‘ประยุทธ์’ยิ้มพอใจ ราคายาง-ปาล์ม’พุ่ง เดินหน้าแก้ทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420994

‘ประยุทธ์’ยิ้มพอใจ  ราคายาง-ปาล์ม’พุ่ง  เดินหน้าแก้ทั้งระบบ

‘ประยุทธ์’ยิ้มพอใจ ราคายาง-ปาล์ม’พุ่ง เดินหน้าแก้ทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฯประยุทธ์ โพสต์รัฐบาลใส่ใจปัญหาเกษตรกร สวนยาง-ปาล์ม ย้ำต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ ไม่ฉาบฉวย ขอยิ้มและฝ่าฟันทุกอย่างไปด้วยกัน

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า ผมใส่ใจและเร่งติดตามแก้ไขปัญหา และบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางและชาวสวนปาล์ม เราต้องแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางที่แก้ทั้งระบบโดยใช้วิธีการบริหารการผลิตและการบริหารความต้องการใช้ผลผลิตให้อยู่ในจุดที่ใกล้เคียงกันซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน ไม่ฉาบฉวย

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่าขณะนี้ราคาปาล์มและยางพาราได้ปรับสูงขึ้นในรอบหลายปี โดยปาล์มดิบราคาปรับเพิ่มขึ้น 3.30-3.50 บาท /กก. อันเป็นผลจากนโยบายและแนวทางที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)ได้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)เข้าซื้อน้ำมันปาล์มดิบ 200,000 ตัน มาผลิตไบโอดีเซลเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้า แต่ตอนนี้ซื้อไปแค่ 60,000 ตันก็สามารถดันราคาปาล์มขึ้นมาได้ในระดับหนึ่งและคาดว่าจะดันราคาเพิ่มขึ้นได้อีกอย่างต่อเนื่อง

พร้อมยังระบุว่า วันนี้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ราคา 60.05 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าสูงมากกว่าในช่วงหลายปีเช่นกัน จากมาตรการที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และการรวมกลุ่มของเกษตรกรเข้าไปซื้อยางพาราในราคานำตลาด รวมถึงการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น จากอดีตใช้ในประเทศ 500,000 ตันต่อปี หรือ 14% ของผลผลิตในประเทศ ปีนี้ใช้เพิ่มเป็น 800,000 ตันหรือ17% และส่งออก 4 ล้านตันต่อปี

“แม้ขณะนี้ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นมาจนพี่น้องชาวสวนยางสวนปาล์มพอยิ้มได้บ้าง แต่ผมและรัฐบาลจะไม่หยุดที่จะคิดและลงมือทำทุกวิถีทางเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวสวนยางสวนปาล์มรวมถึงพี่น้องเกษตรกรทุกกลุ่มให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป ยิ้มและฝ่าฟันทุกอย่างไปพร้อมกันด้วยความจริงใจ”พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำทิ้งท้าย

สทนช.เกาะติด6โครงการสรุปรายงานครม.ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420880

x

สทนช.เกาะติด6โครงการสรุปรายงานครม.ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สทนช.ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ เพื่อจัดทำรายงาน ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ประกอบด้วยโครงการสำคัญๆ 6 โครงการ คือ โครงการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร จ.พิจิตร ได้เร่งรัดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2563 โดยมอบหมายกรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทาน พิจารณาเสนอขอปรับแผนดำเนินงานปีงบประมาณ 2562 และ 2563 พร้อมทั้งให้กรมชลประทาน เร่งสำรวจออกแบบก่อสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำยมตอนล่าง ถัดจากประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้างเพิ่มเติมในงานศึกษาความเหมาะสมแนวทางการเติมน้ำจากอาคารที่สร้างในแม่น้ำยมให้กับแม่น้ำพิจิตร และกองทัพบกร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์จัดทำรายละเอียดประกอบการพิจารณาโครงการที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณา 27 รายการ จากที่ได้รับงบกลางไปแล้ว 43 รายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการที่จะต้องดำเนินการในโครงการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร จังหวัดพิจิตร

ส่วนโครงการฟื้นฟูแผนหลักการพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร เพื่อป้องกันปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในฤดูฝน เป็นการบูรณาการระหว่างจ.สกลนคร กรมชลประทาน และสทนช. ซึ่งจะจัดทำแผนหลักอย่างเป็นองค์รวม ประกอบด้วย แผนระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ครอบคลุมการพัฒนา 10 ปี (พ.ศ.2563-2570) ดำเนินการ 5 ด้าน ได้แก่ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค สร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการน้ำท่วมอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และการบริหารจัดการรวม 63 โครงการ วงเงิน 5,509 ล้านบาทมี 13 หน่วยงานรับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้จะจัดทำแผนปฏิบัติของแต่ละปีงบประมาณ และแผนดำเนินงานที่จะขับเคลื่อนได้ หลังจากนั้น สทนช.จะนำเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณ แผนงานโครงการและหน่วยปฏิบัติต่อไป

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการขุดลอกคลองระบายน้ำจากลำน้ำชี เป็นการก่อสร้างทางผันน้ำชีตอนล่างพร้อมอาคารประกอบตามนโยบายคราวที่ประชุม ครม.สัญจร เมื่อวันที่
23-24 กรกฎาคม 2561 ที่จังหวัดอำนาจเจริญและอุบลราชธานี ดำเนินการโดยกรมชลประทาน วงเงิน 310 ล้านบาท เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 3,000 ไร่ มีเส้นทางสัญจรและลำเลียงผลผลิตทางการเกษตร ลดระยะเวลาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก 25,000 ไร่ จาก 4 เดือน เหลือไม่เกิน 1 เดือน และสามารถระบายได้ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะนี้ออกแบบเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นราษฎรและเกษตรกรในพื้นที่ มีแผนจะขอรับงบประมาณตั้งแต่ปี 2563-2565

นอกจากนี้ ยังเร่งรัดกรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขาว จ.แม่ฮ่องสอน ให้แล้วเสร็จตามแผนงาน ซึ่งได้รับงบประมาณก่อสร้างแล้วปี 2562 วงเงิน 85 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนขออนุมัติการใช้พื้นที่ป่าจากกรมป่าไม้ คาดว่าคณะอนุกรรมการป่าสงวนแห่งชาติจะตรวจสอบและเห็นชอบได้ภายในเดือนมิถุนายน 2562 ก่อนเสนอคณะกรรมการป่าสงวนแห่งชาติพิจารณาอนุญาต

ส่วนโครงการน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ซึ่ง กนช.มอบให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดหาน้ำอุปโภคบริโภคให้ครบทั้ง 169 หมู่บ้าน ให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2562 อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจอย่างละเอียดแล้วพบว่า มีหลายพื้นที่ที่มีระบบประปาหมู่บ้านอยู่แล้ว 23 แห่ง ที่เหลือที่ประชุมได้เร่งรัดให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย

“สำหรับสิ่งกีดขวางทางน้ำ กนช.ให้ทุกหน่วยงาน สำรวจสิ่งกีดขวางทางน้ำ และให้เร่งแก้ปัญหา โดยเฉพาะในภาคใต้ สำรวจพบว่ามีสิ่งกีดขวางทางน้ำในเขตภาคใต้ 111 แห่ง ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ74 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 26 แห่ง ที่เหลือ 11 แห่ง จะการดำเนินงานภายในปี 2563 ส่วนภาคเหนือมีสิ่งกีดขวาง 161 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60 แห่ง ภาคกลาง 115 แห่ง และภาคตะวันออก 115 แห่ง รวม 451 แห่ง ปัจจุบัน อยู่ระหว่างตรวจสอบพิกัดจุดที่ตั้งและข้อมูลบัญชีรายการของอาคาร” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สศก.จับมือสรท.ศึกษาระบบโซ่ความเย็น เพิ่มศักยภาพการจัดเก็บคงคุณภาพสินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420883

สศก.จับมือสรท.ศึกษาระบบโซ่ความเย็น เพิ่มศักยภาพการจัดเก็บคงคุณภาพสินค้าเกษตร

สศก.จับมือสรท.ศึกษาระบบโซ่ความเย็น เพิ่มศักยภาพการจัดเก็บคงคุณภาพสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 สศก.ร่วมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ศึกษารูปแบบการพัฒนาระบบการบริหารจัดการโซ่ความเย็น (Cold Chain) ในสินค้าพืชผักและผลไม้ ของสถาบันเกษตรกรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และพื้นที่ใกล้เคียง 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด โดยระบบการบริหารจัดการโซ่ความเย็นในสินค้าเกษตร เป็นระบบบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับการเก็บเกี่ยว การขนส่งเก็บรักษา กระจายสินค้า และการขายของสินค้า รวมถึงการใช้อุปกรณ์เครื่องมือ และการปฏิบัติเพื่อให้สินค้าคงความสดและมีคุณภาพให้ยาวนานที่สุด โดยมีเงื่อนไขที่สภาพของอุณหภูมิที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อการเก็บรักษาในแต่ละกระบวนการผลิต

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว

จากการศึกษาพบว่า การบริหารจัดการโซ่ความเย็นที่มีประสิทธิภาพเริ่มจากการจัดการผลผลิตของเกษตรกร จัดส่งมายังสถาบันเกษตรกร ส่งต่อไปยังตลาดปลายทาง สามารถรักษาคุณภาพและเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้เป็นอย่างดี เช่น การจัดการโซ่ความเย็นในสินค้าทุเรียน ของสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด จ.จันทบุรี ซึ่งปีที่ผ่านมาสหกรณ์ได้รับงบประมาณโครงการไทยนิยมยั่งยืนกว่า 29 ล้านบาท และสหกรณ์สมทบเพิ่มอีก 12 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคารห้องเย็น พร้อมอุปกรณ์แปรรูปผลไม้มีกระบวนการคัดแยกผลผลิตเกรด A และ B จะจำหน่ายเป็นผลสด ซึ่ง 90% ส่งไปจำหน่ายที่จีน ที่เหลือ 10% จำหน่ายตลาดในประเทศ ขณะที่ทุเรียนตกเกรด มีกระบวนการจัดเก็บก่อนเข้าสู่กระบวนการแกะเปลือกในห้องเย็นแบ่งเป็น 4 เกรด ได้แก่ A B เนื้อดิบ และเนื้อเละ โดยเนื้อเกรด AB จะถูกนำไปแช่แข็งที่อุณหภูมิ -35 ถึง -70 องศาเซลเซียส เก็บได้ประมาณ 1 ปี ปัจจุบันมี 250 ตันเนื้อซึ่งห้องเย็นรองรับได้สูงสุด 300 ตันเนื้อ หลังจากนั้นถูกส่งไปยังห้องเย็นของบริษัทในกรุงเทพฯต่อไป สำหรับเนื้อเละจะนำไปกวนจำหน่ายให้บริษัท สเวนเซ่นส์ (ไทย) จำกัด

นางสาวทัศนีย์กล่าวเพิ่มเติมว่า สหกรณ์ที่ได้รับงบจัดสร้างห้องเย็น ทำให้เกษตรกรมีทางเลือกนำผลผลิตมาขายให้สหกรณ์ ส่งผลให้ราคาทุเรียนปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่แล้วกิโลกรัมละ 45 – 60 บาท ปีนี้เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 60 – 70 บาท แสดงให้เห็นว่าการที่สหกรณ์เป็นตัวกลางรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรนั้น ส่งผลต่อการรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ของจ.จันทบุรี และยังช่วยรัฐบาลประหยัดงบที่นำไปใช้แทรกแซงราคาผลไม้ให้เกษตรกรปีละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลผลการศึกษา สอบถามได้ที่ ส่วนนโยบายและแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ด้านการเกษตร กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โทร. 0-2579-3757 ในวันและเวลาราชการ

กยท.ทุ่มงบ300ล.ลุยวิจัยพัฒนายาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420879

x

กยท.ทุ่มงบ300ล.ลุยวิจัยพัฒนายาง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.มีงบประมาณการวิจัยมากกว่า 300 ล้านบาท ตั้งแต่ปรับปรุงพันธุ์ยาง การจัดการสวนยาง นวัตกรรมการกรีดยาง ไปจนถึงแปรรูปยางพารา เป้าหมายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี เพิ่มโอกาสใช้ยาง ที่กระตุ้นให้ราคายางมีเสถียรภาพ เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้มั่นคงยั่งยืน ซึ่งผลลัพธ์เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุน

สำหรับผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากงานวิจัยนั้น มีให้เห็นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่นมีสายพันธุ์ยางที่ให้น้ำยางสูงกว่าพันธุ์เดิม ได้แก่ RRIT 215 RRIT 408 เป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรโดยตรง ส่วนการแปรรูปวัตถุดิบ กยท.ได้นำผลวิจัยเข้าไปช่วยสนับสนุนการจัดการผลิตวัตถุดิบยางพารา ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ยางเครปบาง โดยเกษตรกรสามารถผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิตทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีที่ผลิตน้ำยางข้นที่ปราศจากสารก่อมะเร็ง (TMTD ZNO2) ซึ่งวัตถุดิบที่ต้องการนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ที่ส่งเข้าไปจำหน่ายแถบยุโรป ในส่วนผลิตภัณฑ์ขั้นปลาย กยท. คิดค้นนวัตกรรมทั้งที่ดำเนินการเอง และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น เกิดผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านยางพาราที่หลากหลาย เพิ่มการใช้ยางในประเทศ

ด้านการคมนาคม นำยางพาราเป็นส่วนผสมทำถนนพาราซอยซีเมนต์ในโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ใช้น้ำยางสด 12 ตันต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร สนับสนุนนโยบายรัฐบาลและยังใช้ยางพาราน้ำยางในตลาดได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคายางมีเสถียรภาพ ปีนี้กยท.มีนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยางที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตออกมาหลายชนิด เช่น หุ่นยางฝึกช่วยชีวิต แผ่นหนังเทียมหัดเย็บ ผลิตภัณฑ์เฝือกยางที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทนเฝือกปูนที่ใช้ในปัจจุบัน โดยลดความร้อน และความชื้นให้ผู้ป่วย อยู่ระหว่างขยายผลเชิงพาณิชย์ ล่าสุดยังวิจัยพัฒนาผลิตทุ่นกันผักตบชวาหน้าประตูน้ำให้กรมชลประทาน เป็นทุ่นที่ทำจากยางพารา 100% ทนทานไม่แตกง่ายเหมือนของเดิมที่ใช้ท่อ PVC โดยลอตแรกจะใช้ยางพารากว่า 10 ตัน

“งานวิจัยเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้วงการยางไปต่อได้อย่างยั่งยืนจะเห็นว่าที่วันนี้ราคายางทรงตัวมากขึ้น ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป จากนี้กยท.ยังขยายงานด้านวิจัยไปสู่การพัฒนาครบวงจร หากหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนสนใจเข้าร่วมพัฒนานวัตกรรม ติดต่อโดยตรงได้ที่ การยางแห่งประเทศไทย” รองผู้ว่าการ กยท. กล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 20 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420881

566101

ซอกแซกอาเซียน : 20 มิถุนายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ที่มาเลเซีย หลังจากที่ได้มีการรับรองรายงานการประชุม ซึ่งได้ดำเนินการในวันที่ 2 ภาคเช้าแล้ว ก็จบลงที่การพาไปดูงาน 2-3 แห่งด้วยกัน แห่งแรกก็เป็นเรื่องของวัฒนธรรมต่างๆของชนชาติเขาที่ศูนย์แห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เสร็จแล้วก็ต่อไปใจกลางเมืองจุดที่ขาดไม่ได้ คือ เยี่ยมชมตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก พูดถึงตรงนี้ อยากกล่าวถึงการพัฒนาของประเทศมาเลเซียสักเล็กน้อย เพราะมีความน่าสนใจด้วยเพราะมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าประเทศไทยเราก็ต้องยอมรับนะครับว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานของเขาไปไกลรุดหน้ากว่าเรามาก เกือบจะเทียบกับสิงคโปร์ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบขนส่งมวลชน ถนนหนทาง รถไฟฟ้ามีมากมายครบถ้วนเดินทางสะดวกมาก รถราไม่ค่อยมากมายติดกันยาวเป็นแพเหมือนกรุงเทพฯ สมัยยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ผมเคยไปกัวลาลัมเปอร์ครั้งหนึ่ง สภาพโดยทั่วไปไม่ต่างจากกรุงเทพฯ บ้านเรามากนัก แต่ปัจจุบันเจริญแซงหน้าไปมากอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งคงเพราะอยู่ใกล้กับสิงคโปร์ที่เจริญมากกว่า จึงมีตัวเปรียบเทียบ กระตุ้นให้อยู่เฉยไม่ได้ ต้องเร่งพัฒนา อีกส่วนอาจเป็นเพราะการเมืองมีความมั่นคง รัฐบาลสามารถที่จะเร่งรัดพัฒนาประเทศได้อย่างไร้การสกัดขัดขวาง เหมือนบางประเทศ เลยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ไปในทางที่ดีขึ้น ก็น่าชื่นชมไปกับเขาด้วยครับ

แต่ที่ผมชื่นชมไปมากกว่านั้น เมื่อกล่าวถึงมาเลเซีย คือ การใช้ภาษาอังกฤษของเขาครับแม้จะทราบมานานแล้วว่าคนมาเลเซียพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากๆ แต่ก็ขอนำมากล่าวอีกครั้ง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ หรือแรงอะไรก็ได้ ให้พวกเราคนไทยหันมาให้ความสำคัญและพยายามพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ข้อเท็จจริงที่ควรคิด คือ คนมาเลเซียพูดภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่คนไทยเราพูดแบบต้องคิดแปลจากภาษาไทยไปก่อนนี่คือจุดต่างที่ไม่มีวันที่เราจะพูดได้ดีอย่างเขาได้เลย ผมขอชวนให้เรามาเข้าใจประเด็นพื้นฐานตรงนี้ก่อน เพื่อจะได้แก้ไขได้ถูกต้อง หากต้องการเห็นไทยแลนด์สมาร์ทในเวทีโลก หลายคนชอบพูดว่าคนไทยเราไม่ค่อยกล้าแสดงออกในที่ประชุมระดับอินเตอร์ ท่านอดีตเลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์พิศสุวรรณ ผู้ล่วงลับเคยกล่าวว่า ถ้าอยากจะทราบว่าในที่ประชุมสัมมนาที่มีคนหลายชาติเข้าร่วมว่าคนไหนคือคนไทย ท่านบอกว่า คือ ให้สังเกตคนที่นั่งเงียบที่สุด ผมเห็นจริงอย่างท่านว่าครับ แต่เหตุผลที่ผมทราบด้วยความที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ทำให้ต้องนั่งเงียบ ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้หรือเก่งน้อยกว่าเขาหรอก แต่เป็นเพราะเรา “พูดภาษาอังกฤษสู้เขาไม่ได้” พูดไปแล้วกลัวผิด อายที่จะพูด เลยทำให้นั่งเงียบเชียบปานว่าที่ตรงนั้นมีแต่เก้าอี้เปล่าๆ ดังนั้น มันควรจะต้องถึงเวลาแก้ไขกันอย่างจริงจังแล้ว ในอดีตที่ผ่านมาการสอนภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาไทยตั้งแต่อนุบาลกระทั่งมหาวิทยาลัย นับเวลาราวสิบห้าปีสอนกันอย่างไรคงไม่ต้องไปวิจารณ์ ถ้าต้องการให้คนไทยเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ประเด็นหรือคอนเซ็ปต์พื้นฐานที่ต้องปรับและเริ่มต้นใหม่ คือต้องฝึกความเป็นธรรมชาติครับ ถามว่าแล้วจะทำอย่างไร ขอตอบว่า เอางี้ได้ไหม ในคาบวิชาภาษาอังกฤษทั้งชั่วโมง ครูและนักเรียนต้องพูดภาษาอังกฤษกันล้วนๆ ห้ามพูดภาษาไทย (ความจริงอยากเสนอให้ระดับมหาวิทยาลัยสอนเป็นภาษาอังกฤษในทุกๆ วิชาด้วยซ้ำ) ถามต่อไปว่าแล้วครูไทยที่สอนวิชาภาษาอังกฤษปัจจุบันจะสอนด้วยการพูดเป็นภาษาอังกฤษได้เหรอ อันนี้ขอตอบว่าต้องลงทุนครับ จ้างฝรั่งมาเลยหากครูไทยขาดแคลน ผมคิดว่าการยอมเสียเงินลงทุนเพื่อพัฒนาคนไทยรุ่นใหม่ให้สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพื่อเอาไว้สอนคนรุ่นต่อๆ ไป น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ ดีกว่าจะปล่อยให้สภาพเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็พากันนั่งซุ่มเงียบในที่ประชุมกันต่อไป มาเลเซียโชคดีตรงที่มีคนอังกฤษมาวางรากฐานไว้โดยไม่ต้องเสียเงินจ้างแต่แรก จนกระทั่งทุกวันนี้ เขาก็เอาคนเขาเองที่เก่งแล้ว ยกระดับมาตรฐานแล้วมาสอนลูกหลานเขาให้เก่งภาษาอังกฤษสืบต่อกันมาดังที่เป็นอยู่ไงครับ แล้วอีกอย่างที่อยากจะจับนักเรียนไทยมาตีก้นสักทีก็คือ มันแปลกประหลาดโลกที่สุดกับการที่ชอบหัวเราะเยาะกิ๊กกั๊กเมื่อได้ยินเพื่อนๆ พูดภาษาอังกฤษในห้องขณะเรียนภาษา หัวเราะทำไม มันขำนักหรือ น้องที่ทำงานผมเล่าให้ฟังว่า เธอเรียนพูดภาษาอังกฤษในห้องเรียนพยายามออกแอคเซนต์ให้เหมือนฝรั่งพูดกลับถูกเพื่อนๆ ล้อเสียอีกว่า ทำไมต้องถึงขนาดนั้น อ้าว ก็เขาพยายามฝึกพูดให้เหมือนฝรั่งจริงๆ แล้วตลกตรงไหน ผมเห็นคนไทยพูด Th เป็น ด เด็กธรรมดา หรือออกเสียงตัว V เป็น ว แหวน แถมยังพูดอังกฤษเหมือนแมวร้อง อย่างที่อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช เปรียบเปรยไว้แล้ว ยังน่าตลกโปกฮาสุดๆ มากกว่า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ยันกม.ไอยูยูจำเป็นมุ่งปฏิรูปประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420731

x

ยันกม.ไอยูยูจำเป็นมุ่งปฏิรูปประมง

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ชี้แจงถึงการออกพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และแก้ไข ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการปฏิรูปการประมง โดยทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องต้องโปร่งใสเป็นธรรม ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต บางเรื่องไม่เคยมีมาก่อน เช่น ชาวประมงและผู้ประกอบการต้องทำเอกสาร เพื่อให้ผู้ซื้อตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าตั้งแต่จับสัตว์น้ำจนถึงส่งออก ให้ผู้ซื้อปลายทางมั่นใจว่าสินค้าเหล่านั้นมีแหล่งที่มากถูกต้อง เพื่อลดภาระผู้ประกอบการและเพิ่มประสิทธิภาพตรวจสอบย้อนกลับ กรมฯจึงพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์รองรับและอำนวยความสะดวกการส่งออกสินค้าประมง (FSW) ซึ่งผู้ส่งออกเพียงระบุเลขที่หนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (Marines Catch Purchasing Document : MCPD) หรือใบรับรองการจับสัตว์น้ำของวัตถุดิบที่ซื้อและนำมาผลิต จะตรวจสอบได้ว่าสินค้ารุ่นนี้ผลิตมาจากวัตถุดิบที่ได้มาจากการจับของเรือประมงลำไหน จับที่ไหน เมื่อไหร่ มีแรงงานกี่คน ชื่ออะไร เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคปลายทางว่าสินค้าสัตว์น้ำนั้นไม่มาจากการทำประมงผิดกฎหมายหรือเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็งของสินค้าประมงไทยที่ผู้ซื้อปลายทางมั่นใจและยังซื้อสินค้าไทย

ภายใต้กรอบการค้าเสรี กรมประมงติดตามสถานการณ์นำเข้า พบว่าปริมาณสินค้าสัตว์น้ำ เพื่อบริโภคในประเทศที่ได้จากการทำการประมงทะเลจากประเทศเพื่อนบ้านที่ยังติดปัญหา IUU อยู่นั้น จากข้อมูลนำเข้าของด่านตรวจสัตว์น้ำกรมประมง พบว่ามีปริมาณนำเข้าเพียง 9,000 ตัน/ปี เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตในประเทศ ถือว่าเป็นปริมาณน้อยมาก เพียงร้อยละ 0.6 อย่างไรก็ตาม กรมมีมาตรการเข้มงวดในการควบคุมการนำเข้าเช่นเดียวกับมาตรการที่ไทยใช้ตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำในประเทศ กล่าวคือ ผู้นำเข้าต้องแสดงเอกสารที่รัฐบาลประเทศที่นำสินค้าเข้าออก เพื่อแสดงว่าสัตว์น้ำที่นำเข้ามานั้นไม่เกี่ยวข้องกับการทำประมงผิดกฎหมาย โดยต้องแสดงชื่อเรือที่จับสัตว์น้ำเลขที่ใบอนุญาต วันที่ทำประมง ตลอดจนน้ำหนักสัตว์น้ำที่จับได้ ของสินค้าที่นำเข้าทั้งหมด นอกจากนี้ กรมยังกำหนดมาตรการสุขอนามัย โดยสุ่มตรวจตัวอย่างสัตว์น้ำที่นำเข้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานต่อเนื่อง

รายงานพิเศษ : ‘บุญชอบ ทองดี’ Smart Farmer ต้นแบบด้านข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420734

รายงานพิเศษ : ‘บุญชอบ ทองดี’ Smart Farmer ต้นแบบด้านข้าว

รายงานพิเศษ : ‘บุญชอบ ทองดี’ Smart Farmer ต้นแบบด้านข้าว

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer ด้านข้าว เป็นเกษตรกรที่กรมการข้าวได้คัดเลือกมาจากเกษตรกรที่มีความรอบรู้ มีความสามารถและประสบการณ์ด้านข้าวเป็นอย่างดี ที่สำคัญคือมีความเป็นผู้นำที่จะช่วยผลักดันให้พี่น้องชาวนาได้ยกระดับการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน เพิ่มมูลค่าข้าวไทยและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายบุญชอบ ทองดี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้ทำงานเชื่อมโยงกับกรมการข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง และเครือข่ายศูนย์ข้าวทั่วประเทศ บทบาทศูนย์ข้าวชุมชนจะเน้นเรื่องทำเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีให้กับชุมชน ผลิตข้าวปลอดภัยจากสารเคมีเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับคนในชุมชน เหลือก็จำหน่ายสร้างรายได้ให้กับสมาชิก นอกจากนี้ ศูนย์ข้าวชุมชนยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตข้าวลดต้นทุน การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีในอัตราที่เหมาะสม การบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการแปรรูปและเชื่อมโยงตลาด เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยหลักของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของชาวนา

ในฐานะ Smart Farmer ด้านข้าว ได้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากกรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสบการณ์ของตนเอง มาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนให้มีการผลิตข้าวโดยใช้หลักวิชาการร่วมกับภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อการผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งการปลูกข้าวของสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนตำบลควนรู จะเน้นการผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ที่ตลาดต้องการ เช่น พันธุ์เล็บนกปัตตานี ทับทิมชุมแพ ขาวดอกมะลิ 105 ไรซ์เบอร์รี่ กข 43 ข้าวสังข์หยด เป็นต้น ผลิตในรูปแบบปลอดสารเคมีใช้วิธีไถกลบตอซังปุ๋ยพืชสด พืชตระกูลถั่วต่างๆ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี ส่วนการใช้เมล็ดพันธุ์ใช้ในอัตราที่เหมาะสม เช่น นาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 15 กก.ต่อไร่ ถ้านาหยอดใช้ประมาณ 7-10 กก.ต่อไร่ ช่วยลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ได้มากทีเดียว

นอกจากผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว ทางศูนย์ข้าวชุมชนยังได้แปรรูปเป็นข้าวสารคุณภาพดีจำหน่ายในชุมชน ออกบูธตามงานอีเว้นท์ต่างๆ และขายที่ ธ.ก.ส. อีกทั้งยังต่อยอดแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว เช่น กลุ่มแม่บ้านได้ใช้แป้งจากข้าวมาทำขนม ได้แก่ คุกกี้ ขนมเจาะหู ขนมดู ซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางอาหาร หรือทำแป้งขนมจีน เป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกช่องทางหนึ่ง ปัจจุบันที่นี่ไม่มีปัญหาด้านตลาด เพราะใช้หลักการตลาดนำการผลิต จะศึกษาข้อมูลตลาดว่าต้องการข้าวชนิดไหน แล้วมาปรึกษาวางแผนการผลิตกับกลุ่มสมาชิกก่อนเริ่มฤดูการผลิต เพื่อผลิตข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาด

“เราทำเรื่องข้าวมาตลอดก็พยายามนำความรู้ที่ได้จากภาครัฐไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรเครือข่ายให้ได้มากที่สุด พร้อมกับน้อมนำศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9มาปรับใช้ในชีวิตและการประกอบอาชีพ เช่น หลักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เรานำมาพัฒนาสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชน พัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้เกิดการเรียนรู้ ปรับตัวให้ทันสถานการณ์ และรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทั้งยังให้ทุกคนยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น จากการต่อยอดศูนย์ข้าวชุมชนแปรรูปข้าวไปทำขนม และใช้ทุกอย่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ซังข้าวก็เอาไปเลี้ยงโค ปลูกถั่วเขียวหลังนาก็ไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เมล็ดถั่วเขียวก็เอามาแปรรูปเป็นน้ำถั่วเขียวขายได้ แกลบก็เอามาทำปุ๋ย รองคอกเลี้ยงสัตว์ ถ้าชาวนารู้จักบริหารจัดการทุกอย่างในแปลงนาก็สามารถสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงได้” นายบุญชอบ กล่าวทิ้งท้าย

หากเกษตรกรท่านใดสนใจอยากเข้าไปศึกษาเรียนรู้วิถีการทำนาอย่างยั่งยืน สามารถติดต่อได้ที่ นายบุญชอบ ทองดี เลขที่ 148/2 ม.6 ต.ควนรู อ.รัตภูมิ จ.สงขลาโทรศัพท์ : 08-9297-0588

ส่องเกษตร : เกษตรอัตลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420732

449007

ส่องเกษตร : เกษตรอัตลักษณ์

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คือ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้นำประเด็น “เกษตรไทยก้าวสู่เกษตรสร้างมูลค่า” โดยนำเรื่องของเกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ และเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นเข้ามาจับ ซึ่งประเด็นเกษตรไทยก้าวสู่เกษตรสร้างมูลค่า เป็นการมองไปจุดที่ประเทศไทยเป็นผู้เล่นสำคัญด้านการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรในเวทีโลก ด้วยฐานของการเป็นเกษตรเขตร้อนและความได้เปรียบด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดโครงสร้างธุรกิจเกษตรด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม เน้นเกษตรคุณภาพสูง และขับเคลื่อนการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพการผลิตทั้งเชิงปริมาณและมูลค่า เพื่อรักษาฐานรายได้เดิมและสร้างฐานอนาคตใหม่ที่รายได้สูง ทิศทางเหมือนจะเดินไปได้สวยทีเดียว

สำหรับเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เป็นการส่งเสริมการนำอัตลักษณ์พื้นถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรที่มีมูลค่าสูง ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI หรือ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications) ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2546 ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.2546 โดยมีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้รับผิดชอบ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพิ่งจัดงานใหญ่กันไปปัจจุบันมีสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้วรวม 103 รายการ จาก 67 จังหวัด และมีผู้ประกอบการที่ขอใช้ตรา GI ไทยแล้วกว่า 2,500 ราย มูลค่าการตลาดสูงกว่า 4,000 ล้านบาท ส่งผลให้กับชุมชนท้องถิ่นสามารถมีรายได้ต่อเนื่อง และเป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นให้เด่นชัดมากขึ้น ชุมชนได้อาศัยลักษณะที่มีเฉพาะในแหล่งภูมิศาสตร์ตามธรรมชาติ เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ หรือวัตถุดิบเฉพาะในพื้นที่ มาใช้ประโยชน์ในการผลิตสินค้าในท้องถิ่นของตนขึ้นมา ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะพิเศษที่มาจากพื้นที่ดังกล่าว โดยคุณลักษณะพิเศษนี้อาจหมายถึง คุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะอื่นๆ ที่มาจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นๆ ก็ได้

ประเด็นที่น่าเป็นกังวลสำหรับสินค้า GI คือ การปกป้องสิทธิของเจ้าของตรา ทำอย่างไรถึงจะไม่ถูกแอบอ้างไปแสวงหาผลประโยชน์ เพราะกว่าจะผ่านขั้นตอนของการขึ้นทะเบียน GI ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องแสวงหาข้อมูล หลักฐาน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในชุมชน เมื่อได้มาแล้ว พวกกับมาชุบมือเปิกไปเสีย ส่งผลให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นในสินค้า GI คุณภาพของสินค้าไม่เป็นไปตามที่ผู้บริโภคคาดหวังหรือเคยได้รับมาแต่ก่อนนั้น หากเป็นเช่นนี้ย่อมส่งผลร้ายแรงต่อตราสัญลักษณ์ GI ทั้งระบบ เมื่อผู้บริโภคไม่เชื่อมั่นในตราสินค้าแล้ว สิ่งที่คาดหวังว่าตรา GI เกษตรอัตลักษณ์จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร อาจจะส่งผลตีกลับในทางตรงข้าม คงถึงเวลาที่จะมาทบทวนกันว่าจะปกป้องตรา GI ของตนเองอย่างไร ในฐานะเจ้าของตรา GI พลังชุมชนพลังท้องถิ่นเพียงพอหรือไม่กับการปกป้องและคุ้มครองผลประโยชน์ที่ได้จาก GI หากบทลงโทษของการละเมิดสินค้า GI รุนแรงพอ พวกที่จ้องแสวงหาผลประโยชน์คงต้องคิดหนัก หรือผู้บริโภคจะต้องเรียนรู้ด้วยตนเองว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนปลอม เกษตรอัตลักษณ์จึงจะเป็นเกษตรสร้างคุณค่าได้จริง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

เปิดตัวระบบจำกัดใช้3สารอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420733

x

เปิดตัวระบบจำกัดใช้3สารอันตราย

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัว “ระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด” เพื่อให้เกษตรกรสมัคร สำหรับแจ้งความประสงค์ใช้ 3 สารเคมีได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เผยเตรียมใช้ ศพก.และแปลงใหญ่ เป็นกลไกสำคัญในการกระจายข้อมูลข่าวสารและอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรเกษตรกรจำเป็นต้องขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร จำเป็นต้องผ่านการอบรม และผ่านการทดสอบ เกษตรกรที่สอบผ่านจะได้รับสิทธิ์ซื้อ 3 สารดังกล่าว

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานดูแลเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนการปลูกพืชชนิดต่างๆ ซึ่งเกษตรกรที่ปลูกพืช ได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไม้ผล พืชไร่ และไม้ดอก ที่จำเป็นต้องใช้สารเคมี 3 ประเภท ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร สำหรับยางพาราขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ที่ การยางแห่งประเทศไทย จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนให้เจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงและวาดแปลงว่าเกษตรกรได้ปลูกพืชดังกล่าวจริง ไม่น้อยกว่า 15–60 วัน เงื่อนไขตามการขึ้นทะเบียนแต่ละชนิดพืช และให้เกี่ยวกับประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส 5 ฉบับ ลงวันที่ 5เมษายน 2562 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย เห็นชอบให้ดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี โดยมีผลบังคับใช้หลังประกาศ 180 วัน นับตั้งแต่วันประกาศ คือ วันที่ 20 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

เบื้องต้น กรมเตรียมใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และแปลงใหญ่ รวมไปถึงยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เป็นตัวหลักในการสื่อสารข้อมูลประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร รวมไปถึงให้การช่วยเหลือในการเข้าถึงระบบการสมัครผ่านเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีการรับรู้และเข้าใจขั้นตอนการสมัครรับสิทธิ์ซื้อ 3 สาร ที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ที่รวมตัวกันผลิตพืชเป็นแปลงใหญ่ และจำเป็นต้องใช้สารดังกล่าว จึงต้องสร้างการรับรู้ให้ทั่วถึง เพื่อไม่ให้กระทบการผลิตพืชบางส่วน อีกด้วย

สำหรับการสมัครขอรับสิทธิ์ซื้อ 3 สาร เกษตรกรสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป ที่ http://chem.doae.go.th หรือแอพพลิเคชั่น “FARMBOOK” ซึ่งดาวน์โหลดได้ทั้งแอนดรอย์ และiOS หรือสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง โดยเลือกช่องทางเรียนรู้ได้ 3 ช่องทางคือ ช่องทางแรก เข้ารับการอบรมโดยวิทยากร ครู ข ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ช่องทางที่ 2 เรียนรู้ผ่านระบบ E-learning โดยเรียนจากเว็บไซต์ http://elearning.doae.go.th มีทั้งหมด 9 ตอน ใช้เวลาประมาณ 60 นาที หรือท่านใดที่ประสงค์จะทดสอบเลยเนื่องจากมีความรู้เพียงพอแล้ว เลือกช่องทางที่ 3 สมัครเข้ารับการทดสอบได้จากเว็บไซต์ดังกล่าว โดยต้องเลือกสถานที่สอบ วันที่ และช่วงเวลาที่ต้องการสอบได้ตามความสมัครใจ ทั้งนี้ สำหรับการทดสอบจะเริ่มตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป กรณีไม่ผ่านการทดสอบ สามารถเลือกสอบได้อีก 1 รอบ หากยังไม่ผ่านเกษตรกรจะต้องสมัครเข้าไปเลือกการทดสอบอีกครั้งได้ในระบบ

ปศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนหน้าฝน! ระวังโรคปากเท้าเปื่อยระบาดใน’โค-กระบือ แพะ-แกะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420636

ปศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนหน้าฝน! ระวังโรคปากเท้าเปื่อยระบาดใน'โค-กระบือ แพะ-แกะ'

ปศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนหน้าฝน! ระวังโรคปากเท้าเปื่อยระบาดใน’โค-กระบือ แพะ-แกะ’

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 14.52 น.

18 มิ.ย.62 นายอภิชาติ สุวรรณชัยรบ ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้จังหวัดบุรีรัมย์ สภาพอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศชื้น จะทำให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพอ่อนแอ เอื้อต่อการติดเชื้อโรคง่าย จึงได้ขอแจ้งให้เกษตรกรผู้เลี้ยง โค-กระบือ หมั่นดูแลสุขภาพสัตว์ ซึ่งปัจจุบันจังหวัดบุรีรัมย์มีประชากรโค อยู่กว่า 250,000 ตัว กระบือกว่า 98,000 ตัว แพะกว่า 5,300 ตัว แกะกว่า 1,200 ตัว กระจายอยู่ในพื้นที่ 23 อำเภอ ทั้งจังหวัด

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับปศุสัตว์อำเภอ ได้ระดมเจ้าหน้าที่ออกให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยและโรคคอบวมให้โค กระบือ แพะ แกะ ของเกษตรกรที่เลี้ยงไว้ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคปากเท้าเปื่อยในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศชื้นเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดสัตว์ได้ง่าย จึงแนะให้เกษตรกรควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพสัตว์เลี้ยงของตนเอง ทั้งให้หมั่นทำความสะอาดเล้า โรงเรือนอยู่เสมอ

“ทั้งนี้ ได้กำชับให้ปศุสัตว์อำเภอทั้ง 23 อำเภอ เร่งออกฉีดวัคซีนให้โค กระบือ แพะ แกะ หรือสัตว์กลีบคู่ที่เสี่ยงต่อการระบาดของโรคดังกล่าวให้ครอบคลุม ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ได้นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อย และโรคคอบวมระบาดที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และปศุสัตว์อำเภอได้ทุกแห่งให้ครบทุกตัว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวด้วย” นายอภิชาติ กล่าว และว่า

อย่างไรก็ตาม ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ได้เฝ้าระมัดระวัง หากพบว่า โค-กระบือ มีอาการป่วยผิดปกติ มีแผลตามริมฝีปาก กลีบเท้า น้ำลายไหล เซื่องซึม หรือป่วยตายผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือปศุสัตว์จังหวัด เข้าไปตรวจสอบเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ไม่ให้มีการแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือได้ นายอภิชาติ กล่าว