ด่วน! ประกาศห้ามนำเข้าสุกร-หมูป่าจากลาว สกัดโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421536

ด่วน! ประกาศห้ามนำเข้าสุกร-หมูป่าจากลาว สกัดโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาฯ

ด่วน! ประกาศห้ามนำเข้าสุกร-หมูป่าจากลาว สกัดโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาฯ

วันเสาร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.59 น.

ด่วน! อธิบดีกรมศุสัตว์ ออกประกาศห้ามนำเข้าสุกร หมูป่า ซากสุกร ซากหมูป่าจากสปป.ลาวใน 90 วันคุมโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาสุกร หลังลามหนักในลาวกว่า 7 จุดสุกรป่วยตายแล้วเกือบ 2 พันตัว เร่งแจ้งผู้ว่าฯอุบลฯรับมือโรคระบาดเข้าไทย

22 มิ.ย.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าได้ออกประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่องชะลอการนำเข้า หรือนำผ่าน ราชอาณาจักร ซึ่งสุกร หมูป่า หรือซากสุกร ซากหมูป่า จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พ.ศ.2562 ด้วยองค์การสุขภาพสัตว์โลก(โอไออี.) ได้รายงานสภานการณ์โรคการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร ในหมู่บ้าน ณ แขวงสาละวัน สปป.ลาว ซึ่งโรคระบาดสัตว์ชนิดดังกล่าวสามารถแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางได้ โดยมีสาเหตุสำคัญจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่วย หรือสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค หรือซากของสัตว์ซึ่งป่วยหรือตายโดยโรคระบาดดังกล่าวไปยังพื้นที่ต่างๆเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคระบาดสัตว์ชนิดดังกล่าวมีโอกาส แพร่กระจายเข้ามาในประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อกระทบต่ออุตสาหกรรมการการเลี้ยงดูสุกร และหมูป่าในประเทศ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา6 ประกอบมาตรา33แห่ง พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ ที่มีแหล่งกำเนิดจากสปป.ลาว ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับใช้เป็นเวลา90วัน ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกบา ประกาศณ วันที่21มิ.ย.2562

นายสัตวแพท์สรวิศ กล่าวว่าประกาศโรค ASF ครั้งแรกในสปป.ลาว โดยข้อสั่งการ เนื่องจากความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขอให้ทุกจังหวัดในเขต3 4 5 เฝ้าระวังอย่างสูงสุด เข้มข้นที่สุด โดยนำเอาคำแนะนำที่แจ้งในการปฏิบัติงาน อย่างเคร่งครัด และมีการรายงานตามระบบอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และขอให้นำเรียนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและกรมการจังหวัดในวันประชุมประจำเดือนด้วย

“โอไออี ประกาศการเกิดโรค ASF ระบาดในประเทศลาว ซึ่งเป็นการระบาดในประเทศครั้งแรก โดยพบการระบาด 7 เคส ที่จังหวัดสาละวัน เป็นฟาร์มขนาดเล็ก ขนาดฟาร์มเลี้ยงสุกรน้อยสุด จำนวน 80 กว่าตัว และขนาดฟาร์มที่มีการเลี้ยงใหญ๋สุดตอนนี้ประมาณ 400 ตัว ในขณะที่ประกาศนี้ พบการป่วยและการตาย จำนวนอย่างละเท่าๆ กันทุกฟาร์ม คือ จำนวนหมูในฟาร์มที่พบจะเป็นจำนวนหมูป่วยครึ่งหนึ่ง และตายครึ่งหนึ่ง จุดเกิดเหตุที่เกิดการระบาดในครั้งนี้ นับระยะทางห่างจากชายแดนจังหวัดอุบลราชธานีเพียง 170 กิโลเมตร ทำให้เกิดความน่าเป็นห่วงกับพื้นที่การเลี้ยงสุกรในภาคอีสาน วันนี้ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือร่วมใจกันผนึกกำลังเฝ้าระวังป้องกันโรคระบาดอย่างเข้มงวด”อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ทั้งนี้ล่าสุดสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร( ASF)ลาว ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2562 โดย OIE ประกาศการเกิด ASF ในประเทศลาว (ซึ่งเป็นการระบาดในประเทศครั้งแรก) จำนวน 7 เคส ประกอบด้วย
1)ตำบล Samakkhixay อำเภอ Toumlan จังหวัด สาละวัน ฟาร์มนี้เลี้ยงสุกร 394 ตัว ป่วย 194 ตัว ตาย 194 ตัว
2)ตำบล DineDak
อำเภอ Toumlan จังหวัด สาละวัน ฟาร์มนี้เลี้ยงสุกร 398 ตัว ป่วย 194 ตัว ตาย 194 ตัว
3)ตำบล Phonengam อำเภอ Toumlan จังหวัด สาละวัน ฟาร์มนี้เลี้ยงสุกร 95 ตัว ป่วย 36 ตัว ตาย 36 ตัว
4)ตำบล Kaenghang อำเภอ Toumlan จังหวัด สาละวัน ฟาร์มนี้เลี้ยงสุกร 82 ตัว ป่วย 34 ตัว ตาย 34 ตัว
5)ตำบล Nalachang อำเภอ Toumlan จังหวัด สาละวัน ฟาร์มนี้เลี้ยงสุกร 111 ตัว ป่วย 81 ตัว ตาย 81 ตัว
6)ตำบล Houava อำเภอ Toumlan จังหวัด สาละวัน ฟาร์มนี้เลี้ยงสุกร 323 ตัว ป่วย 59 ตัว ตาย 59 ตัว
7)ตำบล Nahong Gnai อำเภอ Toumlan จังหวัด สาละวัน ฟาร์มนี้เลี้ยงสุกร 788 ตัว ป่วย 375 ตัว ตาย 375 ตัว

ชาวไร่มันสำปะหลังตอบโจทย์’เกษตรพันธสัญญา’ กับอนาคตอุตสาหกรรมมันสำหลังประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421460

ชาวไร่มันสำปะหลังตอบโจทย์'เกษตรพันธสัญญา' กับอนาคตอุตสาหกรรมมันสำหลังประเทศ

ชาวไร่มันสำปะหลังตอบโจทย์’เกษตรพันธสัญญา’ กับอนาคตอุตสาหกรรมมันสำหลังประเทศ

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 20.25 น.

ไทยเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศไนจีเรีย มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 9 ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 30 ล้านตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 9 ของผลผลิตทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 100,000 ล้านบาท ดังนั้นอุตสาหกรรมมันสำปะหลังก็เป็นอีกธุรกิจเกษตรที่สำคัญ ที่ผ่านมาเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังมักประสบปัญหาราคาหัวมันสดปรับตัวขึ้น-ลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาดมากราคามันสำปะหลังปรับตัวลดลงเป็นอย่างมาก

นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากกลไกทางการตลาดของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย หนึ่งในมาตรการสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มั่นใจว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการผลิตมันสำปะหลังให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดคือการผลักดันให้ผู้ประกอบการโรงงานและเกษตรกรเข้าสู่ระบบ “เกษตรพันธสัญญา” เนื่องจากการตกลงซื้อ-ขายภายใต้ระบบดังกล่าว จะมีการจ้างผลิตผลิตผลโดยเกษตรกรตกลงที่จะรับจ้างผลิตผลิตผลทางการเกษตรตามจำนวน คุณภาพ ราคา หรือระยะเวลาที่กำหนดอย่างชัดเจน และผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรหรือโรงงานตกลงที่จะซื้อผลิตผลดังกล่าว  โดยจ่ายค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ตามข้อตกลงในสัญญา พร้อมทั้งเข้าไปมีส่วนในกระบวนการผลิต เช่น กำหนดวิธีการผลิต จัดหาพันธุ์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือปัจจัยการผลิต ให้แก่เกษตรกรอย่างครบวงจร ดังนั้น นอกจากเกษตรกรที่ทำสัญญาจะได้รู้ราคาซื้อ-ขายล่วงหน้าเป็นที่พอใจแล้ว ระบบดังกล่าวยังช่วยให้เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัย เพื่อให้ผลผลิตออกมามีคุณภาพและมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการอีกด้วย จึงเป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับสินค้าเกษตรไทยทั้งระบบให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นในตลาดภายในและตลาดโลกมากยิ่งขึ้น

บริษัท ราชสีมา กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัด บริษัทในเครือโรงงานน้ำตาลมิตรผลเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังชั้นนำของไทย มีโรงงานตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยบง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้แจ้งจดเป็นผู้ประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญา ปัจจุบันมีกำลังการผลิตหัวมันสำปะหลังสด 1,200 ตัน/วัน ผลิตแป้งดิบ 350 ตัน โดยบริษัทฯ จะเข้าไปถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนแก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก รวมทั้งส่งเสริมปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ช่วยให้เกษตรกรผลิตมันสำปะหลังที่มีคุณภาพและได้ปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ในขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง รวมถึงมีการรับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม จนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้

นายเกษม อินทรมาส ชาวไร่มันสำปะหลังที่ยึดอาชีพมากว่า 20 ปี ในพื้นที่หมู่บ้านโนนสะอาด ต.ห้วยบง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ปัจจุบันได้ตกลงทำสัญญาซื้อ-ขายภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญากับบริษัท ราชสีมา กรีนฯ หลังจากก่อนหน้านี้จะนำผลผลิตที่ได้ไปจำหน่ายตามลานมัน ซึ่งมักจะถูกกดราคาและเสียดอกเบี้ยแพง เนื่องจากต้องไปรับเงินจากลานมันมาลงทุนก่อน หรือที่เรียกว่า “ตกเขียว” แต่ภายหลังมีโครงการเกษตรพันธสัญญา ก็ได้สมัครเข้าโครงการกับ บริษัทฯ ครั้งแรกเมื่อปี 2561 ซึ่งได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯมาให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิต เช่น การระเบิดดินดาน แนะนำการใส่ปุ๋ยรองพื้นที่ดิน การเตรียมดิน ช่วยหาแหล่งน้ำ และพาไปศึกษาดูงานในพื้นที่ที่ประสบผลสำเร็จ ทำให้ปัจจุบันมีผลผลิตสูงขึ้นจากเดิมเคยผลิตได้ 2-3 ตันต่อไร่ ปัจจุบันเพิ่มเป็น 4-5 ตันต่อไร่ และจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาตันละ 3,400 บาท จึงมั่นใจว่าระบบเกษตรพันธสัญญา เป็นกฎหมายที่มีไว้คุ้มครองเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมจากผู้ประกอบการหรือนายทุน และช่วยยกระดับราคาที่มั่นคง

เช่นเดียวกับ นายถนอม มอบขุนทด เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง หมู่บ้านปราสาทใต้ หมู่ 14 ต.หินดาด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ปลูกมันสำปะหลังบนพื้นที่ 100 กว่าไร่ เดิมปลูกแบบตามมีตามเกิดขึ้นอยู่กับลมฟ้าอากาศ ทำให้ได้ผลผลิตไม่แน่นอนและขายได้ราคาไม่แน่นอนเช่นกัน แต่หลังจากได้เข้าร่วมโครงการเกษตรพันธสัญญากับบริษัทฯเมื่อปี 2561 ทางบริษัทฯ ได้จัดประชุมให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิตทุกขั้นตอน เช่น การเตรียมดิน การทำระบบน้ำหยด เพื่อให้ได้นำมาประยุกต์ใช้ในไร่ของตนเอง ส่งผลให้ในปัจจุบันสามารถผลิตมันสำปะหลังได้ไร่ละ 7 ตัน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยผลิตได้ 2.5 ตัน และยังได้รับการจัดสรรโควตาไม่จำกัดจำนวน ในราคารับซื้อตามเชื้อแป้ง คือ 25% ขึ้นไป ซึ่งทางบริษัทฯ จะบวกเพิ่มจากราคารับซื้อทั่วไปอีก 10 สตางค์ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีกำลังใจในการปลูกมันสำปะหลัง จึงมั่นใจว่าระบบเกษตรพันธสัญญาจะสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกร และสามารถอยู่ร่วมกันกับบริษัทคู่สัญญาโดยไม่ทอดทิ้งกันได้

เสียงสะท้อนของชาวไร่มันสำปะหลังน่าจะตอบโจทย์อนาคตของอุตสาหกรรมมันสำหลังของไทยภายใต้การส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาได้เป็นอย่างดี ถือเป็นจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมเกษตรไทย มุ่งสร้างความเป็นธรรม รายได้มั่งคง ยั่งยืนให้เกษตรกร

ยักษ์ใหญ่ธุรกิจเกษตร-ชาวไร่ แห่หนุนระบบเกษตรพันธสัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421450

ยักษ์ใหญ่ธุรกิจเกษตร-ชาวไร่ แห่หนุนระบบเกษตรพันธสัญญา

ยักษ์ใหญ่ธุรกิจเกษตร-ชาวไร่ แห่หนุนระบบเกษตรพันธสัญญา

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 20.08 น.

ยักษ์ใหญ่ธุรกิจเกษตร-ชาวไร่ หนุนระบบเกษตรพันธสัญญา แห่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 200 ราย มั่นใจตอบโจทย์อนาคตภาคอุตสาหกรรมเกษตรไทย ด้านเสียงสะท้อนเกษตรกรชาวไร่ ชี้ช่วยลดความเสี่ยง ปิดการเอาเปรียบระหว่างเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ยกระดับคุณภาพผลผลิต แก้ปัญหาล้นตลาด ดันรายได้มั่งคง

นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ภายหลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ปี 2560 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้มีความเป็นธรรมตามหลักสากล ตลอดจนสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพในการผลิตผลิตผลอย่างยั่งยืน

จากผลดำเนินการขณะนี้มีผู้ประกอบธุรกิจได้ทยอยจดแจ้งการประกอบธุรกิจในระบบแล้วจำนวน 218 ราย และในจำนวนดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเรียบร้อยแล้ว 210 ราย แบ่งเป็น ด้านพืช 157 ราย ด้านปศุสัตว์ 38 ราย ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 11 ราย ด้านพืชและด้านปศุสัตว์ 2 ราย ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและปศุสัตว์ 1 ราย ด้านพืช ปศุสัตว์ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 ราย นอกจากนี้ อยู่ระหว่างรอดำเนินการ 8 ราย ซึ่งแต่ละรายส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงและความมั่นคงในการประกอบธุรกิจด้านการเกษตรมาอย่างยาวนาน

นายพีรพันธ์ กล่าวด้วยว่า ระบบเกษตรพันธสัญญาเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงระหว่าง เกษตรกรผู้ผลิต และบริษัทรับซื้อผลผลิต ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพของผลผลิตและการตลาด มีกฎ กติกา มาตรฐานที่เป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ที่สำคัญคือระบบดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจและเชื่อใจว่าจะได้รับสิ่งที่ต้องการตามที่กำหนดร่วมกันอย่างเป็นธรรม ปิดช่องโอกาสที่จะเอาเปรียบซึ่งกันและกัน และมีกระบวนการไกล่เกลี่ยช่วยในปัญหาข้อพิพาทต่างๆ เกิดการประหยัดต้นทุนการใช้ทรัพยากร สร้างกระบวนการพัฒนาการผลิตร่วมกันระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ นำไปสู่สร้างการเติบโตทางมูลค่าธุรกิจให้มีความมั่นคงด้านรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีจากรายได้ที่แน่นอนและระยะยาว

ด้าน นายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป อีสท์ เวสท์ ซีด (ประเทศไทย) ผู้ผลิตเมล็ดพันธ์พืชภายใต้ตรา “ศรแดง” หนึ่งในบริษัทที่ได้ทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญา กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยมาอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อยให้ดีขึ้นเพราะเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์1เมล็ดหากมีคุณภาพที่ดีก็จะสามารถเปลี่ยนชีวิตเกษตรกรได้นับล้านคน ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ร่วมทำพันธสัญญากับบริษัทฯจำนวน 2,500 คู่สัญญา มีพื้นที่ดำเนินการ 13,000 ไร่ ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ ลำปาง ครอบคลุมเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ เพราะมีปริมาณฝนตกมาก ไม่เหมาะกับการปลูกพืชเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ภายหลังจากพรบ.เกษตรพันธสัญญาประกาศใช้ บริษัทฯ ก็ได้ดำเนินการเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทันที โดยบริษัทฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์คุณภาพและรับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม และเกษตรกรที่ทำสัญญากับบริษัทฯ ต่างมีความมั่นใจว่าได้รับการคุ้มครอง ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

ด้าน นางใบ ต้องใจ อายุ 53 ปี ต.วังใต้ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง เกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ฟักทองลูกผสมพันธุ์โอโตะ ภายใต้พันธสัญญากับตราศรแดง กล่าวว่า เดิมทีครอบครัวตนปลูกข้าวโพดแต่ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่มาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ฟักทองคุณภาพบนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ เนื่องจากบริษัทได้เชิญชวนให้ปลูกพร้อมเสนอเงื่อนไขราคารับซื้อที่เป็นธรรม โดยบริษัทฯ ได้เข้ามาสนับสนุนต้นกล้าฟักทอง ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืช พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำทุกขั้นตอนการผลิตเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ฟักทองที่มีคุณภาพ ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยได้มีการประกันราคาผลผลิตกิโลกรัมละ 800 บาท ซึ่งในปีนี้เป็นปีแรกที่เข้าร่วมโครงการและได้ผลเป็นที่พอใจ พื้นที่ 1 ไร่ สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ 70 กิโลกรัมต่อรอบคิดเป็นมูลค่า 56,000 บาท เมื่อหักต้นทุนการผลิตแล้วยังเหลือรายได้เฉลี่ย 200,000 กว่าบาทต่อปี จึงพอใจมากที่ได้เข้าร่วมโครงการฯนี้ในการช่วยยกระดับชีวิตและรายได้ที่ดีขึ้น จากเดิมที่ปลูกข้าวโพดมีรายได้เพียงแค่ 10,000 กว่าบาท/รอบ และราคาก็ยังต้องขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนดและไม่มีการประกันราคาที่แน่นอน

บริษัท โดล ไทยแลนด์ จำกัด ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โรงงานผู้ผลิตผลไม้กระป๋องรายใหญ่ นับเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ได้แจ้งจดเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา ปัจจุบันมีโรงงานอยู่ 2แห่งมีความต้องการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ปีละ 200,000 ตัน ครอบคลุมพื้นที่ปลูกใน 3 จังหวัด คือ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และระยอง

นายวันเพ็ญ เรืองโรจน์ เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งในเกษตรกรที่เตรียมจะทำสัญญาข้อตกลงซื้อ-ขายผลผลิตภายใต้ระบบพันธสัญญาเป็นครั้งแรกกับบริษัทฯ โดลฯ กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ตัวแทนบริษัทฯ ได้เรียกประชุมเพื่อชี้แจงเงื่อนไขในการซื้อ-ขายระบบใหม่ให้ทราบและเห็นว่าระบบดังกล่าวเป็นแนวทางที่ดีที่จะเข้ามาเป็นกลไกลกลางในการช่วยเกษตรกรชาวไร่สับปะรดให้หลุดพ้นจากปัญหาวังวนเดิมๆคือผลผลิตล้นตลาด ราคาขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน ในขณะระบบใหม่ ทางบริษัทฯ จะกำหนดราคาแต่ละเกรดอย่างชัดเจน ซึ่งเราจะต้องทำให้ได้ตามสัญญาถึงจะได้ราคา 7 บาท ตามที่ตกลง นอกจากนี้ ต่อไปจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำ ทั้งในเรื่องเทคโนโลยีและสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆแล้วค่อยหักค่าใช้จ่ายเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยไม่คิดดอกเบี้ย ในขณะที่สัญญาเก่าไม่มีการสนับสนุนเรื่องปัจจัยการผลิต เกษตรกรต้องจัดหาเอง ทำให้ควบคุมต้นทุนการผลิตได้

ด้าน นางสุรีย์พัชร์ ต่อพลศรี อายุ 58 ปี ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี หนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมระบบแปลงใหญ่ ภายใต้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจำหน่ายรังในพื้นที่ชุมชน 4 สปก.อุทัยธานี กล่าวว่า หลังจากได้ตกลงทำสัญญาซื้อ – ขายรังไหมรังขาวหรือไหมอุตสาหกรรมระบบเกษตรพันธสัญญากับบริษัท จุลไหมไทย จำกัด โดยสัญญาครอบคลุมการซื้อ-ขายตั้งแต่มีนาคม-กรกฎาคม 2562 เป็นระยะเวลา 5 ปี ทำให้ตนและครอบครัวมีความมั่นใจในรายได้และการทำอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมากขึ้นจากเดิมต้องประสบปัญหาราคาขึ้น-ลงผันผวนทำให้มีรายได้ไม่แน่นอน

ปัจจุบันตนมีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 4.2 ไร่ในพื้นที่แปลงใหญ่หม่อนไหมชุมชน 4 สปก.อุทัยธานี ซึ่งทางบริษัท จุลไหมไทยฯ จะมีกฎเกณฑ์ว่าต้องทำอย่างไงถึงจะได้ราคาตามที่ตกลงกัน เช่น ต้องมีคุณภาพและต้องมีระบบประสิทธิภาพในการเลี้ยง โดยบริษัทฯ จะดูจากเปอร์เซ็นต์เปลือกรัง เวลามารับซื้อจะมีการสุ่ม เพื่อที่จะคัดรังดี รังเสีย รังเกรดเอ รังเกรดบี ถ้ารังเกรดเอ จะเฉลี่ยอยู่ที่ 180 – 240 บาทต่อกิโลกรัม และหากรังไหมที่มีเปอร์เซ็นต์เปลือกรังดีก็จะได้ถึง 230 บาท จากเดิมจะราคาประมาณ 170 – 180 บาท/กก.ระบบเกษตรพันธสัญญาได้สร้างแรงจูงใจที่เป็นธรรม ส่งผลให้ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่ทยอยเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญามากขึ้นจากเดิมมีการปลูกแค่ 50 ราย ตอนนี้เพิ่มเป็น 107 รายรวมพื้นที่ 200 ไร่ เนื่องจากทุกคนเห็นความมั่นคงในอาชีพ การมีตลาดรองรับที่แน่นอน ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 22 วัน ก็สามารถสร้างรายได้ประมาณ 9,000 – 14,000 บาท ขายปุ๊บภายใน 5 วัน บริษัทฯ จะโอนเงินเข้าบัญชีให้ทันทีทำให้เกษตรกรยิ้มออกและมีความภาคภูมิใจและรู้สึกมั่นคงในอาชีพ

บริษัท ราชสีมา กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัด บริษัทในเครือโรงงานน้ำตาลมิตรผลเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังชั้นนำของไทยมีโรงงานตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยบง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้จดแจ้งเป็นผู้ประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญา ปัจจุบันมีกำลังการผลิตหัวมันสำปะหลังสด 1,200 ตัน/วัน ผลิตแป้งดิบ 350 ตัน โดยบริษัทฯ จะเข้าไปถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนแก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก รวมทั้งส่งเสริมปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ช่วยให้เกษตรกรผลิตมันสำปะหลังที่มีคุณภาพและได้ปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ในขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง รวมถึงมีการรับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม จนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้

นายเกษม อินทรมาส ชาวไร่มันสำปะหลังที่ยึดอาชีพมากว่า 20 ปี ในพื้นที่หมู่บ้านโนนสะอาด ต.ห้วยบง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ปัจจุบันได้ตกลงทำสัญญาซื้อ-ขายภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญากับบริษัท ราชสีมา กรีนฯ หลังจากก่อนหน้านี้จะนำผลผลิตที่ได้ไปจำหน่ายตามลานมัน ซึ่งมักจะถูกกดราคาและเสียดอกเบี้ยแพง เนื่องจากต้องไปรับเงินจากลานมันมาลงทุนก่อน หรือที่เรียกว่า “ตกเขียว” แต่ภายหลังมีโครงการเกษตรพันธสัญญา ก็ได้สมัครเข้าโครงการกับ บริษัทฯ ครั้งแรกเมื่อปี 2561 ซึ่งได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯมาให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิต เช่น การระเบิดดินดาน แนะนำการใส่ปุ๋ยรองพื้นที่ดิน การเตรียมดิน ช่วยหาแหล่งน้ำ และพาไปศึกษาดูงานในพื้นที่ที่ประสบผลสำเร็จ ทำให้ปัจจุบันมีผลผลิตสูงขึ้นจากเดิมเคยผลิตได้ 2 – 3 ตันต่อไร่ ปัจจุบันเพิ่มเป็น 4 – 5 ตันต่อไร่ และจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาตันละ 3,400 บาท จึงมั่นใจว่าระบบเกษตรพันธสัญญา เป็นกฎหมายที่มีไว้คุ้มครองเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรได้รับความยุติธรรมจากผู้ประกอบการหรือนายทุน และช่วยยกระดับราคาที่มั่นคง จึงมั่นใจว่าระบบเกษตรพันธสัญญาจะสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกร และสามารถอยู่ร่วมกันกับบริษัทคู่สัญญาโดยไม่ทอดทิ้งกันได้

ทั้งหมดคือเสียงสะท้อนของเกษตรกรชาวไร่ น่าจะช่วยตอบโจทย์อนาคตของอุตสาหกรรมเกษตรไทยภายใต้การส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาของกระทวงเกษตรฯ ได้เป็นอย่างดี

กรมชลฯเร่งตั้งเครื่องสูบลง’เจ้าพระยา’แก้น้ำเน่าเสีย’บางปะอิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421394

กรมชลฯเร่งตั้งเครื่องสูบลง'เจ้าพระยา'แก้น้ำเน่าเสีย'บางปะอิน'

กรมชลฯเร่งตั้งเครื่องสูบลง’เจ้าพระยา’แก้น้ำเน่าเสีย’บางปะอิน’

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 18.19 น.

21 มิ.ย.62 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากกรณีชาวบ้านเทโพ ต.สามเรือน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ร้องเรียนกรมชลประทาน ว่าก่อสร้างเขื่อน ทำน้ำเน่า ปลาตาย ระบบนิเวศคลองโพ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศเสียหายทั้งระบบ เห็ดตับเต่าที่ชาวบ้านปลูกไว้เสียหายหลายล้านบาท ว่า สั่งการให้โครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่แล้วพบว่า คลองที่เกิดปัญหาดังกล่าว คือ คลองระบาย 2 ซ้าย ป่าสักหรือคลองบ้านโพธิ์ หมู่ที่ 5 ต.สามเรือน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ห่างจากประตูระบายน้ำบ้านโพธิ์ 2 ประมาณ 10 กิโลเมตร สภาพน้ำในคลองทั่วไปมีสภาพปกติ แต่เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียเฉพาะจุดเท่านั้น คาดว่าสาเหตุมาจากปัจจุบันมีฝนตกน้อย ประกอบกับมีการระบายน้ำเสียบางส่วนจากชุมชนลงสู่คลองระบาย 2 ซ้ายป่าสัก (คลองบ้านโพธิ์) เกิดความเข้มข้นสูง รวมทั้งมีการปิดทำนบดินบริเวณปากคลองบ้านโพ เพื่อดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านโพ 2 แต่เนื่องจากระดับน้ำในคลองทรงตัว ไม่มีน้ำต้นทุนในการผลักดันน้ำเสียออกไป จึงส่งผลให้ปลาในคลองตาย

สำหรับการแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วน กรมชลประทาน ได้ทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณจุดก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านโพ 2 จำนวน 1 เครื่อง พร้อมเดินเครื่องสูบน้ำวันละ 22 ชั่วโมง ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 15 มิ.ย.62 ที่ผ่านมา และติดตั้งเครื่องสูบน้ำอีก 2 เครื่อง สูบน้ำแล้ววันละ 22 ชั่วโมงเช่นกัน นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการยกบานระบายประตูระบายน้ำบ้านโพ และประตูระบายน้ำข้าวเม่า เพื่อระบายน้ำในพื้นที่ให้เกิดการไหลเวียนของน้ำ พร้อมกับระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำบ้านโพ 1 และใช้เครื่องสูบน้ำช่วยสูบไปลงแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งผลให้น้ำที่เน่าเสียเริ่มเจือจางลงไประดับหนึ่งแล้ว คาดว่าสถานการณ์น้ำเน่าเสียในบริเวณดังกล่าวจะคลี่คลายดีขึ้นโดยลำดับภายใน 2 วันนี้
ในส่วนของการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้น กรมชลประทาน จะดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อสูบน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้น้ำเกิดการไหลเวียนของน้ำในคลองโพ และหากมีฝนตกในพื้นที่เพิ่มขึ้นจะสามารถช่วยเจือจางน้ำเน่าเสียได้ดี และกลับสู่สภาพปกติโดยเร็วยิ่งขึ้นในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ต้องขอความร่วมมือจากประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองโพ ให้ร่วมกันสอดส่องไม่ให้มีการนำน้ำเสียจากบ้านเรือน หรือโรงงานอุตสาหกรรม ทิ้งระบายลงไปในคลองโพ เพื่อให้คุณภาพน้ำในคลองอยู่ในเกณฑ์ที่ดีตลอดเวลา

ครม.คลอดแผนแม่บทจัดการน้ำ20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421220

x

ครม.คลอดแผนแม่บทจัดการน้ำ20ปี

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ผ่านความเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ.2561 – 2580 ประกอบด้วย 6 ด้านหลักได้แก่ 1.จัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.สร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 3.จัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.จัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5.อนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และ 6.การบริหารจัดการทั้งนี้ แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี เป็นส่วนหนึ่งของ 3 เสาหลักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ประกอบด้วย เสาแรกคือ กฎหมายได้ประกาศใช้พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เสาที่สอง แผนแม่บท ซึ่ง ครม.ผ่านความเห็นชอบแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดังกล่าว และเสาที่สาม หน่วยงานหลักบริหารจัดการน้ำที่มีเอกภาพ ซึ่งหัวหน้า คสช.มีคำสั่งที่ 46/2560 จัดตั้งสทนช.ให้เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 40 หน่วยงานใน 7 กระทรวง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ปรับปรุงบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเพิ่มเสาหลักที่ี่สี่คือ พัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทให้ไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้คือ ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

สำหรับสาระสำคัญในแผนแม่บทน้ำฯประกอบด้วย 3 ประเด็นหลักคือ 1.กำหนดตัวชี้วัดเชิงผลผลิตเพิ่มเติม 2.กำหนดหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน มีภาคเอกชนมาร่วมด้วย และ3.กำหนดพื้นที่เป้าหมายที่ต้องการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) 66 พื้นที่ 34.62 ล้านไร่ ทั้งนี้ เพื่อให้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี เป็นกลไกบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ สร้างความสมดุลระหว่างพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านเข้าถึงดื่มสะอาดได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม 75,032 หมู่บ้าน ภายในปี 2573 มีการพัฒนาน้ำต้นทุน 27,299 ล้าน ลบ.ม. ทั้งแหล่งน้ำใหม่และพื้นที่เกษตรน้ำฝน เพิ่มพื้นที่กระจายน้ำ 31 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ชลประทาน 18 ล้านไร่ และพื้นที่เกษตรน้ำฝน 13 ล้านไร่ พัฒนาแหล่งน้ำชุมชนเพื่อการเกษตร 10,000 แห่ง ได้ปริมาณน้ำ 6,000 ล้าน ลบ.ม. ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ 764 แห่ง ลดผลกระทบจากอุทกภัย 15 ล้านไร่ พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 741 แห่ง ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 3.5 ล้านไร่ สร้างฝายชะลอน้ำ 541,894 แห่ง

“สทนช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางอำนวยการกำกับขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ติดตามประเมินผลดำเนินงานของหน่วยงานให้เป็นไปตามเป้าหมายแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีที่กำหนดไว้สอดคล้องตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : เอาอยู่ไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421216

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เอาอยู่ไหม

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยปลัดกระทรวง อนันต์ สุวรรณรัตน์ ควงคู่ 2 อธิบดี เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และ สำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แถลงข่าวมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือสารกำจัดวัชพืช พาราควอต และไกลโฟเซต และสารกำจัดแมลง คลอร์ไพรีฟอส

โดยสรุปคือ ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดการใช้สารทั้ง 3 ชนิดนั้น จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป สิ่งที่ประกาศฯ บังคับคือ เกษตรกรที่จะซื้อสารทั้ง 3 ชนิดไปใช้ได้ จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร และต้องผ่านการทดสอบความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง ตามที่กรมวิชาการเกษตรรับรองแล้วเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ ซื้อสารเคมี

ถ้าจะซื้อสารเคมีกำจัดวัชพืช พาราควอท และไกลโฟเซต ผู้ซื้อต้องเป็นเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง อ้อย และไม้ผลเท่านั้น ถ้าจะซื้อคลอร์ไพรีฟอส ผู้ซื้อต้องปลูกพืชไร่ ไม้ดอก และซื้อไปกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผลเท่านั้น ถ้าปลูกข้าว พืชผัก สมุนไพร ห้ามใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้เด็ดขาด

ที่สำคัญคือ พื้นที่ปลูกพืชต่างๆ เหล่านั้น ต้องไม่ใช่พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ และเกษตรกรที่จะมีสิทธิ์ซื้อจะต้องเป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ นอกจากนี้ เกษตรกรที่จะฉีดพ่นสารเคมีด้วยตนเอง หรือผู้รับจ้างฉีดพ่นสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ ก็จะต้องผ่านการทดสอบความรู้ เกี่ยวกับการใช้สารเคมี และวิธีฉีดพ่นที่ถูกต้องกับกรมวิชาการเกษตรด้วย จึงจะได้รับใบอนุญาตให้ฉีดพ่น หรือรับจ้างฉีดพ่นได้

ถ้าเกษตรกรยังไม่มั่นใจว่าตนเองมีความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ ดีพอที่จะผ่านการทดสอบได้ สามารถสมัครเข้ารับการอบรมก่อนได้ แต่ถ้าคิดว่ามีความรู้เป็นอย่างดีแล้ว สามารถสมัครเข้ารับการทดสอบได้เลย ติดต่อสอบถามที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่แปลงปลูกพืชชนิดนั้นๆ ตั้งอยู่ หรือถ้าสะดวกจะสมัครโดยใช้ระบบออนไลน์ ก็สามารถเข้าไปที่ http://chem..doae.go.th “ระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด” หรือใช้ แอปพลิเคชั่น “FARMBOOK” สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

กรมส่งเสริมการเกษตร จะดำเนินการจัดอบรม และทดสอบให้กับเกษตรกรที่ปลูก ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล การยางแห่งประเทศไทย จะจัดอบรมและทดสอบให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยาง และ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย จะจัดอบรมและทดสอบให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย

มาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ด้วยวิธีการดังกล่าว จะสามารถลดปริมาณสารเคมีกำจัดวัชพืช พาราควอท และไกลโฟเซต รวมทั้งสารเคมีกำจัดแมลง คลอร์ไพริฟอส ในประเทศไทยลงได้หรือไม่ คงต้องติดตามดูต่อไป แต่ที่แน่ๆ มาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ที่สร้างความยุ่งยากให้กับเกษตรกร และผู้จำหน่ายสารเคมีเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อน ถ้าจะแบน หรือยกเลิกการใช้ก็ประกาศยกเลิกกันไปเลย เช่น ในปี 2546 ได้ประกาศยกเลิกการใช้ เมทามิโดฟอส หรือ เมื่อปี 2556 ยกเลิกการใช้สารเคมีอีก 4 ชนิด คือ คาร์โบฟูแรน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น

ถ้าจะว่าไป บริบทของสารเคมีที่ประกาศยกเลิกไปแล้วนั้น ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่ามีความเป็นพิษร้ายแรง และมีสารเคมีชนิดอื่นมาใช้ทดแทนได้ แต่พาราควอต ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพรีฟอส ยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่ โดยเฉพาะ เกษตรกรผู้ใช้จำนวนมากยังเห็นว่า สารดังกล่าวไม่ได้มีพิษร้ายแรงอย่างที่ผู้ต้องการให้ยกเลิกยกขึ้นมากล่าวอ้าง ที่สำคัญคือยังไม่มีสารเคมีชนิดอื่นมาทดแทนได้ หรือมีก็ราคาแพงกว่าสารเคมีชนิดเดิมมาก คณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตราย จึงยังไม่ให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดนั้นทันที อันเป็นที่มาของมาตรการจำกัดการใช้ดังกล่าว

ความขัดแย้งในเรื่องการยกเลิก หรือไม่ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดยังไม่ยุติดี พลันก็มีการยกร่างกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง เรียกว่า พ.ร.บ. สารเคมี พ.ศ…….. โดยมีหลักการประกอบร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่า “เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายการจัดการสารเคมีที่สามารถปกป้องสุขภาพประชาชน คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และเป็นไปในแนวทางสากล”

เหตุผลที่อ้างไว้ประการหนึ่งคือ ที่ผ่านมาการจัดการสารเคมีอยู่ภายใต้การดูแลของกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ และมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกฎหมายที่ว่าด้วยวัตถุอันตรายใช้มานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่การจัดการสารเคมียังเป็นไปอย่างไม่ครบวงจร มีความซ้ำซ้อน และมีช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การกำกับดูแลสารเคมีเป็นไปอย่างครบวงจรจึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.บ.ฉบับนี้ขึ้นมา

ตามร่าง พ.ร.บ. สารเคมี พ.ศ…..ขับเคลื่อนด้วยคณะกรรมการสารเคมีแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน

ก็ว่ากันไป..คอยดูกันไปว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะผ่านสภาฯ ไหม..และจะเอาสารเคมีเกษตรอยู่หรือไม่…

แว่นขยาย

ดีเดย์ปิดอ่าวรูปตัวก8จว.ถึง15ส.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421219

x

ดีเดย์ปิดอ่าวรูปตัวก8จว.ถึง15ส.ค.

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวถึง มาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก ประจำปี 2562  ในบางส่วนของ 8 จังหวัด  ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ยังคงกำหนดพื้นที่และระยะเวลาประกาศปิดอ่าวฯเป็น 2 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 : ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน-15 สิงหาคมของทุกปี ในพื้นที่จับสัตว์น้ำอ่าวไทยตอนใน ฝั่งตะวันตกบางส่วนของจ.ประจวบคีรีขันธ์  เพชรบุรี  สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจากอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และสิ้นสุดที่อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ช่วงที่ 2 : ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน ของทุกปี ในพื้นที่จับสัตว์น้ำอ่าวไทยตอนใน ด้านเหนือบางส่วนของจ.สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร  สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจากอ.เมือง จ.สมุทรสาคร และสิ้นสุดที่อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

โดยกำหนดใช้เครื่องมือและวิธีทำประมงที่ให้ทำประมงถูกต้องตามกฎหมาย อาทิ 1. เครื่องมืออวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้ทำประมงได้ในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง 2. เครื่องมืออวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ให้ใช้เครื่องมืออวนที่มีช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ  3. เครื่องมืออวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง  อวนหมึก 4. เครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 5. กรณีการใช้เครื่องมือลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และใช้ทำการประมงไม่เกิน 300 ลูกต่อเรือประมง 1 ลำ ทำประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้ 6. กรณีใช้เครื่องมือลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และใช้ทำประมงเกินกว่า 300 ลูก ต้องทำประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 7. เครื่องมือลอบหมึกทุกชนิด 8. ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบทำประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง เป็นต้น

ทั้งนี้ การใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6และ 7 ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯที่กำหนด และเครื่องมือที่ใช้ทำประมงต้องไม่เป็นเครื่องมือที่ห้ามใช้ทำประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  โดยในส่วนบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 30 ล้านบาท  ตามขนาดของเรือประมง หรือปรับ 5 เท่า ของมูลค่าสินค้าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า และเครื่องมือ สัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สินค้าสัตว์น้ำ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ในการกระทำผิด หรือได้มาโดยการกระทำผิดจะถูกริบ ดังนั้น ขอฝากชาวประมงโปรดให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม ลุยตลาดออนไลน์… มุ่งเป้าโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421222

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม  ลุยตลาดออนไลน์... มุ่งเป้าโกอินเตอร์

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม ลุยตลาดออนไลน์… มุ่งเป้าโกอินเตอร์

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มะพร้าวน้ำหอม เป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตมาโดยตลอด ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอม เข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 11 แปลง เกษตรกรเข้าร่วม 401 ราย พื้นที่ 5,135 ไร่ จังหวัดที่ดำเนินการ 4 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ซึ่งแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม ใช้การตลาดนำการผลิต สามารถจำหน่ายได้ทั้งไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังเพิ่มช่องทางตลาดผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งมะพร้าวน้ำหอมก็ยังมีความต้องการสูง

นายพิทักษ์ พึ่งพเดช หนึ่งในเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม จังหวัดสมุทรสาคร เจ้าของ แบรนด์ “เดี่ยว บ้านแพ้ว” เปิดเผยว่า เริ่มแรกครอบครัวปลูกมะพร้าวสำหรับใช้ทำน้ำตาล ต่อมาพ่อแม่อายุมากขึ้น เก็บมะพร้าวไม่ค่อยไหวจึงหันมาทำสวนพุทราจำนวน 14 ไร่ แต่มองว่าการทำสวนพุทรามีการใช้สารเคมี ซึ่งอาจไม่ดีต่อสุขภาพประกอบกับขณะนั้นได้มีเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาอบรมโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ พร้อมกับแนะนำการทำเกษตรปลอดสารเคมี จึงคิดว่าผลผลิตทางการเกษตรตัวไหนที่ไม่ใช้สารเคมีและคำตอบที่ได้ก็คือ “มะพร้าวน้ำหอม” นั่นเอง จึงได้แบ่งพื้นที่มาปลูกมะพร้าวน้ำหอมบนพื้นที่ 7 ไร่ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา โดยนำมะพร้าวน้ำหอมลงปลูกล้อมต้นพุทราหลังจากปลูกไปประมาณ 3 ปี มะพร้าวเริ่มโตจนเบียดต้นพุทรา จึงตัดต้นพุทราทิ้งทั้งหมด และปัจจุบันยังได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการวางแผนการผลิตและการทำตลาดร่วมกัน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น

สำหรับพันธุ์ที่ปลูกเป็นมะพร้าวพันธุ์ก้นจีบ ซึ่งจะให้ผลขนาดใหญ่และมีน้ำเยอะ โดยในการปลูกถ้าเป็นหน้าฝนจะปล่อยตามธรรมชาติ แต่หากเป็นหน้าแล้งก็จะมีการรดน้ำทุก 3 วัน อย่างไรก็ตามแม้มะพร้าวพันธุ์ก้นจีบจะเป็นสายพันธุ์ที่ดีแต่ก็ต้องอยู่กับพื้นที่ปลูกด้วย อย่างเช่น บ้านแพ้วที่มีดินลักษณะพิเศษจึงช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีรสชาติดี ส่วนการดูแลที่สวนแห่งนี้จะเน้นให้ธรรมชาติดูแลกันเอง โดยจะใช้แตนเบียนเป็นตัวทำลายศัตรูพืช จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี นอกจากนี้แม้มะพร้าวจะมีต้นที่สูงแต่แมลงพวกนี้ก็จะทำหน้าที่ดูแลแทนเราได้ ส่วนต้นหญ้าก็จะปล่อยให้มีการขึ้นคลุมดินบ้างและจะตัดเมื่อยาวเกินไปซึ่งหญ้าเหล่านี้ก็จะเป็นอินทรียวัตถุสร้างประโยชน์ให้กับดินและกักเก็บความชุ่มชื้นตลอดเวลา หลังจากได้ผลผลิตนำออกจำหน่ายแล้ว ผู้บริโภคเกิดความชื่นชอบมะพร้าวน้ำหอม เนื่องด้วยมีรสชาติหอม หวาน อร่อยกำลังดี

ปัจจุบัน สามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่า 20,000 ลูก/รอบ โดยวางแผนร่วมกับกลุ่มสมาชิกแปลงใหญ่ ทำตลาดเองทั้งหมด ไม่ส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งบริหารจัดการให้เป็นระบบ มีการต่อยอดนำผลผลิตจากสวนมาแปรรูปเป็นน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม เน้นเรื่องการทำตลาด โดยนำสื่อออนไลน์เข้ามาประยุกต์ใช้ให้ทันสมัย มีการนำเสนอแบบเล่าเรื่องราวภายในสวนผ่านสื่อออนไลน์ ลูกค้าที่เล่นสื่อออนไลน์ ก็จะเห็นว่าเราเป็นเกษตรกร เราไม่ใช้พ่อค้า ทำให้หลายคนเปิดใจที่จะเข้ามาสอบถามมากขึ้น โดยที่เราสามารถให้คำแนะนำเขาได้ มีต้นแบบให้เขาดู จึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ว่าผลผลิตที่เขาซื้อไปนั้น มาจากเกษตรกรโดยแท้จริง มั่นในในคุณภาพของผลผลิต ทำให้เราขายผลผลิตได้โดยอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซื้อผลผลิตจากเราในราคาที่ไม่แพงเกินไปและคุณภาพที่ดีด้วย

นายพิทักษ์ยังบอกอีกว่า ตลาดของมะพร้าวน้ำหอมยังเติบโตได้อีก เพราะเป็นไม้ผลที่ไม่ใช้สารเคมี และน้ำมะพร้าวมีประโยชน์ต่อร่างกาย สิ่งที่ชี้วัดถึงความมั่นคงของตลาดมะพร้าวน้ำหอมนั่น คือ ยังต้องตัดผลผลิตผลสดส่งให้ห้างสรรพสินค้าอยู่เป็นประจำ ทั้งผลสด น้ำมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว 100% ในรูปแบบที่พร้อมดื่มในขวดใส และ มะพร้าวพร้อมรับประทาน ขูดน้ำเนื้อใส่แก้วซีลฝาอย่างดี เมื่อออกงานอีเว้นท์แต่ละครั้ง ลูกค้าเข้าคิวยาวเหยียด ซึ่งได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่อย่างมาก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะดวกต่อการดื่มและรับประทาน นอกนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับมะพร้าวน้ำหอมทั้งหมด ทั้งน้ำตาลมะพร้าว มะพร้าวแก้ว และต้นพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันนอกจากจะออกร้านจำหน่ายตามงานต่างๆ แล้วยังมีการจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ในเฟซบุ๊คอีกด้วย

และนี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรแปลงใหญ่ ที่เกษตรกรผู้ผลิตเดิม ต้องการที่จะเป็นผู้กำหนดราคา จึงรวมกลุ่ม ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ บริหารจัดการร่วมกัน จนวันนี้ สามารถส่งผลผลิตให้กับลูกค้าได้ เป็นพันๆลูกต่อวัน ผ่านช่องทางตลาดที่หลากหลาย พร้อมต่อยอดพัฒนาผลผลิตและผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้าไปสู่ตลาดโลกได้

‘อธิบดีปศุสัตว์’เปิดเวทีนานาชาติ ยกระดับการป้องกันเฝ้าระวังโรคสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421137

'อธิบดีปศุสัตว์'เปิดเวทีนานาชาติ ยกระดับการป้องกันเฝ้าระวังโรคสัตว์

‘อธิบดีปศุสัตว์’เปิดเวทีนานาชาติ ยกระดับการป้องกันเฝ้าระวังโรคสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 16.07 น.

“อธิบดีปศุสัตว์”เปิดเวทีนานาชาติสมาคมเวชศาสตร์ชันสูตรทางสัตวแพทย์โลก ยกระดับการป้องกันเฝ้าระวังโรคสัตว์ และบทบาทด้านสุขภาพสัตว์เป็นหนึ่งเดียวในประชาคมภูมิภาคและระดับโลก

20 มิ.ย.62 นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติสมาคมเวชศาสตร์ชันสูตรทางสัตวแพทย์โลก ที่ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 19 – 22 มิ.ย.62 พร้อมด้วย ศ.สพ.ญ.ดร.อัจฉริยา ไศละสูต นายกสมาคมเวชศาสตร์ชันสูตรทางสัตวแพทย์ไทย ผู้แทน OIE ประธานบริหาร ISEAVLD และผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาชาติ

นายสัตวแพทย์ สรวิศ กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทยได้รับการยอมรับในการเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ และการผลิตสัตว์ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานเพื่อการบริโภคและการส่งออก โดยพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาพอนามัยของทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ในบริบทสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) กรมปศุสัตว์และสมาคมเวชศาสตร์ชันสูตรทางสัตวแพทย์ไทยจึงได้ให้ความสำคัญและเห็นว่าสัตวแพทย์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาปศุสัตว์ การรักษา การป้องกันโรคทั้งในสัตว์และสุขภาพอนามัยของคน จึงได้กำหนดจัดการประชุมวิชาการนานาชาติในระดับโลกของสัตวแพทย์ด้านการชันสูตรโรคสัตว์ในประเทศไทย เพื่อนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในระดับนานาชาติ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการผลิตปศุสัตว์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก การจัดงานครั้งนี้ภายใต้แนวคิด “Innovation of Clinical and Public Health Laboratories: Integrating on the Future of One Health” ได้รับความร่วมมือจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organization for Animal Health: OIE) จัดประชุมวิชาการ OIE Symposium ในด้านมาตรฐานห้องปฏิบัติการชันสูตรโรคสัตว์ เพื่อเป็นเวทีให้สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องปฏิบัติการชันสูตร นักวิชาการในสาขาต่างๆ นักวิจัยของภูมิภาคและนานาประเทศ นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแสดงศักยภาพของสัตวแพทย์ด้านห้องปฏิบัติการชันสูตรไทยในประชาคมภูมิภาคและระดับโลก

“นับเป็นโอกาสอันดีที่สัตวแพทย์ด้านห้องปฏิบัติการชันสูตรและนักวิชาการไทย จะได้เข้าร่วมประชุมวิชาการและได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิชาการจากนานาประเทศ ทั้งจากยุโรป อเมริกา และเอเชีย เพื่อให้ความร่วมมือกันในด้านการป้องกัน เฝ้าระวังโรคสัตว์ และบทบาทด้านสุขภาพหนึ่งเดียว โดยพัฒนาด้านการชันสูตรทางสัตวแพทย์ของประเทศ ทั้งในด้านการศึกษาและภาพลักษณ์ในสังคม กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมการเสนอผลงานทางวิชาการในห้องประชุมและแผ่นภาพในเทคนิคการชันสูตรและนวัตกรรมสาขาต่างๆ ได้แก่ เทคโนโลยีด้านพันธุศาสตร์สารสนเทศ เชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ การวินิจฉัยเพื่อวิทยาการด้วยเป้าหมายระดับอณูของการรักษาของโรคอุบัติใหม่ รวมทั้งการสัมมนาขององค์การสุขภาพสัตว์โลก และการนำเสนอนิทรรศการครั้งแรก เรื่องชุดตรวจสอบสำเร็จรูปทางสัตวแพทย์และการสาธารณสุขระดับโลก หรือ The 1st TEST-KIT Expo อีกด้วย” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

กรมประมงขันนอตจนท.เตรียมรับอุทกภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420878

x

กรมประมงขันนอตจนท.เตรียมรับอุทกภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงสั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินการตามแผนรับสถานการณ์อุทกภัยปี 2562 เตรียมความพร้อมช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ แบ่งเป็น 3 ระยะคือ 1.ดำเนินการก่อนเกิดภัย การเตรียมความพร้อม กรมขึ้นทะเบียน และปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตรวจสอบสถานที่เลี้ยงจระเข้ให้แข็งแรง จำนวน จัดทำบัญชีฟาร์มเลี้ยง ทำบัญชีทรัพยากร เช่น เครื่องสูบน้ำ อวน กระชัง เรือตรวจการประมง รถยนต์ สำหรับเกษตรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรเตรียมป้องกันล่วงหน้าเมื่อเกิดอุทกภัยดังนี้ 1.ควบคุมการใช้น้ำและรักษาปริมาณน้ำในที่เลี้ยงสัตว์น้ำให้ปริมาณพอเหมาะ หรือ 2 ใน 3 ส่วนของน้ำที่มีอยู่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ 2.จัดทำร่องระบายน้ำ และขุดลอกตะกอนดินที่จะทำให้น้ำไหลเข้า-ออกได้สะดวก3. ปรับปรุงคันบ่อและเสริมคันบ่อให้สูงพอกับปริมาณน้ำที่เคยท่วมในปีที่ผ่านมา 4.จัดเตรียมอุปกรณ์จำเป็นให้พร้อม 5.เตรียมปูนขาวสำหรับพื้นที่ดินกรด ดินเปรี้ยว เพื่อปรับสภาพน้ำในบ่อหลังน้ำท่วมประมาณ 50-60 กิโลกรัม 6.วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ และฤดูกาล เพื่อให้จับได้ก่อนฤดูน้ำหลาก

ส่วนด้านโรคสัตว์น้ำ อาจมีทั้งโรคที่เกิดจากปรสิต เช่น เห็บระฆัง ปลิงใสเหาปลา และโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย เช่นสเตรปโตคอกคัส แอโรโมแนส ฟลาโวแบคทีเรีย เกษตรกรควรควบคุมให้ปลาแข็งแรงอยู่เสมอ โดยเสริมอาหารประเภท วิตามินรวม วิตามินซีโปรไบโอติก ทำความสะอาดกระชัง เพื่อกำจัดตะกอนและเศษอาหารออกให้หมดตัดวงจรชีวิตปรสิตและเชื้อโรค รวมทั้งควบคุมคุณภาพน้ำ เช่น อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจน ให้เหมาะสมและคงที่อยู่เสมอ

2. การดำเนินการขณะเกิดภัยกรมสั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมรับสถานการณ์และให้ประชาสัมพันธ์ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดพร้อมรายงานกรมทุกสัปดาห์ หากเกิดผลกระทบหรือความเสียหายให้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรเฉพาะหน้าตามความสามารถและศักยภาพของหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่เป้าหมาย และ 3.การดำเนินการหลังเกิดภัย สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแล้ว หากได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ขอรับความช่วยเหลือได้โดยให้หน่วยงานกรมประมงจังหวัดพิจารณาดำเนินการให้ความช่วยเหลือโดยใช้เงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 หากเงินงบประมาณไม่เพียงพอก็สามารถใช้เงินทดรองราชการในอำนาจของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

ทั้งนี้ จะประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนภัยแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทราบภาวะภัยที่จะมาถึงเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ เพื่อหาวิธีป้องกันหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด และขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่