รายงานพิเศษ : สศก.เปิดGDPเกษตรไตรมาสแรกปี’62 ภาพรวมทรงตัว-แนวโน้มทั้งปีโตสูงสุด3.5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405346

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดGDPเกษตรไตรมาสแรกปี’62 ภาพรวมทรงตัว-แนวโน้มทั้งปีโตสูงสุด3.5%

รายงานพิเศษ : สศก.เปิดGDPเกษตรไตรมาสแรกปี’62 ภาพรวมทรงตัว-แนวโน้มทั้งปีโตสูงสุด3.5%

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1 ของปี 2562 พบว่า ขยายตัวเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 สาเหตุหลักมาจากอัตราการขยายตัวของสาขาพืชที่ถือเป็นสัดส่วนสูงสุดในภาคเกษตรชะลอลง ส่งผลให้ภาพรวมขยายตัวในระดับต่ำหรือค่อนข้างทรงตัว

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เมื่อแยกรายละเอียดแต่ละสาขา พบว่า สาขาพืช ขยายตัวเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยข้าวนาปีมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาข้าวปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะราคาข้าวหอมมะลิที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ทำให้เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกในนาที่เคยปล่อยว่าง ข้าวนาปรังมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรจัดการดูแลที่เหมาะสม และมีปริมาณน้ำเพียงพอในช่วงการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา มันสำปะหลัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคามันสำปะหลังปีที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นมาก จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกและปลูกทดแทนพืชอื่น ลำไย มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นลำไยที่ปลูกในปี 2559 เริ่มให้ผลผลิตปีนี้ และเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศเหมาะสม เกษตรกรบำรุงดูแลรักษาที่ดี ต้นลำไยจึงออกดอกติดผลมากกว่าปีที่ผ่านมา

แต่ก็ยังมีผลผลิตพืชที่ลดลง โดยเฉพาะอ้อยโรงงาน ซึ่งมีมูลค่าการผลิตสูงสุดในสาขาพืชไตรมาสแรกกลับมีผลผลิตลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้ง ส่งผลให้การแตกกอและเจริญเติบโตของต้นอ้อยไม่สมบูรณ์ ประกอบกับช่วงปลายปี 2561 เปิดหีบอ้อยเร็วขึ้น ทำให้เกษตรกรบางส่วนเร่งตัดอ้อยไปแล้วก่อนหน้านี้ สับปะรดโรงงาน มีผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาสับปะรดที่เกษตรกรขายได้ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพ.ค.2560-ก.ค. 2561 ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น เช่น มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สำหรับด้านราคาช่วงเดือนม.ค.- ก.พ.2562 สินค้าพืชที่ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ยังมีต่อเนื่อง และมีการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาไม่ต่ำกว่ากก.ละ 8 บาท (ความชื้นไม่เกิน 14.5%) ภายใต้โครงการตามนโยบายประชารัฐ และมันสำปะหลังมีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่มาก ขณะที่ความต้องการของตลาดมีต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมีสินค้าพืชอีกหลายชนิดที่ราคาเฉลี่ยลดลงจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นและความต้องการของตลาดลดลง ได้แก่ ข้าว อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางแผ่นดิบ ปาล์มน้ำมัน

ขณะที่สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 1.0% โดยปริมาณการผลิตไก่เนื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดหลัก เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรปและอาเซียน ขณะที่การท่องเที่ยวและภาวะเศรษฐกิจในประเทศปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อไก่เพิ่มขึ้นด้วย สุกรเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสุกรมีชีวิตเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2561 เกษตรกรมีแรงจูงใจผลิต ตลอดจนจัดการฟาร์มและป้องกันโรคระบาดในสุกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ราคาสุกรเพิ่มขึ้นด้วย

สาขาประมงขยายตัว 1.5% โดยปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือมีทิศทางเพิ่มขึ้น ผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีปริมาณออกสู่ตลาดมากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ปล่อยลูกกุ้งอัตราที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาระบบการเลี้ยงให้เหมาะสมกับพื้นที่ ส่วนผลผลิตประมงน้ำจืด เช่น ปลานิล ปลาดุกเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรขยายพื้นที่เพาะเลี้ยง เพิ่มรอบการเลี้ยง จัดการบ่อที่ดี ประกอบกับภาครัฐส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลและปลาดุกหลายพื้นที่ เมื่อวิเคราะห์ด้านราคาพบว่ากุ้งขาวแวนนาไม (ขนาด 70 ตัวต่อกก.)ราคาโดยเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ซึ่งเป็นการลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ปลานิลขนาดกลาง และปลาดุกบิ๊กอุย (ขนาด 2-4 ตัวต่อกก.) มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการบริโภคและใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปยังคงมีอย่างต่อเนื่อง

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 2.6% เป็นผลจากการจ้างบริการเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ทางการเกษตรในการผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เกษตรกรบางพื้นที่ เช่น ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือหันมาใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร เพื่อลดต้นทุนและประหยัดเวลา ใช้บริการโดรนสำหรับฉีดพ่นและสำรวจสภาพผลผลิตในไร่นามากขึ้น ส่วนสาขาป่าไม้ ขยายตัว 2.2% เนื่องจากผลผลิตไม้ยูคาลิปตัสเพิ่มขึ้นจากความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำไปใช้ผลิตกระดาษและแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (wood pellet) และผลผลิตไม้ยางพาราขยายตัวตามพื้นที่การตัดโค่นสวนยางพาราเก่า เพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีและพืชอื่น ประกอบกับมีความต้องการจากตลาดต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ต้องการนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด ด้านผลผลิตรังนกเพิ่มขึ้น โดยจีนต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากรังนกของไทยมีคุณภาพสูง

ทั้งนี้ สศก.คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 น่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.5-3.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุน จากการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนสะสมและแหล่งน้ำธรรมชาติบางพื้นที่ไม่พอต่อการผลิตทางการเกษตร ส่งกระทบต่อการผลิตทางการเกษตรระยะถัดไป

รักษ์เกษตร : การใช้ปุ๋ยยูเรียให้มีประสิทธิภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405342

x

รักษ์เกษตร : การใช้ปุ๋ยยูเรียให้มีประสิทธิภาพ

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้เรื่อง การใช้ปุ๋ยยูเรียให้มีประสิทธิภาพ และมีวิธีการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมอย่างไรบ้างครับ

จิรากร โพธิ์ทองคำ

อ.หนองแซง จ.สระบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยยูเรีย เป็นปุ๋ยที่ให้ธาตุไนโตรเจนสูงที่สุด ธาตุไนโตรเจน เป็นแก๊สที่มีปริมาณมากที่สุดในอากาศ เป็นแก๊สเฉื่อย มีโครงสร้างโมเลกุลยึดเกาะกันอย่างแข็งแรง พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้โดยตรง อีกทั้งไนโตรเจนไม่สามารถทำปฏิกิริยาเคมีได้โดยง่าย ทำให้ในธรรมชาติและในดิน มีไนโตรเจนซึ่งอยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อยมาก ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช จึงมีความจำเป็นต้องเติมธาตุอาหารไนโตรเจนกลับลงสู่ดินในรูปที่พืชดูดซึมไปใช้ได้ ในรูปของปุ๋ยยูเรีย

เมื่อเติมปุ๋ยยูเรียลงในดิน กระบวนการที่เกิดคือ เมื่อปุ๋ยยูเรียละลายน้ำ จะถูกแบคทีเรียในดินย่อยสลาย จะเปลี่ยนรูปเป็นแอมโมเนีย เมื่อโดนความชื้น จะเปลี่ยนรูปเป็นแอมโมเนียม จะจับกับอนุภาคดินที่เป็นประจุลบ เป็นธาตุอาหารไนโตรเจนที่พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้

วิธีใช้ปุ๋ยยูเรีย ให้พิจารณาจาก ลักษณะของดิน ปริมาณของสารอาหารในดิน และที่สำคัญขึ้นอยู่กับประเภท ชนิดของพืช และพันธุ์พืชที่ปลูก ปุ๋ยยูเรียที่ใช้ ใช้สูตร 46-0-0 เป็นปุ๋ยที่ละลายน้ำได้ดีมาก และพืชสามารถดูดซึมธาตุไนโตรเจนไปใช้ได้ ทั้งจากทางรากและทางใบ และควรต้องใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินเปียกชื้นพอเหมาะ

คำแนะนำการใช้ปุ๋ยยูเรีย เป็นผลจากการทดลองของนักวิชาการเกษตร อาจารย์ คณาจารย์จากสถาบันการเกษตรของประเทศ ได้ให้ข้อแนะนำการใช้ปุ๋ยยูเรียเบื้องต้น ดังนี้

การใช้ปุ๋ยยูเรียในนาข้าว สำหรับพันธุ์ข้าวที่ไวต่อช่วงแสง ซึ่งปลูกได้เฉพาะนาปีเท่านั้น ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตราไร่ละ 5-10 กิโลกรัม หว่านให้ทั่วแปลงก่อนข้าวออกดอก 30 วัน สำหรับพันธุ์ข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง ซึ่งปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตราไร่ละ 10-15 กิโลกรัม หว่านให้ทั่วแปลงหลังปักดำข้าว 35-45 วัน

การใช้ปุ๋ยยูเรียกับอ้อย ให้ใช้ยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตราไร่ละ 50-80 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่เป็น 2 ครั้ง เท่าๆ กัน ครั้งแรก ใส่หลังปลูกประมาณ 1 เดือน ครั้งที่สอง ใส่หลังจากใส่ครั้งแรกประมาณ 30-60 วัน สำหรับอ้อยตอ นอกเขตชลประทาน ให้ใส่ครั้งแรกต้นฤดูฝน ครั้งที่สอง หลังจากใส่ครั้งแรกประมาณ 30-60 วัน โดยวิธีโรยข้างแถว และสำหรับอ้อยตอ ในเขตชลประทาน ใส่ครั้งแรกหลังตัดแต่งตอ ครั้งที่สองหลังจากใส่ครั้งแรก 30-60 วัน โดยวิธีโรยข้างแถว

การใช้ปุ๋ยยูเรียกับสับปะรด ให้ใช้ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตราไร่ละ 25 กิโลกรัม โรยข้างแถว แล้วพรวนดินกลบหลังจากปลูก 30 วัน

การใช้ปุ๋ยยูเรียกับข้าวโพด ข้าวฟ่าง ให้ใช้ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตราไร่ละ 10-20 กิโลกรัม โรยข้างแถว แล้วพรวนดินกลบเมื่อมีอายุ 25-30 วัน

การใช้ปุ๋ยยูเรียกับพืชผักต่างๆ ให้ใช้ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 โดยแบ่งอัตราการใส่ปุ๋ยยูเรีย ออกเป็น 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อต้นพืชอายุประมาณ 10-15 วัน โดยหว่านปุ๋ยยูเรีย อัตราไร่ละ 50 กิโลกรัม ครั้งที่สอง ใช้หลังหว่านปุ๋ยยูเรีย ครั้งแรกประมาณ 30-45 วัน อัตราไร่ละ 50 กิโลกรัม

ข้อควรระวังของการใช้ปุ๋ยยูเรีย การใช้ปุ๋ยยูเรียในปริมาณที่สูงเกินไป จะทำให้พืชมีใบสีเขียวเข้ม มีใบเพิ่มผิดปกติ อาจทำให้พืชเฉาและตายได้ ได้ผลผลิตต่ำ ต้นข้าว จะเมล็ดเล็กลีบ ทำให้ต้นพืชอ่อนแอไม่แข็งแรง และเป็นโรคได้ง่าย ทั้งยังทำให้มีปุ๋ยตกค้างในดิน ทำให้ดินเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพ ทำให้ดินแข็ง รากพืชไม่สามารถชอนไชหาอาหารได้ ทำให้ดินเค็ม และทำให้ดินเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี

ดังนั้น เกษตรกร ต้องศึกษาลักษณะของดิน ปริมาณแร่ธาตุอาหารในดิน ปริมาณปุ๋ยที่มีอยู่ในดิน ก่อนการเพาะปลูกในแต่ละครั้ง ซึ่งโดยทั่วไปเกษตรกรไม่สามารถคาดเดาได้ สามารถทำได้โดยส่งดินไปตรวจสอบที่หน่วยงานการเกษตร เพื่อจะได้รู้ปริมาณปุ๋ยและแร่ธาตุที่มีเหลืออยู่ในดินของท่าน เพื่อจะได้เลือกประเภทปุ๋ย และสัดส่วนการใส่ปุ๋ยได้ถูกต้องเหมาะสม ตลอดจนช่วงเวลาที่ถูกต้องในการใส่ปุ๋ย เพื่อให้พืชสามารถดูดซึมไปใช้งานได้สูงสุด ไม่เหลือตกค้าง และยังเป็นการประหยัดค่าปุ๋ยอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ในการใช้ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยเคมี เกษตรกรควรใช้ร่วมไปกับปุ๋ยอินทรีย์ด้วย จะเป็นการลดต้นทุนการผลิต และรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ยั่งยืนตลอดไป ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ

นาย รัตวิ

เตือนเกษตรกรรับมือเพลี้ยไฟพริก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405344

x

เตือนเกษตรกรรับมือเพลี้ยไฟพริก

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาพอากาศร้อนและแดดจัดระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพริกเตรียมรับมือการระบาดของเพลี้ยไฟพริก ที่พบได้ในระยะที่ต้นพริกออกดอกและติดผล เริ่มแรกจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยง จากยอด ใบอ่อน ตาดอกและดอก ทำให้ใบหรือยอดอ่อนหงิก ขอบใบหงิกหรือม้วนขึ้นด้านบน ถ้าเพลี้ยไฟพริกเข้าทำลายในระยะที่ต้นพริกออกดอกทำให้ดอกพริกร่วงไม่ติดผล ส่วนการเข้าทำลายระยะติดผล จะทำให้รูปทรงของผลพริกบิดงอ หากระบาดรุนแรงทำให้ต้นพริกชะงักการเจริญเติบโตหรือแห้งตายในที่สุด

เกษตรกรควรสุ่มสำรวจตรวจต้นพริก 100 ยอดต่อไร่ทุกสัปดาห์ โดยใช้วิธีเคาะลงบนแผ่นพลาสติกสีดำ และป้องกันกำจัดเมื่อพบเพลี้ยไฟพริกเฉลี่ยมากกว่า 5 ตัวต่อยอด ขั้นต้นควรเพิ่มความชื้นให้ต้นพริกด้วยการให้น้ำ อย่าปล่อยให้ต้นพริกขาดน้ำ เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอ และเพลี้ยไฟพริกจะระบาดได้รวดเร็ว หากพบการระบาด สำหรับในแหล่งปลูกใหม่ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรไทโอฟอส 50% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และควรพ่นซ้ำตามการระบาด

ส่วนในแหล่งปลูกเดิม ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสเอล อัตรา 20-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ขณะพ่นสารควรปรับหัวฉีดให้ฝอยที่สุดและพ่นให้ทั่วตามส่วนต่างๆของพืชที่เพลี้ยไฟพริกอาศัยอยู่ กรณีระบาดรุนแรงช่วงสภาพอากาศแห้งแล้ง เกษตรการควรใส่ปุ๋ยทางใบ เพื่อช่วยให้ต้นพริกฟื้นตัวจากอาการใบหงิกได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น

กระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ และปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405317

กระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ และปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน

กระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ และปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562, 14.13 น.

เกษตรฯ เปิดตัวเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ และปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน เตรียมเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ. 2562

1 เม.ย.62 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ที่มีผลงานดีเด่น สาขาอาชีพ/ประเภทที่กำหนด เป็นเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณ และเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จัก ยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติงานด้านการเกษตร โดยในปี 2562 นี้ มีเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่น ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ. 2562 ในวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2562 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ประกอบด้วยเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 16 สาขาอาชีพ สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 12 กลุ่ม สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 7 สหกรณ์ และปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา ดังต่อไปนี้

เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2562 จำนวน 16 สาขาอาชีพ ได้แก่ 1) อาชีพทำนา ได้แก่นายขวัญชัย แตงทอง จ.ชัยนาท 2)อาชีพทำสวน ได้แก่ นายเรือง ศรีนาราง จ.ตราด 3)อาชีพทำไร่ ได้แก่ นายชัยยศ ตั้งนิยม จ.กําแพงเพชร 4)อาชีพไร่นาสวนผสม ได้แก่ นางสํารวย บางสร้อย จ.ร้อยเอ็ด 5) อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้แก่  นางโยธกา บุญมาก จ.สุรินทร์ 6) อาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ นายชลอ เหลือบุญเลิศ จ.ชุมพร 7) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ได้แก่ นายไมตรี แย้มบางยาง จ.สุพรรณบุรี 8) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ได้แก่ นายโกศล หนูกลิ่น จ.สุราษฎร์ธานี  9) อาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ ได้แก่ นายวุฒิไกร ช่างเหล็ก จ.หนองคาย 10) อาชีพปลูกสวนป่า ได้แก่ นายคํานึง เจริญศิริ จ.บุรีรัมย์ 11) สาขาบัญชีฟาร์ม ได้แก่ นายภูดิศ หาญสวัสดิ์ จ.ขอนแก่น 12) สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้แก่ นายสุริยา หงษ์ลอยวงษ์ จ.ยโสธร 13) สาขาการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช ได้แก่  นางอัมพร สวัสดิ์สุข จ.นครศรีธรรมราช 14) ที่ปรึกษายุวชนเกษตรกร ได้แก่ นายสมเกียรติ แซ่เต็ง จ.ตราด 15) สมาชิกกลุ่มยุวชนเกษตรกร ได้แก่ นายฉัตรชัย ดอยพนาวัลย์  จ.ลําพูน และ 16) สาขาเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ นายรัฐไท พงษ์ศักดิ์  จ.จันทบุรี

สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2562 จำนวน 12 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเกษตรกรทำนา ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำนาเทพนคร จ.กำแพงเพชร 2) กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา จ.สงขลา 3) กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์หนองขาม จ.ชัยภูมิ 4) กลุ่มเกษตรกรทำประมงหรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ กลุ่มอนุรักษ์ประมงพื้นบ้านบ้านในถุ้ง จ. นครศรีธรรมราช 5) กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปปลาสมุนไพรบ้านห้วยบง กลุ่ม 3 จ.หนองบัวลําภู 6) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหัวฝาย จ.ขอนแก่น 7) กลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม จ.ตราด 8) กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง จ.กําแพงเพชร 9) สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานรวมใจพัฒนา เมืองสามน้ำแพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม 10) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภท ข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเขียบ จ.มหาสารคาม 11) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภท ข้าวอื่น ๆ ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชนตําบลหนองฮี จ.นครพนม และ 12) วิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี

สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2562 จำนวน 7 สหกรณ์ ได้แก่ 1) สหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรคณทฑีพัฒนา จํากัด จ.กําแพงเพชร 2) สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมนครปฐม จํากัด จ.นครปฐม 3) สหกรณ์นิคม ได้แก่ สหกรณ์นิคมวังไทร จํากัด จ.ระยอง 4) สหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลพัทลุง จํากัด จ.พัทลุง 5) สหกรณ์ร้านค้า ได้แก่ ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จํากัด จ.นครราชสีมา 6) สหกรณ์บริการ ได้แก่ สหกรณ์เดินรถแม่สอด จํากัด จ.ตาก และ 7) สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้แก่ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนโพธิ์ลอยพัฒนา จํากัด จ.เพชรบุรี

ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2562 จำนวน 3 สาขา ได้แก่ 1) สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ นายสุริยะ ชูวงศ์ 2) สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ได้แก่ นายอาทิตย์ มติธรรม และ 3) สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ได้แก่ นายแรม เชียงกา

ทั้งนี้ในวันพระราชพิธีพืชมงคลนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้เป็น “วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย โดยในปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2562 ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานในการประกอบพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองแก่อาชีพของตน เนื่องด้วยการเกษตรเป็นภาคการผลิตและเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงได้กำหนดให้จัดงานวันเกษตรกรควบคู่กับวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อบำรุงขวัญแก่เกษตรกรนับแต่นั้นเป็นต้นมา

เกษตรฯจัดงานวันคล้ายสถาปนาครบรอบปีที่127 ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405270

เกษตรฯจัดงานวันคล้ายสถาปนาครบรอบปีที่127 ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยยั่งยืน

เกษตรฯจัดงานวันคล้ายสถาปนาครบรอบปีที่127 ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562, 10.46 น.

เกษตรฯจัดงานวันคล้ายสถาปนาครบรอบปีที่ 127 พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ มุ่งหวังยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน

1 เม.ย.62 เป็นวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 127 ปี ซึ่งในปีนี้ เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าโดยนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ศาลพระภูมิ ท้าวเวสสุวัณ ศาลตา – ยาย องค์พระพิรุณทรงนาค และองค์พระพิรุณทรงนาคในพิพิธภัณฑ์ จากนั้นได้เป็นประธานในพิธีสงฆ์ โดยได้ถวายภัตตาหารและจตุปัจจัยเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนแปลงชื่ออย่างต่อเนื่อง จากกระทรวงเกษตรพนิชการ มาเป็นกระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตรพาณิชยการ กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตร จนมาสู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปัจจุบัน ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ “ภาคเกษตรก้าวไกลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลาดนำการผลิต ชีวิตเกษตรกรมีคุณภาพ ทรัพยากรการเกษตรมีความสมดุลและยั่งยืน” โดยมุ่งส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคง พัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรกรที่มีคุณภาพตลอดห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งเสริมงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ตลอดทั้งบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีส่วนราชการในสังกัด จำนวน 22 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการข้าว กรมหม่อนไหม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย องค์การสะพานปลา องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)

ทั้งนี้นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคเกษตรไทย มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มความผันผวนสูง รัฐบาลจึงได้มีแนวนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร สู่เกษตร 4.0 เพื่อให้สอดรับกับบริบทโลก โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง และหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ตามแผนยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นการปฏิรูปภาคการเกษตร ด้วยหลักการตลาดนำการผลิต ซึ่งเป็นการบริหารจัดการสินค้าเกษตรในการวางแผนการผลิตให้อุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรเกิดความสมดุลกัน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรดำเนินการเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สหกรณ์การเกษตร และผู้ประกอบการ

ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm) ในรูปแบบวิสาหกิจเกษตร การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาเกษตรกร สู่ Smart Farmer การพัฒนาสถาบันเกษตรกรในรูปแบบประชารัฐ โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางพาราในประเทศ โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โครงการการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP (Good Agriculture Practice) รวมถึงการสร้างระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตร (Big Data on Agricultural) เพื่อให้การบริหารจัดการด้านการเกษตรมีความถูกต้อง แม่นยำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง สินค้า

สำหรับนโยบายที่สำคัญในปี 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมขับเคลื่อนนโยบาย “การบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร” (Mega Farm Enterprise) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยใช้ศักยภาพจากทุกภาคส่วนมาสนับสนุน ผ่านกลไกความร่วมมือ 3 ส่วนที่สำคัญ คือ (1) ภาครัฐสนับสนุน พัฒนา ติดตามประเมินผลและกำกับดูแลให้ความร่วมมือระหว่างเกษตรกรในโครงการฯ กับภาคเอกชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (2) ภาคเอกชนช่วยหาช่องทางรับซื้อผลผลิตหรือร่วมลงทุน ให้ข้อมูลการตลาดกับเกษตรกร จัดอบรมวิธีการทำเกษตรสมัยใหม่พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 และ (3) เกษตรกรเจ้าของที่ดินแปลงใหญ่ รวมแปลงกันในการบริหารจัดการ ตัดสินใจเลือกวิธีการที่เหมาะสม โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่คำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ตาม Agri Map และความต้องการของตลาด ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ภายใต้แนวทาง “การจัดทำแผนการผลิต ภาคการเกษตร” และ “โครงการเกษตรแปลงใหญ่” มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน โดยเพิ่มบทบาทภาครัฐ และภาคเอกชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยยกระดับรายได้ของเกษตร พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทย ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งมีผลผลิตจำหน่ายออกสู่ตลาด ให้มีศักยภาพก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

“ปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดำเนินงาน คือ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องปรับแนวคิด และมุมมองต่องานด้านเกษตร เพื่อปรับวิธีการทำงานให้ก้าวทันโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว บนพื้นฐานของการมีจิตสำนึกต่อความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน ยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเข้มแข็ง โดยมุ่งเป้าหมายให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ เกษตรกรมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยมีรากฐานที่มั่นคงและแข็งแรง พร้อมเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายกฤษฎา กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘อุไร ทองปาน’ครูบัญชีอาสาดีเด่น ยึดศาสตร์พระราชา…หนทางสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405174

รายงานพิเศษ : ‘อุไร ทองปาน’ครูบัญชีอาสาดีเด่น ยึดศาสตร์พระราชา…หนทางสู่ความสำเร็จ

รายงานพิเศษ : ‘อุไร ทองปาน’ครูบัญชีอาสาดีเด่น ยึดศาสตร์พระราชา…หนทางสู่ความสำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก..ดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียง ตามศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9” เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่ “อุไร ทองปาน” ครูบัญชีอาสาดีเด่น จังหวัดนครศรีธรรมราช บอกว่า ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติมากว่า 20 ปี เพื่อสร้างชีวิตที่มีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง

ก่อนที่จะพลิกชีวิตมาทำการเกษตรเต็มตัวเหมือนในปัจจุบัน ครูอุไรเริ่มต้นชีวิตการทำงานเหมือนคนในเมืองหลวงทั่วไป เป็นพนักงานประจำในบริษัทเอกชน ถึงแม้จะมีรายได้สูงแต่รายจ่ายต่างๆก็สูงตาม ทำให้ไม่เหลือเงินเก็บออมจึงตัดสินใจหันหลังให้ชีวิตในเมือง กลับมาทำการเกษตรกับสามีที่บ้านเกิดใน จ.นครศรีธรรมราช โดยทำบ่อกุ้งและเลี้ยงสัตว์ แต่ก็ประสบปัญหาขาดทุน เพราะใช้ต้นทุนสูงและยังไม่รู้หลักในการบริหารจัดการ กระทั่งน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางดำเนินชีวิต ประกอบกับได้รับการอบรมสอนแนะการจดบันทึกบัญชีในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์นครศรีธรรมราช ทำให้วางแผนการใช้จ่ายได้อย่างมีระบบ รู้จักคำนวณต้นทุน กำไร โดยวิเคราะห์จากการทำบัญชีและนำมาปรับเปลี่ยนการผลิตทำการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งการทำนา ปลูกข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ การปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งในสวนปาล์มได้แบ่งพื้นที่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูหลุม ซึ่งกินผลปาล์มน้ำมันเป็นอาหารได้ รวมถึงกินหอยเชอรี่ซึ่งเป็นศัตรูของต้นข้าวและกินข้าวเปลือกที่หลงเหลืออยู่ในนาข้าวหลังเก็บเกี่ยวข้าว ทำให้ไม่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าอาหารสัตว์ นอกจากนั้น ยังปลูกไม้ไผ่ด้วยมูลเป็ด มูลไก่ มูลหมู เป็นปุ๋ยให้ต้นปาล์ม ต้นไผ่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ การทำปุ๋ย ทำน้ำหมัก ไว้ในครัวเรือนและชุมชน เพื่อลดต้นทุน อีกทั้งปลูกพืชผัก สมุนไพรต่างๆ ใช้ประกอบอาหารในครัวเรือนแทนการใช้เงินซื้อ ซึ่งผลผลลิตที่เหลือ ยังนำไปขายสร้างรายได้ให้ครัวเรือนได้ นอกจากนี้ ยังคิดแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ทำไข่เค็มจากการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง เลี้ยงปลานิล แปรรูปเป็นปลาเส้นจำหน่าย การเลี้ยงปูนา แปรรูปเป็นปูเค็มจำหน่าย การทำหน่อไม้ดอง พริกขี้หนูแห้ง ซึ่งขายเป็นสินค้าสร้างรายได้อีกทาง

จากการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีหัวใจสำคัญคือ “การทำบัญชี” มีการจดบันทึกรายรับ รายจ่ายแต่ละวัน และนำข้อมูลจากการจดบันทึกบัญชีมาวิเคราะห์วางแผน ทำให้ รู้ความเป็นไปในครอบครัวได้แท้จริง สามารถหาปัจจัยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตได้ โดยนำทุนธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่มาต่อยอดในเกิดประโยชน์ได้เป็นรูปธรรม วางแผนสร้างอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ และวางแผนลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จากความสำเร็จนี้ จึงได้รับคัดเลือกให้เป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เมื่อปี 2556 และต่อยอดความรู้การทำบัญชีไปให้คนในชุมชน ใช้เทคนิคการสอนคือ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แนะนำเรื่องการหารายรับ การใช้จ่ายเงิน การประหยัดอดออม และสอดแทรกการจดบันทึกบัญชีไปตามกิจกรรมการดำเนินชีวิตของแต่ละครัวเรือน ทำให้ชาวบ้านเข้าใจและเห็นประโยชน์ของการทำบัญชีได้ด้วยตัวเอง กระทั่งพัฒนาเป็น“ชุมชนคนรักการทำบัญชี”หมู่ที่ 6 บ้านหว้าใหญ่ ต.ไสหมาก อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช อีกทั้งครูอุไรยังพัฒนาพื้นที่ในบ้านให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ ปัจจุบันคือ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ต.ไสหมาก อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งครูอุไรจะเป็นวิทยากรสอนแนะการทำการเกษตร รวมถึงการจดบันทึกบัญชีรับจ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน

“การทำบัญชีเป็นหัวใจหลัก ถ้าเราจดทุกครั้งเราจะรู้กำไร ขาดทุน จะรู้ว่าควรปลูกอะไรมากน้อยแค่ไหน ทำอะไรจะประสบความสำเร็จ จะได้กำไรทุกเรื่อง เราก็ถ่ายทอดองค์ความรู้การทำบัญชีที่เราทำจนประสบความสำเร็จให้เกษตรกรที่เข้ามาศูนย์เรียนรู้ฯ ยกตัวอย่าง เช่น ทำนาข้าว ลงทุนเท่าไหร่ ขายได้เท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ เปรียบเทียบทุกครั้งจะได้รู้ ว่าควรลดหรือเพิ่มอะไรบ้าง จากการทำบัญชีต่อเนื่อง ทุกวันนี้ แต่ละวันเราแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย เพราะในศูนย์เรียนรู้ฯ เรามีกินทุกอย่าง เหลือจากกินก็นำมาขาย สร้างรายได้ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทำให้เราประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง”ครูอุไร กล่าว

เป็นอีกหนึ่งแบบอย่างของครูบัญชีที่ปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิต โดยยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง น้อมนำศาสตร์พระราชาด้านบัญชี มาเป็นกลไกเข้าถึงแก่นแท้ของความพอเพียง สร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้ตนเองและคนในชุมชน

กรมข้าวเตือน มั่วขายเมล็ดพันธุ์ปลอม ยันข้าวไทยดีต่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405219

กรมข้าวเตือน มั่วขายเมล็ดพันธุ์ปลอม ยันข้าวไทยดีต่อสุขภาพ

กรมข้าวเตือน มั่วขายเมล็ดพันธุ์ปลอม ยันข้าวไทยดีต่อสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมการข้าวเก็บพันธุ์เมล็ดคล้ายข้าวหอมพวง ตรวจสอบ หลังจากชาวบ้านแห่ซื้อปลูก พบเป็นข้าวจัสมิน เตือนอย่าหลงเชื่อ อาจได้พันธุ์ข้าวปลอมปนมาปลูก ยันข้าวไทยหลายพันธุ์ตอบโจทย์ผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าชาวนาหันไปปลูกข้าวชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเมล็ดคล้ายกับข้าวหอมพวงของไทย และข้าวจัสมินของเวียดนาม โดยที่หน้าถุงใส่ข้าว เขียนว่าข้าวเลี้ยงนก ได้รับรายงานว่ามีร้านจำหน่าย อยู่ที่ จ.ชัยนาท และ จ.นครสวรรค์ มีชาวนานำไปปลูกกว่า 2 หมื่นไร่ เพราะมีการกล่าวอ้างต่อๆ กันว่าได้ราคาดี และต้านทานโรค อายุการเก็บเกี่ยวสั้น ทั้งยังให้ผลิตต่อไร่สูง ว่า กรณีนี้ทางนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้มีการนำข้าวดังกล่าวมาตรวจสอบหาพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ แล้ว โดยพบว่าเป็นข้าวจัสมิน แต่ไม่ขอลงรายละเอียดว่ามาจากที่ใด

นายประสงค์ กล่าวต่อว่า อยากแจ้งเตือนไปยังชาวนาว่าอย่าหลงเชื่อ เพราะอาจได้พันธุ์ที่มีการปลอมปนสายพันธุ์ ทำให้ผลผลิตและราคาไม่ได้ตามที่บอกต่อๆ กัน ทั้งนี้ กรมการข้าว ได้พัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่หลากพันธุ์อย่างต่อเนื่องโดยมีพันธุ์ที่รับรองแล้วให้เลือกเพาะปลูก ได้แก่ กข21 , ปทุมธานี 1 , กข43 , กข47 , กข53 , กข71 เป็นต้น ซึ่งอาจมีข้อจำกัดเรื่องต้านทานโรค จึงได้พัฒนาข้าวพื้นนุ่ม ไม่ไวแสง อายุการเก็บเกี่ยว 118 วัน ต้านทานโรคแมลง เช่น พันธุ์ กข79 มีผลผลิต 1 ตัน ถึง 1.2 ตันต่อไร่ รวมทั้งตลาดต่างประเทศที่กำลังมีความต้องการมาก ดังนั้นชาวนาควรให้ความสนใจข้าวไทยที่พัฒนาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และกระแสนิยมทั่วโลกในเรื่องการรักสุขภาพ เช่นข้าว กข43 เป็นข้าวน้ำตาลต่ำ

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวอีกว่า ได้ปรับแผนในระหว่างปีนี้จะหาเมล็ดพันธุ์ กข79 จำนวนหนึ่ง เพื่อทดลองตลาดไปด้วย ปลูกเป็นแปลงใหญ่เพื่อขับเคลื่อนแผนนโยบายวิสาหกิจประชารัฐ ของ รมว.เกษตรฯ การตลาดนำการผลิต จะเร่งดำเนินการเพื่อสรุปพื้นที่เป้าหมายที่มีศักยภาพให้แน่ชัด นับว่าเป็นมิติใหม่ของกรมการข้าว จะหารือกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีเป้าหมายแผนการผลิตที่ชัดเจนขึ้น และมีตลาดรองรับ การส่งออกไม่มีปัญหา ต่อจากนั้นชาวนาทุกคนได้ปลูกไม่มีการจำกัดอะไรทั้งสิ้น

ชายคาพระพิรุณ : 1 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405170

586851

ชายคาพระพิรุณ : 1 เมษายน 2562

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขณะนี้เริ่มเข้าสู่หน้าแล้งแล้ว หลายหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตร มั่นใจลดผลกระทบต่อเกษตรกรจากการขาดแคลนน้ำในช่วงแล้งสำเร็จ เผยปรับพื้นที่ปลูกพืชหลากหลายแทนนาปรังแล้ว ซึ่ง นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า จากการที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำมี 11 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย อุทัยธานี อุตรดิตถ์ สุพรรณบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู และมหาสารคาม หากวางแผนปลูกข้าวรอบสอง (นาปรัง) รวมพื้นที่จำนวน 151,552 ไร่ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงสร้างการรับรู้และส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชหลากหลายหรือทำกิจกรรมอื่นทดแทนการปลูกข้าว ซึ่งล่าสุดจากการลงสำรวจพื้นที่ดังกล่าว (13 มี.ค.2562) พบว่า เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นแทนการปลูกข้าวแล้ว ประมาณ 62,177 ไร่ คิดเป็น 41% ของพื้นที่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 45,174 ไร่ ถั่วเขียว 12,740 ไร่ พืชผัก 2,925 ไร่ แตงโม 445 ไร่ ข้าวโพดฝักสด 420 ไร่ หญ้าเลี้ยงสัตว์ 203 ไร่ และงา 35 ไร่ และอีก 59% ของพื้นที่ เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ จึงปรับเปลี่ยนไปทำปศุสัตว์ ค้าขายหรือทำอาชีพอื่น และปล่อยพื้นที่ว่างบางส่วนเพื่อเตรียมเข้าฤดูกาลผลิตใหม่

นอกจากนั้น ผลการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกพืชฤดูแล้งล่าสุด พบว่า ปัจจุบันเกษตรกรปลูกข้าวรอบสองแล้ว 11.02 ล้านไร่ (98% ของแผนควบคุม) มีพื้นที่ปลูกข้าวเกินแผนควบคุม รวม 1.32 ล้านไร่ ใน 36 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 29 จังหวัด เป็นพื้นที่อยู่ทั้งในและนอกเขตชลประทาน 4 จังหวัด และพื้นที่นอกเขตชลประทานอีก 3 จังหวัด โดยในภาพรวมพื้นที่ปลูกข้าวรอบสองทั้งประเทศยังไม่เกินแผนควบคุม 11.21 ล้านไร่ ที่กำหนดไว้ แม้ว่าเกษตรกรจะปลูกข้าวรอบสอง เกินแผนควบคุมใน 36 จังหวัดดังกล่าว แต่ในจังหวัดอื่นของประเทศปลูกข้าวไม่เกินแผนที่กำหนด ประกอบกับในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 11 จังหวัด เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยและทำอาชีพอื่นแล้ว

นางดาเรศร์ยังย้ำอีกว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ยังคงเดินหน้าสร้างการรับรู้และส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่ได้ผลตอบแทนสูงทดแทนนาปรังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจและก้าวผ่านความเสี่ยงในการปลูกข้าวรอบสองได้สำเร็จ ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจปลูกพืชใช้น้ำน้อยอื่นๆ ทดแทนการปลูกข้าวรอบสอง สามารถขอคำแนะนำและความรู้เพิ่มเกี่ยวกับพืชนั้นๆ ได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน หรือโทรศัพท์ 0-2940-6059 หรือเฟซบุ๊ค ประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร

สัปดาห์ที่ผ่านมา นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้แถลงข่าว ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1 ปี 2562 พบว่า ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1
ขยายตัวได้ในระดับต่ำหรือค่อนข้างทรงตัว เป็นผลมาจากอัตราการขยายตัวของสาขาพืชที่ชะลอลงเป็นหลัก (มูลค่าการผลิตของสาขาพืชมีสัดส่วนสูงสุดในภาคเกษตร) อย่างไรก็ตาม การผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และลำไย ยกเว้นอ้อยโรงงาน ซึ่งมีมูลค่าการผลิตสูงสุดในสาขาพืชในไตรมาสแรก กลับมีผลผลิตลดลงค่อนข้างมาก
ด้านการผลิตสินค้าปศุสัตว์โดยรวมเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาด รวมทั้งมีการจัดการฟาร์มที่ได้คุณภาพมาตรฐาน ส่วนการผลิตสินค้าประมง ผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงเริ่มปรับตัวดีขึ้น และการทำประมงทะเลและการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมีทิศทางเพิ่มขึ้น ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5 – 3.5 โดยทุกสาขาการผลิต ได้แก่ สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ การดำเนินนโยบายด้านการเกษตรต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนสะสมและแหล่งน้ำธรรมชาติในบางพื้นที่มีไม่เพียงพอต่อการผลิตทางการเกษตร และอาจส่งกระทบต่อการผลิตทางการเกษตรในระยะถัดไป แต่เลขาฯ สศก. บอกว่า เกษตรกรไม่ต้องกังวล เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว…

ขุนเกษตรา

‘Certified Thai Silk Shop’ การันตีร้านค้าผ้าไหมไทยคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405171

x

‘Certified Thai Silk Shop’ การันตีร้านค้าผ้าไหมไทยคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ผ้าไหมไทยเป็นสินค้าที่สวยงามและเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของไทย ที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยคุณลักษณะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งความนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ทำให้ปัจจุบันมีร้านจำหน่ายผ้าไหมจำนวนมาก ซึ่งจำหน่ายทั้งผ้าที่ผลิตจากเส้นไหมแท้และผลิตจากเส้นใยอื่น เช่น ฝ้าย หรือใยสังเคราะห์ นอกจากนี้ บางร้านยังไม่มีป้ายบอกรายละเอียดสินค้า ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผ้าไหมหรือผลิตภัณฑ์ไหม อาจสับสนไม่มั่นใจในการซื้อสินค้า

ดังนั้น กรมหม่อนไหมจึงจัดทำโครงการรับรองร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมที่ได้มาตรฐาน (Certified Thai Silk Shop)ขึ้น เพื่อรับรองมาตรฐานร้านค้าจำหน่ายผ้าไหม และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในการซื้อสินค้าผ้าไหม อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ร้านค้าที่ผ่านการรับรองจากกรมหม่อนไหมด้วย

ทั้งนี้ ร้านค้าที่ผ่านการตรวจรับรองร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมได้มาตรฐานของกรมหม่อนไหมต้องเป็นร้านที่จัดพื้นที่จำหน่ายผ้าไหม ซึ่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เช่น มาตรฐานผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน มาตรฐานผ้าไหมสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) หรือมาตรฐานสิ่งทออินทรีย์ (GOT) นอกจากนี้ ต้องจัดทำป้ายแสดงรายละเอียด ราคาผ้าไหม และทำบัญชีแสดงรายการผ้าไหมที่จำหน่ายด้วย

สำหรับผลดำเนินงานตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีร้านค้าที่ผ่านการรับรองร้านค้าจำหน่ายผ้าไหมไทยที่ได้มาตรฐาน 65 ร้านทั่วประเทศ ซึ่งกรมหม่อนไหมมอบใบรับรอง และป้ายแสดงการรับรองให้ร้านค้าที่ผ่านการตรวจรับรองนำไปติดแสดงไว้ที่ร้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ผู้สนใจซื้อผ้าไหมตรวจสอบรายชื่อร้านจำหน่ายผ้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์ไหมไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ได้ที่เว็บไซต์ของกรมหม่อนไหม www.qsds.go.th ส่วนร้านค้าที่สนใจขอรับการตรวจรับรองติดต่อได้ที่กรมหม่อนไหม เบอร์โทรศัพท์ 0-2558-7924-6 หรือติดต่อศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์

‘ยโสธร’โมเดลนำร่องสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405173

x

‘ยโสธร’โมเดลนำร่องสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เกษตรกรรมยั่งยืนเป็นระบบการทำการเกษตรเชิงผสมผสานและเกื้อกูลกัน คำนึงถึงระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยหลีกเลี่ยงและปฏิเสธการใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความมั่นคงและความปลอดภัยด้านอาหาร นำไปสู่การพึ่งพาตนเอง ทำให้ระบบเกษตรกรรมเข้มแข็งยั่งยืน ซึ่งจ.ยโสธร เป็นหนึ่งในจังหวัดนำร่องมุ่งขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเป็นจังหวัดที่มียุทธศาสตร์พัฒนาเกษตรอินทรีย์ ตั้งเป้าให้เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ที่ชัดเจน ด้วยความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการและเกษตรกร มีการจัดเสวนาฟังความเห็นจากตัวแทนภาคีเครือข่าย เน้นให้เกษตรกรพึ่งตัวเองได้ยั่งยืน สอดคล้องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับ “การจัดสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืน”ครั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจกระบวนการสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืน ในการเสนอร่างมติสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืนจ.ยโสธร  โดยครั้งงนี้รับฟังการเสนอความคิดเห็นในร่างมติสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืน จากตัวแทนภาคีเครือข่ายและชาวบ้าน  10 ข้อ ดังนี้ (1)สนับสนุนการบูรณาการ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ให้มีส่วนร่วมผลักดันเกษตรกรรมยั่งยืนทุกระดับ เช่น การบรรจุหลักสูตรเกษตรกรรมยั่งยืนในโรงเรียนและสถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งให้จัดงานสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับจังหวัดอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง (2)ให้องค์กรปกครองส่วนทองถิ่นมีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน (3) ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน สนับสนุนการสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อปรับแนวคิด ทัศนคติต่อระบบเกษตรกรรม พัฒนาความรู้ เทคนิค ทักษะทำเกษตรกรรมยั่งยืนครบวงจรให้เกษตรกรรุ่นเก่า รุ่นใหม่ และสร้างต้นแบบเกษตรกรรมยั่งยืน (4) ให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน สนับสนุนให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ด้านปัจจัยการผลิตที่เอื้อต่อระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เช่น ที่ดินน้ำ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น

(5)ให้ร่วมสนับสนุนโอกาส ช่องทาง ข้อมูลมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และพื้นที่ตลาดสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืนที่หลากหลาย เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และตลาดออนไลน์ (6) ให้ สนับสนุนจัดทำฐานข้อมูลการผลิต และจำหน่ายเกษตรกรรมยั่งยืนแบบบูรณาการ เพื่อกำหนดนโยบายและวางแผนการสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน (7) ให้ทุกภาคส่วนสนับสนุนการศึกษาวิจัยนวัตกรรมเกี่ยวเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างครบวงจร เพื่อสื่อสารให้เกิดการรับรู้ เกิดแรงจูงใจ และตระหนักต่อการขยายผลเกษตรกรรมยั่งยืน (8) ให้ สนับสนุนผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและอาหารปลอดภัย จากนั้นสนับสนุนให้ตั้งองค์กรผู้บริโภคเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงการผลิตอาหารที่ปลอดภัย (9)ให้มีนโยบายหรือแนวทางการป้องกันปัจจัยเสี่ยง และภัยคุกคามที่มีต่อระบบเกษตรกรรมยั่งยืนระดับท้องถิ่น และระดับจังหวัด เช่น การใช้สารเคมีอันตรายร้ายแรงในการเกษตร การปลูกพืชอุตสาหกรรมเชิงเดี่ยว และ (10) ให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะว่าด้วยระบบเกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดยโสธร มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ทั้งนี้ ข้อเสนอในมติสมัชชาฯดังกล่าว จะนำไปเป็นแนวทางสู่การปฏิบัติร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่จะขยายไปยังจังหวัดอื่นต่อไป