ชาวนากาฬสินธุ์นอกเขตชลประทาน ปลูกถั่วลิสงแทนทำนาข้าว’ได้ราคาดีกว่า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419012

ชาวนากาฬสินธุ์นอกเขตชลประทาน ปลูกถั่วลิสงแทนทำนาข้าว'ได้ราคาดีกว่า'

ชาวนากาฬสินธุ์นอกเขตชลประทาน ปลูกถั่วลิสงแทนทำนาข้าว’ได้ราคาดีกว่า’

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.57 น.

ชาวนานอกเขตชลประทานที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ลดพื้นที่ทำนาข้าว โดยหันมาปลูกถั่วลิสงแทน ระบุเป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ทนทานต่อโรคและศัตรูพืชรบกวน หากฝนทิ้งช่วงไม่เกิดผลกระทบ มีตลาดรองรับผลผลิตกว้างขวาง จำหน่ายได้ราคาสูงกว่าข้าว อ้อยและมันสำปะหลัง เผยแหล่งรับซื้อราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 18-30 บาท

10 มิ.ย.62 จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพเกษตรกรรม อาชีพหลักของชาวกาฬสินธุ์ 18 อำเภอ ในช่วงเริ่มต้นเพาะปลูกปีนี้ พบว่า นอกจากจะมีการปลูกข้าวนาปี ที่เป็นนาหว่านและนาดำแล้ว ยังมีการทำเกษตรผสมผสานกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ที่เกษตรหลายรายลดพื้นที่ทำนา รวมทั้งลดพื้นที่ที่เคยปลูกมันสำปะหลังและอ้อย หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่แทน

 

 

นายบุญจันทร์ แก้วใส อายุ 59 ปี เกษตรกรบ้านโคกแง้ หมู่ 5 บ้านเลขที่ 54 ต.เขาพระนอน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า พื้นที่นาของตนและเพื่อนเกษตรกรในเขต ต.เขาพระนอน หลายหมู่บ้าน อยู่บนที่สูง นอกเขตชลประทาน การทำนาต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก หากปีใดฝนดีก็พอได้เก็บเกี่ยวผลผลิตไว้เป็นอาหารในครัวเรือน และแบ่งขายพอมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว หากปีใดฝนแล้งก็จะทำให้ต้นข้าวตาย ผลผลิตไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ช่วงเวลาเวลา 5-10 ปีที่ผ่านมา ตนและเพื่อนเกษตรกรหลายรายได้ลดพื้นที่ทำนา โดยแบ่งปลูกมันสำปะหลังและอ้อย เพื่อต้องการรายได้มาหล่อเลี้ยงครอบครัวและใช้หนี้สินที่กู้ยืม ธ.ก.ส.มาลงทุน

นายบุญจันทร์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากราคารับซื้อข้าวเปลือก มันสำปะหลังและอ้อยราคาไม่แน่นอน ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทั้งปุ๋ย ยา ค่าแรงและค่าขนส่ง รายได้ไม่คุ้มกับการลงทุน ในฤดูกาลผลิตปีนี้ จึงได้หันมาทดลองปลูกพืชทางเลือกชนิดใหม่และมีการปลูกผสมผสานนำพืชหลากหลายมาปลูก หวังนำผลผลิตจำหน่ายในชุมชน เช่น ถั่วลิสง มะเขือพวง และดอกกระเจียว

“ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการทำนาข้าวและพืชสวนพืชไร่อย่างอื่น ที่ราคาไม่แน่นอน ต้นทุนการผลิตสูงและไม่มั่นใจว่าฝนจะทิ้งช่วงหรือไม่ จึงได้ลดพื้นที่ทำนาข้าว และพื้นที่ที่เคยปลูกมันสำปะหลัง อ้อยและนาหว่าน โดยปลูกถั่วลิสงแทน ซึ่งเป็นพืชที่อายุสั้น ใช้น้ำน้อย ทนทานต่อโรคระบาดและสัตรูพืชรบกวน หากฝนทิ้งช่วงไม่เกิดผลกระทบ โดยหน้าฝนปีนี้ทดลองปลูก 2 ไร่ มีการเตรียมแปลงปลูก หว่านปูนขาว ใช้แรงงานในครอบครัวช่วยกันปลูกและดูแลรักษา ก่อนปลูกได้ศึกษาข้อมูล หาแหล่งเมล็ดพันธุ์ที่เชื่อถือได้ สำรวจช่องทางตลาด ทราบว่าตลาดรับซื้อผลผลิตกว้างขวาง เมล็ดถั่วขายได้ทั้งเมล็ดสดและเมล็ดแห้ง ราคาสูงตั้งแต่กิโลกรัมละ 18-30 บาท คาดว่าจะขายได้กำไรดีกว่ามันสำปะหลัง อ้อย และข้าวนาปี” นายบุญจันทร์กล่าว

มอบรางวัล‘King Bhumibol World Soil Day Award’ ให้องค์กรแก้ปัญหาดินจากบังกลาเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418997

x

มอบรางวัล‘King Bhumibol World Soil Day Award’ ให้องค์กรแก้ปัญหาดินจากบังกลาเทศ

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.25 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสมัชชาความร่วมมือดินโลก (Global Soil Partnership หรือ GSP) ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ครั้งที่ 7 ณ สำนักงานใหญ่ FAO สาธารณรัฐอิตาลี โดยมีนายแดเนียล กุสตาฟสัน รองผู้อำนวยการใหญ่ FAO เป็นประธานการประชุม ว่า รางวัล King Bhumibol World Soil Day Award เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระบรมราชานุญาตโปรดเกล้าฯให้ประเทศไทย และ FAO จัดทำขึ้นเพื่อมอบให้แก่บุคคล สถาบัน หรือประเทศที่มีผลงานสร้างการรับรู้ด้านการพัฒนาทรัพยากรดินดีเด่นจนเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับโลกโดยจะมีการมอบรางวัลดังกล่าวในวันดินโลก 5 ธันวาคมของทุกปี ณ ประเทศไทย และในโอกาสนี้ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะประธานสมัชชาความร่วมมือดินโลกคนแรก และประธานสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลกแห่งภูมิภาคเอเชีย ได้เป็นผู้แทนประเทศไทยมอบเหรียญรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ประจำปี 2561 ให้แก่องค์กร Practical Action จากประเทศบังกลาเทศ ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาดินเค็มในพื้นที่สูงและพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่ประสบปัญหาดินเค็มและการกัดเซาะชายฝั่ง ณ สำนักงานใหญ่ FAO/United Nations กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยมีเอกอัครราชทูตบังกลาเทศ ประจำกรุงโรม H.E. Mr.Abdus Sobhan Sikder เป็นผู้แทนรับมอบเหรียญรางวัลดังกล่าว

“การมอบรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เป็นส่วนหนึ่งของการเทิดพระเกียรติและพระอัจฉริยภาพด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดินของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานแห่งพระบรมราชชนกนาถ ในงานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน เพื่อความมั่นคงอาหารโลก” นายระพีภัทร์ กล่าว

นอกจากนี้ ในการประชุม ผู้แทนไทยได้เสนอประเด็นต่อที่ประชุมเพื่อผลักดันให้สมัชชาความร่วมมือดินโลก (GSP) ได้รับยกระดับจากหน่วยงานชั่วคราว (Voluntary Body) เป็นหน่วยงานถาวรภายใต้ตามธรรมนูญองค์กร ซึ่งจะทำให้ GSP ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ และแผนดำเนินงานจัดการทรัพยากรดิน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างยั่งยืนอีกด้วย

แนะเกษตรกรดูแลสวนไม้ผลช่วงหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418824

x

แนะเกษตรกรดูแลสวนไม้ผลช่วงหน้าฝน

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ระบุว่าฤดูฝนของประเทศไทย ปี 2562 เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 จนถึงประมาณกลางเดือนตุลาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรมีข้อแนะนำให้เกษตรกรหมั่นดูแลสวนไม้ผล เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากฝนและลมพายุพัด โดยการตัดแต่งกิ่งที่อาจหักโค่นได้ง่าย ทำเนินดินเพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณโคนต้นให้สูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร พรวนดินเพื่อให้ผิวดินแห้งและให้รากในระดับหน้าดินได้ออกมารับออกซิเจน ค้ำยันต้นไม้ผลสามทิศทางป้องกันการล้มเนื่องจากดินอ่อนตัวเพราะชุ่มน้ำ

หากเกิดน้ำท่วมขัง ให้เร่งระบายน้ำออกจากสวนเป็นลำดับแรก โดยเตรียมเครื่องสูบน้ำ สำหรับสูบน้ำออกจากสวนไม้ผลได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งทำทางระบายน้ำ เพื่อเตรียมระบายน้ำออกจากสวนไม้ผลไว้หลายๆ ทาง ใช้พลั่วดึงเศษพืชและสัตว์ต่างๆ ที่ดินเลนทับถมออกให้หมด เร่งทำทางระบายน้ำออกจากสวนผลไม้และออกจากบริเวณโคนต้นไม้ หรือบริเวณที่มีน้ำขังโดยเร็ว ด้วยการขุดร่องระบายน้ำให้น้ำไหลออกจากพื้นที่เร็วที่สุด ร่องระบายน้ำหากขุดลึกได้ จะช่วยให้ดินในสวนไม้ผลแห้งเร็วยิ่งขึ้น แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้พนังกั้นน้ำ หรือคันดินโอบรอบแปลงปลูกพังทลายลงมา

เมื่อน้ำลดแล้ว อย่านำเครื่องจักรกลเข้าไปดำเนินการในสวนหลังน้ำลดขณะที่ดินยังเปียกอยู่ เพราะดินที่น้ำท่วมขังจะมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการถูกทำลาย และเกิดการอัดแน่นได้ง่าย ซึ่งเป็นผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำ และกระทบกระเทือนต่อระบบรากของไม้ผล เมื่อดินแห้งแล้วควรขุดหรือปาดเอาดิน ทราย เศษไม้ หรือตะกอนต่างๆ ที่มากับน้ำและทับถมอยู่ในแปลงไม้ผลออก เมื่อระดับน้ำในสวนไม้ผลเริ่มลดลงจนกระทั่งเกษตรกรสามารถเดินเข้าไปปฏิบัติงานได้แล้ว เรื่องสำคัญที่เกษตรกรต้องปฏิบัติต่อไป คือ การตัดแต่งกิ่งพร้อมกับการฟื้นฟูความสมบูรณ์ให้แก่ต้นไม้ โดยเอาใบแก่ กิ่งที่ฉีก หัก เหี่ยวเฉา แน่นทึบ และกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่มที่ใบไม่ได้รับแสงแดดออก ตัดกิ่งขนาดใหญ่ออกบ้างเพื่อลดแรงปะทะจากลม ให้ทรงพุ่มโปร่ง ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบให้แก่ไม้ผล เพราะระบบรากยังไม่สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารจากดินได้ตามปกติ และหาทางป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าโดยการใช้สารชีวภัณฑ์ ได้แก่ ไตรโคเดอร์มา หรือจะปรับปรุงสภาพของดินไม่ให้เหมาะต่อการเกิดโรคโดยการโรยปูนขาว หรือโดโลไมท์ เพื่อให้ดินมีสภาพเป็นด่างเล็กน้อยก็ได้เช่นกัน

กษ.แจงผลงานแก้ราคาข้าว-ข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418828

x

กษ.แจงผลงานแก้ราคาข้าว-ข้าวโพด

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงการดำเนินงานสำคัญของกระทรวงเกษตรฯตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน ในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรว่า จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทำให้เกษตรกรเร่งรอบการผลิตข้าวไม่คำนึงคุณภาพ ทำให้มีข้าวในสต๊อกปริมาณมาก ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ เกษตรกรขาดทุน รัฐบาลจึงตั้งคณะทำงานวางแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรขึ้นมา เพื่อกำหนดปริมาณผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพ โดยกำกับดูแลการปลูกข้าวไม่ให้ผลผลิตล้นตลาด ปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตสูง พันธุ์ข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสำหรับผู้รักสุขภาพ เช่น พันธุ์ กข43 และพันธุ์ข้าวนุ่ม พันธุ์ กข79 ที่ตลาดต้องการ รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ที่เหมาะสมกับดินและน้ำ โดยใช้ Agri Map Application อีกทั้ง จัดการระบายข้าวที่ค้างในสต๊อกให้หมด ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกขยับสูงขึ้น เช่น ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิเพิ่มขึ้น จากปี 2557 ราคาตันละ 12,781 บาท ในปี 2557 เป็นตันละ 16,000 บาท ในปี 2562

สำหรับในปีการผลิต 2562/63 กระทรวงเกษตรฯยังกำหนดปริมาณการผลิตในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยกำหนดเป้าหมายพื้นที่ส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวทั้งปี จำนวน 72.80 ล้านไร่ ผลผลิต 34.63 ล้านตันข้าวเปลือก ทั้งนี้ ยังสามารถปรับลดการผลิตข้าวในรอบที่ 2 ไปปลูกพืชอื่น โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้อีก หากสถานการณ์ราคาข้าวอ่อนตัวลง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวได้เพิ่มขึ้นจากแรงจูงใจโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำ การปรับปริมาณข้าวให้เหมาะสมกับความต้องการ จึงเป็นแนวทางสำคัญตามแผนข้าวครบวงจร ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกที่ปรับเปลี่ยนอาชีพ รัฐบาลจึงมีโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนา เพื่อปรับสมดุลปริมาณพื้นที่ปลูกข้าวและสร้างรายได้ทดแทน โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ซึ่งจะสามารถทดแทนการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยประสานผู้รับซื้อกำหนดแผนการผลิตและตลาด มีหลักประกันด้านราคารับซื้อ และประกันภัยพิบัติ ส่งผลให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการ 82,316 ราย ในพื้นที่ปลูก 724,932 ไร่ มีรายได้สุทธิเฉลี่ย 2,000 – 3,000 บาท/ไร่ (ราคารับซื้อ 8 บาท/กิโลกรัม ตามราคาประกันของโครงการ) และผู้ผลิตอาหารสัตว์ได้รับข้าวโพดคุณภาพดีในการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ต่อไป ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงด้านรายได้ นอกจากนั้น การปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังการปลูกข้าวนาปี ประหยัดน้ำได้ถึง 700 ล้าน ลบ.ม. ต่อรอบการผลิต (4 เดือน) เนื่องจากข้าวโพดอาหารสัตว์ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าวซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ยังเป็นโครงการแรกของประเทศที่ไม่ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อการแทรกแซงราคา และไม่สร้างภาระงบประมาณภาครัฐ

กยท.ผลิตหุ่นยางฝึกช่วยชีวิตแจก100ตัว ร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418829

x

กยท.ผลิตหุ่นยางฝึกช่วยชีวิตแจก100ตัว n ร่วมเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่10

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงการดำเนินงานสำคัญของกระทรวงเกษตรฯตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน ในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรว่า จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทำให้เกษตรกรเร่งรอบการผลิตข้าวไม่คำนึงคุณภาพ ทำให้มีข้าวในสต๊อกปริมาณมาก ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ เกษตรกรขาดทุน รัฐบาลจึงตั้งคณะทำงานวางแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรขึ้นมา เพื่อกำหนดปริมาณผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพ โดยกำกับดูแลการปลูกข้าวไม่ให้ผลผลิตล้นตลาด ปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตสูง พันธุ์ข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสำหรับผู้รักสุขภาพ เช่น พันธุ์ กข43 และพันธุ์ข้าวนุ่ม พันธุ์ กข79 ที่ตลาดต้องการ รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ที่เหมาะสมกับดินและน้ำ โดยใช้ Agri Map Application อีกทั้ง จัดการระบายข้าวที่ค้างในสต๊อกให้หมด ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกขยับสูงขึ้น เช่น ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิเพิ่มขึ้น จากปี 2557 ราคาตันละ 12,781 บาท ในปี 2557 เป็นตันละ 16,000 บาท ในปี 2562

สำหรับในปีการผลิต 2562/63 กระทรวงเกษตรฯยังกำหนดปริมาณการผลิตในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยกำหนดเป้าหมายพื้นที่ส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวทั้งปี จำนวน 72.80 ล้านไร่ ผลผลิต 34.63 ล้านตันข้าวเปลือก ทั้งนี้ ยังสามารถปรับลดการผลิตข้าวในรอบที่ 2 ไปปลูกพืชอื่น โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้อีก หากสถานการณ์ราคาข้าวอ่อนตัวลง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวได้เพิ่มขึ้นจากแรงจูงใจโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำ การปรับปริมาณข้าวให้เหมาะสมกับความต้องการ จึงเป็นแนวทางสำคัญตามแผนข้าวครบวงจร ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกที่ปรับเปลี่ยนอาชีพ รัฐบาลจึงมีโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนา เพื่อปรับสมดุลปริมาณพื้นที่ปลูกข้าวและสร้างรายได้ทดแทน โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ซึ่งจะสามารถทดแทนการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยประสานผู้รับซื้อกำหนดแผนการผลิตและตลาด มีหลักประกันด้านราคารับซื้อ และประกันภัยพิบัติ ส่งผลให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการ 82,316 ราย ในพื้นที่ปลูก 724,932 ไร่ มีรายได้สุทธิเฉลี่ย 2,000 – 3,000 บาท/ไร่ (ราคารับซื้อ 8 บาท/กิโลกรัม ตามราคาประกันของโครงการ) และผู้ผลิตอาหารสัตว์ได้รับข้าวโพดคุณภาพดีในการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ต่อไป ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงด้านรายได้ นอกจากนั้น การปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังการปลูกข้าวนาปี ประหยัดน้ำได้ถึง 700 ล้าน ลบ.ม. ต่อรอบการผลิต (4 เดือน) เนื่องจากข้าวโพดอาหารสัตว์ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าวซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ยังเป็นโครงการแรกของประเทศที่ไม่ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อการแทรกแซงราคา และไม่สร้างภาระงบประมาณภาครัฐ

ชายคาพระพิรุณ : 10 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418830

586851

ชายคาพระพิรุณ : 10 มิถุนายน 2562

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการที่องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันต่อต้านการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมสากล : Combating IUU Day” เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับภัยคุกคามของการทำประมง IUU ที่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของทรัพยากรประมง รวมถึงผลกระทบที่มีต่อระบบเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของโลกในระยะยาว ดังนั้น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลรับผิดชอบแหล่งอาหารของโลกซึ่งได้มาอย่างถูกกฎหมาย จึงพิจารณาให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Combating IUU Day ในปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค เพราะเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย IUU ได้อย่างมีประสิทธิจนสามารถปลดใบเหลืองได้ โดยงาน Combating IUU Day ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา ณ กรมประมง มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งรองนายกฯ ได้กล่าวกลับสื่อมวลชนภายหลังเปิดงานว่า ปัจจุบันไทยได้ผลักดันการแก้ไขปัญหา IUU ของประเทศจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ อาทิ การผลักดันนโยบายประมงร่วมอาเซียน (ASEAN General Fisheries Policy) การเข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น ข้อตกลงว่าด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลเกี่ยวกับการอนุรักษ์และการบริหารจัดการมวลปลาที่ย้ายถิ่น (UNFSA) ข้อตกลงตามมาตรการของรัฐเจ้าท่า (PSM) ข้อตกลงว่าด้วยการทำประมงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ (SIOFA) รวมถึงการลงนามความร่วมมือในการต่อต้านปัญหาการทำประมง IUU กับประเทศฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น การลงนามความร่วมมือทางด้านประมงกับประเทศเมียนมา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้วางรากฐานการแก้ไขปัญหาการทำประมงของประเทศไปสู่การประมงอย่างยั่งยืน ทั้งด้านกฎหมาย การบริหารจัดการทรัพยากรประมงและกองเรือ การติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) การตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงด้านแรงงาน เรียกได้ว่าไทยได้ปฏิรูปภาคการประมงทั้งระบบซึ่งเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปอย่างสิ้นเชิง และพร้อมจับมือกับประชาคมโลกในการร่วมรักษาทรัพยากรทางทะเล และนำพาการประมงของประเทศและโลกไปสู่ความยั่งยืนเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ประชากรของโลกต่อไป

และหลังจากการจัดงาน Combating IUU Day ในช่วงเช้า กรมประมงได้มีการจัดกิจกรรม DOF MEET THE PRESS : MOVING TOWARDS SUSTAINABLE FISHERIES ต่อในช่วงบ่าย โดยมี นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เป็นผู้ให้รายละเอียดว่า กรมประมงมุ่งหมายให้ทุกคนได้รับรู้และรับทราบถึงการก้าวผ่านการทำประมงของเรือประมงนอกน่านน้ำของประเทศไทย ซึ่งในอดีตยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกรณีของกฎหมายสากลและไม่มีการดำเนินการเพื่อป้องกันยับยั้งการทำประมง IUU ทั้งในเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายที่ขาดความชัดเจนของกรอบกฎหมายในการกำหนดมาตรการติดตาม ควบคุมเฝ้าระวังการทำการประมง หรือจะเป็นเรื่องของการจัดการกองเรือที่ขาดการควบคุมไม่สามารถตรวจสอบใดๆ ได้ อีกทั้ง เรื่องของแรงงานบนเรือประมง ก็ไม่มีระบบตรวจสอบอย่างชัดเจน ซึ่งล้วนแล้วแต่นำไปสู่ความสูญเสียของทรัพยากรทางธรรมชาติและการคุกคามสิทธิ์เสรีภาพและการค้ามนุษย์และท้ายที่สุดได้รับใบเหลือง IUU เมื่อปี 2558

ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ประเทศไทยได้ใช้ความพยายามแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายจนกระทั่งได้ใบเขียว ประเทศไทยได้มีการปฏิรูปภาคการประมงอย่างอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกพระราช
กำหนดการประมง ปี พ.ศ. 2558 และกระบวนการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายทั้งระบบ โดยในส่วนของการทำประมงนอกน่านน้ำ ได้มีการปรับปรุงกฎหมาย ออกกฎกระทรวง เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตให้ทำการประมงนอกน่านน้ำ พ.ศ. 2562 และมีการออกประกาศกรมประมงที่เกี่ยวข้องกับเรือประมงนอกน่านน้ำ จำนวน 7 ฉบับ รวมถึงมีการบริหารจัดการกองเรือประมงนอกน่านน้ำที่จะทำการประมงในพื้นที่ SIOFA ให้สอดคล้องกับพื้นที่การทำประมงและสมดุลกับปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำ นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งเทคโนโลยีในการเฝ้าระวัง ได้แก่ ระบบติดตามเรือประมง (VMS) ระบบแสดงตนอัตโนมัติ (AIS) ระบบรายงานและระบบเฝ้าระวังอิเล็กทรอนิกส์ (ERS) (EM) ระบบการแจ้งเข้า – แจ้งออกเรือประมงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-PIPO) ผู้สังเกตการณ์บนเรือ Observer onboard และคู่มือขั้นตอนการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน (SOP) รวมถึงการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนระบบตรวจสอบด้านแรงงานประมง ฯลฯ ซึ่งการดำเนินการดังที่กล่าวมานี้นำไปสู่การปฏิรูป ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการประมงนอกน่านน้ำอย่างเป็นระบบและที่ชัดเจนที่สุด คือ ขณะนี้เรือประมงนอกน่านน้ำของประเทศไทยสามารถออกไปทำการประมงได้แล้ว หลังจากที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปทำประมงนานถึง 2 ปี โดยเรือประมงนอกน่านน้ำลำแรกที่ได้ออกไปทำประมง ณ มหาสมุทรอินเดีย ได้แก่ เรือมณีเงิน 5 ซึ่งเดินทางออกไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ระบบการบริหารจัดการทำประมงนอกน่านน้ำของประเทศไทยมีมาตรฐานได้รับการยอมรับในระดับสากลและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศได้…

ขุนเกษตรา

มกอช.รณรงค์ World Food Safety Day ‘สินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย เกษตรไทยยั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418777

มกอช.รณรงค์ World Food Safety Day 'สินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย เกษตรไทยยั่งยืน'

มกอช.รณรงค์ World Food Safety Day ‘สินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย เกษตรไทยยั่งยืน’

วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 14.06 น.

มกอช.จัดกิจกรรมรณรงค์ “สินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย เกษตรไทยยั่งยืน” เนื่องในวันความปลอดภัยอาหารโลก (World Food Safety Day) เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของทุกคนให้ตระหนักและใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของอาหารตลอดห่วงโซ่

นางสาวจูอะดี   พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า   การจัดวันความปลอดภัยอาหารโลก (World Food Safety Day) ในครั้งนี้ เป็นการจัดกิจกรรมครั้งแรกของประเทศไทย หลังจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ (UN General Assembly) ได้เห็นชอบกับการเสนอของโครงการมาตรฐานอาหาร ภายใต้ความร่วมมือระหว่างองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO และองค์การอนามัยโลก หรือ WHO หรือโคเด็กซ์ (Codex) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 โดยการปรับปรุงความปลอดภัยอาหารมีส่วนช่วยให้การค้า การจ้างงานดีขึ้น อีกทั้งช่วยบรรเทาความยากจนได้ จึงได้พิจารณารับรองและประกาศให้ วันที่ 7 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันความปลอดภัยอาหารโลก” หรือ World Food Safety Day

เลขาธิการ มกอช. กล่าวต่อไปว่า วิสัยทัศน์ของ มกอช. “เป็นองค์กรนำด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ที่ทั่วโลกยอมรับ” มกอช. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร จึงมีบทบาทหน้าที่ในการเสริมสร้างการกำหนดมาตรฐาน ระบบตรวจสอบและรับรองสินค้าเกษตรและอาหารที่เป็นไปตามความต้องการ สอดคล้องกับแนวทางสากล อีกทั้งยังเสริมสร้างการนำมาตรฐานไปสู่การปฏิบัติ ตลอดห่วงโซ่การผลิต และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านอาหารและความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร รวมถึงเสริมสร้างการกำหนดท่าทีและเจรจาด้านการมาตรฐาน มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชสำหรับสินค้าเกษตรและอาหาร การควบคุมกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ

มกอช. นับมีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหาร และได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์หลักของหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับประเด็นความปลอดภัยอาหารและการมาตรฐาน จึงได้ร่วมกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานรณรงค์ “สินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย เกษตรไทยยั่งยืน” เนื่องในวันความปลอดภัยอาหารโลก (World Food Safety Day) ขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของ สินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ที่ช่วยสร้างเกษตรไทยยั่งยืน เนื่องในวันความปลอดภัยอาหารโลก และกระตุ้นจิตสำนึกของทุกคนให้ตระหนักและใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของอาหารตลอดห่วงโซ่

“การกำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันความปลอดภัยอาหารโลก เพื่อให้ประเทศและองค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญและสนับสนุน ซึ่งจะเป็นสิ่งย้ำเตือนให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค ตระหนักถึงความปลอดภัยอาหารที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต ส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารแบบใส่ใจ ได้สินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัย จากความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ที่สุดท้ายแล้ว จะสนับสนุนให้การเกษตรของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ตามแนวคิดที่ว่า “ความปลอดภัยอาหาร เป็นเรื่องของทุกคน” หรือ Food safety, everyone’s business” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

‘หมูหัน’สะเทือน! ยึดซากหมูไร้ที่มา558ตัวส่งขายภัตตาคารดัง หวั่นเสี่ยงแพร่เชื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418684

'หมูหัน'สะเทือน! ยึดซากหมูไร้ที่มา558ตัวส่งขายภัตตาคารดัง หวั่นเสี่ยงแพร่เชื้อ

‘หมูหัน’สะเทือน! ยึดซากหมูไร้ที่มา558ตัวส่งขายภัตตาคารดัง หวั่นเสี่ยงแพร่เชื้อ

วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 18.53 น.

ผวาภัตตาคารขายหมูหัน ชื่อดังหลายแห่งในกรุงเทพฯ หวั่นเป็นหมูกี้ลักลอบจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเสี่ยงแพร่เชื้อแอฟริกาอหิวาต์ในสุกร หลังอธิบดีกรมปศุสัตว์ ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท บุกจับพ่อค้ารายใหญ่ลอบขายซากหมูเล็กแช่แข็ง 558 ตัว ส่งทำหมูหันขายในภัตตาคารชื่อดังหลายแห่งในกทม.

8 มิ.ย.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท กรมปศุสัตว์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระโขนง นำหมายศาลเข้าตรวจค้นและจับกุมพ่อค้ารายใหญ่ลักลอบนำซากหมูเล็กแช่แข็ง (หมูกี้) ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ จำนวน 558 ตัว น้ำหนักกว่า 1,400 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 3.4 แสนบาท เก็บรวบรวมไว้ในห้องเย็นชั้นล่างของตึกแถว 3 ชั้นสำหรับอยู่อาศัย แล้วนำส่งขายตามภัตตาคารที่จำหน่ายหมูหัน เป็นเมนูหลักชื่อดังหลายแห่งในกรุงเทพฯ หวั่นเป็นหมูกี้ลักลอบจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเสี่ยงแพร่เชื้อแอฟริกาอหิวาต์ในสุกร ซึ่งเป็นโรคระบาดร้ายแรง

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2562 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท กรมปศุสัตว์ นำโดยนายสัตวแพทย์จิรภัทร อินทร์สุข ตำแหน่งนายสัตวแพทย์ชำนาญการ ขอหมายศาลอาญาและร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล สน.พระโขนง นำโดยร้อยตำรวจเอกสมบูรณ์ อีสา รองสารวัตรสอบสวน เข้าตรวจค้นตึกแถว 3 ชั้น 3 คูหา เลขที่ 228 อ่อนนุช 35 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง ซึ่งจากการสืบทราบทางลับ พบว่ามีชั้นล่างของตึกแถวเป็นห้องเย็น เพื่อเก็บรวบรวมซากหมูเล็กแช่แข็งไม่ทราบแหล่งที่มา แล้วลักลอบขนย้ายใส่รถยนต์เพื่อส่งขายให้กับภัตตาคารที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีหมูหันเป็นเมนูหลักจำหน่ายให้กับลูกค้าที่มารับประทานอาหาร

ผลการตรวจค้นตึกแถวดังกล่าว มีเนื้อที่รวม 100 ตารางวา โดยชั้นบนเป็นที่พักอาศัย ส่วนชั้นล่างมีห้องเย็น 2 ห้อง ขนาด 6×3 เมตร และ 4×2 เมตร และในห้องเย็นทั้ง 2 ห้อง ตรวจพบซากหมูเล็กแช่แข็งอยู่ภายใน ซึ่งเจ้าของไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของซากหมูเหล่านี้ได้ จำนวน 558 ซาก เฉลี่ยน้ำหนักซากละ 2.5-3 กิโลกรัม รวมน้ำหนักทั้งหมดประมาณ 1,400 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 3.4 แสนบาท เจ้าของรับสารภาพว่าได้นำส่งซากหมูเหล่านี้ไปขายให้กับภัตตาคารรวม 4 แห่ง ซึ่งเป็นภัตตาคารชื่อดังในกรุงเทพฯ ที่มีหมูหันเป็นเมนูหลักจำหน่ายให้กับลูกค้าที่มารับประทานอาหาร เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไทในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงได้แจ้งข้อหาในการกระทำความผิดตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ปฏิบัติการครั้งนี้ ในเบื้องต้นตรวจพบซากหมูเล็กแช่แข็งจำนวนมากที่เจ้าของไม่สามารถนำหลักฐานแหล่งที่มาและไม่มีเอกสารหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบจากพนักงานตรวจโรคสัตว์มาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ จึงมีความผิดตามกฏหมาย และทำให้มีความเสี่ยง  ต่อเชื้อโรคระบาดปะปนมากับซากสัตว์ ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการอายัดซากหมูทั้งหมด เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาให้แน่ชัด เก็บตัวอย่างซากหมูส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจพิสูจน์เชื้อโรคปนเปื้อนและตรวจดีเอ็นเอ ” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ทั้งนี้ หากผลตรวจพิสูจน์ ดีเอ็นเอพบว่าเป็นดีเอ็นเอของหมูที่เลี้ยงในประเทศเพื่อนบ้าน จะถูกดำเนินคดีเพิ่มรวมถึงขยายผลเพื่อให้ถึงตัวผู้กระทำผิดและผู้ร่วมขบวนการลักลอบนำเข้าต่อไป ซึ่งการตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและเป็นหนึ่งในมาตรการที่เข้มงวด เพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่อาจแพร่ระบาดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทย อันจะทำให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทยอย่างรุนแรงได้

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โดยแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ในโทรศัพท์ทุกระบบ

ยิ้มได้! ‘โคบาลบูรพา’ประสบความสำเร็จ ‘อธิบดีปศุสัตว์’เน้นย้ำให้เกษตรกรมั่นใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418482

ยิ้มได้! 'โคบาลบูรพา'ประสบความสำเร็จ 'อธิบดีปศุสัตว์'เน้นย้ำให้เกษตรกรมั่นใจ

ยิ้มได้! ‘โคบาลบูรพา’ประสบความสำเร็จ ‘อธิบดีปศุสัตว์’เน้นย้ำให้เกษตรกรมั่นใจ

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 17.28 น.

เกษตรกรยิ้มได้! “โคบาลบูรพา”ประสบความสำเร็จ “อธิบดีกรมปศุสัตว์”เน้นย้ำให้เกษตรกรมั่นใจ วัวที่เข้าร่วมโครงการต้องมีสุขภาพดี-ตั้งท้องได้ทุกตัว

7 มิ.ย.62 เมื่อเวลา 14.30 น.ที่ผ่านมา นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการโคบาลบูรพา จ.สระแก้ว พร้อมพูดคุยพบปะกลุ่มเกษตรกรโคเนื้อที่ร่วมโครงการ พร้อมด้วย นายชัยยุทธ เหลืองบุศราคัม ปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว ปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้

โครงการโคบาลบูรพา จ.สระแก้ว เกิดขึ้นเนื่องจากปริมาณโคเนื้อที่ลดลงจากภัยแล้ง ทำให้การผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์จัดทำโครงการขึ้น โดยดำเนินการในพื้นที่เขต อ.อรัญประเทศ , อ.โคกสูง และ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมการเลี้ยงโคเนื้อที่สำคัญ เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 – 2565 (ระยะเวลา 6 ปี) จุดประสงค์ ดังนี้

1.เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง เสริมอาชีพให้เกษตรกรในพื้นที่ สปก.ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมหรือให้ผลผลิตต่ำสามารถสร้างรายได้มาเลี้ยงปศุสัตว์ได้อย่างมั่นคงและเป็นอาชีพที่ยั่งยืน

2.เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อครบวงจรในพื้นที่ภาคตะวันออก

3.เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์ที่เข้าร่วมโครงการโคบาลบูรพา

4.เพื่อส่งเสริมเกษตรกรแบบแปลงใหญ่ และจัดตั้งสหกรณ์เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการให้มีความมั่นคง ยั่งยืน

เป้าหมายการดำเนินโครงการ ดังนี้

1.เกษตรกรยืมพันธุ์สัตว์เพื่อการผลิตลูก 6,100 ราย โดยเกษตรกร  6,000 ราย ยืมแม่พันธุ์โคเนื้อ 30,000 ตัว (รายละ 5 ตัว) และเกษตรกร 100 ราย ยืมแพะเนื้อ 3,200 ตัว (รายละ 32 ตัว เพศผู้ 2 ตัว เพศเมีย 30 ตัว)

2.เกษตรกรคืนลูกโคเนื้อเพศเมียอายุไม่ต่ำกว่า 12 เดือน และแพะเนื้อเพศเมียอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือนตามจำนวนที่ยืม เพื่อกรมปศุสัตว์จะนำไปมอบให้เกษตรกรรายอื่นใช้ประโยชน์

ผลการดำเนินงานปัจจุบันได้มอบปัจจัยการผลิตเป็นแม่โคเนื้อให้เกษตรกรแล้วจำนวน 5,378 ราย แม่โคเนื้อ จำนวน 26,890 ตัว คิดเป็น 89.6% ลูกเกิด จำนวน 1,010 ตัว และคงเหลือการส่งมอบโคเนื้ออีก 10.4% ซึ่งจะเร่งทำการส่งมอบโคเนื้อที่มีสุขภาพดี ให้กับเกษตรกร ต่อไป

นอกจากนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้พบปะพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรโคเนื้อที่เข้าร่วมโครงการ กลุ่มเกษตรกรโคบาลหนองหญ้าปล้อง และกลุ่มเกษตรกรสามัคคีโคบาล เพื่อสอบถามปัญหา/อุปสรรค ความต้องการและความพึงพอใจการดำเนินโครงการทั้งนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์ให้ความมั่นใจกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวว่า วัวทุกตัวที่ได้จากโครงการจะต้องมีสุขภาพดี มีความสมบูรณ์พันธุ์สามารถตั้งท้องและสามรถผลิตลูกได้ทุกตัว ซึ่งทำให้เกษตรกรในพื้นที่พึงพอใจเป็นอย่างมาก ณ พื้นที่ อ.อรัญประเทศ และ อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

ก.เกษตรฯเชิดชูชาวนาไทย กระดูกสันหลังชาติสร้างรากฐานประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418255

x

ก.เกษตรฯเชิดชูชาวนาไทย n กระดูกสันหลังชาติสร้างรากฐานประเทศ

วันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังผู้นำชาวนา องค์กรชาวนาที่ได้รับรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่น ประจำปี 2562 เข้าพบเนื่องวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2562 ว่า  เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ สืบเนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จฯพร้อมพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ไปทอดพระเนตรกิจการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ในโอกาสนั้นทั้งสองพระองค์ทรงหว่านข้าว ณ แปลงนาภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงถือว่าวันดังกล่าว เป็นวันที่เป็นสิริมงคลแก่กิจการด้านข้าวของประเทศ

วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รำลึกถึงความสำคัญของข้าว รวมทั้งเพื่อเชิดชูเกียรติชาวนาที่เสียสละทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจปลูกข้าวให้คนไทยบริโภคอย่างอุดมสมบูรณ์ตลอดมา นอกจากนี้ ยังมุ่งสร้างความภาคภูมิใจให้ลูกหลานชาวนาไทย ซึ่งจะเป็นผู้สืบทอดอาชีพทำนาในอนาคต เพื่อให้วันสำคัญนี้มีความหมายสมเจตนารมณ์ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมการข้าวร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวมทั้งชาวนา จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2562 ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบ
แปลงใหญ่ ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน ที่กรมการข้าว เขตจตุจักร กทม. เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย และพระราชวงศ์ทุกพระองค์ที่ทรงให้ความสำคัญต่อกิจการด้านข้าวมาตลอด

“รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับชาวนามาตลอด ดูแลชีวิตความเป็นอยู่และมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยสนับสนุนให้ทำเกษตรสมัยใหม่ ใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพผลผลิต เช่น โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ หรือนาแปลงใหญ่ โครงการเกษตรอินทรีย์ แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ซึ่งโครงการเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและเป็นรากฐานให้ชาวนา นอกจากนั้น ช่วงที่ชาวนาเดือดร้อนจาก
ภัยพิบัติ รัฐบาลเร่งหามาตรการช่วยเหลือ เช่น ชดเชยความเสียหาย สนับสนุนปัจจัยการผลิต เพราะตระหนักอยู่เสมอว่า ชาวนาคือคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ถ้าชาวนาไม่มีความสุข ประเทศโดยภาพรวมคงมีความสุขไปไม่ได้

ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป เกษตรกรต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจให้ชัดเจนกับสิ่งใหม่ ในภาคการเกษตรวันนี้ แรงงานลดลงและยังเป็นแรงงานอายุมาก แต่มีเทคโนโลยีหลากหลายให้เลือกใช้แทนแรงงานคน ก็ต้องพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสม ส่วนภาคการตลาดนั้น การค้าขายมีช่องทางให้ติดต่อค้าขายกับผู้ซื้อได้โดยตรง ถ้าเกษตรกรเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์มาก แต่ในการผลิตนั้นสิ่งที่อยากให้ยึดถือเป็นหลักไว้ในใจคือ การผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ถึงวันนี้ ชาวนาช่วยให้ประเทศมีความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ประชาชนมีความสุข เพราะมีอาหารบริโภคอย่างอุดมสมบูรณ์ วันนี้ข้าวไทย มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ทั้งหมดล้วนเกิดจากผลงานที่ยอดเยี่ยมของชาวนา ในนามของรัฐบาลขอขอบคุณที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจจนสำเร็จผลที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ” นายกฤษฎา กล่าว