อหิวาต์หมูวาระแห่งชาติ ปศุสัตว์ทำแผนรับมือเข้ม3ระยะ8มาตรการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399951

อหิวาต์หมูวาระแห่งชาติ ปศุสัตว์ทำแผนรับมือเข้ม3ระยะ8มาตรการ

อหิวาต์หมูวาระแห่งชาติ ปศุสัตว์ทำแผนรับมือเข้ม3ระยะ8มาตรการ

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์จัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ระยะ 8 มาตรการ โดยเสนอเป็นวาระแห่งชาติ กรอบวงเงินงบประมาณดำเนินการ 3 ปี (พ.ศ. 2562 – 2564) เป็นเงิน 1,822,542,900 บาท ประกอบด้วย 1.เฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค 2.ทำลายและค่าชดใช้ในการทำลายสุกรและซากสุกรและ 3.งบกลางในปีงบประมาณ 2562 สำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินใช้เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

สำหรับแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของไทย ที่มีระยะดำเนินการ 3 ระยะ ประกอบด้วย 1.ระยะก่อนเผชิญเหตุระบาด 2.ระยะเผชิญเหตุระบาด และ3.ระยะหลังเผชิญเหตุระบาด ซึ่งมีแนวทางดำเนินการ 8 มาตรการคือ 1.การบริหารจัดการและขับเคลื่อนมาตรการ 2.การป้องกันโรคเข้าประเทศเชิงบูรณาการ 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรคเข้าฟาร์ม 4.การเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังโรค 5.พัฒนาการตรวจวินิจฉัยและสร้างเครือข่ายทางห้องปฏิบัติการ 6.พัฒนาการควบคุมโรค 7.เพิ่มศักยภาพในการสื่อสารความเสี่ยง และ8.การจัดการฟื้นฟูเกษตรกร

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ตรวจยึดผลิตภัณฑ์และผลตรวจพบสารพันธุกรรมของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของด่านกักกันสัตว์ทั่วประเทศ ข้อมูลระหว่างวันที่ 20 ก.ย. 2561-27 ก.พ. 2562ตรวจยึดได้ที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง สนามบินภูเก็ต สนามบินสุราษฎร์ธานี และสนามบินอู่ตะเภา จำนวน 209 ครั้ง ปริมาณ 5,766 กิโลกรัม มีจำนวนส่งตรวจ 331 ตัวอย่าง มีผลตรวจที่ให้ผลบวก 22 ตัวอย่าง

“ถึงแม้โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรจะไม่ติดต่อถึงคน แต่โรคดังกล่าวยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ไม่มียารักษา เชื้อมีความคงทนในสิ่งแวดล้อม และมีอัตราการตายของสุกรสูง สุกรที่ป่วยแล้วไม่ตายจะเป็นพาหะตลอดชีวิต แต่กระทรวงเกษตรฯยืนยันว่าจะมุ่งควบคุมและป้องกันการเกิดโรคหรือการนำเข้าสุกร เพื่อไม่ให้กระทบภาคอุตสาหกรรมสุกรของประเทศไทยต่อไป” นายลักษณ์ กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : เกือบไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399950

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เกือบไป

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกอบด้วยบิ๊กๆ ของหลายกระทรวง ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วีระศักดิ์ โคว้สุรัตน์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไพรินทร์ ชูโชติถาวร เดินทางไปตรวจราชการที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเครื่องบิน C130 ของ กองทัพอากาศ

หลังจากเครื่องบินขึ้นบินไปแล้วประมาณ 45 นาที เกิดใบพัดขัดข้อง จำต้องบินวนกลับมาลงที่ท่าอากาศยานทหารดอนเมือง เพื่อเปลี่ยนเครื่องบินเป็น CN 295 ของกองทัพบก เดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่อ งานนี้ระหว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ใครได้หน้า ใครเสียหน้า ก็ว่ากันไป…

กระทรวงเกษตรฯ ก็มีเครื่องบินใช้ เป็นเครื่องบินที่อยู่ในความดูแลของ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ของ อธิบดีสุรสีห์ กิตติมณฑล ซึ่งมีเรื่องเครื่องบินขัดข้องให้หวาดเสียวอยู่เหมือนกัน

หวาดเสียวเรื่องแรก คือ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เฮลิคอปเตอร์ ฝึกบินของกรมฝนหลวงฯ เกิดอุบัติเหตุลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินนครสวรรค์ 1 ใน 2 สนามบินของกรมฝนหลวงฯ (อีกสนามหนึ่ง อยู่ที่คลองหลวง ปทุมธานี) โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก แต่เครื่องบินเสียหาย เพราะลงจอดกะทันหันเครื่องกระแทกพื้นเกิดไฟไหม้

วันเดียวกันนั้น อธิบดี สุรสีห์ รีบออกแถลงการณ์ชี้แจง ว่า เฮลิคอปเตอร์ที่เกิดอุบัติเหตุนั้น เป็นเฮลิคอปเตอร์รุ่น AS 350B2 ขึ้นทำการฝึกบินในท่าฉุกเฉิน ซึ่งเป็นท่าฝึกบินในกรณีที่ต้องนำเครื่องลงจอดในภาวะฉุกเฉิน ฝึกบินอยู่ที่สนามบินนครสวรรค์ มีนักบินประจำเครื่อง 2 นาย และช่างประจำเครื่อง 1 นาย ระหว่างจะนำเครื่องลงจอด เครื่องเสียการทรงตัว นักบินไม่สามารถควบคุมเครื่องได้ ทำให้เฮลิคอปเตอร์กระแทกพื้นขณะเครื่องยังไม่หยุดทำงาน ทำให้เครื่องพลิกคว่ำ มีน้ำมันไหลออกมาปะทะความร้อนของเครื่องยนต์ จึงเกิดไฟไหม้

เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเข้าให้ความช่วยเหลือดับเพลิงได้ทัน และนำเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 นายออกจากเครื่องได้ทันอย่างปลอดภัย

หวาดเสียวครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช นำคณะเจ้าหน้าที่และผู้สื่อข่าวรวม 28 ชีวิต ไปร่วมงานเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งประจำปี 2562 ที่สนามบินนครสวรรค์ โดยใช้เครื่อง CN235 ขึ้นจากท่าอากาศยานทหารดอนเมือง แต่ยังไม่ทันไปถึงสนามบินนครสวรรค์เกิดปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้องระหว่างจะนำเครื่องลง

นักบินไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับสนามบินได้ด้วยระบบของเครื่องบิน จึงบินวนรอบสนามบินและพยายามใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกับทางภาคพื้นดิน เพื่อให้ช่วยดูว่าล้อของเครื่องบินกางออกสมบูรณ์หรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบจากภาคพื้นดินว่าล้อกางออกแล้ว จึงได้นำเครื่องลง และเบรก ยางที่กระแทกพื้นและเสียดสีกับพื้นสนามบินจึงระเบิดออกเป็นรูปกากบาท แต่ผู้โดยสารทุกคนปลอดภัย

รัฐมนตรี กฤษฎา บอกกับผู้สื่อข่าวว่าไม่กลัว แต่คิดว่าจริงๆ ท่านก็คงหวาดเสียวเหมือนกัน และคงไม่กล้าใช้บริการเครื่องบินเกษตรไปอีกนาน แต่วันนั้นผู้สื่อข่าวไปด้วยจำนวนมากจึงต้องจำใจกลับเครื่องบินเกษตรเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนลำใหม่

เปิดเข้าไปดูในเว็บไซต์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พบว่า กรมฝนหลวงฯ มีเครื่องบินอยู่หลายลำ และมีเครื่องบินอยู่ 2 ประเภท คือเครื่องบินปีกตรึง มีอยู่ 31 ลำ 5 รุ่น คือ Porter PC-6/B2H2 1 เครื่องยนต์จำนวน 3 ลำ Cessna Caravan 1 เครื่องยนต์ จำนวน 10 ลำ Casa 2 เครื่องยนต์ จำนวน 13 ลำ CN235-220 2 เครื่องยนต์ จำนวน 2 ลำ และ Super King Air 350B 2 เครื่องยนต์ จำนวน 3 ลำ

อีกประเภทหนึ่งคือ เครื่องบินปีกหมุน หรือ เฮลิคอปเตอร์ มีอยู่ 5 รุ่น ประกอบด้วย Ecureuil AS 350B 1 เครื่องยนต์ จำนวน 2 ลำ Bell 206B 1 เครื่องยนต์ จำนวน 3 ลำ Bell 412 EP 2 เครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ Bell 412 EP 1 เครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ และ Bell 407GXP 1 เครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ

แต่ละลำอายุการใช้งานนานแค่ไหนไม่ได้ระบุ แต่กรมฝนหลวงฯ มีนักบินรุ่นใหม่ ที่อายุยังน้อยอยู่จำนวนไม่น้อย การฝึกฝน ประสบการณ์ของนักบินก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ และการดูแลบำรุงรักษาเครื่องบิน ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ภารกิจของกรมฝนหลวง ไม่ได้มีเพียงการทำฝนเพื่อการเกษตร ยังมีภารกิจพิเศษอื่นๆ อีกมาก เช่น การทำฝนเพื่อสลายฝุ่น PM2.5 และการปฏิบัติภารกิจของผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ

ทำบุญเลี้ยงพระเพื่อสิริมงคลของฝูงบินกันหน่อย ดีไหมครับ

แว่นขยาย

กรมชลฯคุมเข้มใช้น้ำหน้าแล้ง วอนงดทำนาปรังรอบ2-ยันมีพอใช้ทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399709

x

กรมชลฯคุมเข้มใช้น้ำหน้าแล้ง วอนงดทำนาปรังรอบ2-ยันมีพอใช้ทั่วปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ หลังสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ว่า มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 50,825 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 67 ของความจุเก็บกักรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้ 26,896 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 52 ของปริมาณน้ำใช้การได้ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่กรมชลประทานบริหารจัดการให้เพียงพอกับความต้องการทุกภาคส่วนในเขตชลประทานจนสิ้นสุดฤดูแล้งแน่นอน

โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาซึ่งมี 4 เขื่อน คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นแหล่งน้ำต้นทุนนั้น ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวมกัน 14,650 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 7,954 ล้าน ลบ.ม. จะมีน้ำเพียงพอใช้ในทุกกิจกรรมเช่นกัน เฉพาะการผลักดันน้ำเค็ม ซึ่งขณะนี้ปริมาณค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีสูบน้ำสำแล วัดได้ 0.15 กรัม/ลิตร และแม่น้ำแม่กลองที่สถานีปากคลองดำเนินสะดวก วัดได้ 0.13 กรัม/ลิตร ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุม และผลิตน้ำประปาได้ตามปกติ

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/2562 ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2561 – 30 เม.ย. 62 ปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ วางแผนจัดสรรน้ำไว้ 23,100 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเพียงพอสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทานทั่วประเทศ โดยในส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น วางแผนจัดสรรน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2561 – 30 เม.ย. 2562 รวม 8,000 ล้าน ลบ.ม. ผลการจัดสรรน้ำ ณ วันที่ 28 ก.พ. 2562 ใช้น้ำไปแล้วทั้งประเทศ 14,234 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 ของแผนฯ เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาใช้น้ำไปแล้ว 6,042 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น
ร้อยละ 76 ของแผนฯ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ที่ต้องควบคุมการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด โดยจะเน้นสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนทับเสลา และเขื่อนกระเสียว ส่วนอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำระหว่างร้อยละ 30-60 ของความจุอ่างฯมี 17 แห่ง อาทิ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนแม่มอก เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำอูน เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ เขื่อนลำนางรอง เขื่อนสิรินธร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนคลองสียัด และเขื่อนบางพระ จะสามารถส่งน้ำสนับสนุนการปลูกพืชฤดูแล้งเฉพาะพืชใช้น้ำน้อยเท่านั้น รวมทั้งขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดทำนาปรังรอบที่ 2 เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตและสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องสูบน้ำ รถสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด รถบรรทุกน้ำ รถแทรกเตอร์มากกว่า 4,850 เครื่อง เพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน

ราคาดี! เกษตรกรตาก-เลยแห่ปลูกข้าวโพด แนะรัฐสกัดลักลอบนำเข้าจากปท.เพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399707

x

ราคาดี! เกษตรกรตาก-เลยแห่ปลูกข้าวโพด แนะรัฐสกัดลักลอบนำเข้าจากปท.เพื่อนบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลิตและการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจ.ตาก และเลย แหล่งผลิตสำคัญขอประเทศ โดยสถานการณ์การผลิตและการตลาด ปี 2562 (ปีเพาะปลูก2561/62 ) ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2562 พบว่า จ.ตาก มีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 553,954 ไร่ ผลผลิต 404,896 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 1.95 และร้อยละ 1.23 ตามลำดับ  จ.เลยมีเนื้อที่เพาะปลูก 527,756 ไร่ ผลผลิต 371,201 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 0.25 และร้อยละ 2.38 ตามลำดับ โดยทั้งเนื้อที่เพาะปลูกและผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาปีที่ผ่านมาจูงใจให้เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูก ประกอบกับภาครัฐดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐสนับสนุนปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ตามแนวทางการตลาดนำการผลิต

ด้านราคาที่เกษตรกรขายได้ทั้งสองจังหวัด อยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคา จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พบว่าจ.ตาก ความชื้น 14.5% ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 8.37 บาท และความชื้นเกิน
14.5% กิโลกรัมละ 7.27 บาท จังหวัดเลย ความชื้น 14.5% กิโลกรัมละ 8.05 บาท และความชื้นเกิน 14.5% กิโลกรัมละ 6.06 บาท

สำหรับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 2 หลังนา (พฤศจิกายน 2561 – กุมภาพันธ์ 2562) ในจ.ตากและจ.เลย พร้อมออกสู่ตลาดช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2562 โดยคาดว่าราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี เป็นผลสืบเนื่องมาจากการดำเนินงานโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม มีภาคเอกชนเข้ามาช่วยรับซื้อผลผลิตแน่นอน

อย่างไรก็ตาม รัฐควรมีมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กระทบราคาข้าวโพดในประเทศ โดยเฉพาะ
จ.ตาก และเลย ซึ่งมีแนวชายแดนติดประเทศเมียนมาและสปป.ลาว ทั้งนี้ ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกลาดตระเวนพื้นที่ตามแนวชายแดนตลอด 24 ชั่วโมง และเตือนผู้ประกอบการห้ามลักลอบนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาภายในประเทศเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ประมงแจงปมกระเบนนก ไม่ผิดกม.แต่ใกล้สูญพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399708

x

ประมงแจงปมกระเบนนก ไม่ผิดกม.แต่ใกล้สูญพันธุ์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมงเปิดเผยถึงกรณีปลากระเบนที่ปรากฏอยู่ในรายการแข่งขันทำอาหารว่า จากการตรวจสอบ มี 2 ชนิดพันธุ์ คือ กระเบนหิน และกระเบนนกจุดขาว สำหรับปลากระเบนนกจุดขาว หรือปลากระเบนค้างคาว หรือปลากระเบนยี่สนอยู่ในวงค์ปลากระเบนนก (Myliobatidae) เป็นปลากระเบนทะเลที่พบได้ในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก และอีกหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงน่านน้ำไทยที่พบเห็นได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ลักษณะเด่นมีผิวหนังเรียบ ด้านหลังมีสีดำมีจุดขาวกระจาย ด้านท้องมีสีขาว หางเรียวยาวมาก มีส่วนหัวที่แยกออกจากครีบเห็นได้ชัดเจน จึงทำให้ว่ายน้ำไปมาได้อย่างอิสระเหมือนนกบิน มีขนาดกว้างได้ถึง 1.5 เมตร เคยพบสูงสุดถึง 3 เมตร น้ำหนัก 230 กิโลกรัม อาศัยบริเวณใกล้ผิวน้ำถึงใกล้พื้นท้องทะเลตามชายฝั่งทะเลแนวปะการัง ส่วนปลาขนาดเล็กอาจพบได้ในเขตน้ำกร่อยปากแม่น้ำ กินปลาขนาดเล็กหอยปลาหมึกกุ้งและปูเป็นอาหาร

สำหรับในประเทศไทย ปลากระเบนนก เป็นสัตว์น้ำพลอยได้จากการทำประมง ไม่อยู่ในเป้าหมายการจับของชาวประมง ถึงแม้ปลากระเบนนกจะเป็นสัตว์น้ำที่ไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองหรือบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) แต่สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ได้สำรวจและประเมินสถานภาพรายชื่อปลาฉลามและปลากระเบนทั่วโลก 1,038 ชนิด ใน IUCN Red List สำหรับปลากระเบนนกชนิดนี้แสดงสถานะให้เป็นสัตว์น้ำชนิดพันธุ์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU)โดยขอความร่วมมือประเทศที่เป็นเจ้าของสัตว์น้ำในบัญชี IUCN Red List  ให้ความสำคัญด้านบริหารจัดการและการอนุรักษ์ เนื่องจากการประเมินสถานภาพพบว่ามีแนวโน้มลดลงจากการทำประมงและการท่องเที่ยว ดังนั้น เพื่อช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำไม่ให้สูญพันธุ์ จึงขอความร่วมมือชาวประมงหากจับสัตว์น้ำที่ไม่ใช่สัตว์น้ำเศรษฐกิจขอให้ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เพราะสัตว์น้ำบางชนิดถึงแม้ไม่ใช่สัตว์น้ำเศรษฐกิจและไม่ถูกนิยมมาบริโภค แต่เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของท้องทะเลไทยได้เป็นอย่างดี

ซอกแซกอาเซียน : 7 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399712

566101

ซอกแซกอาเซียน : 7 มีนาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ความมหัศจรรย์ของแม่น้ำเมียนมา คือ แต่ละสายนั้นกว้างใหญ่มโหฬารครับ อย่างแม่น้ำสายหลักที่หลายท่านคงคุ้น เช่น แม่น้ำอิรวดี (คนเมียนมาเรียกว่า เอยาวดี) มีความยาวตั้งแต่ต้นน้ำในรัฐคะฉิ่น ตอนเหนือสุดไหลผ่ากลางประเทศลงมาทางใต้จนลงทะเลในมหาสมุทรอินเดีย นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำสะโตงที่ไหลลงใต้เช่นเดียวกัน แม่น้ำเหล่านี้จุดที่กว้างมากๆ เราจะมองดูแล้วไม่น่าเป็นแม่น้ำ แต่เป็นทะเลหรือทะเลสาบมากกว่า เพราะกว้างสุดลูกหูลูกตาจริงๆ ครับ ครั้งหนึ่งผมนั่งรถยนต์จากเขตพะโค ข้ามแดนไปรัฐกะเหรี่ยงและรัฐมอญซึ่งต้องเดินทางมาทิศตะวันออกใกล้ประเทศไทย ระหว่างทางต้องข้ามแม่สายหนึ่งที่คนไทยเรียกว่า แม่น้ำสะโตง ถ้าท่านผู้อ่านจำวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนได้ คือแม่น้ำที่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรได้ใช้พระแสงปืนยิ่งข้ามแม่น้ำถูกตัวแม่ทัพเมียนมาคนหนึ่งตายนั่นแหละ ผมวิเคราะห์กับทีมแอปเตอร์คนไทยที่เดินทางไปด้วยกันแล้ว คงเป็นประวัติศาสตร์ที่บันทึกคลาดเคลื่อนไปหรือเปล่า เพราะแม่น้ำสายนี้กว้างจริงๆ เฉพาะส่วนที่ผมกำลังข้ามบนสะพานก็ยาวน่าจะเกือบๆ ครึ่งกิโลเมตร

ความกว้างของแม่น้ำในเมียนมา บางสายใกล้ๆ เมืองย่างกุ้ง ขณะผมนั่งรถข้ามสะพานคำนวณดูแล้วกว้างกว่าแม่น้ำท่าจีนแถวตลาดนครชัยศรีสักสองเท่า ผมถามรองอธิบดีเกษตรฯของเมียนมาว่า ชื่อแม่น้ำอะไร แกบอกว่า นี่ไม่ใช่แม่น้ำ แต่เป็นเพียง creek ซึ่งแปลว่า ลำห้วย ทำเอาผมงงงวยไปเลย นอกจากจะมีความกว้างใหญ่มโหฬารแล้ว ริมตลิ่งแม่น้ำเท่าที่ผมนั่งเรือเร็วไปเมืองบูทิดองนั้น ตลอดสายส่วนมากดูราบเรียบไร้ต้นไม้กอไผ่ใดๆ ทั้งสิ้น ระดับน้ำสูงจนเกือบติดกับผิวดินริมตลิ่ง ซึ่งเวิ้งว้างราบเรียบยาวสุดลูกตาคือ แปลงนาสำหรับปลูกข้าว ชาวนาที่ปลูกข้าวสามารถที่จะใช้เครื่องสูบน้ำสูบจากแม่น้ำเข้าแปลงนาที่อยู่ติดกันได้เลย สะดวกอย่างยิ่ง คุณลักษณะพิเศษของประเทศเมียนมาแบบนี้ ผมเคยจำได้ว่านานมาแล้ว คุณวิชัย อดีตนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เคยเล่าถึงศักยภาพในการพัฒนาของประเทศเมียนมาว่า มีมากกว่าประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ ตลอดจนแรงงานคน ล้วนมีอยู่อย่างมากมายเหลือเฟือ

ระหว่างที่นั่งรถเดินทางผ่านแม่น้ำต่างๆ ที่กว้างใหญ่ที่กล่าว ผมก็นึกถึงสาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็ได้ทดสอบพรรคพวกคนแอปเตอร์ที่เดินทางไปด้วยกัน เพื่อวิเคราะห์ จึงได้คำตอบว่า แม้เมียนมาจะเป็นดินแดนติดกับประเทศไทย แต่ต้นน้ำของเมียนมาไม่ได้เกิดจากน้ำฝนตกสะสมเหมือนเช่นแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ของเรา แต่ต้นน้ำเมียนมาเกิดจากเทือกเขาหิมาลัย เหมือนๆ กับต้นน้ำในประเทศอินเดีย บังกลาเทศ แหล่งน้ำมาจากการละลายของหิมะ ไม่ได้เกิดจากฝน จึงทำให้เกิดมวลน้ำมหาศาลในแต่ละปีกัดเซาะพื้นดินจนเกิดเป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่มโหฬารดังที่เห็น นี่คือผลการวิเคราะห์ของเรา ผิดถูกอย่างไร ไม่มีเอกสารตำราใดยืนยัน ท่านผู้อ่านหากมีเหตุผลหรือทฤษฎีอื่นก็สามารถแสดงเสริมหรือหักล้างได้ครับ

คณะเราใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง บนเรือเร็ว ซึ่งบางช่วงก็จะมีเรือบรรทุกสินค้า เรือโดยสารวิ่งสวน รองอธิบดีเกษตรฯของเมียนมาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเคยทำหน้าที่เป็นเกษตรจังหวัดที่รัฐยะไข่เคยเดินทางโดยเรือโดยสารธรรมดาจากชิตตเวมาบูทิดองใช้เวลาเกือบวันเต็ม แต่คราวนี้เร็วมาก มีคณะเจ้าหน้าที่มารับที่ท่าเรือ ทั้งนี้เพราะมีท่านรัฐมนตรีของรัฐไปด้วย กลุ่มเรามีผมและคณะคนไทยรวม 3 คน และก็มีคนญี่ปุ่น 1 คน ซึ่งถูกส่งมาประจำที่สำนักงานแอปเตอร์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ได้รับสิทธิพิเศษสุดๆ ที่ทางการเมียนมากรุณาอนุญาตให้มาที่เมืองบูทิดองและมงดอได้ ปกติหากเป็นต่างชาติ หรือหน่วยงานที่แม้จะมาจากสหประชาชาติ ก็มักได้รับการปฏิเสธที่จะให้เข้ามา ทั้งนี้ เพราะดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่มีความขัดแย้งระหว่างเมียนมาและโรฮีนจาซึ่งเป็นชาวมุสลิม (ที่คนหรือทางการเมียนมาปฏิเสธเรียกชื่อนี้ แต่เรียกว่า เบงกาลี) ฉะนั้นความในต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเมืองผมจึงขออนุญาตไม่พูดถึง แต่คงจะเล่าเกี่ยวกับงานแอปเตอร์และสภาพทั่วไปอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องอ่อนไหวครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ก.เกษตรฯไฟเขียวแผนรับมือ ผลไม้ภาคตอ.-เหนือทะลักเข้าตลาดเม.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399710

x

ก.เกษตรฯไฟเขียวแผนรับมือ ผลไม้ภาคตอ.-เหนือทะลักเข้าตลาดเม.ย.

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวมทั้ง 4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ตัน ซึ่งผลผลิตภาพรวมของผลไม้ทั้ง 4 ชนิดเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาทุกชนิดคือ ทุเรียน 511,872 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 403,906 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.73 เงาะ 194,513 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 173,224 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.29 มังคุด 181,390 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มี 73,576 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 146.53 และลองกอง 23,659 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 จำนวน 16,319 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.98 ส่วนผลไม้ภาคเหนือคือ ลิ้นจี่ 41,473 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 จำนวน 41,220 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.61 เพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวยทำให้ต้นไม้ผลมีเวลาพักสะสมอาหารนาน

ทั้งนี้ จากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board)เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก (ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง) และแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ (ลิ้นจี่) โดยมอบให้คณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ปี 2562 ให้เป็นไปตามกลไกของตลาดปกติ เน้นบริหารจัดการเชิงคุณภาพ 3 ระยะ ตั้งแต่ ระยะก่อนเก็บเกี่ยว โดยส่งเสริมการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP รวมกลุ่มแปลงใหญ่ และเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า ระยะเก็บเกี่ยว แนะนำเก็บเกี่ยวระยะเหมาะสม ป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้คุณภาพ ระยะหลังเก็บเกี่ยว ให้คำแนะนำการเตรียมความพร้อมต้นสำหรับฤดูต่อไป

ส่วนการจัดการเชิงปริมาณ ก่อนเก็บเกี่ยว ให้สำรวจและจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิต ระยะเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และบริโภคผลไม้ตามฤดูกาล หลังเก็บเกี่ยว ส่งเสริมแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลไม้ พร้อมติดตามสถานการณ์ ประเมินผล โดยช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เกษตรกรต้องจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และราคาเฉลี่ยของผลผลิตตลอดฤดูกาลมีราคาสูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับทุเรียนได้กำหนดมาตรการระยะสั้นเพื่อควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต โดยตั้งชุดเฉพาะกิจช่วยสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมาย ได้แก่ 1) กฎหมายอาญามาตรา 271 (93) ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 2) พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมทั้งรณรงค์แก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรทำผลผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ส่งเสริมการบริโภคผลไม้โดยตรงกับผู้บริโภค การใช้สติ๊กเกอร์ติดขั้วทุเรียนเพื่อรับรองคุณภาพสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออกจะออกสู่ตลาดพร้อมกันช่วงเดือนเมษายน สำหรับช่องทางบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก แบ่งเป็น ทุเรียน กระจายผลผลิตในประเทศ 61% แปรรูป 13% และส่งออก 21% เงาะ การกระจายผลผลิตในประเทศ 82% แปรรูป 7% และส่ออก 11% มังคุด กระจายผลผลิตในประเทศ 67% แปรรูป 6% และส่งออก 27% และลองกอง การกระจายผลผลิตในประเทศ 82% และส่งออก 18%

หวั่นแล้งหนัก! กษ.สั่งขุดสระน้ำ-บ่อบาดาล ชี้ชาวนาดื้อปลูกข้าวรับความเสี่ยงเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399777

หวั่นแล้งหนัก! กษ.สั่งขุดสระน้ำ-บ่อบาดาล ชี้ชาวนาดื้อปลูกข้าวรับความเสี่ยงเอง

หวั่นแล้งหนัก! กษ.สั่งขุดสระน้ำ-บ่อบาดาล ชี้ชาวนาดื้อปลูกข้าวรับความเสี่ยงเอง

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2562, 20.11 น.

“กฤษฏา ห่วงภัยแล้งหนักสุดในรอบ32ปี สั่งปลัดเกษตรฯเรียกประชุมวอร์รูมน้ำ ด่วน เร่งขุดสระน้ำขนาดเล็ก บ่อบาดาล ชี้ชาวนาหลายจังหวัด ยังดื้อไม่หยุดปลูกข้าวนาปรัง รับความเสี่ยงเอง “

6 ก.ค. 62 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีนักวิชาการระบุสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้จะหนักกว่าปี58-59 ที่ใช้น้ำจนหมดเขื่อนภูมิพล และแล้งนานที่สุดในรอบ32ปี ว่าได้สั่งการให้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯในฐานะประธานคณะทำงานบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง(วอร์รูม) เรียกประชุมด่วนวันพรุ่งนี้(7 มี.ค.)โดยมีอธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ เพื่อบูรณาการแก้ปัญหา เร่งหาแนวทางป้องกันบรรเทาภัยแล้ง เช่น ดูพื้นที่มีความพร้อมให้เร่งขุดสระน้ำขนาดเล็ก  หากพื้นที่ไหนขุดแล้วไม่มีน้ำใส่บ่อ ก็ประสานกระทรวงทรัพย์ฯขุดเจาะบ่อบาดาล

ซึ่งอธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่าปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ มีน้ำให้ประชาชนใช้อุปโภค บริโภค ได้ถึงวันที่ 31 ก.ค.ทั้งนี้ในส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงต้องติดตามสถานการณ์น้ำทุกพื้นที่ รายงานถึงตนทุกวันจันทร์ เร่งเตรียมคน เครื่องมือ ทำบัญชีแหล่งน้ำทุกรูปแบบโดยเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ความร่วมมือทางราชการขอให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อย และหยุดปลูกข้าว  ต้องรับความเสี่ยงเองกรณีเกิดเสียหาย รัฐไม่จ่ายชดเชยในเกณฑ์ผู้ประสบภัย สำหรับปีนี้แผนจัดสรรน้ำ ปลูกข้าวนาปรัง 8.03 ล้านไร่  พืชไร่ พืชผัก 2.43 ล้านไร่ รวมทั้งประเทศ  10.46 ล้านไร่ แม้ว่าภาพรวมปลูกเกินไปเพียง 5 หมื่นไร่ แต่หากดูลงรายพื้นที่หลายจังหวัด ได้ปลูกเกินแผนไปมากกว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ ดังนั้นเกษตรกรต้องรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

‘อธิบดีปศุสัตว์’ปล่อยแถวหน่วยปฏิบัติการพิเศษ คุมเข้มนำเข้า’สัตว์-ซากสัตว์’ชายแดนไทย-ลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399677

'อธิบดีปศุสัตว์'ปล่อยแถวหน่วยปฏิบัติการพิเศษ คุมเข้มนำเข้า'สัตว์-ซากสัตว์'ชายแดนไทย-ลาว

‘อธิบดีปศุสัตว์’ปล่อยแถวหน่วยปฏิบัติการพิเศษ คุมเข้มนำเข้า’สัตว์-ซากสัตว์’ชายแดนไทย-ลาว

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2562, 15.57 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เป็นประธานพิธีปล่อยแถวหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เข้มงวดตรวจค้นจับกุมการลักลอบนำเข้า”สัตว์-ซากสัตว์”ตามแนวชายแดนไทย-ลาว

6 มี.ค.62 ที่ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ จ.ปทุมธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น.ที่ผ่านมา นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีปล่อยแถวเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กว่า 100 นาย เข้าปฏิบัติงานตรวจค้นจับกุมการลักลอบนำเข้าสัตว์ – ซากสัตว์ ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคอีสาน เพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาดสัตว์ชนิดอหิวาต์แอฟริกาสุกร (African Swine Fever : ASF) พร้อมด้วยปศุสัตว์เขต 1 ปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี ผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ เลขานุการกรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

โรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร (African Swine Fever : ASF) เป็นโรคระบาดสำคัญที่เกิดกับสุกร ไม่มีวัคซีนป้องกัน ไม่มียารักษา ตัวเชื้อทนต่อสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิ หากสุกรติดโรคแล้วจะมีอัตราการป่วยและการตายสูง ปัจจุบันมีรายงานการเกิดโรคในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน พบการระบาดของโรคอย่างรุนแรง ทำให้เกิดความเสียหายกับธุรกิจการเลี้ยงสุกรของจีนอย่างมหาศาล ล่าสุดมีรายงานการเกิดโรคที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งประเทศไทยตรวจพบการลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสุกรที่ผลิตจากประเทศเวียดนามโดยผ่านประเทศลาวเข้ามาทางจังหวัดนครพนม จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมกับด่านกักกันสัตว์ในพื้นที่ เข้าปฏิบัติงานตรวจค้นจับกุมการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะสุกร ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนที่ติดกับประเทศลาว ได้แก่ เลย นครพนม มุกดาหาร หนองคาย และอุบลราชธานี ปฏิบัติงานลาดตระเวน ตรวจค้นจับกุมการลักลอบนำเข้าสัตว์ – ซากสัตว์ บริเวณจุดผ่านแดนถาวร (ท่าเรือ สะพานมิตรภาพ รถไฟ) จุดผ่านแดนชั่วคราว และช่องทางธรรมชาติ ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายและการค้าสัตว์ – ซากสัตว์ตามตลาดในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย – ลาว

กรมปศุสัตว์มีความตระหนัก และให้ความสำคัญเป็นอย่างสูงในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร โดยได้มีการกำหนดมาตรการต่างๆ ขึ้น ซึ่งการตรวจค้นจับกุมการลักลอบนำเข้าสัตว์ – ซากสัตว์ จากต่างประเทศถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญในการป้องกันโรคดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรและภาคธุรกิจการเลี้ยงสุกรของประเทศไทย หากต้องการแจ้งเบาะแสการลักลอบนำเข้าสัตว์ – ซากสัตว์ ติดต่อกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ โทรศัพท์ 025013473-5

รมว.เกษตรฯเปิดประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ครั้งที่43

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399626

รมว.เกษตรฯเปิดประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ครั้งที่43

รมว.เกษตรฯเปิดประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ครั้งที่43

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2562, 13.15 น.

สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 43 นำเสนอความก้าวหน้าด้านวิชาการของสัตวแพทย์ไทย ภายใต้แนวคิด “ 70 ปี สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ : การเฉลิมฉลองแห่งความสำเร็จ”

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานการประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 43 (The International Conference on Veterinary Science 2019 (ICVS 2019) ว่าปัจจุบันนี้สัตวแพทย์ไทยมีความก้าวหน้าและเป็นผู้นำด้านสัตวแพทย์ในระดับภูมิภาค งานนี้จึงได้รับความสนใจจากหลายประเทศเข้าร่วมประชุม เป็นที่น่ายินดีที่วงการสัตวแพทย์ไทยมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสัตวแพทย์โดยความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยที่ทันสมัยในระดับนานาชาติ ในช่วงที่ผ่านมาบทบาทของวิชาชีพสัตวแพทย์มีความสำคัญต่อสังคมไทยอย่างชัดเจน เช่น การควบคุมโรคระบาดสัตว์มิให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตมนุษย์และสัตว์ และส่งกระทบต่อระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการผลิตปศุสัตว์ให้มีมาตรฐานสู่อาหารปลอดภัยในระดับโลก จนทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่สำคัญในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันโลกมีความต้องการอาหารโปรตีนจากสัตว์มากขึ้น นับเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อบทบาทของสัตวแพทย์ในการควบคุมระบบการผลิตให้เป็นที่ยอมรับของตลาดโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันสินค้าปศุสัตว์ไทยสร้างมูลค่าจากการส่งออกปีละกว่า 240,000 ล้านบาท ความสำเร็จต่างๆ ดังกล่าวถือเป็นผลงานที่มาจากความทุ่มเทและรับผิดชอบของบุคลากรในวิชาชีพสัตวแพทย์ ขอให้สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยยืนหยัดอย่างเข้มแข็งควบคู่ไปกับกรมปศุสัตว์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจของประเทศชาติ พร้อมทั้งแสดงความยินดีกับสัตวแพทย์ตัวอย่างประจำปี 2561 ทั้ง 5 ท่าน ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคคลที่มีผลงานดีเด่นต่อการพัฒนาวิชาชีพสัตวแพทย์

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในฐานะที่ปรึกษาสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า “ที่ผ่านสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯและกรมปศุสัตว์ ร่วมกันทำงานเพื่อพัฒนางานด้านสัตวแพทย์และวิชาชีพสัตวแพทย์ ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นงานทางวิชาการ และการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ส่งเสริมสามัคคีธรรมและจริยธรรม ยกระดับมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ เผยแพร่ความรู้ทางวิชาการให้แก่สมาชิกและสังคม ส่งเสริมการสงเคราะห์สัตว์และช่วยเหลืองานสาธารณกุศล ให้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ภาคประชาชนและผู้บริโภค

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ นายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดประชุมวิชาการฯของสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ จัดขึ้นเพื่อเป็นช่องทางนำเสนอความก้าวหน้าด้านวิชาการของสัตวแพทย์ไทย ต่อเพื่อนสมาชิกสัตวแพทย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งในปีนี้ ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “70ปี สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์: การเฉลิมฉลองแห่งความสำเร็จ” และมอบรางวัลสัตวแพทย์ตัวอย่าง ประจำปี 2561 จำนวน 5 ราย คือ สายงานวิชาการ ศ.นสพ.ดร.อลงกร อมรศิลป์, สายงานธุรกิจ นสพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์, สายงานเผยแพร่วิชาชีพและบริการสังคม รศ.นสพ.ดร.สุดสรร ศิริไวทยพงศ์, สายงานสัตวแพทย์รุ่นใหม่ นสพ.เพชร นันทวิสัย และรางวัลสัตวแพทย์ตัวอย่างกิตติมศักดิ์ นสพ. มล.พิพัฒนฉัตร ดิศกุล

การประชุมในครั้งนี้ทำให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ยกระดับนักวิชาการและสร้างสายสัมพันธ์อันดีระหว่างสัตวแพทย์ไทยกับสัตวแพทย์ต่างประเทศ ทั้งนี้กิจกรรมมีขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 8 มีนาคม 2562 ณ โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพ