กรมชลฯเร่งฟังความเห็นแก้ท่วมชุมพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401546

x

กรมชลฯเร่งฟังความเห็นแก้ท่วมชุมพร

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายศุภชัย วรรณะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานชุมพร กรมชลประทาน เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามพระราชดำริว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างลงพื้นที่ประชุมชี้แจงและรับฟังข้อคิดเห็น และแนวทางแก้ปัญหาจากราษฎรผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งที่ผ่านมาราษฎรเข้าใจและร่วมกำหนดแนวทางแก้ปัญหา ทั้งนี้ กรมชลประทานจะจัดประชุมชี้แจงต่อเนื่องให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจนสิ้นข้อโต้แย้ง จากนั้นถึงจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อของบประมาณดำเนินการโครงการฯ คาดว่าใช้เวลาก่อสร้าง 3-4 ปี

สำหรับการดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามพระราชดำรินั้น กรมชลประทานดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2540 เป็นการก่อสร้างอาคารประตูควบคุมบังคับน้ำ ขุดลอก ขุดขยายคลองระบายน้ำหลายสาย โดยออกแบบเพื่อตัดยอดน้ำ ผันน้ำอ้อมเมือง ซึ่งที่ผ่านมาป้องกันและบรรเทาอุทกภัยให้ตัวเมืองได้เป็นอย่างดีในระดับเป็นที่น่าพอใจ แต่จากความผันผวนของภูมิอากาศทำให้มีฝนตกในจ.ชุมพรมากกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2557 ทำให้เกิดน้ำท่วมแถวชานเมือง บริเวณต.นากระตาม ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ ต.หาดพันไกร ต.บางลึก อ.เมือง กระทั่งพฤศจิกายน 2561เกิดฝนตกหนักวัดได้มากกว่า 250 มิลลิเมตร จึงเกิดน้ำป่าไหลหลากจากคลองท่าแซะและคลองรับร่อลงมารวมกันที่คลองท่าตะเภามากถึง 1,111 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เกินความสามารถรับน้ำของคลองท่าตะเภา ทำให้เกิดน้ำท่วม ดังนั้น กรมฯจึงเห็นควรปรับปรุงคลองท่าตะเภาให้รับน้ำได้ในระดับ 1,400 ลบ.ม.ต่อวินาที จากนั้นจึงจัดทำเวทีชี้แจงรับฟังปัญหาข้อความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ถูกน้ำท่วมดังกล่าว

นายศุภชัยกล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามพระราชดำรินั้น วางแนวทางดำเนินการไว้ เช่น ปรับปรุงคลองหัววัง ให้ระบายน้ำได้ 930 ลบ.ม.ต่อวินาที ปรับปรุงคลองพนังตักให้ระบายน้ำได้ 1,150 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มบานปตร.หัววัง และ ปตร.พนังตักจากเดิม 3 ช่องเป็น 9 ช่อง ปรับปรุงคลองรับร่อจาก อบต.ท่าข้ามถึงจุดบรรจบคลองท่าตะเภาให้ระบายน้ำได้ 800 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มศักยภาพการรับน้ำคลองท่าตะเภา ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ หากแล้วเสร็จจะบรรเทาอุทกภัยในอ.ท่าแซะ อ.เมือง ที่ถูกน้ำท่วมได้ 42,000 ไร่ และแก้ปัญหาน้ำท่วมถนนเพชรเกษมเส้นทางสายหลักในการสัญจรสู่ภาคใต้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำคลองท่าตะเภาได้อย่างยั่งยืน ใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรองหน้าแล้ง

ส่วนความคืบหน้างานขุดคลองผันน้ำลุ่มน้ำคลองชุมพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามพระราชดำริเปิดโครงการมาตั้งแต่ปี 2558 แต่ติดขัดเรื่องการจัดหาที่ดิน จนกระทั่งมีการขอออกราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินคาดว่างานขุดคลองผันน้ำฯจะเสร็จปี 2564 ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมถนนสายเอเชีย 41(แยกปฐมพร) ที่เกิดทุกปี รวมถึงบรรเทาอุทกภัยในชุมชนตอนล่างของ อ.เมือง 6 ตำบล ลดพื้นที่น้ำท่วม 37,500 ไร่ ช่วยเหลือราษฎร 16,802 ครัวเรือน และเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง 6.5 ล้านลบ.ม.

เลาะรั้วเกษตร : อาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401542

281225166

เลาะรั้วเกษตร : อาหารปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ได้เข้าไปฟังการเสวนา เรื่อง “ก้าวต่อไปของเกษตรกรไทย วิกฤติ หรือ โอกาส” ทาง facebook live ของ เครือข่ายเกษตรและอาหารปลอดภัย หรือ GAP Net ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่สถาบันพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในการเสวนาครั้งนี้มีการพูดถึงการทำการเกษตรตามระบบ GAP หรือ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีไว้อย่างน่าสนใจ ผู้ที่พูดถึงเรื่องนี้คือ ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าไทย ผู้ซึ่งเป็นแกนนำในการสร้างระบบ THAIGAP

ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ บอกว่า ที่ตนเองออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีสร้างระบบ THAIGAP ทั้ง ๆ ที่ หน่วยราชการคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีระบบการรับรอง GAP อยู่แล้ว ก็เนื่องมาจากการผลักดันของกระทรวงเกษตรฯ ในการที่จะให้เกษตรกรทำการผลิตตามระบบ GAP นั้น เน้นไปที่การผลิตเพื่อการส่งออก และให้เป็นมาตรการสมัครใจ แต่ในสิ่งที่ควรจะเป็นคือ ควรจะสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรว่า เกษตรกรควรผลิตในระบบที่ถูกต้องไม่ว่าจะส่งออก หรือไม่ก็ตาม

เพราะวิธีการปฏิบัติตามระบบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP นั้น ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ผลผลิตมีคุณภาพ และที่สำคัญคือผลผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ชูศักดิ์ พูดถึง ออร์แกนนิค หรือเกษตรอินทรีย์ว่า การจะปลูกหรือทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์นั้น ต้องใช้พื้นฐานของ GAP หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีมาก่อน เพราะเกษตรอินทรีย์ กับ GAP มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ผลผลิตมีความปลอดภัย เพียงแต่การผลิตแบบ GAP ใช้สารเคมีได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้อง และไม่มีสารตกค้างในผลผลิต ส่วนเกษตรอินทรีย์นั้น ไม่สามารถใช้
สารเคมีใดๆ ได้

อย่างไรก็ตาม มีคนพูดถึงแต่ว่าเกษตรอินทรีย์ ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง แต่ไม่มีใครพูดถึงว่าผลผลิตจากระบบเกษตรอินทรีย์ มีโอกาสปนเปื้อนสูง เชื้อโรคอีโคไล ซาลโมเนลล่า ถ้าตรวจพบในต่างประเทศ มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันล้มละลายเลยทีเดียว เพราะเชื้อเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่าคนไทยมีภูมิต้านทานสูงกว่าฝรั่งจึงไม่ค่อยมีประเด็นเรื่องนี้ปรากฏให้เห็นนัก

ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไม่มีปัญหา หรือความขัดแย้งระหว่างการผลิตโดยใช้สารเคมีกับการผลิตแบบอินทรีย์ เพราะญี่ปุ่นมีเป้าหมายเดียวคือ ผลผลิตต้องปลอดภัย การผลิตแบบอินทรีย์ก็ทำไป จะส่งเสริมหรือสร้างชื่อเสียงกันก็ทำเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของท้องถิ่นนั้นๆ ไป

การผลิตตามระบบ GAP ของญี่ปุ่น เอกชนเป็นคนทำ ราชการไม่ได้มาเกี่ยวข้อง ราชการเพียงแต่ออกกฎหมายว่าอาหารต้องปลอดภัย ส่วนการทำให้ปลอดภัยทำอย่างไรคนผลิตต้องไปจัดการเอง นั่นคือต้องมีระบบ เอกชนจึงไปสร้างระบบให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย หรือ GAP และ GAP ของญี่ปุ่น เป็น GAP ที่ใช้มาตรฐานสูงของยุโรป และทำทั้งการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ ใช้มาตรฐานเดียวกัน ญี่ปุ่นจึงไม่มีปัญหาการตลาดกับตลาดต่างประเทศ และที่น่าสนใจคือญี่ปุ่นมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรสูงกว่าของไทยทั้ง ๆ ที่พื้นที่ทำการเกษตรไม่มาก แต่มีการบริหารจัดการที่ดี

ย้อนกลับมาที่ GAP ของไทย ปัจจุบันยังมีปัญหาความล่าช้าของการรับรองแหล่งผลิต GAP จากทางราชการ ยกตัวอย่าง ทุเรียนที่จันทบุรี สาธารณรัฐประชาชนจีน มีความต้องการทุเรียนจากไทยปีละประมาณ 5 แสนตัน ซึ่งต้องเป็นแปลงที่ผลิตในระบบ GAP แต่ปริมาณผลผลิตทุเรียนจำนวนดังกล่าวคำนวณแล้วต้องมีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 2 แสนไร่ แต่สวนที่ได้การรับรอง GAP มีเพียงหลักหมื่นไร่ ส่วนที่เหลือจะทำอย่างไรจึงจะรับรองให้ทันในฤดูกาลนี้ถ้าไม่แก้ปัญหาการรับรอง GAP ให้ได้อย่างรวดเร็วอาจจะเสียโอกาสทางการตลาดของทุเรียนไทยไปอย่างน่าเสียดาย

ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ กล่าวถึง THAIGAPว่าเป็นระบบการรับรองที่เอกชนสร้างขึ้นมา โดยสภาหอการค้าไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันพัฒนาและผลิตภัณฑ์อาหาร สวทช. GISDA สมาคมการค้าปลีกแห่งประเทศไทย ร่วมกันทำงานทั้งการพัฒนาเกษตรกร การตรวจสอบย้อนกลับ และการรับรอง เป็นมาตรฐานที่สากลยอมรับ แต่การรับรอง THAIGAP เกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่เหมือน Q GAP หรือ GAP ของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

เกษตรกรคงต้องชั่งน้ำหนักดูว่าจะยอมลงทุนให้เอกชนรับรอง หรือ จะรอภาคราชการรับรองให้ ซึ่งไม่รู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน แต่เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องนี้กระทรวงเกษตรฯ น่าจะต้องพิจารณาระบบการรับรอง GAP ของไทยแล้วว่าจะปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ หรือต้องจับเข่าคุยกันกับภาคเอกชน และทำ GAP ให้เข้มแข็ง มาตรฐานเดียวกันทั้งการส่งออก และบริโภคภายในประเทศ และควรจะมีเพียง GAP เดียว ผู้บริโภคจะได้ไม่สับสน

แว่นขยาย

รายงานพิเศษ : 13ปีกรมข้าวโยงตลาดหนุนการผลิต มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401547

รายงานพิเศษ : 13ปีกรมข้าวโยงตลาดหนุนการผลิต มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาไทย

รายงานพิเศษ : 13ปีกรมข้าวโยงตลาดหนุนการผลิต มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาไทย

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญอย่างมากของประเทศ การผลิตข้าวของไทยได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่ตรงความต้องการของผู้บริโภคและเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและส่งออก ในระยะที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกข้าวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ปัจจุบันนี้ภาวะการแข่งขันนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทั้งด้านการผลิตและการตลาด

นายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาปนาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 ตลอดระยะเวลา 13 ปีแห่งการเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแลเรื่องข้าวของประเทศ กรมการข้าวได้มุ่งมั่นพัฒนาข้าว โดยเฉพาะด้านการผลิตรวมถึงการเชื่อมโยงด้านการตลาดการพัฒนาการปลูกข้าวและการจัดการเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าว การอนุรักษ์และคุ้มครองพันธุ์ข้าว การปรับปรุงพันธุ์พื้นเมืองให้มีลักษณะที่ตรงตามพันธุ์ อีกทั้งยังดูแลด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้เมล็ดพันธุ์ดีและกระจายสู่ชาวนาได้อย่างทั่วถึง

รัฐบาลให้ความสำคัญและมีนโยบายการพัฒนาข้าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอตรงความต้องการในประเทศและส่งออกต่างประเทศ จึงดำเนินการจัดทำแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร กำหนดพื้นที่ปลูกข้าว โดยในปี 2561 ได้ประกาศพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว ปี 2561/62 จำนวน 70.42 ล้านไร่ ผลผลิต 33.42 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งเป็นปริมาณที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความเห็นสอดรับกันว่าเป็นปริมาณผลผลิตและความต้องการตลาดที่มีความสมดุลกัน ทั้งนี้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรนี้ดำเนินการตั้งแต่ การวิเคราะห์ดีมานด์และซัพพลาย ช่วงการผลิต และช่วงการตลาด

นายประสงค์ ประไพตระกูล

ในปีที่ผ่านมา กรมการข้าวให้ความสำคัญต่อเรื่องการผลิตและการตลาดข้าวเป็นอย่างมากขณะเดียวกันยังได้มีการปรับตัวเรื่องการวิจัยและพัฒนาข้าว แม้ในอดีตจะมีงานวิจัยที่ก่อประโยชน์นานัปการมีผลงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จสามารถถ่ายทอดและเผยแพร่สู่สาธารณะมากมาย แต่การปรับตัวเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบันก็ยังคงต้องดำเนินการต่อไป จึงมีการพัฒนาข้อมูลข่าวสารเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงตลาดข้าวให้กลับมาเป็นของไทยเช่นเดิม ด้วยการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และพัฒนาคุณภาพข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาด มีการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม เข้ามาพัฒนางานข้าวที่สำคัญๆ โดยเฉพาะการใช้พันธุ์ดีเพื่อเพิ่มโอกาสและอำนาจต่อรองให้ชาวนา

ก้าวสู่ปีที่ 14 นี้ กรมการข้าวได้เร่งดำเนินนโยบายด้านการผลิตข้าวตามที่รัฐบาลได้มอบหมายตามแนวทางดำเนินงานของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง โครงการส่งเสริมเกษตร ทฤษฎีใหม่ด้านข้าว โครงการสำรองเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งศูนย์ข้าวชุมชนและเครือข่าย โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร โครงการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร โครงการวิจัยและพัฒนาข้าว จึงรับรองพันธุ์ข้าว กข79 ซึ่งเป็นข้าวเจ้าพื้นนุ่มผลผลิตสูงตรงตามความต้องการของชาวนาและกำลังเป็นที่นิยมของตลาด ขณะเดียวกันกรมการข้าวได้ต่อยอดการพัฒนาข้าว กข43 โดยส่งตัวอย่างข้าวตรวจวิเคราะห์ค่าดัชนีน้ำตาลที่ประเทศออสเตรเลีย เพื่อประโยชน์ในการทำการตลาดข้าวในต่างประเทศ

นายประสงค์ กล่าวย้ำว่า การพัฒนาการเกษตรไปสู่ความยั่งยืนคือเป้าหมายของการทำงานที่รัฐบาลต้องการ โดยมุ่งหวังให้สินค้าเกษตรเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่มีนโยบายแทรกแซง ไม่บิดเบือนราคา เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดการพัฒนาบนพื้นฐานของปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง การใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีนำการผลิต และการเชื่อมโยงทางการตลาด รวมทั้งการพัฒนาระบบตลาดให้กับเกษตรกรสามารถเข้าถึง และมีข้อมูลด้านการตลาดเพื่อประกอบการตัดสินใจ เพื่อสร้างอาชีพชาวนาให้มีความเข้มแข็ง มีรายได้ที่มั่นคงในอนาคตต่อไป

ชวนผู้ประกอบการไทยร่วมเครือข่ายSMEsสู่อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401632

ชวนผู้ประกอบการไทยร่วมเครือข่ายSMEsสู่อาเซียน

ชวนผู้ประกอบการไทยร่วมเครือข่ายSMEsสู่อาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562, 20.57 น.

ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ สสว. เชิญชวนผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมเครือข่าย SMEs เชื่อมสู่ตลาดอาเซียน +8 พร้อมเป็นพี่เลี้ยงนำบุกตลาดขนาดใหญ่ที่น่าจับตาถึง 4 ประเทศ ทั้ง จีน อินเดีย พม่า และกัมพูชา  

ศ.ดร.กัลปพฤกษ์  ผิวทองงาม  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (Ecber)  มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ให้บริการ SMEs สู่อาเซียน โดยเปิดให้ผู้สนใจร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกับประเทศอาเซียน +8 พร้อมกับให้ความรู้ผู้ประกอบการในการใช้ประโยชน์จากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน+8   นอกจากนี้ ยังจะเป็นการเชื่อมโยงผู้ให้บริการ SMEs ไทยสู่อาเซียนและกลุ่มประเทศอาเซียน+8 ด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่และมีวัฒนธรรมการบริโภคสินค้าและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใกล้เคียงคนไทย  อาทิ  จีน  อินเดีย พม่า และกัมพูชา

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการ และได้รับการคัดเลือกจะได้ร่วมเดินทาง  1 ใน 4 ประเทศ ประกอบด้วย จีน  อินเดีย พม่า และกัมพูชา โดยได้รับทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายถึง 60% และได้ร่วมพบปะพร้อมทั้งขอคำแนะนำการลงทุนกับเครือข่ายทางธุรกิจใน 4 ประเทศ อย่างใกล้ชิด ทั้งยังร่วมลงพื้นสำรวจตลาดและBusiness Dinner ร่วมกับเครือข่ายธุรกิจท้องถิ่น พร้อมนำเสนอสินค้ากับตัวแทนจำหน่ายและ Supplier ท้องถิ่น อีกด้วย

ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ กล่าวอีกว่า ทั้ง 4 ประเทศ มีความน่าสนใจแตกต่างกัน โดยเฉพาะจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่และเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ซึ่งเป็นทั้งตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของไทย ผู้บริโภคชาวจีนได้หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากจึงหันมาใช้สินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น จากเดิมที่สนใจเฉพาะเรื่องของราคา ดังนั้น สินค้าของไทยซึ่งมีชื่อเสียงและได้รับความไว้วางใจด้านคุณภาพจึงได้รับความสนใจจากชาวจีนจำนวนมาก ขณะที่ประเทศอินเดียมีประชากรฐานะปานกลาง จำนวน 267 ล้านคน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 547 ล้านคน ภายในปี 2026 กลุ่มนี้สนใจสินค้านำเข้าที่มีคุณภาพเช่นกัน อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรธรรมชาติ อุตสาหกรรมเครื่องหนังและรองเท้ามีโอกาสขยายตลาดสูง ส่วนพม่าและกัมพูชานั้น รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมโยงสูงกับภูมิภาคจึงเป็นโอกาสดีของนักลงทุนไทยในการมองหาตลาดต่างประเทศที่มีพฤติกรรมผู้บริโภคใกล้เคียงกับคนไทย

ผู้ประกอบการที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่  https://goo.gl/forms/WALWSP9gQ4zXC1G13สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่  คุณนัฐมล ขีดเขียว ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น  โทรศัพท์ 043-202566 ,084-231 6705  หรือ e-mail : ecber.kku@gmail.com

‘กาฬสินธุ์’ใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง 14 ตันต่อไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401577

'กาฬสินธุ์'ใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง 14 ตันต่อไร่

‘กาฬสินธุ์’ใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง 14 ตันต่อไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562, 18.14 น.

มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ร่วมกับภาคเอกชน บริษัท มิตซูบิชิคอเปอร์เรชั่น จับมือนำโครงการวิจัยสู่เกษตรกรพัฒนาและใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตมันลำปะหลังเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เผย 14 ตันต่อไร่ ได้ผลดีเกินคาด

14 มี.ค.62 ที่บริเวณแปลงมันสำปะหลัง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พื้นที่ อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เป็นประธานในการจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังจากผลการวิจัยสู่เกษตรกรในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยได้ร่วมกับบริษัทมิตซูบิชิ คอร์เปอร์เรชั่น โดยมีผู้บริหารของบริษัท จากประเทศญี่ปุ่น เดินทางมาร่วมกิจกรรมและมอบพันธุ์มันสำปะหลังและรางวัลสำหรับเกษตรกรที่จัดการแปลงได้ดีเยี่ยม โดยทีมวิจัยมันสำปะหลัง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้รับการสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปีมีผลการวิจัยเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง

 

 

จากนั้น ได้ลงสำรวจแปลงมันสำปะหลัง อายุ 4 เดือน ที่มีการวางระบบน้ำหยด การจัดการแปลงแบบยกร่อง ซึ่งได้ร่วมกันปล่อยแตนเบียนเพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งสีชมพูที่มักจะระบาดในช่วงหน้าแล้งและอากาศร้อนจัดและชมการสาธิตระบบเครื่องจักรกลในการจัดการแปลงและเครื่องปลูกที่ลดต้นทุนการผลิตได้และการจ้างแรงงานคนที่มีค่าแรงค่อนข้างสูง

รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวว่า รายได้หลักของประชากรมาจากการผลิตข้าว ยางพารา อ้อยและมันสำปะหลัง โดยมันสำปะหลังเป็นพืชที่เกษตรกรปลูกมากที่สุดรองจากข้าว พื้นที่ปลูกประมาณ 300,000 ไร่ แต่ผลผลิตเฉลี่ยที่ได้ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ประมาณ 3.0 ตันต่อไร่ ซึ่งมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์มีภารกิจในการวิจัยและพัฒนาการผลิตพืช และมันสำปะหลังเป็นพืชหนึ่งที่มีการวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง จนได้เทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ที่เหมาะสม แต่มีการถ่ายทอดสู่เกษตรกรไม่กว้างขวางมากนัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ และบุคลากร รูปแบบความร่วมมือของผู้มีส่วนได้เสียในการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำประหลังจากผลการวิจัยสู่เกษตรกร จ.กาฬสินธุ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างรายได้เพิ่มทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในแปลงอย่างต่อเนื่อง

 

รศ.จิระพันธ์  กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้รับทุนสนับสนุนการทำวิจัยเรื่อง Transfer of Cassava Production Technology Attained from Research to Farmers in Kalasin Province to Enhance Their Production Efficiency and Income (Phase III) จากบริษัท มิตชูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน  โดยทางทีมวิจัยได้ใช้ 2 พื้นที่เปิดแปลงทดลอง  ทั้งที่วิทยาเขตภูสิงห์ และพื้นที่ อ.นามน  ซึ่งผลผลิตที่ได้มีความใกล้เคียงกัน เฉลี่ย  11 –  14 ตันต่อไร่  และขณะนี้ทางทีมคณะผู้วิจัยยังเปิดกว้างรับเกษตรกรเข้ามาร่วมโครงการอีกจำนวนมากที่สามารถติดต่อมาได้ที่มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์  คณะวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช

นายสายัญ พันธุ์สมบูรณ์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินงานเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลัง 100 คน ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังอย่างเป็นระบบ  และคาดว่าจะสามารถนำไปปฏิบัติหรือถ่ายทอดสู่เกษตรกรรายอื่นๆ ได้อย่างน้อย 400 คน ในปีถัดไปเกษตรกรสามารถนำเทคโนโลยีที่ได้เรียนรู้  ไปใช้ในการผลิตมันสำปะหลังในแปลงของตนเอง ทำให้ได้ผลผลิต และรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 40 จากผลผลิตเดิมที่ได้ในแต่ละพื้นที่ และช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของเกษตรกร จากการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และการเกิดเครือข่ายการเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาการผลิตมันสำปะหลังของ จ.กาฬสินธุ์มีความยั่งยืน

กษ.สั่ง’ฝนหลวง’เกาะติดช่วยเหลือพื้นที่เกษตร ชี้นาปรังเจอภัยแล้งเสี่ยงเสียหาย2ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401570

กษ.สั่ง'ฝนหลวง'เกาะติดช่วยเหลือพื้นที่เกษตร ชี้นาปรังเจอภัยแล้งเสี่ยงเสียหาย2ล้านไร่

กษ.สั่ง’ฝนหลวง’เกาะติดช่วยเหลือพื้นที่เกษตร ชี้นาปรังเจอภัยแล้งเสี่ยงเสียหาย2ล้านไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562, 17.42 น.

“กฤษฎา”สั่งฝนหลวง11หน่วย เกาะติดทำฝนช่วยเหลือพื้นที่เกษตร ชี้นาปรังเจอภัยแล้งเสี่ยงเสียหายกว่า2ล้านไร่ อีก1แสนไร่เริ่มเสียหายแล้ว ขณะที่ฝนหลวงภาคตะวันออก บินทำฝนช่วยพื้นที่เพาะปลูก-เติมน้ำกินใช้จันทบุรี-ตราด

14 มี.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้ง ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ห่วงใย ได้สั่งทุกหน่วยงานเร่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน เกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง โดยขณะนี้มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเกินแผนจัดสรรน้ำ กว่า 1 แสนไร่ กำลังเกิดความเสียหาย และอีก 2 ล้านไร่ ใน 36 จังหวัด ที่จะเสี่ยงเกิดความเสียหาย เนื่องจากต้องใช้น้ำหล่อเลี้ยง อีก 2 เดือน กว่าจะเก็บเกี่ยวได้ โดยตนได้สั่งการกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปรับแผนปฏิบัติการใหม่ ให้ตั้งหน่วยฝนหลวงทุกภูมิภาค ขณะนี้ได้ตั้ง 11 หน่วย และมีความพร้อมขึ้นบินปฏิบัติการทำฝนหลวงทันทีและทั่วถึงเมื่อสภาพอากาศเข้าเงื่อนไข เพื่อเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่เกษตรให้เกษตรกรได้ผลผลิต

สำหรับน้ำอุปโภคบริโภคมีเพียงพอใช้ถึงวันที่ 31 พ.ค.แม้ช่วงนี้ฝนไม่ตกแม้แต่หยดเดียว แต่หากเกิดฝนทิ้งช่วงในเดือน มิ.ย. – ก.ค.จะมีมาตรการจำกัดการใช้น้ำภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม ซึ่งขอให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 21 จังหวัด ต้องงดปลูกข้าวนาปรังรอบสอง ทั้งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทย จะลงพื้นที่ร่วมกันชี้แจงเกษตรกรงดปลูกพืชใช้น้ำมาก แนะนำให้ทำพืชอื่นใช้น้ำน้อย ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

“พื้นที่ทางเกษตรเสียหายแล้วกว่า 1 แสนไร่ และมีความเสี่ยงเสียหายอีก 2 ล้านไร่ ขณะนี้ให้หน่วยฝนหลวงกระจายทุกภูมิภาค 11 หน่วย เกาะติดพื้นที่ หากพบสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยสามารถขึ้นบินได้ทันที ทำฝนช่วยพื้นที่เกษตร ทั้งนี้ ปริมาณน้ำในเขื่อนใช้ได้ถึงเดือน พ.ค.หากเกิดฝนทิ้งช่วงจำเป็นจะต้องนำน้ำสำรองที่ไว้ในปีหน้ามาใช้ก่อน” นายกฤษฎา กล่าว

ขณะที่ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ได้ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งทั่วประเทศ และลดปัญหาฝุ่นละออง ในส่วนพื้นที่ภาคตะวันออก จากผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์สัตหีบ จ.ชลบุรี พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 62% และค่ายกตัวดี จึงตัดสินใจขึ้นบินปฏิบัติการ 2 ภารกิจ โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าวโพดหลังนา และพืชไร่บางส่วนที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งประสบปัญหาภัยแล้ง และภารกิจที่ 2 มีเป้าหมายในพื้นที่ อ.สอยดาว , อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ซึ่งได้รับการร้องขอฝน เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งเริ่มส่งผลกระทบด้านการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค รวมถึงพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด ด้านพื้นที่ภาคกลาง พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆเพียง 38% ค่าดัชนีการยกตัวไม่ดี ซึ่งยังไม่เข้าเงื่อนไขที่เหมาะสม

สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ คุณภาพอากาศในหลายจังหวัด เช่น จ.เชียงราย , จ.ลำปาง , จ.ลำพูน , จ.เชียงใหม่ และ จ.แพร่ อยู่ในเกณฑ์ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีค่า PM2.5 สูงถึง 199 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นผลมากจากปัญหาไฟไหม้ป่า ทำให้ค่าฝุ่นละอองในอากาศเกินเกณฑ์มาตรฐานในระดับสูงหลายพื้นที่ และจากผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ร้องกวาง จ.แพร่ และสถานีเรดาร์อมก๋อย จ.เชียงใหม่ พบว่ามีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆไม่เข้าเงื่อนไข หน่วยปฏิบัติการฯ จ.เชียงใหม่ และหน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก จึงขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากมีความเหมาะสมจะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยคลี่คลายสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่ที่รับผลกระทบ และบรรเทาปัญหาภัยแล้งในพื้นที่การเกษตร

ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณพื้นที่ จ.ขอนแก่น และ จ.เลย มีคุณภาพอากาศเกินเกณฑ์มาตรฐาน อยู่ในภาวะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และจากผลการตรวจอากาศยังไม่เข้าเงื่อนไข จึงขอติดตามสภาพอากาศ และพื้นที่ภาคใต้ ยังไม่เข้าเงื่อนไขที่เหมาะสม

เกษตรฯคิกออฟรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ฉีดวัคซีน’สุนัข-แมว’ฟรีทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401533

เกษตรฯคิกออฟรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ฉีดวัคซีน'สุนัข-แมว'ฟรีทั่วไทย

เกษตรฯคิกออฟรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ฉีดวัคซีน’สุนัข-แมว’ฟรีทั่วไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562, 16.24 น.

14 มี.ค.62 ที่ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์​ จ.ปทุมธานี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ​เป็นประธานเปิดงาน​โครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า​ ปีงบประมาณ​ 2562​ (Kick​ off) พร้อมด้วย ​นายลักษณ์​ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ โดยมี นายสัตวแพทย์ ​สรวิศ​ ธานีโต​ อธิบดีกรมปศุสัตว์​ กล่าวรายงาน​

โดย นายสัตวแพทย์ ​สรวิศ​ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ปูพรมกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า Kick Off ฉีดวัคซีนหมา – แมว ฟรีทั่วไทย พร้อมสร้างความตระหนักรู้ของผู้เลี้ยง “รัก-เลี้ยง-รับผิดชอบ” พาสุนัข – แมวฉีดวัคซีนทุกปี ตั้งเป้าปลอดโรคปี 63

ทั้งนี้ นายกฯ เผยว่าจากสถานการณ์การเกิดโรคพิษสุนัขบ้าในต้นปี 2561 ที่มีแนวโน้มจะขยายเป็นวงกว้าง โดยช่วงต้นปีในระหว่าง ม.ค. – เม.ย.61 มีตัวอย่างในสัตว์เลี้ยงที่พบโรคพิษสุนัขบ้า จำนวน 1,121 ตัวอย่าง และมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า จำนวน 12 คน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนร่วมกันเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรค ทำให้สถานการณ์การเกิดโรคเริ่มคลี่คลายลงในปลายปี 2561 และปัจจุบันปี 2562 ยังไม่มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความตื่นตัวและตระหนักรู้ของพี่น้องประชาชน ผู้เลี้ยงสัตว์ให้ “รัก-เลี้ยง-รับผิดชอบ” พาสุนัข – แมว ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคทุกปี ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ จัดโครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2562 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ระหว่าง วันที่ 1 มี.ค. – 30 มิ.ย.62 เป็นระยะเวลา 4 เดือน และมีการ Kick Off รณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทั่วประเทศพร้อมกันในวันนี้ โดยมีกิจกรรมฉีดวัคซีน ผ่าตัดทำหมัน และจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ขอย้ำว่า พี่น้องประชาชนอย่าลืม 1 มี.ค. – 30 มิ.ย.62 ฉีดวัคซีนฟรีทั่วไทย

นายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การควบคุมและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ร่วมกับทุกภาคส่วนในการดำเนินงาน มีเป้าหมายภายในปี 2563 ต้องไม่พบโรคทั้งในคนและในสัตว์ โดยได้ถอดบทเรียนในอดีต สิ่งที่ค้นพบ คือ เรื่องการกระจายวัคซีนลงในพื้นที่ไม่ทั่วถึงและขาดแคลนในบางพื้นที่ ได้แก้ไขโดยมีการบูรณาการบริหารจัดการวัคซีนร่วมกันระหว่างสำนักงานปคณะกรรมการอาหารและยา กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และภาคเอกชน ผู้นำเข้าวัคซีน พบว่า ในปีนี้มีความต้องการวัคซีนจำนวน 14.3 ล้านโด๊ส วัคซีนที่นำเข้ามามีจำนวน 14.9 ล้านโด๊ส ทำให้วัคซีนในปีนี้มีเพียงพอและทั่วถึงทุกพื้นที่ อีกทั้งได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตวัคซีนภายในประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาวัคซีนขาดแคลน สร้างความมั่นคงด้านวัคซีน ส่วนคุณภาพของวัคซีนนั้น มีการตรวจสอบคุณภาพวัคซีนในภาคสนาม ภายหลังการฉีดวัคซีนโดยคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า วัคซีนมีคุณภาพสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้

อย่างไรก็ตาม นายกฤษฎา กล่าวเสริมว่า ขอให้ประชาชนประสานขอรับบริการต่างๆ ผ่านทางเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน อีกทั้ง ขอความร่วมมือประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์ให้เฝ้าระวัง หากพบสุนัข – แมว มีอาการน่าสงสัย ป่วยหรือตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้า ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ หรือแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 หรือผ่านแอพพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์ได้ทันท่วงที

ทั้งนี้ หากท่านให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ในการป้องกันและควบคุมการเกิดโรคอย่างเคร่งครัด สัตว์เลี้ยงของท่านจะปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า และขอให้ระลึกไว้เสมอว่า “รัก-เลี้ยง-รับผิดชอบ” พาสุนัข – แมว ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคทุกปี

กษ.ถกเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง สั่งกรมชลเร่งทำฐานข้อมูลน้ำ จัดสรรให้พอใช้ทั้งประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401240

x

กษ.ถกเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง n สั่งกรมชลเร่งทำฐานข้อมูลน้ำ n จัดสรรให้พอใช้ทั้งประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมเตรียมรับมือภัยแล้ง และพิธีปล่อยขบวนคาราวานเครื่องจักรอุปกรณ์ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่คาดว่าจะประสบภัยแล้งที่กรมชลประทาน จ.นนทบุรีว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯมอบหมายให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักจัดทำฐานข้อมูลปริมาณน้ำทั้งประเทศ ความต้องการใช้น้ำ ทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน เพื่อนำมาวิเคราะห์เป็นรายพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง และกำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรและประชาชน โดยการประชุมวันนี้ได้รายงานผลบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2561/62 (1 พ.ย. 2561-7 มี.ค. 2562) มีปริมาณน้ำเก็บกักทั้งประเทศ แบ่งเป็น 1) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง มีปริมาณน้ำกักเก็บ 47,141 ล้าน ลบ.ม. นำมาใช้ได้ 23,599 ล้าน ลบ.ม. 2) อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 412 แห่ง มีปริมาณน้ำกักเก็บ 2,696 ล้าน ลบ.ม. นำมาใช้ได้ 2,310 ล้าน ลบ.ม. และ 3) ปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำอื่นนำมาใช้ได้ 1,138 ล้าน ลบ.ม. รวมปริมาณน้ำใช้การทั้งประเทศ 27,047 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้

“รมว.เกษตรฯเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้บริหารจัดการน้ำให้ตลอดรอดฝั่งช่วงแล้งนี้ ซึ่งดำเนินงานมาต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 และจากการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งจึงได้เตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร ลงไปในพื้นที่ รวมทั้งมีแผนติดตามสถานการณ์และรายงานผลให้รมว.เกษตรฯรับทราบทุกวันจันทร์” ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นการปล่อยขบวนคาราวานเครื่องมือ เครื่องจักร อาทิ รถบรรทุกน้ำและเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลอื่นๆ จากสำนักเครื่องจักรกลส่วนกลาง เข้าสนับสนุนพื้นที่เพิ่มเติม โดยจัดส่งเครื่องสูบน้ำ 1,935 เครื่อง รถสูบน้ำ 258 คัน เครื่องผลักดันน้ำ 527 เครื่อง รถขุด 499 คัน เรือขุด 69 ลำ รถบรรทุก 511 คัน รถบรรทุกน้ำ 106 คัน รถแทรกเตอร์ 565 คัน เครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นอีก 373 เครื่อง และสะพานเหล็กแบบถอดประกอบได้ยาว 44 เมตร 7 อัน พร้อมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตามพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วมีประสิทธิภาพ

ซอกแซกอาเซียน : 14 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401239

566101

ซอกแซกอาเซียน : 14 มีนาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พูดถึงเรื่องแม่น้ำและต้นน้ำของเมียนมา มีครั้งหนึ่งผมไปทำงานแอปเตอร์ที่รัฐคะฉิ่น ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศ โชคดีสุดๆ ที่ได้มีโอกาสในชีวิตที่ได้เห็นต้นน้ำของแม่น้ำอิรวดี ที่กล่าวในตอนที่แล้วว่าแม่น้ำในเมียนมา อินเดีย ตลอดจนบังกลาเทศมีมวลน้ำละลายมาจากหิมะ ทว่าจุดกำเนิดของแม่น้ำอิรวดี กลับไม่ใช่ดินแดนที่มีหิมะตก หากแต่เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำสองสายที่ไหลมาจากทิศเหนืออีกทีหนึ่ง ชื่อว่า แม่น้ำเมขะ กับแม่น้ำมะลิขะ จุดบริเวณต้นแม่น้ำอิรวดีนี้ รองอธิบดีเมียนมาเล่าให้ฟังว่า ประเทศจีนเคยยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเมียนมา ขอทำเขื่อนขนาดใหญ่ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เพราะทำเลอยู่ในหุบเขา แต่ประชาชนเมียนมาไหวตัวทัน ไม่ยอมให้มีการสร้าง ผลก็คือ ต้นแม่น้ำอิรวดียังสภาพและระบบนิเวศที่เป็นธรรมชาติอันสวยงาม เหมาะสมเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองมิตจีนา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ เนื่องจากการเดินทางไม่ไกลนัก และเส้นทางรถยนต์แม้จะผ่านหุบเขาและไม่ดีนัก แต่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุง

แล้วผมจะกลับมาเล่าต่อสำหรับการทำงานที่รัฐคะฉิ่น แต่ตอนนี้ขอย้อนกลับไปคุยกิจกรรมแอปเตอร์ที่รัฐยะไข่ต่อจากฉบับที่แล้วครับ เมื่อเดินทางโดยเรือเร็วถึงเมืองบูทิดอง มีเจ้าหน้าที่มารับท่านรัฐมนตรี และพาคณะไปกินอาหารกลางวันที่โรงพยาบาลประจำเมือง ทั้งนี้เพราะท่านรัฐมนตรีที่ไปนั้น เป็นกระทรวงที่คุมด้านสาธารณสุขด้วย ลักษณะโรงพยาบาลก็เป็นอาคารเก่า อาณาบริเวณไม่ใหญ่โต และไม่หรูหราทันสมัย ก็ต้องเข้าใจครับว่าประเทศเมียนมาตกอยู่ในการปกครองในระบอบที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2505 เศรษฐกิจเป็นแบบระบบปิด จึงไม่เฟื่องฟูและสามารถที่จะมีงบประมาณมาพัฒนาประเทศได้อย่างประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

ทว่า พวกเขาก็เป็นคนมีน้ำใจไม่ต่างจากคนไทยเรา ต้อนรับขับสู้ให้เกียรติพวกเราอย่างเต็มที่ ท่านรัฐมนตรีหลังจากรับฟังการบรรยายสั้นๆ จากเจ้าหน้าท้องถิ่นแล้ว ก็มีการรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งท่านได้เชิญผมร่วมโต๊ะกับท่าน โดยท่านนั่งหัวโต๊ะและเชิญผมนั่งข้างถัดมา วัฒนธรรมการรับประทานอาหารอย่างหนึ่งของเมียนมา (ซึ่งบ้านเราก็พอมี) คือ ผู้ใหญ่ ซึ่งกรณีนี้ คือ ท่านรัฐมนตรี จะตักกับข้าวใส่จานข้าวเราอยู่เป็นระยะๆ เดี๋ยวกับข้าวจานโน้น จานนี้ จนเราต้องขอบคุณท่านอยู่ตลอด

ครั้นจะตอบแทนท่านด้วยการตักกับข้าวใส่จานข้าวท่านบ้าง สังเกตมาหลายครั้งไม่เห็นมีใครทำกัน แต่ที่แปลกและพบประจำในที่อื่นๆ ด้วย คือ ระหว่างนั่งรับประทานอาหารอยู่นั้น จะต้องมีเจ้าหน้าที่เมียนมาระดับกลางๆ ไม่ใหญ่ไม่เด็กเกินไป
2-3 คน มายืนด้านหลังใกล้ผู้ใหญ่ ถ้าเป็นแบบไทย จะเรียกว่ายืนค้ำหัวก็ได้ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ นอกจากจะต้องคอยตอบคำถามต่างๆ ที่ท่านผู้ใหญ่ถามระหว่างการกินแล้ว ที่สำคัญ คือ ถ้าห้องนั้นไม่ติดแอร์ คนหนึ่งจะมีพัดแบบมือถือ คอยพัดไล่ความร้อนให้กับผู้ใหญ่ ส่วนอีกคนหรือสองคน จะคอยตักกับข้าวใส่จานข้าวให้ท่านผู้ใหญ่จนกระทั่งกินอิ่ม (ผู้ใหญ่เลยมีเวลาตักกับข้าวให้เราหรือคนอื่น) นี่แสดงว่า จะต้องมีการเตรียมการอย่างดี คือ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นคงต้องกินอาหารมาก่อนจนอิ่มแล้ว เพราะมิฉะนั้นคงจะหิวแย่ เนื่องจากการกินแต่ละครั้งของคณะใช้เวลานานพอสมควร ลักษณะการมายืนค้ำหัวนี้ ผมสังเกตเห็นเกือบทุกแห่ง นี่ถ้าบ้านเราเป็นแบบนี้ สำหรับตัวผมเอง คงจะกินข้าวไม่ค่อยลงเป็นแน่

และอีกอย่าง เวลากินข้าว ชาวเมียนมาน่าจะได้ชื่อว่ากินข้าวจริงๆ เพราะในจานข้าวจะตักข้าวเยอะมาก ผมว่าค่าเฉลี่ยบริโภคข้าวต่อหัวคนเมียนมาน่าจะมากกว่าคนไทยเยอะ ส่วนเรื่องกับข้าวเมียนมาจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น คงมีเวลามาเล่าให้ฟังอีกครั้งนะครับ แต่สมัยหนึ่งที่ผมเคยไปนอนที่โรงแรมในกรุงเนปิดอว์ เพื่อเข้าร่วมประชุม ASEAN Food Security Reserve Board (AFSRB) ตอนเข้ามาทำงานแอปเตอร์ใหม่ๆ ได้พบกับผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นฝรั่งมาจากยุโรปแต่ทำงานในเมียนมาในลักษณะ เอ็นจีโอ ซึ่งเคยมาเที่ยวเมืองไทย เขาชื่นชมอาหารไทยเพราะว่ามีรสชาติและความหลากหลาย แต่เมื่อถามว่าเทียบกับอาหารเมียนมาเป็นอย่างไร เขาทำหน้าตาจริงจังตอบว่า ของไทยรสชาติจัดจ้าน ขณะที่ของเมียนมาเขาอธิบายซึ่งก็ตรงกับความรู้สึกของผมเป๊ะเลย คือ มันมีรสชาติที่ไม่ไปทางไหนสักกะทาง จะว่าเค็มก็ไม่เค็ม จะว่าเปรี้ยวก็ไม่มี จะว่าเผ็ดก็ไม่ได้ จะว่าหวานก็ไม่ใช่ หรืออีกทั้งจะว่าจืดก็ไม่เชิง เอ๊ะ ยังไง เอาเป็นว่าใครสงสัยว่าเป็นอย่างไรกันแน่ อาจต้องลองหาชิมเอาเองครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ไฟเขียวกยท.ถ่ายทอดนวัตกรรม ทำถนนยางพาราให้อินโด-มาเลย์หวังดันราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401242

x

ไฟเขียวกยท.ถ่ายทอดนวัตกรรม l ทำถนนยางพาราให้อินโด-มาเลย์หวังดันราคา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พาราซอยล์ซีเมนต์มีความอ่อนตัวสูงกว่าถนนทั่วไป จึงทนความร้อนได้มากกว่าประมาณร้อยละ 48 ทำให้ทนทาน แข็งแรง รวมทั้งมีคุณสมบัติลดการลื่นไถล ต้านการเกิดร่องล้อ ช่วยขับขี่รถยนต์ปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้ หากอินโดนีเซียและมาเลเซีย นำยางพาราไปใช้ทำถนนด้วย จะทำให้ความต้องการยางพาราในตลาดเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยการทำถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ระยะทาง 1 กิโลเมตร ความกว้างถนน 12 เมตร ความหนา 5 เซนติเมตร ต้องใช้ปริมาณเนื้อยางแห้ง 3.6 ตัน หรือใช้น้ำยางข้นในปริมาณ 6 ตัน มาเป็นส่วนผสม ช่วยผลักดันการใช้ยางพารามากถึงร้อยละ 20 – 30 ของยางพาราที่มีอยู่ และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 30 – 50

สำหรับประเทศไทยที่ผ่านมา โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ทำให้หน่วยงานราชการหลายแห่งนำยางพาราไปใช้ทำถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ โดยเฉพาะกรมชลประทาน ที่มีแผนซ่อมแซมปรับปรุงถนนคันคลองชลประทาน จากถนนลูกรังเป็นถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์รวมระยะทาง 400 กิโลเมตร ต้องใช้น้ำยางถึง 7,200 ตัน นอกจากนี้ โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตรของรัฐบาล ที่กยท.จะร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ทั่วประเทศ 75,032 หมู่บ้าน หมู่ละ 1 กิโลเมตร รวมระยะทาง 75,032 กิโลเมตร สามารถดึงน้ำยางออกจากตลาดได้มากกว่า 1.44 ล้านตัน