ย้ำสหกรณ์ออมทรัพย์บริหารโปร่งใส ยึดกำไรมั่นคงลดเสี่ยง-ไม่ขัดกม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419253

x

ย้ำสหกรณ์ออมทรัพย์บริหารโปร่งใส ยึดกำไรมั่นคงลดเสี่ยง-ไม่ขัดกม.

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดประชุมใหญ่ ประจำปี 2562 ของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด(ชสอ.)ว่า ผลดำเนินการของชสอ.ปีนี้มีกำไรสุทธิ 1,712 ล้านบาท ถือว่ามีผลประกอบการที่ดี แต่อีกมุมมองหนึ่งที่อยากฝากไว้คือ กระบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นสถาบันที่สำคัญอย่างยิ่ง มีผลต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีทุนดำเนินงานจัดอยู่ในอันดับ 3 ของประเทศ ฉะนั้น การดำเนินงานของ ชสอ. หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆต้องมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานการทำบัญชี ตลอดจนมาตรฐานการทำธุรกิจที่ควรจะเป็น ซึ่งจะทำให้การดำเนินการมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน รวมทั้งเป็นที่พึ่งสมาชิกที่มีมากถึง 12 ล้านคน หรือ 1 ใน 5 ของประชากรไทย

ส่วนการบริหารจัดการเงินล้นระบบของขบวนการสหกรณ์นั้น ต้องรู้จักคำว่าดุลยภาพ หรือการนำเงินไปแสวงหาผลตอบแทน เช่น ลงทุนหรือปล่อยกู้ ที่นำมาซึ่งผลตอบแทนกลับคืนสู่สมาชิก คณะกรรมการดำเนินการต้องพิจารณาให้รอบคอบ ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่สหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์จะรับได้และธุรกิจที่จะไปลงทุนต้องไม่หมิ่นเหม่หรือขัดกฎหมาย และเป็นไปตามความต้องการของสมาชิก บางครั้งผลตอบแทนที่ได้รับอาจไม่สูงเกินไป แต่มั่นคงลดความเสี่ยง จึงอยากให้ผู้บริหารสหกรณ์ทุกแห่งคำนึงถึงประเด็นนี้ อย่าไปคิดถึงกำไรสูงสุด แต่ให้คิดถึงกำไรที่มีความมั่นคง ไม่มีความเสี่ยง สมาชิกทั้งหลายมีความสุขร่วมกัน

“สหกรณ์ ถือมีความสำคัญของประเทศ เพราะเป็นการประกอบการของคนไทย เกือบ 100% ฉะนั้น ธุรกิจต่างๆที่ดำเนินการโดยสหกรณ์ เมื่อทำและเกิดผลประโยชน์ขึ้นมาหมุนเวียนอยู่ในประเทศ จึงอยากให้สมาชิกสหกรณ์ทุกคนทั่วประเทศ คำนึงถึงประเด็นความมั่นคงของชาติ ประกอบกับการดำเนินกิจการ อย่าไปมองความต้องการในผลตอบแทนอย่างเดียว แต่ถ้าคิดถึงความมั่นคงสมาชิกเป็นหลัก จะทำให้ฐานะทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ทุกแห่งมั่นคงถาวรต่อไปได้ นอกจากนั้น สมาชิกสหกรณ์ต้องเข้าใจสภาวะเป็นอยู่ปัจจุบัน ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือการลงทุน ถ้าไม่มีความรู้ควรปรึกษาผู้มีความรู้ หรือผู้เชี่ยวชาญ ประกอบการตัดสินใจลงทุน ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

ด้าน รองศาสตราจารย์พิเศษ พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการ ชสอ. กล่าวว่า การบริหารงานในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา ชสอ. มีสหกรณ์สมาชิก 1,093 สหกรณ์ มีสินทรัพย์รวม 133,289 ล้านบาท เพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อนถึง 11,257 ล้านบาท บริหารสินทรัพย์ให้เกิดกำไรสุทธิ 1,713 ล้านบาท จ่ายเงินปันผลได้ในอัตรา 5.30% และเงินเฉลี่ยคืนในอัตรา 4.00% ซึ่ง ชสอ. ได้จัดทำระบบธรรมาภิบาลในการบริหารงานตามแนวทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งผลการประเมินอยู่ในระดับดีเลิศ ส่งผลให้ ชสอ. รักษาระดับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือองค์กร จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ A- แนวโน้มอันดับเครดิต : คงที่ (Stable) ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งทางการเงินและการบริหารของ ชสอ. ได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ชสอ. มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรของสหกรณ์ออมทรัพย์ ให้มีความรู้ความสามารถ ส่งเสริมให้ ระบบธรรมาภิบาล ทั้งในส่วนของคณะกรรมการดำเนินการ ผู้ตรวจสอบกิจการ และฝ่ายจัดการ พัฒนาตามเกณฑ์คุณภาพบริหารจัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ พัฒนา ชสอ. ให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นต้นแบบองค์กร “สีขาว สะอาด โปร่งใส” ของขบวนการสหกรณ์ ที่มีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์ ให้มีความ “มั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน”

เล็งใช้สถานีวัดสภาพอากาศ วางแผนการผลิตส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419260

เล็งใช้สถานีวัดสภาพอากาศ วางแผนการผลิตส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

เล็งใช้สถานีวัดสภาพอากาศ วางแผนการผลิตส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร วางเป้าใช้สถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติด้านการเกษตรในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ สวทช.บูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตรจาก สถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ พร้อมรับมอบสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ จำนวน 102 สถานี โดยปัจจุบันมีการติดตั้งที่ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ รวมทั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) บางแห่ง วางเป้าใช้เก็บข้อมูลเพื่อช่วยวิเคราะห์พื้นที่การเกษตร เล็งเริ่มใช้ข้อมูลที่แปลงใหญ่ทั่วประเทศ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร (สถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ) ว่า สืบเนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรและสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้มีความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนาวิชาการบูรณาการความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลและการถ่ายทอดเทคโนโลยี สถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ สำหรับใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรด้านการปลูกพืช การดูแลรักษา เช่น การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช เป็นต้น เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนในกระบวนการผลิตที่มุ่งเน้นการปรับรูปแบบการเกษตรในปัจจุบันไปสู่เกษตร 4.0

ทั้งนี้ การส่งมอบสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนางานด้านวิชาการบูรณาการความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลและการถ่ายทอดเทคโนโลยีในครั้งนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 102 สถานี ซึ่งกรม ได้เตรียมพร้อมที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวที่ติดตั้งยังศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ไปใช้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แปลงใหญ่ เพื่อให้เกษตรกรที่ทำเกษตรแปลงใหญ่ได้นำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์การผลิตพืช ลดความเสี่ยงในภาคการผลิต เนื่องจากสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติเป็นอุปกรณ์สำหรับการสังเกตและศึกษาสภาพบรรยากาศเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับพยากรณ์อากาศ โดยข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิ ความชื้น ความเร็วลม ทิศทางลม ปริมาณน้ำฝน และความเข้มแสง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสามารถรายงานผลได้เป็นปัจจุบันและยังเป็นอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถติดตั้งในพื้นที่ที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าได้

อย่างไรก็ตาม การร่วมบูรณาการระหว่างหน่วยงานของภาครัฐในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งมิติที่จะช่วยพัฒนาระบบการทำการเกษตรของประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป

กรมข้าวสร้างSmart Farmer ติดดาบยกระดับชาวนาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419255

x

กรมข้าวสร้างSmart Farmer ติดดาบยกระดับชาวนาไทย

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางจุรี ภัทรกุลนิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า ตามที่กรมการข้าวมอบหมายให้สำนักส่งเสริมการผลิตข้าวดำเนินโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) เพื่อยกระดับเกษตรกรไทย ให้มีศักยภาพและขีดความสามารถผลิตข้าว มีต้นทุนต่ำ ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และคุณภาพได้มาตรฐาน โดยสำรวจคัดกรองชาวนาในแต่ละจังหวัดที่มีความพร้อม และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน เทคโนโลยีการผลิต การบริหารจัดการ การแปรรูป การเข้าถึงการตลาด รวมถึงการจำหน่าย ทั้งรูปแบบการฝึกอบรมเพิ่มเติมองค์ความรู้ การศึกษาดูงานในพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จจากการลงมือทำจริง การเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ๆ ทั้งด้านสื่อสิ่งพิมพ์ วารสาร วีดิทัศน์ และการเชิดชูชาวนาที่มีความสามารถโดดเด่นด้านการผลิตข้าวเป็นแบบอย่างให้ชาวนาในพื้นที่

Smart Farmer ด้านข้าว จึงต้องเป็นผู้ที่รอบรู้เรื่องการทำนาเป็นอย่างดี มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจจากองค์ความรู้ด้านข้าวที่ได้รับจากกรมการข้าว และประสบการณ์ของชาวนาเอง ตระหนักถึงคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ตลอดจนมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาวนา พึ่งพาตนเองได้แบบยั่งยืน โดยในปี 2562 มีเป้าหมายพัฒนา Smart Farmer 11,250 ราย จัดอบรมให้ความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร การดูแลจัดการดินและปุ๋ย การบริหารจัดการศัตรูข้าว รวมถึงการให้ความรู้ด้านการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพ GAP ซึ่งชาวนาที่ผ่านการอบรมดังกล่าวจะเป็นผู้นำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดให้สมาชิกในกลุ่มนาแปลงใหญ่เป็นวิธีการส่งเสริมและสื่อสารแบบชาวนาสอนชาวนา ก่อให้เกิดการวางแผนและแก้ปัญหาร่วมกันของชุมชนส่งผลให้มีประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมการข้าวได้สร้าง Smart Farmer ต้นแบบด้านข้าวที่ประสบความสำเร็จ สามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชาวนาเครือข่ายในพื้นที่ ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ทำให้ชาวนามีความรู้ความเข้าใจ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสอดคล้องกับบริบทของชุมชนมากขึ้น เช่น จ.สงขลา ได้แก่ นายบุญชอบ ทองดี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลควนรู อ.รัตภูมิ และนายปัญญา แก้วทอง ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลเชิงแส อ.กระแสสินธุ์ ได้รับคัดเลือกให้เป็น Smart Farmer ต้นแบบ ช่วยขับเคลื่อนภารกิจของกรม ส่งผลให้สมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนเข้มแข็งผลิตข้าวที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด สร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคง

มาตรการรัฐได้ผลดันราคายางพุ่งต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419256

x

มาตรการรัฐได้ผลดันราคายางพุ่งต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยภาพรวมสถานการณ์ยางพาราในปี 2562 (เดือนมกราคม – ปัจจุบัน) ราคาน้ำยางสดปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลจากมาตรการด้านยางพาราของรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ เช่น โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ที่นำน้ำยางสดไปทำถนนพาราซอยซีเมนต์ในหมู่บ้านทั่วประเทศ ระยะทาง 300,000 กิโลเมตร เป้าหมายใช้น้ำยางสดประมาณ 1 ล้านตัน เพื่อดูดซับปริมาณน้ำยางในประเทศออกจากตลาดนำไปสร้างสาธารณูปโภคให้มากขึ้น นับเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี ปัจจุบันราคาน้ำยางสดอยู่ในระดับ 50.00 บาท/กก. เมื่อเปรียบเทียบกับอินโดนีเซียพบว่าราคาน้ำยางสดของไทยสูงกว่า รวมทั้งการส่งเสริมการลงทุนในเขตระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) ที่ทำให้นักลงทุนอุตสาหกรรมยางโดยเฉพาะยางล้อเข้ามาตั้งโรงงานผลิตยางล้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าราคายางของไทยเคลื่อนไหวตามความต้องการใช้จริง

ด้านราคายางแห้ง (ยางแผ่นรมควันและยางก้อนถ้วย)เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจาก กยท. เข้าไปประมูลยางแผ่นรมควันที่ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สุราษฎร์ธานี ต่อเนื่องตั้งเดือนตุลาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน โดยซื้อในราคาที่เหมาะสมและชี้นำตลาด เพื่อนำไปขายให้โรงงานที่ยังต้องการซื้อเพราะปริมาณยางในตลาดลดลง เนื่องจากผลผลิตยางถูกนำไปใช้แปรรูปในประเทศมากขึ้น ทำให้ราคายางแผ่นรมควันตลาดกลางปรับตัวสูงขึ้นจาก 40.00 บาท/กก. มาอยู่ที่ 55.00 บาท/กก. ส่วนราคาส่งออก FOB ท่าเรือกรุงเทพฯ ทะลุ 60.00 บาท/กก. ไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา

สำหรับความคืบหน้าโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่รัฐบาลให้ กยท.เร่งช่วยเหลือเกษตรกรช่วงราคายางตกต่ำ ภายใต้งบประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท โดยจ่ายเงินไร่ละ 1,800 บาท ให้เจ้าของสวนยาง 1,100 บาท/ไร่ คนกรีดยาง 700 บาท/ไร่ สิทธิ์ไม่เกิน 15 ไร่/ราย ปัจจุบันจ่ายเงินเกิน 90% ของเป้าหมายแล้ว และคาดว่าจะจ่ายเงินได้ 100% ภายในเดือนมิถุนายน ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนด อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาราคายางระยะยาว กยท.ส่งเสริมให้ชาวสวนยางปลูกยางในพื้นที่เหมาะสมเพื่อลดพื้นที่ปลูกยางที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากต้นทุนการปลูกสูงผลผลิตต่ำ อีกทั้งปัจจุบันสินค้าเกษตรทุกชนิดจะแข่งขันกันที่คุณภาพ กยท.จึงต้องหายางพันธุ์ดี เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตพร้อมหาวิธีการลดต้นทุน ผลักดันให้เกษตรกรเพิ่มมูลค่ายางด้วยการแปรรูปและพัฒนานวัตกรรมยาง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ

“กยท. ส่งเสริมให้เกษตรกรนำยางดิบมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า และส่งเสริมด้านการศึกษาวิจัยนวัตกรรมเทคโนโลยียาง เพื่อประโยชน์ในด้านการลงทุนอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางที่ดีมีคุณภาพ ส่งขายทั่วโลก อันนี้คือแผนงานระยะยาวที่ กยท. ต้องสนับสนุนสถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน นักวิจัยยาง และนักลงทุนที่ต้องมาบูรณาการดำเนินงานร่วมกัน” รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าว

‘หนอนกระทู้’ระบาดกัดกินต้นข้าว เกษตร’บุรีรัมย์’เร่งป้องกัน-กำจัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419323

'หนอนกระทู้'ระบาดกัดกินต้นข้าว  เกษตร'บุรีรัมย์'เร่งป้องกัน-กำจัด

‘หนอนกระทู้’ระบาดกัดกินต้นข้าว เกษตร’บุรีรัมย์’เร่งป้องกัน-กำจัด

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 19.25 น.

11 มิ.ย.62 นายนวนิตย์ พลเคน เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นายไพศาล แก้วบุตรดี หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ นางไพรวัลย์ ค้าคล่อง เกษตรอำเภอบ้านด่าน ได้นำเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่สำรวจแปลงนาของเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนอนกระทู้กล้าระบาดกัดกินต้นข้าว ที่ตำบลปราสาท อำเภอบ้านด่าน พร้อมแนะนำวิธีป้องกันกำจัด หลังพบว่าในขณะนี้มีหนอนกระทู้กล้าระบาดกัดกินต้นข้าวของเกษตรกร ในพื้นที่ปลูกข้าวเขตอำเภอเมือง, บ้านด่าน, แคนดง, บ้านใหม่ไชยพจน์ และ อ.พุทไธสง

โดยการทำลายต้นข้าว หนอนระยะแรกจะกัดกินผิวใบข้าวเมื่อโตขึ้นจะกัดกินทั้งใบ และเหลือไว้แต่ก้านใบข้าว ตัวหนอนจะกัดกินต้นกล้าระดับพื้นดินนาข้าวจะถูกทำลายแหว่งเป็นหย่อมๆ หนอนมีการเคลื่อนย้ายเป็นกลุ่มคล้ายกองทัพ จากการขยายพันธุ์หลายๆ รุ่นบนวัชพืชพวกหญ้า และเคลื่อนเข้าสู่แปลงกล้าและนาข้าวจากแปลงหนึ่งไปยังอีกแปลงหนึ่ง มักระบาดในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะหลังจากผ่านช่วงแล้งที่ยาวนานแล้วตามด้วยฝนตกหนัก การระบาดจะรุนแรงบางปีบางพื้นที่

นายนวนิตย์ พลเคน เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ได้ลงสำรวจนาข้าวของเกษตรกรที่เริ่มมีหนอนกระทู้กล้าระบาดกัดกินต้นข้าว พร้อมแนะวิธีป้องกันกำจัด เกษตรกรควรสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง กำจัดวัชพืชตามคันนาหรือบริเวณใกล้เคียงเพื่อทำลายแหล่งอาศัย เมื่อเกิดหนอนระบาดในแปลงกล้า ให้ระบายน้ำเข้าแปลงกล้าจนท่วมยอดข้าว แล้วเก็บหนอนมาทำลายทิ้งก่อนจะปล่อยน้ำออกจากแปลงกล้า

ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารใบจับ 10-20 ซีซี (1-2 ช้อนแกง) พ่นให้ถูกตัวหนอนในช่วงเย็น เมื่อสำรวจพบใบข้าวถูกทำลายมากกว่า 15 % ให้ใช้สารเคมี มาลาไทออน (มาลาไธออน83% อีซี) อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร, เฟนิโตรไทออน (ซูมิไทออน 50% อีซี) อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร และ คาร์โบซัลแฟน (พอสซ์ 20% อีซี) อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร มาระดมฉีดพ่น เพื่อป้องกันหยุดยั้งการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรพบการเข้าทำลายของหนอนกระทู้กล้า ให้รีบแจ้ง หรือขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อหาแนวทางควบคุม และป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

กรมชลฯเผย13-14มิ.ย.ฝนลดลง อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย-วอนช่วยประหยัดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419215

กรมชลฯเผย13-14มิ.ย.ฝนลดลง อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย-วอนช่วยประหยัดน้ำ

กรมชลฯเผย13-14มิ.ย.ฝนลดลง อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย-วอนช่วยประหยัดน้ำ

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 14.49 น.

“กรมชลฯระบุช่วงวันที่13-14มิ.ย.ฝนลดลง ส่วนสถานการณ์น้ำทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย วอนประชาชน เกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ ประหยัดน้ำไว้ใช้หากเกิดฝนทิ้งช่วง สูบน้ำใช้แบ่งตามรอบเวร”

11 มิ.ย. 62 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ กล่าวว่าสภาพฝนในช่วงวันที่ 9 – 12 มิ.ย. 62 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยจะมีกำลังปานกลาง ส่วนในช่วงวันที่ 13 – 14 มิ.ย. 62 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยจะมีกำลังอ่อนลง ทำให้บริเวณประเทศไทยมีปริมาณฝนลดลง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อน

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 39,016 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 51 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 15,089 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 29 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำรวมกัน 9,942 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 40 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 3,246 ล้าน ลบ.ม.

ด้านสภาพน้ำท่าในสายหลักต่างๆ ทางตอนบนของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ปกติค่อนข้างน้อย เฉพาะในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่น้ำปิง ที่สถานี P.17 อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ วัดได้ 248 ลบ.ม./วินาที (เมื่อวาน 262 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 4.25 เมตร แม่น้ำน่าน ที่สถานี N.67 อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ วัดได้ 224 ลบ.ม./วินาที (เมื่อวาน 203 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 8.08 เมตร แม่น้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ วัดได้ 451 ลบ.ม./วินาที (เมื่อวาน 442 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 7.64 เมตร ไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา (C.13) ในอัตรา 80 ลบ.ม./วินาที (เท่ากับเมื่อวาน) ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านสถานีวัดน้ำ อ.บางไทร (C.29A) มีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 81 ลบ.ม./วินาที (เมื่อวาน 82 ลบ.ม./วินาที) รวมรับน้ำเข้าฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ในปริมาณ 383 ลบ.ม./วินาที แม่น้ำป่าสัก ระบายน้ำท้ายเขื่อนพระรามหก 9.83 ลบ.ม./วินาที (เมื่อวาน 9.70 ลบ.ม./วินาที)

ด้านค่าความเค็มในแม่น้ำทั้ง 4 สาย (แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำปราจีน-บางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง) อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยที่แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานีประปาสำแล วัดได้ 0.17 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวัง 0.25 กรัมต่อลิตร มาตรฐานเพื่อการผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร) แม่น้ำท่าจีน ที่สถานีปากคลองจินดา วัดได้ 0.25 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร) แม่น้ำปราจีน-บางปะกง ที่สถานีปราจีนบุรี วัดได้ 0.17 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร) และแม่น้ำแม่กลอง ที่สถานีปากคลองดำเนินสะดวก วัดได้ 0.16 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร)

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำโดยรวมอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย แต่ยังสามารถบริหารจัดการและส่งน้ำ เพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศได้ตามปกติ ด้านการปลูกพืชฤดูฝนซึ่งจะให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องขอความร่วมมือจากประชาชน เกษตรกร และกลุ่มผู้ใช้น้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด คุ้มค่า ดำเนินการสูบน้ำตามรอบเวรที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ เพื่อจะได้มีน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตอย่างไม่ขาดแคลน หากเกิดกรณีฝนน้อยหรือฝนทิ้งช่วง

รักษ์เกษตร : คุณประโยชน์จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418998

x

รักษ์เกษตร : คุณประโยชน์จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

สมควร กิจเสรีนนท์

อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

คำตอบ

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เป็นจลินทรีย์ที่พบกระจายทั่วไปในธรรมชาติ ตามแหล่งน้ำจืด น้ำเค็ม สระน้ำบ่อน้ำ ทะเลสาบ ทั้งน้ำเค็มและน้ำจืด และยังพบตามแหล่งน้ำเสีย และบ่อบำบัดน้ำเสีย จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงนี้ สามารถใช้บำบัดน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน การเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร ฯลฯ

การนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาใช้ในนาข้าวสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะการใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว ซึ่งพบว่าสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้มากถึงไร่ละ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาใส่ลงในดิน จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงจะเปลี่ยนไฮโดรเจนซัลไฟด์ให้อยู่ในรูปสารประกอบซัลเฟอร์ในรูปซัลเฟตที่ไม่เป็นพิษต่อราก จึงมีผลให้รากของต้นข้าวเจริญงอกงามมากขึ้นและลักษณะของต้นข้าวมีความแข็งแรงมากขึ้น

การใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงในอาหารเสริมของสัตว์จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงจะมีส่วนประกอบเป็นโปรตีนสูงถึงร้อยละ 60-65

ประโยชน์ของการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง โดยรวมมีดังนี้

1. ช่วยย่อยสลายของเสียในแปลงนา โดยเฉพาะกลุ่มก๊าซไข่เน่า หรือไฮโดรเจนซัลไฟด์ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จะเข้าไปทำลายกำจัดก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเป็นก๊าซหลักของก๊าซไข่เน่าโดยนำของเสียนั้นมาเป็นพลังงานใช้ในการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ ในระหว่างกระบวนการเหล่านี้ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จะเข้าไปขับของเสียออกมาให้อยู่ในรูปกลุ่มโกสฮอร์โมน ที่มีประโยชน์ต่อพืช

2. ช่วยลดสภาวะโลกร้อน จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จะเข้าไปทำลายและย่อยสลายกลุ่มก๊าซมีเทนที่มีอยู่ในแปลงไร่นาทำให้โครงสร้างของก๊าซมีเทนเสียไป ให้เหลือแต่ธาตุคาร์บอนซึ่งสามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ

3. ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคพืชได้ดีและมีระบบรากฝอยที่ดี การใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ทำให้เปลือกหรือลำต้นแข็งแรง ทนต่อการกัดกินของแมลงและช่วยกระตุ้นเซลล์เจริญบริเวณปลายรากพืชให้ขยายตัวและแตกแขนงได้ดีทำให้เกิดรากฝอยที่หากินเก่งจำนวนมากจึงทำให้พืชมีการสะสมอาหารได้ดี ส่งผลให้เพิ่มผลผลิตมากขึ้น

4. สามารถใช้แทนปุ๋ยยูเรียโดยใช้หลักการย่อยสลายกลุ่มก๊าซของเสียให้เป็นธาตุอาหารหลักของพืชได้และเมื่อใช้เป็นประจำและต่อเนื่อง สามารถลดการใช้อาหารเสริม หรือปุ๋ยสูตรต่างๆ ลงได้ ทำให้ต้นทุนในการผลิตลดลง และมีกำไรเพิ่มมากขึ้นทั้งยังสามารถใช้ร่วมกับน้ำหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยสูตรต่างๆ จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และคุณภาพผลผลิตดีขึ้นด้วย

คุณประโยชน์มหาศาลนี้ เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภคทั้งหลาย สามารถร่วมมือกันนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงไปให้กันอย่างทั่วถึง จะได้ช่วยกันบำบัดน้ำเสียที่อยู่ทั่วไปในท่อรางน้ำ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือน้ำเสียที่เหลือจากอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ นะครับ

นาย รัตวิ

กษ.โชว์ผลงานปลดหนี้ช่วยเกษตรกรกว่า3.6หมื่นราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418995

x

กษ.โชว์ผลงานปลดหนี้ช่วยเกษตรกรกว่า3.6หมื่นราย

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความสำเร็จของการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.)ว่า ตั้งแต่ปี 2542 มีสมาชิก กฟก.ขึ้นทะเบียนหนี้ไว้ 468,558 ราย วงเงินเป็นหนี้ 58,823 ล้านบาท แต่ตลอดระยะนับ 19 ปี กองทุนฯ จัดการหนี้ได้เพียง 29,000 กว่าราย มูลหนี้ประมาณ 6,000 ล้านบาท ต่อมารัฐบาลมอบหมายให้ กระทรวงเกษตรฯโดยคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ เข้าไปทำหน้าที่เจรจาไกล่เกลี่ย ระหว่างเกษตรกรลูกหนี้กับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ จนปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกรที่มี คุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ โดยซื้อหนี้มาเป็นของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 1,518 ราย วงเงินเป็นหนี้รวม 642 ล้านบาท จากนั้นเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้ร้องขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจรจากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯเจรจาสำเร็จ และนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 ให้กับลูกหนี้ที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 จำนวน 36,605 ราย คิดเป็นยอดหนี้เงินต้น 6,382 ล้านบาท และดอกเบี้ย 3,829 ล้านบาท โดยเงินต้นครึ่งหนึ่งให้เกษตรกรผ่อนจ่ายตามกรอบเวลาไม่เกิน 15 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยที่อัตรา MRR-3 และเมื่อเกษตรกรผ่อนจนหมดแล้ว ธ.ก.ส.จะพิจารณายกดอกเบี้ยที่พักไว้ให้  ส่วนเงินต้นที่เหลืออยู่อีกครึ่งก็ให้เกษตรกรมา ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่

“เมื่อพิจารณาผลงานแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งเป็นหนี้สิน ตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนฯ ตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2543 มานั้น จึงถือได้ว่าเป็นรัฐบาลแรกที่ได้เข้ามาแก้ปัญหาหนี้สิน เกษตรกรสมาชิกกองทุนฯ ได้อย่างเป็นระบบ โดยไม่เสียวินัยการเงินการคลังของประเทศ นอกจากนั้่น ยังปรับแก้สาระสำคัญของร่างกฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ คือ กำหนดให้การชำระหนี้แทนเกษตรกรทั้งทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันและบุคคลค้ำประกัน ได้กำหนดวิธีการชำระหนี้แทนเกษตรกรกรณีบุคคลค้ำประกันให้ชัดเจน โดยให้กองทุนชำระหนี้แทนได้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด เพื่อให้สามารถขยายขอบเขตการชำระหนี้ให้ครอบคลุมเกษตรกรที่มีปัญหามากยิ่งขึ้นอีกด้วย” นายกฤษฎา กล่าว

กยท.ขยายผลจัดอบรมชาวสวนยาง สนองนโยบายคุมใช้3สารอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418993

x

กยท.ขยายผลจัดอบรมชาวสวนยาง สนองนโยบายคุมใช้3สารอันตราย

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กยท. สนองนโยบาย กษ. ป้องชาวสวนยาง จำกัดใช้ 3 สารวัตถุอันตราย พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส อย่างถูกวิธี เร่งต่อยอดอบรมเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนชาวสวนยางกับ กยท. – มีสวนยางอายุไม่เกิน 5 ปี เกือบแสนคน พุ่งเป้าลดใช้ 3 สารในไทยให้น้อยลง เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายควบคุมการใช้ 3 สารวัตถุอันตรายที่ใช้ในการเกษตรกรรม ประกอบด้วย พาราควอต ไกลโฟเซตและคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเกษตรกรนิยมใช้ แต่มีผลกระทบเรื่องการตกค้างของสารเคมีที่ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น กยท.จึงบูรณาการร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ส่งเจ้าหน้าที่ กยท. 175 คน เข้าอบรมหลักสูตร “ฝึกอบรมวิทยากร (ครู ข) เรื่อง การใช้วัตถุอันตรายพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส” เพื่อจะได้เป็นวิทยากรที่มีความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ นำไปขยายผลอบรมเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มเป้าหมายอีกเกือบ 1 แสนคน ในการใช้วัตถุอันตรายดังกล่าว อย่างถูกต้องและปลอดภัย รวมถึงช่วยลดการใช้ทั้ง 3 สารในประเทศไทยให้น้อยลง เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. ได้รับเป้าหมายอบรมชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางกับ กยท. และมีสวนยางพาราอายุไม่เกิน 5 ปี จำนวน 90,000 คน ให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2562 ซึ่งเกษตรกรชาวสวนยางยังมีความจำเป็นต้องใช้วัตถุอันตรายทั้งพาราควอตไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส สำหรับอาชีพการทำสวนยางและการเกษตรอื่น และต่อไปการซื้อสารเคมีทั้ง 3 ชนิด เกษตรกรชาวสวนยางจะต้องแสดงหลักฐานการผ่านการฝึกอบรมและหรือผ่านการทดสอบการใช้วัตถุอันตรายจาก กยท. รวมถึงซื้อจากร้านค้าที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายเท่านั้น ทั้งนี้จะสนองตอบต่อมาตรการจำกัดการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด เพื่อประโยชน์ในการควบคุม ป้องกัน บรรเทา และระวังอันตรายที่จะเกิดกับเกษตรกรชาวสวนยาง สัตว์ที่เลี้ยง พืชอื่น รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

ระวังหนอนใยผักบุกแปลงกวางตุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418994

x

ระวังหนอนใยผักบุกแปลงกวางตุ้ง

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศร้อนชื้นมีแสงแดดจัดบางช่วงของวัน ฝนตกหนักและมีลมแรงบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกกวางตุ้ง
เฝ้าระวังการระบาดของหนอนใยผัก เริ่มแรกพบตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่บนใบและใต้ใบพืชเป็นฟองเดี่ยวหรือกลุ่มเล็ก ส่วนใหญ่จะพบไข่ที่ใต้ใบพืช หนอนมีตัวเรียวยาว หัวแหลมท้ายแหลม ส่วนท้ายมีปุ่มยื่นออกเป็นสองแฉก เมื่อถูกตัวหนอนจะดิ้นอย่างแรง และสร้างใยพาตัวเองขึ้นลงระหว่างพื้นดินกับใบพืชได้ หนอนจะเข้าทำลายกัดกินผิวใบ ทำให้ใบผักเป็นรูพรุนคล้ายร่างแห จากนั้นหนอนจะชักใยบางๆ คลุมตัวไว้ติดอยู่กับใบพืชเพื่อเข้าดักแด้

ให้เกษตรกรใช้วิธีป้องกันกำจัดหนอนใยผักแบบผสมผสานคือ ใช้วิธีกล ใช้ศัตรูธรรมชาติ ใช้วิธีเขตกรรม และใช้สารเคมี สำหรับวิธีกล แบบใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลือง เป็นกับดักทรงกระบอก หรือกระป๋องน้ำมันเครื่องสีเหลืองทาด้วยกาวเหนียว ให้ติดตั้งกับดัก อัตรา 80 กับดักต่อไร่ โดยเฉลี่ยจับผีเสื้อหนอนใยผักได้ 16 ตัวต่อวันต่อกับดัก และเปลี่ยนกับดักทุก 7-10 วันครั้ง จะลดใช้สารฆ่าแมลงได้มากกว่า 50% แบบใช้กับดักแสงไฟ เป็นหลอดเรืองแสงสีน้ำเงิน 20 วัตต์ ที่เหมาะสมในการใช้จับผีเสื้อหนอนใยผักมากที่สุดราคาถูกกว่าหลอด blacklight-blue 20 วัตต์ ในการติดตั้งกับดักแสงไฟควรติดตั้งรอบนอกแปลงผัก และควรติดตั้งพร้อมกันในพื้นที่ แบบใช้โรงเรือนตาข่ายไนล่อน หรือการปลูกผักกางมุ้ง ให้ปลูกผักในโรงเรือนที่คลุมด้วยตาข่ายไนล่อนขนาด 16 mesh (256 ช่องต่อตารางนิ้ว) จะป้องกันหนอนใยผักและหนอนผีเสื้อชนิดอื่นได้มีประสิทธิภาพ โดยโรงเรือนตาข่ายไนล่อนต้องปิดมิดชิดตลอดเวลา เพื่อป้องกันผีเสื้อเพศเมียเล็ดลอดเข้าไปวางไข่ได้

การใช้ศัตรูธรรมชาติ ให้เกษตรกรใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัสทูริงเยนซิส อัตรา 100-200 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ไม่ควรใช้ในแหล่งปลูกผักภาคกลางช่วงที่ระบาดมากพิจารณาการใช้อัตราสูงและช่วงเวลาพ่นถี่ขึ้น หรือพ่นสลับกับสารเคมี การใช้วิธีเขตกรรม ให้ไถพรวนดินตากแดด หรือทำลายซากพืชอาหาร หรือปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อลดการขยายพันธุ์และลดการระบาดอย่างต่อเนื่อง การใช้สารเคมี ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 40-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 40-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอินดอกซาคาร์บ 15% อีซี อัตรา 40-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 60-80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโทลเฟนไพแร็ด 16% อีซี อัตรา 40-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ควรพ่นสารสลับชนิดกัน และไม่พ่นสารชนิดเดียวเกิน 2-3 ครั้งต่อฤดู หากระบาดลดลงให้ใช้สารเคมีสลับใช้ศัตรูธรรมชาติ เนื่องจากหนอนใยผักสร้างความต้านทานต่อสารเคมีได้รวดเร็วและหลายชนิด ให้เกษตรกรเลือกใช้สารเคมีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดหนอนใยผักตามความเหมาะสม