนโยบายตอบโต้สงครามการค้าของจีนที่พึ่งพาตนเอง บริโภคสินค้าในประเทศ ลดนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ไทยควรขยายตลาดสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น กลุ่มผลไม้ ไปยังตลาดอื่นให้มากขึ้นทดแทนการพึ่งพาตลาดจีน และลดแข่งขันกับเวียดนามในกลุ่มสินค้าผลไม้ โดยมีข้อได้เปรียบไทยเรื่องมีพรมแดนติดกับจีน จึงทำให้มีต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำกว่า และมีระยะเวลาการขนส่งน้อยกว่า

มกอช.เตรียมพร้อมบุคลากร ลุยงานปี63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417611

มกอช.เตรียมพร้อมบุคลากร ลุยงานปี63

มกอช.เตรียมพร้อมบุคลากร ลุยงานปี63

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 18.38 น.

มกอช. เปิดสัมมนาบุคลากร ชี้แจงแนวนโยบาย กรอบการปฏิบัติงาน ปี63 พร้อมเชื่อมโยงบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เน้นบริหารงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ ตอบสนองความต้องการของเกษตรกร และประชาชน

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ประจำปี 2562 ณ โรงแรมเอเชียพัทยา จังหวัดชลบุรีว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อให้บุคลากรของ มกอช. ได้รับทราบถึงแนวนโยบายที่จะใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติงาน และการปรับปรุงงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงทบทวนแผนการปฏิบัติงานของ มกอช. และจัดทำแผนการปฏิบัติงาน ประจำปี 2563 ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานของ มกอช. สามารถเชื่อมโยงบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และการบริหารงานและงบประมาณในภาพรวมของ มกอช. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเกิดสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

“รัฐบาลกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐมีการบริหารงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ โดยกำหนดเป้าหมายและทิศทางการทำงานให้ชัดเจน เพื่อตอบสนองและสนับสนุนความต้องการของเกษตรกร และประชาชน รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลได้บรรลุผล ดังนั้น สัมมนาประจำปี 2563 ของ มกอช. ข้าราชการ พนักงานราชการ และบุคลากรในสังกัด มกอช. ร่วมกันระดมสมอง และนำข้อคิดเห็น ขอเสนอแนะ ของผู้บริหารและที่ปรึกษา นำไปปรับปรุง ทบทวนและประเมินผลการปฏิบัติงาน รวมถึงเสนอแผนปฏิบัติงานในปีงบประมาณ 2563”เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ทั้งนี้ มกอช. เป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตรตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการเจรจาแก้ไขปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค เพื่อปรับปรุงและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งเพื่อให้มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

 

ชายคาพระพิรุณ : 3 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417384

586851

ชายคาพระพิรุณ : 3 มิถุนายน 2562

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สืบเนื่องจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุมสากล (IUU Day)” เพื่อสร้างความตระหนักถึงความพยายามในการต่อสู้กับการทำประมงผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค และจะเป็นเวทีแสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนของทรัพยากรประมง ดังนั้น ในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ที่จะถึงนี้ กรมประมง จึงร่วมกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)จัดงานวันต่อต้านการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมสากล International Day for the Fight Against illegal, Unreported and Unregulated Fishing หรือ IUU Day ขึ้น โดยได้รับเกียรติจากพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานกล่าวคำแถลงการณ์ ณ กรมประมง นอกจากนี้ ยังจะจัดกิจกรรม DOF MEET THE PRESS “MOVING TOWARDS SUSTAINABLE FISHERIES” เชิญสื่อมวลชน รับฟังข้อมูลความก้าวหน้าการดำเนินงานของกรมประมง โดยมี ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เป็นผู้ให้รายละเอียด พร้อมรับชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับการตรวจสอบเรือที่ประสงค์จะทำประมงนอกน่านน้ำ และรับชมการถ่ายทอดสัญญาณการปฏิบัติงานของ Observer on Board บนเรือประมงนอกน่านน้ำ งานนี้ถือเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เพื่อการทำประมงที่ถูกต้องและสร้างความยั่งยืนทางทรัพยากรประมงของไทย

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม-2 มิถุนายน ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ จัด “งานมหกรรมปศุสัตว์แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2562 (Livestock Expo 2019) “เปิดบ้านปศุสัตว์ คัดสรรสิ่งดี 77 ปี เพื่อคนไทย” ณ บริเวณ Land Mark หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพมหานคร โดยนำผลงานตามภารกิจตลอดระยะเวลา 77 ปี ของกรมปศุสัตว์ ได้แก่ ด้านการผลิตปศุสัตว์ ด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และด้านสุขภาพสัตว์ โดยมุ่งเน้นที่ผลผลิตปศุสัตว์ คือ เนื้อ นม ไข่ เพื่อเผยแพร่ผลงานนวัตกรรม-เทคโนโลยี และผลงานวิชาการด้านปศุสัตว์ของกรมปศุสัตว์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ และเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกรมปศุสัตว์มากยิ่งขึ้น ในงานประกอบไปด้วย กิจกรรมที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้ทราบว่า เนื้อโคของไทยนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลก ประกอบกับวันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน 2562 ตรงกับวันดื่มนมโลก หรือ World Milk Day กรมปศุสัตว์จึงจัดกิจกรรมเกี่ยวกับนมและผลิตภัณฑ์นม เพื่อเป็นการมุ่งเน้นรณรงค์ให้คนไทยดื่มนมกันมากขึ้น เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานจะได้มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนตลอดไป นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมเกี่ยวไข่ และผลิตภัณฑ์จากไข่ ที่มุ่งเน้นรณรงค์ให้คนไทยบริโภคไข่เพิ่มขึ้นเป็น 300 ฟอง/คน/ปี มีการจัดแสดงนิทรรศการวิชาการ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต การเสวนาและสัมมนาวิชาการ มีการประกวดคลิปวิดีทัศน์การสาธิตประกอบอาหาร และภาพถ่ายที่เจ้าของถ่ายร่วมกับสัตว์เลี้ยง การนำยาที่ไม่ใช้แล้วมาแลกไข่ การสาธิตประกอบอาหารหลากหลายเมนูจากวัตถุดิบ เนื้อ นม ไข่ และยังมีการให้บริการผ่าตัดทำหมันฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้แก่สุนัขและแมว พร้อมให้ปรึกษาปัญหาสุขภาพสัตว์ โดยไม่คิดมูลค่าอีกด้วย ถือเป็นงานใหญ่ของกรมปศุสัตว์ ที่จะโชว์ศักยภาพในภาคปศุสัตว์ของไทยตลอด 77 ปีที่ผ่านมา…

เมื่อวันก่อน กรมส่งเสริมการเกษตร โดยนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และรับมอบ “สถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ” จำนวน 102 สถานี ตามโครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร ซึ่งจะติดตั้งในสำนักงานเกษตรจังหวัด เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นต้น โดยสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์วัดสภาพอากาศเพื่อเก็บข้อมูลการพยากรณ์อากาศ รวมทั้งศึกษาสภาพอากาศและภูมิอากาศ โดยไม่ต้องใช้คนดูแล สามารถเก็บข้อมูลในพื้นที่ห่างไกลได้ด้วยตนเอง สามารถบันทึกข้อมูลและแสดงผลแบบเรียลไทม์ ข้อมูลสภาพอากาศและการพยากรณ์อากาศที่ได้รับจากสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อการทำการเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) เนื่องจากข้อมูลที่ได้จากสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติจะช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรด้านการปลูกพืช การดูแลรักษา เช่น การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช ให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนับว่าเป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนในกระบวนการผลิตของเกษตรกรให้ก้าวสู่เกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farm ต่อไป…

ตั้งวอร์รูมน้ำ สทนช.รับมือวิกฤติฤดฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417442

x

ตั้งวอร์รูมน้ำ สทนช.รับมือวิกฤติฤดฝน

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สทนช.เตรียมเปิด“วอร์รูมน้ำ”รับมือวิกฤติน้ำหลากฤดูฝน ตั้งเกณฑ์ 3 ระดับความรุนแรง เชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานด้านน้ำทุกภาคส่วน เฝ้าระวังภัย 5 ระดับ ติดตาม แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำทั่วไทย

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สทนช.ได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำช่วงฤดูฝนปีนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม รวมถึงแนวทาง เงื่อนไข การแจ้งเตือน โดยเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานด้านน้ำของประเทศร่วมกัน และกำหนดเกณฑ์การปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนตามระดับความรุนแรง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ระดับภัยจะเป็นเกณฑ์กำหนดการทำงานของศูนย์ ซึ่งมีทั้งหมด 3 ศูนย์ปฎิบัติการ ได้แก่ 1.ระดับที่ 1-2 (ระดับสีเขียว) เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน ศูนย์อำนวยการน้ำของ สทนช.จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสาน ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำ เพื่อวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ประจำวัน 2.ระดับที่ 2-3 (ระดับสีเหลือง) เมื่อมีพายุก่อตัวและคาดว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย หรือความกดอากาศต่ำพาดผ่าน มีปริมาณฝนตกชุกหนาแน่นครอบคลุมหลายจังหวัด คิดเป็นปริมาณฝนสะสม 3 วัน มากกว่า 200 มม.ปริมาณน้ำในลำน้ำมากกว่า 60% ของความจุลำน้ำ และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมากกว่า 60% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือสูงกว่าเส้นควบคุมบน ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติจะเริ่มปฏิบัติงานทันทีคาดว่าจะเป็นช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้

อย่างไรก็ดี ทาง สทนช.ได้ขอให้มีการส่งตัวแทนเจ้าหน้าที่จากแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประจำการที่ศูนย์ฯ ซึ่งมี นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการ สทนช.เป็นประธานศูนย์ฯ เพื่อเชื่อมต่อการทำงานของทุกหน่วยให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยอาศัยความร่วมมือบูรณาการปฏิบัติงานจากทุกหน่วย ทั้งการเชื่อมโยงฐานข้อมูล การรวบรวมข้อมูลทั้งหมดในรูปแบบเดียวกัน กำหนดกลไกการสื่อสาร และขั้นตอนในทางปฏิบัติ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้นจากปีที่ผ่านมา

3.ระดับที่ 3-4 (ระดับสีแดง) ซึ่งเป็นระดับสูงสุด มีสถานการณ์รุนแรงในระดับประเทศ มีผลกระทบในวงกว้าง จะยกระดับเป็นศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการศูนย์ฯ ตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยทุกหน่วยงานรายงานข้อมูลต่อ สทนช.ทุกๆ 3ชั่วโมง และในพื้นที่วิกฤติรายงานทุกชั่วโมง การประชุมวันละ 3 ครั้ง ในเวลา 08.00 น. เวลา 14.00 น.และเวลา 20.00 น.โดยข้อมูลดังกล่าวจะส่งต่อไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร่งด่วนต่อไป

นอกจากนี้ สทนช.ได้เร่งหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้องในการจัดตั้ง ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ และศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ เพื่อเตรียมรับมือจัดการกับทั้ง “มวลน้ำ” และ “มวลชน” ในภาวะวิกฤติ เพิ่มเติมจากศูนย์อำนวยการน้ำ ซึ่งทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำประจำวัน โดยการเริ่มปฏิบัติงานของแต่ละศูนย์ฯ จะอยู่ภายใต้เกณฑ์สถานการณ์เพื่อการจัดการ แบ่งออกเป็น 5 ระดับข้างต้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติในการป้องกัน เฝ้าระวัง และลดความเสียหายทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า สทนช.ยังบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกลไก 4 ด้าน ในการรับมือสาธารณภัยจากวิกฤติน้ำ ตามหลักสากลการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ได้แก่ 1.ด้านป้องกันและลดผลกระทบ การบริหารจัดการและจัดสรรน้ำตามเกณฑ์อย่างเหมาะสม ในภาวะปกติ จัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม/น้ำแล้ง ในแต่ละลุ่มน้ำ พร้อมบูรณาการข้อมูลสารสนเทศด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และจัดทำเกณฑ์เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ณ สถานีควบคุม

2.ด้านการเตรียมความพร้อม การกำหนดเขตภาวะน้ำแล้งล่วงหน้า และแผนเตรียมกรณีน้ำท่วมฉุกเฉิน ติดตาม เฝ้าระวัง วิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ประเมินพื้นที่เสี่ยง และแจ้งเตือนประชาชน รวมถึงหน่วยปฏิบัติเพื่อรับมือ 3.ด้านรับมือ/เผชิญเหตุ การประกาศเขตภาวะน้ำแล้งอย่างรุนแรงและมาตรการผันน้ำข้ามลุ่มเพื่อบรรเทาภาวะน้ำแล้ง รวมทั้งบัญชาการและอำนวยการแก้ไขปัญหาจนกว่าวิกฤติจะผ่านพ้นไป และ 4.ด้านฟื้นฟูเยียวยา ชดเชยเยียวยา รวบรวมข้อมูลความเสียหาย พื้นที่วิกฤติน้ำ วางแผนการป้องกันและแก้ไขระยะยาว อย่างไรก็ดี เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนรับทราบถึงมาตรการเตรียมการต่างๆ

ไทยจับมือติมอร์-เลสเตสำรวจทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417378

x

ไทยจับมือติมอร์-เลสเตสำรวจทะเล

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมงจัดพิธีปล่อยเรือสำรวจประมงจุฬาภรณ์ออกปฏิบัติงานสำรวจทรัพยากรสัตว์น้ำ ตามโครงการ “การสำรวจทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมทางทะเลร่วมระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต” ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม-27 กรกฎาคม 2562 รวม 61 วัน

นายไพบูลย์ บุญลิปตานนท์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล เปิดเผยว่าโครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องความร่วมมือด้านวิชาการและเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต การสำรวจครั้งนี้มีหัวข้อวิจัย ได้แก่ ด้านทรัพยากรประมง ด้านสมุทรศาสตร์และด้านมลพิษทางทะเลและความปลอดภัยทางอาหาร โดยการสำรวจด้านทรัพยากรประมง จะใช้เครื่องมือทำการประมงอวนลอย เบ็ดราวปลาผิวน้ำ เบ็ดราวหน้าดิน อวนลากกลางน้ำ และลอบปลา รวมทั้งศึกษาชีววิทยาของสัตว์น้ำ การแพร่กระจายของลูกสัตว์น้ำวัยอ่อน และแพลงก์ตอน นอกจากนี้ ยังศึกษาเรื่องไมโครพลาสติกในน้ำทะเล และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลสัตว์น้ำอาจกินอาหารปนเปื้อนของไมโครพลาสติกได้ การศึกษาเรื่องดังกล่าวจึงมีความสำคัญและกำลังเป็นที่สนใจระดับโลก

ทั้งนี้ เรือสำรวจประมงจุฬาภรณ์ เป็นเรือสำรวจของกรมประมง มีความยาว 67.25 เมตร ขนาด 1,424 ตันกรอส มีระยะทำการ 12,000 ไมล์ทะเล เคยใช้สำรวจแหล่งทำประมงนอกน่านน้ำในหลายพื้นที่ เช่น มัลดีฟส์ ศรีลังกา เซเซลส์ เมียนมา และในมหาสมุทรอินเดีย การสำรวจครั้งนี้เป็นการสำรวจในทะเลอาณาเขต และเขตเศรษฐกิจจำเพาะของติมอร์-เลสเต ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ทิศตะวันออกของประเทศอินโดนีเซีย และอยู่เหนือประเทศออสเตรเลีย โดยมีลูกเรือและนักวิจัยของไทย 37 คน และนักวิจัยจากติมอร์-เลสเต 10 คน ร่วมสำรวจครั้งนี้

แนะวิธีปราบด้วงแรดมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417379

x

แนะวิธีปราบด้วงแรดมะพร้าว

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมวิชาการเกษตรแนะเกษตรกร ผู้ปลูกมะพร้าวเฝ้าระวังด้วงแรดมะพร้าว สามารถพบได้ทั้งระยะที่ต้นมะพร้าวยังไม่ให้ผลผลิตและให้ผลผลิตแล้ว ให้สังเกตด้วงแรดมะพร้าว จะพบตัวเต็มวัยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของมะพร้าว โดยเจาะทำลายยอดอ่อนที่ใบยังไม่คลี่ ทำให้ใบใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้ว คล้ายหางปลาหรือรูปพัด กรณีถูกทำลายมากใบใหม่แคระแกร็น รอยแผลตรงเนื้อเยื่ออ่อนที่ถูกด้วงแรดมะพร้าวกัดเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเกิดยอดเน่าจนถึงต้นตายในที่สุด สำหรับด้วงแรดมะพร้าวระยะตัวหนอน จะพบตามพื้นดินบริเวณกองปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก ซึ่งตัวหนอนจะเจาะชอนไชกัดกินและทำลายระบบรากมะพร้าวปลูกใหม่ ทำให้ยอดเหี่ยวและแห้งเป็นสีน้ำตาลต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต

หากพบการเข้าทำลายของด้วงแรดมะพร้าว เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสานคือ วิธีเขตกรรม ชีววิธี และการใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรม ให้เกษตรกรรักษาความสะอาดและกำจัดเศษวัสดุต้นมะพร้าวบริเวณสวนสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ กรณีมีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย กองแกลบ ควรกำจัดออกไปจากสวนมะพร้าว หรือกองให้เป็นที่แล้วหมั่นกลับกองเพื่อตรวจดูหนอนด้วงแรดมะพร้าว หากพบหนอนให้ทำลายหรือเผากองนั้นทิ้งทันที ส่วนลำต้นและตอมะพร้าวที่โค่นทิ้งไว้ หรือมะพร้าวที่ยืนต้นตายควรโค่นเผาทำลาย กรณีต้นมะพร้าวที่ถูกตัดแล้วยังสดอยู่ ให้นำมาทำกับดักล่อให้ด้วงแรดมะพร้าวมาวางไข่ โดยให้ตัดทอนออกเป็นท่อนสั้นๆ นำมาวางเรียงรวมกันไว้ให้เปลือกมะพร้าวติดกับพื้นดิน เพราะด้วงแรดมะพร้าวจะวางไข่ที่ชุ่มชื้นสูงและผุเร็ว จากนั้น ให้เกษตรกรเผาทำลายท่อนกับดักเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอน และดักแด้ของด้วงแรดมะพร้าว สำหรับตอมะพร้าวที่เหลือให้ใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วราดให้ทั่วตอ เพื่อป้องกันการวางไข่ได้

การใช้ชีววิธีกำจัด ให้เกษตรกรใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมใส่ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอก หรือกับดักท่อนมะพร้าวที่มีหนอนด้วงแรดมะพร้าวอาศัยอยู่ และเกลี่ยเชื้อให้กระจายทั่วกอง จากนั้นรดน้ำให้ความชื้นและหาวัสดุใบมะพร้าวมาคลุมไว้ เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันแสงแดด ซึ่งเชื้อราเขียวเมตาไรเซียมจะเข้าทำลายทุกระยะการเจริญเติบโตของด้วงแรดมะพร้าว ส่วนการใช้สารเคมีในต้นมะพร้าวอายุ 3-5 ปี ที่ยังไม่สูงมาก ให้ใช้ลูกเหม็นใส่ที่คอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบๆ ยอดอ่อน ทางละ 2 ลูก ต้นละ 6-8 ลูก กลิ่นของลูกเหม็นจะไล่ด้วงแรดมะพร้าวบินเข้าไปทำลายคอมะพร้าว หากระบาดมากให้ใช้สารฆ่าแมลงสารไดอะซินอน 60% อีซี หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี ชนิดใดชนิดหนึ่ง อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ราดคอมะพร้าวให้เปียกตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมา ใช้ปริมาณ 1-1.5 ลิตรต่อต้นทุก 15-20 วัน ควรใช้ 1-2 ครั้งช่วงระบาด

อ.ส.ค.-ปทุมยูไนเต็ดสานฝันเด็กไทย จัดฟุตบอลเยาวชนชิงรางวัลกว่า3แสนบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417382

x

อ.ส.ค.-ปทุมยูไนเต็ดสานฝันเด็กไทย จัดฟุตบอลเยาวชนชิงรางวัลกว่า3แสนบ.

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ร่วมกับ สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด จัดแข่งขันฟุตบอล “ไทย-เดนมาร์ค ฟุตบอล ทัวร์นาเมนท์” รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 300,000 บาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ สนับสนุนให้เยาวชนไทยใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พร้อมรณรงค์ให้คนไทยดื่มนมโคสดแท้ 100% มุ่งสร้างแบรนด์ไทย-เดนมาร์ค ในกลุ่ม New Gen

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผอ.อ.ส.ค.เปิดเผยว่า การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน“Thai-Denmark Football Tournament U15” จัดขึ้นเพื่อตอบโจทย์หนึ่งใน 4 ภารกิจสำคัญของ อ.ส.ค. คือ การเป็น Top of Mind นำแบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค ขึ้นไปสู่การเป็น “นมแห่งชาติ” ภายในปี 2564 โดยกลุ่มเป้าหมายคือเยาวชนคนรุ่นใหม่ กลุ่มครอบครัวและบุคคลทั่วไป อ.ส.ค. จึงดำเนินกิจกรรมการตลาดหลากหลายด้าน โดยใช้เครื่องมือส่วนผสมการตลาดให้เกิดประโยชน์สูงสุด การร่วมมือกับสโมสรฟุตบอล บีจี ปทุมยูไนเต็ด จัดแข่งขันฟุตบอลเยาวชน “Thai-Denmark FootballTournament U15 ถือเป็นส่วนหนึ่งในการทำตลาดด้าน Sport Marketing อีกทั้งอยากให้โครงการนี้เป็นทัวร์นาเมนท์ของ อ.ส.ค. ที่จะยกระดับเยาวชนทุกโรงเรียนทั่วประเทศเข้าร่วมคัดเลือกแข่งขัน ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้เยาวชนค้นหาศักยภาพตัวเองไปพร้อมกับการดื่มนมไทย-เดนมาร์ค เพื่อสุขภาพแข็งแรง

ด้าน “โค้ชง้วน” นายสุรชัย จตุรภัทรพงษ์ ผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด (BGPU) กล่าวว่าขอขอบพระคุณอ.ส.ค. ผู้ผลิตนมไทย-เดนมาร์ค ที่ร่วมกันส่งเสริมกีฬาฟุตบอลให้เยาวชนไทย โดยร่วมมือจัดแข่งขัน“Thai-Denmark Football Tournament U15 ซึ่งสโมสรพร้อมจัดแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม ที่ศูนย์ฝึกฟุตบอลเยาวชน YHA (Yamaoka Hanasaka Academy) รังสิต คลอง 4 และการเปิดสนาม ลีโอ สเตเดี้ยม รองรับรอบรองฯ และชิงชนะเลิศ โดยทีมที่ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มจนถึงรอบชิงชนะเลิศ จะได้ประสบการณ์ที่ดีที่มีค่า และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทย เพื่อนำกลับมาพัฒนาตัวเองต่อไปนอกจากนี้จะได้สัมผัสบรรยากาศในสนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐานสากลผู้สนใจเข้าร่วมแข่งขัน Thai Denmark Football Tournament สามารถดาวน์โหลดใบสมัครและติดตามรายละเอียดโครงการได้ที่ Fanpage Thai-Denmark Football Tournament หรือ www.bgputd.com

คิกออฟโชว์ต้นแบบแปลงใหญ่เกษตรอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417381

x

คิกออฟโชว์ต้นแบบแปลงใหญ่เกษตรอัจฉริยะ

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯกล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดการจัดงานรณรงค์ใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิตข้าวในนาแปลงใหญ่ ปี 2562 ที่นาแปลงใหญ่บ้านสวนแตง ต.สวนแตง อ.เมืองจ.สุพรรณบุรีว่า งานรณรงค์การใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะฯครั้งนี้ จัดขึ้นที่แปลงของนายพิชิต เกียรติสมพร Smart Farmer และประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวบ้านสวนแตง ที่มีสมาชิกแปลงใหญ่ 83 ราย พื้นที่ 1,030 ไร่ โดยสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัยในกระบวนการผลิตข้าวในแปลงต้นแบบ 20 ไร่ ซึ่งข้าวถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เกษตรกรปลูกมากถึง 62 ล้านไร่ทั่วประเทศ โดยเน้นการเปรียบเทียบกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมของเกษตรกร กับกรรมวิธีตามแนวทางของเกษตรอัจฉริยะ ที่ได้ประสานความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในแปลงเรียนรู้ครอบคลุมตลอดทั้งกระบวนการผลิตพืช โดยนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องจักรมาใช้ อาทิ เครื่องปลูก เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ เครื่องกำจัดวัชพืชที่แม่นยำสูง เครื่องตรวจวัดความต้องการธาตุอาหารพืช เครื่องให้ปุ๋ยอัตโนมัติตามค่าวิเคราะห์ดิน ระบบการควบคุมการให้น้ำอัจฉริยะ การใช้อากาศยานไร้คนขับสำรวจการเจริญเติบโตของพืชร่วมกับการพ่นสารชีวภัณฑ์ เครื่องเก็บเกี่ยวอัตโนมัติ การใช้ sensor ตรวจวัดสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม รวมไปถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแปลงเรียนรู้เพื่อนำไปสู่พัฒนา Big Data Platform ที่สามารถประมวลผลข้อมูลผ่านระบบ internet เพื่อช่วยตัดสินใจ ซึ่งระบบการประมวลผลเหล่านี้ คณะกรรมการกำลังขับเคลื่อนให้เกิดศูนย์ปฏิบัติการหลัก หรือ War room ที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในการจัดการข้อมูลเพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรในกลุ่มแปลงใหญ่ได้นำไปใช้ถือเป็นครั้งแรกของกระทรวงเกษตรฯ เป้าหมายจัดทำแปลงเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะใน 5 ชนิดพืช ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง และสับปะรด

“กระทรวงเกษตรฯคาดหวังให้เกษตรกร Smart Farmer, Young Smart Farmer ทั้งในจ.สุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียงอีก 5 จังหวัด 300 คน ที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้เห็นว่าแนวทางเกษตรอัจฉริยะนั้นเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง ได้เรียนรู้นวัตกรรมใหม่เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะที่มาช่วยทำเกษตรที่ทำได้จริง โดยสาธิตเปรียบเทียบการทำเกษตรกรรม ระหว่างวิธีการทำเกษตรแบบดั้งเดิมของเกษตรกร กับวิธีการทำเกษตรแบบเกษตรอัจฉริยะนี้ แสดงให้เห็นว่าลดต้นทุนการผลิตเพิ่มผลผลิตได้ เช่น การปลูกข้าวแบบอัจฉริยะ 2 ระบบ ได้แก่ ระบบนาดำ และระบบการทำนาหยอดข้าว ที่ควบคุมนำร่องการเคลื่อนที่ด้วยระบบ GPS ร่วมกับการควบคุมพวงมาลัยอัตโนมัติ หรือ auto steering เพื่อช่วยบริหารจัดการพื้นที่แปลงปลูกข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถลดเมล็ดพันธุ์เหลือเพียง 8 กก./ไร่และลดต้นทุนได้ถึง 500 บาท/ ไร่ (เมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิมคือการทำนาหว่าน ที่ใช้เมล็ดพันธุ์ถึง 30 กก./ไร่) โดยเฉพาะในระยะถัดไปกระทรวงเกษตรฯหวังที่จะขยายผลโดยการส่งเสริมให้เกษตรกรแปลงใหญ่ข้าวใน ต.สวนแตง แห่งนี้ นำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะไปขยายผลในพื้นที่เกษตรกรแปลงใหญ่อย่างเป็นระบบและเข้มแข็ง” นายอภัย กล่าว

ไตรมาสแรกสินค้าเกษตรไทยสดใส ได้เปรียบดุลการค้าอาเซียน5.3หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417383

x

ไตรมาสแรกสินค้าเกษตรไทยสดใส ได้เปรียบดุลการค้าอาเซียน5.3หมื่นล้าน

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์นำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรไทยกับอาเซียน ช่วงไตรมาสแรก ปี 2562 (ม.ค.-มี.ค. 2562) พบว่า ไทยยังเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าในอาเซียนคิดเป็นมูลค่า 53,244 ล้านบาท โดยสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาล อาหารปรุงแต่งจากเนื้อปลา เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ข้าวเจ้าและข้าวหอมมะลิ ผลไม้ และยางพาราธรรมชาติ สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้า ได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ อาหารปรุงแต่ง วัตถุปรุงแต่งอาหาร ของปรุงแต่งจากผักและผลไม้ เป็นต้น

การค้าสินค้าเกษตร (พิกัดศุลกากร 01-24) และยางพาราธรรมชาติ (พิกัดศุลกากร 4001) ช่วงไตรมาสแรกจากไทยไปยังอาเซียนพบว่า มูลค่าการค้ารวม 107,160 ล้านบาท ลดลง 4.56% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 โดยมีมูลค่าการส่งออก 80,202 ล้านบาท ลดลง 3.08% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 และมูลค่าการนำเข้า 26,958 ล้านบาท ลดลง 8.69% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 อย่างไรก็ดี ในภาพรวมไทยได้เปรียบดุลการค้าอาเซียนเป็นมูลค่า 53,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.02% จากช่วงเวลาเดียวกันปี 2561 สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและยางพาราธรรมชาติของไทยไปยังอาเซียนเป็นรายประเทศ พบว่า ไทยส่งออกไปยังเวียดนามมีมูลค่าเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วน 22% รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 17% อินโดนีเซีย 16% กัมพูชา 12% และหากพิจารณาดุลการค้า พบว่า ไทยได้เปรียบดุลการค้าของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เวียดนามเป็นอันดับหนึ่ง โดยคิดเป็นมูลค่าที่ได้เปรียบดุลการค้าเท่ากับ 13,154 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 10,146 ล้านบาท อินโดนีเซีย 7,698 ล้านบาท กัมพูชา 5,892 ล้านบาท และฟิลิปปินส์ 5,569 ล้านบาท

นอกจากการติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับอาเซียนแล้ว สศก.ยังติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับตลาดหลักที่เป็นคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรปและจีน โดยพบว่า ไตรมาส 1 ปี 2562 ไทยได้เปรียบดุลการค้า จีน 31,861 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 11,564 ล้านบาท ญี่ปุ่น 35,200 ล้านบาท และสหภาพยุโรป 18,215 ล้านบาท ซึ่งช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 สถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยมีทิศทางดีขึ้นขยายตัวของการส่งออกในตลาดอเมริกา ญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลดลง แต่การส่งออกไปยังตลาดจีนนั้น ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ซึ่งอาจเป็นผลกระทบจากนโยบายตอบโต้สงครามการค้าของจีนที่พึ่งพาตนเอง บริโภคสินค้าภายในประเทศ และลดนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ไทยควรขยายตลาดสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น กลุ่มผลไม้ ไปยังตลาดอื่นให้มากขึ้น เพื่อทดแทนการพึ่งพาตลาดจีน และลดการแข่งขันกับเวียดนามที่เป็นคู่แข่งของไทยในกลุ่มสินค้าผลไม้ โดยมีข้อได้เปรียบไทยเรื่องการมีพรมแดนติดกับจีน จึงทำให้มีต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำกว่า และมีระยะเวลาการขนส่งน้อยกว่า

เฝ้าระวังภัย5ระดับ! สทนช.เตรียมเปิดวอร์รูม รับมือวิกฤตน้ำหลากฤดูฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417365

เฝ้าระวังภัย5ระดับ! สทนช.เตรียมเปิดวอร์รูม รับมือวิกฤตน้ำหลากฤดูฝน

เฝ้าระวังภัย5ระดับ! สทนช.เตรียมเปิดวอร์รูม รับมือวิกฤตน้ำหลากฤดูฝน

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.17 น.

“สทนช.”เตรียมเปิดวอร์รูมน้ำ รับมือวิกฤตน้ำหลากฤดูฝนนี้ พร้อมเชื่อมข้อมูลหน่วยน้ำ เฝ้าระวังภัยน้ำ5ระดับ ระวังติดตามแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ

2 มิ.ย.นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สทนช.ได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำช่วงฤดูฝนปีนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม รวมถึงแนวทาง เงื่อนไข การแจ้งเตือน โดยเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานด้านน้ำของประเทศร่วมกัน และกำหนดเกณฑ์การปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนตามระดับความรุนแรง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยระดับภัยจะเป็นเกณฑ์กำหนดการทำงานของศูนย์ ซึ่งมีทั้งหมด 3 ศูนย์ปฎิบัติการ ได้แก่ 1.) ระดับที่ 1 – 2 ระดับสีเขียว เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน ศูนย์อำนวยการน้ำของ สทนช.จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสาน ติดตาม ข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำ เพื่อวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ประจำวัน

2.) ระดับที่ 2 – 3 หรือระดับสีเหลือง เมื่อมีพายุก่อตัวและคาดว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย หรือความกดอากาศต่ำพาดผ่าน มีปริมาณฝนตกชุกหนาแน่นครอบคลุมหลายจังหวัด คิดเป็นปริมาณฝนสะสม 3 วัน มากกว่า 200 มม.ปริมาณน้ำในลำน้ำมากกว่า 60% ของความจุลำน้ำ และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมากกว่า 60% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือสูงกว่าเส้นควบคุมบน ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติจะเริ่มปฏิบัติงานทันทีคาดว่ากลางเดือนกรกฏาคมนี้ โดยทาง สทนช.ได้ขอให้มีการส่งตัวแทนเจ้าหน้าที่จากแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประจำการที่ศูนย์ โดยมี นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการ สทนช. เป็นประธานศูนย์ฯ เพื่อเชื่อมต่อการทำงานของทุกหน่วยให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยอาศัยความร่วมมือบูรณาการการปฏิบัติงานจากทุกหน่วย ทั้งการเชื่อมโยงฐานข้อมูล การรวบรวมข้อมูลทั้งหมดในรูปแบบเดียวกัน การกำหนดกลไกสื่อสาร และขั้นตอนในทางปฏิบัติ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้นจากปีที่ผ่านมา

และ 3.) ระดับ 3 – 4 (ระดับสีแดง) ซึ่งเป็นระดับสูงสุด มีสถานการณ์รุนแรงในระดับประเทศ มีผลกระทบในวงกว้าง จะยกระดับเป็นศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการศูนย์ฯ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 โดยทุกหน่วยงานรายงานข้อมูลต่อ สทนช.ทุกๆ 3 ชั่วโมง และในพื้นที่วิกฤติรายงานทุกชั่วโมง การประชุมวันละ 3 ครั้ง เวลา 08.00 น. , 14.00 น.และ 20.00 น.โดยข้อมูลดังกล่าวจะส่งต่อไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร่งด่วนต่อไป

“สทนช. ได้เร่งหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยในการจัดตั้ง ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต และศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ เพื่อเตรียมรับมือจัดการกับทั้ง “มวลน้ำ” และ “มวลชน” ในภาวะวิกฤต เพิ่มเติมจากศูนย์อำนวยการน้ำ ซึ่งทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำประจำวัน โดยการเริ่มปฏิบัติงานของแต่ละศูนย์ฯ จะอยู่ภายใต้เกณฑ์สถานการณ์เพื่อการจัดการออกเป็น 5 ระดับข้างต้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติในการป้องกัน เฝ้าระวัง และลดความเสียหายทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน” นายสมเกียรติ กล่าว

ขณะเดียวกัน สทนช.ยังได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพิ่มประสิทธิภาพกลไก 4 ด้าน ในการรับมือสาธารณภัยจากวิกฤติน้ำตามหลักสากลการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ได้แก่ 1.ด้านป้องกันและลดผลกระทบ การบริหารจัดการและจัดสรรน้ำตามเกณฑ์อย่างเหมาะสม ในภาวะปกติ จัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม/น้ำแล้ง ในแต่ละลุ่มน้ำ พร้อมบูรณาการข้อมูลสารสนเทศด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และจัดทำเกณฑ์เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ณ สถานีควบคุม 2.ด้านเตรียมความพร้อม การกำหนดเขตภาวะน้ำแล้งล่วงหน้า และแผนเตรียมกรณีน้ำท่วมฉุกเฉิน ติดตาม เฝ้าระวัง วิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ประเมินพื้นที่เสี่ยง และแจ้งเตือนประชาชน รวมถึงหน่วยปฏิบัติเพื่อรับมือ

3.ด้านรับมือ/เผชิญเหตุ การประกาศเขตภาวะน้ำแล้งอย่างรุนแรงและมาตรการ การผันน้ำข้ามลุ่มเพื่อบรรเทาภาวะน้ำแล้ง รวมทั้งบัญชาการและอำนวยการแก้ไขปัญหาจนกว่าวิกฤติจะผ่านพ้นไป 4.ด้านฟื้นฟูเยียวยา ชดเชยเยียวยา รวบรวมข้อมูลความเสียหาย พื้นที่วิกฤตน้ำ วางแผนการป้องกันและแก้ไขระยะยาว อย่างไรก็ตาม เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน รับทราบถึงมาตรการเตรียมการต่างๆ