‘อธิบดีฝนหลวง’เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีฯหวังเพิ่มรายได้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404937

'อธิบดีฝนหลวง'เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีฯหวังเพิ่มรายได้เกษตรกร

‘อธิบดีฝนหลวง’เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีฯหวังเพิ่มรายได้เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562, 21.36 น.

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาสาธิตให้เกษตรกรได้เรียนรู้ นำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ทั้งยังพัฒนาคุณภาพสินค้า ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

29 มี.ค.62 สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) และบริการการเกษตร เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2562 ที่ศูนย์เรียนรู้เครือข่าย ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอโนนสุวรรณ ต.โนนสุวรรณ อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ โดยมี นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธาน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการเพาะปลูกในฤดูกาลใหม่ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาสาธิตให้เกษตรกรได้เรียนรู้ เพื่อนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง อันจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและการลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพสินค้า และรวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการมอบเอกสาร สปก.4-01 แก่เกษตรกร มอบใบเกียรติบัตรแก่คณะกรรมการอาสาสมัครเกษตร รวมทั้งเยี่ยมชมการให้บริการด้านการเกษตรของหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนนิทรรศการของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และรวมถึงการจำหน่ายสินค้าของสถาบันเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ซึ่งภายในศูนย์ดังกล่าวได้มีฐานการเรียนรู้ 5 สถานี คือ สถานีที่ 1 คัดเลือกพื้นที่และการเตรียมดินโดยการไถระเบิดดินดาน เพื่อแก้ปัญหา Hard pan ที่เกิดจากการไถพรวนในระดับความลึกเท่าเดิมและการกดทับโดยเครื่องจักรเป็นระยะเวลานานทำให้ดินแน่น น้ำไม่ซึมลงไปในดินชั้นล่าง เกิดการไหลบ่าชะล้างหน้าดิน หรือก่อให้เกิดน้ำท่วมขัง บางครั้งทำให้เกิดหัวมันเน่า โดยได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากศูนย์เครื่องจักรกล จ. ร้อยเอ็ด

สถานที่ 2 การคัดเลือกพันธุ์ และการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อลดต้นทุนการผลิต วิทยากรจากกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรบุรีรัมย์ สถานีที่ 3 การดูแลรักษาและป้องกันกำจัดศัตรูพืช วิทยากรจากศูนย์เทคโนโลยีด้านการอารักขาพืช นครราชสีมา และเกษตรกรต้นแบบ สถานีที่ 4 การใช้เทคโนโลยีระบบน้ำหยดเพื่อเพิ่มผลผลิตและการใช้โดรนเพื่อฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ วิทยากรจากเกษตรกรต้นแบบและภาคเอกชน และสถานีที่ 5 การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เกษตรกรต้นแบบกับภาคเอกชน

สำหรับในพื้นที่อำเภอโนนสุวรรณเป็นพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังจำนวนมาก จึงได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (มันสำปะหลัง) ในภาพรวมผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำประมาณ 4 ตันต่อไร่ เนื่องจากขาดน้ำ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ต้นทุนการผลิตสูง ขาดแรงงาน

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า การจัดงานในวันนี้ จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งหากพี่น้องเกษตรกรได้เรียนรู้แล้วนำกลับไปพัฒนาการผลิตการเกษตรของตนเอง การทำการเกษตรในปัจจุบันต้องอาศัยทั้งความรู้ด้านวิชาการ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน ‘อนุรักษ์พันธุกรรมพืช อนุรักษ์ทรัพยากรไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404873

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน 'อนุรักษ์พันธุกรรมพืช อนุรักษ์ทรัพยากรไทย'

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน ‘อนุรักษ์พันธุกรรมพืช อนุรักษ์ทรัพยากรไทย’

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562, 18.28 น.

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน “อนุรักษ์พันธุกรรมพืช อนุรักษ์ทรัพยากรไทย ” วันที่ 5 – 7 เม.ย.62 

พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี เตรียมจัดงานมหกรรม “อนุรักษ์พันธุกรรมพืช อนุรักษ์ทรัพยากรไทย” ขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 เมษายน 2562 เวลา 08.00 – 18.00 น. พบนิทรรศการมีชีวิตเรียนรู้ความมหัศจรรย์ของพันธุกรรม ชม ชิม ช้อป ผลไม้ฤดูร้อนนานาชนิด อิ่มอร่อยกับอาหารพื้นบ้านรสเด็ด ผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปคุณภาพ จากเกษตรกรเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ทั่วประเทศ แลกเปลี่ยนเรียนรู้อบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการ ลงทะเบียนเรียนฟรีและกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

นายสหภูมิ  ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดเผยว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นองค์ประธานในการขับเคลื่อนโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ อพ.สธ. ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความรักและหวงแหนทรัพยากร สู่การแบ่งปัน แลกเปลี่ยน และขยายผล เพื่อให้พันธุกรรมดำรงอยู่บนแผ่นดินไทยและในโลก และเป็นประโยชน์แก่คนไทยและมนุษยชาติ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จากทั่วประเทศ ร่วมกันจัดงานมหกรรม “อนุรักษ์พันธุกรรมพืช อนุรักษ์ทรัพยากรไทย ” เพื่อมุ่งเน้นที่จะเผยแพร่ภูมิปัญญานวัตกรรมเกษตรไทย รวมไปถึงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชที่มีความหลากหลายนำมาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ภายในงานจัดนิทรรศการเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งการนำผลไม้ท้องถิ่นในฤดูร้อน พันธุ์ไม้ สมุนไพร มาจัดแสดงเพื่อสะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ ภูมิปัญญา ความเป็นอยู่ดั้งเดิมของคนไทย ให้เด็กเยาวชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้ศึกษา เรียนรู้ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จัดอบรมวิชาของแผ่นดินกว่า 20 หลักสูตร มีสินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าแปรรูป ผัก ผลไม้ พันธุ์ไม้มาจำหน่าย มากกว่า 200 ร้านค้า

อบรมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายกว่า 20 หลักสูตร วิชาของแผ่นดิน จากบุคคลต้นแบบ อาทิ อาจารย์โจน จันได สวนพันพรรณ จ. เชียงใหม่ “พันธุกรรม มรดกแห่งชีวิต” เรียนรู้การเก็บเมล็ดพันธุ์ เพื่อการพึ่งตนเอง เรียนรู้เรื่องสมุนไพรไทยพื้นบ้านควบคู่กับการดูแลสุขภาพโดยอาจารย์สะโอด เนียมสะอาด หมอยาพื้นบ้าน  จ. ฉะเชิงเทรา หลักสูตร“สมุนไพรกับการดูแลสุขภาพ” อาจารย์สุนทร ทิพย์ภักดี เจ้าของสวนสุนทร ออร์แกนิก จ. ชุมพร หลักสูตร“ทุเรียนอินทรีย์” เรียนรู้กระบวนการทำทุเรียนอินทรีย์ ตั้งแต่การปลูก การดูแล จนเก็บเกี่ยว เรียนรู้เทคนิคการเพาะเห็ดไว้กินชั่วลูกชั่วหลาน “เห็ด 7 ชั่วโคตร” โดยอาจารย์อุทัย อันพิมพ์ อาจารย์คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี “การขยายพันธุ์ไม้ผลและการดูแลพืชในฤดูร้อน”.“สารพัดว่าน”.เรียนรู้ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ณ ลานมาเรียน ชม ชิม ทำ “กระเจี๊ยบ 3 รส” “สบู่มะพร้าว” “แปรรูปผลไม้ท้องถิ่น”และ“ไอศกรีมผลไม้ฤดูร้อน” เป็นต้น

พันธุกรรมสร้างชีวิต ตื่นตา ตื่นใจกับความมหัศจรรย์เมล็ดพันธุ์ เมล็ดเล็กๆจุดกำเนิดของปัจจัย 4 พื้นฐานแห่งมวลมนุษย์ ด้วยนิทรรศการที่มีชีวิต อาทิ นิทรรศการตรีผลา รวมสุดยอด 3 สหายสมุนไพร มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก สูตรตำรับยาสมุนไพรเพื่อปรับสมดุล นิทรรศการพันธุกรรมมะแป็ม  หรือ มะดันแดง ผลไม้ตระกูลมังคุด รสชาติเปรี้ยวจี๊ด ผลไม้ท้องถิ่นที่เด็กรุ่นใหม่หลายคนยังไม่รู้จัก ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย นิทรรศการพันธุกรรมมะตูม ชิมน้ำมะตูม ผลไม้คลายร้อนแบบโบราณ พร้อมเทคนิคการขยายพันธุ์ นิทรรศการสีสันธรรมชาติบนผืนผ้า เรียนรู้พันธุกรรมพืชให้สีภูมิปัญญาพื้นบ้านสู่งานฝีมือเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น แต่งแต้มลวดลายผ่านผืนผ้า เพิ่มมูลค่าและสะท้อนความเป็นไทย นิทรรศการพันธุกรรมหวาย พืชท้องถิ่นสร้างเศรษฐกิจสู่ชุมชน การใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมหวายทั้งด้านหัตถกรรม   แปรรูป และอาหาร เพื่อสร้างอาชีพให้คนในชุมชน และการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชให้คงอยู่คู่กับประเทศไทย

ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านมาร่วมกันสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานการอนุรักษ์พันธุกรรมในงานมหกรรมยิ่งใหญ่“อนุรักษ์พันธุกรรมพืช อนุรักษ์ทรัพยากรไทย ” 5 – 7 เมษายน 2562 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. ที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี

ชม ชิม ช้อป อาหารพื้นบ้านคาวหวานทั้ง 4 ภาค เมล็ดพันธุ์ ต้นไม้นานาพันธุ์ สมุนไพรไทย คลายร้อนกับผลไม้รสหวาน ปรับสมดุลด้วยสมุนไพรฤทธิ์เย็น สินค้าแปรรูปเกษตรอินทรีย์ กว่า 500 รายการ

สอบถามได้ที่โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช ตั้งอยู่ (นวนครเดิม) ริมถนนพหลโยธิน กม.46-48 จ.ปทุมธานี หรือคลิกดูรายละเอียด http://www.wisdomking.or.th  และทาง  facebook/Instagram : wisdomkingfan  หรือ Line ID : @wisdomkingfan

มกอช.ร่วมถกWTO-หารือประเทศคู่ค้า ชงแก้มาตรการสุขอนามัยปิดช่องใช้กีดกันการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404613

x

มกอช.ร่วมถกWTO-หารือประเทศคู่ค้า ชงแก้มาตรการสุขอนามัยปิดช่องใช้กีดกันการค้า

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มกอช.ร่วมประชุมคณะกรรมการด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ครั้งที่ 74 พร้อมเสนอปรับแก้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หวั่นใช้กีดกันทางการค้านางสาวจูอะดี พงษ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมด้วยคณะผู้แทนจาก มกอช.และผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญา เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Committeeon Sanitary and Phytosanitary Measures) ครั้งที่ 74 ในระหว่างวันที่ 20-22 มีนาคม 2562 ณ องค์การการค้าโลก นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิสโดยที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบ และสถานการณ์ความปลอดภัยอาหารจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) รวมทั้งหารือข้อกังวลทางการค้าที่ประเทศสมาชิกมีต่อกฎระเบียบของประเทศสมาชิกอื่น

นางสาวจูอะดีกล่าวว่า ทั้งนี้ ไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก ได้ใช้โอกาสนี้ร่วมกับประเทศสมาชิก WTO กว่า 20 ประเทศเรียกร้องให้สหภาพยุโรปจัดทำกฎระเบียบในการจำแนกสารกำจัดศัตรูพืชที่เข้าข่ายสารขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ ให้สอดคล้องกับหลักการประเมินความเสี่ยงภายใต้ความตกลงว่าด้วยการบังคับใช้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานสากลเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการนำมาตรการไปใช้ในการกีดกันทางการค้าโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรวมทั้งไทยในอนาคต

เลขาธิการ มกอช. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ผู้แทนประเทศไทย ยังได้หารือทวิภาคีกับประเทศคู่ค้า เพื่อผลักดันการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและแก้ไขปัญหาด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย เช่น ได้หารือกับไต้หวันเพื่อเร่งรัดการเปิดตลาดมังคุดให้แก่ไทย ขอให้รัสเซียเร่งรัดการขึ้นทะเบียนโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำส่งออกของไทยเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำจากไทยไปยังรัสเซียเพิ่มขึ้นถึงประมาณปีละ 600 ล้านบาท และขอให้เกาหลีใต้เร่งรัดกระบวนการพิจารณาเปิดตลาดมะม่วงมหาชนกให้แก่ไทยด้วย

เลาะรั้วเกษตร : ความหวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404609

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ความหวัง

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม้ กกต. จะยังไม่ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ก็พอจะประเมินได้ว่าผลคงไม่ต่างไปจากนี้มากนัก พรรคที่มี สส. มากที่สุด คือ เพื่อไทย จะเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล หรือพรรคที่มีคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตมากที่สุด คือ พลังประชารัฐจะอ้างความชอบธรรมว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่เลือกตนเอง เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม ก็พอจะดูแนวทาง หรือนโยบายด้านการเกษตรพอได้ว่าจะออกมาอย่างไร

ถ้าพลังประชารัฐ เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯส่วนหนึ่ง คงพอจะสบายใจได้ว่า นโยบายด้านการเกษตรเดิมจะถูกสานต่อ โดยเฉพาะ นโยบายการผลิตระบบแปลงใหญ่ หรือ นโยบายใช้ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (ศพก.) เป็นศูนย์กลางการขยายผลเทคโนโลยีด้านการเกษตร ที่สำคัญคือ กลุ่ม ศพก. นี้คือฐานคะแนนของพลังประชารัฐเลยทีเดียว

แต่คงมีข้าราชการอีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะข้าราชการในส่วนภูมิภาค คงกุมขมับ เพราะไม่รู้ว่านโยบายเร่งด่วนเช่นในอดีต อย่าง โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ และโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยภายใต้โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร ที่เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไม่กี่เดือน จะกลับมาสร้างความเครียด และหนักใจให้กับพวกเขาอีกหรือไม่

นโยบายเกษตรอินทรีย์ ที่รัฐบาลนี้ชักชวนคนที่สุดโต่ง หรือคนที่ต่อต้านการใช้สารเคมีมาเป็นรัฐมนตรี ก็มีแนวคิดที่คับแคบ
แบบไม่ดูภาพรวมการเกษตรของประเทศว่าการจะเป็นครัวของโลก หรือเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลกเขาจะต้องทำอย่างไร สร้างความขัดแย้งไปทั่ว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่คงต้องทบทวนถ้าจะกลับมาเป็นรัฐบาล เช่นเดียวกับการเชื้อเชิญอดีตผู้บริหารของกระทรวงพาณิชย์มาดูแลเรื่องข้าว เพื่อที่จะขายข้าวให้ได้ราคาดี และส่งออกข้าวให้มาก ที่ผ่านมาก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน เพราะมองแต่เรื่องการค้าอย่างเดียว ไม่ได้มองเรื่องการผลิตที่มีตัวแปรมากมาย

นโยบายประชารัฐที่ร่วมกับบรรดาภาคเอกชนรายใหญ่ๆ เพื่อทำการผลิตพืชบางชนิด ด้วยการเพิ่มพื้นที่การผลิตบ้าง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตบ้าง เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ภาคเอกชน แต่เกษตรกรได้รับผลกระทบจากราคาผลผลิตตกต่ำ จนรัฐบาลต้องเข้ามาจ่ายเงินชดเชยสารพัดพืช ก็ต้องทบทวนเช่นกัน ว่าประชารัฐที่ผ่านมาเป็นความร่วมมือที่ทำให้วงการเกษตรพัฒนาขึ้นหรือไม่ แม้ว่าภาคเอกชนเหล่านั้นจะหนุนให้รัฐบาลนี้กลับมาในนาม “พลังประชารัฐ” ก็ตาม

ถ้าพรรคเพื่อไทย ได้จัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องรอดูว่าจะแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรให้มีราคาเพิ่มสูงขึ้น 30% และมีเสถียรภาพได้อย่างไรภายใน 6 เดือน (ตามที่ประธานยุทธศาสตร์ของพรรคประกาศยืนยันว่า 6 เดือนแน่นอน “นาฬิกาตรง ไม่ได้ยืมใครมา”)โดยเฉพาะข้าว และยางพารา แต่คงไม่มีโครงการจำนำข้าว หรือจำนำผลผลิตพืชอื่นๆมาเตือนความทรงจำของผู้คนให้หวาดผวา

นโยบายสำคัญที่พรรคเพื่อไทย ประกาศหาเสียงในหลายพื้นที่ คือ กองทุนปรับเปลี่ยนหน้าดิน เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี และพร้อมที่จะแบนสารเคมี 3 ชนิด ที่เป็นประเด็นอยู่ในรัฐบาลชุดนี้เสียด้วย นโยบายนี้คงต้องทบทวนเช่นเดียวกับนโยบายเกษตรอินทรีย์ของรัฐบาลชุดนี้อีกเช่นกัน มิเช่นนั้นปัญหาความขัดแย้งระหว่างเกษตรเคมี และเกษตรอินทรีย์ ก็จะไม่ได้รับการแก้ไข การเกษตรของประเทศก็คงไม่เดินหน้าพัฒนาไปไหน แต่ถ้าบอกว่ามุ่งสู่การเป็น “เกษตรปลอดภัย” ก็เห็นด้วย เพราะเคมีก็ใช้ให้ปลอดภัยได้ และวิถีเกษตรปลอดภัยนี้คือ สากล

นโยบายพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรตั้งตัวได้นั้น คงต้องถาม ธ.ก.ส. เจ้าหนี้รายใหญ่ของเกษตรกรว่า ที่ผ่านมารัฐบาลปัจจุบันใช้เงินของ ธ.ก.ส.ในโครงการต่างๆ ไปกี่หมื่นล้าน และมีเงื่อนไขผูกพันกันอย่างไรระหว่าง ธ.ก.ส. กับ เกษตรกรตามโครงการที่คิดว่าออกแบบไว้อย่างดีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทั้ง พลังประชารัฐ และเพื่อไทย ก็คงไม่ได้เป็นพรรคเดี่ยวๆ ที่จัดตั้งรัฐบาล ต้องร่วมกับพรรคอื่นๆ ด้วย เพื่อให้คะแนนเสียงในสภาฯ มีเสถียรภาพ ดังนั้นการต่อรองเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ของแต่ละพรรคที่ร่วมรัฐบาลก็ต้องมา และมาพร้อมกับนโยบายของพรรคที่สัญญาไว้กับประชาชนตอนหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปลูกกัญชาเสรี การออกกฎหมายพืชเศรษฐกิจเพื่อให้มีส่วนแบ่งเหมือนอ้อยและน้ำตาล โครงการโฉนดสีฟ้าโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่เรียนฟรี โครงการกองทุนสวัสดิการเพื่อเกษตรกร และ กองทุน Smart SME Farm เป็นต้น

นโยบายเหล่านี้บางนโยบายน่าสนใจ และน่าสนับสนุนถ้าทำได้จริง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีพรรคไหนชูนโยบายการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเกษตรเลย ทั้งถนนหนทางในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร และที่สำคัญคือ ระบบชลประทานที่จำเป็นอย่างมากสำหรับการเพาะปลูก

ว่าแต่….ดูหน้าตาของ สส.แต่ละพรรค ทั้งสส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ มีหลายท่านที่เคยเป็น รัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มาแล้ว ซึ่งวงการเกษตรคงรำลึกอดีตได้ว่าผลงานใคร “ดี” ผลงานใคร “ยี้” จึงขอส่งสารไปยังว่าที่นายกรัฐมนตรี..ถ้าจะให้การเกษตรพัฒนาก้าวหน้า ขอรัฐมนตรีเกษตรที่สมาร์ทๆ และเป็นสากลหน่อยเถอะขอรับ

แว่นขยาย

ชสอ.สัมมนาสหกรณ์สมาชิก แนะแนวบริหารเงินตามกม.ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404611

x

ชสอ.สัมมนาสหกรณ์สมาชิก แนะแนวบริหารเงินตามกม.ใหม่

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์พิเศษ พลโทดร.วีระวงศ์สรรค์ ประธานกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) เป็นประธานเปิดสัมมนา “แนวทางการบริหารการเงินภายใต้กฎหมาย สหกรณ์ใหม่” บรรยายพิเศษ เรื่อง “การบริหารการเงินภายใต้กฎหมายสหกรณ์ใหม่”โดยมีผู้แทนสหกรณ์สมาชิก ชสอ. 100 สหกรณ์ คณะกรรมการดำเนินการที่ปรึกษา ผู้ตรวจสอบกิจการ และเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของ ชสอ. เข้าร่วมสัมมนา ณ ห้องประชุมชั้น 7 อาคารสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์ออมทรัพย์ไทย (สฌ.สอ.) จังหวัดนนทบุรี

รองศาสตราจารย์พิเศษ พลโท ดร.วีระกล่าวว่า ปัจจุบันการบริหารเงินเป็นกิจกรรมหลักของสหกรณ์ออมทรัพย์ นอกเหนือจากธุรกรรมสินเชื่อ การระดมเงินทุน เงินกู้และเงินฝากประเภทต่างๆ ผู้บริหารของสหกรณ์จึงมีหน้าที่พิจารณาแนวทางการบริหารเงินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิก และนำไปใช้ในการสนับสนุนสมาชิกตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ของสหกรณ์ ทั้งนี้ การบริหารเงินจะต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดและสอดคล้องกับกฎหมายสหกรณ์ใหม่ ดังนั้น ชสอ. จึงได้จัดสัมมนาเรื่อง “แนวทางการบริหารการเงินภายใต้กฎหมายสหกรณ์ใหม่” ขึ้น เพื่อให้สหกรณ์สมาชิกได้ทราบถึงแนวทางการบริหารการเงินของสหกรณ์ภายใต้กฎหมายสหกรณ์ใหม่ และสามารถนำไปใช้บริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับเกียรติจากนายปราโมทย์ สรวมนาม ที่ปรึกษาสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ จำกัด ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้อีกด้วย

“การบริหารเงินของสหกรณ์ มีเป้าหมายหลัก คือ การพัฒนาสมาชิกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยไม่ได้ยึดกำไรสูงสุด ฉะนั้น การลงทุนของสหกรณ์ ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ กติกา และระเบียบของแต่ละสหกรณ์ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด”ประธานกรรมการดำเนินการ ชสอ. กล่าว

กษ.บุกร้านขายสารชีวภัณฑ์เถื่อน อายัดปุ๋ย-วัตถุอันตราย8พันลิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404612

x

กษ.บุกร้านขายสารชีวภัณฑ์เถื่อน อายัดปุ๋ย-วัตถุอันตราย8พันลิตร

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการ เกษตรเปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ กลุ่มสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตรรับแจ้งผลิตภัณฑ์ชื่อการค้าสารกำจัดวัชพืชกรีนเบิร์น ของบริษัท ไทย เนเจอรัล โปรดักท์ ซัพพลาย จำกัด ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เป็นสารชีวภัณฑ์กับกรมวิชาการเกษตร เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมข้อมูลและเข้าไปตรวจสอบสถานประกอบการบริษัท ไทยเนเจอรัล โปรดักท์ ซัพพลาย จำกัด ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 ต.บางพระ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา จากการตรวจสอบพบว่า ผลิตภัณฑ์กรีนเบิร์นไม่ได้ผลิตและจำหน่ายมาเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว และทางร้านที่เป็นตัวแทนจำหน่ายได้ส่งผลิตภัณฑ์คืนบริษัท แต่ยังไม่สามารถทำลายได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างตกลงราคาเพื่อทำลาย จึงยังพบผลิตภัณฑ์กรีนเบิร์น ถูกเก็บไว้ภายในโรงงานดังกล่าว

นอกจากนี้ ตรวจพบผลิตภัณฑ์ชื่อการค้า คิวสตาร์ เป็นสารออกฤทธิ์ตัวเดียวกับกรีนเบิร์น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ชื่อการค้า กรีนเบิร์น และคิวสตาร์ 2 รายการ อายัด 22 ลิตร เพื่อส่งวิเคราะห์หาสารออกฤทธิ์ที่ต้องสงสัยว่าปะปนมาในผลิตภัณฑ์ ผลการตรวจวิเคราะห์พบสารพาราควอตผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 รายการ ซึ่งไม่ตรงกับที่ขอขึ้นทะเบียนไว้ เจ้าหน้าที่จึงอายัดผลิตภัณฑ์ที่ตรวจพบสารพาราควอตทั้งหมด จากการเข้าตรวจสอบบริษัทดังกล่าวเจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างวัตถุอันตราย ปุ๋ย และอายัดสินค้าสำเร็จรูปและวัตถุดิบไว้ทั้งหมด 13 รายการ รวม 8,518 ลิตร คิดเป็นมูลค่า 4.5 ล้านบาท

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ความผิดเบื้องต้นคือ ผลิตและมีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน มีโทษตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผลิตวัตถุอันตรายปลอมต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 700,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

“ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรเข้าตรวจสอบสถานที่ผลิตและร้านขายสารชีวภัณฑ์ โดยเก็บตัวอย่างและอายัดผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้องมาตรวจสอบในห้องปฏิบัติการของกรมวิชาการเกษตร 15 ราย ซึ่งพบว่ามีความผิดตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 จำนวน 8 ราย ส่วนที่เหลืออีก 7 ราย อยู่ระหว่างตรวจสอบ หากพบว่ามีความผิดกรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการกับสถานประกอบการและร้านจำหน่ายสารชีวภัณฑ์ดังกล่าวทันที”

เปิดงานวันมะม่วงของดีแปดริ้ว ช็อปชิมผลผลิตคุณภาพส่งออกกว่า600ตัน/ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404617

เปิดงานวันมะม่วงของดีแปดริ้ว ช็อปชิมผลผลิตคุณภาพส่งออกกว่า600ตัน/ปี

เปิดงานวันมะม่วงของดีแปดริ้ว ช็อปชิมผลผลิตคุณภาพส่งออกกว่า600ตัน/ปี

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานวันมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 49 ปี 2562 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทราว่า จ.ฉะเชิงเทรา เป็นแหล่งปลูกมะม่วง

ที่ให้ผลผลิตคุณภาพของประเทศ ในปี 2561 มีพื้นที่ปลูกมะม่วง 27,300 ไร่ ผลผลิตรวม 21,400 ตันต่อปี ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้รวมกลุ่มผู้ปลูกมะม่วง และจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงเพื่อส่งออก และสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ส่งออกไปต่างประเทศ ปีละกว่า 600 ตัน มีมูลค่ามากกว่า 42 ล้านบาท อีกทั้ง เป็นผลผลิตที่มีการรับรองคุณภาพ ปลอดภัยจากสารเคมีตามระบบ GAP ตรวจสอบย้อนกลับ สู่แหล่งผู้ผลิตได้ อย่างไรก็ตาม ให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูแลหากมีปัญหาให้เร่งหาแนวทางลดขั้นตอนตรวจรับรอง GAP

รมว.เกษตรฯกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีการส่งมะม่วงไปจำหน่ายประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม ถือเป็นจังหวัดแรกๆ จัดทำโครงการนำร่องส่งออกมะม่วงไปจำหน่ายประเทศญี่ปุ่น และมีแผนกำหนดเป้าหมายส่งออกเพิ่มทุกปี ทั้งผลสดแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์มะม่วงแปรรูป ดังนั้น เพื่อสร้างรายได้และอาชีพการปลูกมะม่วงแก่เกษตรกร จ.ฉะเชิงเทรา จึงจัดงานวันมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 49 ขึ้น ระหว่างวันที่ 25 มี.ค.-2 เม.ย.เพื่อส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนมะม่วงจำหน่ายมะม่วง พืชผลทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูป และของดีเมืองแปดริ้ว ให้เป็นที่รู้จัก ผู้ผลิตได้จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แก่ผู้บริโภคโดยตรง

นายระพี  ผ่องบุพกิจ  ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวถึงปริมาณผลผลิตมะม่วงของจ.ฉะเชิงเทราว่า โดยทั่วไปผลผลิตมะม่วงจะออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนพ.ย. สำหรับช่วงเดือนเม.ย. เป็นผลผลิตมะม่วงตามฤดูกาลปกติ ซึ่งมีจำนวนมาก หน่วยงานราชการของจ.ฉะเชิงเทราได้สนับสนุนด้านการผลิต การตลาด โดยประสานห้างสรรพสินค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ตลาดไท โรบินสันฉะเชิงเทรา และโรบินสันไลฟ์สไตล์ชลบุรี เพื่อจำหน่ายผลผลิต สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การประกวดผลผลิตการเกษตร อาทิ มะม่วงดิบ มะม่วงสุก มะพร้าวน้ำหอม ไข่ไก่ และปลากัด  การจำหน่ายผลผลิตมะม่วง และผลผลิตการเกษตรอื่นๆ พันธุ์ไม้ สินค้าวิสาหกิจชุมชน ของดีเมืองแปดริ้ว สินค้าเกษตรปลอดภัยสูง (เบอร์ 8) สินค้าเกษตรแปลงใหญ่ สินค้าของเกษตรกร Young Smart Farmer สินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ ของจ.ฉะเชิงเทรา

ก.เกษตรฯเปิดเงื่อนไข ผู้มีสิทธิรับเงินช่วยไร่ละ600ปลูกพืชหลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404615

x

ก.เกษตรฯเปิดเงื่อนไข ผู้มีสิทธิรับเงินช่วยไร่ละ600ปลูกพืชหลังนา

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่19 มีนาคม 2562 ให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชหลังนา โดยให้เป็นปัจจัยการผลิตกับเกษตรกร ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 13 ทุ่ง และพื้นที่งดทำนาปรัง มาปลูกพืชผัก พืชไร่ ใช้น้ำน้อยช่วง ฤดูแล้งนี้ โดยเกษตรกรต้องไม่เคยเข้าร่วมโครงการที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลทุกโครงการในฤดูกาลที่ผ่านมา จะจ่ายให้เกษตรกร ครัวเรือนละ 1 สิทธิ์ ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ตามพื้นที่ปลูกจริงอัตราไร่ละ 600 บาทครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ เป็นเงินประมาณ 9,000 บาท ในพื้นที่เป้าหมาย 4.87 ล้านไร่ เกษตรกร 330,000 ครัวเรือน กรอบวงเงิน 2,932 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอดำรงชีพ ลดภาระค่าครองชีพพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรรักษาศักยภาพการผลิต ส่งผลให้คุณภาพชีวิตมั่นคงเข้มแข็งในการประกอบอาชีพ

จากการคาดการณ์ของกรมอุตนิยมวิทยาว่าฤดูฝนมาช้า และอาจยาวนานถึงปลายเดือนพ.ค. ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรช่วงฤดูแล้ง ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย ลดความเสี่ยงเพาะปลูกที่ปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอ ซึ่งการปลูกพืชหลังนา เกษตรกรจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ค่าสูบน้ำ ค่าจัดการศัตรูพืชที่สูงกว่าฤดูกาลปกติ ทำให้รายได้ไม่พอดำรงชีพ

สำหรับโครงการ เกษตรกรต้องสมัครเข้าร่วมมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ ดังนี้ 1. เป็นเกษตรกรเพาะปลูกพืชหลังนา ปี 2561/2562 ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561-31 มีนาคม 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562

2. เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหลังนา ปี 2561/62 ยกเว้นภาคใต้ และพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่งตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561-30 เมษายน 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 3. เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหลังนา ปี 2561/62 ในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2562 – 15 มิถุนายน 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2562

นอกจากนี้ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2561) ปีใดปีหนึ่ง และเป็นพื้นที่เฉพาะที่นา ตั้งแต่ 1 งานขึ้นไปแต่ไม่เกิน 15 ไร่ โดยช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกพืชอื่น ในนา เช่น พืชไร่ พืชผัก พืชใช้น้ำน้อย พืชอาหารสัตว์ พืชปรับปรุงบำรุงดิน ฯลฯ ยกเว้น อ้อยและสับปะรด กรณีเกษตรกรปลูกพืชหลังนามากกว่า 1 ชนิด สามารถเลือกชนิดพืชในการขอรับการช่วยเหลือ แต่พื้นที่รวมกันได้ แต่ต้องไม่เกิน 15 ไร่ ต่อครัวเรือน และหากเกษตรกรปลูกพืชอายุสั้นที่เพาะปลูกหลายรอบการผลิตในพื้นที่เดียวกัน เช่น พืชผัก เข้าร่วมโครงการขอรับการช่วยเหลือได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยเกษตรกรต้องแจ้งข้อมูลที่เป็นจริง เพราะจะมีคณะทํางานตรวจสอบสิทธิ์ระดับตําบล และเกษตรกรสามารถแจ้งขอรับสิทธิ์ได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูกตามเวลาที่กำหนด

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเงินช่วยเหลือชาวสวนปาล์ม ไร่ละ 1,500 อีกประมาณ 90,000 ครัวเรือน ที่รออยู่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะจ่ายเงินให้เกษตรกรได้ประมาณสัปดาห์หน้าหรือ (ก่อนสงกรานต์) แน่นอน

ก.เกษตรฯเปิดเงื่อนไข ผู้มีสิทธิรับเงินช่วยไร่ละ600ปลูกพืชหลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404615

x

ก.เกษตรฯเปิดเงื่อนไข ผู้มีสิทธิรับเงินช่วยไร่ละ600ปลูกพืชหลังนา

วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่19 มีนาคม 2562 ให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชหลังนา โดยให้เป็นปัจจัยการผลิตกับเกษตรกร ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 13 ทุ่ง และพื้นที่งดทำนาปรัง มาปลูกพืชผัก พืชไร่ ใช้น้ำน้อยช่วง ฤดูแล้งนี้ โดยเกษตรกรต้องไม่เคยเข้าร่วมโครงการที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลทุกโครงการในฤดูกาลที่ผ่านมา จะจ่ายให้เกษตรกร ครัวเรือนละ 1 สิทธิ์ ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ตามพื้นที่ปลูกจริงอัตราไร่ละ 600 บาทครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ เป็นเงินประมาณ 9,000 บาท ในพื้นที่เป้าหมาย 4.87 ล้านไร่ เกษตรกร 330,000 ครัวเรือน กรอบวงเงิน 2,932 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอดำรงชีพ ลดภาระค่าครองชีพพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรรักษาศักยภาพการผลิต ส่งผลให้คุณภาพชีวิตมั่นคงเข้มแข็งในการประกอบอาชีพ

จากการคาดการณ์ของกรมอุตนิยมวิทยาว่าฤดูฝนมาช้า และอาจยาวนานถึงปลายเดือนพ.ค. ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรช่วงฤดูแล้ง ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย ลดความเสี่ยงเพาะปลูกที่ปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอ ซึ่งการปลูกพืชหลังนา เกษตรกรจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ค่าสูบน้ำ ค่าจัดการศัตรูพืชที่สูงกว่าฤดูกาลปกติ ทำให้รายได้ไม่พอดำรงชีพ

สำหรับโครงการ เกษตรกรต้องสมัครเข้าร่วมมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ ดังนี้ 1. เป็นเกษตรกรเพาะปลูกพืชหลังนา ปี 2561/2562 ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561-31 มีนาคม 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562

2. เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหลังนา ปี 2561/62 ยกเว้นภาคใต้ และพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่งตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561-30 เมษายน 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 3. เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหลังนา ปี 2561/62 ในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2562 – 15 มิถุนายน 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2562

นอกจากนี้ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2561) ปีใดปีหนึ่ง และเป็นพื้นที่เฉพาะที่นา ตั้งแต่ 1 งานขึ้นไปแต่ไม่เกิน 15 ไร่ โดยช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกพืชอื่น ในนา เช่น พืชไร่ พืชผัก พืชใช้น้ำน้อย พืชอาหารสัตว์ พืชปรับปรุงบำรุงดิน ฯลฯ ยกเว้น อ้อยและสับปะรด กรณีเกษตรกรปลูกพืชหลังนามากกว่า 1 ชนิด สามารถเลือกชนิดพืชในการขอรับการช่วยเหลือ แต่พื้นที่รวมกันได้ แต่ต้องไม่เกิน 15 ไร่ ต่อครัวเรือน และหากเกษตรกรปลูกพืชอายุสั้นที่เพาะปลูกหลายรอบการผลิตในพื้นที่เดียวกัน เช่น พืชผัก เข้าร่วมโครงการขอรับการช่วยเหลือได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยเกษตรกรต้องแจ้งข้อมูลที่เป็นจริง เพราะจะมีคณะทํางานตรวจสอบสิทธิ์ระดับตําบล และเกษตรกรสามารถแจ้งขอรับสิทธิ์ได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูกตามเวลาที่กำหนด

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเงินช่วยเหลือชาวสวนปาล์ม ไร่ละ 1,500 อีกประมาณ 90,000 ครัวเรือน ที่รออยู่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะจ่ายเงินให้เกษตรกรได้ประมาณสัปดาห์หน้าหรือ (ก่อนสงกรานต์) แน่นอน

‘กฤษฏา’จี้ทุกหน่วยงานแก้ภัยแล้งร้อน เผยข่าวดีมีพายุจรเข้าไทยปลายเดือนพ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404621

'กฤษฏา'จี้ทุกหน่วยงานแก้ภัยแล้งร้อน เผยข่าวดีมีพายุจรเข้าไทยปลายเดือนพ.ค.

‘กฤษฏา’จี้ทุกหน่วยงานแก้ภัยแล้งร้อน เผยข่าวดีมีพายุจรเข้าไทยปลายเดือนพ.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562, 15.46 น.

28 มี.ค.62 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเรียกประชุมทุกหน่วยงานเพื่อประเมินสถานการณ์ภัยแล้งและความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือบรรเทาภัยให้กับเกษตรกรและประชาชน ว่าได้เร่งรัดติดตามการบริหารจัดการน้ำแล้ง ปี2562/63 ข้อมูลในเชิงพื้นที่ ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศและแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งบนดินและใต้ดิน แสดงพื้นที่ตามสถานการณ์ มาตรการจัดการแต่ละลุ่มน้ำและกลุ่มพื้นที่ให้ผ่านพ้นฤดูแล้งยังมีระยะเวลากว่า 2 เดือน พร้อมมาตรการช่วยเหลือประชาชน บูรณาการของทุกส่วนราชการ ซี่งนายกรัฐมนตรี ห่วงใยพื้นที่นอกเขตชลประทาน และพื้นที่เพาะปลูกให้ติดตามช่วยเหลือเกษตรกรจนเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ทั้งนี้ประสานกับกรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งว่าประมาณเดือนพ.ค.จะเริ่มมีพายุฝนเข้าไทย

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าเฝ้าระวังเขื่อนน้ำน้อยวิกฤติ 6แห่ง เช่นเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนแม่มอก เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนลำนางรอง เขื่อนพระเพลิง ทั้งนี้เขื่อนอุบลรัตน์ มีน้ำใช้การได้เหลือ 2 % ได้มีมตินำน้ำก้นเขื่อนมาใช้ 90 ล้านลบ.ม.ตั้งแต่วันที่20เม.ย.ถึง สิ้นเดือนพ.ค. โดยยังมีวิกฤติน้อยกว่าปี59ที่เคยนำน้ำก้นเขื่อนมาใช้ 120-130ล้านลบ.ม. ในส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน มีปัญหาขาดน้ำอุปโภค บริโภค 7 จังหวัด คือ เชียงใหม่ นครสวรรค์ ชัยภูมิ นครราชสีมา เลย กาญจนบุรี ราชบุรี ได้ประสานกับราชการต่างๆ กองทัพ กระทรวงมหาดไทย จัดทำบัญชีรายตำบล อำเภอ ปริมาณน้ำบ่อบาดาล ในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งซ้ำซาก หาแหล่งน้ำใกล้เคียง มาช่วยเหลือพร้อมรถบรรทุกน้ำไว้แล้วเข้าถึงพื้นที่ทันท่วงที อย่างไรก็ตามเบื้องต้นกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าฤดูฝนปีนี้มาล่าไปปลายเดือนพ.ค.และมีอิทธิพลปรากฏการณ์เอลณิโญ่อ่อนๆ ยังส่งผล ให้ปริมาณฝนปีนี้ลดลง10% จากปกติปีละ 1.4 พันมม.เหลือ 1.2-1.3พันมม.จึงต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มงวดเพื่อมีน้ำไว้ใช้ถึงฤดูแล้งปีหน้าด้วย โดยสำรองน้ำในเขื่อนไว้ประมาณ1.3 หมื่นล้านลบ.ม.

นายทองเปลว กล่าวว่าพื้นที่ในเขตชลประทานทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำเขื่อนไว้ 2 หมื่นล้านลบ.ม.และหากมีฝนทิ้งช่วง เดือน มิ.ย.-ก.ค.แบ่งเป็นลุ่มเจ้าพระยา 5 พันล้านลบ.ม.โดยจะไม่มีปัญหารุนแรงขาดน้ำอุปโภค บริโภค และกิจกรรมอื่น รวมทั้งพื้นที่ปลูกข้าวรอบที่2 แต่จะมีพื้นที่นาปรังคาดว่าจะเริ่มมีปัญหา4จังหวัด ปลูกแล้ว1.77ล้านไร่ เกินแผน0.39ล้านไร่ และพื้นที่เฝ้าระวัง28จังหวัด ปลูกแล้ว3.34ล้านไร่ เกินแผน0.79ล้านไร่

ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน จะมีพื้นที่มีปัญหารุนแรง ในเรื่องน้ำ อุปโภค บริโภค 4จังหวัด และพื้นที่ที่คาดว่าจะเริ่มมีปัญหา7จังหวัด พื้นที่เฝ้าระวัง17จังหวัด พื้นที่ปลูกข้าวรอบ2 มีพื้นที่มีปัญหารุนแรง3จังหวัด ปลูกแล้ว0.35 ล้านไร่ เกินแผน 0.11ล้านไร่ พื้นที่คาดว่าจะเริ่มมีปัญหา3จังหวัด ปลูกแล้ว0.08จังหวัด เกินแผน0.02ล้านไร่ พื้นที่เฝ้าระวัง1จังหวัด ปลูกแล้ว0.0269 ล้านไร่ เกินแผน123 ไร่ รวม7จังหวัดเกินแผน0.13ล้านไร่

“ทั่วประเทศมีพื้นที่ปลูกข้าวเกินแผนและมีความเสี่ยงเกิดความเสียหาย รวม 1.18ล้านไร่ โดยกรมชลประทาน วางมาตราการช่วยเหลือเพื่อให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ จัดสรรน้ำน้ำอีกสองเดือน ปรับแผนการจัดสรรน้ำรายสัปดาห์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ข้าวนาปรัง จัดสรรน้ำและควบคุมการรับน้ำอย่างประหยัด โดยทำความเข้าใจกับชาวนาไม่ให้ปลูกข้าวต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยว “นายทองเปลว กล่าว

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าสำหรับพื้นที่ปลูกข้าวเกินแผน7จังหวัด นอกเขตชลประทาน ที่เสี่ยงมีปัญหารุนแรง3จังหวัด พื้นที่0.35ล้านไร่ ได้แก่ นครพนม พิษณุโลก สุรินทร์ เกินแผน 0.11ล้านไร่ ส่วนพื้นที่เริ่มมีปัญหา 3จังหวัด พื้นที่0.08ล้านไร่ เช่น บุรีรัมย์ ยโสธร และพระนครศรีอยุธยา เกินแผน0.02ล้านไร่ พื้นที่เฝ้าระวัง 1จังหวัด เช่น ปราจีนบุรี เกินแผน 128ไร่ มาตรการช่วยเหลือ สนับสนุนน้ำนอกเขต กรณีมีพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำต้นทุนกรมชลประทาน สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ ดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำใต้ดิน น้ำสาธารณะ แหล่งน้ำธรรมชาติ

ในส่วนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ในเขตชลประทาน ไม่มี จะมีปัญหานอกเขตชลประทาน มีพื้นที่ที่มีปัญหารุนแรง4จังหวัด เช่น ขอนแก่น มหาสารคาม ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด พื้นที่คาดว่าจะเริ่มมีปัญหา 7จังหวัด เช่น เชียงใหม่ นครสวรรค์ เลย ชัยภูมิ กาญจนบุรี ราชบุรี และพื้นที่เฝ้าระวัง 17 จังหวัด เช่น พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กาฬสินธ์ุ บุรีรัมย์ หนองบัวลำภู

กรมชลประทาน พร้อมส่งเครื่องจักร เครื่องมือช่วยเหลือภัยแล้งทั่วประเทศ โดยเตรียมไว้ที่ศูนย์เครื่องจักรกลทุกพื้น เช่น ศูนย์ที่1 เชียงใหม่ เครื่องสูบน้ำ 165เครื่อง รถบรรทุกน้ำ11คัน เครื่องจักรกลอื่นๆไว้สนับสนุน ศูนย์ส่วนกลาง เครื่องสูบน้ำ 419 เครื่องรถบรรทุก 18คัน และอื่นๆ ศูนย์นนทบุรี เครื่องสูบน้ำ 52 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 12 คัน ศูนย์พระนครศรีอยุธยา เครื่องสูบน้ำ 331 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 16 คัน ศูนย์พิษณุโลก เครื่องสูบน้ำ262 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ13คัน ศูนย์ขอนแก่น เครื่องสูบน้ำ 327 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 9คัน ศูนย์นครราชสีมา เครื่องสูบน้ำ 17 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 18คัน ศูนย์สงขลา เครื่องสูบน้ำ 208 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 14คัน และอื่นๆ รวม 4,850 ชุด