‘กฤษฎา’ขู่จับยัดคุกสถานเดียว!หากเกษตรกรเหนือ-อีสานไม่หยุดพฤติกรรม’เผาป่า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406222

'กฤษฎา'ขู่จับยัดคุกสถานเดียว!หากเกษตรกรเหนือ-อีสานไม่หยุดพฤติกรรม'เผาป่า'

‘กฤษฎา’ขู่จับยัดคุกสถานเดียว!หากเกษตรกรเหนือ-อีสานไม่หยุดพฤติกรรม’เผาป่า’

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562, 10.51 น.

“กฤษฎา”ขู่จับยัดคุกสถานเดียว หากเกษตรกรภาคเหนือ-อีสานไม่หยุดพฤติกรรม เจอโทษรุนแรงเผาทรัพยากรธรรมชาติ ลักลอบเผาป่าครอบครองพื้นที่ทำไร่เลือนลอย เร่งแก้ต้นตอก่อฝุ่นพิษรุนแรง ส่งหนังสือจี้ผู้ว่าฯทุกจังหวัด เรียกมือเผาป่าเจรจาหาทางออกยุติทำไร่เลือนลอย ประสานก.ทรัพย์ฯให้ที่ดินทำกิน-เสริมอาชีพใหม่ ตามแนวทางนายกฯ”คนอยู่กับป่าได้”

5 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการเร่งด่วนแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานกระทบต่อสุขภาพประชาชน ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน ว่า ได้รณรงค์ลดการเผาเศษซากพืชวัสดุการทำเกษตรในพื้นที่ราบ จนขณะนี้ลดได้เกือบหมด แต่มีรายงานพบว่าในพื้นที่ป่าประเภทต่างๆ มีการเผาป่ามาต่อเนื่อง โดยเกษตรกรจะลักลอบเข้าไปเผาช่วงเดือน ก.พ. – มี.ค.เป็นประจำทุกปี เพื่อเตรียมพื้นที่ไว้เข้าไปทำการเกษตรไร่เลือนลอยช่วงหน้าฝน จากเดือน พ.ค.เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ขอเตือนให้เกษตรกรหยุดพฤติกรรมดังกล่าว ถ้าไม่หยุดจะดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเข้มข้นทุกราย มีโทษติดคุกสถานเดียว ตามกฎหมายใหม่มีโทษรุนแรงขึ้น จากเมื่อก่อนโดนโทษปรับเท่านั้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ทำหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ให้สั่งนายอำเภอ เกษตรอำเภอ ประสานผู้นำชุมชน เรียกตัวเกษตรกรที่มีพฤติกรรมเผาป่าทำไร่เลือนลอย มาเจรจาให้หยุด ถ้ายังไม่หยุดต้องดำเนินคดีเด็ดขาดในคดีเผาทำลายทรัพยากร

“การเผาซังข้าว ซังข้าวโพด เศษวัชพืชในพื้นที่ราบแทบจะไม่มีแล้ว ได้ตรวจโดยการใช้ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศจะปรากฏชัดเจนว่าไม่มีจุดความร้อนเกิดขึ้นในพื้นที่ทำการเกษตร แต่จุดความร้อนไปอยู่ในพื้นที่ป่าเขาลำเนาไพร เราจึงตรวจสอบลึกลงไปประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าการลักลอบเข้าไปเผาก่อนจะถึงฤดูฝน เพื่อทำการเพาะปลูกช่วงหน้าฝน ผมจึงมีหนังสือจากกระทรวงเกษตรฯ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด สั่งการไปยังเกษตรจังหวัด 2 ภาค คือ ภาคเหนือ กับภาคอีสาน ให้เกษตรอำเภอ ประสานงานกับนายอำเภอ เพื่อสอบถามผู้นำชุมชนในแต่ละหมู่บ้าน ยังมีเกษตรกรรายใดบ้างที่มีพฤติกรรมขึ้นไปเผาซากวัชพืช เผาป่า เพื่อที่จะครอบครองที่ดินไว้เป็นการชั่วคราว ทำไร่เลือนลอย เพาะปลูกช่วงฤดูฝน เราจะเชิญมพูดคุยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก มีการเจรจาขอร้อง ขอให้หยุด เมื่อเขาหยุดแล้ว และเขามีปัญหาในอาชีพเกษตรกรรมอะไรบ้าง รวมทั้งจัดหาอาชีพเสริมให้ เช่น เลี้ยงไก่ไข่เพิ่มไหม หรือบางจุดเกษตรกรอ้างว่าอยู่ในพื้นที่นั้นมานานแล้ว แม้ไม่ใช่ป่าต้นน้ำ ก็จะประสานกระทรวงทรัพย์ฯ เพื่อให้เข้าตามโครงการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้คนอยู่กับป่าได้ ในโครงการจัดที่ทำกินแห่งชาติ เรียกว่า คทช.เราจะเอาเรื่องนี้เจรจากับคนไปเผาป้าทำไร่เลือนลอย ให้โครงการส่งเสริมอาชีพ จัดที่ดินทำกินให้ ซี่งไม่ใช่ป่าต้นน้ำ หากคุยแล้วยังลักลอกเผาทำเกษตรอยู่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ดำเนินการในคดีเผาทำลายทรัพยากรธรรมชาติ กฎหมายใหม่ มีความรุนแรง จำคุกเลย ไม่ใช่แค่เสียค่าปรับแบบสมัยก่อน” นายกฤษฎา กล่าว

ทั้งนี้ ขอฝากไปยังเกษตรกรในจังหวัดภาคเหนือ และภาคอีสาน ถ้ามีปัญหาอุปสรรคในการทำมาหากิน ขอให้ติดต่อสำนักงานเกษตรทุกอำเภอ หรือไปหานายอำเภอ ถ้าอยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ จะรับประสานกับกระทรวงทรัพย์ฯ เพื่อให้เข้าร่วมโครงการจัดที่ดินทำกินแห่งชาติ ขณะเดียวกัน สั่งการอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขณะนี้ตั้งหน่วยฝนหลวงทั่วประเทศ 9 หน่วย สำหรับภาคเหนือ ได้ขึ้นทำฝนหลวงมา 3 วันแล้ว มีฝนตกเล็กน้อยที่ จ.เชียงใหม่ อ.แม่ริม อ.แม่แตง ตนได้เน้นย้ำให้ฝนหลวงขึ้นทำซ้ำ เมื่อพบความชื้นเกินร้อยละ 60 ให้ส่งขึ้นบินปฏิบัติการทันที

ร.10พระราชทานโล่เกียรติคุณแก่อธิบดีกรมปศุสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406190

ร.10พระราชทานโล่เกียรติคุณแก่อธิบดีกรมปศุสัตว์

ร.10พระราชทานโล่เกียรติคุณแก่อธิบดีกรมปศุสัตว์

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562, 07.11 น.

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.62 เวลา 19.29 น.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินเปิดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1440 (พ.ศ.2562) ณ ศูนย์บริการกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ได้พระราชทานโล่เกียรติคุณแก่ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และทรงพระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้เข้าร่วมรับเสด็จ พร้อมทั้งเสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการภายในงาน โดยกรมปศุสัตว์ได้จัดนิทรรศการจิตอาสาพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โครงการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมกิจกรรมฮาลาลด้านปศุสัตว์ และโครงการผู้บริโภคมั่นใจ อาหารปลอดภัยสินค้าปศุสัตว์ไทย ก้าวไกลทั่วโลก

เลาะรั้วเกษตร : จำกัดการใช้ (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406148

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จำกัดการใช้ (1)

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระหว่างรอดูว่าใครจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และใครจะได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลอย่างแท้ทรูขอขัดจังหวะด้วยการบอกกล่าวกัน เรื่องของสารเคมี 3 ชนิด ที่เป็นประเด็นต่อเนื่องมานานสักเล็กน้อย

สิ่งที่จะบอกกล่าวต่อไปนี้ เป็นข่าวสารที่ ได้มาจากเว็บไซต์ http://www.doa.go.th ของ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเผยแพร่มาระยะหนึ่งแล้วภายใต้หัวข้อ “มาตรการจำกัดการใช้ 3 สาร” ซึ่ง 3 สารที่ว่านี้จะเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก พาราควอต ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส

มาตรการดังกล่าวนี้มี 6 มาตรการ ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตราย เห็นชอบแล้ว…ประกอบด้วย การออกกฎหมาย (ประกาศกระทรวงเกษตรฯ) การอบรม การสร้างการรับรู้ การศึกษาผลกระทบ การวิจัยหาสารเคมีชนิดอื่น หรือวิธีการอื่นทดแทน และการสร้างระบบฐานข้อมูล

วันนี้ว่าด้วยมาตรการแรกกันก่อน คือ การออกกฎหมาย ซึ่งจะมีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 5 ฉบับ ออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ถึงขณะนี้ ยังไม่เห็นประกาศดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ถ้าประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 5 ฉบับ มีผลบังคับใช้เมื่อไร เมื่อนั้นผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย เกษตรกรผู้ใช้ ผู้รับจ้างพ่นสารเคมี ผู้ขาย ผู้นำเข้า หรือผู้ผลิต และพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องปฏิบัติตามมาตรการ ดังนี้

เกษตรกรผู้ที่จะใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนั้น จะต้องผ่านการอบรม หรือผ่านการทดสอบความรู้ ตามหลักสูตรที่กำหนดขึ้นสำหรับเกษตรกรโดยเฉพาะเสียก่อน เพราะเวลาจะไปซื้อสารเคมีเหล่านั้นไปใช้ เกษตรกรจะต้องแสดงหลักฐานว่าได้ผ่านการอบรม หรือผ่านการทดสอบการใช้สารเคมีที่ถูกต้องก่อน นอกจากนี้ยังจะต้องแจ้งชนิดพืชที่ปลูก และจำนวนพื้นที่ปลูกให้ผู้ขายทราบด้วย เพื่อจะได้คำนวณปริมาณสารเคมีที่จะใช้กับพืชนั้นๆ ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง

สำหรับผู้รับจ้างพ่นสารเคมี จะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการพ่นสารทั้ง 3 ชนิด ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ ต้องมีใบอนุญาตรับจ้างพ่นสารเคมี และผู้รับจ้างพ่นสารเคมี ไม่สามารถจะซื้อสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ ได้หากไม่ได้เป็นเกษตรกรผู้ปลูกพืชที่กำหนดให้ใช้กับสารเคมี 3 ชนิดดังกล่าว

ด้านผู้จำหน่ายสารเคมี จะต้องขออนุญาตมีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายเพื่อขาย โดยต้องระบุชื่อสารเคมี 3 ชนิดนั้น ซึ่งแต่เดิมไม่ต้องระบุชื่อ นอกจากนี้ยังต้องผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ควบคุมการขายวัตถุอันตราย ซึ่งจะต้องอบรมทุกๆ 3 ปีด้วย จากเดิมที่ต้องอบรมทุก ๆ 5 ปี

ยิ่งไปกว่านั้นผู้จำหน่ายสารเคมี 3 ชนิดนี้ จะต้องแจ้งปริมาณ สต๊อกสินค้าสารเคมี 3 ชนิดนี้ ทุก 15 วัน ต้องขายสารเคมี 3 ชนิดนี้ ให้เฉพาะเกษตรกรที่แสดงหลักฐานผ่านการอบรม หรือผ่านการทดสอบ พร้อมทั้งแสดงหลักฐานชนิดพืชที่ปลูก และจำนวนพื้นที่ปลูกเท่านั้น รวมทั้งต้องต้องจัดทำป้ายแสดงข้อความว่า “วัตถุอันตรายที่จำกัดการใช้” ไว้อย่างชัดเจน และจัดวางสารเคมี 3 ชนิด แยกจากวัตถุอันตรายชนิดอื่นๆ

สำหรับผู้นำเข้า หรือผู้ผลิต จะต้องแจ้งปริมาณสต๊อกสินค้า สารเคมีทั้ง 3 ชนิดทุก 15 วัน โดยต้องระบุปริมาณที่ได้รับ แหล่งที่มา และแหล่งที่ส่งสารเคมีทั้ง 3 ชนิดออกไป

ในส่วนของพนักงานเจ้าหน้าที่ จะมีการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้สารเคมี 3 ชนิดดังกล่าว ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ ยังได้มีการกำหนดชนิดพืชที่อนุญาตให้ใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดได้ ดังนี้ ให้ใช้ พาราควอต และ ไกลโฟเซต เฉพาะเพื่อกำจัดวัชพืชในการปลูกอ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล ให้ใช้คลอร์ไพริฟอส เฉพาะเพื่อกำจัดแมลงในการปลูกไม้ดอก พืชไร่ และเพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผลพื้นที่ห้ามใช้สารทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ พื้นที่ปลูกผัก สมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ….ต่อนี้ไปถนน หนทาง ที่สาธารณะคงเห็นแต่ป่าหญ้ารกชัฎ

ต้องมีการกำหนดข้อความในฉลากที่จะติดบนภาชนะ หรือบรรจุภัณฑ์สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนั้น ด้วยข้อความ 3 ข้อความคือ “วัตถุอันตรายจำกัดการใช้” “ห้ามใช้วัตถุอันตรายในพื้นที่ปลูกพืชผัก หรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ” และ “ผู้ใช้วัตถุอันตรายต้องป้องกันไม่ให้วัตถุอันตรายแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น”

แค่มาตรการด้านกฎหมายอย่างเดียวตามที่กล่าวมานี้ ทั้งเกษตรกรผู้ใช้ ผู้รับจ้างพ่น ผู้ขาย ผู้นำเข้าหรือผู้ผลิต และพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะแต่งตั้งมาใหม่ก็คงมึนตึ้บไปแล้ว ..ไม่แบนก็เหมือนแบนละครับ…..

ว่าแต่….ยังไม่เห็นบทลงโทษใดๆ ต่อกรณีที่ปฏิบัติผิดไปจากที่ว่ามานี้เลย

แว่นขยาย

‘สส.ชสอ.’ยึด5ยุทธศาสตร์ บริหารองค์กรบรรลุเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406153

x

‘สส.ชสอ.’ยึด5ยุทธศาสตร์ บริหารองค์กรบรรลุเป้าหมาย

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ก๊ก ดอนสำราญ นายกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (สส.ชสอ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสส.ชสอ.มีสมาชิก 285,322 คน สมาชิกเสียชีวิต 2,158 คน(ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค.2561)มากกว่าปี 2560 สมาชิกเสียชีวิต 1,981 แต่เมื่อคิดเป็นอัตราส่วนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นคิดอัตราการตายปีบัญชี พ.ศ. 2560 ต่อ 10,000 คน เท่ากับ 74 คน และปีบัญชี 2561 ต่อ10,000 คน เท่ากับ 76 คน แสดงให้เห็นว่าอัตราการตายเพิ่มขึ้นเป็นไปตามการวิเคราะห์ของคณะกรรมการในการลดอายุการรับสมัครเป็นสมาชิก จึงทำให้เงินสงเคราะห์รายปี (4,800 บาท)เพียงพอ พร้อมทั้งทำให้เงินสงเคราะห์ของสมาชิกรอบแรกๆที่ยังมีเงินติดลบอยู่ลดลง เช่น สมาชิกรอบ 1/2554 จากปีบัญชี 2556 มีเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าจ่ายไม่พอจ่าย 1,078.38 บาท ปัจจุบันลดลงมาถึงปีบัญชี 2561 เหลือเงินติดลบหรือเก็บเงินไม่พอกับอัตราการตาย 315.88 บาท เพราะสมาคมควบคุมเงินสงเคราะห์ให้อยู่ในระดับ 600,000 บาทมาตลอด คาดว่าอีก 5 ปี คงจะทำให้เท่ากันทุกรุ่นมีเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าคงเหลือเท่ากัน นับว่าเป็นองค์กรที่ช่วยสร้างสวัสดิการให้มวลสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างได้ผลดียิ่ง เป้าหมายสูงสุดคือ เป็นองค์กรหลักในการจัดสวัสดิการที่ดีที่สุดสำหรับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์และครอบครัวของกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ไทย

ทั้งนี้ การบริหารงานของสส.ชสอ.มีเป้าหมายได้แก่ 1.บริหารจัดการสมาคมมีประสิทธิผลและความเป็นเลิศยั่งยืน 2.การบริการของสมาคมสร้างความพึงพอใจและประโยชน์สูงสุดแก่ศูนย์ประสานงานและสมาชิกสมาคม 3.ข้อมูลข่าวสารเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบฐานข้อมูลกลาง (Data Center) ที่ครบถ้วนถูกต้องทันสถานการณ์นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม และ4.สมาชิกสมาคมเชื่อมั่นการบริหารจัดการสมาคม

ความสำเร็จในการบริหารงานของสส.ชสอ.ดำเนินการตามแผนงานยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี (2561-2565)คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างและพัฒนาระบบบริหารจัดการสมาคมสู่ความเป็นเลิศและความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนของสมาคมและศูนย์ประสานงาน ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างกลไกระบบบริหารจัดการสมาคมที่โปร่งใสและมีส่วนร่วมภายใต้หลักธรรมาภิบาล ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างและพัฒนากลไกความร่วมมือของเครือข่ายสมาคม/ศูนย์ประสานงานในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิผล ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาศักยภาพบุคลากรสมาคม ศูนย์ประสานงานสมาคมในการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ และยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารของสมาคมและศูนย์ประสานงาน เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

แผนยุทธศาสตร์ดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 2 เห็นเป็นรูปธรรมและจะรองรับการพัฒนาสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์ออมทรัพย์ไทยเป็นอย่างดีคือ สร้างอาคารสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์
ออมทรัพย์ไทย ของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 8 สมาคม 7 กลุ่มวิชาชีพ ด้วยงบประมาณ 146 ล้าน เป็นอาคารแหล่งรวมพลังร่วมพัฒนาอย่างมั่นคง พร้อมก้าวหน้าสู่อนาคตตาม Motto “ฌาปนกิจเพิ่มคุณค่าแห่งชีวิตของคนสหกรณ์”

ได้ฤกษ์เก็บเกี่ยวข้าวโพด เกษตรกรพอใจได้กำไรกว่าทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406149

x

ได้ฤกษ์เก็บเกี่ยวข้าวโพด เกษตรกรพอใจได้กำไรกว่าทำนา

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ  สาราบรรณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า ตามที่แนะนำให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2561 ขณะนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตซึ่งเกษตรกรเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนเป็นต้นไป ผลผลิตออกสู่ตลาดมากกลางเดือนเมษายนไปสิ้นสุดปลายเดือนพฤษภาคม สำหรับการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใช้กลไกคือ เกษตรกรสามารถนำผลผลิตไปขายได้ที่สหกรณ์การเกษตร หรือจุดรับซื้อของภาคเอกชนในพื้นที่ โดยเลือกสถานที่ขายได้ถ้าราคาเป็นที่น่าพอใจ สำหรับราคาขึ้นอยู่กับความชื้นเป็นสำคัญ โดยราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนิดเมล็ดในพื้นที่ (ประมาณ ปลาย มี.ค. 2562) ความชื้น 30% กิโลกรัมละ 6.44 บาท  และ ความชื้น 14.5% กิโลกรัมละ 8.52 บาท เนื่องจากได้กำไรมากกว่าการทำนาปรัง เช่น ใน จ.กำแพงเพชร มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฯ 10 ราย รวมกลุ่มกันขายผลผลิต 50 ตัน ราคากิโลกรัมละ 6.80 บาท ที่ความชื้น 28% มูลค่ารวม 340,000 บาท

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังย้ำให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ แนะนำเกษตรกร ไม่เผาตอซังข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยวในพื้นที่เกษตร ให้ไถกลบเพื่อปรับปรุงบำรุงดินและปรับโครงสร้างดินให้เหมาะกับการเพาะปลูกข้าวในฤดูถัดไปโดยเฉพาะ 37 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ และให้เกษตรกรติดตามสภาพอากาศด้วย เนื่องจากหลายพื้นที่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนพายุฤดูร้อนอาจส่งผลให้ข้าวโพดมีความชื้นมากขึ้นและต้นข้าวโพดหักล้ม แต่หากเก็บเกี่ยววันที่แดดจัดเป็นการลดความชื้นไปในตัว ทำให้จำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น สำหรับการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ควรเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดแก่จัดอายุ 120 วันขึ้นไปแต่ไม่ควรเกิน 130 วัน เป็นระยะที่ข้าวโพดสมบูรณ์และแข็งแรงสูงสุด ปัจจุบันเก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่องจักร ต้น ใบหรือตอซังจะถูกเครื่องจักร ตี ปั่นละเอียดลงดินในแปลงนา เมื่อไถกลบอีกครั้งจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างดีเพิ่มธาตุอาหารให้ข้าวที่ปลูกฤดูถัดไป นอกจากนี้ ยังช่วยปรับโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น

ไม้ผลภาคตอ.ปี’62ยอดพุ่ง8.8แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406154

ไม้ผลภาคตอ.ปี’62ยอดพุ่ง8.8แสนตัน

ไม้ผลภาคตอ.ปี’62ยอดพุ่ง8.8แสนตัน

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า คณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกสรุปตัวเลขภาพผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2562 จำนวน 4 ชนิดได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ใน 3 จังหวัด จันทบุรี ระยอง และตราด พบว่า เนื้อที่ยืนต้นของไม้ผลทั้ง 4 ชนิดมี 692,810 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มี 678,203 ไร่ โดยเพิ่มขึ้น 14,607 ไร่หรือ 2.15% ซึ่งทุเรียนเพิ่มขึ้น 6.20% แต่เงาะ มังคุด ลองกอง ลดลง 2.10%, 0.28%, 5.08% ตามลำดับ ส่วน เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิดมี 626,339 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มี 615,172 ไร่ คิดเป็นเนื้อที่เพิ่มขึ้น 11,167 ไร่ หรือ 1.82% โดยทุเรียนเพิ่มขึ้น5.31% มังคุดเพิ่มขึ้น 0.69%  ส่วนเงาะลดลง 2.43% และลองกอง ลดลง 3.84%

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)

ขณะที่ผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้ามี 886,535 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มี 667,025 ตัน คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 219,510 ตัน หรือ 32.91%  โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเม.ย.-พ.ค. ซึ่งมังคุดเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 144.11% เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต้นมังคุดมีเวลาพักสะสมอาหารนาน จึงออกดอกติดผลได้มากในปีนี้ รองลงมาได้แก่ ลองกอง เพิ่มขึ้น 24.35% ทุเรียน เพิ่มขึ้น 22.69% และเงาะ เพิ่มขึ้น 10.31% ทั้งนี้ ผลผลิตต่อไร่ของทั้ง 4 ชนิด เพิ่มขึ้นเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับปีที่ผ่านมาไม้ผลบางชนิดไม่ติดผลและผลผลิตน้อยทำให้มีเวลาพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้นส่วนหนึ่ง อีกทั้ง ช่วงปลายปีที่ผ่านมา สภาพอากาศเหมาะสมกระตุ้นให้ไม้ผลติดดอกออกผลได้มากยิ่งขึ้น

ด้านนายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผอ.สศก.ที่ 6 จ.ชลบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ไม้ผลภาคตะวันออกทั้ง ทุเรียน เงาะ มังคุด ออกดอกแล้ว 100% โดยทุเรียนทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปลายเดือนม.ค.เป็นต้นมา และผลผลิตออกมากช่วงสงกรานต์ถึงกลางเดือนพ.ค. เงาะผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนพ.ค.และเก็บเกี่ยวได้ถึงต้นเดือนส.ค. มังคุดออกชุกช่วงปลายเม.ย.- พ.ค. ส่วนลองกองออกดอกแล้วประมาณ 60% ส่วนใหญ่อยู่ในระยะเริ่มตั้งช่อเขียวถึงระยะช่อดอก ซึ่งลองกองสามารถออกดอกได้ตลอดปี อย่างไรก็ตาม หากสภาพอากาศแปรปรวน และปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษาต้นไม้ อาจส่งผลให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ซึ่ง สศท.6 จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

‘กฤษฎา’ขันนอตหน่วยงานในสังกัด เฝ้าระวังเผาเศษซากพืชวัสดุการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406150

x

‘กฤษฎา’ขันนอตหน่วยงานในสังกัด เฝ้าระวังเผาเศษซากพืชวัสดุการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว ดังนี้ 1.ให้สำนักงานเกษตรจังหวัดเป็นหน่วยงานหลักเสนอแผนงานป้องกันแก้ปัญหาการเผาเศษซากพืชและเศษวัสดุการเกษตร 2.ให้สำนักงานเกษตรอำเภอจัดชุดปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯประจำพื้นที่ เพื่อปฏิบัติการออกตรวจ ภายใต้การกำกับของนายอำเภอ 3.ให้อธิบดีสนับสนุนติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานในพื้นที่ และ4.ให้ผู้ตรวจราชการทุกเขตตรวจติดตามการปฏิบัติงานด้วย

นอกจากนี้ เพื่อให้การป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืช และเศษวัสดุการเกษตรในพื้นที่เกษตรมีประสิทธิภาพ มอบหมายหน่วยงานในสังกัดให้ดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้กรมส่งเสริมการเกษตร มอบหมายเกษตรจังหวัดบูรณาการแผนงานโครงการป้องกันและแก้ปัญหา และประสานปฏิบัติการกับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และมอบเกษตรอำเภอร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่ เพื่อออกตรวจป้องปราม ระงับเหตุเผาในพื้นที่เกษตร โดยมีเครือข่ายเกษตรกรศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบล เป็นหน่วยเฝ้าระวังป้องและปลุกจิตสำนึกไม่เผาเศษซากพืช และวัสดุทางการเกษตร 2.มอบให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมติดตาม ให้หน่วยงานระดับจังหวัดปฏิบัติการป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ตามมาตรการ “4 พื้นที่ 5 มาตรการบริหารจัดการ” อย่างต่อเนื่อง

3.มอบหมายอธิบดีและหัวหน้าส่วนราชการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ร่วมเป็นชุดปฏิบัติการป้องกันแก้ปัญหาเผาเศษซากพืชและเศษวัสดุการเกษตร สนับสนุนงบประมาณแก่เจ้าหน้าที่ในสังกัด พร้อมทั้งกำกับและติดตามการดำเนินการดังกล่าว 4.ให้หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯมอบหมายผู้ตรวจราชการทุกเขตลงพื้นที่ตรวจติดตามการปฏิบัติการงานแก้ปัญหา โดยประเมินจากจุดความร้อน (hot spot) และปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) ในพื้นที่การเกษตร หากพบปัญหาอุสรรคให้รายงานเพื่อพิจารณาแก้ปัญหาต่อไป 5.ให้สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ ติดตามสถานการณ์และรายงานผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

อ.ส.ค.แนะ3ปัจจัยสู่ความสำเร็จ จัดตั้งฟาร์มโคนมพึ่งตนเองยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406151

x

อ.ส.ค.แนะ3ปัจจัยสู่ความสำเร็จ จัดตั้งฟาร์มโคนมพึ่งตนเองยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า อ.ส.ค.ยังให้การสนับสนุนเกษตรกรฟาร์มโคนม และสหกรณ์ฟาร์มโคนมในการให้คำปรึกษาและให้การช่วยเหลือเกษตรกรที่จัดตั้งฟาร์มโคนมให้สำเร็จ ซึ่งต้องอาศัย 3 ปัจจัยหลัก คือ การจัดการฟาร์มโคนม การจัดการอาหารโคนม และการคัดเลือกพันธุ์โคนม ทั้ง 3 ปัจจัย จำเป็นต้องบริหารควบคู่กันให้สมดุล การบริหารจัดการฟาร์มที่จะทำให้การจัดตั้งฟาร์มโคนมพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในการจัดการฟาร์มโคนม ทั้ง 3 ด้าน คือ 1.การคัดเลือกพันธุ์โคนมดีทีมีการปรับปรุงพันธุ์โคนมให้ทนทานสภาพแวดล้อมได้ดี เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถผลิตน้ำนมได้เพิ่มขึ้น 2.จัดการอาหารที่สมดุลทั้งอาหารหยาบและข้น ให้เพียงพอต่อความต้องการทั้งคุณภาพและปริมาณที่ให้โคกิน เสริมวิตามินและแร่ธาตุ ทำให้ได้ผลผลิตน้ำนมดิบที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น 3.จัดการฟาร์มโคนม ให้ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก พื้นคอกแห้ง ตามหลักการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ หรือ Animal Welfare เพื่อให้โคนมกินอาหารได้ดี ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตน้ำนมได้เต็มที่ เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิตน้ำนมลง

“ส่วนที่ทำให้การจัดตั้งฟาร์มโคนมสำเร็จและอยู่ได้ยั่งยืน จำเป็นต้องพึ่งพาทั้ง 3 ปัจจัย ควบคู่กันไป และต้องบริหารจัดการให้สมดุล เพื่อให้ได้ผลผลิตน้ำนมดิบที่มีคุณภาพ” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ไม่จริง!’ปศุสัตว์’เตือนอย่าตระหนกข่าว’เบคอน-ไส้กรอก-แฮม’ก่อมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405942

ไม่จริง!'ปศุสัตว์'เตือนอย่าตระหนกข่าว'เบคอน-ไส้กรอก-แฮม'ก่อมะเร็ง

ไม่จริง!’ปศุสัตว์’เตือนอย่าตระหนกข่าว’เบคอน-ไส้กรอก-แฮม’ก่อมะเร็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562, 07.46 น.

4 เม.ย.62 นพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีที่มีการแชร์ข้อความทางสื่อออนไลน์ว่า “WHO ประกาศให้เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก , เบคอน , แฮม , ซาลามี่ เป็นสาเหตุก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 ซึ่งเป็นอันตรายสูงสุดในระดับเดียวกันกับบุหรี่ , สารหนู , อะฟลาทอกซิน และพลูโตเนี่ยม!!!” ว่า เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เคยชี้แจงข้อเท็จจริงทางเว็บไซต์ว่า การที่ WHO ได้จัดเนื้อสัตว์แปรรูป อันได้แก่ ไส้กรอก , แฮม , เนื้อกระป๋อง อยู่ในกลุ่มที่ 1 เป็นสารก่อมะเร็งต่อคน เนื่องจากการศึกษาเก็บข้อมูลทางระบาดวิทยาของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ พบประวัติการบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันที่ชัดเจน และไม่ได้หมายความว่ามีอันตรายในระดับเดียวกันกับบุหรี่ , สารหนู , อะฟลาทอกซิน และพลูโตเนี่ยม แต่อย่างใด ผู้บริโภคจึงไม่ควรตื่นตระหนกไปตามข้อความดังกล่าว

สำหรับผู้ประกอบการที่ผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก , เบคอน , แฮม และซาลามี่ รวมถึงผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปอื่นในลักษณะเดียวกัน หากต้องการลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดสารก่อมะเร็งในกระบวนการผลิต ควรหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุเจือปนอาหารหรือใช้เท่าที่จำเป็น ในการควบคุมเชื้อจุลินทรีย์และยืดอายุการเก็บรักษา และปฏิบัติตามที่กำหนดในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 389 พ.ศ.2561 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 5) รวมถึงควรใช้ความร้อนที่เพียงพอในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ (70 องศาเซลเซียส) แตหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูงเกินไปในการปรุงอาหาร โดยเฉพาะการปิ้งหรือย่าง

ทั้งนี้ หากประชาชนพบข่าวหรือข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรมปศุสัตว์ สามารถแจ้งหรือขอข้อมูลที่ถูกต้องจากเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 หรือผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ได้

ดัชนีสินค้าเกษตรไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น ธัญพืช-มันสร้างรายได้อันดับ1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405860

x

ดัชนีสินค้าเกษตรไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น ธัญพืช-มันสร้างรายได้อันดับ1

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.วิเคราะห์ดัชนีเศรษฐกิจการเกษตรประกอบด้วย ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ และดัชนีรายได้เกษตรกร ช่วงไตรมาส 1 ปี 2562 พบว่า ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรอยู่ที่ระดับ 146.09 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 145.17 หรือเพิ่มขึ้น 0.63% โดยดัชนีผลผลิตในหมวดพืชผล เพิ่มขึ้น 0.35% หมวดปศุสัตว์ เพิ่มขึ้น 1.54% และหมวดประมง เพิ่มขึ้น 1.16%

ส่วนดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ ไตรมาส 1 ปี 2562 อยู่ที่ระดับ 127.73 ลดลงจากไตรมาส 1 ปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 128.73 ลดลง 0.77% โดยดัชนีราคาในหมวดพืชผลลดลง 4.20% และหมวดประมงลดลง 11.24% ในขณะที่หมวดปศุสัตว์เพิ่มขึ้น 15.34% ขณะที่ดัชนีรายได้เกษตรกร ไตรมาส 1 ปี 2562 อยู่ที่ระดับ 186.60 ลดลงจากไตรมาส 1 ปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 186.88 ลดลง 0.15% โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในหมวดพืชผล ลดลง 3.87% และหมวดประมง ลดลง 10.21% หมวดปศุสัตว์ เพิ่มขึ้น 17.11%

เมื่อพิจารณาสินค้าที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรในไตรมาส 1 ปี 2562 คือ กลุ่มธัญพืชและพืชอาหาร โดยข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 10.80%,24.74%, 6.36%ตามลำดับ กลุ่มไม้ผลได้แก่ ทุเรียน สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 8.64% ลำไย เพิ่มขึ้น15.65% และหมวดปศุสัตว์ สุกร ไก่เนื้อไข่ไก่ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 39.04%, 3.81% และ 7.32% ตามลำดับ สำหรับรายได้เกษตรกรในกลุ่มสินค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากนโยบายและมาตรการของภาครัฐที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ประกอบกับความต้องการสินค้าเกษตรทั้งตลาดภายในประเทศและภายนอกประเทศมีทิศทางเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ แนวโน้มดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร ไตรมาส 2 ปี 2562 คาดว่าดัชนีรายได้เกษตรกรอยู่ที่ระดับ 148.39 เพิ่มขึ้น 1.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้น 0.24% และดัชนีราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 0.86% โดยมีปัจจัยบวกจากการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม