เตือนขึ้นทะเบียนเกษตรกรทุกรอบผลิต ไม่แจ้งปรับปรุงข้อมูล3ปีสิ้นสถานภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417774

x

เตือนขึ้นทะเบียนเกษตรกรทุกรอบผลิต ไม่แจ้งปรับปรุงข้อมูล3ปีสิ้นสถานภาพ

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนเกษตรกร ให้แจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรทุกครั้งเมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ หากไม่ได้ปรับปรุงสถานภาพติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี  จะสิ้นสถานภาพการเป็นเกษตรกร

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ทะเบียนเกษตรกร คือข้อมูลของครัวเรือนผู้ประกอบการเกษตรที่แสดงถึงสถานภาพและการประกอบอาชีพการเกษตรของครัวเรือน เกษตรกรที่มีทะเบียนเกษตรกร สามารถเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือของรัฐบาล ได้รับความช่วยเหลือกรณีแปลงปลูกพืชเสียหายจากการประสบภัยพิบัติด้านพืช ตามระเบียบกระทรวงการคลัง และได้รับสิทธิซื้อและใช้สารพาราควอต ไกลโฟเซส และคลอร์ไพรีฟอส ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ต้องปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรทุกครั้ง เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ หลังการเพาะปลูก 15-60 วัน สามารถปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ตลอดปี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของ แต่ละชนิดพืช หากเป็นเกษตรกรรายเดิมที่ต้องการเพิ่มแปลงใหม่ จำเป็นต้องติดต่อขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่สำนักงานเกษตรอำเภอ แต่ถ้าเป็นเกษตรกรรายเดิมที่ใช้แปลงเดิม ติดต่อปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน หรือบนแอพพลิเคชั่น  DOAE Farmbook ที่กรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาขึ้นในระบบปฏิบัติการ IOS และ Android เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ทั้งยังเป็นช่องทางรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ รวมถึงใช้ตรวจสอบสิทธิ์เกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการแก้ปัญหาของภาครัฐ

หากเกษตรกรไม่ปรับปรุงสถานภาพติดต่อกัน 3 ปี ตามที่นายทะเบียนประกาศให้ปรับปรุงข้อมูลเกษตรกร เริ่มนับระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นมาถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2563 ซึ่งปัจจุบันมีถึง 896,871 ครัวเรือน ที่ยังไม่มาปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร หากครบกำหนดแล้ว เกษตรกรที่ยังไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลเกษตรกร 896,871 ครัวเรือน จะสิ้นสถานภาพเป็นเกษตรกรทันที ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์จากโครงการของรัฐบาล

ชูสหกรณ์ฯเชียงใหม่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์เข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417777

x

ชูสหกรณ์ฯเชียงใหม่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์เข้มแข็ง

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทัศนีย์ เมืองแก้ว 

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 กำหนดกรอบแนวทางพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยเน้นเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ เพิ่มสัดส่วนการตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศ รวมทั้งยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตามวิถีพื้นบ้านไปสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ได้การรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล ซึ่งการรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล จำเป็นต้องตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระภายนอก และอาจไม่เหมาะสมกับบริบทการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อขายผลผลิตในท้องถิ่น จึงได้นำระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems : PGS) มาใช้ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตและชุมชนมีส่วนร่วมตรวจสอบและรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตในท้องถิ่นด้วยกันเองได้

ทั้งนี้ สศก. ลงพื้นที่จ.เชียงใหม่ร่วมกับมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องรับรองการทำเกษตรอินทร์ด้วยระบบ PGS พบว่า สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด ถือเป็นต้นแบบเกษตรอินทรีย์ที่เข้มแข็ง มีเป้าหมายส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่หันมาปลูกพืชแบบอินทรีย์แทนปลูกพืชแบบใช้สารเคมี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ผลิต มีสมาชิกได้รับการรับรองด้วยระบบ PGS 109 ราย บริหารจัดการโดยนางจันทร์ทอน เสาร์แก้ว ผู้จัดการสหกรณ์ฯ สำหรับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของสหกรณ์ฯ ได้แก่ ข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ ข้าวกล้องหอมมะลิแดงข้าวกล้องหอมมะลิ 105 ข้าวเหนียวดำ เมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้าน เต้าเจี้ยว และ ซีอิ๊วขาว ช่องทางการตลาดของสหกรณ์ฯ และสมาชิกสหกรณ์ฯ ประกอบด้วย ร้านค้าสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ที่ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ (ตลาดนัดเจเจมาร์เก็ต) ตลาดต้องชมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เครือข่ายร้านค้าสหกรณ์ในจังหวัดและต่างจังหวัด รวมทั้งยังเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์ อาทิ Facebook และ Line ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ สศก. ได้พุดคุยกับสมาชิกสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด นางขวัญชนก สัตยพานิช ประธานวิสาหกิจชุมชนฮักมีไม้ผล ผู้ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์โดยการรับรองแบบมีส่วนร่วมเล่าว่า ปี 2555 ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน รวมกลุ่มกันเพื่อต้องการอำนาจต่อรองในการซื้อปัจจัยการผลิตและขายผลผลิตของกลุ่ม จากนั้นจึงเริ่มทำเกษตรอินทรีย์เรื่อยมา
จนปัจจุบันมีสมาชิก 28 คน พื้นที่เกษตรอินทรีย์รวม 100 ไร่ ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ประเภทพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร รวมทั้งแปรรูป โดยผลผลิตของกลุ่มมีตลาดรองรับแน่นอน ได้แก่ ตลาดวันนิมมาน ตลาดศิริวัฒนา ในจ.เชียงใหม่ และ CMU Shop ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจทำเกษตรอินทรีย์โดยการรับรองแบบมีส่วนร่วม(PGS) ขอคำปรึกษาได้ที่สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด โทร. 0-5384-4357

กรมอุทยานฯจัดโครงการฯสกัดรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417776

x

กรมอุทยานฯจัดโครงการฯสกัดรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า โครงการการมีส่วนร่วมกำหนดแนวเขตควบคุม จัดที่ทำกิน/ปลูก/และปล่อยสัตว์ป่า เพื่อการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืน” มีแนวคิดจากการที่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) เป็นผืนป่าติดต่อกันตามแนวชายแดนระหว่างประเทศ มีกลุ่มป่าสำคัญ คือ กลุ่มป่าพนมดงรัก – ผาแต้ม ครอบคลุมพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ เป็นพื้นที่เปรียบเสมือนคมขวานของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 2,281,542.67 ไร่ ยังคงมีไม้หวงห้ามที่มีค่าทางเศรษฐกิจอยู่จำนวนมาก เช่น ไม้พะยูง ไม้ชิงชัน และไม้ประดู่ ประกอบกับเป็นพื้นที่ชายแดน จึงพบปัญหาลักลอบทำไม้และล่าสัตว์ป่า ลักลอบนำพืชป่าและสัตว์ป่าตามบัญชีไซเตส ออกนอกราชอาณาจักร บุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทำเกษตร และใช้กรณีความยากจนและขาดแคลนที่ทำกินของราษฎร เป็นกลไกบุกรุกครอบครองพื้นที่ป่า ตลอดจนพื้นที่ป่าอนุรักษ์บางส่วนเป็นพื้นที่สู้รบเดิมจากปัญหาพรมแดนระหว่างไทย – กัมพูชา ซึ่งยังมีทุ่นระเบิดที่ยังไม่ได้เก็บกู้หลงเหลืออยู่ในพื้นที่จำนวนมาก เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองพื้นที่ป่า”

กรมอุทยานแห่งชาติฯตระหนักถึงผลกระทบของปัญหาดังกล่าว จึงจัดโครงการการมีส่วนร่วมกำหนดแนวเขตควบคุม จัดที่ทำกิน/ปลูก/และปล่อยสัตว์ป่า เพื่อการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืนขึ้น ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี มีพื้นที่ประมาณ 140,845 ไร่ อยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก กั้นระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา และลาว มีสภาพกลุ่มป่าและสัตว์ป่าหลายชนิด และอยู่ใกล้ชุมชนราษฎรที่เป็นเครือข่ายความร่วมมือเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจำนวนหลายกลุ่ม ดังนั้น เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวมีการจัดการอย่างเป็นระบบและหวังให้เป็นพื้นที่นำร่องการจัดการทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้คงความสมบูรณ์อย่างยั่งยืน ก่อให้เกิดประโยชน์กับชุมท้องถิ่น และประเทศชาติ รวมถึงบูรณาการปฏิบัติติงานด้านการป้องกันรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงจัดโครงการการดังกล่าวขึ้น ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่

1. กิจกรรมส่งสัตว์ป่าคืนวนา เพื่อป่าสมบูรณ์ เป็นการปล่อยสัตว์ป่าคุ้มครอง ณ อ่างเก็บน้ำห้วยวังใหญ่ 6 ชนิด ได้แก่ เป็ดแดง 50 ตัว เป็ดก่า 67 ตัว ไก่ป่า 266 ตัว ไก่ฟ้าพญาลอ 20 ตัว ไก่ฟ้าหลังขาว 40 ตัว นกยูง 24 ตัว รวม 467 ตัว 2. กิจกรรมป้องกันปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่สบอ.9 (อุบลราชธานี) ภายใต้ยุทธการ “ลับด้ามขวานประเทศ” เป็นการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯบูรณาการร่วมกับทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองป้องกันการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่า

3. กิจกรรมกำหนดแนวเขตการจัดการพื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟูต้นน้ำเสื่อมสภาพ (แนวเขตควบคุม)

4. กิจกรรมประชารัฐร่วมใจปลูกป่าต้นไม้ให้แผ่นดิน พ.ศ.2562 เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ (วันวิสาขบูชา) เป็นการปลูกฟื้นฟูป่าจำนวนกล้าไม้ 25,000 กล้า

นอกจากนี้ กิจกรรมภายในงานยังมีนิทรรศการอนุรักษ์สัตว์ป่า ป้องกันรักษาทรัพยากรป่าไม้ การมอบพ่อแม่พันธุ์หมูป่า 10 คู่ แก่ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ ร่วมปลูกป่าปล่อยพันธุ์ปลา 100 ถุง สาธิตการเก็บกู้วัตถุระเบิด การเผาทำลายกับดักสัตว์ป่า พิธีเปิดกิจกรรม “ป้องกันปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า หลายกิจกรรมเป็นความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ รักษาฟื้นฟูพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้เป็นป่าสมบูรณ์ สร้างความรู้ความเข้าใจและตระหนักความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติสัตว์ป่า พร้อมสร้างทัศนคติที่ดีกับประชาชนเยาวชนร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติอีกด้วย

ส่องเกษตร : Smart Farm

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417775

449007

ส่องเกษตร : Smart Farm

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตั้งแต่เริ่มนโยบาย Thailand 4.0 ทุกภาคส่วนก็ตื่นตัวตามไปด้วย ยิ่งยุทธศาสตร์ 20 ปีที่มุ่งนำเทคโนโลยีระดับ AI มาใช้ในการพัฒนาประเทศ หวังให้ประเทศพัฒนาไปสู่เป้าหมายมั่งคั่งและยั่งยืน ภายใต้เงื่อนไขและอุปสรรคนานัปการ หนึ่งในนั้น คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

เช่นเดียวกับภาคการเกษตรที่เกษตรกรก้าวสู่วัยผู้สูงอายุ การยอมรับและการปรับตัวในการใช้เทคโนโลยีระดับ AI และ LoT เป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังกำลังกันพอสมควร ในขณะที่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมต่อการยอมรับเทคโนโลยีระดับที่เรียกว่า Smart Farm เข้ามาสู่อาชีพการเกษตรน้อยลงไปมาก คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่หันไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการกันมากกว่าที่จะกลับเข้ามาสู่ภาคการเกษตร เนื่องจากเหตุผลหลายประการทั้งผลตอบแทนและสภาวะแวดล้อมของการทำงาน และเมื่อแรงงานภาคการเกษตรเป็นสิ่งที่หายาก การนำเทคโนโลยีระดับ AI และ LoT มาใช้ในการเกษตรจึงมีหลายกลุ่มที่มองเห็นโอกาส และพร้อมที่จะพัฒนาเทคโนโลยีมารองรับ

ผมเองมีโอกาสได้พบกับนักพัฒนา Application เพื่อใช้ในการเกษตรหลายกลุ่ม ทั้งที่เกี่ยวข้องกับพืชไร่และพืชสวน ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีสูง และผมมองเห็นความกระตือรือร้นในการทำงานของกลุ่มคนเหล่านี้ เช่นเดียวกันที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยและสนทนากันวิศวกรการเกษตรระดับหัวกะทิของกรมวิชาการเกษตร หลักคิดและวิธีการในการทำงานไม่ต่างกันมากนัก แต่ในมุมมองของวิศวกรการเกษตรของกรมวิชาการเกษตรจะมีความซับซ้อนมากกว่า เรียกว่าคิดไปไกล คิดไปลึก จนบางครั้งผมก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่า ที่เรียกกันว่า Smart Farm มันคืออะไรกันแน่ แต่ละคนต่างก็นิยามความหมายของตนเอง รับรองผลงานของตนเองว่าเป็น Smart Farm การที่สามารถควบคุมในระยะไกลได้ เรียกว่าเป็น Smart Farm หรือไม่ การตั้งเวลาในการให้น้ำ ให้ปุ๋ยได้ เป็น Smart Farm หรือไม่ หรือ การคำนวณความต้องการธาตุอาหารได้ เป็น Smart Farm หรือไม่ ต่างก็เป็นประเด็นให้ได้ถกเกียงกันในเชิงวิชาการ

ในมุมของผมที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่อง AI และ LoT หลังจากที่ได้พูดคุยกับฝ่ายที่เชี่ยวชาญด้านนี้แล้ว มีความเห็นว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาการเกษตรให้เป็น Smart Farm จำเป็นต้องมองความเป็นจริงของชีวิต หากนักเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่มีข้อมูลความต้องการของพืชในแต่ละระยะการเจริญเติบโต ไม่เข้าใจในพัฒนาการของพืช ไม่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภค การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาให้ระบบการเกษตรเป็น Smart Farm ไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้ เพราะเมื่อไม่มีปลายทาง วิธีการที่จะพัฒนามารองรับ ย่อมไม่เกิดขึ้นจริง กลายเป็นว่าเวที Smart Farm เป็นเวทีของการลองของกันมากกว่า อันที่จริงแล้วคำตอบที่ชัดเจนของการพัฒนา Smart Farm จะต้องเริ่มจากงานวิจัยพื้นฐานที่มีความชัดเจน ตอบคำถามของการกำหนดเงื่อนไขในการใช้ AI และ LoT มาใช้กับภาคการเกษตร

อีกทั้งระบบทำการเกษตรที่เป็นหุ้นส่วนกับลมฟ้าอากาศ และพื้นที่ขนาดใหญ่ ยิ่งเป็นประเด็นท้าทายความสามารถของเทคโนโลยีไปได้อีก ทำอย่างไรจะควบคุมเทคโนโลยีได้เมื่อดินฟ้าอากาศแปรปรวน ทำอย่างไรจะทราบได้ว่าสถานการณ์แบบใด ค่าเท่าใด จึงจะทำให้เกิดการระบาดของโรคแมลงในพืชแต่ละชนิด และระดับไหนจึงจะสามารถลงทุนได้โดยไม่ขาดทุน ทั้งหมดยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เมื่อคำตอบไม่ชัด การพัฒนา AI และใช้ประโยชน์จาก LoT สำหรับภาคการเกษตร จึงเป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบให้ได้ และมีความชัดเจนในการดำเนินการไปพร้อมกันทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และเกษตรกร ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างมุ่งหน้าสู่ Smart Farm ตามความหมายที่ตัวเองคิดเองเออเอง ในที่สุดแล้ว จะเห็นความล่มสลายของภาคการเกษตรไทยรออยู่
เบื้องหน้าหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ผมก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นจริง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : ดึงระบบบัญชีบริหารจัดการผ่าวิกฤติทุจริต เรียกความเชื่อมั่นสหกรณ์ออมทรัพย์ขรก.ตำรวจนครราชสีมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417779

รายงานพิเศษ : ดึงระบบบัญชีบริหารจัดการผ่าวิกฤติทุจริต เรียกความเชื่อมั่นสหกรณ์ออมทรัพย์ขรก.ตำรวจนครราชสีมา

รายงานพิเศษ : ดึงระบบบัญชีบริหารจัดการผ่าวิกฤติทุจริต เรียกความเชื่อมั่นสหกรณ์ออมทรัพย์ขรก.ตำรวจนครราชสีมา

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในสหกรณ์ นับเป็นจุดด่างพร้อยของวงการสหกรณ์ไทย ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังลุกลามสร้างความเดือดร้อนให้มวลสมาชิก สั่นคลอนความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์จะช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่กลับมีบางคนหรือบางกลุ่มใช้ช่องทางนี้แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้องซึ่งขาดจริยธรรมในการดำเนินการเพื่อส่วนรวมส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบสหกรณ์

สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด เป็นหนึ่งในกรณีการทุจริตที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของฝ่ายจัดการสหกรณ์ สร้างความเสียหายให้สหกรณ์เป็นมูลค่าถึง 390 ล้านบาท แต่สหกรณ์แห่งนี้กู้วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และบริหารจัดการสหกรณ์จนเกิดความโปร่งใส เรียกความเชื่อมั่นศรัทธาคืนสู่มวลสมาชิกมาได้ถึงปัจจุบัน การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นส่วนสำคัญที่ได้เข้ามาช่วยเหลือ ให้คำแนะแนวทางการแก้ปัญหาให้สหกรณ์ฟื้นคืนสู่สภาวะปกติได้ ตามหลักการสหกรณ์ที่เป็นมาตรฐานสากล โดยใช้บัญชีบริหารจัดการ

โดยนางสาวดวงพร ลิ้มพันธ์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการ จากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครราชสีมา หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด กล่าวถึงการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ว่า สหกรณ์ดังกล่าวเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่มาก มีการปิดบัญชีวันที่ 30 กันยายนของทุกปี ดำเนินการสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีภาคเอกชน จนกระทั่งในปีบัญชี 2553 สหกรณ์เกิดการทุจริตขึ้นจากผู้จัดการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่การเงินการบัญชีขณะนั้น ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารทางการเงินและปรับแต่งยอดบัญชี รวมไปถึงปล่อยเงินกู้นอกระบบ ทำให้สหกรณ์ประสบปัญหาขาดทุน ปิดบัญชีไม่ได้งบการเงินคลาดเคลื่อน ส่งผลให้สมาชิกเดือดร้อนเกิดความไม่ไว้วางใจและไม่เชื่อมั่นในสหกรณ์ สหกรณ์จึงทำหนังสือขอความช่วยเหลือมายังกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมมีคำสั่งให้ข้าราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้ามาช่วยเหลือแนะนำการจัดทำบัญชี จัดทำงบการเงินและรายละเอียด เพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลและเก็บข้อมูล เบื้องต้นให้สหกรณ์นำไปฟ้องผู้ทำความผิดได้ รวมทั้งให้สหกรณ์ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้มีความชัดเจนและโปร่งใสขึ้น

ด้านสหกรณ์ได้มีการปรับแผนการบริหารงานตามคำแนะนำของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งผู้บริหารของสหกรณ์ในชุดปัจจุบัน พ.ต.อ.ชนัตถ์ กวีขาวฉลาด กรรมการ/เหรัญญิกสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด กล่าวถึงปัญหาการทุจริตในขณะนั้นว่า นอกจากการทุจริตที่เกิดจากผู้จัดการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่การเงินการบัญชีในอดีตซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว อีกปัญหาหนึ่งเกิดจากการคัดสรรคณะกรรมการสหกรณ์แต่เดิมซึ่งเลือกตั้งมาจากสมาชิกที่ไม่มีความรู้เรื่องการเงินการบัญชี ทำให้รู้ไม่เท่าทันส่งผลให้การบริหารจัดการภายในไม่รัดกุม ไม่สามารถตรวจสอบระบบทางการเงินการบัญชีได้ กระทั่งเกิดความเสียหายกับสหกรณ์ หลังเกิดปัญหาสหกรณ์จึงตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับผู้บังคับการที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารจัดการสหกรณ์ จนกู้วิกฤติในสหกรณ์ได้ รวมใช้เวลา 7 ปี ในส่วนของฝ่ายจัดการสหกรณ์ ได้ปรับปรุงแก้ระบบการทำงานภายในให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ป้องกันเหตุทุจริตซ้ำรอยเดิม

โดย พ.ต.ท.หญิง อัจฉรา ประชากิจผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด กล่าวว่า การทำงานของฝ่ายจัดการสหกรณ์ ได้จัดหาผู้จัดการสหกรณ์ที่มีความรู้ความสามารถมาวางระบบการทำงานให้สมาชิกเชื่อมั่นมีการแบ่งแยกหน้าที่ของฝ่ายการเงินและการบัญชีออกจากกันชัดเจน นำโปรแกรมบัญชีมาใช้แทนการเขียนด้วยมือและตรวจสอบยอดเงินคงเหลือทุกวัน โดยจัดประชุมทุกเดือนเพื่อนำเสนอข้อมูลทางการเงินการบัญชีให้กับที่ประชุมคณะกรรมการได้รับทราบ อีกทั้งเพิ่มความอำนวยสะดวกให้สมาชิกชำระหนี้ สามารถโอนเงินได้ผ่านระบบธนาคาร ไม่ต้องเดินทางมาที่สหกรณ์ และสมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลของสหกรณ์และของตนเองผ่านเว็บไซต์ของสหกรณ์

จึงเป็นแบบอย่างของสหกรณ์ที่กอบกู้สถานการณ์ พลิกฟื้นสหกรณ์ให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยปรับระบบการควบคุมภายใน ใช้บัญชีบริหารจัดการธุรกิจ สะท้อนให้เห็นตัวตนของสหกรณ์ได้อย่างชัดเจน ทั้งผลดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน ช่วยป้องกันทุจริตและการสูญหายของสินทรัพย์ และเป็นแหล่งข้อมูลการเงินในการตัดสินใจด้านต่างๆ ของผู้บริหาร สามารถนำมาวางแผนควบคุม วัดผลดำเนินงาน และตัดสินใจขยายธุรกิจและการงานด้านต่างๆ นำมาสู่ความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกและพัฒนาสหกรณ์ให้เติบโต ซึ่งแนวทางลดจุดอ่อนที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในสหกรณ์ที่สำคัญอีกทางหนึ่งคือ ความพยายามสร้างความเข้าใจให้สมาชิกใส่ใจสิทธิประโยชน์ของตนเอง คอยตรวจสอบการดำเนินงานของฝ่ายจัดการของสหกรณ์ ทั้งด้านการเงินการบัญชีและการดำเนินการของสหกรณ์ รับรู้ข้อมูลทางบัญชีสหกรณ์ทั้งภาพรวมและของตนเอง เพื่อลดปัญหาการทุจริตและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

‘กฤษฎา’ปลื้มราคาน้ำยางสดพุ่ง50.90บาทต่อกก. หลังผลักดันหลายมาตรการเริ่มเห็นผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417846

'กฤษฎา'ปลื้มราคาน้ำยางสดพุ่ง50.90บาทต่อกก. หลังผลักดันหลายมาตรการเริ่มเห็นผล

‘กฤษฎา’ปลื้มราคาน้ำยางสดพุ่ง50.90บาทต่อกก. หลังผลักดันหลายมาตรการเริ่มเห็นผล

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 18.52 น.

“กฤษฎา”ปลื้มราคาน้ำยางสดพุ่ง50.90บาทต่อกก. หลังผลักดันหลายมาตรการเริ่มเห็นผลชัด กำหนดนโยบายให้อปท.ทำถนนดินผสมยางพาราแทนถนนลูกรัง300,000กิโลเมตรทั่วประเทศ พร้อมสั่งกยท.ทำแผนลดสวนยางปีละ5แสนไร่ รักษาเสถียรภาพราคา วางเป้าผลผลิตยางในอนาคตมีไม่เกินปีละ4ล้านตัน

4 มิ.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางยกระดับราคายางพาราตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า จากเดิมที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในปี 2557 ขณะนั้นราคายางพาราตกต่ำมาก โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ประมาณกิโลกรัมละ 30 กว่าบาท จนเกษตรกรร้องว่า “ยางพารา 3 โล 100 ไม่สามารถอยู่ได้” แม้ว่า คสช.จะใช้อำนาจยุบหน่วยงานองค์กรยางจาก 3 หน่วยเดิม ได้แก่ องค์กรสวนยาง , สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรเป็น “การยางแห่งประเทศไทย” (กยท.) เมื่อเดือน ก.ค.58 มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งหวังให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ถึงกระนั้นราคายางก็ยังไม่มีท่าทีที่จะขยับขึ้น กระทั่งใช้วิธีพยุงราคายางโดยร่วมกับประเทศผู้ส่งออกยางพาราอินโดนีเซียและมาเลเซียในเวทีสภาไตรภาคียาง ใช้มาตรการจำกัดการส่งออก (AETS) หวังผลลดปริมาณยางในตลาดโลกเหมือนโอเปกลดการผลิตน้ำมัน ก็ไม่สามารถทำให้ราคายางปรับสูงขึ้นได้

นายกฤษฎา กล่าวว่า ได้นำนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” มาเป็นแนวทางแก้ไข เริ่มต้นจากที่กระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพจัดงานจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ที่จังหวัดกระบี่และตรังในโครงการสร้างเสริมศักยภาพเพื่อขยายตลาดคู่ค้ายางพาราไทย ระหว่างผู้ประกอบกิจการยางพาราจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงกลุ่มประเทศตลาดใหม่ ได้แก่ เม็กซิโก เกาหลีใต้ ศรีลังกา อินเดีย ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน เป็นต้น กับกลุ่มสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 30 สถาบันส่งผลให้มีการสั่งซื้อยางจากกลุ่มสถาบันเกษตรกร และ กยท.คิดเป็น 57% ของจำนวนบริษัททั้งหมดที่เข้าร่วมการจับคู่เจรจาธุรกิจ สั่งจองยางหลายประเภท ได้แก่ น้ำยางข้น ยางเครปขาว ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง เป็นต้น รวมปริมาณกว่าเดือนละ 58,000 ตัน หรือ 696,000 ตันต่อปี นับว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง แล้วสั่งการให้ทูตเกษตรในต่างประเทศติดตามสถานการณ์ยางโลกโดยใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาาราคายางพาราทุกระยะ

ทั้งนี้ ยางพาราเป็นสินค้าเกษตรที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ผลผลิตยางพาราเฉลี่ย 4.5 ล้านตันต่อปี ใช้ในประเทศเพียงปีละ 500,000 ตันเท่านั้น ที่เหลือส่งออกโดยไทยเป็นผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลก แต่ในปี 2556 ประเทศผู้ปลูกยางพารารายใหม่เริ่มส่งออกมากขึ้น จนสต็อกยางในตลาดโลกมีปริมาณมากส่งผลให้ราคาตกต่ำ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศจึงหันไปใช้ยางสังเคราะห์ที่ทำจากน้ำมันแทนการใช้ยางธรรมชาติเพราะราคาถูกกว่า จากการตรวจสอบข้อมูลยังพบว่า ยางที่ส่งออกประมาณ 4 ล้านตันต่อปี นำรายได้เข้าประเทศ 500,000 ล้านบาทนั้น ส่งออกโดยแปรรูปเป็นยางวัตถุดิบได้แก่ ยางแท่ง ยางก้อน และน้ำยางข้นถึง 85% มูลค่า 250,000 บาท ส่วนอีก15% แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แต่ได้มูลค่า 250,000 เท่ากันกับยางวัตถุดิบจึงนำไปสู่แนวคิดที่ว่า หากส่งเสริมการใช้ยางในประเทศมากขึ้นโดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ลดปริมาณการส่งออกยางวัตถุดิบ แล้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จะเพิ่มมูลค่าแก่ยางพาราได้หลายเท่าตัว

นายกฤษฎา กล่าวว่า ได้ส่งเสริมให้มีการแปรรูปยางภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งในปี 2561 – 2562 ขอความร่วมมือกระทรวงการคลังจัดแคมเปญส่งเสริมการใช้ยางล้อที่ผลิตด้วยยางพาราในประเทศเพื่อนำไปลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งประชาชนสนใจนำรถไปเปลี่ยนยางล้อจากผู้ผลิตที่ร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ควบคู่กับนโยบายส่งเสริมการนำยางพาราไปแปรรูป นอกจากยางล้อแล้ว ยังมีถุงมือยาง รองเท้าเครื่องนอน สายพานลำเลียง แผ่นรองรางรถไฟ ท่อยาง อุปกรณ์จราจร บล็อคตัวหนอนสำหรับปูพื้นสนามกีฬา สนามเด็กเล่น และทางเท้า เป็นต้น โดยจูงใจทั้งบริษัทสัญชาติไทยและบริษัทจากต่างประเทศให้ลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งรัฐจะมอบสิทธิประโยชน์ให้ในลักษณะเดียวกับการส่งเสริมการลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

สำหรับโครงการสร้างทำถนนพาราซอยซีเมนต์นั้น ขณะนี้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศได้อนุมัติเทศบัญญัติและข้อบัญญัติจังหวัดงบประมาณปี 2562 เพิ่มเติมให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลสามารถใช้งบท้องถิ่นทำถนนพาราซอยซีเมนต์ในพื้นที่ชนบทได้แล้ว ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการระยะกลางและระยะยาวเพื่อกระตุ้นราคายางโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศ ที่สำคัญคือ โครงการสร้างถนนผสมยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ความยาวถนนดินลูกรังที่อยู่ในแผนปรับเป็นถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราไร้ฝุ่นระยะทางยาง 300,000 กิโลเมตร ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะทยอยจัดทำถนนผสมยางแทนถนนลูกรังปีละ​ 50,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ถนน 1 กิโลเมตรใช้ยางพารา 1.3 ตัน จึงคาดว่า ปริมาณการใช้ในโครงการสร้างถนนจะไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านตัน

ล่าสุด กระทรวงมหาดไทย สรุปว่า โครงการสร้างถนนผสมยางพาราทั้งในปีงบประมาณ 2561 – 2562 ที่ดำเนินการแล้วมี 2,565 โครงการ ใช้น้ำยางข้น 29,554 ตัน และน้ำยางสด 3,078.87 ตัน นอกจากนี้ อปท.ยังนำยางพาราไปสร้างสนามกีฬาและสนามเด็กเล่นอีกด้วย สำหรับสนามกีฬาจัดทำแล้ว 72 โครงการ ส่วนสนามเด็กเล่น 29 โครงการ รวมปริมาณน้ำยางที่ข้นใช้ไปแล้ว 29,929.45 ตัน และปริมาณน้ำยางสดที่ใช้ไปแล้ว 3,114.47 ตัน

จากมาตรการที่กล่าวมานั้นทำให้ราคายางพาราปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำยางสดล่าสุด (วันที่ 4 มิ.ย.62) อยู่ที่ 50.90 บาทต่อกิโลกรัม โดยเมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.61 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91 บาท ส่วนยางแผ่นรมควันชั้น 3 ล่าสุด (วันที่ 4 มิ.ย.62) อยู่ที่ 55.89 บาทต่อกิโลกรัม โดยเมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.61 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91 บาท

นายกฤษฎา กล่าวว่า หากมาตรการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศมากขึ้นโดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แล้วลดทั้งพื้นที่สวนยางและปริมาณการส่งออกยางวัตถุดิบ แล้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จะเพิ่มมูลค่าแก่ยางพาราได้หลายเท่าตัว ซึ่งมั่นใจว่า ราคายางจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอนเนื่องจากประเทศคู่ค้าสำคัญคือ จีน ตลอดจนประเทศผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราอื่นๆ จะต้องวางแผนสั่งซื้อยางวัตถุดิบจากตลาดล่วงหน้าที่สำคัญได้แก่ ตลาดไซคอม (สิงคโปร์) ตลาดโตคอม (ญี่ปุ่น) หากทราบว่า ปริมาณยางวัตถุดิบในตลาดโลกจะลดลง ผู้ผลิตเหล่านี้ต้องซื้อไปเก็บสต็อกไว้ เป็นปัจจัยให้ราคาซื้อขายทั้งในตลาดล่วงหน้าสูงขึ้น ส่งผลให้ราคารับซื้อในประเทศสูงตามไปด้วย ทั้งนี้ แผนงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่วางไว้ทั้งหมดมุ่งหวังที่จะลดผลผลิตยางในอนาคต ให้ไม่เกิน 4 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะทำให้ราคายางพาราของไทยมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน

รักษ์เกษตร : การทำน้ำส้มควันไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417543

x

รักษ์เกษตร : การทำน้ำส้มควันไม้

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ที่สวนผมมีเศษไม้มากมายอยากจะทำน้ำส้มควันไม้ไว้ใช้ ขอทราบวิธีทำด้วยครับ

แสงศร มณีรัตน์

อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี

คำตอบ

น้ำส้มควันไม้ เป็นผลพลอยได้จากการเผาถ่าน เป็นของเหลวที่ได้จากการควบแน่นของควันที่เกิดจากการเผาถ่านในช่วงที่ไม้กำลังเปลี่ยนเป็นถ่าน เมื่อทำให้เย็นลงจนควบแน่นแล้วกลั่นตัวเป็นหยดน้ำมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ กรดอะซิติกซึ่งมีสีน้ำตาลแดง นำน้ำส้มควันไม้ที่ได้ใส่ภาชนะพลาสติก ทิ้งไว้ประมาณ 3 เดือน เก็บไว้ในที่ร่ม และนำมาสั่นสะเทือน เพื่อให้น้ำส้มควันไม้ที่ได้ตกตะกอน และแยกตัวเป็น 3 ชั้น คือ น้ำมันเบา น้ำส้มไม้ และน้ำมันทาร์ จากนั้น แยกน้ำส้มไม้มาใช้ประโยชน์ต่อไป

วิธีทำน้ำส้มควันไม้ มีขั้นตอนดังนี้

1. ให้เตรียมเตาเผาถ่าน 200 ลิตร เป็นเตาที่มีประสิทธิภาพสูง เตาประเภทนี้อาศัยความร้อนไล่ความชื้นในเนื้อไม้ที่มีอยู่ในเตา ทำให้ไม้กลายเป็นถ่าน เรียกว่ากระบวนการคาร์บอนไนเซชั่น ผลผลิตที่ได้จึงเป็นถ่านที่มีคุณภาพ ขี้เถ้าน้อยและผลพลอยได้จากการเผาถ่านคือ น้ำส้มควันไม้

2. ขั้นตอนการเผา ให้จุดไฟเตา ใส่เชื้อเพลิงให้ที่บริเวณหน้าเตา จะเกิดความร้อนกระจายเข้าสู่เตา เพื่อไล่อากาศเย็น ไล่ความชื้นที่อยู่ในเตา และในเนื้อไม้ ควันที่ออกมาจากปล่องควัน จะมีสีขาว มีกลิ่นเหม็นฉุนซึ่งเป็นกลิ่นของกรดประเภทเมธานอลที่อยู่ในเนื้อไม้ อุณหภูมิปากปล่องควันจะประมาณ 70-75 องศาเซลเซียส อุณหภูมิในเตาประมาณ 150 องศาเซลเซียส ให้ใส่เชื้อเพลิงต่อไปเรื่อยๆ ควันสีขาวตรงปล่องควันจะเพิ่มขึ้น อุณหภูมิในเตาช่วงนี้ ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส

3. ขั้นต่อไป ให้เผาไปอีกระยะหนึ่ง เป็นระยะที่ไม้กลายเป็นถ่าน ควันสีขาวจะเริ่มบางลง และเปลี่ยนเป็นสีเทา อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควัน ประมาณ 80-85 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในเตา ประมาณ 300-400 องศาเซลเซียส ไม้ที่อยู่ในเตาจะคลายความร้อนที่สะสมเอาไว้เพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิในเตาเพิ่มสูงขึ้น ในช่วงนี้ ให้ลดการป้อนเชื้อเพลิงลงจนถึงหยุดป้อนเชื้อเพลิง
และจะเริ่มเก็บน้ำส้มควันไม้ได้ หลังจากหยุดการป้อนเชื้อเพลิงหน้าเตา จะต้องควบคุมอากาศ โดยการหรี่หน้าเตา เพื่อรักษาระดับของอุณหภูมิในเตาไว้ให้นานที่สุด เป็นช่วงที่เหมาะสม
กับการเก็บน้ำส้มควันไม้ อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควัน ควรมีประมาณ 85-120 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงสารในเนื้อไม้ถูกขับออกมา และเมื่อควันเปลี่ยนจากสีเทาเป็นสีน้ำเงิน ให้หยุดเก็บน้ำส้มควันไม้ในช่วงนี้ อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควันประมาณ100-200 องศาเซลเซียส อุณหภูมิในเตาประมาณ400-450 องศาเซลเซียส

4. จากนั้น ให้ทำการเพิ่มอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว เพื่อทำถ่านให้บริสุทธิ์ ขั้นตอนนี้ เป็นช่วงที่ไม้จะเปลี่ยนเป็นถ่าน ให้เปิดหน้าเตา ประมาณ 1 ใน 3 ของหน้าเตา ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จะเห็นควันสีน้ำเงินเป็นสีฟ้า แสดงว่าไม้เริ่มเป็นถ่านใกล้หมด จากนั้นควันสีฟ้าอ่อนลง และจะกลายเป็นควันใสแทน ให้ปิดหน้าเตา โดยใช้ดินเหนียวปิดรอยรั่วทั้งหมด ปิดปล่องควันให้สนิท เพื่อไม่ให้อากาศภายนอกผ่านเข้าได้

5. ขั้นสุดท้าย ให้เกลี่ยดินบนเตาออก ให้เห็นหลังเตา เพื่อทำให้ถ่านในเตาเย็นลง โดยระบายความร้อนในเตา ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน  หรือ 8 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย จนถ่านในเตาดับสนิท แล้วจึงเริ่มการเปิดเตา นำถ่านออกจากเตา และนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ที่สำคัญ การทำน้ำส้มควันไม้ ไม่ควรกระทำในพื้นที่ชุมชม หรือใกล้เคียง ควรทำให้ห่างจากชุมชน เพื่อรักษาสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน และตัวท่านเองนะครับ

นาย รัตวิ

ไทย-เดนมาร์คตั้งเป้าหมื่นล้านขึ้นผู้นำตลาดนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417542

x

ไทย-เดนมาร์คตั้งเป้าหมื่นล้านขึ้นผู้นำตลาดนม

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ปี 2562 อ.ส.ค.ตั้งเป้ารายได้ 10,000 ล้านบาทเพิ่มจากปีงบประมาณ 61 ที่ทำรายได้ 9,560 ล้านบาท อ.ส.ค.ทุ่มงบลงทุนกว่า 40ล้านบาท เพื่อขยายกำลังผลิตนมพาสเจอร์ไรส์และกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเย็นที่โรงงานนม อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน ซึ่งปัจจุบันการผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์และกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเย็นมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดต่อเนื่อง ดังนั้น การลงทุนปรับปรุงขยายไลน์ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์และกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเย็นที่โรงงานนม อ.ส.ค. จ.เชียงใหม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับการลงทุนปรับปรุงและขยายกำลังผลิตโรงงานนม อ.ส.ค. จ.เชียงใหม่นี้ได้ปรับปรุงโรงงานระบบการผลิต เครื่องจักร ชุดพาสเจอร์ไรส์ที่ผลิตได้ 5 ตัน / ชั่วโมง แทงค์น้ำนมดิบ ปริมาณขนาด 10 ตัน แทงค์ผสมน้ำนม ขนาด 500 ลิตร, 2 ตัน และ 3 ตัน และแทงค์พาสเจอร์ไรส์น้ำนม ขนาด 5 ตัน และขนาด 3 ตัน นอกจากนี้ยังมีเครื่องบรรจุโยเกิร์ต เครื่องบรรจุนมถุง และเครื่องบรรจุนมขวด เป็นต้น ทั้งนี้ การขยายโรงงานนม อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน จ.เชียงใหม่ สามารถรองรับปริมาณน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนม และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจากทางภาคเหนือได้มากขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำนมดิบภาคเหนือมีปริมาณเพียงพอและมีมากกว่ากำลังการผลิตเดิมที่เคยผลิตได้ 15 ตัน / วัน ดังนั้นการขยายกำลังการผลิตของโรงงานเป็น 30 ตัน / วัน จึงทำให้ อ.ส.ค.รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรได้มากขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อกำลังผลิตนมพาสเจอร์ไรส์สูงขึ้น ส่งผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดเชิงรุกให้ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ที่กระจายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์และกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเย็นให้เข้าถึงทั่วจ.เชียงใหม่และทั่วประเทศ

ปัจจุบัน อ.ส.ค. ทำแผนประชาสัมพันธ์ รณรงค์และสนับสนุนให้คนไทยและเยาวชนไทยหันมาบริโภคนมที่มีคุณภาพจากนมโคสดแท้ 100%ไม่ผสมนมผงต่อเนื่อง ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย อ.ส.ค. พัฒนาช่องทางตลาดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ภายใต้โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการร้านไทย-เดนมาร์คระหว่าง อ.ส.ค. กับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศในการเปิดร้านไทย-เดนมาร์ค มิ้ลค์ช็อป (THAI-DENMARK MILK SHOP) ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 14 สาขาทั่วประเทศ โดยเขตภาคเหนือ มี 4 สาขา ได้แก่ โรงเรียนมงฟอร์ต จ.เชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา

นอกจากนี้ อ.ส.ค. ยังมีแผนขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์และกลุ่มนมเย็นไปยังกลุ่มธุรกิจ Catering ต่างๆ เช่น โรงแรม ฟู้ดส์คอร์ท ร้านอาหาร อีกด้วย ซึ่งช่วยสร้างฐานการผลิตผลิตภัณฑ์นมของ อ.ส.ค. ให้มีประสิทธิภาพเพื่อแตกไลน์สินค้าและขยายกลุ่มผู้บริโภคให้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยสนับสนุน ส่งเสริมให้คนไทยดื่มนมมากขึ้น ช่วยสืบสานสานต่อและธำรงค์โคนมอาชีพพระราชทาน จากในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานให้อยู่คู่กับสังคมไทยให้ยาวนานต่อไปด้วย

ยึดพระราชดำริ‘ร.9’ชูเกษตรทฤษฎีใหม่ปรับโครงสร้างภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417546

x

ยึดพระราชดำริ‘ร.9’ชูเกษตรทฤษฎีใหม่ปรับโครงสร้างภาคเกษตร

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างภาคเกษตรใหม่ ให้มีแผนผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องความต้องการตลาด ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมตามยถากรรม ทำให้ผู้มีอาชีพเกษตรกรรมมีรายได้น้อยกว่าอาชีพอื่น การที่รัฐบาลในอดีตมักใช้การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำด้วยการออกมาตรการพยุงราคาสินค้า หรือมาตรการประกันราคาผลผลิต รวมทั้งการใช้งบประมาณมารับจำนำผลผลิต เพื่อจะทำให้ราคาผลผลิตสูงขึ้นนั้นปัจจุบันการใช้มาตรการแทรกแซงด้านราคาข้างต้นจะไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะสินค้าเกษตรไทยมีต้นทุนการผลิตสูง และยังไม่มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในภาคเกษตรแทนแรงงานคนมากนัก ขณะที่อำนาจต่อรองของเกษตรกรไทยน้อย เพราะส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยไม่ได้รวมเป็นแปลงใหญ่ ประกอบกับสถาบันเกษตรกรทั้งสหกรณ์การเกษตรหรือสภาเกษตรกรยังมีบทบาทน้อยในการช่วยดูแลเกษตรกรแบบครบวงจร

สำหรับแนวทางปรับโครงสร้างการผลิตทางเกษตรของไทยนั้น ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานแนวทางไว้ช่วงที่ทรงงานด้านเกษตรกรรม ตั้งแต่จัดระบบน้ำชลประทานเพื่อการเกษตร ปรับคุณภาพดินและการเลือกทำเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เรียกว่า “โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริ” ที่ทรงแนะนำให้เกษตรกรแบ่งพื้นที่เกษตรออกเป็นส่วนๆคือ พื้นที่สำหรับทำเป็นแหล่งเก็บน้ำ พื้นที่ทำเกษตร พื้นที่ทำปศุสัตว์ และพื้นที่อยู่อาศัยในอัตราส่วน 30:30:30:10 ซึ่งแนวทางบริหารภาคการเกษตรตามโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริดังกล่าวนี้ กระทรวงเกษตรฯนำมาใช้เป็นแนวทางแบ่งพื้นที่เกษตรกรรมทั้งประเทศ 149 ล้านไร่ได้ โดยจัดแบ่งพื้นที่ (Zoning) การเกษตรของประเทศได้ตามอัตราส่วนดังกล่าว โดยกระทรวงเกษตรฯต้องวางแผนทำเกษตรกรรมให้เกษตรกรด้วยว่าพื้นที่ไหนจะทำเกษตรชนิดไหน จำนวนเท่าไหร่ และจะแบ่งส่วนไหนทำเป็นแหล่งน้ำหรือพัฒนาระบบชลประทานและจะแบ่งส่วนไหนเก็บไว้เป็นที่อยู่อาศัย

นอกจากนี้ เพื่อลดความเสี่ยงให้เกษตรกรที่จะไม่ขาดทุนในการประกอบอาชีพ ก็ต้องทำความเข้าใจให้เกษตรกรรู้จักเลือกทำเกษตรผสมผสาน หรือทำเกษตรเพื่อเลี้ยงครอบครัวก่อนที่เรียกว่า
“การปลูกพืชสวนครัว รั้วกินได้/หรือเลือกทำเกษตรที่มีมูลค่าสูงหรือการเกษตรคุณภาพสูง (Premium) เช่น ทำเกษตรกรรมที่ไม่ใช้สารเคมีหรือสินค้าปลอดภัย (GAP) หรือเกษตรอินทรีย์ (Organic) ที่ตลาดต้องการและมีราคาดี

รมว.เกษตรฯกล่าวย้ำอีกว่า การปรับโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรไทยตามแนวทางข้างต้น กระทรวงเกษตรฯ ต้องไม่ทำหน้าที่เพียงไปส่งเสริมหรือแนะนำให้เกษตรกรทำเกษตรอย่างเดียว แต่กระทรวงเกษตรฯต้องปรับโครงสร้างหน่วยงานของตนเอง เพื่อทำหน้าที่ประสาน เจรจากับกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนถึงความต้องการ (Demand)  เพื่อนำข้อมูลมาทำแผนการผลิตพืช หรือปศุสัตว์ ประมงแต่ละชนิดให้สอดคล้องตลาดทั้งในและต่างประเทศ ถ้าเราปรับโครงสร้างภาคเกษตรเข้มแข็งมีประสิทธิภาพตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ดังกล่าวแล้วไทยจะเป็นมหาอำนาจทางอาหาร หรือเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) ได้ เพราะไทยมีสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศ ภูมิประเทศเหมาะทำเกษตรกรรมกว่าประเทศอื่น รวมทั้งคนไทยมีคุณสมบัติพิเศษคือ ทำอาหารเก่ง ดังนั้น รัฐบาลใหม่ หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ต้องใช้การทำเกษตรกรรมของไทยที่เป็นจุดเด่นหรือข้อได้เปรียบเป็นกลไกพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้

แนะเลิกปลูกมันพันธุ์89เสี่ยงโรคใบด่างฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417541

x

แนะเลิกปลูกมันพันธุ์89เสี่ยงโรคใบด่างฯ

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2558-2561 กรมวิชาการเกษตรเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) เพื่อป้องกันไม่ให้โรคดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากตามรายงานจากประเทศเวียดนามโรคนี้ทำให้ผลผลิตเสียหาย 50-100%   โดยกรมวิชาการเกษตรได้เข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลัง พร้อมจัดทำมาตรการด้านวิชาการ กฎหมาย และแผนปฏิบัติการฉุกเฉินเตรียมไว้กรณีเกิดการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังเข้ามาในประเทศไทย ทั้งนี้ ในฤดูปลูกมันสำปะหลังปี 2562 กรมร่วมกับกรมส่งเสริม

การเกษตรและภาคเอกชนสำรวจเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังเข้มข้น ล่าสุดพบต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคใบด่างใน 5 อำเภอ 18 ตำบลในจ.สระแก้ว จึงสั่งห้ามเคลื่อนย้ายท่อน
พันธุ์ที่เป็นโรคข้ามจังหวัด ป้องกันการแพร่ระบาดไปพื้นที่อื่น

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า  ที่ผ่านมากรมให้คำแนะนำการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV โดยขอให้เกษตรกรสำรวจแปลงปลูกมันสำปะหลังทุก 2 สัปดาห์ หากพบต้นที่แสดงอาการต้องสงสัยให้ถอนทำลายและต้นข้างเคียงในพื้นที่ 4×4 เมตร (ไม่เกิน 16 ต้น) โดยวิธีฝังกลบในหลุมลึกไม่น้อยกว่า 2-3 เมตร กลบด้วยดินหนาไม่น้อยกว่า 0.5 เมตรและพ่นสารฆ่าแมลงเพื่อกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบ  ด้วยสารเคมีอิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 12กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% SL อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ในแปลงที่พบอาการต้องสงสัยและแปลงใกล้เคียง ป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบ ซึ่งเป็นแมลงพาหะนำโรคที่สำคัญ

“จากผลสำรวจต้นมันสำปะหลังที่พบเป็นโรคใบด่าง สาเหตุสำคัญมาจากเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ 89 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอต่อทุกโรคของมันสำปะหลัง ได้แก่ โรคหัวเน่า พุ่มแจ้ และใบด่าง จึงขอให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงไปปลูกพันธุ์อื่น และต้องมาจากแปลงที่ผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรค รวมทั้งไม่ใช้ท่อนพันธุ์ที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ  เนื่องจากอาจมีโรคใบด่างติดเข้ามาด้วยหากมีโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศจะทำให้ผลผลิตของเกษตรกรเสียหายทั้งหมด เพราะจัดเป็นโรคระบาดรุนแรงที่สุดของมันสำปะหลัง” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว