อ.ส.ค.จัดกิจกรรมส่งเสริมดื่มนมเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418254

x

อ.ส.ค.จัดกิจกรรมส่งเสริมดื่มนมเพื่อสุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อ.ส.ค.จัดกิจกรรม CSR ภายใต้โครงการแบ่งฝัน ปันรักกับนมไทย-เดนมาร์ค ครั้งที่ 4 โดยเล็งเห็นความสำคัญด้านการรณรงค์และส่งเสริมการบริโภคนมเพื่อสุขภาพให้ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย รวมถึงส่งเสริมการดื่มนมในผู้สูงอายุด้วย

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมโครงการแบ่งฝัน ปันรักกับนมไทย-เดนมาร์ค 2019 ครั้งที่ 4 ที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านธรรมปกรณ์ จ.เชียงใหม่ ครั้งนี้ อ.ส.ค.เน้นรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยหันมาบริโภคนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผงต่อเนื่อง ในฐานะผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมภายใต้แบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค รู้สึกภูมิใจมากที่ได้จัดกิจกรรมที่ดีเช่นนี้ เพื่อส่งเสริมการบริโภคนมแก่ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยให้หันมาใส่ดื่มนมเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่ง“นม” มีคุณค่าสารอาหารสูงมากทั้งโปรตีน แคลเซียม วิตามิน กรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ และมีประโยชน์ต่อร่างกายมากๆ การดื่มนมทุกวัน ทำให้สุขภาพดี

อ.ส.ค.เป็นผู้ผลิตนมไทย-เดนมาร์คที่ผลิตจากนมโคสดแท้ 100% โดยใช้น้ำนมโคสดจากฟาร์มเกษตรไทยในประเทศทั้งหมดมาผลิตด้วยระบบมาตรฐาน ผ่านการรับรองระดับสากลและถือเป็นเจ้าแรกที่ไม่ใช้นมผง ทั้งนี้ การดื่มโคสดแท้ 100% นอกจากได้สารอาหารครบเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายแล้ว ยังช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ให้มีอาชีพยั่งยืนอีกทา สำหรับกิจกรรมโครงการดังกล่าว ต้องการให้ความรู้การดื่มนมในผู้สูงอายุ รวมไปถึงแนะนำการดูแลสุขภาพ และการเลือกนมที่เหมาะกับผู้สูงอายุ พร้อมกับมอบผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค แลคโตสฟรี ให้สมาชิกผู้สูงอายุ ที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านธรรมปกรณ์ จ.เชียงใหม่

ดร.ณรงค์ฤทธิ์กล่าวอีกว่า ปีนี้อ.ส.ค.จัดกิจกรรม CSR โครงการแบ่งฝัน ปันรักฯมุ่งมั่นในการดำเนินนโยบายด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม (Corporate Social Responsibility : CSR) มาอย่างต่อเนื่อง การรณรงค์และส่งเสริมให้ผู้บริโภคดื่มนมให้เพิ่มขึ้น หันมาใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพ ด้วยการดื่มนมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดีของเรา เมื่อสุขภาพดี คุณภาพชีวิตของเราก็ดีด้วย

รายงานพิเศษ : ยางไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418259

รายงานพิเศษ : ยางไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ?

รายงานพิเศษ : ยางไทยจะมีเสถียรภาพจริงหรือ?

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศในปี 2557 ราคายางพาราตกต่ำ โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ประมาณกิโลกรัมละ 30 กว่าบาท จนเกษตรกรร้องว่า “ยางพารา 3 โล 100 ไม่สามารถอยู่ได้” แม้ว่า คสช.จะใช้อำนาจยุบหน่วยงานองค์กรยางจาก 3 หน่วยเดิม ได้แก่ องค์กรสวนยาง สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางและสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรเป็น “การยางแห่งประเทศไทย” (กยท.) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งหวังให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ถึงกระนั้นราคายางก็ยังไม่มีท่าทีที่จะขยับขึ้น กระทั่งใช้วิธีพยุงราคายางโดยร่วมกับประเทศผู้ส่งออกยางพาราอินโดนีเซียและมาเลเซียในเวทีสภาไตรภาคียาง ใช้มาตรการจำกัดการส่งออก (AETS) หวังผลลดปริมาณยางในตลาดโลกเหมือนโอเปกลดการผลิตน้ำมัน ก็ไม่สามารถทำให้ราคายางปรับสูงขึ้นได้

จนกระทั่ง นายกฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเริ่มแก้ปัญหาราคายางตกต่ำทันที่ เริ่มโครงการแรก ลดปริมาณยางด้วยการสั่งตัดต้นยางออก 2 ล้านไร่ ปรากฏว่า มีทั้งเสียงเชียร์และค้าน

จึงได้จึงเปลี่ยนวิธีการใหม่โดยใช้นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดงานจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)ที่จ.กระบี่และจ.ตรัง ในโครงการสร้างเสริมศักยภาพเพื่อขยายตลาดคู่ค้ายางพาราไทย ระหว่างผู้ประกอบกิจการยางพาราจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงกลุ่มประเทศตลาดใหม่ ได้แก่ เม็กซิโก เกาหลีใต้ ศรีลังกา อินเดีย ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน กับกลุ่มสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 30 สถาบันส่งผลให้มีการสั่งซื้อยางจากกลุ่มสถาบันเกษตรกรและกยท. คิดเป็น 57% ของจำนวนบริษัททั้งหมดที่เข้าร่วมจับคู่เจรจาธุรกิจ สั่งจองยางหลายประเภท ได้แก่ น้ำยางข้น ยางเครปขาว ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง รวมปริมาณกว่าเดือนละ 58,000 ตัน หรือ 696,000 ตันต่อปี นับว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง แล้วสั่งการให้ทูตเกษตรในต่างประเทศติดตามสถานการณ์ยางโลกใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราทุกระยะ

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯกล่าวว่า ยางพาราเป็นสินค้าเกษตรที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ผลผลิตยางพาราเฉลี่ย 4.5 ล้านตันต่อปี แต่่ใช้ในประเทศเพียงปีละ 500,000 ตันเท่านั้น ที่เหลือส่งออกโดยไทยเป็นผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ตามในปี 2556 ประเทศผู้ปลูกยางพารารายใหม่เริ่มส่งออกมากขึ้น จนสต๊อกยางในตลาดโลกมีปริมาณมากส่งผลให้ราคาตกต่ำ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศจึงหันไปใช้ยางสังเคราะห์ที่ทำจากน้ำมันแทนการใช้ยางธรรมชาติเพราะราคาถูกกว่า กระทรวงเกษตรฯจึงส่งเสริมให้แปรรูปยางภายในประเทศหรือเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศมากขึ้น ไม่ได้พึ่งการส่งออกเพียงอย่างเดียวและที่เห็นผลเป็นรูปธรรม มีผลทำให้ราคายางในประเทศเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ่้นคือ โครงการสร้างทำถนนพาราซอยซีเมนต์

 

 

“โครงการสร้างทำถนนพาราซอยซีเมนต์นั้นมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน ขณะนี้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศได้อนุมัติเทศบัญญัติและข้อบัญญัติจังหวัดงบประมาณปี 2562 เพิ่มเติมให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลสามารถใช้งบท้องถิ่นทำถนนพาราซอยซีเมนต์ในพื้นที่ชนบทได้แล้ว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการระยะกลางและระยะยาวเพื่อกระตุ้นราคายางโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางภายในประเทศ ที่สำคัญคือ โครงการสร้างถนนผสมยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ความยาวถนนดินลูกรังที่อยู่ในแผนปรับเป็นถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราไร้ฝุ่นระยะทางยาง 300,000 กิโลเมตร ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะทยอยจัดทำถนนผสมยางแทนถนนลูกรังปีละ 50,000 กิโลเมตร” นายกฤษฎากล่าว

ทั้งนี้ถนน 1 กิโลเมตรใช้ยางพารา 1.3 ตัน คาดว่า ปริมาณการใช้ในโครงการสร้างถนนจะไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านตัน นอกจากนี้ อปท. ยังนำยางพาราไปสร้างสนามกีฬาและสนามเด็กเล่นอีกด้วย โดยเป็นมาตรการระยะกลางและระยะยาวที่จะทำให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นอีกและมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการดำเนินงาน โครงการสร้างถนนผสมยางพาราทั้งปีงบประมาณ 2561 – 2562 ที่ดำเนินการแล้วมี 2,565 โครงการ ใช้น้ำยางข้น 29,554 ตันและน้ำยางสด 3,078.87 ตัน สำหรับสนามกีฬาจัดทำแล้ว 72 โครงการ ส่วนสนามเด็กเล่น 29 โครงการ รวมปริมาณน้ำยางที่ข้นใช้ไปแล้ว 29,929.45 ตัน และปริมาณน้ำยางสดที่แล้ว 3,114.47 ตัน

โดยราคาน้ำยางสดล่าสุด (4 มิ.ย.2562) อยู่ที่ 50.90 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับเดือนตุลาคม 2561 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91 บาท ส่วนยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 55.89 บาทต่อกิโลกรัม โดยเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2561 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 42.91 บาท

หากมาตรการส่งเสริมใช้ยางในประเทศมากขึ้น ควบคู่กับการลดทั้งพื้นที่สวนยางแล้ว จึงมั่นใจว่า ราคายางจะปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน เนื่องจากประเทศคู่ค้าสำคัญคือ จีน ตลอดจนประเทศผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราอื่นต้องวางแผนสั่งซื้อยางวัตถุดิบจากตลาดล่วงหน้าสำคัญได้แก่ ตลาดไซคอม (สิงคโปร์) ตลาดโตคอม (ญี่ปุ่น) หากทราบว่า ปริมาณยางวัตถุดิบในตลาดโลกจะลดลง ผู้ผลิตเหล่านี้ต้องซื้อไปเก็บสต็อกไว้ เป็นปัจจัยให้ราคาซื้อขายทั้งในตลาดล่วงหน้าสูงขึ้น ส่งผลให้ราคารับซื้อในประเทศสูงตามไปด้วย

ราคายางพาราของไทยมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืนแน่นอน!!

เลาะรั้วเกษตร : ยอมๆ กันบ้างก็ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418252

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ยอมๆ กันบ้างก็ได้

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไม่เคยปรากฏมาก่อน ที่การจัดตั้งรัฐบาลในสมัยใดจะมีปัญหาเรื่องการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จนเกือบจะตั้งรัฐบาลไม่ได้เท่ากับสมัยนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีดีอะไร ที่หลายพรรคอยากจะมาดูแล…

ไม่ต้องพูดถึงฐานคะแนนเสียง ไม่ต้องพูดถึงการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับชาวบ้านที่จะมาแก้ปัญหาทำให้ราคาพืชผลสูงขึ้น ไม่ต้องพูดถึงงานที่ต้องมาสานต่อ…เพราะนั่นเป็นเพียงแค่ข้ออ้าง….

พรรคใดจะมาดูแลกระทรวงเกษตรฯ ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ขอให้มีความจริงใจในการแก้ปัญหาภาคการเกษตรอย่างแท้จริง แต่ถ้าหวังจะมาแสวงหาผลประโยชน์จากเกษตรกร….ขอให้มีอันเป็นไป….

ในระหว่างนี้..ที่คนไทยส่วนใหญ่กำลังเสียใจ และเสียดายต่อการจากไปของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ และมีการนำเสนอผลงานและเกียรติประวัติของท่านผ่านสื่อต่างๆ อย่างมากมาย ที่สำคัญ ๆ ที่กล่าวถึงกันมาก คือ โครงการอีสต์เทิร์นซีบอร์ด ที่ทำให้ประเทศไทยเริ่มต้นการเป็นประเทศอุตสาหกรรม โครงการปิโตรเคมีที่ทำให้ประเทศไทยโชติช่วงชัชวาลย์ ด้วยพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ นโยบายการเมืองนำการทหาร เลิกทำสงครามกับคอมมิวนิสต์ ทำให้นักศึกษาที่หลบหนีเข้าป่าไปเมื่อปี 2519 กลับออกมาเรียนต่อ ทำการทำงาน และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันได้อย่างเสรี

อีกผลงานหนึ่งที่อยากย้อนกลับไปดู แม้จะไม่ใช่ด้านการเกษตรโดยตรง แต่เป็นผลงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรอยู่หลายส่วนนั่นคือ “โครงการสร้างงานในชนบท” หรือ กสช.

อันที่จริง โครงการสร้างงานในชนบทนั้น เป็นโครงการที่สานต่อโครงการพัฒนาท้องถิ่นและช่วยเหลือประชาชนในชนบทให้มีงานทำในฤดูแล้ง หรือ “โครงการเงินผัน” สมัยรัฐบาลม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2518 และดำเนินการต่อเนื่องในปีต่อๆ มาในรัฐบาลของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ รัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในชื่ออื่นๆ ได้แก่ โครงการพัฒนาท้องถิ่นและช่วยประชาชนให้มีงานทำ หรือ พปช. และ โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบทที่ประสบภัยธรรมชาติ หรือ กฟป.

จนกระทั่ง พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2523 ต้องมีการคัดเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีผู้ที่เหมาะสมเป็นคู่แข่งกันอยู่ 2 ท่าน คือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี และ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ในระยะแรก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้ประกาศว่าตนเองพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนอย่างที่ใครบางคนในยุคนี้ประกาศตนในทำนองนี้เช่นเดียวกัน แต่เมื่อท่านได้ใคร่ครวญ และวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านท่านก็เปลี่ยนใจ ดังข้อความที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ค่ายหนึ่งว่า

“การที่ทหารจะเป็นนายกฯ ผมไม่อยากเห็นด้วยก็ต้องเห็นด้วย เพราะความจำเป็นและสภาพแวดล้อมบังคับ ถ้าได้ทหารที่ดีมาเป็นนายกฯ และคนที่รู้เศรษฐกิจดีอย่างผมไปเป็นลูกน้อง เราก็จะได้ช่วยกันทำประโยชน์ให้บ้านเมืองเสียที ผมว่าอย่างนี้ดีที่สุด มานั่งถือยศถือศักดิ์อยู่ไม่ได้ ต้องทำงานกันแล้ว” (2 มีนาคม 2523)

จากนั้นได้มีการพบปะเจรจากันระหว่าง พลเอกเปรม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และ นายบุญชู โรจนสถียร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคกิจสังคม ข่าวว่าเป็นการเจรจาถึงแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยพรรคกิจสังคมต่อรองให้พลเอกเปรม นำนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจของพรรคกิจสังคมไปดำเนินการโดยเฉพาะโครงการเงินผัน ซึ่งกลายมาเป็น โครงการสร้างงานในชนบท สมัยรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่มี บุญชู โรจนเสถียร เป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ

โครงการสร้างงานในชนบท ดำเนินการทุกปี (2523-2531) ตลอดระยะเวลาที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย วัตถุประสงค์หลักของโครงการ คือ ให้ราษฎรที่ยากจน ไม่มีงานทำ เพราะประสบภัยแล้งทำการเกษตรไม่ได้ ให้มีงานทำ มีรายได้ ป้องกันการอพยพเข้ามาหางานทำในเมือง การสร้างงานดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นการจ้างแรงงานสร้างแหล่งน้ำและสิ่งสาธารณประโยชน์ในท้องถิ่น ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้ มีแหล่งน้ำทำการเกษตรและอุปโภคบริโภค เป็นการกระจายรายได้ให้กับประชากรในชนบท

ที่ว่ามานี้ เพียงอยากจะยกเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า นักการเมืองในอดีตอย่าง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นั้นท่านคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ และ นายกรัฐมนตรีที่มาจากทหารอย่าง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ท่านก็ยอมรับนโยบายที่ดีของพรรคการเมืองอื่นได้ ถ้านโยบายนั้นสามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองให้ลุล่วงไปได้

นักการเมืองวันนี้…ทำได้ป่ะล่ะ

แว่นขยาย

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.ประชุมแข่งขันขี่ม้านานาชาติ-ชิงชนะเลิศเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418331

'อธิบดีปศุสัตว์'เป็นปธ.ประชุมแข่งขันขี่ม้านานาชาติ-ชิงชนะเลิศเอเชีย

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.ประชุมแข่งขันขี่ม้านานาชาติ-ชิงชนะเลิศเอเชีย

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 19.18 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมการจัดการแข่งขันกีฬาขี่ม้านานาชาติ รายการ “Princess’s Cup 2019” และการแข่งขันกีฬาขี่ม้าชิงชนะเลิศแห่งเอเชียรายการ FEI Asian Championships Pattaya 2019

6 มิ.ย.62 ที่ห้องประชุม 1 ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมการจัดการแข่งขันกีฬาขี่ม้านานาชาติรายการ Princess’s Cup 2019 และการแข่งขันกีฬาขี่ม้าชิงชนะเลิศแห่งเอเชียรายการ FEI Asian Championships Pattaya 2019 พร้อมด้วย นายนารา เกตุสิงห์ เลขาธิการสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ข้ามชายแดน ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและควบคุมโรคไวรัสในสัตว์ปีก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 และ 2 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชลบุรี สำนักงานปศุสัตว์พื้นที่กรุงเทพมหานคร กองสารวัตรและกักกัน สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ และศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออก

เนื่องด้วยสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทยได้รับอนุมัติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาขี่ม้านานาชาติรายการ Princess’s Cup 2019 ในระหว่างวันที่ 19 – 24 พ.ย.62 ณ กองพลทหารม้าที่ 2 สนามเป้า กรุงเทพฯ และการแข่งขันกีฬาขี่ม้าชิงชนะเลิศแห่งเอเชียรายการ FEI Asian Championships Pattaya 2019 ในระหว่างวันที่ 5 – 8 ธ.ค.62 ณ สโมสรขี่ม้าไทยโปโลแอนด์อีเควสเทรี่ยน คลับ พัทยา จ.ชลบุรี เป็นการแข่งขันกีฬาขี่ม้าที่มีประเทศต่างๆ ให้สนใจและเข้าร่วมการแข่งขันจำนวนมาก

ทั้งนี้ เพื่อกำหนดแผนการดำเนินงานในการเตรียมการจัดการแข่งขัน (ก่อน ระหว่าง และหลังการแข่งขัน) ประสานงานกับประเทศสมาชิกที่ประสงค์จัดส่งม้าเข้าร่วมการแข่งขันเกี่ยวกับข้อกำหนด แนวทางและขั้นตอนในการนำม้าเข้าในราชอาณาจักร การเคลื่อนย้ายม้าในราชอาณาจักร และการส่งม้ากลับไปยังประเทศต้นทาง การจัดทำแผนเฝ้าระวังโรคในบริเวณจัดการแข่งขันและพื้นที่โดยรอบอย่างมีประสิทธิภาพ การอำนวยความสะดวกในการนำเข้าและนำออกราชอาณาจักร ตลอดจนควบคุมการเคลื่อนย้ายภายในราชอาณาจักรให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ และเงื่อนไขที่กรมปศุสัตว์กำหนด

มกอช.ประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร 314 ฉบับ เดินหน้าจัดทำมาตรฐานอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418232

มกอช.ประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร 314 ฉบับ เดินหน้าจัดทำมาตรฐานอาเซียน

มกอช.ประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร 314 ฉบับ เดินหน้าจัดทำมาตรฐานอาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 14.12 น.

มกอช.ตอกย้ำบทบาท ด้านสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นและยอมรับสินค้าเกษตรไทย ดันยอดส่งออกปี 61 ฉลุยทะลุ 1.1 ล้านล้าน ล่าสุดประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรแล้ว 314 ฉบับ พร้อมเร่งเดินหน้าจัดทำมาตรฐานอาเซียนสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค 

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.62 ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าภาคการเกษตรในลำดับต้นของโลก โดยปริมาณสินค้าภาคการเกษตรที่ประเทศไทยส่งออกในปี 2561 มีมูลค่า 1,103,336 ล้านบาท เนื่องจากสินค้าภาคการเกษตรและอาหารของประเทศไทยเป็นสินค้าที่มีความหลากหลาย และสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภคได้ในทุกระดับ แม้ประเทศผู้นำเข้าจะกำหนดมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้นในการนำเข้าสินค้าที่ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย แต่ด้วยการนำมาตรฐานและระบบการตรวจสอบรับรองการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่ได้มาตรฐานสากลของไทย ไปใช้ในการผลิตและการตรวจสอบรับรองระบบการผลิตสินค้าภาคการเกษตร

โดยการบูรณาการร่วมกับกรมต่างๆของกระทรวงเกษตรฯ ตาม พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 เพื่อควบคุม กำกับ ดูแลความปลอดภัยอาหารอย่างเบ็ดเสร็จตลอดห่วงโซ่อาหารตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ (Food chain) เพื่อให้ได้สินค้าที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทยได้รับการยอมรับและมียอดส่งออกไปตลาดโลกขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

ที่ผ่านมา มกอช. มีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ (National Standardization Body: NSB) เพื่อให้มาตรฐานที่กำหนดขึ้นมีความเหมาะสม ปลอดภัยต่อผู้บริโภค อยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกร/ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติได้ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ส่งผลให้ปัจจุบันมีการประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรแล้ว 314 ฉบับ และมกอช. ได้ร่วมกำหนดมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศกับองค์การมาตรฐานระหว่างประเทศ CODEX มาอย่างต่อเนื่องสร้างความสำเร็จมากในคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยในระดับสากล และยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมจัดทำมาตรฐานอาเซียน เพื่อให้มีความเหมาะสมและอยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกร/ผู้ประกอบการ สามารถปฏิบัติได้ เช่น มาตรฐาน “ASEAN GAP” “เกษตรอินทรีย์อาเซียน” ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการค้าสินค้าเกษตรระหว่างอาเซียน

นอกจากนี้ อีกบทบาทที่สำคัญของ มกอช.คือการ เป็นหน่วยรับรองระบบงาน (Accreditation Body:AB) ด้านเกษตรและอาหาร ทำหน้าที่ตรวจประเมินเพื่อรับรองความสามารถแก่หน่วยรับรอง (Certification Body:CB) และหน่วยตรวจ (Inspection Body:IB) ด้านสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อให้ CB/IB ที่ผ่านการรับรองความสามารถจาก มกอช.มีความพร้อมในการทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองสินค้าเกษตรและอาหารแทนหน่วยตรวจสอบรับรองภาครัฐ เป็นการสนับสนุนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องการถ่ายโอนภารกิจการตรวจสอบรับรองภาครัฐไปยังหน่วยตรวจสอบรับรองภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้ผลการตรวจสอบเป็นที่เชื่อถือยอมรับตามแนวทางสากล เนื่องจาก มกอช.เป็นหน่วยรับรองระบบงาน (AB) ที่ ได้รับการยอมรับความสามารถจากองค์กรภูมิภาคแปซิฟิกว่าด้วยการรับรองระบบงาน(PAC) และองค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองระบบงาน (IAF) ส่งผลให้ใบรับรองที่ออกโดย CB/IB ที่ได้รับการยอมรับความสามารถจาก มกอช. มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในประเทศสมาชิกของ PAC/IAF และประเทศคู่ค้าตามหลักการสากล สามารถส่งออกสินค้าไปยังประเทศสมาชิกและประเทศคู่ค้าโดยมิต้องมีการตรวจซ้ำ ณ ปลายทาง

ล่าสุด มกอช.ได้รับการยอมรับความสามารถด้านการรับรองระบบงาน ภายใต้ กฎหมายความปลอดภัยอาหารฉบับปรับปรุงใหม่ Food Safety Modernization Act (FSMA) จากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USFDA) ส่งผลให้หน่วยรับรอง (Certification Body:CB) ที่ผ่านการรับรองระบบงานจาก มกอช.ได้รับการยอมรับจาก USFDA ด้วย ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีความสามารถแข่งขันในการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาภายใต้ข้อกำหนดกฎหมายใหม่ และยังเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้พร้อมต่อกระแสแนวโน้มการปรับปรุงและยกระดับกฎหมายภาครัฐทั่วโลก จึงนับว่า มกอช.เป็นหน่วยงานสำคัญที่มีส่วนในการผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับของตลาดโลก

“ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นผลจากการปฏิบัติงานเชิงรุกของ มกอช.ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ภายใต้กระทรวงเกษตรฯ อย่างใกล้ชิด ทั้ง กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร รวมทั้งภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อทำหน้าที่เป็น Single agency ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร สามารถให้บริการได้เบ็ดเสร็จ (One stop service) ภายใต้ พรบ.มาตรฐานสินค้าเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจนเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า สะท้อนให้เห็นได้จากการขยายปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศไทย รวมทั้งหน่วยรับรองระบบงานของ มกอช. ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นด้วย”เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ไทยถกสมาชิกANRPCจัดทำแผน พัฒนาห่วงโซ่อุปทานยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418069

x

ไทยถกสมาชิกANRPCจัดทำแผน l พัฒนาห่วงโซ่อุปทานยางพารา

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กยท. เปิดบ้านต้อนรับประเทศสมาชิก ANRPC 9 ประเทศร่วมระดมความเห็นพัฒนาห่วงโซ่อุปทานยางพารา หวังสร้างความยั่งยืนทั้งระบบ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เปิดเผยว่า ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบที่สำคัญและเป็นกลยุทธ์เชิงอุตสาหกรรมที่มีการใช้ในหลายภาคส่วน รวมถึงการขนส่ง การก่อสร้าง การกีฬาการตกแต่ง และของใช้ในครัวเรือน นอกจากนี้ การทำสวนยางยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการสร้างและรักษาพื้นที่สีเขียว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2555 อุตสาหกรรมยางพาราประสบกับปัญหาด้านราคาทำให้ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์และอุปทานวัตถุดิบยางโลกที่ไม่สมดุล ดังนั้น ประเทศสมาชิกสมาคมผู้ผลิตยางธรรมชาติ The Association of Natural Rubber Producing Countries (ANRPC) ทั้ง 13 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา พม่า จีน เวียดนาม ปาปัวนิกินี สิงคโปร์ และไทย จึงมีความเห็นร่วมกันในการหาแนวทาง รูปแบบ และนโยบายในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนการผลิตยางควบคู่กัน การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ภายใต้หัวข้อ ประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ดำเนินการต่อเนื่องจากปี 2561 ที่จ.สงขลา ซึ่งประเทศสมาชิก ANRPC  ให้ความสำคัญและความสนใจอย่างยิ่งต่อกระบวนการพัฒนาตลาดกลางยางพาราและการพัฒนากลุ่มเกษตรกรของไทย นับว่าเป็นต้นแบบที่ดีในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานยางพาราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายณกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในฐานะประเทศเจ้าภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสัมมนาครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางธรรมชาติทุกประเทศ ในการร่วมกันหาแนวทาง หรือรูปแบบในการแก้ปัญหาราคายาง และความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานยางธรรมชาติและเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยางอย่างยั่งยืนทั้งระบบต่อไป”

รายงานพิเศษ : กรมฝนหลวงฯสืบสานศาสตร์พระราชา-ราชินี ลุยปลูกป่า799,910ต้น-เพิ่มความชื้นในอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418071

รายงานพิเศษ : กรมฝนหลวงฯสืบสานศาสตร์พระราชา-ราชินี  ลุยปลูกป่า799,910ต้น-เพิ่มความชื้นในอากาศ

รายงานพิเศษ : กรมฝนหลวงฯสืบสานศาสตร์พระราชา-ราชินี ลุยปลูกป่า799,910ต้น-เพิ่มความชื้นในอากาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการฝนหลวง สืบสานศาสตร์พระราชาและพระราชินี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาและพระราชินี ของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริในการรักษา ฟื้นฟูป่าไม้ ป่าต้นน้ำ รักษาทรัพยากรธรรมชาติ สร้างความสมบูรณ์ให้ทรัพยากรป่าไม้ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตอยู่ของคนและสัตว์ รวมถึงประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนอย่างยั่งยืน

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ และอีก 10 หน่วยงาน 3 สถาบัน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 มีเป้าหมายเพื่อร่วมบริหารจัดการทรัพยากรอันเป็นสมบัติของชาติเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน การจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประเทศชาติ โดยในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯมอบให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดทำโครงการปลูกป่าและไม้ยืนต้นสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การปฏิบัติการฝนหลวง สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ของในหลวง รัชกาลที่ 9 และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ซึ่งกิจกรรม ปลูกต้นไม้ดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อปฏิบัติการฝนหลวงในการเพิ่มต้นทุนความชื้นสัมพัทธ์ตามธรรมชาติ ทำให้กลุ่มเมฆก่อตัวและพัฒนาเป็นกลุ่มฝนตกลงสู่ในพื้นที่ลุ่มรับน้ำตามธรรมชาติและพื้นที่การเกษตร

สำหรับการดำเนินงานโครงการปลูกป่าฯปี 2562 แบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1. กิจกรรมพิธีเปิดโครงการ วันที่ 23 พฤษภาคม มีกิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้นพร้อมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานพิธีเปิดและร่วมปลูกต้นไม้ พร้อมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 2. กิจกรรมการปลูกป่าและไม้ยืนต้น เป็นกิจกรรมปลูกป่า ป่าไม้ ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน และการปลูกไม้โตเร็วตามหัวไร่ปลายนา ระหว่างภาครัฐ เอกชน ส่วนราชการ ประชาชนทั่วไป โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไม้จากหน่วยงานผู้เข้าร่วมโครงการฯ อาทิ มะค่า ยางนา ประดู่ สัก หวาย ขนุน มะม่วง มะขามป้อม มะค่าโมง เป็นต้น

ซึ่งในปี 2562 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรตั้งเป้าจำนวนต้นไม้ที่จะปลูก 799,910 ต้น จากความร่วมมือกับหน่วยงานร่วมบูรณาการ 24 หน่วยงาน สำหรับกรมฝนหลวงฯจะดำเนินการช่วงเดือนพฤษภาคม – กันยายน ในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ทั้ง 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ บริเวณ อ.ฮอด อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ภาคกลาง อ.หนองบัว อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร อ.ห้วยผึ้ง จ.กาฬสินธุ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ภาคตะวันออก อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี และภาคใต้ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 3.กิจกรรมการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ซึ่งกรมฝนหลวงฯเป็นเจ้าภาพดำเนินการควบคู่ไปกับการปฏิบัติการฝนหลวงแต่ละวัน โดยเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในการกำหนดการเตรียมเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อโปรยทางอากาศ แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ 1) จัดหาเมล็ดพันธุ์พืชและเตรียมอุปกรณ์ 2) ปฏิบัติการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ 5 ภูมิภาค หลังเสร็จปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน

โดยในปี 2562 จะใช้เมล็ดพันธุ์ 11 ชนิด 1,080 กิโลกรัม ประกอบด้วย สัก (600 กก.) สมอไทย (80 กก.) สาธร (2 กก.) ไผ่ป่า (2 กก.) ประดู่ป่า (150 กก.) สมอพิเภก (150 กก.) สีเสียดแก่น (5 กก.) มะขามป้อม (1 กก.) มะค่าแต้ (5 กก.) มะค่าโมง (80 กก.) ไม้แดง (5 กก.) พื้นที่ดำเนินการบริเวณ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จ.เชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู จ.กาญจนบุรี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา อุทยานแห่งชาติตาพระยา จ.สระแก้ว และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ3) การติดตามประเมินผลและติดตามโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืช โดยรวบรวมข้อมูล ชนิด จำนวน พื้นที่บริเวณโปรยเมล็ดพันธุ์พืช ช่วงเวลาการเจริญเติบโตเมล็ดพันธุ์พืช แนวระยะเส้นทางการโปรย เมล็ดพันธุ์พืช มาทำการประเมินผล รวมถึงการติดตามผลการปฏิบัติการด้วย

เกษตรฯจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418070

x

เกษตรฯจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ข้าวเป็นพืชอาหารหลักและมีความสำคัญต่อประเทศและสังคมไทย พื้นที่ปลูกข้าว ในปี 2561/2562 มีประมาณ 69.56 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 45.80 ของพื้นที่ทำการเกษตร โดยมีชาวนา 4.16 ล้านครัวเรือน คิดเป็น ร้อยละ 65 ของเกษตรกรทั้งประเทศ มีผลผลิตข้าวได้ 56.99 ล้านตันข้าวเปลือก และส่งออกทำรายได้ให้ประเทศปีละประมาณ 200,000 ล้านบาท รวมทั้งข้าวเป็นแหล่งวัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับข้าวและชาวนาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ความสำคัญเรื่องข้าวมาตลอด โดยเมื่อวันที่ 5มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯทอดพระเนตรการทำนา ที่อำเภอบางเขน และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งได้ทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เอง ที่แปลงนาหลังตึกขาว เกษตรกลางบางเขน จึงถือเป็นวันที่เป็นสิริมงคลต่อวงการข้าวและชาวนาไทย และด้วยเหตุผลความสำคัญดังกล่าว คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 เห็นชอบให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปีเป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”

ในปีนี้ กรมการข้าวจึงจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2562 ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2562 ระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2562 ภายใต้แนวคิด “ชาวนายุคใหม่ พัฒนาข้าวไทย ก้าวไกลสู่สากล” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทั้งเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรง มีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาของไทย รวมไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ด้านข้าวให้เกษตรกรที่เข้าร่วมงานนำไปประยุกต์ใช้

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว ในฐานะโฆษกกรมการข้าว เปิดเผยว่า สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าวได้ดำเนินการรับรองพันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติ 5 พันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ กข79 (ชัยนาท 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ กข83 (มะลินิลหนองคาย 62) ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 ซึ่งข้าวทั้ง 5 พันธุ์ เป็นตัวแทนของแต่ละภาค เปรียบเสมือนบุญบารมีของพระองค์ท่านแผ่ไพศาลทั่วทั้งประเทศ ทำให้อาณาราษฎรมีความร่มเย็นเป็นสุข โดยข้าวทั้ง 5 พันธุ์นี้ จะจัดแสดงภายในงาน ,ผลงานทางด้านนวัตกรรมข้าวต่างๆ, การแสดงผลงานขององค์กรชาวนา 9 องค์กร

ซอกแซกอาเซียน : 6 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418068

566101

ซอกแซกอาเซียน : 6 มิถุนายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในการประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ แต่ละครั้งนั้น สำนักเลขานุการแอปเตอร์จะเป็นผู้ที่ต้องเตรียมความพร้อมมากที่สุด เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของแอปเตอร์ คือ ทั้ง 13 ประเทศ ลงขันออกเงินและจ้างให้มาทำงานตามความตกลงแอปเตอร์ นโยบาย มติที่ประชุม หรือที่ได้รับมอบหมายจากประเทศสมาชิกในภาพรวม ความจริงมีระเบียบว่าด้วยการบริหารงานของแอปเตอร์ที่ค่อนข้างหยุมหยิมมาก เริ่มตั้งแต่ ระเบียบว่าด้วยคณะมนตรีฯ ระเบียบว่าด้วยสำนักเลขานุการฯ ระเบียบว่าด้วยการบริหารงาน ระเบียบว่าด้วยการเงิน ระเบียบว่าด้วยการดำเนินงาน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการดำรงสถานะของเจ้าหน้าที่ คือ เจ้าหน้าที่ทุกคน รวมทั้งผมด้วยจักต้องวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด เป็นคนไทยก็จริง แต่ทำงานต้องไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนไทยและจะโอนเอียงเข้าข้างประเทศไทย หรือประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ได้เด็ดขาด ห้ามยุ่งกับกิจกรรมทางการเมือง ต้องทำงานในออฟฟิศของแอปเตอร์ตลอดเวลา โดยอิงเวลาราชการไทยร้อยเปอร์เซ็นต์

ดังนั้น การประชุมคณะมนตรีฯ กันปีละครั้งก็เท่ากับเป็นการตรวจสอบ ติดตาม ผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายเงินของสำนักเลขานุการฯ รวมทั้งรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อวินิจฉัยและให้ความเห็นชอบในวิธีการแก้ไขต่างๆ ผมในฐานะผู้จัดการทั่วไป ภายใต้การสนับสนุนของน้องๆ เจ้าหน้าที่แอปเตอร์ ที่มีอยู่ด้วยกันประมาณ 10 คน จะต้องเป็นฝ่ายนำเสนอตามระเบียบวาระต่างๆ ต่อที่ประชุมตั้งแต่เช้ายันเย็น พร้อมทั้งตอบข้อซักถามต่างๆ ที่ประเทศสมาชิกสงสัย ระหว่างนั้นน้องๆ เจ้าหน้าที่ก็จะบันทึกผลการประชุมไว้ เพื่อเมื่อเสร็จสิ้นวาระสุดท้ายแล้วจะมีการนำมาฉายบนจอให้สมาชิกอ่าน ปรับปรุง แก้ไข จนถูกต้องและพอใจในทุกเรื่องพร้อมให้การรับรองในขั้นสุดท้าย จากนั้นก็จัดทำเป็นเอกสารสรุปการประชุม เพื่อเวียนไปยังประเทศสมาชิกสำหรับอ้างอิงในอนาคตต่อไป ก็เป็นงานที่หินที่ต้องเผชิญปีละ 1 ครั้ง แต่นอกจากนี้ ยังมีการประชุมที่ตามข้อกำหนดที่แอปเตอร์ โดยสำนักเลขานุการฯ ต้องนำผลการปฏิบัติงานไปนำเสนออีก 3 การประชุม คือ (1) การประชุมของ AFSRB หรือ ASEAN Food Security Reserve Board (2) การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงเกษตร ประมงและป่าไม้ (ชื่อแบบรวมๆ กัน 10 ประเทศ) ทั้งที่เป็นสมาชิกอาเซียน และอาเซียนบวกสาม และ (3) การประชุมรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ประมงและป่าไม้ ทั้งสมาชิกอาเซียน และอาเซียนบวกสาม ซึ่งทั้ง 3 การประชุม จะได้นำรายละเอียดมาเล่าให้ผู้อ่านฟังในโอกาสต่อๆ ไปครับ

ที่มาเลเซีย ผู้ใหญ่ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานการประชุม คือ รองปลัดกระทรวงเกษตรของมาเลเซีย ซึ่งเป็นสุภาพสตรี ขณะเดียวกันก็จะมีประธานร่วม (Co-chairs) คือ ผู้แทนมาจากประเทศญี่ปุ่น คำว่าประธานร่วมขออธิบายนิดครับ เผื่ออาจมาบางท่านสงสัย คือ ในบรรดาสมาชิกแอปเตอร์ทั้ง 13 ประเทศนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ 10 ประเทศอาเซียน และกลุ่มสอง คือ กลุ่มบวกสาม(จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) ระเบียบบอกว่าต้องมีประธานการประชุม 2 คน มาจากกลุ่มละคน เรียงลำดับตามตัวอักษรหมุนเวียนกันไปในแต่ละปี ตัวอย่างเช่น ปีที่แล้วจัดประชุมคณะมนตรีฯที่ สปป. ลาว ประธานร่วม คือ สปป. ลาว กับจีน ดังนั้น ปีนี้จึงหมุนมาเป็นอย่างที่กล่าว ส่วนปีหน้าเจ้าภาพ คือ เมียนมา ประธานร่วมก็จะเป็น เมียนมาและเกาหลีใต้ สำหรับการทำหน้าที่ประธานทั้งสองคนก็จะตกลงกันเอง อาจภาคเช้าคนหนึ่งเป็น ส่วนภาคบ่ายอีกคนเป็น สลับกันไป อย่างนี้เป็นต้น

การประชุมคณะมนตรีฯแต่ละครั้งเท่าที่ผมสังเกต แม้มติที่ประชุมจะใช้ระบบฉันทามติอย่างที่อธิบายไปเมื่อก่อน แต่ในทางปฏิบัติทุกประเทศจะใช้หลักถ้อยทีถ้อยอาศัย อะลุ่มอล่วยและให้เกียรติซึ่งกันและกันมาก ผู้แทนทุกคนที่มาประชุมแม้จะไม่เคยเป็นนักการทูตมาก่อน อีกทั้งไม่น่าจะเคยทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศมาก่อน ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีวิญญาณนักการทูตกันอยู่ทุกผู้ทุกนาม ผมและคณะฝ่ายเลขานุการเอง แม้เป็นเพียงลูกจ้างกินเงินเดือนจากเขา แต่ก็ได้รับการปฏิบัติที่ดีเยี่ยม ก็ต้องนำจุดดีเด่นนี้มาเล่าด้วยความประทับใจยิ่งครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

อายัด’ขาไก่’! ‘ปศุสัตว์สงขลา’ยึด3พันกิโลฯลักลอบนำเข้า มูลค่ากว่า2แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418058

อายัด'ขาไก่'! 'ปศุสัตว์สงขลา'ยึด3พันกิโลฯลักลอบนำเข้า มูลค่ากว่า2แสน

อายัด’ขาไก่’! ‘ปศุสัตว์สงขลา’ยึด3พันกิโลฯลักลอบนำเข้า มูลค่ากว่า2แสน

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 17.24 น.

5 มิ.ย.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการ​พิเศษ กองสารวัตรและกักกัน ร่วมกับด่านกักกันสัตว์สงขลา เข้าตรวจสอบห้องเย็นบริษัท เอส ซี (ประเทศไทย) จำกัดซึ่งมีข้อมูลว่ามีการลักลอบนำซากสัตว์จากต่างประเทศมาพักไว้เพื่อจำหน่าย

จากการตรวจสอบสถานที่ดังกล่าวพบขาไก่นำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 3,176 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 222,320 บาท ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 31 และมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ 2558 เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการอายัดของกลางเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเข้มงวด