แนะเกษตรกรรีบขึ้นทะเบียน ขอรับสิทธิโครงการประกันภัย ข้าวนาปี-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402309

x

แนะเกษตรกรรีบขึ้นทะเบียน ขอรับสิทธิโครงการประกันภัย ข้าวนาปี-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงเกษตรกร แนะให้แจ้งขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร เพื่อให้มีสิทธิจากโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 และ โครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 และโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรประสานงานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรเพื่อให้ได้รับสิทธิตรงตามข้อกำหนดของโครงการ

เกษตรกรที่ขอเอาประกันภัยในโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 และโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562 จากธ.ก.ส.จะต้องแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร หลังจากทำการเพาะปลูกแล้วอย่างน้อย 15 วัน เพื่อให้ได้รับสิทธิความคุ้มครองตามโครงการ โดยสามารถดำเนินการแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือแอพพลิเคชั่น DOAE FARMBOOK

โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 และโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562 ให้ความคุ้มครองในกรณีที่เกิดอุทกภัย ภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือไต้ฝุ่น อากาศหนาว ลูกเห็บ ไฟไหม้ ภัยช้างป่า และศัตรูพืชหรือโรคระบาด โดยจะได้รับวงเงินคุ้มครองในโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 เริ่มต้นที่ 1,260 บาทต่อไร่ และวงเงินคุ้มครองในโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562 เริ่มต้นที่ 1,500 บาทต่อไร่ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถขอเอาประกันภัยและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส.ใกล้บ้านท่าน

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดประเมินผลงาน6เดือนแรกปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402311

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดประเมินผลงาน6เดือนแรกปี’62

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดประเมินผลงาน6เดือนแรกปี’62

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสำหรับบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงานรอบ 6 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2562 ระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2562 โดยมีนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด เพื่อให้ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกันรับทราบผลการปฏิบัติงานกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปีงบประมาณ 2562 (Road Map 62) ในรอบระยะเวลา 6 เดือนแรก (ไตรมาสที่ 1 และ 2) และพิจารณากำหนดแผนการปฏิบัติงานในไตรมาสที่ 3 และ 4 เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณ ปี 2562 ที่ได้รับการจัดสรรไว้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนด พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นร่วมกัน ณ ห้องปิ่นเกล้า 2 โรงแรมรอยัลซิตี้ ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้กำหนดกรอบทิศทางการทำงาน ให้สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายการพัฒนางานที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครอบคลุมภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ โดยได้วางยุทธศาสตร์การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 ตามวิสัยทัศน์ “ภายในปี 2564 สหกรณ์และเกษตรกรมีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้” ขับเคลื่อนงานตามภารกิจหลักในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นต่อสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกร และประชาชนได้นำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จ มีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่โปร่งใสและเข้มแข็ง และกำหนดทิศทางการปฏิบัติงาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปีงบประมาณ 2562 (Road Map 62) เพื่อเป็นกรอบการขับเคลื่อนภารกิจให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์ที่กำหนด และเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ

ทั้งนี้ กรมฯ จึงได้จัดให้มีการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสำหรับบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงานรอบ 6 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2562 ขึ้น เพื่อเป็นการรับทราบผลการดำเนินงานตามทิศทางการปฏิบัติงานกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปีงบประมาณ 2562 (Road Map 62) ในรอบระยะเวลา 6 เดือนแรก (ไตรมาสที่ 1 และ 2) พร้อมทั้งรับฟังปัญหา ข้อขัดข้อง และเป็นการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการ ซึ่งหากมีความจำเป็น อาจมีการปรับแผนงานให้มีความคล่องตัวมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล บรรลุเป้าหมายตามที่กรมฯ กำหนด และเป็นการสร้างความร่วมมือ บูรณาการการปฏิบัติงานภายในกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ด้วย

ในการประชุมสัมมนาดังกล่าว ประกอบด้วยการบรรยายเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานรอบระยะเวลา 6 เดือน โครงสร้างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ การบริหารจัดการงานสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ การปฏิบัติงานสอบบัญชีสหกรณ์ และการประชุมระดมสมอง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ซึ่งได้แก่ ผู้บริหารระดับสูง ที่ปรึกษากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้อำนวยการสำนัก/ศูนย์/กอง ผู้เชี่ยวชาญในส่วนกลาง/ส่วนภูมิภาค หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ หัวหน้ากลุ่มตรวจสอบภายใน หัวหน้ากลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ผู้อำนวยการกลุ่ม/ฝ่ายระดับชำนาญการพิเศษในส่วนกลาง รวมจำนวนทั้งสิ้น 250 คน ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น สรุปเป็นองค์ความรู้ และนำเสนอผลการประชุม เพื่อให้ได้รับความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจหลักของกรมฯ ต่อไป

เปิดยิ่งใหญ่งาน‘VIV Asia 2019’ โชว์เทคโนโลยีพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์-สัตว์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402146

x

เปิดยิ่งใหญ่งาน‘VIV Asia 2019’ โชว์เทคโนโลยีพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์-สัตว์น้ำ

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รมช.ลักษณ์เปิดงาน VIV Asia 2019 งานแสดงเทคโนโลยีและสัมมนาสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์น้ำในระดับเอเชีย

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดงานวิฟ เอเชีย (VIV Asia 2019) ณ ลานกิจกรรมวิฟ สแควร์ ฮอลล์ 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานครว่า การจัดงานดังกล่าว เป็นการแสดงเทคโนโลยีและสัมมนาสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์น้ำในระดับเอเชีย โดยมีรูปแบบเน้นการแสดงเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับปศุสัตว์และการจัดสัมมนาในหัวข้อที่นำไปสู่การต่อยอดความรู้เพื่อนำไปพัฒนาธุรกิจปศุสัตว์ได้ นอกจากนี้ ยังมุ่งที่จะยกระดับการเกษตรไทยผ่านการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตทางการเกษตร ปศุสัตว์ และการทำประมง มุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผล เกิดความยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาปรับใช้ในการจัดการฟาร์มมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์มาโดยตลอด โดยได้มอบหมายกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการจัดงานดังกล่าว และร่วมจัดงานประชุมเชิงวิชาการในหัวข้อ “การจัดการการป้องกันโรคในฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งออก” อีกทั้ง ยังเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญในการรับมือกับความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ของกำลังแรงงาน และการจัดการกับความท้าทายที่สำคัญเหล่านี้ โดยอาศัยมาตรการต่าง ๆ ทั้งการทำงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของฟาร์มและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร รวมถึงส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสมในการทำการเกษตรด้วย

ทั้งนี้ ภายในงานมีการนำเสนอธุรกิจใหม่ขยายมายังหมวดวิศวกรรมอาหาร ที่เป็นงานที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และเปิดโอกาสให้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในธุรกิจการเกษตรและปศุสัตว์ในภูมิภาคเอเชีย การจัดงานดังกล่าว จึงเป็นส่วนสำคัญในการนำเสนอประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) และยังเป็นจุดหมายหลักทางธุรกิจของเอเชียที่ได้รับการสนับสนุนจากความพร้อมของสถานที่จัดงานไมซ์และผู้ประกอบวิชาชีพด้านไมซ์ที่มีความสามารถทัดเทียมนานาประเทศ

ชายคาพระพิรุณ : 18 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402145

586851

ชายคาพระพิรุณ : 18 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอนและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยให้หน่วยงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากภาคเอกชนในการประสานข้อมูลความต้องการด้านการตลาด จับคู่กับภาคการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ลดปัญหาทั้งกรณีสินค้าเกษตรล้นตลาดและไม่เพียงพอ ซึ่งในส่วนของกรมหม่อนไหม ได้มอบหมายให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เป็นตัวกลางในการประสานจับคู่ด้านการตลาดระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม พร้อมทั้ง ยังได้ดำเนินการสร้างการรับรู้ในเรื่องพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคลากรของกรมหม่อนไหม เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีในการดำเนินการตกลงซื้อ-ขายผลผลิตตามพระราชบัญญัติ ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่งานด้านหม่อนไหมร่วมกันในทุกฝ่าย

และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้จัดงานแถลงข่าว “การตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร ประจำปีงบประมาณ 2562” เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิตและระบบเกษตรพันธสัญญาส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เกิดรายได้ที่แน่นอนและมั่นคง โดยนางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม บอกว่า กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการนำร่องในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา และจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีผู้ประกอบการขานรับนำร่องนโยบายการตลาดนำการผลิตดังกล่าว จำนวน 5 บริษัท ใน 4 ชนิดสินค้า ประกอบด้วย (1) สินค้ารังไหม ได้แก่ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด และบริษัท ขอนแก่นสาวไหม จำกัด (2) สินค้าหนอนไหม ได้แก่ บริษัท เอ็นทีจีเอส คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (3) สินค้าเส้นไหม ได้แก่ ร้านฅญาบาติก และ (4) สินค้าแผ่นใยไหม ได้แก่ บริษัท ไทยซิลค์ โปรดักส์ จำกัด โดยผู้ประกอบการทั้งหมดดำเนินการทำสัญญาซื้อ-ขายผลผลิตล่วงหน้าในแต่ละชนิดสินค้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ในการนำร่องขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมในพื้นที่ 7 จังหวัดในครั้งนี้จำนวน 800 ราย ผลผลิตรวมของทุกชนิดสินค้าหม่อนไหม จำนวน 200 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมที่เกิดขึ้นเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและของประเทศในภาพรวม รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของรัฐบาลด้วย…ถือเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐได้เข้ามาผลักดันช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า เกษตรกรไทยเก่งผลิตแต่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องตลาด

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเที่ยวชมฤดูกล้วยไม้ป่าบาน ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง พบกับดอกกล้วยไม้ป่านานาพันธุ์ มากกว่า 70 ชนิด ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช พร้อมขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่ากระจายสู่ชุมชน

นอกจากภารกิจในด้านการให้บริการแก่เกษตรกรในเรื่องของการขยายพันธุ์พืชเพื่อกระจายสู่ชุมชนของศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรังแล้ว ทางศูนย์ฯ ยังมีโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ซึ่งมีภารกิจในการอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่นหายาก และนำมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีการต่างๆ โดยเน้นหนักไปที่ กล้วยไม้ป่า ซึ่งได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้ป่ามากกว่า 70 ชนิด และได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม อาทิ ไอยเรศ และรองเท้านารีเหลืองตรัง ซึ่งจะออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคม และสำหรับ ว่านเพชรหึง ที่ถือเป็นราชินีกล้วยไม้ป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นไฮไลท์ของศูนย์ฯ ซึ่งจะออกดอกเพียง 1 ครั้งต่อปี ในช่วงเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม โดยทางศูนย์ฯ จะเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวและประชาชนที่สนใจเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายในวันเวลาราชการ ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. อย่าลืมไปเที่ยวกันนะครับ

ก.เกษตรฯคิกออฟปราบพิษสุนัขบ้า ฉีดวัคซีนหมา-แมวฟรีทั่วไทย ยันปี’63คน-สัตว์ต้องปลอดโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402148

x

ก.เกษตรฯคิกออฟปราบพิษสุนัขบ้า ฉีดวัคซีนหมา-แมวฟรีทั่วไทย ยันปี’63คน-สัตว์ต้องปลอดโรค

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2562 ณ ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ จ.ปทุมธานีว่า กระทรวงเกษตรฯโดยกรมปศุสัตว์ จัดโครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2562 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 มิถุนายน 2562 เป็นระยะเวลา 4 เดือน และมีการคิกออฟรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทั่วประเทศพร้อมกันในวันนี้ โดยมีกิจกรรมฉีดวัคซีน ผ่าตัดทำหมัน และจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ประชาชนสามารถขอรับบริการต่างๆ ผ่านเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน

กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับทุกภาคส่วนในการดำเนินงาน มีเป้าหมายภายในปี 2563 ต้องไม่พบโรคทั้งในคนและในสัตว์ ซึ่งวางแนวทางเรื่องการกระจายวัคซีนลงไปในพื้นที่อย่างทั่วถึงเป็นหลัก โดยบูรณาการบริหารจัดการวัคซีนร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และภาคเอกชน และปีนี้มีการนำเข้าวัคซีน 14.9 ล้านโด๊ส ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการและกระจายทั่วถึงทุกพื้นที่ นอกจากนี้ ได้ศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตวัคซีนภายในประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาวัคซีนขาดแคลน สร้างความมั่นคงด้านวัคซีน โดยเริ่มตั้งศูนย์ผลิตวัคซีนร่วมกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จังหวัดนครราชสีมา เริ่มดำเนินงานแล้วเป็นเวลา 1 ปี จากแผนการดำเนินงาน 3 ปี คาดว่าไม่เกินปี 2564 จะมีวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ผลิตภายในประเทศกระจายสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงและมีราคาถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนคุณภาพของวัคซีนนั้น มีการตรวจสอบคุณภาพวัคซีนในภาคสนาม ภายหลังฉีดวัคซีนโดยคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า วัคซีนมีคุณภาพสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้สำหรับ ร่างพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ

“ขอให้ประชาชนขอรับบริการผ่านเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน และขอความร่วมมือประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์ให้เฝ้าระวัง หากพบสุนัข-แมว มีอาการน่าสงสัย ป่วยหรือตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้า ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ หรือแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ 06-3225-6888 หรือผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์ได้ทันท่วงที ทั้งนี้ หากท่านให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ป้องกันและควบคุมการเกิดโรคอย่างเคร่งครัด สัตว์เลี้ยงของท่านจะปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า และขอให้ระลึกไว้เสมอว่า “รัก-เลี้ยง-รับผิดชอบ” พาสุนัข-แมว ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคทุกปี” นายกฤษฎา กล่าว

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เปิดภารกิจเร่งด่วน 6 ประการ จากนักจัดรูปที่ดิน เป็นนักจัดการพื้นที่ให้เกษตรกร อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน ในผืนดิน ส.ป.ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402149

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เปิดภารกิจเร่งด่วน 6 ประการ จากนักจัดรูปที่ดิน เป็นนักจัดการพื้นที่ให้เกษตรกร อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน ในผืนดิน ส.ป.ก

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เปิดภารกิจเร่งด่วน 6 ประการ จากนักจัดรูปที่ดิน เป็นนักจัดการพื้นที่ให้เกษตรกร อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน ในผืนดิน ส.ป.ก

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) เป็นหน่วยงานหลักในการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร ซึ่งตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา ได้สืบสานเจตนารมณ์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรและพัฒนาที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินพร้อมกับได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้เกษตรกร รวมทั้งจัดฝึกอบรมอาชีพการเกษตรและให้ความรู้แก่เกษตรกรมาโดยตลอด จนปัจจุบันเกษตรกรได้รับมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ไปแล้ว 2.8 ล้านราย รวมพื้นที่ 36 ล้านไร่

ในโอกาสที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) ก้าวสู่ปีที่ 44 ในวันที่ 6 มีนาคม 2562 ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า สิ่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน ส.ป.ก. ต่อจากนี้ไปมี 6 ประการด้วยกัน คือ ประการแรก การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน ให้มีความเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ขณะนี้ ส.ป.ก. ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้ว 2 คณะ เพื่อทบทวนและยกร่างพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ใหม่ทั้งฉบับ รวมถึงระเบียบข้อบังคับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2562 ประการที่สอง การแต่งตั้ง Area Manager โดยต่อจากนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดทุกจังหวัดจะต้องแต่งตั้งผู้ดูแลพื้นที่ ส.ป.ก. ในแต่ละจังหวัดอย่างน้อยจังหวัดละ 1 คน ในการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ยึดคืนตาม ม.44และจัดสรรตาม คทช. ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉม ส.ป.ก. จากนักจัดรูปที่ดินเป็นผู้จัดการพื้นที่ หรือ Area Manager เพื่อบูรณาการจัดการพื้นที่หลังจากที่จัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว ทั้งในเรื่องของน้ำ ดิน ไฟฟ้า ที่อยู่อาศัย เส้นทางคมนาคมสัญจร รวมถึงการนำพาตลาดเข้ามาหาเกษตรกรในพื้นที่ และสำคัญที่สุดคือการสร้างเครือข่ายกับภาครัฐ เอกชน หอการค้า หน่วยงานธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเข้ามาฟื้นฟูพื้นที่ ส.ป.ก. ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น

ประการที่ 3 การจำแนกพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจากการขยายตัวของเขตเมืองและพาณิชยกรรม การขยายตัวของชุมชนในพื้นที่ ส.ป.ก. เอง ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้พื้นที่ ส.ป.ก. สุ่มเสี่ยงต่อการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์และส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ ส.ป.ก.จึงได้เชิญกรมโยธาธิการและผังเมืองและกรมพัฒนาที่ดินเพื่อมาร่วมกันวางแผนและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่เขตปฺฏิรูปที่ดิน โดยทั้ง 3 หน่วยงานจะทำการศึกษาค้นคว้าหาแบบจำลอง (Model) ที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขปัญหาที่สามารถนำมาขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยการซ้อนทับของแผนที่ผังเมืองของกรมโยธาธิการและผังเมือง แผนที่ Agri-Map ของกรมพัฒนาที่ดิน และแผนที่ ส.ป.ก. พร้อมกันนี้ ส.ป.ก.จะได้ขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแจ้งให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ ส.ป.ก. ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ส.ป.ก. อย่างเคร่งครัด

ประการที่ 4 ขยายการให้บริการ Mobile Unit ซึ่งหลังจากที่ได้เริ่มให้บริการศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่หรือ Mobile unit แก่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่อยู่ห่างไกลและได้รับการตอบรับที่ดี ดังนั้น ส.ป.ก. จะได้จัดบริการศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่หรือ Mobile unit ให้ครอบคลุมครบทุกพื้นที่ พร้อมทั้งจะเพิ่มบริการอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องเกษตรกรให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และเพิ่มจำนวนรอบหมุนเวียนการให้บริการให้มากขึ้น เพื่อให้ ส.ป.ก. และพี่น้องเกษตรกรมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นต่อไป

ประการที่ 5 ปรับปรุงและขยายศูนย์บริการประชาชน สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่มาติดต่อใช้บริการ ส.ป.ก. ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัด และประสบปัญหาสถานที่พักคอยคับแคบและไม่เพียงพอ ส.ป.ก. จึงได้ดำเนินการโครงการก่อสร้าง/ขยาย/ปรับปรุงศูนย์บริการประชาชน ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัด ให้มีความกว้างขวางโอ่โถงมากขึ้น มีจำนวนที่นั่งพักคอยเพียงพอ และมีน้ำดื่มสะอาดให้บริการ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรที่มารับบริการมีสถานที่พักคอยที่เพียงพอและมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และประการสุดท้าย คือ การสำรวจรังวัดด้วยเครื่องมือทันสมัย ซึ่ง ส.ป.ก. กำลังจัดซื้อเครื่องหาค่าพิกัดด้วยสัญญาณดาวเทียม (GNSS ชนิด Rover) จำนวน 88 ชุด เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านงานสำรวจรังวัดและทำแผนที่ของ ส.ป.ก. ในการจัดที่ดินเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกรมีความทันสมัยและเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการสำรวจรังวัดและช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ/ซ้อนทับกันของแผนที่รูปแปลงที่ดินเกษตรกร นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาระบบแผนที่แปลงที่ดินของ ส.ป.ก. ให้เป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยมาตรฐานระวางแผนที่และแผนที่รูปแปลงที่ดินในที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาแผนที่แปลงที่ดินอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการเตรียมพร้อมรองรับเส้นแนวเขตที่ดินของรัฐ One Map การจัดทำแผนที่ฐาน Base map มาตราส่วน 1 : 4,000 ของประเทศไทย (ONE DATUM) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลการถือครองที่ดินของรัฐในระบบดิจิทัล (Big Data) ที่มีข้อมูลถูกต้องเป็นปัจจุบันทันสมัย สามารถช่วยในการขับเคลื่อนประเทศสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีประเทศไทย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และ Model Thailand 4.0

“ต่อจากนี้ไป ส.ป.ก. จะขับเคลื่อนด้วยค่านิยม “ALRO ALERT” ที่จะปลุกให้คน ส.ป.ก. ได้ตื่นตัว ตื่นรู้ ตื่นรุก และมุ่งตอบสนองการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว พร้อมปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากนักจัดที่ดินมาเป็นนักพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Manager) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ส.ป.ก. และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในเขตปฏิรูปให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แนวทางเกษตรวิชญาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร การทำเกษตรแบบปลอดภัย (GAP) เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร การส่งเสริมการแปรรูป การวางแผนการผลิตและการตลาดมาใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งหวังว่าการทำงานของ ส.ป.ก. ต่อจากนี้จะเปรียบเสมือนเป็นหน่วย Social Enterprise ซึ่งมีปฏิรูปที่ดินจังหวัดเป็นผู้จัดการพื้นที่ และมีผู้บริหาร ส.ป.ก. ทั้ง 4 ท่าน เป็น Supervisor และมีหน่วยงานส่วนกลางเป็น Backbones ที่จะสนับสนุนการทำงานของ ส.ป.ก. ให้เป็นทีมเดียวกัน และมีทิศทางที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ “การทำให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. อยู่ได้ อยู่ดี และอยู่อย่างยั่งยืน” มีรายได้ที่เพียงพอและมีความสุขในครอบครัว และการทำให้ที่ดิน “ส.ป.ก. เป็นพื้นที่เกษตรกรรมผืนสุดท้ายของประเทศ ที่จะสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนไทยตลอดไป”เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

‘กฤษฏา’ปักธง6วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ต้นแบบเดือนพ.ค. มั่นใจรายได้พุ่งปีละ5.66 แสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402101

‘กฤษฏา’ปักธง6วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ต้นแบบเดือนพ.ค. มั่นใจรายได้พุ่งปีละ5.66 แสนบาท

‘กฤษฏา’ปักธง6วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ต้นแบบเดือนพ.ค. มั่นใจรายได้พุ่งปีละ5.66 แสนบาท

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562, 14.37 น.

‘กฤษฏา’ปักธง6วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ต้นแบบเดือนพ.ค. มั่นใจรายได้พุ่งปีละ5.66 แสนบาท

17 มี.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช เปิดเผยว่าสั่งให้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ คณะอนุกรรมการพัฒนาเกษตรและสหกรณ์ ทุกจังหวัด เร่งขับเคลื่อนโครงการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ ให้จัดทำแผนปฏิบัติการแปลงต้นแบบในเดือนพ.ค.นี้ โดยใช้พื้นที่ ส.ป.ก. และนิคมสหกรณ์ซึ่งเกษตรกรรวมกลุ่มกันทำการเกษตรอยู่แล้ว ใน 6 ภูมิภาค ได้พื้นที่เป้าหมายแปลงละ 1,000 ไร่ขึ้นไปได้แก่ ส.ป.ก. ระบำ จ.อุทัยธานี ดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ บ่อทอง/หนองใหญ่ จ.ชลบุรี วังน้ำเขียว/ปากช่อง จ.นครราชสีมาโคกสูง จ.สระแก้ว ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี โดยจัดรูปที่ดินตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) คือ เกษตรกรได้สิทธิ์เข้าทำกิน แต่ไม่ได้เอกสารสิทธิส.ป.ก. 4-01 แล้วให้ทำเป็นแปลงรวม จัดรูปแบบสหกรณ์มาเช่าและบริหารจัดการทำเกษตรกรรม ส่วนที่ดินของนิคมสหกรณ์ซึ่งมีอยู่ 36 แห่งทั่วประเทศนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์กำลังคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายที่เหมาะสมอยู่

“ทุกหน่วยงานลงทำความเข้าใจเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ซึ่งเกษตรกรจะรวมแปลงกัน ตัดสินใจเลือกทำการเกษตรที่เหมาะสมตามแผนที่จัดการด้านเกษตรกรรม (Agri-Map)โดยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่ต้องการสินค้าเกษตรมีคุณภาพและปลอดภัย รวมถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ พร้อมกับบูรณาภาครัฐและเอกชนมาจัดหลักสูตรอบรม เน้นวิธีการจัดการสมัยใหม่แบบเกษตรแม่นยำ ปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรกรรมดั้งเดิมให้ผลตอบแทนต่ำไปสู่การทำเกษตรที่ลงทุนน้อยให้ผลตอบแทนสูง นำความรู้ทางเทคโนโลยี เครื่องมือและเครื่องจักรสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตเพื่อทดแทนการใช้แรงงาน” นายกฤษฏา กล่าว

ทั้งนี้ ได้ศึกษาเปรียบเทียบรายได้ระหว่างเกษตรกรที่ทำแปลงย่อยกับแปลงใหญ่ กรณีที่ฤดูผลิต 1 ปลูกข้าว ฤดูผลิต 2 ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และฤดูผลิต 3 ปลูกพืชผักนั้น ผลผลิตต่อไร่แบบแปลงใหญ่สูงกว่าแปลงย่อย ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า และได้กำไรมากกว่า ซึ่งจะทำให้รายได้ครัวเรือนต่อปีสูงขึ้นเป็น 566,107 บาท จากเดิม 350,607 บาท เพิ่มขึ้น 215,500 บาทหรือร้อยละ 61.5

สำหรับวิธีบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่นั้นเป็นแบบมีส่วนร่วมที่ทันสมัย โดยให้เกษตรอำเภอร่วมกับเจ้าหน้าที่สหกรณ์จังหวัดรวมกลุ่มเกษตรกรเจ้าของที่ดินเพื่อจดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน แล้วคัดเลือกเกษตรกรเจ้าของที่ดินที่มีศักยภาพหรือคัดเลือกบุตรหลานของเกษตรกรเจ้าของที่ดินต้องการทำการเกษตรเข้าอบรมหลักสูตรเกษตรกรสมัยใหม่ (Smart Farmers) มาเป็นผู้จัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ โดยอาจปรับเป็นการทำธุรกิจที่ลงทุนร่วมกันระหว่างเกษตรกรเจ้าของที่ดินกับภาคเอกชน หรือให้เอกชนลงทุนโดยออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องมือ เครื่องจักร แนะนำวิธีการทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ ขณะที่เกษตรกรยังเป็นเจ้าของที่ดิน จากนั้น​ให้สหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชนรวบรวมผลผลิตขายให้เอกชนหรือหาตลาดส่งขายเองหรือวางขายในระบบออนไลน์ เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถเชิญชวนภาคเอกชนมาตั้งโรงรวบรวบรวมผลผลิตหรือตั้งโรงงานแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลผลิต

ทั้งนี้ให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ออกเป็น 3 ส่วนระหว่างเกษตรกรเจ้าของที่ดิน สหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน และภาคเอกชนที่มาร่วมลงทุนดำเนินการในกิจการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ให้เป็นไปตามหลักความเป็นธรรมภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560

“เป้าหมายของโครงการคือ การเพิ่มบทบาททั้งภาครัฐและเอกชนให้มีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการวิสาหกิจแปลงใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพและยกระดับรายได้เกษตรกร อีกทั้งพัฒนาระบบเกษตรกรรมให้มีศักยภาพ ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและแข่งขันในตลาดโลกได้” นายกฤษฏากล่าว

ศธ.เร่งเครื่องโครงการครูพิเศษอาชีวศึกษาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401860

ศธ.เร่งเครื่องโครงการครูพิเศษอาชีวศึกษาฯ

ศธ.เร่งเครื่องโครงการครูพิเศษอาชีวศึกษาฯ

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 19.35 น.

ศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสายวิชาชีพอย่างเข้มข้น เดินเครื่องโครงการครูพิเศษอาชีวศึกษาอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเป็นการขับเคลื่อนแนวทางตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า โครงการครูพิเศษอาชีวศึกษาอุตสาหกรรม 4.0 นับเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนแนวทางตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ที่มีความสอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี พ.ศ.2561-2580 ที่ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาศักยภาพคนเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่ดำเนินการโดยการยกระดับสถาบันการศึกษา ในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญ สู่ความเป็นเลิศ โดยเฉพาะสาขาวิชาชีพ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเรามีหน่วยงานหลักอย่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นผู้กำกับดูแล ที่จะมีส่วนช่วยในการผลักดันให้การพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล

ครูผู้สอนเป็นถือเป็นหัวใจหลักของกระบวนการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษา ซึ่งครูพิเศษจากสถานประกอบการเป็นอีกส่วนสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในการเสริมทัพครูอาชีวศึกษาที่มีอยู่ในระยะเร่งด่วน  เพื่อรองรับกับความต้องการที่ตรงกับบริบทพื้นที่และตรงตามทิศทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาล โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  นับจากที่มีโครงการความร่วมมือกับผู้บริหารสถานประกอบการทั่วประเทศ ในการส่งอาสาสมัคร “ครูพิเศษ” เพื่อเสริมทัพครูอาชีวศึกษาที่มีอยู่ ในสาขาเร่งด่วน รวมทั้งสาขาที่ต้องการพิเศษ อาทิ ครูพิเศษใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย EEC และอุตสาหกรรม 4.0 หรือด้านภาษา กฎหมาย การลงทุน ระบบบัญชี การเงิน การจัดการ ทรัพยากรมนุษย์ การตลาด และการขาย

ทั้งนี้ เพื่อที่จะเข้ามาถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพพร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถของครูผู้สอนไปพร้อมกัน ซึ่งหมายรวมไปถึงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความเหมาะสม ทันสมัยเพื่อการพัฒนากำลังคนด้านการศึกษาสายวิชาชีพอย่างยั่งยืนต่อไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในการเปิดรับสมัครลงทะเบียน ครูพิเศษจำนวนทั้งสิ้น 500 ราย และเริ่มการเรียนการสอนไปแล้ว ในห้วงปีที่ผ่านมา

โดยในพื้นที่ภาคใต้ชายแดน มีการพัฒนาหลักสูตรที่เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา และมีครูพิเศษจากสถานประกอบพื้นที่EEC มาสอนในหลักสูตรช่างซ่อมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม โดยมีการจัดเตรียมแผนกและครุภัณฑ์ในการเรียนการสอนรุ่นแรกที่วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกปัตตานี ซึ่งแผนกช่างซ่อมหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเปิดรับนักเรียนจำนวน 20 คน สอนในระดับชั้นปวส. โดยทำการเรียนการสอนในรูปแบบทวิภาคี 1 ปีเรียนกับสถาบันทางการศึกษา และอีก 1 ปีหลังทำการฝึกงานที่สถานประกอบการ ถือเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาจาก SEC สู่ EEC ทั้งนี้แผนกช่างซ่อมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ได้เปิดการเรียนการสอนภายในปีการศึกษา 2562 จึงนับได้ว่าโครงการดังกล่าวนอกจากจะช่วยตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานด้านนี้อย่างตรงเป้าหมายแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำในภาคการศึกษาของประเทศอีกด้วย

7จว.ลุยตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401545

x

7จว.ลุยตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหม

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังแถลงข่าวการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร ประจำปีงบประมาณ 2562 ว่าจากการกำหนดนโยบายการตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรฯ โดยให้หน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ รวมทั้งให้แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคเอกชนในการประสานข้อมูลความต้องการด้านการตลาด จับคู่กับ

ภาคการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อให้วางแผนการผลิตเชิงปริมาณและคุณภาพได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด ลดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและไม่เพียงพอ กรมหม่อนไหมจึงสร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิต และทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยให้หน่วยงานระดับพื้นที่เป็นตัวกลางประสานจับคู่ด้านการตลาดระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม อีกทั้ง สร้างการรับรู้เรื่องพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้เกษตรกร ผู้ประกอบการและบุคลากรของกรมหม่อนไหม เพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินการตกลงซื้อ-ขายผลผลิตตามพ.ร.บ. ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่งานด้านหม่อนไหมร่วมกันในทุกฝ่าย

ด้านน.ส.ศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวว่า กรมหม่อนไหมดำเนินการนำร่องใน 7 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา และอุทัยธานี มีผู้ประกอบการขานรับนำร่องนโยบายการตลาดนำการผลิตดังกล่าว 5 บริษัท ใน 4 ชนิดสินค้าคือ 1.สินค้ารังไหม ได้แก่ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด และบริษัท ขอนแก่นสาวไหม จำกัด 2.สินค้าหนอนไหม ได้แก่ บริษัท เอ็นทีจีเอส คอร์เปอร์เรชั่นจำกัด 3.สินค้าเส้นไหม ได้แก่ ร้านฅญาบาติกและ4.สินค้าแผ่นใยไหม ได้แก่ บริษัทไทยซิลค์ โปรดักส์ จำกัด โดยผู้ประกอบการทั้งหมดทำสัญญาซื้อ-ขายผลผลิตล่วงหน้าในแต่ละชนิดสินค้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ มีเกษตรกรที่ได้ประโยชน์ในการนำร่องขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมใน 7 จังหวัด จำนวน 800 ราย ผลผลิตรวมของทุกชนิดสินค้าหม่อนไหม 200 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมที่เกิดขึ้นเป็นรายได้ให้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 30ล้านบาท ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและของประเทศในภาพรวม รวมทั้งเพิ่มความสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของรัฐบาลด้วย

ตั้งทีมศึกษาผลกระทบกม.เกษตรพันธสัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401543

x

ตั้งทีมศึกษาผลกระทบกม.เกษตรพันธสัญญา

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายคงฤทธิ์ บัวบุญ ประธานคณะทำงานศึกษาผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายเกษตรพันธสัญญา สภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวว่า ตามที่พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560 ได้ประกาศและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2560ซึ่งพบว่ากระบวนของระบบเกษตรพันธสัญญายังมีปัญหาเกิดขึ้นในพื้นที่ สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงแต่งตั้งคณะทำงานชุดใหม่ศึกษาผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายเกษตรพันธสัญญา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ โดยคณะทำงานฯมีอำนาจหน้าที่คือ ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลและสภาพปัญหาที่มีผลต่อการทำเกษตรพันธสัญญา เสนอปัญหาและแนวทางการแก้ไข โดยจัดทำข้อเสนอเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิให้เกษตรกร เสนอหลักเกณฑ์ มาตรการและวิธีการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งจากปัญหาในพื้นที่ รวม 2 เรื่องหลัก คือ

การประชาสัมพันธ์ ความรู้ด้านกฎหมายของระบบเกษตรพันธสัญญา เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เข้าใจขั้นตอนการทำข้อตกลงสัญญาซื้อ-ขายผลผลิตทางการเกษตร ผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียน ความกังวลต่อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเรื่องนี้นายสุรศักดิ์เหลืองอร่ามกุล หัวหน้ากลุ่มกฎหมายและไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาผู้แทนกระทรวงเกษตรฯรับเรื่องไปกำหนดแผนประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกษตรกรรับทราบสาระสำคัญและแนวทางปฏิบัติตามพ.ร.บ. เช่น การทำสัญญา รวมถึงการแจ้งข่าวสารในพื้นที่ เช่น ระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวกับระบบเกษตรพันธสัญญา โดยขอความร่วมมือให้สภาเกษตรกรจังหวัด ซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรกรทำความเข้าใจกับเกษตรกรในเรื่องนี้ด้วย

กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาข้อพิพาท เกษตรกรเกรงกลัวต่ออิทธิพลของผู้ประกอบการในการเผชิญหน้า ซึ่งขั้นตอนนี้บุคคลที่เหมาะสมในการทำหน้าที่ประธานการไกล่เกลี่ย ควรเป็นอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนพัฒนาจังหวัด ซึ่งขั้นตอนเจรจาไกล่เกลี่ยที่เกิดขึ้นภายในจังหวัด ไม่ได้สร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรอย่างแท้จริง และทำให้เกษตรกรต้องยอมรับสภาพหนี้สิน โดยมิอาจทำการโต้แย้งได้

อย่างไรก็ตาม คณะทำงานฯพิจารณาร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้น เนื่องจากกฎหมายเพิ่งประกาศใช้จึงยังไม่สามารถเสนอปรับปรุงได้ โดยจะนำเรื่องนี้ไปหารือร่วมกัน 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาข้อยุติในเรื่องนี้ต่อไป