หวั่นกระทบพื้นที่การเกษตร กรมชลฯคุมเข้มความเค็มในแม่น้ำสายหลัก24ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405859

x

หวั่นกระทบพื้นที่การเกษตร กรมชลฯคุมเข้มความเค็มในแม่น้ำสายหลัก24ชม.

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ช่วงฤดูแล้งนอกจากกรมชลประทานจะให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำแล้ว มาตรการควบคุมความเค็มในแม่น้ำสายสำคัญ ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง-ปราจีนบุรีและแม่น้ำเพชรบุรีก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยบริหารจัดการน้ำให้สัมพันธ์กับการขึ้นลงของน้ำทะเล พร้อมควบคุมการเปิดปิดประตูระบายน้ำตามคลองต่างๆไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าพื้นที่การเกษตร และตรวจวัดค่าความเค็มเป็นรายชั่วโมงจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูแล้ง ส่วนปัญหาคุณภาพน้ำที่มักเกิดขึ้นช่วงฤดูแล้ง กรมชลประทานตรวจสอบต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแม่น้ำ 5 สาย (เบญจสุทธิคงคา) ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำบางปะกง ยังไม่พบปัญหาคุณภาพน้ำเสียแต่อย่างใด

สำหรับสถานการณ์น้ำนั้น กรมยืนยันว่าในพื้นที่เขตชลประทาน จะไม่ขาดแคลนน้ำแน่นอน แม้จะเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ่ที่ส่งผลกระทบให้ฤดูแล้งนานกว่าปกติก็ตาม ซึ่งปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะจัดสรรเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม และเพียงพอสำหรับสำรองใช้ช่วงต้นฤดูฝนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน จากการวิเคราะห์ของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค 7 จังหวัดได้แก่ จ.กาญจนบุรี ชัยภูมิ เชียงใหม่ นครราชสีมา นครสวรรค์ ราชบุรี และเลย และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรรวม 18 จังหวัด เช่น อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น ซึ่งกรมชลประทานมีมาตรการรับมือและแนวทางช่วยเหลือ โดยใช้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะเป็นเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำแต่ละภูมิภาค ทั้งในและนอกเขตชลประทานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจได้รับผลกระทบต่างกัน เช่น ภาคเหนือเฝ้าระวังการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ภาคกลางเฝ้าระวังด้านรักษาระบบนิเวศ ป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ ภาคตะวันออก เฝ้าระวังเรื่องน้ำที่ใช้รักษาระบบนิเวศอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว

เปิดตัวเกษตร-สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405856

x

เปิดตัวเกษตร-สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติปี’62

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปี 2562 นี้ มีเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่น ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ. 2562 วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2562 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ประกอบด้วย เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 16 สาขาอาชีพ สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 12 กลุ่ม สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 7 สหกรณ์ และปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา ดังต่อไปนี้

เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2562 จำนวน 16 สาขาอาชีพ ได้แก่ 1) อาชีพทำนาได้แก่ นายขวัญชัย แตงทอง จ.ชัยนาท 2) อาชีพทำสวน ได้แก่ นายเรือง ศรีนาราง จ.ตราด 3) อาชีพทำไร่ ได้แก่ นายชัยยศ ตั้งนิยม จ.กําแพงเพชร 4) อาชีพไร่นาสวนผสม ได้แก่ นางสํารวย บางสร้อย จ.ร้อยเอ็ด 5) อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้แก่ นางโยธกา บุญมาก จ.สุรินทร์ 6) อาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ นายชลอ เหลือบุญเลิศ จ.ชุมพร 7) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ได้แก่ นายไมตรี แย้มบางยาง จ.สุพรรณบุรี 8) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ได้แก่ นายโกศล หนูกลิ่น จ.สุราษฎร์ธานี  9) อาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ ได้แก่ นายวุฒิไกร ช่างเหล็ก จ.หนองคาย 10) อาชีพปลูกสวนป่า ได้แก่ นายคํานึง เจริญศิริ จ.บุรีรัมย์ 11) สาขาบัญชีฟาร์ม ได้แก่ นายภูดิศ หาญสวัสดิ์ จ.ขอนแก่น 12) สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้แก่ นายสุริยา หงษ์ลอยวงษ์ จ.ยโสธร 13) สาขาการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช ได้แก่ นางอัมพร สวัสดิ์สุข จ.นครศรีธรรมราช 14) ที่ปรึกษายุวชนเกษตรกร ได้แก่ นายสมเกียรติ แซ่เต็ง จ.ตราด 15) สมาชิกกลุ่มยุวชนเกษตรกร ได้แก่ นายฉัตรชัย ดอยพนาวัลย์  จ.ลําพูน และ 16) สาขาเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ นายรัฐไท พงษ์ศักดิ์  จ.จันทบุรี

สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2562 จำนวน 12 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเกษตรกรทำนา ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำนาเทพนคร จ.กำแพงเพชร 2) กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา จ.สงขลา 3) กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์หนองขาม จ.ชัยภูมิ 4) กลุ่มเกษตรกรทำประมงหรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ กลุ่มอนุรักษ์ประมงพื้นบ้านบ้านในถุ้ง จ.นครศรีธรรมราช 5) กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปปลาสมุนไพรบ้านห้วยบง กลุ่ม 3 จ.หนองบัวลําภู 6) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหัวฝาย จ.ขอนแก่น 7) กลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม จ.ตราด 8) กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง จ.กําแพงเพชร 9) สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานรวมใจพัฒนา เมืองสามน้ำแพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม 10) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภท ข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเขียบ จ.มหาสารคาม 11) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภท ข้าวอื่นๆ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนตําบลหนองฮี จ.นครพนม และ 12) วิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี

สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2562 จำนวน 7 สหกรณ์ ได้แก่ 1) สหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรคณทฑีพัฒนา จํากัด จ.กําแพงเพชร 2) สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมนครปฐม จํากัด จ.นครปฐม 3) สหกรณ์นิคม ได้แก่ สหกรณ์นิคมวังไทร จํากัด จ.ระยอง 4) สหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลพัทลุง จํากัด จ.พัทลุง 5) สหกรณ์ร้านค้า ได้แก่ ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จํากัด จ.นครราชสีมา 6) สหกรณ์บริการ ได้แก่ สหกรณ์เดินรถแม่สอด จํากัด จ.ตาก และ 7) สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้แก่ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนโพธิ์ลอยพัฒนา จํากัด จ.เพชรบุรี

ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2562 จำนวน 3 สาขา ได้แก่ 1) สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ นายสุริยะ ชูวงศ์ 2) สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ได้แก่ นายอาทิตย์ มติธรรม และ 3) สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ได้แก่ นายแรม เชียงกา

ทั้งนี้ ในวันพระราชพิธีพืชมงคลนับตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีลงมติให้เป็น “วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย โดยปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2562 จึงได้กำหนดให้จัดงานวันเกษตรกรควบคู่กับวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อบำรุงขวัญแก่เกษตรกรนับแต่นั้นเป็นต้นมา

รมว.เกษตรฯลงแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จ.ตาก ร่วมเก็บผลผลิตปลื้มราคาข้าวโพดพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405793

รมว.เกษตรฯลงแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จ.ตาก ร่วมเก็บผลผลิตปลื้มราคาข้าวโพดพุ่ง

รมว.เกษตรฯลงแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จ.ตาก ร่วมเก็บผลผลิตปลื้มราคาข้าวโพดพุ่ง

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2562, 14.12 น.

3 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช เป็นประธานงานรณรงค์เก็บเกี่ยวโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาที่อำเภอ​บ้านตาก​ จังหวัดตาก​ ซึ่ง​มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ 2,876 ราย พื้นที่ปลูกรวม 25,070.75 ไร่ คาดการณ์ปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะเก็บเกี่ยวได้ทั้งสิ้น 25,543.62 ตัน ประกอบด้วยที่อำเภอสามเงา 6,665.25 ตัน อำเภอบ้านตาก 4,115.41 ตัน อำเภอมืองตาก 163.20 ตัน อำเภอวังเจ้า 98.53 ตัน อำเภอพบพระ 1,066 ตัน อำเภอแม่สอด 12,308.45 ตัน อำเภอแม่ระมาด 395.95 ตัน และอำเภอท่าสองยาง 730.84 ตัน ขณะนี้​เก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปแล้ว​ 2,283.25 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 9.11 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ได้ผลผลิตข้าวโพดเฉลี่ย 1 ตันต่อไร่​ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตากคาดว่า ผลผลิตส่วนใหญ่จะออกในเดือนเมษายนและเก็บเกี่ยวได้ทั้งหมดในเดือนพฤษภาคม ขณะนี้ทั้งสหกรณ์การเกษตรและภาคเอกชนมาตั้งจุดรับซื้อครอบคลุมทุกพื้นที่

โดยสหกรณ์รับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคา 6.26 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้นร้อยละ 30 แล้วสหกรณ์จำหน่ายให้คู่ค้าคือ ผู้แทนบริษัทเบทาโกร จำกัด (มหาชน) ราคา 6.31 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้นร้อยละ 30 เกษตรกรได้ผลตอบแทนไร่ละ 5,950 บาท ดังนั้น​เกษตรกรที่หันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาจึงได้ผลตอบแทนมากกว่าปลูกข้าวนาปรัง ซึ่ง​ทำให้​เกษตร​กรจังหวัด​ตากที่เข้าร่วม​โครงการ​พึงพอใจ​อย่างยิ่ง​เนื่องจาก​มีรายได้​มากขึ้น

ทางด้านนายณรงค์​ วงศ์​ธรรมสรณ์ ผู้​อำนวยการ​จัด​ซื้อ​และ​สำรอง​วัตถุดิบ​ บริษัท​เบทา​โกร​ จำกัด​ (มหาชน)​ กล่าว​ว่า​ ราคา​ที่เกษตรได้ในพื้นที่​ เมื่อเทียบ​กับ​ราคา​รับ​ซื้อ​ข้าวโพด​ที่ความชื้นร้อยละ​ 14.50​ จะเท่ากับ​กิโลกรัม​ละ​ 8.​22​ บาท​ ซึ่ง​สูง​กว่า​ราคา​รับประกัน​ โดยสมาคม​ผู้ผลิต​อาหารสัตว์​ไทย​รับประกัน​ว่า​ ราคา​รับซื้อหน้าข้าวโพด​ กรณีความชื้น​ร้อยละ​ 14.​50​ หน้าโรงงานที่กรุงเทพ​ฯ​ และ​ปริมณฑล​ไม่ต่ำกว่า​กิโลกรัม​ละ​ 8​ บาท​ ซึ่ง​ขณะนี้​ราคา​อยู่​ที่​กิโลกรัม​ละ​ 8.75 -​ 8.90 บาท​ แต่เกษตรกร​ได้รับความสะดวก​ ไม่ต้อง​ขนส่งมาเอง​

สมาคม​ผู้ผลิต​อาหารสัตว์​ไทย​ระบุว่า​ ผลผลิตข้าวโพด​ในโครงการ​สนับสนุน​ปลูก​ข้าว​โพด​เลี้ยง​สัตว์​หลัง​ฤดู​ทำนา​จะออกมากตั้งแต่​หลังเทศกาล​สงกรานต์​นี้เป็น​ต้นไป​ ซึ่ง​ได้ประสานกับกรม​ส่งเสริม​สหกรณ์​ให้สหกรณ์​การเกษตร​ใน​พื้นที่​ปลูก​เป็น​จุดรวบรวม​ผลิต​และมีภาคเอกชน​คู่ค้ากับบริษัทอาหาร​สัตว์​ไปตั้งจุดรับ​ซื้อ​ครอบคลุมทั้ง​ 37​ จังหวัด​ในโครงการ​ โดน​ยืนยัน​ว่า​ พร้อม​รับซื้อ​ข้าวโพด​ในโครงการ​ฯ​ ทั้งหมด​เนื่องจาก​เป็น​วัตถุดิบ​หลัก​ใน​การ​ผลิต​อาหาร​สัตว์​ที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ​ของ​ตลาด​

กางแผนพัฒนาแหล่งน้ำสกลนคร ทุ่ม7.5พันล.เดินหน้า6โครงการสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405608

x

กางแผนพัฒนาแหล่งน้ำสกลนคร ทุ่ม7.5พันล.เดินหน้า6โครงการสำคัญ

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า  สทนช.วางแผนบูรณาการพัฒนาแหล่งน้ำสำคัญๆของจ.สกลนคร ตั้งแต่ปี 2563-2565 จำนวน 6 โครงการ วงเงิน 7,525 ล้านบาท เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จเพิ่มความจุเก็บกักรวม 54.80 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 97,846 ไร่ และประชาชนรับประโยชน์ 23,168 ครัวเรือน ประกอบด้วย 1.โครงการประตูระบายน้ำ บ้านก่อ เริ่มดำเนินการ ปี 2562 วงเงิน 1,249 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จเพิ่มความจุเก็บกักรวม 2.30 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 10,000 ไร่ และประชาชนรับประโยชน์ 1,067 ครัวเรือน 2.โครงการระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนอากาศอำนวย อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร เริ่มดำเนินการ ปี 2564 วงเงิน 250 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 2,231.25 ไร่ และประชาชนรับประโยชน์ 4,331 ครัวเรือน 3. โครงการประตูระบายน้ำ บ้านนาถ่อน เริ่มดำเนินการปี 2565 วงเงิน 700 ล้านบาท เสร็จแล้วเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 6,000 ไร่ และประชาชนรับประโยชน์ 500 ครัวเรือน

4.โครงการประตูระบายน้ำ ลำน้ำพุง-น้ำก่ำและคลองผันน้ำ 4 สาย เริ่มดำเนินการ ปี 2562 วงเงิน 2,100 ล้านบาท เสร็จแล้วเพิ่มความจุเก็บกักรวม 2.50 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 78,358 ไร่ และประชาชนรับประโยชน์ 10,857 ครัวเรือน 5.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ หนองหาร เริ่มดำเนินการ ปี 2564 วงเงิน 2,840 ล้านบาทเสร็จแล้วจะเพิ่มความจุเก็บกักรวม 50 ล้าน ลบ.ม. และ 6.โครงการระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมือสกลนคร จ.สกลนคร เริ่มดำเนินการ ปี 2564 วงเงิน 386 ล้านบาท เสร็จแล้วจะเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 1,256.25 ไร่ และประชาชนรับประโยชน์ 6,413 ครัวเรือน เป็นต้น

สำหรับปี 2562 จ.สกลนครดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 219 โครงการ วงเงิน 817 ล้านบาท ดำเนินการแล้วเสร็จเพิ่มความจุเก็บกักรวม 10.43 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 6,340 ไร่ และประชาชนรับประโยชน์ 6,910 ครัวเรือน เช่น คลองผันน้ำห้วยยาง-ลำน้ำก่ำและอาคารประกอบ งานคันกั้นน้ำและอาคารประกอบพร้อมขุดลอก งานอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองเบ็นบ้านสามขา ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญแก้ปัญหาเรื่องน้ำของจ.สกลนครมาตลอดช่วงปี 2557-2561 ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 738 โครงการ จาก 12 หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง มีพื้นที่รับประโยชน์ 209,533 ไร่ และประชาชนรับประโยชน์ 56,555 ครัวเรือน

ส่องเกษตร : ใบ้กิน!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405609

449007

ส่องเกษตร : ใบ้กิน!!!

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำว่า “ใบ้กิน”  เป็นภาษาพูด หมายถึง นิ่งอึ้ง พูดไม่ออก ที่ผมยกมาในครั้งนี้ เป็นเรื่องราวที่ผมติดตามความเป็นไปของงานวิจัยและพัฒนาด้านพืชมาจากสื่อต่างๆ ยิ่งในช่วงที่การเมืองกำลังนัวเนียกันอยู่ ผมจึงมาทบทวนว่าตกลงงานวิจัยและพัฒนาด้านพืชจะไปทางไหนกันแน่ ยุคก่อนที่เทคโนโลยีจะพัฒนาแบบก้าวกระโดด ระบบงานวิจัยยังไม่ถูกครอบด้วยยุทธศาสตร์การวิจัยระดับชาติ ที่ว่ากันว่าเป็นการแบ่งงานกันทำ นักวิจัยของกรมวิชาการเกษตร นับว่ายืนอยู่แถวหน้าของนักวิจัยในประเทศ สามารถที่จะเป็นผู้นำและกำหนดทิศทางของงานวิจัยได้อย่างเฉียบขาดแหลมคม ยกตัวอย่างเช่น ดร.อาวุธ ณ ลำปาง เป็นนักวิจัยที่เชี่ยวชาญเรื่องถั่วเหลือง สามารถที่จะเป็นผู้นำในการวิจัยด้านถั่วเหลืองทั้งระบบ โดยดึงมหาวิทยาลัย กรมส่งเสริมการเกษตร และภาคเอกชนเข้ามาร่วมกันทำการวิจัย เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาถั่วเหลืองของประเทศในยุคนั้นเรียกได้ว่า ถ้ากล่าวถึงถั่วเหลือง ให้นึกถึง ดร.อาวุธ ทันที

ในยุคต่อมาที่เริ่มนำระบบมาจับกับงานวิจัย มีการแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ ให้แต่ละคนช่วยกันทำ งานใดที่ไม่ใช่งานในภารกิจของหน่วยงานก็จะไม่ได้รับการสนับสนุน เกิดการปรับตัวของนักวิจัยครั้งใหญ่ คิดงานง่ายๆ เห็นผลชัดเจน เปลี่ยน พ.ศ. ทำงานกันไป เพื่อให้ได้ตามตัวชี้วัด อันที่จริงต้องเข้าใจพื้นฐานกันก่อนว่างานวิจัยคืองานที่ต้องคิดล่วงหน้า เป็นงานที่ต้องคาดการณ์ว่า อีก 5 ปี 10 ปี ปัญหาใดจะเกิดขึ้น และงานวิจัยต้องพร้อมจะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ทันท่วงที ดังนั้นงานวิจัยจะพัฒนาไปได้ด้วยดีก็ต้องมีองค์ประกอบที่เข้าใจในพื้นฐานเดียวกันตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงนักวิจัยระดับปฏิบัติ รวมไปถึงงานสนับสนุนต่างๆ

เท่าที่ผมสังเกตเห็น นักวิจัยที่เก่งๆ จะคิดและทำในสิ่งที่เรียกว่าง่ายๆ ไม่ ยากๆ ทำ วิธีคิดวิเคราะห์ปัญหาจะไม่เหมือนนักวิจัยประเภทที่ทำตาม KPI ส่งผลให้การทำงานวิจัยแต่ละชิ้นงานต้องนำงบประมาณจากส่วนอื่นมาจัดสรรและดำเนินการ เพราะเมื่อเสนอของบประมาณมักจะเจอจุดสกัดประเภทว่า ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจหลัก ไม่ใช่พืชที่หน่วยงานรับผิดชอบ เรียกว่าตกม้าตายตั้งแต่ยกแรก ดับฝันและดับไฟกันได้ในทันที ดังนั้น นักวิจัยเหล่านี้ จึงมักไม่ค่อยอยู่ในสายตาของนักบริหาร และมักจะเกษียณอายุราชการไปอย่างสงบเงียบ พร้อมทิ้งผลงานวิจัยอันทรงคุณค่าไว้เบื้องหลัง ให้ผู้ค้นพบได้นำมาใช้ประโยชน์กันต่อไป

นักวิจัยที่ผมรู้จักที่มีคุณสมบัติดังกล่าว คือ ดร.เพิ่มศักดิ์ สุภาพรเหมินทร์ นักวิจัยของศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ ผู้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับปอสาให้ได้คุณภาพของเส้นใยที่ยาว และผู้ศึกษาการผลิตกัญชงเมื่อหลายปีก่อน ผมเองเคยตั้งประเด็นให้นักวิจัยพยายามศึกษาพืชสมุนไพรหลายชนิดในแง่ของการเขตเกษตรกรรม เพื่อให้ได้สารสำคัญตามความต้องการทางเภสัชกรรม เพราะการใช้ประโยชน์ทางเภสัชกรรมมีงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศรองรับแล้ว ในขณะที่ภาคของการผลิตยังไม่ถึงไหน เอาง่ายๆ เช่น ฟ้าทะลายโจร จะปลูกอย่างไร ดูแลอย่างไร เพื่อให้สารสำคัญมากที่สุด มีความสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ยังรอคำตอบ ยังไม่ร่วมถึงนโยบายกัญชาที่กำลังจะตามมา หากจะต้องดำเนินการจริง ต้องนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพื่อปลูกกัญชาไทยหรือ มันคือระบบหรือคนที่ไม่ตอบสนองประเด็นเหล่านี้ มองหน้ากัน แล้วใบ้กินครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

เตือนเกษตรกรหยุดเผาเด็ดขาด อากาศปิดฝุ่นควันสะสมเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405606

x

เตือนเกษตรกรหยุดเผาเด็ดขาด อากาศปิดฝุ่นควันสะสมเพิ่ม

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา จัดทำข้อมูลแจ้งเตือนเกษตรกรงดเผาในพื้นที่ทำการเกษตรรายสัปดาห์ จากการคาดการณ์สภาวะทางอุตุนิยมวิทยาล่วงหน้า ในช่วงวันที่ 29 มีนาคม – 4 เมษายน 2562 คาดว่า อากาศจะไหลเวียนไม่ดี ก่อให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองและหมอกควัน แม้อาจจะมีลมและฝนบ้างแต่ก็ยังไม่สามารถช่วยพัดฝุ่นละอองและหมอกควันออกจากพื้นที่ได้ และยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง ซึ่งในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทย อากาศร้อน มีลมอ่อน และฝนน้อย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู และพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดราชบุรี ดังนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอความร่วมมือเกษตรกรงดเผาวัสดุการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเด็ดขาดสำหรับพื้นที่จังหวัดอื่นตลอดจนภาคใต้ คาดว่าจะมีสภาพอากาศร้อน มีลมและฝนปานกลาง เกษตรกรไม่ควรเผาวัสดุการเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองและหมอกควันเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปสามารถติดตามข่าวสารสภาพอากาศล่วงหน้าได้ทุกสัปดาห์ ตลอดจนขอคำแนะนำในการกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตรเพิ่มเติม ได้ที่ กรมส่งเสริมการเกษตร โทรศัพท์ 0-2579-0163 และสายด่วนกรมอุตุนิยมวิทยา 1182

ผวาภัยแล้งเข้มบริหารลำตะคอง งดนาปรังรอบ2-เล็งผันป่าสักเติมน้ำต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405610

x

ผวาภัยแล้งเข้มบริหารลำตะคอง งดนาปรังรอบ2-เล็งผันป่าสักเติมน้ำต้นทุน

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายชยุธพงศ์ อำรุงสุข ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง กรมชลประทาน เปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนลำตะคองช่วงฤดูแล้งปีนี้่ว่า เป็นไปตามที่คณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) วางแผนไว้ เมื่อเริ่มเข้าฤดูแล้งวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 264.42 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 84.08 ของความจุเก็บกัก ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี และวางแผนจัดสรรน้ำเพื่อฤดูฝนปี2561/2562 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 – 30 เมษายน 2562 เพื่ออุปโภค-บริโภค 29 ล้านลบ.ม. เพื่อการอุตสาหกรรม 6 ล้านลบ.ม. เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ 31ล้านลบ.ม. น้ำระเหยรั่วซึม 26 ล้านลบ.ม.จึงยังมีน้ำเหลือเพื่อนาปรังและเพาะปลูกฤดูแล้ง 48 ล้านลบ.ม. รวมความต้องการใช้น้ำ 140 ล้านลบ.ม.

ทั้งนี้ จากการบริหารจัดการน้ำที่เข้มงวด เจ้าหน้าที่ชลประทานดูแลการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำทั้ง 5 แห่ง ตลอดลำน้ำลำตะคอง เพื่อให้การส่งน้ำเป็นไปตามรอบเวรที่คณะกรรมการ JMC กำหนดไว้ การใช้น้ำไม่เกิดการสูญเปล่า ทำให้มีน้ำพอเพียงเปิดพื้นที่นาปรังอีก 27,000 ไร่ รวมขณะนี้ทำนาปรังไปแล้วกว่า50,000 ไร่ ซึ่งมีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะจัดสรรให้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเกษตรกรบางรายจะเริ่มปลูกนาปรังรอบที่ 2  กรมชลประทานขอความร่วมมือให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการส่งน้ำฯ ลำตะคองงดปลูกนาปรังรอบที่ 2  เพราะจากการทดน้ำไปใช้ปลูกนาระหว่างทาง นอกจากทำให้พื้นที่ช่วงปลายคลองส่งน้ำ เช่น อ.เมือง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา เริ่มขาดแคลนน้ำแล้ว ระยะยาวจะกระทบถึงน้ำที่ส่งไปเพื่อผลิตน้ำประปา ซึ่งเสี่ยงเกิดภัยแล้งเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งยังจะกระทบน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ในลำน้ำ ทำให้แม่น้ำลำตะคองที่ไหลผ่านตัวเมืองจ.นครราชสีมาเน่าเสีย ชุมชนเดือดร้อน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง  ทั้งนี้ ได้ส่งเจ้าหน้ากรมชลประทานลงพื้นที่ทำความเข้าใจ และปิดประตูระบายน้ำช่วงต้นคลองบริเวณ อ.สีคิ้ว อ.ขามทะเลศอ อ.สูงเนิน เพื่อไล่น้ำให้ถึงปลายคลองมากที่สุดโดยไม่เพิ่มการส่งน้ำ

สำหรับเขื่อนลำตะคองเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ความจุ 314 ล้านลบ.ม.เป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้การเกษตรและอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่อ.ปากช่อง อ.สีคิ้ว อ.สูงเนิน อ.ขามทะเลศอ อ.เมือง และ อ.เฉลิมพระเกียรติ รวม 1.5 แสนไร่ แต่ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปมากทำให้น้ำไหลเข้าอ่างฯเฉลี่ยปีละ 250 ล้านลบ.ม. มีเพียง 2 ปีคือ ปี2543 และ ปี2554 ที่น้ำไหลเข้าเต็มความจุ และปี 2559 มีน้ำไหลเข้าอ่างฯน้อยที่สุดประมาณ103 ล้านลบ.ม. ทำให้ตัวเมืองนครราชสีมาขาดน้ำ ถูกประกาศเป็นเขตประสบภาวะภัยแล้ง

“แนวโน้มความต้องการใช้น้ำเมืองโคราชเพิ่มขึ้นทุกกิจกรรมกล่าวคือ เขื่อนลำตะคองส่งน้ำให้การประปาทั้งหมด 81 แห่ง ทั้งประปาภูมิภาค ประปาเทศบาล และประปาหมู่บ้าน ปริมาณความต้องการใช้น้ำ 60 ล้านลบ.ม.ต่อปี การอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่อง ต้องการใช้น้ำ 12 ล้านลบ.ม.ต่อปี การรักษาลำน้ำลำตะคองใช้น้ำอย่างน้อยปีละ 36 ล้านลบ.ม. และเขื่อนเสียน้ำจากอากาศที่ร้อนขึ้น เกิดการระเหยรั่วซึมทั้งปีไม่ต่ำกว่า 48 ล้านลบ.ม. และนาปีที่ต้องส่งน้ำให้เกษตรกรช่วงต้นฤดูทำนาในพื้นที่ 1.5 แสนไร่ ใช้น้ำ 150 ล้านลบ.ม. รวมต้องใช้น้ำ 306 ล้านลบ.ม.ต่อปี จุดนี้มีความเสี่ยงขาดน้ำในอนาคต ทางจังหวัดและกรมชลประทานจึงหารือกันเพื่อหาทางเพิ่มน้ำต้นทุนให้เขื่อนลำตะคอง โดยผันน้ำจากเขื่อนป่าสักมาพักไว้ที่อ่างเก็บน้ำมวกเหล็ก ก่อนส่งเข้าเขื่อนลำตะคอง ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)  ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี” ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำฯ ลำตะคองกล่าว

อย่างไรก็ดี ขณะที่โครงการผันน้ำตะคองยังไม่เกิด กรมชลประทานไปเน้นที่การบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ การปล่อยน้ำแต่ละครั้งพิจารณาอย่างรอบคอบ และมีแผนชัดเจน

อ.ส.ค.เซ็นMOUเรือนจำสีคิ้ว ฝึกอาชีพรีไซเคิลกล่องนมให้ผู้ต้องขัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405611

x

อ.ส.ค.เซ็นMOUเรือนจำสีคิ้ว ฝึกอาชีพรีไซเคิลกล่องนมให้ผู้ต้องขัง

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ร่วมมือกับเรือนจำอำเภอสีคิ้ว ส่งเสริมให้ความรู้การนำกล่องนมที่ใช้แล้วสามารถนำไปรีไซเคิลเป็นสิ่งของเครื่องใช้ หรือนำมาดัดแปลงเป็นสิ่งของต่างๆ อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้และฝึกอาชีพการนำกล่องนมมารีไซเคิลให้เป็นสิ่งของ และยังเป็นการช่วยเหลือทางสังคมอีกด้วย

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า อ.ส.ค. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือการให้บริการแรงงานจากผู้ต้องขังในการจัดทำสิ่งของจากรีไซเคิลกระดาษกล่องนมโรงเรียน และ แรงงานอื่นๆร่วมกับเรือนจำอำเภอสีคิ้ว นำกล่องนมยูเอชที (UHT) มารีไซเคิลเป็นสิ่งของและครุภัณฑ์ที่นำมาใช้งานได้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางของ โดยได้รับความร่วมมือจากเรือนจำอำเภอสีคิ้ว เพื่อให้ผู้ต้องขังใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รวมถึงยังช่วยส่งเสริมและฝึกอาชีพในการทำสิ่งของจากการรีไซเคิลกล่องนม ซึ่งอาจก่อให้เกิดรายได้ต่อไปในอนาคต เมี่อผู้ต้องขังพ้นโทษและออกมาดำเนินชีวิตของตนเองได้อย่างยั่งยืน นอกจากการส่งเสริมให้ความรู้อาชีพแก่ผู้ต้องขังแล้ว การรับกล่องนมโรงเรียนยังช่วยให้น้องๆนักเรียนเห็นประโยชน์ของกล่องนมที่ใช้แล้วสามารถนำกลับมาทำประโยชน์ได้และสามารถนำกลับไปใช้ได้จริงอีกด้วย

“อ.ส.ค. ร่วมมือกับเรือนจำอำเภอสีคิ้วเพื่อส่งเสริมอาชีพผู้ต้องขังและเป็นการเพิ่มโอกาสทางสังคม เนื่องจากทาง อ.ส.ค. เล็งเห็นความสำคัญด้านการพัฒนาอาชีพแก่ผู้ต้องขังได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แล้ว  ผู้ต้องขังยังสามารถนำสิ่งที่ได้ฝึกฝนนำไปประกอบอาชีพได้เมื่อพ้นโทษ การให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎี, ภาคปฏิบัติ และฝึกหัดทักษะทางอาชีพ” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

‘กฤษฎา’ไล่บี้คดียึดคืนที่สปก.วังน้ำเขียว จ่อฟ้องขับไล่-เรียกค่าเสียหายนับจากวันบุกรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405555

'กฤษฎา'ไล่บี้คดียึดคืนที่สปก.วังน้ำเขียว จ่อฟ้องขับไล่-เรียกค่าเสียหายนับจากวันบุกรุก

‘กฤษฎา’ไล่บี้คดียึดคืนที่สปก.วังน้ำเขียว จ่อฟ้องขับไล่-เรียกค่าเสียหายนับจากวันบุกรุก

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562, 14.45 น.

2 เม.ย.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีเรียกยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.วังน้ำเขียว จากเอกชนรายใหญ่เข้าถือครองที่ดิน ส.ป.ก.ทำไร่ฟลอร่าพาร์ค กว่า 103 ไร่ และไร่ฟ้าประทาน เกือบ 300 ไร่ และยังพบว่าเข้าถือครองพื้นที่ ส.ป.ก.ทำไร่โรสการ์เด้น ด้วย รวมเนื้อที่ 3 แปลงเกือบ 500 ไร่ โดยล่าสุดเอกชนได้ยื่นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ว่า ตนจะเรียกดูทั้งหมดเร่งรัดตามกฎหมายทุกกรณี

แหล่งข่าวจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า จากกรณีช่วงปลายเดือน ก.พ.ได้มีมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด (คปจ.) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ได้ส่งให้ รมว.เกษตรฯ ในฐานประธาน คปก.ชุดใหญ่ มีคำสั่งเรียกยีดคืนพื้นที่ ส.ป.ก.ไร่ฟลอร่าพาร์ค และได้ให้ ส.ป.ก.นครราชสีมา เจ้าพนักงานตามกฎหมาย ดำเนินการให้เอกชนรายใหญ่ผู้ถือครองพื้นที่ ส.ป.ก.ออกจากพื้นที่ทันที ซี่งเอกชนได้เข้าดำเนินการทำไร่ฟลอร่าพาร์ค เนื้อที่ 103 ไร่ , ไร่ฟ้าประทาน เกือบ 300 ไร่ ยังพบทำไร่โรสการ์เด้น อีก 70 ไร่ ในนามบริษัท ฟลอร่าพาร์ค เมื่อปี 53 และบริษัทฟ้าประทานฟาร์ม โดยทั้งหมดมีผู้ถือหุ้น 3 ราย 2 บริษัท

“ขณะนี้บริษัท ฟลอร่าพาร์ค ได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์มายัง ส.ป.ก.นครราชสีมา เพื่อขออนุญาตครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ทั้ง 3 แปลงต่อไป อ้างว่าทางบริษัทได้เข้าดำเนินการตั้งเป็นมูลนิธิไม่แสวงหากำไร เป็นศูนย์การเรียนรู้ ยังเปิดคอร์ดอบรมให้ความรู้เกษตรกรในพื้นที่ ซี่ง ส.ป.ก.นครราชสีมา ได้ส่งคำอุทธรณ์มายัง ส.ป.ก.ส่วนกลาง เพื่อพิจารณาในข้อกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น เพราะข้อเท็จจริงในพื้นที่ บริษัทได้เปิดให้คนเข้าชมแปลงดอกไม้ รวมทั้งจัดงานไม้ดอกไม้ประดับมาอย่างต่อเนื่อง และเก็บค่าบัตรผ่านประตู มากว่า 10 ปี อีกทั้งผลผลิตจากการปลูกพืชสวนในไร่ฟ้าประทาน มีแปลงองุ่นไร้เมล็ด สวนกล้วย ลิ้นจี่ จำนวนมากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วมีการส่งจำหน่ายยังห้างชื่อดัง

แหล่งข่าวกล่าวว่า หลังจากนี้ขั้นตอนต่อไป ส.ป.ก.จะเร่งฟ้องขับไล่ดำเนินคดีกับผู้ครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยฟ้องบริษัท ฟลอร่าพาร์ค มีหุ้นส่วน 3 คน เข้าสู่กระบวนการกฎหมาย พร้อมเรียกค่าเสียหายชดใช้บวกดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 นับไปแต่วันที่ทำการบุกรุก ซึ่งการดำเนินคดีคงไม่ช้า ต้องฟ้องโดยเร็ว เพราะเกิดความเสียหายต่อรัฐ รมว.เกษตรฯ ได้เร่งรัดมาอยากให้ดำเนินการถูกต้อง และให้เกิดความรอบครอบ ไม่ให้แพ้คดีเอกชนเหมือนคดีกล้ายางล้านไร่ ที่กลับกลายเป็นว่ากระทรวงเกษตรฯ ต้องจ่ายค่าเสียหายให้เอกชนกว่า 700 ล้านบาท

กรมส่งเสริมการเกษตรตีปี๊บ ลดพลาสติกโฟม-แยกขยะใช้ถุงผ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405345

x

กรมส่งเสริมการเกษตรตีปี๊บ ลดพลาสติกโฟม-แยกขยะใช้ถุงผ้า

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวในการอบรมความรู้ การลดและคัดแยกขยะมูลฝอย ภายใต้โครงการรณรงค์ตามแผนปฏิบัติการลดและคัดแยกขยะมูลฝอยของกรมส่งเสริมการเกษตรว่า การ รณรงค์ตามแผนปฏิบัติการลดและคัดแยกขยะมูลฝอยของกรมส่งเสริมการเกษตร นอกจากให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตระหนักถึงปัญหาสำคัญ ยังมีกิจกรรมมอบกล่องนมที่ใช้แล้วให้บริษัท อำพลฟูดส์ จำกัด โดยกล่องนม 2,500 กล่อง สามารถสร้างโต๊ะ-เก้าอี้ได้ 1 ตัว รวมทั้งกำชับให้นำเศษวัสดุทางการเกษตรเหลือใช้ เช่น เศษใบไม้ เศษกิ่งไม้ นำไปเป็นปุ๋ยใช้สำหรับบำรุงรักษาต้นไม้บริเวณสถานที่ของกรมฯ รวมทั้งมีกิจกรรมให้เจ้าหน้าที่ที่ลดคัดแยกขยะมูลฝอย ลดใช้ถุงพลาสติกและกล่องโฟมบรรจุอาหาร ถ่ายรูป พร้อมติด #doae ทำความดีด้วยหัวใจลดภัยสิ่งแวดล้อม ผ่านโซเชียลมีเดียนำหลักฐานมารับถุงผ้าฟรี เป็นการรณรงค์กระตุ้นการใช้ถุงผ้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังย้ำให้เจ้าหน้าที่ใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงเจ้าหน้าที่เกษตร ที่ต้องถ่ายทอดความรู้ไปถึงเกษตรกร ให้ตระหนักว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน

“กรมส่งเสริมการเกษตรขอความร่วมมือจากข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ให้ตระหนักถึงการใช้พลาสติก และภาชนะที่ทำจากโฟม พร้อมจัดบริการ ยืม-คืน ถุงผ้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ใช้ใส่ของแทนใช้ถุงหิ้วพลาสติกตามบริเวณจุดต่างๆในอาคาร เมื่อใช้บริการเสร็จแล้วนำกลับมาแขวนคืนยังจุดเดิม เพื่อให้บริการกับบุคคลอื่นที่ต้องการใช้ต่อไป ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะขยายการปฏิบัติไปสู่หน่วยงานภูมิภาคให้ร่วมรณรงค์ตามแนวปฏิบัติของส่วนกลาง พร้อมเชิญชวนกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้า พ่อค้า แม่ค้า และประชาชนที่เข้ามาจับจ่ายซื้อของภายในตลาดนัดกรมกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกันใช้ถุงผ้าแทนใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว และปรับเปลี่ยนภาชนะจากโฟมเป็นวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่อไป”นายสำราญกล่าว