รายงานพิเศษ : ส.ป.ก.ชู‘ระบบสวนครัวน้ำหยด’สู้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406663

รายงานพิเศษ : ส.ป.ก.ชู‘ระบบสวนครัวน้ำหยด’สู้ภัยแล้ง

รายงานพิเศษ : ส.ป.ก.ชู‘ระบบสวนครัวน้ำหยด’สู้ภัยแล้ง

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย คือ “การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร” สำหรับให้เกษตรกรไว้ใช้ในการเพาะปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นพื้นที่เกษตรกรรมน้ำฝนและอยู่นอกเขตชลประทาน รวมถึงพื้นที่ ส.ป.ก. ทั้ง 40 ล้านไร่ ซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 อยู่นอกเขตชลประทาน จึงเป็นเหตุให้พี่น้องเกษตรกรทำการเพาะปลูกพืชได้เฉพาะช่วงฤดูฝนเท่านั้นและจะเกิดการว่างงานในช่วงหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้พี่น้องเกษตรกรบางส่วนจำเป็นต้องออกไปหารายได้เสริมจากการทำงานนอกภาคการเกษตร ดังนั้นงานการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรจึงเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เร่งดำเนินการมาโดยตลอด เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาดังกล่าวให้พี่น้องเกษตรกรได้มีแหล่งน้ำทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

 

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า การจะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างอาชีพใน
ผืนดินของ ส.ป.ก. ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ ส.ป.ก. จะต้องดำเนินการพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน รวมถึงการให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างเหมาะสมและถูกวิธี ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่จำกัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสามารถพึ่งพาตนเองได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ฝาย ระบบส่งน้ำ ระบบกระจายน้ำรายแปลง หรือการขุดลอกลำห้วยหรือสระสาธารณะในเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมกันนี้ ยังได้จัดให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้และจัดทำเอกสารคู่มือเรื่องการให้น้ำพืชระบบต่างๆ แก่เกษตรกร อาทิ ระบบการให้น้ำแบบน้ำหยด ซึ่งเป็นระบบการให้น้ำที่ประหยัดน้ำมากที่สุดและเหมาะสมที่จะนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ในแปลงเกษตรกรรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งมีแนวโน้มที่รุนแรงและยาวนานมากขึ้น ส.ป.ก. จึงได้เตรียมสนับสนุนให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินใช้ระบบน้ำหยดในการปลูกพืชผักสวนครัว หรือที่เรียกว่า “ระบบสวนครัวน้ำหยด” ซึ่งเป็นผลงานที่ ส.ป.ก. ประสบผลสำเร็จในการส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปใช้งานมาแต่ปี 2553

 

 

ด้าน นายธราวุฒิ ไก่แก้ว วิศวกรการเกษตรชำนาญการ กลุ่มออกแบบแหล่งน้ำและเกษตรชลประทาน สำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน อธิบายเพิ่มเติมว่า “ระบบสวนครัวน้ำหยด” เป็นวิธีการให้น้ำพืชในแปลงปลูกด้วยวิธีน้ำหยดซึ่งเป็นวิธีการให้น้ำพืชเฉพาะในเขตรากพืชจึงช่วยประหยัดน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการให้น้ำ ทั้งนี้ระบบสวนครัวน้ำหยดนี้เป็นระบบที่มีต้นทุนต่ำ (ประมาณ 3,000 บาท/ชุด) เทคนิคการใช้และการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้เอง และเหมาะสำหรับพื้นที่เพาะปลูกพืชขนาดไม่เกิน 200 ตารางเมตร โดยการนำถังน้ำขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ใบ มาติดตั้งให้สูงกว่าพื้นที่แปลงประมาณ 1-2 เมตร เพื่อใช้เป็นแหล่งพักและส่งจ่ายน้ำให้กับระบบ เสร็จแล้วจึงติดตั้งท่อพีวีซีเพื่อกระจายน้ำไปยังบริเวณพื้นที่หัวแปลงปลูกพืชซึ่งถูกเชื่อมต่อเข้ากับเทปน้ำหยดที่มีรูจ่ายน้ำระยะห่างกันประมาณ 20-30 เซนติเมตร เข้าสู่แปลงปลูกพืชเป็นแถวตามแนวยาวของแปลงปลูกพืช โดยแต่ละรูจะมีอัตราการจ่ายน้ำประมาณ 1-2 ลิตรต่อชั่วโมง ซึ่งถังน้ำ 1 ใบจะใช้น้ำประมาณ 200 – 400 ลิตรต่อวัน ทั้งนี้ ระบบการให้น้ำด้วยวิธีนี้ถูกออกแบบมาสำหรับพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนต่ำ และมีพื้นที่น้อย เช่น พื้นที่ว่างบริเวณรอบบ้าน คันรอบสระน้ำประจำไร่นา ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชผักไว้บริโภคภายในครัวเรือนได้ตลอดทั้งปีและยังสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง

ระบบสวนครัวน้ำหยดนี้ได้ถูกนำไปส่งเสริมในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินครั้งแรกที่ จ.มหาสารคาม เมื่อปี พ.ศ. 2553 โดยมีหลักการที่สำคัญของโครงการ คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชเพื่อการบริโภคได้ตลอดทั้งปี สร้างความมั่งคงทางด้านอาหาร เสริมสร้างองค์ความรู้เรื่องระบบการให้น้ำพืชแบบน้ำหยด ซึ่งเป็นระบบการให้น้ำพืชที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งผลการดำเนินงาน พบว่า ระบบน้ำหยดสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี โดยเกษตรกรนำไปใช้ในการเพาะปลูกพริก ถั่วฝักยาว กระเจี๊ยบขาว ผักชี บวบ และมะเขือ ซึ่งปริมาณน้ำที่เหมาะสมต่อวันเพียงครั้งละ 1 – 2 ถัง (200 ลิตร – 400 ลิตร) ทั้งนี้พืชที่ปลูกทั้งหมดมีอัตราการงอกที่ดีสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงและงอกเร็วกว่าการให้น้ำด้วยวิธีการเดิมของเกษตรกร พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตสูง ทำให้เกษตรกรมีพืชผักไว้บริโภคอย่างเพียงพอในครัวเรือนและยังสามารถนำผลผลิตส่วนเกินไปจำหน่ายยังตลาดชุมชนและตลาดในเมืองสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรครอบครัวละ 500 – 4,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับต้นทุนแล้วถือว่าคุ้มค่า

จากการนำระบบสวนครัวน้ำหยดไปปฏิบัติจริงพบว่ามีข้อดีหลายประการ ได้แก่ 1) ประสิทธิภาพการจ่ายน้ำสูงทำให้พืชได้รับน้ำสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลง 2) ประหยัดน้ำ ซึ่ง 1 รอบการปลูกใช้น้ำเพียง 50 ลบ.ม. 3) ประหยัดแรงงาน 4) ประหยัดเวลา โดยการให้น้ำ 1 ครั้ง ใช้เวลาเพียง 10 – 30 นาที 5) สามารถใช้งานได้กับทุกสภาพดิน 6) ใช้และดูแลรักษาง่าย 7) ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 200 บาทต่อรอบการผลิต

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินการที่ผ่านมาสามารถยืนยันได้ว่า “ระบบสวนครัวน้ำหยด” เป็นระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพ
ราคาถูก ติดตั้งง่าย ใช้งานได้จริง และเหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาดเล็กและมีน้ำต้นทุนน้อย ซึ่งระบบนี้จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีความกินดีอยู่ดี มีความมั่นคงทางด้านอาหาร สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนสืบไป

ขานรับปลูกข้าวโพดหลังนา สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406661

x

ขานรับปลูกข้าวโพดหลังนา สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานวันเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา และงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ปี 2562 ณ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ว่า กระทรวงเกษตรฯดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เพื่อปรับสมดุลปริมาณการผลิตข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งช่วยให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้มั่นคงยั่งยืน ตลอดจนเพื่อให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีเสถียรภาพในการผลิตสินค้า ซึ่งในจ.ตาก มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก จากเป้าหมายเดิม 4 อำเภอได้แก่ อ.เมืองตาก อ.บ้านตาก อ.สามเงา และอ.วังเจ้า พื้นที่เป้าหมาย 6,163.38 ไร่ จากผลการดำเนินงานส่งผลให้จ.ตากมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 2,882 ราย พื้นที่ 25,070.75 ไร่ ในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ (ยกเว้นอำเภออุ้มผาง) สำหรับผลผลิตทั้งหมดที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมนี้ มีปริมาณ 25,543 ตัน สร้างรายได้ให้เกษตรกรในโครงการฯ และนำรายได้เข้าสู่จ.ตาก ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

“ความสำเร็จของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในอ.บ้านตาก จ.ตาก แม้จะได้รับผลกระทบจากโรคระบาดระหว่างปลูกข้าวโพด แต่เมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวและขายข้าวโพดแล้วยังได้กำไรไร่ละ 2,300-2,500 บาท ส่วนอำเภออื่นได้กำไรไร่ละ 3,000 – 3,500 บาทเช่นกัน นอกจากนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในจังหวัดใกล้เคียง เช่น อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ก็มีรายได้เพิ่มจากการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนามากกว่าการปลูกข้าวเหมือนที่เคยทำมา โดยกระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลครบวงจรสอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปภาคการเกษตรของนายกรัฐมนตรี ที่เน้นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชตามความต้องการของท้องตลาดและต้องมีตลาดรองรับ” นายกฤษฎา กล่าว

ชาวนาหนุนเดินหน้าบางระกำโมเดล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406662

x

ชาวนาหนุนเดินหน้าบางระกำโมเดล

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อตรวจติดตามการดำเนินโครงการปรับการเพาะปลูกข้าวทุ่งบางระกำ (โครงการบางระกำโมเดล 62) พร้อมด้วย นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานว่า โครงการบางระกำโมเดลดำเนินการต่อเนื่องมาปีนี้เป็นปีที่ 3 ซึ่งเริ่มดำเนินการครั้งแรกเมื่อปี 2560 เพื่อส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำของแม่น้ำยม และแม่น้ำเจ้าพระยาเพาะปลูกข้าว และเก็บเกี่ยวข้าวให้ทันก่อนฤดูน้ำหลาก เพื่อใช้ทุ่งนาที่เก็บเกี่ยวแล้วรับน้ำหลากจากแม่น้ำ ตัดน้ำส่วนเกินออกจากลำน้ำ ทำให้น้ำไม่เอ่อท่วมพื้นที่เมือง

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การดำเนินโครงการบางระกำโมเดล กรมชลประทานจะบริหารจัดการส่งน้ำให้เกษตรกร เพื่อให้เกษตรปลูกข้าวได้ก่อนฤดูกาลปกติ การดำเนินโครงการดังกล่าวในปีแรกแบ่งพื้นที่รับน้ำไว้ 2 พื้นที่ใหญ่คือ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก 265,000 ไร่ เริ่มปลูกเดือนเมษายน เก็บเกี่ยวสิงหาคม สามารถรับน้ำหลากได้ 500 ล้าน ลบ.ม. และพื้นที่ใต้จ.นครสวรรค์ 12 ทุ่ง ประมาณ 1.15 ล้านไร่ เริ่มปลูกเดือนพฤษภาคม เก็บเกี่ยวกันยายน รับน้ำหลากได้ 1,533 ล้าน ลบ.ม. ต่อมาปี 2561 ขยายผลเป็น โครงการบางระกำโมเดล 61 เนื่องจากในอ.บางระกำ จ.พิษณุโลก มีเกษตรกรเข้าร่วมมากขึ้น โดยพื้นที่เพิ่มเป็น 382,000 ไร่ รับน้ำหลากได้ 550 ล้าน ลบ.ม. ส่วนปี 2562 โครงการบางระกำโมเดล 62 ยังมีพื้นที่เท่าเดิม เพราะเต็มศักยภาพแล้ว

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า พื้นที่ลุ่มน้ำยม เป็นเพียงลุ่มน้ำเดียวของลุ่มน้ำสาขาลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่กักเก็บน้ำ ทำให้ฤดูน้ำหลากจะเกิดปัญหาน้ำท่วมที่ลุ่มต่ำน้ำยมเป็นประจำ ส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบไปด้วย ระหว่างที่รอโครงการขนาดใหญ่และสำคัญ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลจึงจัดทำโครงการบางระกำโมเดลขึ้นตั้งแต่ปี 2560 เมื่อรวมพื้นที่รับน้ำที่อ.บางระกำ และ 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาแล้วรองรับน้ำหลากได้ 2,033 ล้าน ลบ.ม. หรือ ความจุของเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมกัน

นายสมศักดิ์ บ่องเขาย้อย กำนันตำบลท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า โครงการบางระกำโมเดล เป็นประโยชน์มากต่อเกษตรกรในพื้นที่ ฤดูนาปีทำนาตั้งแต่เดือน เมษายนเก็บเกี่ยวผลผลิตเดือนกรกฎาคม ก่อนน้ำหลากมา และฤดูนาปรังมีน้ำให้ทำนาเต็มพื้นที่โครงการ นอกจากนี้ ในฤดูน้ำหลาก เดือนสิงหาคม-ตุลาคม เกษตรกรยังพลิกวิกฤติเป็นโอกาสทำประมงเป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ในครอบครัว และที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการผลิต การที่น้ำท่วมพื้นที่นาเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินลดการใช้ปุ๋ย ช่วยทำลาย วัชพืช ข้าวดีด โรค และแมลงศัตรูพืช เช่น หนู และแมลงต่างๆ จึงต้องการให้รัฐบาลดำเนินโครงการบางระกำโมเดลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สุขของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ

ชายคาพระพิรุณ : 8 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406659

586851

ชายคาพระพิรุณ : 8 เมษายน 2562

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เลือกตั้งผ่านมาแล้วจะร่วม 3 สัปดาห์ แต่ยังได้จำนวน สส.ไม่ชัดเจน ยังไม่รู้เลยว่าฝ่ายไหน พรรคอะไรจะได้จัดตั้งรัฐบาล ช่างดูสับสนวุ่นวายกันไปหมด แถมยังมีสาดโคลน สุมไฟความขัดแย้งกันไปมาอย่างต่อเนื่องทุกวัน แล้วเมื่อไหร่บ้านเมืองเราจะสงบสุขกันเสียที…เรื่องการเมืองน่าเบื่อ เรามาคุยกันเรื่องดีๆ ด้านอาชีพเกษตรกรรมกันดีกว่า โดยเฉพาะเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นนโยบายที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้จริง นั่นคือโครงการปลูกข้าวโพดหลังทำนา ท่านกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านยืนยันว่าอย่างนั้น หลังจากไปเป็นประธานพิธีเปิดงานวันเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา และงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ปี 2562 ณ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก จากเป้าหมายเดิม 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองตาก อำเภอบ้านตาก อำเภอสามเงา และอำเภอวังเจ้า พื้นที่เป้าหมาย 6,163.38 ไร่ แต่จากผลการดำเนินงาน กลับพบว่ามีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ 2,882 ราย พื้นที่ 25,070.75 ไร่ ในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ (ยกเว้นอำเภออุ้มผาง) โดยคาดว่าผลผลิตทั้งหมดที่จะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมนี้ มีปริมาณ 25,543 ตัน สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในโครงการฯ และนำรายได้เข้าสู่จังหวัดตากไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท…ท่านว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังบอกอีกว่า ความสำเร็จของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในอำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในระหว่างที่ปลูกข้าวโพด แต่เมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวและขายข้าวโพดแล้วยังได้กำไรไร่ละ 2,300-2,500 บาท ส่วนในอำเภออื่นๆ ก็ได้กำไรไร่ละ 3,000 – 3,500 บาท เช่นกัน นอกจากนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดพิษณุโลก ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนามากกว่าการปลูกข้าวเหมือนที่เคยทำมา โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปดูแลตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งขายผลผลิตอย่างครบวงจรซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปภาคการเกษตรของนายกรัฐมนตรี ที่เน้นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชตามความต้องการของท้องตลาดและต้องมีตลาดรองรับ ซึ่งถ้าเป็นอย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าไว้ก็จะดีไม่น้อย เกษตรกรจะได้ลดความเสี่ยงจากการทำนามาปลูกพืชระยะสั้นอื่นๆ ที่ตลาดต้องการกันบ้าง…

ช่วงนี้เข้าสู่หน้าร้อน เตือนระวังเพลี้ยไฟพริก ทำลายมะม่วงช่วงติดผล โดย นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฝากเตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงว่า ในช่วงนี้เป็นฤดูกาลของมะม่วง ซึ่งขณะนี้หลายแห่งอยู่ในระยะติดผลมะม่วง ผลผลิตกำลังเจริญเติบโต และเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวได้ในระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม สำหรับแหล่งปลูกมะม่วงในบางพื้นที่ที่อยู่ในระยะออกดอกหรือติดผลอ่อน กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรเฝ้าระวังการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟพริก ซึ่งศัตรูพืชชนิดนี้นอกจากจะสร้างความเสียหายให้แก่ผลผลิตพริกแล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมะม่วงด้วย โดยเพลี้ยไฟพริกจะดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ยอดอ่อนแห้ง ใบแตกใหม่แคระแกรนและร่วง ช่อดอกหงิกงอ ดอกร่วงไม่ติดผล หรือติดผลน้อย ดังนั้น หากพบการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟพริก กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรตัดหรือเก็บส่วนที่พบเพลี้ยไฟไปทำลายนอกแปลง กรณีระบาดรุนแรง ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง แลมป์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฟนโพรพาทริน 10% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยควรพ่นในระยะที่มะม่วงติดดอกอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ระยะเริ่มแทงช่อดอก และระยะเริ่มติดผลขนาดมะเขือพวง (ประมาณ 0.5- 1 ซม.) หากปีใดระบาดรุนแรงให้พ่นซ้ำก่อนระยะดอกบาน หลีกเลี่ยงการพ่นสารฆ่าแมลงในระยะดอกบาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร…ก็ฝากเตือนพี่น้องชาวสวนมะม่วงกันนะครับ หากพบปัญหาก็ปรึกษาสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่านนะครับ

วันก่อน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้ารับโล่รางวัลพร้อมประกาศเกียรติคุณ องค์กรที่มีความเป็นเลิศ การบริหารจัดการการเงินการคลัง ด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด หน่วยงานที่มีผลงานดีเยี่ยม จาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “องค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการ ด้านการเงินการคลัง” ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ณ หอประชุมสโมสรกองทัพบก กรุงเทพฯ ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ…

ขุนเกษตรา

กษ.เตือนเฝ้าระวังด้วงงวงมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406660

x

กษ.เตือนเฝ้าระวังด้วงงวงมะพร้าว

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันศัตรูมะพร้าวที่พบทำลายผลผลิตของเกษตรกรมีทั้งโรค แมลง ไร สัตว์ศัตรูพืช และวัชพืช โดยเฉพาะด้วงงวงมะพร้าวในประเทศไทยพบทำลายมะพร้าวอยู่ 2 ชนิด คือ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดเล็กและด้วงงวงมะพร้าวชนิดใหญ่ การเข้าทำลายของด้วงงวงมะพร้าวชนิดเล็ก จะทำลายมะพร้าวโดยเจาะเข้าไปในลำต้น และส่วนยอด มักทำลายตามรอยทำลายของด้วงแรดมะพร้าว โดยวางไข่บริเวณบาดแผลตามลำต้นหรือบริเวณที่ด้วงแรดมะพร้าวเจาะไว้ หรือบริเวณรอยแตกของเปลือก ซึ่งด้วงงวงมะพร้าวสามารถเจาะส่วนที่อ่อนของต้นมะพร้าวเพื่อวางไข่ได้ หนอนที่ฟักออกจากไข่จะกัดกินชอนไชไปในต้นมะพร้าว ทำให้เกิดแผลเน่าภายในต้นมะพร้าวที่ถูกทำลายโดยจะแสดงอาการเฉาหรือยอดหักพับ หนอนจะกัดกินไปจนกระทั่งต้นเป็นโพรงใหญ่ไม่สามารถส่งน้ำและอาหารไปถึงยอดได้ และทำให้ต้นมะพร้าวตายในที่สุด

ส่วนด้วงงวงมะพร้าวชนิดใหญ่ เคยระบาดรุนแรงในจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย โดยอาศัยกัดกินในต้นมะพร้าวตลอดอายุขัยกระทั่งเจริญเติบโตเป็นดักแด้และตัวเต็มวัยภายในลำต้นยากต่อการป้องกันกำจัด หากหนอนเข้าทำลายบริเวณยอดจะทำให้มะพร้าวตายอย่างรวดเร็ว

สำหรับวิธีการป้องกันกำจัดด้วงงวงมะพร้าวนั้น 1.เกษตรกรป้องกันและกำจัดด้วงแรดมะพร้าวอย่าให้ระบาดในสวนมะพร้าว เพราะรอยแผลที่ด้วงแรดมะพร้าวเจาะไว้จะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าววางไข่ 2. ใช้น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ที่ใช้แล้ว หรือชันผสมน้ำมันยาง ทาแผลโคนต้นหรือลำต้นมะพร้าวป้องกันการวางไข่

3. ต้นมะพร้าวที่ถูกด้วงงวงมะพร้าวชนิดใหญ่ทำลาย ควรตัดโค่นทอนเป็นท่อนแล้วผ่าจับหนอนทำลาย ไม่ควรให้ต้นมะพร้าวเกิดแผลหรือปลูกโคนลอยเพราะจะเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าววางไข่ และตัวหนอนที่ฟักจากไข่จะเจาะเข้าทำลายในต้นมะพร้าวได้ 4. ใช้คลอร์ไพริฟอส 40% EC อัตรา 80 มล./น้ำ 20 ลิตร หยอดตามรอยแผลหรือรูเจาะที่เกิดจากด้วงแรด ถ้าพบตัวเต็มวัยของด้วงงวงบริเวณรอบคอมะพร้าว ควรราดบริเวณบาดแผลที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน พร้อมอุดรูด้วยดินน้ำมันหรือดินเหนียว หรือใช้สารฆ่าแมลงฉีดเข้าไปในลำต้นมะพร้าวเช่นเดียวกับวิธีป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว

‘กฤษฎา’สั่งฝนหลวงสแตนด์บาย24ชม. ยันหน้าแล้งเหลือ50วันมีน้ำพอทุกพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406600

'กฤษฎา'สั่งฝนหลวงสแตนด์บาย24ชม. ยันหน้าแล้งเหลือ50วันมีน้ำพอทุกพื้นที่

‘กฤษฎา’สั่งฝนหลวงสแตนด์บาย24ชม. ยันหน้าแล้งเหลือ50วันมีน้ำพอทุกพื้นที่

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562, 15.19 น.

“กฤษฎา”สั่งฝนหลวงสแตนด์บาย24ชม. ชี้ความชื้นเกิน50-60%ขึ้นบินทำฝนช่วยภัยแล้ง เติมน้ำการเกษตร ยันหน้าแล้งเหลือกว่า50วัน มีน้ำให้ทุกพื้นที่ กำชับกรมชลฯ-กปภ.เร่งลำเลียงน้ำดิบผลิตประปา ส่งถึงปชช.ทันท่วงที เน้นทุกจังหวัดภาคเหนือ-อีสาน ต้องหาแหล่งน้ำทั้งใกล้และไกลมาป้อนประปาสาขาทุกชุมชนอย่างทั่วถึง

7 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการบรรเทาภัยแล้ง และปัญหาหมอกควันฝุ่นละอองกระทบสุขภาพประชาชน ในภาคเหนือและภาคอีสาน ว่า ขณะนี้สั่ง นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้หน่วยฝนหลวงทั่วประเทศ สแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าสภาพอากาศอำนวย คือ มีความชื้น 50 – 60% ก็ขึ้นทำทันที ขณะนี้เปิดอยู่ 11 หน่วยปฎิบัติ 9 ฐานบิน ครอบคลุมทั้งประเทศเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้ง เพิ่มน้ำการเกษตร แหล่งน้ำ และเขื่อนต่างๆ ทั้งนี้ ยังมีหน่วยบินของกองทัพอากาศ (ทอ.) พร้อมสนับสนุนด้วย

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ในส่วนพื้นที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ได้สั่งการด่วนให้อธิบดีกรมชลประทาน แจ้งสำนักชลประทานจังหวัด ประสานกับผู้จัดการประปาส่วนภูมิภาค สาขาจังหวัดทุกจังหวัด ร่วมกันแก้ไขปัญหาทุกพื้นที่เสี่ยงอย่างเร่งด่วน โดยเน้นทุกจังหวัดภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งได้จัดทำบัญชีแหล่งน้ำไว้แล้ว ซึ่งบางพื้นที่แหล่งน้ำอยู่ไกล โดยให้ชลประทานจังหวัด และการประปาภูมิภาค เข้าดำเนินการชักน้ำ ลำเลียงน้ำไปให้ถึงประชาชนอย่างทันท่วงที

นายกฤษฎา กล่าวว่า เหลือเวลาช่วงหน้าแล้งกว่า 50 วัน จากการคาดการณ์กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าฤดูฝนมาสัปดาห์ที่ 2 เดือน พ.ค.ยืนยันว่าจัดสรรน้ำให้ทุกพื้นที่ผ่านพ้นไปได้ และสำรองไว้หากฝนทิ้งช่วงเดือน มิ.ย. – ก.ค.ได้ประสานไปยังผู้ว่าราชการทุกจังหวัด การประปาส่วนภูมิภาค บูรณาการร่วมกับกรมชลประทาน พร้อมหน่วยทหาร จัดหาน้ำให้ประชาชนโดยเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ ร้อยเอ็ด ศรีษะเกษ ขอนแก่น มหาสารคาม และพื้นที่เสี่ยง 7 จังหวัด เชียงใหม่ นครสวรรค์ ชัยภูมิ กาญจนบุรี ราชบุรี นครราชสีมา และเลย พื้นที่เฝ้าระวัง 17 จังหวัด เช่น พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ นครพนม บุรีรัมย์ เป็นต้น

รวมทั้งดูแลพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเกินแผนจัดสรรน้ำ 1.18 ล้านไร่ทั่วประเทศ แบ่งเป็นในเขตชลประทาน 32 จังหวัด และนอกเขตชลประทาน 7 จังหวัด ให้เก็บเกี่ยวได้ แต่ขอให้หยุดทำนาปรังต่อเนื่อง โดยทุกหน่วยงานลงทำความเข้าใจเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย รัฐมีมาตรการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ไร่ละ 2 พันบาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชผัก พืชไร่ เพื่อสำรองน้ำไว้ฤดูถัดไป

ด้าน นายสุรสีห์ กล่าวว่า ผลปฎิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ช่วยพื้นที่ขาดน้ำ แก้ปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานมีผลกระทบสุขภาพประชาชน โดยเมื่อวานนี้ (6 เม.ย.) ตรวจสภาพอากาศพบว่าบริเวณพื้นที่ซึ่งมีความชื้นในอากาศมากกว่าร้อยละ 60 จึงได้สั่งการให้หน่วยปฎิบัติการฝนหลวงขึ้นทำการบิน โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ ได้ขึ้นบินปฏิบัติขึ้น 3 เที่ยวบิน ทำให้มีฝนตกบริเวณ จ.เชียงใหม่

ดังนี้ ขั้นเสริมการก่อตัวของเมฆเที่ยวแรกขึ้นเวลา 13.30 น.หลังปฏิบัติการพบว่า เมฆมีการพัฒนาตัวตกเป็นฝนเวลา 16.00 น.บริเวณ อ.อมก๋อย อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ปริมาณเล็กน้อย 4.0 มม. (อมก๋อย) โจมตีเที่ยวที่ 2 ขึ้นเวลา 15.20 น.ทำให้ฝนตกเวลา 15.55 น.บริเวณ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ปริมาณเล็กน้อย พร้อมโจมตีเที่ยวที่ 3 ขึ้นเวลา 16.35 น.เมื่อไปถึงบริเวณพื้นที่เป้าหมาย (อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่) พบว่ากลุ่มเมฆบริเวณดังกล่าวตกเป็นฝนและเริ่มสลายตัว ยกฐานสูงขึ้น จึงตัดสินใจปฏิบัติการในขั้นตอนเสริมการก่อตัวของเมฆพื้นที่ข้างเคียงบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ อ.ฮอด – ทิศเหนือ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ จากการติดตามเริ่มพบกลุ่มฝนตกบริเวณ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่เวลา 18.48 น.และมีทิศทางการเคลื่อนตัวทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่ จ.ลำพูน รวมทั้งหน่วยปฏิบัติการฯ ฝนหลวง จ.จันทบุรี ได้ขึ้นบินฝน ช่วยพื้นที่เกษตร และเกาะสีชัง ขาดน้ำอุปโภคบริโภค ในพื้นที่ภาคกลาง หน่วยปฏิบัติการฯ ฝนหลวง จ.ลพบุรี จ.กาญจนบุรี และพื้นที่ภาคใต้ หน่วยปฏิบัติการฯ ฝนหลวงหัวหิน บินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร

รมว.กษ.สั่งกรมชลฯประสานกปภ.แก้พื้นที่ขาดแคลนน้ำดิบผลิตประปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406596

รมว.กษ.สั่งกรมชลฯประสานกปภ.แก้พื้นที่ขาดแคลนน้ำดิบผลิตประปา

รมว.กษ.สั่งกรมชลฯประสานกปภ.แก้พื้นที่ขาดแคลนน้ำดิบผลิตประปา

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562, 15.09 น.

7 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งข้อความทางไลน์ด่วนที่สุด เรื่อง ขอให้ตรวจสอบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการทำน้ำประปา ถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีกรมชลประทานรวม ทั้งชลประทานจังหวัดทุกจังหวัด

ตามที่มีสื่อโซเชียลส่งข้อความว่ามีพื้นที่ขาดแคลนน้ำประปาใน จ.กาฬสินธุ์ และพื้นที่อื่นนั้น ขอให้ปลัดกระทรวงฯ มอบหมายอธิบดีกรมชลประทาน ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาโดยด่วนด้วย ทั้งนี้ ให้อธิบดีกรมชลประทานสั่งการชลประทานจังหวัดทุกจังหวัดให้ไปประสานงานกับผู้จัดการประปาส่วนภูมิภาคสาขาจังหวัด เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยตรงอีกทางหนึ่งด้วยในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้แจ้งทุกจังหวัดทั่วประเทศเฝ้าระวังและจัดหาแหล่งน้ำใกล้เคียงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำกินใช้ โดยดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบทันเหตุการณ์ บูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง

สำหรับปริมาณน้ำในอ่างห้วยมะโน อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ มีน้ำน้อย ขาดแคลนน้ำไปผลิตประปา โดยปริมาณน้ำในอ่างคงเหลือ 9.2 แสน ลบ.ม.หรือ 15% และได้หยุดการส่งน้ำฤดูแล้งแล้ว ปริมาณน้ำคงเหลือจึงจะใช้สำหรับการประปาหน้าอ่างเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีสถานีสูบน้ำของการประปา เทศบาลตำบลนาคู เพียงแห่งเดียว และช่วงนี้ระดับน้ำในอ่างอยู่ในระดับต่ำ น้ำจึงไหลเข้าร่องชักน้ำได้น้อย ซึ่งชลประทานกาฬสินธุ์ ได้นำเครื่อบสูบน้ำไปช่วยชักน้ำได้ในอัตราเพียงพอการผลิตประปาต่อวัน ทั้งนี้ จากการลงตรวจสอบร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ได้เร่งดำเนินการขุดบ่อพักน้ำโดยขยายใหญ่ขึ้น เพื่อสำรองน้ำในการผลิตประปา และขุดลอกบริเวณก้นอ่างที่อาจตื้นเขินและขุดทางน้ำให้น้ำไหลเข้าร่องชักน้ำสะดวกขึ้น

‘กฤษฎา’ดันปฏิรูปภาคเกษตร จัดแผนกำหนดโควตา‘ปลูกพืช-ทำปศุสัตว์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406470

‘กฤษฎา’ดันปฏิรูปภาคเกษตร จัดแผนกำหนดโควตา‘ปลูกพืช-ทำปศุสัตว์’

‘กฤษฎา’ดันปฏิรูปภาคเกษตร จัดแผนกำหนดโควตา‘ปลูกพืช-ทำปศุสัตว์’

วันเสาร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562, 15.32 น.

6 เม.ย. 62 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าเร่งขับเคลื่อนปฏิรูปภาคเกษตรทั้งระบบ โดยจัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศที่มีประสิทธิภาพ ได้สั่งการปลัดกระทรวงเกษตรฯ และ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือผลผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ทั้งปริมาณการผลิตและปริมาณความต้องการ ของตลาดภายในประเทศและตลาดโลก จากแหล่งข้อมูลในพื้นที่ทำการเกษตรจริง สำนักงานทูตเกษตรและทูตพาณิชย์ทุกแห่งและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษา และกระทรวงพาณิชย์ได้ทำปฏิทินฤดูกาลสินค้าเกษตรเป็นรายชนิดประกอบด้วย ฤดูกาลผลิต ความต้องการใช้ การนำเข้า การส่งออก โครงสร้างและสถานการณ์ราคา รวมทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม รวบรวมข้อมูลความต้องการผลผลิตทางการเกษตรในภาคอุตสาหกรรม แล้วนำข้อมูลดังกล่าวข้างต้นมาคำนวณเพื่อคาดการณ์ว่า ประเทศไทยควรผลิตสินค้าเกษตรแต่ละชนิดในปริมาณเท่าใด นอกจากนี้ให้ประสานกรมพัฒนาที่ดินเพื่อนำข้อมูลแผนที่แสดงความเหมาะสมในการทำเกษตรกรรม (Agri-Map) มาใช้ในการจัดทำข้อมูลมาประกอบการจัดทำเป็นแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศด้วย

นายกฤษฎา กล่าวว่า แผนการผลิตทางการเกษตร จะนำมาให้หน่วยงานที่ทำหน้าส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมงใช้แนะนำเกษตรกรให้ทำ โดยกำหนดปริมาณการผลิตที่เหมาะสมหรือโควตาการผลิตทางการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ ทั้งนี้แผนการผลิตสินค้า​เกษตรทุกชนิด สศก. ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของราคาร่วมกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิดเพื่อแจ้งเตือนภัยให้หน่วยงานส่งเสริมการผลิตในการเตรียมวางแผนเพิ่มหรือลดปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเพื่อรักษา​เสถียรภาพ​ราคา และป้องกันไม่ให้เกษตรกรขาดทุน​รายงานข้อมูลดังกล่าวให้จัดทำเป็นรายไตรมาสและรายงานประจำปี โดยให้เริ่มรายงานฉบับแรกในไตรมาส 3/2562 (เดือนกรกฎาคม) เป็นต้นไป

“จะกำหนดโควตาการผลิตทุกชนิดให้สมดุลกับความต้องการตลาด กำหนดปลูกพืช เลี้ยงปศุสัตว์ หรือทำประมงให้ทำในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมตาม Agri-Map จะช่วยลดต้นทุนและได้ผลผลิตสูง เป็นการผลิตแบบ “ทำน้อย ได้มาก” แก้ปัญหาราคาตกต่ำ เกษตรกรขายขาดทุนซ้ำซาก ซึ่งที่ผ่านมาแต่ละปีต้องใช้งบประมาณหลายแสนล้านบาท เข้าพยุงราคาในการประกัน รับจำนำ และยังไม่ทำให้โครงสร้างภาคเกษตรเข้มแข็งขึ้น ดังนั้นการวางแผนการผลิตเกษตรฯนี้จะลดการสูญเสียงบประมาณของประเทศและสร้างฐานราก ยกระดับรายได้ให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคงอย่างยั่งยืน” นายกฤษฎา กล่าว

รมว.เกษตรฯร่วมลงแขกเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังฤดูทำนา เกษตรกรแห่เข้าโครงการฤดูกาลใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406277

รมว.เกษตรฯร่วมลงแขกเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังฤดูทำนา เกษตรกรแห่เข้าโครงการฤดูกาลใหม่

รมว.เกษตรฯร่วมลงแขกเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังฤดูทำนา เกษตรกรแห่เข้าโครงการฤดูกาลใหม่

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562, 13.52 น.

5 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันเก็บเกี่ยวและการตลาดข้าวโพดหลังฤดูทำนา จ.หนองคาย และร่วมชมกิจกรรมการประกวดผลผลิตข้าวโพดคุณภาพดี การแข่งขันเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังฤดูทำนา การแข่งขันการแกะเมล็ดข้าวโพด และการลงแขกเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังฤดูทำนา พร้อมมอบรางวัลแก่เกษตรกรผู้ชนะการประกวดแข่งขัน ณ แปลงเกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บ้านน้อย หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านท่าบ่อ จ.หนองคาย

‘เพื่อเพิ่มปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดภายในประเทศ และช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีรายได้ที่มั่นคง ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่ตลาดมีความต้องการ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต เกษตรกรสามารถเลือกนำผลผลิตไปขายที่สหกรณ์การเกษตร หรือจุดรับซื้อของภาคเอกชนในพื้นที่ที่รับซื้อในราคาที่น่าพอใจ ต้องการเข้าร่วมโครงการอีกในฤดูแล้งถัดไป’ นายกฤษฏา กล่าว

สำหรับราคารับซื้อจะขึ้นอยู่กับระดับความชื้นของผลผลิตโดยราคารับซื้อ ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2562 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 21% ราคารับซื้อที่กิโลกรัมละ 5.90 บาท และความชื้น 14.5% รับซื้อที่กิโลกรัมละ 8.60 บาท

ขณะนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวแล้วตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน และคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงกลางเดือนเมษายนและสิ้นสุดประมาณปลายเดือนพฤษภาคมนี้ นอกจากนี้ขอให้เกษตรกรงดเผาตอซังข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยว โดยให้ไถกลบเพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดินและปรับโครงสร้างของดินให้เหมาะกับการเพาะปลูกในฤดูถัดไปด้วย

กรมชลฯส่งรถฉีดพ่นน้ำต่อเนื่อง ช่วยลดฝุ่น’เชียงใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406228

กรมชลฯส่งรถฉีดพ่นน้ำต่อเนื่อง ช่วยลดฝุ่น'เชียงใหม่'

กรมชลฯส่งรถฉีดพ่นน้ำต่อเนื่อง ช่วยลดฝุ่น’เชียงใหม่’

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562, 11.04 น.

กรมชลฯส่งรถฉีดพ่นน้ำอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดฝุ่นในพื้นที่เชียงใหม่ ส่วน”ชป.ขอนแก่น”ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยเตย ช่วยชาวบ้านโนนทันหลังขาดแคลนน้ำดิบผลิตประปา

5 เม.ย.62 นายจานุวัตน์ เลิศศิลป์เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมปฏิบัติภารกิจตามนโยบายของ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในการช่วยเหลือบรรเทาปัญหาหมอกควันไฟป่า ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยเฉพาะค่าฝุ่นละออง PM2.5 ที่กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยได้จัดส่งรถบรรทุกน้ำ จำนวน 10 คัน รวม 374 เที่ยวรถ ปริมาณน้ำ 2,220,000 ลิตร ทั้งยังสูบน้ำเพื่อเติมให้รถบรรทุกน้ำของหน่วยงานราชการอื่นๆ รวม 129 เที่ยวรถ ปริมาณน้ำ 774,000 ลิตร โดยทำการสูบน้ำจากแม่น้ำปิงบริเวณเชิงสะพานนวรัฐ ทั้งนี้ เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.62 และจะดำเนินการต่อเนื่องไปจนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ

ด้าน นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน พร้อมด้วย นายเรืองโชค ชัยคำรงค์กุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานขอนแก่น และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำห้วยเตย และลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านโนนทัน ต.โนนสมบูรณ์ อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น จำนวน 251 ครัวเรือน ประชากร 1,250 คน ที่กำลังประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำดิบที่จะนำมาผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน โครงการชลประทานขอนแก่น จึงได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง เพื่อทำการสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยเตย ไปเติมให้กับสระเก็บน้ำสำหรับผลิตประปาบ้านโนนทัน ความจุประมาณ 96,000 ลูกบาศก์เมตร ช่วยอบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและเพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านต่อไป