สศก.เปิดตัวApp‘ฟาร์ม D’ ตัวช่วยเกษตรกรตอบโจทย์การผลิตยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402830

x

สศก.เปิดตัวApp‘ฟาร์ม D’ ตัวช่วยเกษตรกรตอบโจทย์การผลิตยุคดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.พัฒนา Application “ฟาร์ม D” เพื่อให้เกษตรกรใช้วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจผลิตสินค้าเกษตร รวมถึงปรับเปลี่ยนสินค้าเกษตรที่ไม่เหมาะสมไปสู่สินค้าเกษตรตัวใหม่ที่เหมาะสมด้วยตัวเกษตรกรเอง และเป็นการพัฒนาให้เกษตรกรหันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว รองรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าวมีความหมายมาจากคำว่า “ฟาร์ม” หมายถึง ที่ดินของเกษตรกรที่ปัจจุบันเกษตรกรมีอยู่แล้วใช้ประโยชน์ทำการผลิตสินค้าเกษตร ส่วน “D” คือ design หรือ ออกแบบ เมื่อรวมกันแล้ว “ฟาร์ม D” คือ ออกแบบฟาร์ม ซึ่งต่อไปเกษตรกรสามารถออกแบบฟาร์มด้วยตัวเองผ่านโทรศัพท์มือถือ วิเคราะห์แผนผลิตสินค้าเกษตรที่เหมาะสมหรือปรับเปลี่ยนสินค้าเกษตรที่ผลิตอยู่แล้วซึ่งมีผลตอบแทนต่ำไปสู่สินค้าเกษตรชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยสามารถวิเคราะห์ได้ครั้งละ 3 แผนการผลิตเพื่อเปรียบเทียบแผนการผลิตสินค้าเกษตรที่ดีที่สุดให้ตนเอง

การพัฒนาแอพพลิเคชั่นฟาร์ม D สศก. ใช้แนวคิดการจัดการฟาร์ม (Farm management) โดยนำข้อมูลราคาผลผลิตสินค้าเกษตร ต้นทุน
การผลิตและผลตอบแทนสุทธิของพืช ปศุสัตว์ และประมงแต่ละจังหวัด มาวิเคราะห์แผนการผลิต โดยระยะแรก แอพพลิเคชั่นจะกำหนดให้เกษตรกรเลือกผลิตสินค้าเกษตรในรอบปีได้ไม่เกินที่ดินที่เกษตรกรมีอยู่ และแสดงผลออกมาเป็นปฏิทินการผลิต (Calendar) ที่มีรายละเอียดประกอบด้วย สินค้าที่เกษตรกรเลือก ต้นทุนการผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิตรวม และผลตอบแทนสุทธิรวม และในระยะต่อไปจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้นำข้อจำกัดของเกษตรกร ได้แก่ แรงงาน เงินทุน และน้ำ มาวิเคราะห์ได้เพิ่มเติมต่อไป โดยการใช้แอพพลิเคชั่นนั้นง่ายมาก เริ่มจากเกษตรกรเลือกจังหวัด จากนั้นกำหนดจำนวนที่ดินที่จะวางแผนการผลิต และเลือกสินค้าที่จะผลิต ประกอบด้วย พืชไร่ พืชสวน พืชผัก ปศุสัตว์ ประมง และไม้ดอกไม้ประดับ เมื่อเลือกสินค้าแล้ว จึงกำหนดจำนวนพื้นที่ที่จะใช้ผลิตอีกครั้ง หากสินค้าที่เลือกมาในช่วงเวลาเดียวกันเต็มพื้นที่ดินที่มีอยู่ ก็จะไม่สามารถเลือกสินค้าที่เลือกมาหลังสุดได้ เป็นต้น

ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจแอพพลิเคชั่น “ฟาร์ม D” สามารถศึกษารายละเอียดและเข้าใช้ผ่านหน้าเว็บไซต์ของ สศก. โดยดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นผ่านระบบแอนดรอยด์หรือใช้งาน On Website ผ่านโทรศัพท์มือถือที่มีสัญญาณอินเตอร์เนตและคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ทาง http://aginfo.oae.go.th/oaemodel/ หรือ QR Code ซึ่งขณะนี้ สศก. อยู่ระหว่างเร่งพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับระบบ iOS ให้ใช้งานได้ต่อไป ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โทรศัพท์ 0-2561-2870 Email : prcai@oae.go.th

ANRPCถกแผนดันราคายาง เล็งใช้ไอทีร่วมวิจัยแปรรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402828

x

ANRPCถกแผนดันราคายาง เล็งใช้ไอทีร่วมวิจัยแปรรูป

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านรักษาเสถียรภาพราคายาง ครั้งที่ 6 ของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (The Association of Natural Rubber Producing Countries : ANRPC) มีผู้แทนจากประเทศสมาชิกทั้งภาครัฐและเอกชน 10 ประเทศจากทั้งหมด 12 ประเทศเข้าร่วม ประกอบด้วย บังกลาเทศ กัมพูชา  อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์  ศรีลังกา เวียดนาม และไทย เป็นการหารือแก้ปัญหาราคายางที่ยังวิกฤติ ส่งผลกระทบต่อประเทศกลุ่มผู้ผลิตยางธรรมชาติ และวิเคราะห์หาแนวทางแก้ปัญหา เพื่อผลักดันให้ราคายางของประเทศสมาชิก มีเสถียรภาพ

ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกควรพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีการผลิตยางให้มากขึ้น รวมถึงความร่วมมือในการวิจัยไม่ว่าจะเป็นการวิจัยพัฒนาเรื่องการนำยางพารามาใช้ทำถนน ซึ่งหลายประเทศสนใจ หากพัฒนาร่วมกันและนำไปใช้ให้เกิดขึ้นจริงจะส่งผลต่อการใช้ยางของแต่ละประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีมาตรการการกำหนดราคาส่งออกยางพาราขั้นต่ำ เพื่อแก้ปัญหาราคายางปัจจุบันที่ไม่สะท้อนตามความเป็นจริง แต่เกิดจากการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ เป็นความเสี่ยงสำหรับผู้ผลิต ผู้ส่งออกและผู้ซื้อยาง รวมถึงเกษตรกรชาวสวนยาง เสนอให้ประเทศสมาชิกเห็นควรออกกฎหมายควบคุมราคายางพาราขั้นต่ำ

ดร. เหงียน ง็อก บิช เลขาธิการ ANRPC ในฐานะประธานการประชุม กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง อาทิ มาตรการควบคุมปริมาณการส่งออก มาตรการหยุดกรีด มาตรการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศของกลุ่มสมาชิกให้เพิ่มขึ้น การร่วมพัฒนาด้านนวัตกรรมการแปรรูปยาง พัฒนาด้านโลจิสติกส์เพิ่มเติม ในส่วนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมถึงให้ ANRPC สมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ ซึ่งมีหน้าที่ประสานงานด้านนโยบายและการดำเนินงานผลิตยางและค้ายาง สนับสนุนส่งเสริมทางวิชาการยาง และดำเนินการสร้างความเป็นธรรมและยกระดับราคายางธรรมชาติของประเทศสมาชิก มีมาตรการบริหารจัดการอุปทาน เพิ่มอุปสงค์ยางพารา เพื่อแก้ปัญหาหรือบรรเทาสถานการณ์ราคายางตกต่ำขณะนี้ ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวต้องร่วมมือกันปฏิบัติในทุกประเทศสมาชิก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการแก้ปัญหา ซึ่งในทุกมาตรการต้องทำไปด้วยความรอบคอบระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางของประเทศสมาชิก และขอให้ประเทศสมาชิกทั้งหมดปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง ANRPC ที่ให้ทุกประเทศร่วมมือกันรักษาเสถียรภาพราคายาง เพื่อประโยชน์ของประเทศผู้ผลิตยางทั้งหมด

ส่องเกษตร : วาทกรรม อำพราง (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402543

449007

ส่องเกษตร : วาทกรรม อำพราง (2)

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเล่าเรื่องวาทกรรม อำพรางไปส่วนหนึ่ง สัปดาห์นี้ผมขอเล่าต่อเนื่องจากจุดที่เรียกว่า ศพก หรือ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ศูนย์ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความตั้งใจที่จะพัฒนาขึ้นให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร โดยตัวของเกษตรกรเอง และมีหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนเป็นหน่วยงานสนับสนุน

การดำรงอยู่ของ ศพก. เพื่อให้เกษตรกรผู้สนใจมาเรียนรู้และพัฒนาทักษะอาชีพของตนเองให้เข้มแข็ง สามารถที่จะต่อยอดอาชีพไปได้ เป็นสิ่งจำเป็นในการทำการเกษตรยุคปัจจุบัน แนวคิดของการรวมพลังจากไม้ซีกเล็กๆ เพื่อเป็นไม้ซุงจึงเกิดขึ้น กลายเป็นที่มาของการรวมตัวเป็นแปลงใหญ่ที่ก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้สมบูรณ์เหมาะสมกับสภาพการผลิต มีการพัฒนาการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรร่วมกัน รวมถึงการบริหารจัดการการตลาด และพัฒนามาตรฐานของสินค้าในกลุ่มแปลงใหญ่ของตนเอง

ระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เริ่มดำเนินการในปี 2559 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงแรกของการดำเนินการยังคงใช้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเข้าไปเป็นผู้จัดการแปลง ก่อนที่จะค่อยๆ ถ่ายโอนภารกิจผู้จัดการแปลงใหญ่ไปให้กับเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทั้งหมด จะเห็นว่าแนวคิดของการดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นแนวคิดที่รวมเกษตรกรผู้ที่มีทักษะทางการเกษตรที่ได้รับการพัฒนาและเรียนรู้มาจาก ศพก. มารวมตัวกันสร้างพลังเพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ผ่านระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ สร้างความอยู่ดีกินดีและความยั่งยืนในการพัฒนาให้เกิดขึ้น

ในขณะที่แนวคิดของการจัดตั้งสหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน เป็นแนวคิดที่เริ่มจากการรวมคนที่ประสบปัญหาคล้ายๆ กัน รวมตัวกัน แล้วจึงร่วมกันพัฒนาอาชีพของตนเอง ผ่านกระบวนการกลุ่มต่างๆ โดยมีภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือให้การสนับสนุน ประคับประคองให้สหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนนั้นดำเนินกิจการไปได้ ผมเองบอกทุกคนเสมอว่า การจัดตั้งกลุ่มของเกษตรกรในลักษณะของสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน ขอร้องให้เจ้าหน้าที่อย่าไปจับตั้ง อย่าเอาแต่ทำงานเพื่อให้ได้ KPI แต่ขอให้เป็นความต้องการของสมาชิกเอง สิ่งใดที่เกิดจากความต้องการที่แท้จริงของสมาชิกกลุ่มนั้นๆ ย่อมส่งผลให้กลุ่มเหล่านั้นมีความเข้มแข็งและพัฒนาก้าวหน้าต่อไป มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่รัฐเองจะเป็นคนที่สร้างตราบาปให้เกิดขึ้น โดยมีเกษตรกรเป็นผู้รับภาระความล้มเหลวทั้งปวงของการดำเนินงาน ในบางพื้นที่เกษตรกรถึงกับออกปากว่า ถ้าเกษตรบอกให้ทำอะไร ให้ทำตรงข้ามที่เกษตรบอก รับรองได้ดีทุกครั้ง ได้ยินประโยคนี้ครั้งใด ผมได้แต่สะท้อนในใจ

การรวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่ เป็นการรวมตัวของเกษตรกรที่มีการพัฒนาระบบการเกษตรของตนในระดับหนึ่งแล้ว ถ้าจะว่าไปก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้จากเมล็ด ซึ่งกำลังเติบโตงดงาม มีระบบรากและการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมได้ดี ซึ่งย่อมมีความแข็งแรงมากกว่าการล้อมต้นไม้ใหญ่มาปลูกเพื่อให้สวยงามทันตา และบางครั้งกว่าต้นไม้ใหญ่ที่ล้อมมาจะปรับตัวได้ มีระบบรากที่ประคองตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่มีไม้ค้ำจุนต้องใช้เวลายาวนาน บางต้นปรับตัวไม่ได้ก็ล้มหายตายจากไป สิ่งที่ลงทุนก่อนหน้านั้นจึงสูญเปล่าโดยไม่มีอะไรตอบแทนกลับมา

ความพยายามในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการแปลงใหญ่ด้วยถ้อยคำใหม่ๆ ผมไม่อยากให้เป็นเพียงวาทกรรม อำพราง แต่ผมอยากให้คิดกันให้ดีๆ ให้รอบด้าน อย่าไปล้อมต้นไม้ใหญ่มาปลูกกันเลย จะดีกว่าหรือไม่ถ้าภาครัฐจะทำหน้าที่เพียงหน่วยสนับสนุนให้แปลงใหญ่เติบโตตามศักยภาพภายในของแต่ละแปลงเอง ไม่ต้องไปเร่งเร้าให้แปลงใหญ่เปลี่ยนเป็นโน่นนี่นั่นตามความต้องการของผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกแปลงใหญ่ โดยส่วนตัวผมชอบการเฝ้าดูการเจริญเติบโตของกล้าไม้ รู้สึกถึงความงามที่หาได้ง่ายๆ ไม่มายาดี

สมชาย ชาญณรงค์กุล

เปิดตัวแทรกเตอร์คูโบต้าใหม่ แกร่งคล่องตัวพร้อมลุยงานหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402539

x

เปิดตัวแทรกเตอร์คูโบต้าใหม่ แกร่งคล่องตัวพร้อมลุยงานหนัก

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า จากการทำวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรผู้ใช้งาน พบว่า ปัจจุบันสถานการณ์พืชไร่และข้าวอยู่ในเกณฑ์ดี รวมถึงราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้แนวโน้มของอ้อยเริ่มดีขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรใช้งานแทรกเตอร์ทำงานทั้งงานไร่และงานนา เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาแห้งผสมกับพืชไร่ ซึ่งต้องใช้แทรกเตอร์ที่แรงม้าสูง ทำงานในนาแห้ง มีแรงฉุดลากที่ดีเพื่อใช้ในงานไร่ คล่องตัว ราคาไม่แพงเกินไป สยามคูโบต้าจึงพัฒนาแทรกเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดออกมาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แทรกเตอร์คูโบต้า MU5702 ชูจุดเด่นด้านความแข็งแกร่ง คาดว่าปีนี้จะเพิ่มยอดขาย MU-SERIES ได้กว่า 50%

แทรกเตอร์คูโบต้า MU5702 มาพร้อมสโลแกน “แกร่งสุดขีด คล่องตัวถึงขีดสุด” แรงเต็มพลังด้วยเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ขนาด 57 แรงม้า ระบบเทอร์โบไดเรคอินเจคชั่น ระบบเกียร์เปลี่ยนทิศทางซินโครชัทเทิล เดินหน้าถอยหลังได้โดยไม่ต้องหยุดรถ แกร่งเต็มพิกัดทุกขั้นตอนการทำงานด้วยการเสริมความแกร่งด้วยเหล็กถ่วงหน้า-หลังอย่างสมดุล ทำให้รถมีน้ำหนักกว่า 2.8 ตัน ควบคุมการทำงานอุปกรณ์ต่อพ่วงด้วยเกียร์ควบคุมอัตโนมัติ (Draft Control) พร้อมระบบเกียร์หลักแบบซินโครเมท 8 เกียร์เดินหน้า 8 เกียร์ถอยหลัง และยังปรับระบบเข้าสู่การขับเคลื่อน 4 ล้อ ได้อย่างสะดวก ช่วงล่างแข็งแกร่งด้วยชุดคานล้อหน้าขนาดใหญ่ และดุมล้อหน้าเฟืองเฉียงระบบปิด เพิ่มความแข็งแกร่ง ทนทาน ดุมล้อหน้าเฟืองเฉียงระบบปิดช่วยป้องกันโคลน หรือฝุ่นละอองเข้าภายในระบบ พร้อมด้วยเสื้อเกียร์เหล็กหล่อ ซีลดุมล้อหลังแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อลดความเสี่ยงการรั่วไหลของน้ำมัน

นอกเหนือจากตัวสินค้าที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดีแล้ว แทรกเตอร์คูโบต้า MU5702 ยังมาพร้อมกับระบบ KIS KUBOTA Intelligent Solutions คูโบต้านวัตกรรมอัจฉริยะ ประกอบด้วยฟังก์ชั่นการทำงานหลักๆ 3 ส่วน ได้แก่ รายงานความเคลื่อนไหวของเครื่องจักรกลการเกษตร ทั้งในส่วนพิกัด สถานะการทำงานและรายละเอียด รวมถึงเส้นทางการทำงาน เพื่อให้เกษตรกรวางแผนใช้เครื่องจักรกลการเกษตรได้เต็มประสิทธิภาพ ป้องกันการโจรกรรม และแจ้งเตือนการบำรุงรักษาและความผิดปกติของเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อช่วยให้เจ้าของเครื่องจักรกลการเกษตรทำการบำรุงรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ยืดอายุการใช้งาน

ชวนเที่ยวงาน ‘กัมปงในดงปรือ’ ตามติดวิถีชีวิตชาวสวนชุมชนทุ่งครุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402540

x

ชวนเที่ยวงาน ‘กัมปงในดงปรือ’ ตามติดวิถีชีวิตชาวสวนชุมชนทุ่งครุ

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนิรุจ  นุชมี  ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ทุ่งครุ เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ชาวชุมชนทุ่งครุในพื้นที่พุทธบูชา ซอย 36 ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนและเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะเลี้ยงแพะและแกะ ซึ่งดั้งเดิมของชาวทุ่งครุ หรือที่รู้จักกันแต่ก่อนว่าบางมด คือการทำนา ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาทำสวนส้ม ตั้งแต่ปี 2508 พื้นที่นาจึงเปลี่ยนสภาพเป็นสวนส้ม ซึ่งส้มบางมดมีชื่อเสียง สชาติหวานไม่เหมือนส้มจากพื้นที่อื่น เพราะปลูกในเขตเป็นดินสองน้ำ เป็นดินน้ำกร่อย ที่ผสมระหว่างดินจากแม่น้ำเจ้าพระยากับน้ำทะเล และปีหนึ่งจะได้บริโภคส้มบางมดเพียงหนเดียว เนื่องจากใช้เวลาออกผล 8 เดือนจึงจะเก็บขายได้ ปัจจุบันส้มบางมดเหลือน้อย  เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งครุจึงรวมตัวกัน เพราะต้องการให้อนุรักษ์พื้นที่ทำการเกษตรในเขตทุ่งครุ อนุรักษ์น้ำและลำคลอง และต้องการให้คนทั่วไปรู้ว่าส้มบางมดยังคงเหลืออยู่และชาวบ้านจะร่วมกันอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่กับพื้นที่แห่งนี้

ปัจจุบัน ชาวบ้านที่นี่ร่วมจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้ชื่องาน “กัมปงในดงปรือ” ซึ่งความหมายของชื่อนี้ มาจากคำว่า “กำปง” ซึ่งคนอิสลามในสี่จังหวัดภาคใต้ หมายถึง หมู่บ้านหรือชุมชน ส่วนคำว่า “ดงปรือ”  เกิดจากสภาพโดยรอบของพื้นที่ทุ่งครุเป็นสวน บางแห่งมีต้นปรือหรือต้นธูปฤษีขึ้นจำนวนมาก จึงตั้งชื่อกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่ชุมชนแห่งนี้ว่า “กำปงในดงปรือ”  โดยจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน ซึ่งเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา แต่ละเดือนจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเดินทางมาเยี่ยมชมและท่องเที่ยวในชุมชนแห่งนี้ไม่ขาดสาย

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในงาน “กัมปงในดงปรือ” จะได้สัมผัสวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งครุและชมสวนส้มบางมดและเลือกซื้อส้มถึงในสวนแบบสดๆ มีเส้นทางให้ปั่นจักรยานชมสวน การท่องเที่ยวทางเรือ โดยมีชาวบ้านนำเรือมาบริการ พาล่องเรือไปเที่ยมชมสถานที่ต่างๆในชุมชน เที่ยวชมธรรมชาติและสภาพแวดล้อมโดยล้อมที่ร่มรื่นเต็มไปด้วยสวนผลไม้และฟาร์มปศุสัตว์ โดยจุดแรกนำไปดู ฟาร์มแพะ ซึ่งมีทั้งแพะเนื้อและแพะนม และสามารถป้อนนมให้ลูกแพะ และลิ้มรสชาตินมแพะสดใหม่จากฟาร์ม  ชมสวนมะพร้าว โดยเกษตรกรจะขึ้นต้นมะพร้าวและมีบริการน้ำมะพร้าวรสชาติหอมหวานมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของคนในชุมชน นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารขึ้นชื่อของชุมชน ทั้งก๋วยเตี๋ยวแกงและก๋วยเตี๋ยวกะทิสูตรโบราณ และมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวเพลิดเพลิน ทั้งพายเรือ ฝึกสานปลาตะเพียนจากทางมะพร้าว  ทำลูกชุบ  ทำทองม้วนสดนมแพะ  ทดลองยกยอจับปลา และเกษตรกรจะนำผลผลิตจากสวนมา  และกลุ่มสตรีของชุมชนจะนำผ้าปาเต๊ะ ซึ่งเป็นชุดของสตรีชาวมุสลิมใส่และคนในชุมชนตัดเย็บกันเองมาจำหน่าย จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเดินทางมาท่องเที่ยว  “กัมปงในดงปรือ” ณ วิสาหกิจชุมชนดารุ้ลอิบาดะห์ พุทธบูชา 36 หรือโทร 08–6936–8299 และ 06–4931–6040 โดยในเดือนเมษายน จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2562 นี้

กษ.โชว์ผลงานแก้หนี้ ปลดแอกเกษตรกร131ราย121ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402542

x

กษ.โชว์ผลงานแก้หนี้ ปลดแอกเกษตรกร131ราย121ล.

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2562 มีเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรขอให้ช่วยเรื่องการชำระหนี้แทนเกษตรกร ซึ่งเป็นลูกหนี้สหกรณ์การเกษตร ลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ นิติบุคคล และขอความร่วมมือกับสหกรณ์เจ้าหนี้ทั่วประทศ รวมทั้งธนาคารพาณิชย์และนิติบุคคล ชะลอการดำเนินคดีกับเกษตรกรออกไป 2 ปี ลดปัญหาบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร

กระทรวงเกษตรฯจึงหารือกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สหกรณ์เจ้าหนี้ของเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งธนาคารพาณิชย์และนิติบุคคล จนได้ข้อยุติว่า กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสามารถเข้าไปชำระหนี้ให้สหกรณ์และธนาคารต่างๆแทนเกษตรลูกหนี้ หลังจากนั้นให้เกษตรกรลูกหนี้มาทำสัญญาชำระหนี้ให้กองทุนฟื้นฟูแทน พร้อมอัตราดอกเบี้ยระหว่างร้อยละ 0.50 -1.50 บาทต่อปี และโอนหลักทรัพย์ค้ำประกันมาเป็นของกองทุนและคืนหลักทรัพย์เมื่อชำระหนี้ครบตามสัญญา ภายในเวลาไม่เกิน 20 ปี ซึ่งช่วยทุเลาความเดือดร้อนเรื่องหนี้สินเกษตรกรได้ 131 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 121,451,941.93 บาท และยังเห็นชอบให้จัดการหนี้ลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และนิติบุคคลอีก 10 รายมูลหนี้รวม 3,237,124.54 บาท และชะลอการดำเนินคดีกับเกษตรกรออกไป 2 ปี  ในการชำระหนี้แทนเกษตรกรครั้งนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจะเร่งให้เสร็จภายใน 15 วัน หรือไม่เกิน 31 มีนาคม 2562 เพื่อให้สถาบันเจ้าหนี้ปิดบัญชีลูกหนี้ได้ทันปีงบประมาณ 2561 ของสหกรณ์การเกษตร

นอกจากนี้ ช่วงเดือนสิงหาคม 2561 มีเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรร้องขอให้กระทรวงเกษตรฯ เจรจากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้เจรจาสำเร็จ และนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 ให้ลูกหนี้ที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 จำนวน 36,605 ราย คิดเป็นยอดหนี้เงินต้น 6,382 ล้านบาท และดอกเบี้ย 3,829 ล้านบาท โดยเงินต้นครึ่งหนึ่งให้เกษตรกรผ่อนจ่ายตามกรอบเวลาไม่เกิน 15 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยที่อัตรา MRR-3 และเมื่อเกษตรกรผ่อนหมดแล้ว ธ.ก.ส.จะพิจารณายกดอกเบี้ยที่พักไว้ให้ ส่วนเงินต้นที่เหลืออยู่อีกครึ่งให้เกษตรกรมาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ดังนั้น เมื่อพิจารณาผลงานแก้หนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งเป็นหนี้สินตั้งแต่จัดตั้งกองทุนฯ ตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2543 มานั้น รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงถือว่าเป็นรัฐบาลแรกที่แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุน ได้อย่างเป็นระบบโดยไม่เสียวินัยการเงินการคลังของประเทศ

สำหรับข้อมูลขึ้นทะเบียนของเกษตรกรสมาชิก 518,992 ราย ยอดหนี้รวม 88,495 ล้านบาท กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรชำระหนี้แทนให้เกษตรกรสมาชิกไปแล้ว 29,219 ราย 29,270 บัญชี เป็นเงินกว่า 6,091,709,114.26 บาท เป็นลูกหนี้สหกรณ์ 21,362 ราย 21,392 บัญชี จำนวนเงิน 3,275,141,572.32 บาท รักษาที่ดินทำกิน 4,244 แปลง 33,156 ไร่ 2 งาน 12.7 ตารางวา ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการรักษาที่ดินทำกินให้เกษตรกรส่งต่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

สทนช.คลอดแผนพัฒนาหนองหาร จับมือ9หน่วยงานทุ่ม5พันล.เพิ่มศักยภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402546

x

สทนช.คลอดแผนพัฒนาหนองหาร จับมือ9หน่วยงานทุ่ม5พันล.เพิ่มศักยภาพ

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ร่วมกับจ.สกลนคร ศึกษาจัดทำแผนหลักการพัฒนาหนองหาร ไปสู่การใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นในการอุปโภคบริโภค ภาคเศรษฐกิจ การเกษตร และการบรรเทาอุทกภัย ทำให้เกิดปัญหาจัดการหนองหาร โดยศึกษาแบบองค์รวม มีทิศทางและกรอบแนวทางพัฒนาที่ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน เพื่อเป็นแนวทางให้ส่วนราชการต่างๆ นำไปดำเนินการได้ ทั้งนี้ แบ่งระยะเวลาการพัฒนาหนองหาร 10 ปี เป็นแผนระยะเร่งด่วนระหว่างปี 2563-2564 แผนระยะปานกลางระหว่างปี 2565-2567 และแผนระยะยาวระหว่างปี 2568-2572 โดยมี 9 หน่วยงาน ได้แก่ กรมประมง กรมชลประทาน กรมโยธาและผังเมือง กรมพัฒนาที่ดิน การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสกลนคร สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสกลนคร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการแผนดังกล่าว

สำหรับผลการศึกษาได้ข้อสรุปดังนี้ ด้านน้ำท่วมและอุทกภัย เห็นว่า ให้ใช้ ปตร.สุรัสวดี ร่วมกับ ปตร.น้ำพุง-น้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2566 เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในหนองหารให้ต่ำกว่าระดับเก็บกัก 1 เมตร ต่อเนื่องช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม พร้อมทั้งให้ปรับปรุงการระบายน้ำในลำน้ำก่ำทั้งระบบให้ระบายน้ำได้ใกล้เคียงกับการระบายน้ำสูงสุดของ ปตร.สุรัสวดี และปรับปรุงหนองน้ำสาธารณะ 15 แห่ง ที่อยู่ริมสองฝั่งของลำน้ำก่ำให้เป็นแก้มลิง และเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ 3,700 ไร่ รวมทั้งขุดลอกสันดอนปากลำน้ำสาขาหลักที่ไหลลงหนองหาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดปัญหาน้ำล้นตลิ่งท่วม 2 ฝั่งลำน้ำสาขาที่ไหลลงหนองหาร

ด้านการใช้น้ำ เห็นว่า ปริมาณความจุของหนองหาร ปัจจุบันเพียงพอเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการใช้น้ำทุกกิจกรรม จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มความจุ อย่างไรก็ตาม ในส่วนระบบสูบน้ำเพื่อการชลประทานเดิม 13 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่เกษตรในระยะ 2 กิโลเมตร จากขอบหนองหารแล้ว แม้จะมีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะขยายพื้นที่เกษตรได้อีก 25,000 ไร่ แต่ระยะทางการสูบส่งน้ำอยู่ห่างจากหนองหารมาก จึงไม่เหมาะสมที่จะขยายพื้นที่ชลประทานด้วยระบบสูบน้ำเพิ่มขึ้น แต่ควรปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพของสถานีสูบน้ำเพื่อการชลประทานทั้ง 13 แห่ง ที่ใช้งานมานนาน หลายส่วนเกิดการชำรุด ทำให้ใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ด้านน้ำเสีย ต้องก่อสร้างเพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครสกลนคร ก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักให้ครอบคลุมเขตเทศบาลนครสกลนครและเทศบาลตำบลท่าแร่ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและรวบรวมน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย เพิ่มประสิทธิภาพระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียของเทศบาลตำบลท่าแร่ และก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียของพื้นที่ชุมชนรอบหนองหารที่ยังไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย และน้ำเสียที่ไม่ผ่านระบบต้องสนับสนุนให้บำบัดน้ำเสียเบื้องต้นระดับครัวเรือน โดยของบอุดหนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม

ด้านวัชพืชลอยน้ำ สาหร่ายและซากวัชพืชตกตะกอนทับถม ต้องกำจัดวัชพืชลอยน้ำในหนองหารให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม พร้อมกำจัดสาหร่ายวัชพืชใต้น้ำและซากวัชพืชที่ตกตะกอนทับถม เพื่อฟื้นฟูให้น้ำในหนองหารมีคุณภาพน้ำที่ดีขึ้น เหมาะเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับกิจกรรมทุกประเภท และเหมาะต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ

“แผนพัฒนาหนองหารตามแผนดังกล่าว เป็นไปตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้ง 6 ด้าน ในกรอบวงเงินงบประมาณ 5,490 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี (พ.ศ. 2563-2572) เมื่อการพัฒนาแล้วเสร็จจะฟื้นฟูหนองหารให้เป็นแหล่งน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ มีระบบนิเวศที่ดี มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งประมงพื้นที่บ้าน สร้างรายได้เสริมให้ประชาชน และเป็นแหล่งน้ำดิบที่มีคุณภาพเพื่อผลิตน้ำประปาของชุมชนรอบหนองหาร ตลอดจนเป็นแหล่งน้ำชลประทานสำหรับเกษตรกร เพิ่มศักยภาพให้หนองหารด้านต่างๆ ไม่ว่าจะการบรรเทาอุทกภัย การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม การท่องเที่ยวและนันทนาการอีกด้วย” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในที่สุด

แปลงใหญ่ผักอยุธยาจับมือโลตัส เพิ่มช่องทางตลาดส่งสินค้าคุณภาพถึงผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402545

x

แปลงใหญ่ผักอยุธยาจับมือโลตัส เพิ่มช่องทางตลาดส่งสินค้าคุณภาพถึงผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบายประชารัฐที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมการประสานพลังระหว่าง ภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชน ให้มีส่วนร่วมดำเนินงาน ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ดำเนินตามนโยบายนี้มาต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการรวมกันผลิตในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ใช้ตลาดนำการผลิต ตั้งแต่การวางแผน เพาะปลูกไปถึงการควบคุมคุณภาพ รวมทั้งการผลิตให้เข้าสู่ระบบ GAP ของสินค้าเกษตร ตลอดจนการหาตลาดที่น่าเชื่อถือให้เกษตรแปลงใหญ่ รองรับผลผลิต ที่จะออกสู่ท้องตลาดตลอดทุกช่วงฤดูกาล การบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ของเกษตรกรแปลงใหญ่พืชผักต.นาคู อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา กับห้างเทสโก้ โลตัส วันนี้ ถือเป็นมิติของการส่งเสริมการเกษตร ที่จะสร้างความมั่นคงของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ให้มั่นใจว่าจะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และมีตลาดรับซื้อแน่นอน ที่ผ่านมากลุ่มแปลงใหญ่มีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5 แสน มูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 3 ล้าน นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ภาคเอกชนข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐและประชาชน และนำนโยบายมาขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความสมบูรณ์ของห่วงโซ่การผลิต ทำให้สินค้าเกษตรจากชุมชนกระจายไปถึงมือผู้บริโภคทั่วถึง และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้เกษตรกร

น.ส.จิราภรณ์ เลาหะรัตนะวิบูลย์ หัวหน้าแผนกธุรกิจอาหารสดของเทสโก้ โลตัส กล่าวเพิ่มเติมว่า เทสโก้ โลตัส ดำเนินการตามแนวทางประชารัฐ โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร ส่งเสริมความร่วมมือด้านการตลาดระหว่างกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่กับเทสโก้โลตัสผลักดันให้มีช่องทางการจำหน่าย รวมทั้งช่วยวางแผนการซื้อ-ขายผลผลิตสินค้าเกษตร ช่วยกันรักษาเสถียรภาพของราคาเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

ขณะที่นายสำเริง สุนทรคงตระกูล ประธานแปลงใหญ่พืชผักต.นาคู อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่พืชผักของอ.ผักไห่ ทำให้เกษตรกรเข้มแข็งมั่นคงด้านอาชีพและรายได้มากขึ้น รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐด้านความรู้และงบประมาณบางส่วน ทำให้แปลงใหญ่ผักมีเงินลงทุน เมื่อร่วมมือกับเทสโก้ โลตัส จำหน่ายผักต่างๆ ทำให้เกษตรกรพัฒนาความรู้ด้านการตลาด ขายพืชผักได้ในราคาเป็นธรรม และมีปริมาณรับซื้อที่แน่นอน เกษตรกรรู้จักวางแผนการเพาะปลูกเหมาะสม นำมาซึ่งรายได้ที่มั่นคงของสมาชิกแปลงใหญ่ต่อไป

รักษ์เกษตร : ‘บัว’ทำให้งามได้อย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402310

x

รักษ์เกษตร : ‘บัว’ทำให้งามได้อย่างไร

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมชอบปลูกบัวครับ แต่ไม่ค่อยออกดอก ดูไม่ค่อยสมบูรณ์นัก อยากทราบรายละเอียดเรื่องนี้ด้วยนะครับ

ถวิล มนตรา

อ.เมือง จ.นนทบุรี

คำตอบ

บัวไม่ออกดอก เป็นปัญหาที่พบกันบ่อย ที่บัวเมื่อซื้อมาใหม่ๆ ก็มีดอกสวยงาม ดอกใหญ่ ต้นใหญ่ แข็งแรงสมบูรณ์ แต่เมื่อปลูกไปนานๆ แล้ว บัวที่ปลูกไว้จะเปลี่ยนไป ไม่ยอมออกดอกเหมือนเมื่อก่อน ต้นเล็กลง วิธีแก้ปัญหาก็คือ ผู้ปลูกจะต้องตรวจสอบปัจจัยพื้นฐานในการปลูกบัวเหล่านี้ และศึกษาวิธีการดูแลรักษาด้วย

วิธีการดูแลรักษาเบื้องต้น ให้พิจารณาดังนี้

1. น้ำเสีย บัวเป็นพืชน้ำที่ต้องการอากาศหายใจ ถ้าน้ำเสีย ออกซิเจนไม่เพียงพอ ก็ตายได้ง่าย ให้เด็ดใบแก่ และดอกที่โรยทิ้งเสียก่อนที่จะเน่าในภาชนะหรือบ่อที่ปลูก ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำใหม่บ่อย เพราะจะทำให้บัวต้องปรับตัวบ่อย ทำให้การเจริญเติบโตช้า ให้สังเกตว่ามีสัตว์ตายอยู่ใต้ดินปลูก ได้แก่ กิ้งกือ ไส้เดือน หรือกบ คางคก ลงไปออกไข่ออกลูกจนน้ำเน่าเสียหรือไม่ หรือมีอินทรียวัตถุที่ติดมากับดินปลูกเน่าเปื่อยอยู่ ทำให้น้ำเน่า ให้รีบถ่ายน้ำ ถ้ายังไม่หายก็ต้องรีบเปลี่ยนดินปลูกใหม่

2. ตะไคร่น้ำ-สาหร่าย ให้รีบเก็บออกให้หมด หรือใช้ด่างทับทิมละลายน้ำในภาชนะปลูกเป็นสีบานเย็นเข้ม ทิ้งไว้ 2-3 วัน ถ่ายน้ำออกครึ่งหนึ่ง เก็บตะไคร่สาหร่ายที่ตายออก แล้วเติมน้ำใหม่ตามเดิม

3. คราบน้ำมัน ถ้ามีคราบน้ำมันจะละลายเป็นฝ้า ให้ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์วางบนผิวน้ำ จะช่วยซับคราบน้ำมันออก ถ้าปลูกในบ่อที่มีท่อน้ำล้น ให้ปล่อยน้ำดันให้น้ำผิวหน้าไหลล้นออกทางท่อระบายน้ำที่มีคราบน้ำมันออกให้หมด

4. ต้น และรากลอย สาเหตุมาจากตอนปลูกใหม่ๆ กดอัดดินทับไม่แน่น ต้นเหง้าจะลอย รากดูดอาหารมาเลี้ยงลำต้นไม่ได้ สังเกตได้จากต้นไม่โต ใบเล็กลง ใบเหลือง และแก่เร็ว แก้ไขโดย ตอนปลูกให้ใช้ไม้ไผ่อ่อนพับครึ่ง เสียบค่อมลำต้นไว้ไม่ให้ลอย เรียกว่า ทำตะเกียบ

5. ที่ปลูกร้อนเกินไป บัวทุกชนิดต้องการแดดเต็มที่ จะมีปัญหาตอนที่ปลูกบัวตื้นน้ำน้อยเกินไป แดดจะเผาน้ำจนร้อน ปกติบัวต้องการแดดเต็มที่วันละไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง ถ้าปลูกในภาชนะเคลื่อนย้ายได้ ให้ขยับภาชนะที่ปลูกบัวเสียใหม่ให้เหมาะสม หรือเปลี่ยนภาชนะที่ปลูกให้น้ำลึกขึ้น หรือถ้าเปลี่ยนอะไรไม่ได้ และที่ปลูกได้แดดทั้งวัน ให้ใช้สแลนกันด้านบน เพื่อลดความเข้มข้น-ความร้อนของแสง

6. ดินจืด มี 2 สาเหตุ คือ ขาดปุ๋ย หรือขาดดิน สังเกตโดย บัวใบเล็กลง ใบเหลือง และต้นแก่เร็ว ถ้าปลูกในบ่อดินก็คือ ขาดปุ๋ย ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอทั่วไป หรือปุ๋ยสำหรับบัว โดยเฉพาะถ้าปลูกในภาชนะจำกัดที่สามารถอัดปุ๋ยได้ โดยการใช้มือกดก้อนปุ๋ยลงไป หรือใช้ปุ๋ยห่อกระดาษอ่อนหรือหนังสือพิมพ์อัดฝังโคนต้นบัว หรือทำปุ๋ยลูกกลอน โดยปั้นดินหุ้มปุ๋ยผึ่งแห้งเตรียมไว้ จะใช้ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับการสังเกตและศึกษาของผู้ปลูกเอง เพราะภาชนะปลูกเล็กใหญ่ต่างกัน ปริมาณน้ำปลูกมากน้อยต่างกัน ปลูกในบ่อดิน บ่อคอนกรีต พันธุ์ชนิดบัว ฯลฯ จึงไม่สามารถกำหนดแน่นอนตายตัวได้ ถ้าปลูกในภาชนะจำกัด อีกสาเหตุคือ ขาดดิน เมื่อบัวออกรากมากขึ้น และขยายเหง้า ก็จะดันดินให้พ้นภาชนะ ทำให้ดินละลายไปอยู่กับน้ำหมด จนแทบไม่มีดินเหลืออยู่เลย มีรากและเหง้าอัดแน่นเต็มไปหมด วิธีแก้โดยเพิ่มดินปลูกใหม่ แล้วอัดดินให้แน่น

7. ปลูกบัวไม่เหมาะสมกับสถานที่ และภาชนะที่ปลูก ถ้าชนิดพันธุ์บัวไม่เหมาะสมแก่สถานที่ บัวก็จะไม่เจริญเติบโต ผู้ปลูกควรรู้จักพันธุ์ว่าชนิดใดชอบน้ำตื้นน้ำลึก ที่ปลูกควรกว้างหรือแคบ และผู้ผลิตผู้ขายพันธุ์บัวจะต้องแนะนำวิธีการปลูกแก่ผู้ซื้อด้วย

8. เลี้ยงปลาที่ไม่กินพืช ให้ใส่ปลาที่ไม่กินพืชลงไปด้วย เช่น ปลาหางนกยูง ปลาสอด หรือปลากัด เพราะจะช่วยกินลูกน้ำ

ที่สำคัญ อย่าให้บัวขยายพันธุ์จนแน่นในภาชนะ บัวฝรั่งจะแตกต่างกับ บัวสาย บัวหลวง จะแตกไหลไปขึ้นต้นใหม่ บัวผันหรือบัวสายเกิดเมล็ดงอกเป็นต้นใหม่ ทำให้แน่นภาชนะ ให้เอาออก เพราะหากแน่นมากไปต้นจะไม่ออกดอก สนุกกับการปลูกบัวด้วยนะครับ

นาย รัตวิ

กรมวิชาการเกษตรเตือนชาวสวน เฝ้าระวังแปลงปลูกองุ่นสกัดโรคราแป้งระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402308

x

กรมวิชาการเกษตรเตือนชาวสวน เฝ้าระวังแปลงปลูกองุ่นสกัดโรคราแป้งระบาด

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฝ้าระวังสวนองุ่นในช่วงที่มีความชื้นต่ำ กลางวันร้อน และกลางคืนอากาศเย็น กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้สังเกตการระบาดของโรคราแป้ง มักพบอาการของโรคได้ในระยะที่องุ่นพัฒนาผล ซึ่งจะพบอาการของโรคได้กับทุกส่วนของพืช โดยจะพบเชื้อราลักษณะคล้ายผงแป้งสีขาวเกิดกระจายเป็นหย่อมๆ ต่อมาผงสีขาวจะเปลี่ยนเป็นสีเทา อาการที่กิ่งอ่อนและยอด จะพบผงสีขาวของเชื้อราตามกิ่งอ่อนและยอด โดยในระยะแรกบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายจะมีสีเทาและจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หากโรคระบาดรุนแรง จะพบผงสีขาวของเชื้อราขึ้นคลุมเต็ม ทำให้แคระแกร็นและแห้งตาย อาการที่ช่อดอกจะพบผงสีขาวของเชื้อราตามช่อดอก ทำให้ดอกเหี่ยวแห้งและดอกร่วงไม่ติดผล อาการที่ผล จะพบผงสีขาวของเชื้อราบนผลองุ่น ทำให้ผิวของผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผลองุ่นบิดเบี้ยว บางครั้งทำให้ผลแตก อาการที่ใบ จะพบผงสีขาวของเชื้อราทั้งด้านบนใบและใต้ใบ โดยในระยะแรกบริเวณใบที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายจะมีสีเหลืองอ่อนและจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หากอาการรุนแรง จะทำให้ใบม้วนงอ เสียรูป ใบจะเหี่ยวและแห้งตายในที่สุด

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งกิ่งองุ่นให้โปร่งมีอากาศถ่ายเทสะดวก อย่าให้มีใบแน่นทึบจนเกินไป เพื่อลดความชื้นในแปลงปลูก และไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อสาเหตุโรค ถ้าพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรตัดและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค หากพบว่ายังมีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 6-10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์เบนดาซิม 50% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7 วัน