สภาเกษตรฯนำร่อง4จังหวัด ปลูกกัญชาอินทรีย์ส่งแพทย์แผนไทยผลิตยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419695

x

สภาเกษตรฯนำร่อง4จังหวัด ปลูกกัญชาอินทรีย์ส่งแพทย์แผนไทยผลิตยา

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) รวมทั้งตัวแทนจากโรงพยาบาลทั้ง 4 ภูมิภาค นำไปสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงกับกรมการแพทย์แผนไทย โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติจะปลูกกัญชาแบบเกษตรอินทรีย์เท่านั้นส่งให้กรมการแพทย์แผนไทย เพราะทำอาหารต้องปลอดภัยมาก ทำเป็นยายิ่งต้องปลอดภัยมากยิ่งกว่า จึงเสนอการปลูกกัญชาแบบเกษตรอินทรีย์แบบลงทุนให้ฟรี เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์อย่างแท้จริง นำร่อง 4 จังหวัดคือ ลำปาง บุรีรัมย์ กาญจนบุรี และสุราษฎร์ธานี ด้วยพื้นที่ 2 X 2 เมตร 400 ต้น/ไร่ จังหวัดละ 5 ไร่ ปลูกทั้งแบบในโรงเรือนและนอกโรงเรือน ซึ่งอย.จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบ วิเคราะห์ทุกขั้นตอน เหตุที่เลือก 4 จังหวัดนำร่องดังที่กล่าว เพราะมีตัวแทนเกษตรกรที่อาสาสมัครเข้ามาและมีความพร้อม ทั้งในหัวใจ ทุนทรัพย์ ด้วยการปลูกนำร่องนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นใดให้เลย ทุกคนต้องลงทุนควักกระเป๋าเอง อย่างน้อยคนละ 1 ล้านบาท ลงทุนฟรีให้ราชการจะได้เงินหรือไม่ได้เงินคืนมาไม่ทราบได้ ที่อาสาปลูกเพราะต้องการความรู้และความสำเร็จเพื่อประกาศให้คนไทยทั้งประเทศรู้ว่าเกษตรกรสามารถปลูกได้ ได้ผลผลิตดีและมีคุณภาพไม่ต้องพึ่งต่างชาติมากเกินไปเช่นปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม จากการที่สภาเกษตรกรแห่งชาติจัดเวทีโครงการ “ประชุมสัมมนาขับเคลื่อนการพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์” 6 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง สกลนคร นครศรีธรรมราช อุทัยธานี ตรัง กระบี่ มีผู้สนใจเข้าร่วมงาน 3,238 คน และจากการสำรวจออนไลน์เรื่องความสนใจการใช้กัญชาตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม-24 พฤษภาคม 2562 มีผู้สนใจทำแบบสอบถาม 6,195 คน ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 72.95% อาชีพอิสระ ร้อยละ 8.58% ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 6.45% รับราชการ 4.57% พนักงานเอกชน ร้อยละ 2.89% เป็นต้น โดยสนใจใช้เพื่อรักษาโรค เหตุผล รักษาตนเอง 3,449 คน คิดเป็นร้อยละ 55.7%, รักษาคนในครอบครัว/คนรู้จัก 2,488 คน คิดเป็นร้อยละ 40.2%, เพื่อความรู้ 2,988 คน คิดเป็นร้อยละ 48.2% และสนใจปลูกกัญชา 3,624 คน คิดเป็นร้อยละ 58.5%

“ขณะนี้การปลูกกัญชาเชิงพาณิชย์ยังไม่อนุญาต หากเกษตรกรปลูกไปก่อนก็ขายไม่ได้และอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย สภาเกษตรกรฯจึงขอเริ่มจากพื้นที่ที่พร้อมปลูกเชิงการวิจัยและต้องสละทั้งเงิน เวลา บุคลากรต้องทุ่มเทให้สำเร็จให้ได้ ฉะนั้นขอให้อดใจรอจนกว่าสังคมจะเปิดกว้าง กฎหมายผ่อนปรนมากกว่านี้ ขอให้สภาเกษตรกรฯกรุยทางให้เดินก่อนแล้วเกษตรกรค่อยเดินตามหลังมา อดใจรอ 4 จังหวัดนำร่องปลูกไปก่อน และถ้าเป็นไปได้ก็อยากผลักดันกฎหมายให้ขยายผลปลูกไปได้ทุกจังหวัดในอนาคต”นายประพัฒน์กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : ใครจะมาใครจะไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419694

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ใครจะมาใครจะไป

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยังไม่อยากรู้ว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้นายกรัฐมนตรีคนหน้าเดิม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพรรคร่วมรัฐบาล ไปโม่มาให้เสร็จก่อนค่อยประกาศให้สังคมรู้อย่างเป็นทางการ ไม่อยากฟังข่าวลือ ข่าวโคมลอย ข่าวที่เขาว่ากันว่าอย่างนั้นอย่างนี้…มันเสียเวลา…

ระหว่างรอรัฐบาลใหม่ รัฐมนตรีใหม่ ก็ฟังข่าวของรัฐมนตรีคนเก่าไปเรื่อยๆ ข่าวของรัฐมนตรีเก่าที่พยายามจะแย่งเนื้อที่ข่าวแทรกขึ้นมาอยู่บ้างคือข่าวราคายางที่ขยับขึ้นมาแตะ 60 บาท หรือทะลุ 60 บาท (ราคาส่งออก FOB) ที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช ออกมายืนยันว่าเป็นผลมาจากมาตรการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ โดยเฉพาะโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร คือการใช้น้ำยางสดไปเป็นส่วนผสมทำถนนที่เรียกว่า พาราซอยซีเมนต์ ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร ซึ่งความยาวดังกล่าวจะต้องใช้ยางพารา 1.3 ตัน คาดว่าตามมาตรการนี้จะใช้ยางพาราไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านตัน ซึ่งทำให้ปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

อาจจะนับว่าเป็นผลงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่มาจากอดีตเบอร์ 1 ของกระทรวงมหาดไทยฝ่ายข้าราชการประจำ ที่ยังมีบารมีมากพอที่จะขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เป็นกลไกของฝ่ายปกครองมาช่วยขับเคลื่อนมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ ได้บ้าง

ถ้าราคายางขยับขึ้นมาเสียตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งก็จะดี เพราะจะได้ไม่มีใครเอาไปอ้างเพื่อต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อจะเข้ามาแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ….

เมื่อพูดถึงรัฐมนตรี…..อันว่ารัฐมนตรีของกระทรวงเกษตรฯและสหกรณ์ ในอดีตไม่ต้องย้อนไปไกล เอาแค่ช่วงรัฐบาลสมัยที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี..รัฐมนตรีของกระทรวงเกษตรฯจะมี 4 ท่าน รัฐมนตรีว่าการฯ 1 ท่าน และช่วยว่าการอีก 3 ท่าน เพราะงานของกระทรวงเกษตรฯมีหลากหลาย ทั้ง พืช ปศุสัตว์ ประมง ที่ดินทำกิน ชลประทาน สหกรณ์ เมื่อก่อนยังมี ป่าไม้ สะพานปลา ส่งเสริมเลี้ยงโคนม อุตสาหกรรมห้องเย็น อุตสาหกรรมป่าไม้ และกิจการที่เกี่ยวกับยางพารา

งานมากมาย หลากหลายขนาดนี้ เฉลี่ยให้แต่ละคนดูแล รัฐมนตรี 4 คน ก็ดูจะมีงานล้นมือ 4 คนจึงไม่มากเกินไป มาในยุคหลังๆ ที่รัฐมนตรีเกษตรฯ ลดลงเหลือ เพียง 3 ท่าน และ 2 ท่าน คือสมัยรัฐบาล นายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน (สมัยแรก 2534-2535) ซึ่งมี ดร.อาณัติ อาภาภิรม เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ และมี ดร.อาชว์ เตาลานนท์ และ โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เรียกว่าทั้งรัฐมนตรีว่าการ และช่วยว่าการ คุณภาพคับแก้วทั้ง 3 ท่าน มีรัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร มาคั่นอยู่ 2 เดือน นายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน กลับมาอีกครั้ง รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯเหลือเพียง 2 ท่าน คือ โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ และ มีอำพล เสนาณรงค์ เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ แต่รัฐบาลชุดนี้มีอายุเพียง 4 เดือน

ยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร สมัยแรก รัฐมนตรีของกระทรวงเกษตรฯ มี 2 ท่าน รัฐมนตรีว่าการฯ ชื่อ ชูชีพ หาญสวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยฯ ชื่อ นที ขลิบทอง เมื่อนทีลาออก ได้แต่งตั้งประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ เข้ามาแทน สมัยที่ 2 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ชื่อ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยฯ ชื่อ เนวิน ชิดชอบ เมื่อโยกเนวิน ไปเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ก็ได้แต่งตั้ง อดิศร เพียงเกษ มานั่งแทน

ยุคนี้ เป็นยุคที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระทรวงเกษตรฯ ปรับเอาบางหน่วยงานออกไป กรมป่าไม้ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ไปขึ้นอยู่กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยุบองค์การอุตสาหกรรมห้องเย็น และพยายามจะจัดตั้ง การยางแห่งประเทศไทย

สมัยรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ มีเพียง 2 ท่าน มี ดร.ธีระ สูตะบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ และ รุ่งเรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ หลังจากนั้นเป็นต้นมา สมัยรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นรัฐบาลช่วงสั้นๆ มีอายุไม่ถึง 1 ปี รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ มี 3 ท่าน ยังไม่ทันตั้งหลักทำงานก็มีอันต้องไปเสียแล้ว

สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีของกระทรวงเกษตรฯ มี 2 ท่าน และเป็น 2 ท่านที่มิได้มาจากพรรคที่ท่านเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ รัฐมนตรีว่าการฯ ธีระ วงศ์สมุทร มาจากพรรคชาติไทยพัฒนา รัฐมนตรีช่วยฯ ชาติชาย พุคยาภรณ์ หรือ ศุภชัย โพธิ์สุ ก็มาจากพรรคภูมิใจไทย

เมื่อประชาธิปัตย์ ไม่ได้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ มานานนับสิบๆ ปี มาถึงวันนี้อยากเข้ามาดูแลกระทรวงเกษตรฯ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ โดยขอเก้าอี้กระทรวงพาณิชย์ มาเป็นกลไกการตลาดด้วย ดูๆ ก็น่าจะดี แต่พรรคอื่นๆ เขาทำกันมาไม่รู้กี่ปีแล้ว ไม่เห็นสำเร็จสักที ดูทีรึ…ประชาธิปัตย์ จะทำได้

ข้าราชการ 2 กระทรวง…เตรียมตัว…….สู้ๆ…นะพี่น้อง…….

แว่นขยาย

รัฐบาลโชว์ผลงานบริหารจัดการน้ำ 4.35ล้านครัวเรือนได้ประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419696

x

รัฐบาลโชว์ผลงานบริหารจัดการน้ำ n 4.35ล้านครัวเรือนได้ประโยชน์

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รัฐบาลโชว์ผลงานการบริหารจัดการน้ำประเทศ เผยมีผลงานเป็นรูปธรรม ประชาชนได้รับประโยชน์กล่าว 4.35 ล้านครัวเรือน เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 4,318 ล้าน ลบ.ม.

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน “สร้างรู้ สื่อสาร การบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี 2562” ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำมาตลอด และจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้แก้ปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำทั้งระบบและการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำในอนาคต ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นในแต่ละปี ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นรูปธรรมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งจะดำเนินการครบทุกหมู่บ้านในปี 2562 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ได้ก่อสร้างแหล่งน้ำระบบกระจายน้ำใหม่ พัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำพื้นที่เกษตรน้ำฝน เพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิม และพัฒนาแหล่งน้ำรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ/อุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 4.35 ล้านครัวเรือน มีพื้นที่รับประโยชน์ 3.15 ล้านไร่ และได้ปริมาณน้ำที่เก็บกักเพิ่มขึ้นอีก 4,318 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

ด้านการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ได้ปรับปรุงทางน้ำ ป้องกันน้ำท่วมชุมชน/เมือง ป้องกันพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยได้ถึง 7.85 ล้านไร่ ชุมชนเมือง 69 แห่ง ส่วนด้านการบริหารจัดการน้ำ ได้จัดตั้ง 3 เสาหลัก เพื่อให้การบริหารทรัพยากรน้ำมีประสิทธิภาพ มั่นคงและยั่งยืนขึ้น ประกอบด้วย พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) และจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การลดพื้นที่ความเสียหายจากภัยแล้งและน้ำท่วม จากสถิติการประกาศพื้นที่ภัยแล้งระหว่าง พ.ศ. 2551- 2557 มีหมู่บ้านได้รับผลกระทบตั้งแต่ 12,033 หมู่บ้าน จนถึงสูงสุดในปี 2556 จำนวน 30,085 หมู่บ้าน หลังจากรัฐบาลวางแนวทางบริหารจัดการน้ำใหม่ ทำให้นับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน จำนวนหมู่บ้านที่ประกาศภัยแล้งลดลงกว่าเดิมมาก และไม่มีการประกาศภัยแล้งเลยในปี 2561 สำหรับปี 2562 นี้ มีการประกาศภัยแล้งใน 3 จังหวัด เป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบเพียง 235 หมู่บ้านเท่านั้น
ลดงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาน้ำท่วมและภัยแล้งได้จำนวนมาก เมื่อจำแนกตามช่วงเวลาพบว่า เดือนมกราคม 2551 – มิถุนายน 2554 ใช้งบประมาณช่วยเหลือทั้งหมด 50,281 ล้านบาท เดือนกรกฎาคม 2554 – มิถุนายน 2557 ใช้งบประมาณช่วยเหลือทั้งหมด 89,755 ล้านบาท และปัจจุบันตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 – กันยายน 2561 ใช้งบประมาณช่วยเหลือทั้งหมดเพียง 18,574 ล้านบาทเท่านั้น

กษ.จับมือสวทช.พัฒนาข้อมูลสถานีวัดอากาศ ใช้วางแผนระบบการผลิตภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419701

กษ.จับมือสวทช.พัฒนาข้อมูลสถานีวัดอากาศ  ใช้วางแผนระบบการผลิตภาคเกษตร

กษ.จับมือสวทช.พัฒนาข้อมูลสถานีวัดอากาศ ใช้วางแผนระบบการผลิตภาคเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.59 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในโครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร สร้างมิติใหม่ภาคเกษตร ติดตั้งสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ 102 แห่ง ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ รวมถึง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ทั่วประเทศ วางเป้าใช้ประโยชน์ที่ดินด้านเกษตร ผ่านสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการเกษตรก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการเกษตรกรรมของประเทศ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านเกษตร (สถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ) กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยการส่งมอบสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ จำนวน 102 สถานี ให้กับกรมส่งเสริมการเกษตรในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนางานด้านวิชาการบูรณาการความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูล และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการจัดหาและสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้ในการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ซึ่งข้อมูลที่ได้จากสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเกษตรของประเทศ ได้แก่ ด้านการใช้ประโยชน์สำหรับตัดสินวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรด้านการปลูกพืช การดูแลรักษา เช่น การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช เป็นต้น ให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยนำมาวางแผนนโยบาย Thailand 4.0 และด้านเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนในกระบวนการผลิตมุ่งเน้นการปรับรูปแบบการเกษตรในปัจจุบันไปสู่เกษตร 4.0 ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ด้านเกษตรที่ยั่งยืนต่อประเทศและเกษตรกรต่อไป

ปัจจุบันสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ 102 สถานี ได้ติดตั้งอยู่ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ รวมถึง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นที่วัดสภาพบรรยากาศ เพื่อเก็บข้อมูลการพยากรณ์อากาศ เช่น อุณหภูมิความชื้น ความเร็วลม ความเข้มแสง ทิศทางลม และปริมาณน้ำฝน โดยข้อมูลจะแสดงผลแบบ real-time
โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ดำเนินการติดตั้งสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติและนำข้อมูลที่ได้มาเก็บเป็นฐานข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ได้

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร จะให้ความสำคัญเรื่องของการให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ได้รู้จักในการวิเคราะห์และใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร โดยคาดว่าในอนาคตข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ในการพยากรณ์การเกษตร ซึ่งเกษตรกรในบ้านเรา 149 ล้านไร่ ที่เป็นพื้นที่การเกษตร แต่ยังมีอีกกว่า 100 ล้านไร่ ที่ยังอยู่ในพื้นที่อาศัยน้ำฝน การพยากรณ์ที่แม่นยำ จึงจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเกษตรกรในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เนื่องจาก ปกติ ศพก.เป็นจุดวิชาการในการให้ข้อมูลต่างๆ ที่จะส่งผ่านหรือกระจายข้อมูลให้แก่พี่น้องเกษตรกรในชุมชนได้

“ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อเป็นฐานในการวิเคราะห์ ความสำคัญต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภาคการเกษตรจึงจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร โดยการเก็บสถิติของข้อมูลที่มีผลแบบ real-time ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรให้เหมาะสมต่อสภาพพื้นที่และสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การทำการเกษตรแบบแม่นยำ เพื่อสอดคล้องกับแนวการผลิตที่จะเกิดขึ้นและเพื่อลดความเสียหายในการเพาะปลูกจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศได้” นายสำราญ กล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 13 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419468

566101

ซอกแซกอาเซียน : 13 มิถุนายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ที่มาเลเซีย โรงแรมที่จัดแม้จะอยู่ที่เมืองใหม่ปุตราจายา ที่ค่อนข้างจะโล่งแจ้ง ไร้ร้านรวงตึกรามบ้านช่องหนาแน่น ให้เดินเล่นยลโฉมเมื่อยามว่าง แต่โรงแรมที่ว่าด้านหลังเดินถึงกันได้ปานว่าเป็นอาคารเดียวกัน กลับมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ 4-5 ชั้น ให้เดินเล่นได้ นับว่าสะดวกสบายมาก ตอนเย็น พวกเราก็ได้ร้านอาหารแถวนี้แหละเป็นแหล่งแวะเวียนมาแก้ความหิวได้ แต่ราคาอาหารเป็นจานก็แพงเอาการอยู่พอสมราคาที่อยู่ในศูนย์การค้าใหญ่ เทียบแล้วใกล้เคียงกับราคาในสิงคโปร์ แต่ยังมีสินค้ามากมายที่เทียบสนนราคาแล้วถูกกว่าประเทศไทยเรามากอยู่ โดยเฉพาะสินค้อิเล็กทรอนิกส์ พี่ที่เมืองไทยขอให้ผมไปดูสมาร์ทวอทช์ หรือนาฬิกาอัจฉริยะยี่ห้อหนึ่ง ราคาที่เมืองไทยประมาณ 13,000 บาท แต่ที่นั่นราคา 10,000 ต้นๆ เท่านั้น เลยถามว่าแกจะเอาไหม แต่พอทราบเงื่อนไขว่า ซื้อจากมาเลเซียไม่รับประกันในประเทศอื่น แกเลยตัดสินใจถอย ไม่เอาดีกว่า

เป็นประเพณีครับ ที่การจัดประชุมแบบนี้ หลังจากเสร็จวันแรก ซึ่งมักจะลุยกันจนถึงเย็นค่ำ เพื่อให้ได้ระเบียบวาระมากที่สุด หรือเอาให้จบไปเลย เพื่อวันรุ่งขึ้น
จะได้มาดูเฉพาะสรุปรายงานการประชุม หรือ summary report อีกสักครึ่งวัน จากนั้นช่วงบ่ายก็จะเป็นรายการพาไปดูงานที่เกี่ยวข้อง (และบางทีก็ไม่เกี่ยวข้อง) ในคืนวันแรกก็จะต้องมีงานจัดเลี้ยงกัน ที่มาเลเซียเขาก็จัดงานเลี้ยงค่ำ เอาห้องติดกันกับห้องประชุมนั่นแหละ แต่เริ่มดึกหน่อย คือประมาณ 2 ทุ่ม โดยในงานมีท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯมาเป็นประธานในงาน ท่านมารออยู่ที่ห้องรับแขก ผมในฐานะฝ่ายเลขานุการก็ต้องเดินไปพบและรายงานตัวท่าน พร้อมเล่ารายละเอียดและความเป็นไปต่างๆ ของการประชุม สังเกตดูและเจ้าหน้าที่ฝ่ายมาเลเซียก็ดูไม่ค่อยจะเยอะแยะมากนัก นับได้หลักๆ มีประมาณ 3-4 คนเท่านั้น คือ ตั้งแต่การประชุมเมื่อเช้า ก็คนเหล่านี้แหละที่มาดูแลประสานงานกับพวกเรา ก็ประหยัดคนดีแท้ ทั้งนี้เพราะในสายแรงงาน ก็มีพนักงานจากโรงแรมซึ่งมีจำนวนมากอยู่คอยช่วยอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาผมและคณะประธานใหญ่ก็เดินมาห้องจัดงาน ตรงทางเข้าก็มีคนแต่งชุดพื้นเมืองที่เตรียมไว้เป็นชุดการแสดงระหว่างรับประทานอาหารมาต้อนรับที่หน้าห้อง มีการมอบหมวกและสไบเฉียงที่ทำจากใบไม้ คล้ายๆ ใบมะพร้าว มาให้ใส่กันเกือบทุกคน การจัดเลี้ยงที่มาเลเซียมีความเรียบง่ายมาก กินอาหารเป็นคอร์สเมนู ที่ละจาน โดยไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มายุ่งเกี่ยวเลยสักนิด พวกคอเหล้าคอเบียร์คงผิดหวังอยู่ในใจ ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมเขาไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน เรื่องไม่มีเหล้าดื่มนี้ ผมจำได้เมื่อมีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส และรัฐมนตรีด้านเกษตรที่สิงคโปร์ 2 ครั้ง ใน 2 ปี มีงานเลี้ยงที่เหมือนกันเป๊ะเลย ไม่มีแอลกอฮอล์เช่นเดียวกัน แต่งานก็สนุกครึกครื้นกันอยู่ เพราะมีการแสดงมาสร้างสีสันได้อยู่บ้าง แม้ผู้แทนประเทศสมาชิกบางคนไม่มีเครื่องย้อมใจ แต่เมื่อถูกคะยั้นคะยอให้ออกไปเต้นกับนักแสดง ก็ออกไปแบบสนุกกันเต็มที่ ไม่ทราบว่าเป็นการแกล้งเมาดิบ เพื่อสร้างบรรยากาศให้รื่นรมย์สมเป็นงานเลี้ยงที่สมบูรณ์ตามสูตรหรือเปล่า งานเลี้ยงใช้เวลาสักสองชั่วโมงก็จบสิ้น ท่านประธานขอตัวกลับบ้าน เป็นอันเสร็จพิธีงานเลี้ยงรับรองสมาชิกแอปเตอร์ที่เป็นทางการ

ผมว่ามีหลายคนที่คงแว่บไปศูนย์การค้าด้านหลัง เพื่อไปทำให้ตัวเองเกิดความมึนเมาจริงๆ ก็เป็นได้ ผมไม่ทราบหรอกครับ เพราะว่าในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ เจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องไปทำงานต่อในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งที่ขอเขาไว้ เพื่อสรุปผลการประชุมทุกวาระที่ผ่านไปในวันแรก เพื่อเตรียมไว้สำหรับที่ประชุมตรวจสอบและรับรองในวันพรุ่งนี้ น้องๆ พวกเราขยันกันมาก ทุกครั้งที่มีการประชุมแบบนี้เขาจะระดมทำกันจนเสร็จ ซึ่งบางครั้งจนถึงตี 2 ตี 3 ขณะที่ผมเองไม่ได้อยู่ร่วมกับเขาจนเสร็จหรอกครับ เพราะความสดใหม่ไม่เท่าพวกเขา อย่างมากสัก 5 ทุ่ม เที่ยงคืนก็ต้องขอตัวไปพักผ่อนก่อน เพราะเช้าวันต่อไปก็จะต้องนั่งประกบกับท่านประธานการประชุมตลอดเวลาเหมือนวันที่ผ่านมา เกรงว่าจะไปนั่งหลับต่อหน้ามวลสมาชิกแล้วจะดูไม่งามครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ชูศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาชะล้างดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419466

x

ชูศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาชะล้างดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงาน “หยุดการชะล้างพังทลายของดิน คืนชีวิตให้แก่นมะกรูด”ที่สภาตำบลแก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานีว่า ปัญหาชะล้างพังทลายของดินเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยประเทศไทยพบพื้นที่ประสบปัญหากว่า 108 ล้านไร่ หรือร้อยละ 33 ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอัตราส่วนการชะล้างพังทลายดินของโลกและกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิก การจัดงานวันดินโลก (World soil Day) คณะกรรมการ Global Soil Partnershipและ FAO จึงกำหนดหัวข้อ “Stop Soil Erosion, Save our Future” ให้ทั่วโลกร่วมกันรณรงค์ช่วยแก้ไขและป้องกันปัญหาความแห้งแล้งและการขาดแคลนอาหารระยะยาว ซึ่งปัญหานี้แก้ได้ด้วยการน้อมนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติ อาทิ การทำนาและคลองไส้ไก่ เพื่อกักเก็บน้ำและตะกอน การปลูกหญ้าแฝก ฝายชะลอน้ำ การปลูกป่า 5 ระดับ และการห่มดิน โดย World soil Day กำหนดจัดขึ้นวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เพื่อเชิดชูพระอัจฉริยภาพด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

ทั้งนี้ ประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญพัฒนาดินเป็นอย่างมาก ประเทศสมาชิกสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินแห่งเอเชีย (Asian Soil Partnership หรือ ASP) จึงเสนอให้ไทยเป็นผู้นำตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย หรือ CESRA เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูล การวิจัย และนวัตกรรมด้านทรัพยากรดินของภูมิภาค ส่งเสริมงานวิจัยสร้างเครือข่ายศูนย์วิจัยด้านบริหารจัดการทรัพยากรดิน และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ ข้อมูลด้านทรัพยากรดิน และประเทศไทยได้ตั้ง Thai Soil Partnership หรือ TSP เพื่อเป็นกลไกสำคัญเชื่อมโยงความร่วมมือไปยัง ASP และทั่วโลก ให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรดินยั่งยืน

สำหรับพื้นที่ต.แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ประสบปัญหาชะล้างพังทลายดิน กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกับบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และจ.อุทัยธานีจัดโครงการ “หยุดการชะล้างพังทลายของดิน คืนชีวิตให้แก่นมะกรูด” เพื่อเป็นเครือข่ายร่วมแก้ปัญหาชะล้างพังทลายของดินด้วยการน้อมนำความรู้ตามแนวทางศาสตร์พระราชามาใช้อนุรักษ์ดินและน้ำ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดินของเกษตรกรต.แก่นมะกรูด เพื่อป้องกันการบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ควบคู่กับการสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการประกอบอาชีพ และการส่งเสริมแปรรูปสินค้าเกษตรของชุมชนเพื่อเป็นรายได้เสริมให้เกษตรกร

กรมชลฯเร่งพัฒนาบึงสีไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419467

x

กรมชลฯเร่งพัฒนาบึงสีไฟ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน โดยโครงการของชลประทานพิจิตรก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านวังตาดี ต.ท่าหลวง อ.เมืองพิจิตร ภายในโครงการพัฒนาและฟื้นฟูบึงสีไฟ จ.พิจิตร ซึ่งแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2559 ใช้งบประมาณ 25 ล้านบาท ปัจจุบันยังใช้งานได้ปกติ การสร้างสถานีสูบน้ำดังกล่่าวเพื่อใช้สูบน้ำจากแม่น้ำน่านมาเติมให้บึงสีไฟ เฉพาะส่วนที่อยู่ในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ พื้นที่ 125 ไร่เท่านั้น ไม่ใช่สูบน้ำมาเติมให้พื้นที่บึงสีไฟทั้งหมด ซึ่งประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่เข้าใจ โครงการดังกล่าวมีหลายหน่วยงานบูรณาการทำงานแก้ปัญหาตื้นเขิน มีวัชพืชปกคลุมและมีการบุกรุกพื้นที่ ทำให้ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านวังตาดี ที่กรมฯก่อสร้างนั้นเป็นแพสูบน้ำ ปกติเมื่อก่อสร้างเสร็จจะโอนให้เทศบาลเมืองพิจิตรรับผิดชอบ แต่เทศบาลยังไม่พร้อมเนื่องจากขาดงบประมาณค่ากระแสไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่แพสูบน้ำหลุดออกจากจุดที่ตั้งริมแม่น้ำน่าน เพราะลวดสลิงยึดไว้ไม่แข็งแรง กรมฯลากจูงกลับมาไว้ที่เดิมและวางแผนปรับปรุงลวดสลิงที่ใช้ยึดแพให้แข็งแรง ล่าสุดเมื่อวันที่ 21-26 พฤษภาคมที่ผ่านมาได้สูบน้ำจากแม่น้ำน่าน มาเติมลงในบึงสีไฟเฉพาะบริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ส่งผลให้ระดับน้ำในบึงเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 20 เซนติเมตร คิดเป็นปริมาณน้ำที่สูบ 40,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ขณะนี้หยุดสูบน้ำ เนื่องจากเริ่มมีฝนตกบ้างแล้ว สำหรับโครงการพัฒนาและฟื้นฟูบึงสีไฟยังไม่เสร็จ อยู่ระหว่างขุดลอกบึงโดยกรมเจ้าท่า ทำให้บางส่วนของบึงสีไฟยังมีสภาพแห้งขอด ต้องรอให้ขุดลอกแล้วเสร็จทั้งหมดก่อน

กรมการข้าวผสานความร่วมมือหลายองค์กร จัดโครงการนำร่องโรงเรียน’ปุ๋ยสั่งตัด’ทางอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419428

กรมการข้าวผสานความร่วมมือหลายองค์กร จัดโครงการนำร่องโรงเรียน'ปุ๋ยสั่งตัด'ทางอากาศ

กรมการข้าวผสานความร่วมมือหลายองค์กร จัดโครงการนำร่องโรงเรียน’ปุ๋ยสั่งตัด’ทางอากาศ

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 14.29 น.

กรมการข้าว ผสานความร่วมมือองค์กรต่างๆ และมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ม.เกษตรฯ จัดโครงการนำร่องโรงเรียน”ปุ๋ยสั่งตัด”ทางอากาศ ให้องค์ความรู้แก่เกษตรกรต้นแบบพื้นที่เชียงใหม่ น้อมนำหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ร่วมกัน สืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระปฐมบรมราชโองการในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อให้เกิดประโยชน์สุข สร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนสืบไป 

12 ม.ย.62 นายสกุล มูลคำ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ประธานโครงการนำร่องโรงเรียนปุ๋ยสั่งตัดทางอากาศ เปิดเผยว่าจากที่รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของ ปุ๋ยสั่งตัด โดยให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา และมอบหมายให้ กรมวิชาการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินการร่วมกัน โดยมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ขับเคลื่อนในด้านการฝึกอบรม เผยแพร่องค์ความรู้ให้กับเกษตรกร เพราะข้อมูลจากกรมการข้าวในปี 2560 ประเทศไทยมีพื้นที่นาทั้งประเทศกว่า 56 ล้านไร่ แต่มีการใช้ปุ๋ยสั่งตัดแค่ 23,000 ไร่ หรือแค่ 0.4% เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก แต่ถ้าถ้าชาวนาทั้งประเทศหันมาใช้ปุ๋ยสั่งตัด จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยไปได้ถึงปีละกว่า 14,000 ล้านบาท

สาเหตุสำคัญพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจเรื่องดินและปุ๋ยสำหรับผลิตข้าวไม่ถูกต้อง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้คิดค้นเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของศาสตราจารย์ ดร. ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ (ผู้ทรงคุณวุฒิคณะเกษตร) ผู้คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นประเภททีมปี 52 ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการให้ธาตุอาหารแก่พืชตามสภาพของพื้นที่ ซึ่งจะนำไปช่วยลดต้นทุนด้านการเกษตร และทำให้สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น จึงได้ทำการเผยแพร่ให้ความรู้เรื่องดินและเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจในหน่วยงานต่างๆ มากว่า 17 ปี ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงร่วมกับ กรมการข้าว โดย ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ และศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ดำเนินโครงการ “โรงเรียนปุ๋ยสั่งตัดทางอากาศ”

ด้านการจัดการเนื้อหา การผลิตรายการ และการเผยแพร่องค์ความรู้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด ออกสู่สาธารณชน ผ่านทางเครือข่ายสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกอากาศทั้ง 4 ภูมิภาค ในระบบ เอ.เอ็ม.สเตอริโอ และยังสามารถรับชม-รับฟัง ทั้งภาพและเสียงผ่าน Mobile Application ทั้งในระบบ Android ระบบ iOS และผ่านสื่อโซเชียล Facebook Live , Youtube Live ซึ่งสามารถรับชม-รับฟังย้อนหลังได้ เพื่อให้เกษตรกรไทย บุคลากร ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจทั่วไป นำไปใช้ในการประกอบอาชีพสนับสนุนซึ่งกันและกัน อันจะส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม

โครงการความร่วมมือเผยแพร่องค์ความรู้ “โรงเรียนปุ๋ยสั่งตัดทางอากาศ” ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจการนำเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ไปใช้ในการปลูกข้าว ให้แก่ เกษตรกร บุคลากร ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจทั่วไป เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรนำเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” มาประยุกต์ใช้ในการทำเกษตรของตนเอง เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ใช้เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” แบบครบวงจร และเพื่อดำเนินการให้เป็นโรงเรียนปุ๋ยสั่งตัดทางอากาศต้นแบบ ในการพัฒนาและต่อยอดโครงการดังกล่าวฯ ให้เป็นต้นแบบในการขยายโครงการต่อไป โดยเบื้องต้นได้นำร่องให้เกษตรที่ได้รับคัดเลือกเพื่อเป็นต้นแบบในการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริงและนำไปเผยแพร่ จำนวน 40 คน ก่อนจะประเมินผลเพื่อพัฒนาและขยายผลของโครงการระยะต่อไป ทั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนและสร้างความเข้มแข็ง ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย โดยการน้อมนำในหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ร่วมกัน สืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระปฐมบรมราชโองการในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขอย่างยั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้จะมีการเปิดโครงการความร่วมมือ“โรงเรียนปุ๋ยสั่งตัดทางอากาศ”ในวันอังคารที่ 25 มิถุนายน 2562 เวลา 09.00 น. ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ 053-491862-3

ชาวสวนยิ้มแฉ่ง! ราคายางแผ่นพุ่ง60บาท น้ำยางสดทะลุ50บาทต่อกก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419397

ชาวสวนยิ้มแฉ่ง! ราคายางแผ่นพุ่ง60บาท น้ำยางสดทะลุ50บาทต่อกก.

ชาวสวนยิ้มแฉ่ง! ราคายางแผ่นพุ่ง60บาท น้ำยางสดทะลุ50บาทต่อกก.

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 12.22 น.

12 มิ.ย.62 นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยภาพรวมสถานการณ์ยางพาราในปี 2562 ช่วงเดือนมกราคม – ปัจจุบัน ราคาน้ำยางสดได้ปรับตัวขึ้นมาตลอด เป็นผลจากมาตรการด้านยางพาราของรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ เช่น โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ที่นำน้ำยางสดไปทำถนนพาราซอยซีเมนต์ในหมู่บ้านทั่วประเทศ ระยะทาง 300,000 กิโลเมตร เป้าหมายใช้น้ำยางสดประมาณ 1 ล้านตัน เพื่อดูดซับปริมาณน้ำยางในประเทศออกจากตลาดนำไปสร้างสาธารณูปโภคให้มากขึ้น นับเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี

ปัจจุบันราคาน้ำยางสดอยู่ในระดับ 50.00 บาท/กก. เมื่อเปรียบเทียบกับอินโดนีเซีย พบว่าราคาน้ำยางสดของไทยสูงกว่า รวมทั้งการส่งเสริมการลงทุนในเขตระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) ที่ทำให้นักลงทุนอุตสาหกรรมยาง โดยเฉพาะยางล้อเข้ามาตั้งโรงงานผลิตยางล้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าราคายางของไทยเคลื่อนไหวตามความต้องการใช้จริง

ด้านราคายางแห้ง ยางแผ่นรมควันและยางก้อนถ้วย เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจาก กยท. เข้าไปประมูลยางแผ่นรมควันที่ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สุราษฎร์ธานี ต่อเนื่องตั้งเดือนตุลาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน โดยซื้อในราคาที่เหมาะสมและชี้นำตลาด เพื่อนำไปขายให้โรงงานที่ยังต้องการซื้อเพราะปริมาณยางในตลาดลดลง เนื่องจากผลผลิตยางถูกนำไปใช้แปรรูปในประเทศมากขึ้น ทำให้ราคายางแผ่นรมควันตลาดกลางปรับตัวสูงขึ้นจาก 40.00 บาท/กก. มาอยู่ที่ 55.00 บาท/กก. ส่วนราคาส่งออก FOB ท่าเรือกรุงเทพฯ ทะลุ 60.00 บาท/กก. ไปแล้วตั้งแต่เดือนพ.ค.

สำหรับความคืบหน้าโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่รัฐบาลให้ กยท.เร่งช่วยเหลือเกษตรกรช่วงราคายางตกต่ำ ภายใต้งบประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท โดยจ่ายเงินไร่ละ 1,800 บาท ให้เจ้าของสวนยาง 1,100 บาท/ไร่ คนกรีดยาง 700 บาท/ไร่ สิทธิ์ไม่เกิน 15 ไร่/ราย ปัจจุบันจ่ายเงินเกิน 90% ของเป้าหมายแล้ว และคาดว่าจะจ่ายเงินได้ 100% ภายในเดือนมิถุนายน ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาราคายางระยะยาว กยท.ส่งเสริมให้ชาวสวนยางปลูกยางในพื้นที่เหมาะสมเพื่อลดพื้นที่ปลูกยางที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากต้นทุนการปลูกสูงผลผลิตต่ำ อีกทั้งปัจจุบันสินค้าเกษตรทุกชนิดจะแข่งขันกันที่คุณภาพ กยท.จึงต้องหายางพันธุ์ดี เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตพร้อมหาวิธีการลดต้นทุน ผลักดันให้เกษตรกรเพิ่มมูลค่ายางด้วยการแปรรูปและพัฒนานวัตกรรมยาง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ

“กยท. ส่งเสริมให้เกษตรกรนำยางดิบมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า และส่งเสริมด้านการศึกษาวิจัยนวัตกรรมเทคโนโลยียาง เพื่อประโยชน์ในด้านการลงทุนอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางที่ดีมีคุณภาพ ส่งขายทั่วโลก อันนี้คือแผนงานระยะยาวที่ กยท. ต้องสนับสนุนสถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน นักวิจัยยาง และนักลงทุนที่ต้องมาบูรณาการดำเนินงานร่วมกัน” รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าว

ส่องเกษตร : หนี้สินยังคงอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419251

449007

ส่องเกษตร : หนี้สินยังคงอยู่

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันก่อนผมมีโอกาสได้อ่านรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 1 ปี 2562 ของสภาพัฒน์ เดิม ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประเด็นที่ผมสนใจคือ ประเด็นหนี้สินครัวเรือน ในฐานะที่ผมเคยเข้าไปคลุกคลีกับประเด็นปัญหานี้ของ ธ.ก.ส. ผมจึงมีความห่วงใยต่อประเด็นดังกล่าวมากเป็นพิเศษ

รายงานของสภาพัฒน์ ดังกล่าว ได้ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนในไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าถึง 12.8 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 78.6 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เป็นการเพิ่มขึ้นไตรมาสที่สองติดต่อกัน หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น พบว่า ณ สิ้นปี 2561 ประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในอันดับ 10 จาก 89 ประเทศทั่วโลก และอันดับที่ 3 จาก 29 ประเทศในเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ และมาเลเซีย เท่านั้น

สำหรับไตรมาสที่ 1 ของปี 2562 สภาพัฒน์ รายงานว่า หนี้สินครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยยอดคงค้างสินเชื่อรวมเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสแรกของปี 2562 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2557 เป็นต้นมา โดยเป็นผลจากการเร่งก่อหนี้ก่อนการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ความต้องการรถยนต์ และการเพิ่มขึ้นจากการส่งเสริมการขายต่างๆของภาคเอกชน ในขณะที่ NPL จากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคดังกล่าวมีมูลค่ารวม 126,356 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.75 ต่อสินเชื่อรวม และคิดเป็นร้อยละ 27.8 ต่อ NPls รวม สูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส และมีสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับยอดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในประเภทธุรกิจอื่น

ในขณะที่รายงานผลการสำรวจสถานการณ์ภาวะหนี้สินครัวเรือนเกษตรกรของ ธ.ก.ส ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561 ซึ่งเก็บข้อมูลจากเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. จำนวน 980 ราย พบว่า ครัวเรือนมีรายได้รวมเฉลี่ย 295,420 บาท/ปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.9 และมีค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยต่อครัวเรือน 240,680 บาท/ปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.1 ส่งผลให้มีสัดส่วนรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย 1.23 เท่า เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.8 และพบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 66.2 ของครัวเรือนมีการออมเงิน สัดส่วนการออมอยู่ที่ร้อยละ 6.4 ของรายได้ทั้งหมด โดยจะเพิ่มตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันมีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือน 135,220 บาท/ปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.3 โดยหนี้ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 89.1 เป็นหนี้ในระบบ มีหนี้นอกระบบร้อยละ 10.9 ปรับตัวลดลงจากปีก่อนร้อยละ 18.5 ภาระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 45.77 ปรับตัวลดลงจากปีก่อนร้อยละ 0.61 แต่ยังคงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานเสถียรภาพของภาคครัวเรือนที่กำหนด ณ ระดับร้อยละ 40 ซึ่งมีโอกาสที่ครัวเรือนเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. จะผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสไปตลาดน้ำท่าคาที่จังหวัดสมุทรสงคราม พบกับเกษตรกรที่พายเรือนำผลผลิตจากสวนมาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวและชาวสวนด้วยกันเอง สิ่งที่ผมประทับใจ คือ ชาวสวนในละแวกนี้บอกกับผมว่า ชาวสวนถ้าขยันไม่มีจน ขอเพียงแต่ให้เข้าใจพื้นที่ของตนเอง ดิน น้ำ เป็นอย่างไร รู้จักตลาด เข้าใจลูกค้า และใช้ชีวิตให้เป็น คำว่าหนี้จะไม่เกิดขึ้นได้เลย แต่ใช่ทุกคนจะทำได้ เพราะปัญหาเรื่องหนี้เป็นปัญหาที่ยังคงอยู่เสมอไม่ว่าจะรายงานจากแหล่งใดก็ตาม

สมชาย ชาญณรงค์กุล