เตือนรับมือโรคราน้ำค้างในข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420490

x

เตือนรับมือโรคราน้ำค้างในข้าวโพด

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระยะนี้จะมีฝนตกกระจายทั่วไป กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ให้สังเกตอาการของโรคราน้ำค้าง มักพบแสดงอาการในระยะเริ่มเพาะปลูกถึงระยะที่ต้นข้าวโพดมีอายุประมาณ 30 วัน ซึ่งระยะนี้ต้นข้าวโพดจะอ่อนแอต่อโรคนี้มาก โดยอาการของโรคจะพบได้ตั้งแต่ข้าวโพดเริ่มงอก เริ่มแรกจะพบจุดเล็กสีเขียวฉ่ำน้ำบนใบอ่อน ต่อมาใบข้าวโพดบริเวณยอดมีสีเหลืองซีด หรือใบลายเป็นทางสีเขียวอ่อนสลับเขียวแก่ ในเวลาเช้าที่อากาศค่อนข้างเย็นและความชื้นสูง ด้านใต้ใบมักพบส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราเป็นผงสีขาวจำนวนมาก บางครั้งพบยอดข้าวโพดแตกเป็นพุ่ม ต้นแคระแกร็น เตี้ย ข้อถี่ ไม่มีฝักหรือมีฝักขนาดเล็ก ก้านฝักมีความยาวมากหรือมีจำนวนฝักมากกว่าปกติ แต่ฝักจะไม่สมบูรณ์ เช่น มีจำนวนเมล็ดน้อย หรือไม่มีเมล็ดเลย

สำหรับแหล่งที่เคยมีการระบาด ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมคือ มีอุณหภูมิต่ำ ความชื้นในอากาศสูง เมื่อต้นข้าวโพดมีอายุ 5-7 วัน เกษตรกรควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7 วันและพ่นติดต่อกัน 3-4 ครั้ง

นอกจากนี้ ในการเพาะปลูกข้าวโพดครั้งถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ต้านทานโรค และคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 7-10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือสารเมทาแลกซิล-เอ็ม 35% อีเอส อัตรา 3.5 มิลลิลิตรต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัมก่อนปลูก

กรณีเริ่มพบการระบาด ให้เกษตรกรถอนต้นกล้าข้าวโพดที่แสดงอาการของโรคไปเผาทำลาย เนื่องจากเชื้อสาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายต้นข้าวโพดได้ตั้งแต่ระยะที่ข้าวโพดเริ่มงอก ซึ่งการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชหลังต้นข้าวโพดอายุ 20 วันขึ้นไปจะไม่สามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้ สำหรับพื้นที่ที่ระบาดควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน ในส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีพื้นที่ปลูกเป็นบริเวณกว้าง ให้เน้นป้องกันกำจัดโดยใช้การคลุกเมล็ดพันธุ์

รักษ์เกษตร : ถั่วพร้าปุ๋ยพืชสดชั้นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420489

x

รักษ์เกษตร : ถั่วพร้าปุ๋ยพืชสดชั้นดี

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบวิธีปลูกถั่วพร้า เพื่อทำเป็นปุ๋ยพืชสดด้วยครับขอบคุณมากนะครับ

ทรงพล ทรงทองดี

อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์

คำตอบ

ถั่วพร้า เป็นพืชตระกูลถั่ว มีลักษณะลำต้นเป็นเถา สามารถเลื้อยสูงได้ถึง 10 เมตร ลำต้นมีเนื้อไม้แข็งเป็นแกน จึงสามารถปลูกในลักษณะไม้พุ่มลักษณะของใบมีรูปร่างมนค่อนข้างกลมคล้ายรูปไข่ ยาวประมาณ7-12 เซนติเมตร ดอกเป็นกลุ่ม มีสองชนิดคือ ถั่วพร้าเมล็ดขาวและถั่วพร้าเมล็ดแดง เมื่อฝักสุกจะมีสีเหลืองคล้ายฟางข้าว เมล็ดถั่วพร้าจะยาวมีขนาดฝักกว้างประมาณ3-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ15-35 เซนติเมตร เมล็ดมีสีขาวคล้ายงาช้าง มีขนาด 1.5-2 เซนติเมตร

วิธีการเพาะปลูกมี 3 วิธี คือ

1. ปลูกแบบหว่าน เป็นวิธีที่สะดวก ประหยัดเวลาและแรงงานที่สุด ทำโดยการนำเอาเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้หว่านลงไปในแปลงให้ทั่ว ในอัตรา 8 – 10 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินกลบเมล็ด

2. ปลูกแบบโรยเป็นแถว เป็นวิธีที่ได้ผลช้าและสิ้นเปลืองแรงงานเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีแรก แต่จะทำให้ได้ต้นถั่วพร้าที่ขึ้นเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ทำโดยใช้เมล็ดโรยลงในแถว ซึ่งมีระยะระหว่างแถว 75-100 เซนติเมตร เมื่อโรยเมล็ดลงในแถว แล้วกลบเมล็ดด้วยดินบางๆ โดยใช้เมล็ดในอัตรา 5-8 กิโลกรัมต่อไร่

3. ปลูกแบบหยอดเป็นหลุม เป็นวิธีที่ได้ผลช้า สิ้นเปลืองแรงงาน และไม่สะดวกในทางปฏิบัติที่สุด ใช้วิธีนี้ในกรณีที่มีปริมาณเมล็ดพันธุ์จำกัด ทำโดยการขุดหลุดเล็กๆ ลึกประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ให้ระยะระหว่างแถวของหลุมประมาณ 75-90 เซนติเมตร และระยะระหว่างหลุมในแถวเดียวกันประมาณ 45-60 เซนติเมตร หยอดเมล็ด 2-3 เมล็ดต่อหลุมแล้วกลบเมล็ดด้วยดินบางๆ โดยใช้เมล็ดในอัตรา 3-5 กิโลกรัมต่อไร่

การดูแลรักษาการปลูกในช่วงฤดูฝน ไม่จำเป็นต้องมีการดูแลรักษามากนัก แต่หากไม่มีฝน ก็ควรให้น้ำ เพื่อช่วยให้ถั่วพร้าเจริญเติบโตได้ดี

การเก็บผลผลิต สามารถเก็บฝักอ่อนไปใช้เป็นอาหารได้ เมื่อถั่วพร้าอายุได้ 3-4 เดือน และเก็บเกี่ยวเมล็ดที่โตเต็มที่เพื่อนำไปทำเป็นเมล็ดแห้ง เมื่อถั่วพร้าอายุได้ 5-10 เดือน

การใช้เป็นปุ๋ยพืชสดโดยการไถกลบกระทำเมื่อถั่วพร้าอายุได้ 65 วัน ให้ทำการไถกลบ ในขณะที่ไถกลบดิน ควรมีความชื้นพอเพียง เพื่อลดการสูญเสียธาตุไนโตรเจน ซึ่งในช่วงนี้ จะเป็นช่วงที่ถั่วพร้ากำลังออกดอก ต้นจะมีความสมบูรณ์ และมีธาตุอาหารสูงสุด หลังจากไถกลบไปแล้ว ควรทิ้งให้ถั่วพร้าย่อยสลายประมาณ 10-14 วัน แล้วจึงปลูกพืชที่ต้องการ ในการไถกลบถั่วพร้าพื้นที่ 1 ไร่ จะให้น้ำหนักสดประมาณ 2.5-4 ตัน ซึ่งจะได้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 10-20 กิโลกรัม

ถั่วพร้า เป็นพืชปุ๋ยสด ที่ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรจำนวนมาก ทำให้ดินดำและปลูกพืชงามดี ถั่วพร้าให้น้ำหนักสด ที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ถึง 2-3 ตันต่อไร่ เท่ากับเป็นการใส่ปุ๋ยอินทรีย์จำนวนมากให้แก่พืช โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยมาก และยังให้ปุ๋ยไนโตรเจน คิดเทียบเป็นปุ๋ยยูเรียได้ถึง 30-39 กิโลกรัมต่อไร่ จึงทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนลงได้มาก และทำให้พืชมีผลผลิตและคุณภาพดีขึ้นด้วย

เกษตรกรและผู้สนใจ สามารถติดต่อขอความรู้ และเมล็ดพันธุ์ตั้งต้น จากหน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดของท่านนะครับ

ประชุม : นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่ระดับภาค คณะที่ 6 ภาคใต้ชายแดน ชี้แจงกรอบแนวทางทำแผนบูรณาการพัฒนาพื้นที่ระดับภาคกระทรวงเกษตรฯ เพื่อรับทราบนโยบายและดำเนินการตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายตามอำนาจหน้าที่ และขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ณ ห้องประชุมสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 อ.เมือง จ.สงขลา เมื่อเร็วๆ นี้

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : ชู‘โรงเรียนวัดบึงทองหลาง’ ต้นแบบสหกรณ์นักเรียนดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420493

รายงานพิเศษ : ชู‘โรงเรียนวัดบึงทองหลาง’  ต้นแบบสหกรณ์นักเรียนดีเด่น

รายงานพิเศษ : ชู‘โรงเรียนวัดบึงทองหลาง’ ต้นแบบสหกรณ์นักเรียนดีเด่น

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงริเริ่มให้จัดการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 โดยทรงมีรับสั่งกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในขณะนั้น (นายเสงี่ยม มาหมื่นไวย) ให้จัดการเรียนรู้วิชาการสหกรณ์และดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน โดยเริ่มที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ภายใต้โครงการตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ได้รับโอกาสและเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครองและชาวบ้านในชุมชน ซึ่งการปลูกฝังแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ ตลอดจนวิธีการสหกรณ์ให้แก่เยาวชน และได้กำหนดให้วันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์นักเรียน” เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ด้านการสหกรณ์ในโรงเรียนให้แพร่หลายมากขึ้น

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า วันที่ 7 มิถุนายนของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์กำหนดให้เป็นวันสหกรณ์นักเรียน และมีการจัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้วิชาการและกิจกรรมเกี่ยวกับการสหกรณ์ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านความมีวินัย รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การมีส่วนร่วมกับผู้อื่นหรือการทำงานเป็นกลุ่ม ฝึกความมีประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งตัวแทนมาทำหน้าที่บริหารสหกรณ์ รู้จักการออม การผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร จำหน่ายสร้างรายได้ และที่สำคัญคือเด็กนักเรียนได้นำความรู้เหล่านี้ไปขยายผลสู่ผู้ปกครองและชุมชน

ที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนองพระราชดำริในการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์แก่เด็กและเยาวชนต่อเนื่องถึงปัจจุบันได้ขยายผลการสอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียน ทั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) และโรงเรียนพระปริยัติธรรม นอกจากนี้ ยังได้สร้างโรงเรียนนำร่องด้านสหกรณ์กว่า 10,000 แห่ง เพื่อพัฒนาครู อาจารย์ให้เป็นวิทยากรการสหกรณ์สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านสหกรณ์ให้นักเรียนได้ถูกต้อง รวมทั้งได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ซึ่งเป็นระบบศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้และเข้าใจหลักการสหกรณ์ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

โรงเรียนวัดบึงทองหลาง (พิทักษ์วิทยาคาร) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เป็นโรงเรียนหนึ่งที่จัดการเรียนรู้สหกรณ์ดีเด่น มีสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า และกิจกรรมส่งเสริมการทำเกษตร ปลูกผัก เพาะเห็ด เลี้ยงสัตว์ และแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้นักเรียนได้เรียนรู้วิชาการและฝึกปฏิบัติด้านบริหารจัดการตามหลักการสหกรณ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางขวัญใจ จิรรังสิมันต์ ผู้จัดการสหกรณ์นักเรียนโรงเรียนวัดบึงทองหลาง กล่าวว่า กิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนจะเริ่มจากการอบรมครูผู้สอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียนให้เข้าใจเกี่ยวกับสหกรณ์เบื้องต้น ทั้งประเภทและโครงสร้างสหกรณ์ อุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ ก่อนจะกำหนดหลักสูตรการสอนและผลิตสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ ควบคู่กับกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในภาคปฏิบัติ ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมการเกษตรและอาชีพ สอนให้เด็กได้ปลูกพืชผัก เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลา ส่วนกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ จำหน่ายอุปกรณ์เครื่องเขียนและผลิตภัณฑ์ของนักเรียน และรับซื้อผลผลิตการเกษตรจากฟาร์มของโรงเรียน เพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารกลางวันให้นักเรียน กิจกรรมออมทรัพย์ ส่งเสริมการออม สร้างวินัยทางการเงินให้เด็ก รู้จักวางแผนใช้จ่ายเงิน ประหยัดอดออม และมีความซื่อสัตย์ กิจกรรมการศึกษาและสวัสดิการ เป็นการส่งเสริมความรู้ให้คณะกรรมการสหกรณ์นักเรียนหรือสมาชิก โดยพาไปทัศนศึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์งานสหกรณ์กับโรงเรียนต่างๆ และเรียนรู้การดำเนินงานสหกรณ์จากของจริง

ด้าน ด.ช.ต้นไม้ วิทอง นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนวัดบึงทองหลาง บอกว่า ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์นักเรียน ตั้งแต่ ป.3 ปัจจุบันทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการสหกรณ์นักเรียน” งานที่ต้องรับผิดชอบ คือ จัดประชุมใหญ่สามัญ และจัดการประชุมย่อยร่วมกับคณะกรรมการดำเนินการ และสมาชิก รวมทั้งบริหารดูแลกิจกรรมย่อย 4 กิจกรรม ได้แก่ สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์ออมทรัพย์ การส่งเสริมการผลิต และการส่งเสริมสวัสดิการ ทั้งนี้ กิจกรรมสหกรณ์ ได้สอนให้เรียนรู้ในหลายอย่าง พร้อมนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น รู้จักการใช้เงิน ออมเงิน ประหยัด จากการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ส่วนกิจกรรมส่งเสริมการผลิต ได้เรียนรู้ต้นทุน ปลูกผักสวนครัวเพื่อหารายได้ให้กับตัวเอง

จะเห็นได้ว่า นอกจากเด็กจะมีความรู้ความเข้าใจในวิชาการและนำไปปรับใช้ในชีวิต รวมถึงสร้างนิสัยการออมได้แล้ว ยังรู้จักการทำการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ จนสร้างรายได้เสริมจากการขายผลผลิตให้โครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน รวมทั้งคนในชุมชน และที่สำคัญสามารถขยายผลด้านอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ไปสู่ผู้ปกครองหรือชุมชนได้อีกด้วย

กรมส่งเสริมการเกษตรสนองรบ. เร่งพัฒนาบุคลากรสู่Smart DOAE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420492

x

กรมส่งเสริมการเกษตรสนองรบ. เร่งพัฒนาบุคลากรสู่Smart DOAE

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2560 – 2564 ซึ่งกำหนดวิสัยทัศน์ให้บุคลากรมีความเป็นมืออาชีพ ควบคู่คุณธรรมนำการเปลี่ยนแปลง มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงานในสังกัดนำไปใช้เป็นแนวทางดำเนินงานพัฒนาทรัพยากรบุคคลนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร วางแนวทางกำหนดแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเกษตรระยะ 20 ปี เพื่อพัฒนาศักยภาพองค์กร ด้านการพัฒนาบุคลากร โดยใช้นวัตกรรมบริหารจัดการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้ข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตรทุกคนเป็น Smart Officer หรือ Smart DOAE ภายใน 20 ปี

สำหรับการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรกรมฯปี 2562 – 2564 ซึ่งต้องสอดคล้องยุทธศาสตร์หน่วยงาน สถานการณ์ปัจจุบันและนโยบายรัฐบาล จึงกำหนดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคลขึ้น ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 กำหนดให้จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรยึดแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเกษตรเป็นกรอบในการจัดทำแผน โดยความร่วมมือจากทุกส่วนราชการในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตรมาร่วมศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่ทันสมัยและนำไปใช้เป็นแนวทางการพัฒนาบุคลากรอย่างเหมาะสม

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร ปีงบประมาณ 2562-2564 โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ระดมสมอง และรวมกลุ่มปฏิบัติ โดยมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคลจากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-6 กองการเจ้าหน้าที่ สำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี และผู้เกี่ยวข้องร่วมสัมมนา เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดและการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ การออกแบบกระบวนการจัดทำแผน การวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาร่วมกัน เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร เกิดวัฒนธรรมการพัฒนาองค์กรซึ่งขับเคลื่อนโดยบุคลากร เป็นแนวทางพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพและพร้อมขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้ดีขึ้นต่อไป

กยท.รุกพัฒนาธุรกิจยางภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420491

x

กยท.รุกพัฒนาธุรกิจยางภาคใต้

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงการประชุมสัมมนาการจัดทำแผนธุรกิจสำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางว่า การประชุมเขตภาคใต้ครั้งนี้ เป้าหมายคือเตรียมความพร้อมการดำเนินธุรกิจระหว่าง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กับเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อร่วมพัฒนาให้องค์ความรู้เรื่องการจัดทำแผนธุรกิจ ในเบื้องต้น กยท.จังหวัด กยท.สาขา จะสำรวจปริมาณผลผลิตยางในพื้นที่ถึงประเภท และปริมาณยาง โกดังจัดเก็บสินค้า จากนั้นจะนำปริมาณผลผลิตมาวิเคราะห์วางแผนการตลาด กยท.ในพื้นที่จะประสานงานโรงงานเอกชนเพื่อตกลงราคาและทำสัญญาการซื้อขายยาง สถาบันเกษตรทุกแห่งที่เข้าร่วมต้องผลิตยางที่มีคุณภาพดีได้มาตรฐานที่ยอมรับ มีปริมาณเพียงพอที่จะป้อนเข้าสู่โรงงาน และโรงงานที่รับซื้อต้องซื้อยางในราคาเป็นธรรม เป้าหมายสำคัญคือ รักษาเสถียรภาพราคายางภายในประเทศ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง กยท. และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ จับมือกันบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ การจัดการคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ส่งเสริมการปลูกยางในพื้นที่เหมาะสม หากทำได้เช่นนี้ จะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

“สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการพัฒนาธุรกิจคือ พัฒนาการศึกษาของลูกหลานเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่ง กยท. จะผลักดันให้เกิดขึ้นต่อไป นอกจากนี้ การค้นคว้าวิจัยเชิงพาณิชย์เรื่องนวัตกรรมยางพาราเป็นอีกทางหนึ่ง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลพัฒนาผลิตภัณฑ์นำไปสู่ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจต่อไป” นายเยี่ยม กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ภายในงานได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือจำหน่ายผลผลิตยางพารา ผ่านตลาดยางพาราของ กยท. หรือจำหน่ายตรงให้โรงงานรับซื้อของ กยท. ระหว่าง กยท. และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง 7 แห่ง เพื่อให้ร่วมมือทำงานใกล้ชิดมากขึ้น นำไปสู่การสร้างอำนาจต่อรองด้านราคาต่อไป

‘อธิบดีกรมชล’ปลื้ม! คนแห่ชมงาน117ปีดีเกินคาด ผู้เข้าร่วมนับหมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420542

'อธิบดีกรมชล'ปลื้ม! คนแห่ชมงาน117ปีดีเกินคาด ผู้เข้าร่วมนับหมื่น

‘อธิบดีกรมชล’ปลื้ม! คนแห่ชมงาน117ปีดีเกินคาด ผู้เข้าร่วมนับหมื่น

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 21.11 น.

17 มิ.ย.62 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การจัดนิทรรศการงาน 117 ปี กรมชลประทาน ตลอดระยะเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 – 14 มิ.ย.62 ที่ผ่านมา มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน จากบุคลากรกรมชลประทาน นักศึกษา นักเรียน เกษตรกร และผู้สนใจที่ไปร่วมชมนิทรรศการและร่วมกิจกรรมภายในบูธนิทรรศการผู้เข้าชมนิทรรศการได้ให้ความสนใจในเนื้อหาผลงานที่กรมชลประทาน ได้จัดมาแสดงเป็นอย่างดี ทำให้การจัดนิทรรศการในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ ผู้เข้าชมนิทรรศการทุกกลุ่มยังได้รับความรู้ ความเข้าใจภารกิจและนวัตกรรมด้านการชลประทานมากยิ่งขึ้น

สำหรับหน่วยงานที่เข้าร่วมจัดนิทรรศการ เฉพาะภายในสังกัดกรมชลประทาน จำนวน 35 หน่วยงาน รวมงานนวัตกรรมกว่า 100 ชิ้นงาน ที่ได้รับความสนใจจากนักเรียน นักศึกษา ที่ตื่นตาตื่นใจกับนวัตกรรมที่นำมาจัดแสดง รวมทั้งคำแนะนำที่ได้จากวิทยากรประจำแต่ละบูธเพื่อใช้ต่อยอดในการเรียน นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานที่เป็นเจ้าหน้าที่และเกษตรกรยังได้ความรู้ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อนำไปพัฒนาหน่วยงานในพื้นที่ของตนต่อไป และยังมีหน่วยงานภายนอกที่มาร่วมจัดนิทรรศการอีก 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมอุตุนิยมวิทยา กรมฝนหลวง และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 2 หน่วยงาน ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การประปานครหลวง จากหน่วยงานเอกชน 2 หน่วยงาน ได้แก่ บริษัท เอสซีจี จำกัด (มหาชน) สถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสหกรรม

นอกจากนิทรรศการที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีแล้ว กิจกรรมบนเวทียังได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานดีเช่นเดียวกัน ทั้งการบรรยายพิเศษเรื่อง “ความรู้ดี ไดเดียโดน แบ่งปันกันได้” จาก อ.จตุพล ชมพูนิช และเวทีเสวนาเรื่อง “ชลประทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด พลิกวิกฤต Digital Disruption สู่โอกาสการพัฒนา” ที่มี ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี 2563 แพรกหนามแดง สมุทรสงคราม ที่มีผู้เข้าร่วมฟังจนล้นบริเวณหน้าเวที รวมทั้งการถอดบทเรียน “สหวิทยาการ + ธรณี หมูป่า ถ้ำหลวง นางนอน” ที่เป็นอีกหนึ่งภารกิจแห่งความภาคภูมิใจของกรมชลประทาน
“รู้สึกยินดีและชื่นชมในความสำเร็จของการจัดนิทรรศการครั้งนี้  และมีเป้าหมายที่จะเดินหน้าช่วยกันทำงานเพื่อให้กรมชลประทานมุ่งสู่องค์กรอัจฉริยะสร้างความมั่นคงด้านน้ำต่อไป และขอขอบคุณคณะผู้จัดงานและผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ทำให้การจัดนิทรรศการครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุผลตามที่ได้มุ่งหวังทุกประการ แล้วเจอกันใหม่ใน 118 ปี กรมชลประทาน

กษ.เล็งทำประกันภัยครอบคลุมการเกษตรทุกชนิด แก้ความซ้ำซ้อนแจกเงินช่วยภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420473

กษ.เล็งทำประกันภัยครอบคลุมการเกษตรทุกชนิด แก้ความซ้ำซ้อนแจกเงินช่วยภัยพิบัติ

กษ.เล็งทำประกันภัยครอบคลุมการเกษตรทุกชนิด แก้ความซ้ำซ้อนแจกเงินช่วยภัยพิบัติ

วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 17.44 น.

“กษ.เล็งทำประกันภัยให้ครอบคลุมการเกษตรทุกชนิด ลดภาระงบ- แก้ความซ้ำซ้อน รัฐแจกเงินช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยพิบัติ ได้ไม่ต่ำกว่าปีละ2หมื่นบาท สทนช.ชี้ปี51-61 โปรยงบ1.6แสนล้านบาทเยียวยาน้ำท่วม-ภัยแล้ง“

17 มิ.ย.62 นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่ากำลังเจรจาและหารือกับ สำนักงานคณะกรรมการการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปประกันภัยการเกษตร เพื่อขยายโครงการประกันภัยให้ครอบคลุมการเกษตรทุกชนิด จะทำให้ลดความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือเกษตรกร จากสถิติความเสียหายจากภัยพิบัติที่รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยเยียวยาในแต่ละปีไม่ตํ่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ถ้ามีบริษัทประกันภัยมาช่วย จะทำให้เกษตรกรได้เงินเร็วขึ้นด้วย ในสัดส่วนความเสียหายจ่ายแบบรายแปลง โดยเฉพาะความเสียหายจากภัยแล้ง น้ำท่วม ลมพายุ ลูกเห็บตก โรคระบาดเพลี้ยและแมลง

ทั้งนี้ที่ผ่านมางบประมาณช่วยเหลือเยียวยาน้ำท่วม ภัยแล้ง ของรัฐบาล จากปี 51-54 เป็นวงเงิน 50,281 ล้านบาท ปี 54-57 เป็นวงเงิน 89,777 ล้านบาท ปี 57-61 เป็นวงเงิน 18,574 ล้านบาท ซึ่งสถิติจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)

นางสาวจริยา กล่าวว่า อาจต้องจ้างบริษัทเซเวเยอร์ตรวจสอบ ที่เป็นบริษัทกลาง หรือใช้บริษัทประกันภัยเข้าไปตรวจสอบ โดยกำหนดสัดส่วนความเสียหายที่ต้องจ่าย ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอความเสียหายถึง 80% ภาครัฐจึงจะใช้งบประมาณรัฐชดเชยความเสียหายได้ ดังนั้นต้องพัฒนาระบบการตรวจสอบพื้นที่เสียหายซึ่งยังใช้เวลาหลายปี

ในส่วนทางเลือกที่ 2 สามารถประเมินความเสียหายตามรายแปลง ต้องให้เกษตรกรสมัครใจเข้ามาทำประกันภัยโดยไปประเมินจ่ายรายแปลง อาจจะไม่ต้องมีการประกาศ แต่จะต้องเสียค่ารถจักรยานยนต์เข้าไปตรวจสอบ

“กำลังคิด2ทางเลือกก่อน โดย ธ.ก.ส.จะเป็นตัวกลางคุยกับบริษัทประกันภัย หากดึงทุกพืช ทุกสินค้าปศุสัตว์เข้าร่วมโครงการจะส่งผลทำให้เบี้ยประกันถูกลง ที่สำคัญช่วยลดภาระงบประมาณรัฐ ทั้งนี้เมื่อมีการปรับเปลี่ยนระบบการให้ความช่วยเหลือในระบบเดิมเข้าสู่ระบบประกันภัย ควรยกเลิกการให้ความช่วยเหลือเยียวยาในระบบเดิมเพื่อไม่ให้เกิดความซํ้าซ้อน“ เลขาฯสศก.กล่าว

สำหรับปัจจุบันภาครัฐได้ดำเนินการประกันภัยในสินค้าเกษตรเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ประกันภัยข้าวนาปี ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยังมีประกันภัยที่ดำเนินการโดยบริษัทประกันภัยกับเกษตรกรโดยตรง เช่น ทุเรียน รวมไปถึงหน่วยงานต่างๆ เช่น คปภ. และธ.ก.ส.ได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการประกันภัยสินค้าชนิดอื่นๆ เช่น โคนม มันสำปะหลัง กุ้ง

การชดเชยและการให้ความช่วยเหลือ ในรูปการประกันภัยพืชผล เป็นการคุ้มครองความเสียหายหรือสูญเสียต่อพืชผลที่เอาประกันภัย อันเกิดจากภัยธรรมชาติตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยอาจกำหนดให้คุ้มครองภัยทุกชนิด หรืออาจกำหนดให้คุ้มครองจากภัยพิบัติบางอย่างโดยเฉพาะ เช่น นํ้าท่วม ภัยแล้ง ลมพายุ ลูกเห็บตก ขึ้นอยู่กับพื้นที่และชนิดของพืชที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแตกต่างกัน

ทั้งนี้การประกันภัยพืชผลจะกำหนดระยะเวลาคุ้มครองไว้ล่วงหน้า โดยระยะเวลาคุ้มครองนี้จะตรงกับช่วงระยะเวลาเพาะปลูกของพืชแต่ละชนิด ดังนั้นการทำประกันภัยจึงต้องทำก่อนเริ่มระยะเวลาเพาะปลูกของพืชแต่ละชนิด จะเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดระบบการเงิน เพื่อคุ้มครองต้นทุนการผลิตเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ คุ้มครองปริมาณผลผลิตที่ลดตํ่าลง และคุ้มครองราคาผลผลิตที่ผันผวน ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางรายได้และความมั่นคงในอาชีพให้แก่เกษตรกร

‘มกอช.’เจรจา’จีน’ขนส่งผลไม้ไทยผ่านด่านตงซิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420319

'มกอช.'เจรจา'จีน'ขนส่งผลไม้ไทยผ่านด่านตงซิง

‘มกอช.’เจรจา’จีน’ขนส่งผลไม้ไทยผ่านด่านตงซิง

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 22.01 น.

มกอช.นำทัพเยือนจีน เจรจานายกเทศมนตรีเมืองตงซิง ขออนุญาตขนส่งผลไม้ไทยทางบกผ่านด่านตงซิง หวังเพิ่มโอกาสนำเข้า และขายผลไม้ในจีน

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.62 นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร และกงสุล (ฝ่ายการเกษตร) ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ได้เดินทางเยือนอำเภอตงซิง เมืองฝางเฉิงก่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่อยู่ติดกับด่านหม่งก๋าย ของเวียดนาม เพื่อหารือแนวทางในการอนุญาตให้ผลไม้ไทยสามารถขนส่งทางบกจากประเทศไทยเข้าที่ด่านตงซิง เป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางการนำเข้าและการจำหน่ายผลไม้ไทยในจีน โดยเฉพาะสินค้าทุเรียน เนื่องจากปัจจุบันมีด่านทางบกที่นำเข้าได้เพียง 2 ด่าน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะรองรับในช่วงฤดูกาลที่ผลไม้ไทยออกสู่ตลาดมาก ทำให้เกิดปัญหาสินค้าติดอยู่ที่ด่านชายแดนจีนเป็นเวลานานจนมีผลกระทบต่อคุณภาพ

“จากปัญหาสินค้าผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียนไทยที่ส่งไปจีนเสียหาย เนื่องจากการจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านโหย่วอี้กว่าน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เล็งเห็นว่าการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง คือการเพิ่มช่องทางการนำเข้าผลไม้ผ่านเส้นทางทางบก เพื่อเป็นการกระจายสินค้าให้สามารถเข้าได้หลายช่องทาง ช่วยลดภาระการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในแต่ละด่าน ตลอดจนลดระยะเวลาในการตรวจปล่อยสินค้าของแต่ละด่านลง ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผลไม้ไทย” เลขาธิการ มกอช.กล่าว

ปัจจุบันด่านตงซิง ได้รับการพัฒนาและยกระดับให้สามารถนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศได้ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้พร้อมรองรับการตรวจสอบผลไม้ที่จะนำเข้าจากต่างประเทศ โดยรัฐบาลได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ได้ถึง 2,000 คันต่อวัน รวมทั้งนำระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เพื่อให้การตรวจปล่อยสินค้าเป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยคาดว่า ระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ จะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ จีนกำหนดว่า ประเทศที่ไม่มีพรมแดนติดกับจีน หากประสงค์จะขนส่งผลไม้ผ่านเส้นทางทางบกจะต้องจัดทำความตกลงในรูปแบบพิธีสาร ปัจจุบันสามารถนำเข้าได้เพียงสองด่านทางตอนใต้ของจีน ได้แก่ ด่านโม่หาน มณฑลยูนนาน และด่านโหย่วอี้กว่าน เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงเท่านั้น โดยการลงนามพิธีสาร ตั้งแต่ปี 2552 เป็นจุดเริ่มต้นให้ผลไม้จากประเทศไทยจำนวน 22 รายการที่จีนอนุญาตให้นำเข้า สามารถขนส่งโดยเส้นทางขนส่งทางบกเข้าสู่จีน ในระยะเวลาที่สั้นกว่าทางเรือ ทำให้ผลไม้ไทยมีคุณภาพและความสดยาวนานสามารถกระจายไปยังตลาดตามมณฑลต่างๆ ของจีนได้อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2561 มีปริมาณการส่งออกผลไม้จากไทยไปจีนโดยเส้นทางขนส่งทางบกราว 664,000 ตัน โดยมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่า 321,000 ตัน เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีปริมาณการส่งออกราว 343,000 ตัน คิดเป็นปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 90 โดยในปี 2561 มีมูลค่าส่งออก กว่า 25,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี ซึ่งการเปิดด่านตงซิงดังกล่าว จะเป็นมาตรการในการรองรับการเติบโตของตลาดสินค้าผลไม้ไทยในจีนในอนาคตต่อไป

‘กฤษฎา’เดือด! สั่งขรก.แจงมาตรการรัฐได้ผลจริง อย่าปล่อยส.ส.ปลุกระดมก่อม็อบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420257

'กฤษฎา'เดือด! สั่งขรก.แจงมาตรการรัฐได้ผลจริง อย่าปล่อยส.ส.ปลุกระดมก่อม็อบ

‘กฤษฎา’เดือด! สั่งขรก.แจงมาตรการรัฐได้ผลจริง อย่าปล่อยส.ส.ปลุกระดมก่อม็อบ

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 17.21 น.

“กฤษฎา”เดือดขรก.เกียร์ว่าง จี้ทุกหน่วยงานลงพื้นที่เร่งชี้แจงมาตรการรัฐบาลดึงราคาผลผลิตเกษตรได้ผลจริง อย่าปล่อยส.ส.ปลุกระดมก่อม็อบเกษตรกร-ชาวประมง

16 มิ.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการด่วนที่สุดเรื่องการชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับงานการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ปลัดกระทรวงเกษตร อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรรวมทั้งผู้บริหาร กษ.ทุกหน่วย และประมงจังหวัด เกษตรจังหวัดทุกจังหวัด ซึ่งได้ตรวจสอบข่าวสารจากสื่อต่างๆ พบว่า ขณะนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บางท่าน และผู้นำองค์กรอาชีพบางองค์กร ได้ลงพื้นที่ไปจัดประชุมกลุ่มเกษตรกรและหรือสมาชิกขององค์กรเกษตรกร เพื่อรับฟังความเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น กลุ่มชาวประมงภูเก็ต สงขลา พังงา ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสงคราม และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มจังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ ฯลฯ นั้น เนื่องจากในช่วงตั้งแต่ปี 57 ถึงปัจจุบัน รัฐบาล และ กษ.ตลอดจนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรกรรมไปแล้วหลายเรื่อง เช่น การจัดระเบียบการประมงให้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของภาครัฐ ปี 58 – 59 การรับซื้อปาล์มในราคาที่เป็นธรรม การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร การรักษาเสถียรภาพราคายางพาราและไข่ไก่ เป็นต้น

จึงขอให้ปลัดกระทรวง และอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการเทียบเท่าในสังกัด กษ.ได้ดำนินการแจ้งประมงจังหวัดกระบี่ ภูเก็ต สงขลา พังงา ตราด ระยอง จันทบุรี และประมงจังหวัดสมุทรสงคราม ไปรวบรวมประเด็นปัญหาที่มี ส.ส.และหรือนายกสมาคมกลุ่มอาชีพนั้นๆ ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนจากการประกอบอาชีพนั้นๆ มีประเด็นใดบ้าง หากพบว่าปัญหาใดที่ทางราชการแก้ไขไปแล้ว เช่น การเยียวยาช่วยเหลือชาวประมงที่ได้รับผลกระทรบจากมาตรการรัฐ ปี 58 – 59 หรือการปรับปรุง พ.ร.ก.ประมง 2558 ก็ให้รีบจัดประชุมชี้แจงกลุ่มเกษตรกรเหล่านั้นเพื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้องต่อไป ทั้งนี้ อาจประสานงานกับนายอำเภอท้องที่เพื่อไปร่วมชี้แจงผ่านการชุมประจำเดือนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านของแต่ละอำเภอด้วยก็จะเป็นการดีอย่างยิ่ง รวมทั้งให้ประสานงานกับเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อ.พ.ก.) ทราบ เพื่อนำเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ และพิจารณาตามที่เห็นสมควรต่อไปด้วย ทั้งนี้ ขอทราบผลการปฎิบัติใน 19 มิ.ย.62

สำหรับปัญหาที่มีเอกชนบางรายไปจำกัดปริมาณการรับซื้อปาล์มตามโครงการของกระทรวงพลังงานนั้น ขอให้เกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ ประสานงานกับพลังงานจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด เพื่อร่วมกันตรวจสอบการรับซื้อปาล์มของภาคเอกชนที่ร่วมโครงการว่ามีปัญหาอุปสรรคประการใดหรือไม่ ทั้งนี้ หากมีปัญหาหรืออุปสรรคใดที่เกินขีดความสามารถของหน่วยงานในพื้นที่ที่จะแก้ไขได้ ให้รีบรายงาน กษ.ส่วนกลาง และ ก.พลังงาน รวมทั้ง ก.พาณิชย์ ทราบ เพื่อพิจารณาแก้ไขให้ต่อไปด้วย

“ให้ปลัดกระทรวงฯ ได้วางแนวทางปฎิบัติงานให้หน่วยงานในสังกัด กษ.ที่อยู่ในพื้นที่ทุกหน่วย ต้องหมั่นลงพื้นที่เพื่อติดตามและสดับตรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร และเร่งแก้ไขปัญหาตามอำนาจหน้าที่ให้เป็นประจำ ทั้งนี้ ให้ใช้กลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อ.พ.ก.) ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ในการประสานงานการแก้ไขปัญหานั้นๆ หากปัญหาใดที่หน่วยงานในพื้นที่ไม่สามารถดำเนินการได้ก็ให้รายงานส่วนกลางพิจารณาโดยเร็ว อย่าชักช้า ทั้งนี้ ไม่ต้องรอให้มี ส.ส.และหรือผู้แทนกลุ่มองค์กรอาชีพต่างๆ ลงไปเคลื่อนไหวรับฟังความคิดเห็นหรือเรียกร้องก่อนแต่อย่างใด ในกรณีที่หน่วยงานในสังกัด กษ.ที่มีภารกิจหน้าที่โดยตรง แต่ได้ไปติดตามแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนภายหลังจากที่มีการร้องเรียนแล้วนั้น ถือว่าหน่วยงานในสังกัด กษ.หน่วยนั้น ยังไม่มีประสิทธิภาพ ขาดจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานของตนเอง จึงต้องปรับปรุงอย่าให้บกพร่องอีกต่อไป” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า ให้ปลัดกระทรวงฯ กำชับผู้ตรวจราชการทุกเขตตรวจราชการ ได้ลงไปพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านการเกษตรของจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบเขตตรวจราชการที่รับผิดชอบ เพื่อให้คำแนะนำหรือมอบหมายสั่งการในการทำงานด้านต่างๆ แก่หน่วยงานในพื้นที่ปฏิบัติเป็นระยะๆ ด้วย ในกรณีหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนหรือเกษตรกรไปแล้ว ก็ขอให้ ปล.กษ.และหน่วยงานในสังกัด กษ.ได้ชี้แจงประชาสัมพันธ์งานดังกล่าวในทุกช่องทางอย่างกว้างขวางด้วย

แห่เข้าคิวลงคะแนนเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรนั่ง ‘กฟก.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420223

แห่เข้าคิวลงคะแนนเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรนั่ง ‘กฟก.’

แห่เข้าคิวลงคะแนนเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรนั่ง ‘กฟก.’

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 13.04 น.

16 มิ.ย.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศกำหนดให้วันที่ 16 มิ.ย.62 ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. เป็นวันเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร เพื่อเป็นกรรมการในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) นั้น

โดยบรรยากาศทั่วไปของการออกมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งของเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายเป็นไปอย่างคึกคัก เกษตรกรต่างพากันออกมาเข้าคิวรอรับบัตรเลือกตั้งเพื่อลงคะแนนในคูหาเลือกตั้งอย่างหนาตา ตั้งแต่เช้า เป็นจำนวนมาก หลายหน่วยเลือกตั้ง ทั้งนี้ในพื้นที่ อ.พาน นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์  ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขต 15 ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร ณ หน่วยเลือกตั้ง อบต.ม่วงคำ อ.พาน โดยมี นางภัทราวดี ปัญญาบุญ นายอำเภอพาน ให้การต้อนรับและนำตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้ง

นายนิยม กล่าวอีกว่า  การเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรในวันนี้ ได้กำหนดให้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 15.00 น. และในจังหวัดเชียงราย มีเกษตรกรผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร จำนวน 158,194 คน มีหน่วยเลือกตั้งใน 18 อำเภอ จำนวน 136 หน่วยเลือกตั้ง และในเขต 17 จังหวัดภาคเหนือ  มีผู้แทนเกษตรกรได้ จำนวน 5 คน จึงขอเชิญชวนเกษตรกรที่มีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ยังไม่ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ทั้งนี้หลังจากการปิดหีบเวลา 15.00 น. คณะกรรมการหน่วยเลือกตั้งจะเริ่มนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งทันที และสรุปรวบรวมผลการนับคะแนนให้กับจังหวัดเชียงราย เพื่อรายงานผลผลการนับคะแนน ให้เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งเป็นผู้แทนเกษตรกร ในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ต่อไป

ขณะที่ จ.เลย นายประยูร อรัญรุท นายอำเภอวังสะพุง พร้อมด้วยนายชาญชัย แสงสวัสดิ์ปลัดอาวุโส และนายรักไทย พันลูกท้าว ปลัดอำเภอ ได้ออกตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร ประจำปี 2562 ในพื้นที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งมีจำนวน 12  หน่วยใน 10 ตำบล ซึ่งผู้มีสิทธิมีความกระตือรือร้นในการออกมาใช้สิทธิจำนวนมากในช่วงเช้า ซึ่งการดำเนินการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีเกษตรกรให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง และไม่มีปัญหาอุปสรรคแต่อย่างใด ไม่มีการกระทำผิด