ส่องเกษตร : ใครผิด ใครถูก ไม่มี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399428

449007

ส่องเกษตร : ใครผิด ใครถูก ไม่มี

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องสารเคมีทางการเกษตรนี่ เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ยิ่งไปอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติวัตถุอันตรายแล้ว มีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นเจ้าของกฏหมาย การควบคุมสารเคมีต่างๆ ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตราย จึงเป็นเรื่องที่เรียกว่า ข้อมูลต้องชัดเจน จึงจะฟันธงออกมา

ผมเองเคยมีประสบการณ์โดยตรงกับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สมัยเมื่อสักสิบปีก่อน ด้วยความหวังดีของกรมวิชาการเกษตรที่จะควบคุมคุณภาพของสารสกัดจากสะเดา เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้สารสกัดที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ จึงเสนอให้มีการแจ้งการผลิต ซึ่งคือการเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 พอผ่านเข้าไปในคณะกรรมการ คณะกรรมการเห็นว่าสารต่างๆ ที่สกัดจากพืชชนิดอื่นก็ควรจะมีการควบคุมคุณภาพด้วย กลายเป็นเพิ่มชนิดเป็น 13 ชนิด และในที่สุดกระแสสังคมจากความรู้และความไม่รู้ตีกันจนวุ่นวาย จนต้องถอยออกมา ยืนไว้อาลัย และปัจจุบันเกษตรกรผู้ใช้สารสกัดจากธรรมชาติเพื่อกำจัดศัตรูพืชก็ก้มหน้าก้มตาพึ่งพาตัวเองกันไป ใครจะถูกใครจะผิดก็ไม่รู้ แต่ผู้ใช้คือเกษตรกรก็คือผู้ได้รับผลกระทบไปตรงๆ

ย้อนกลับมาเรื่องสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด ที่กำลังเป็นประเด็นกันอยู่ในเวลานี้ เกษตรกรกลายเป็นตัวละครหลักในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ข้อมูลที่ออกมาจากทั้งผู้รู้จริงและผู้รู้ไม่จริง ทำเอาคนกลางๆ สับสนไปด้วย ประเด็นสารเคมีดังกล่าวเป็นสารเคมีที่ว่ากันว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายมักจะใช้สารเหล่านี้ การห้ามใช้สารเคมีพวกนี้ เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการฆ่าตัวตายได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วยังมีสารเคมีและเครื่องมืออีกหลายอย่างที่เป็นเครื่องมือในการฆ่าตัวตาย ภาครัฐต้องตามไปห้ามการจำหน่ายสิ่งของต่างๆ เหล่านี้อีกหรือไม่ อันนี้ก็น่าคิด

ประเด็นที่ผมเป็นกังวลมากกว่าการห้ามใช้หรือไม่ห้าม คือ การใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างถูกต้องมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการถูกเวลา ถูกวิธี ถูกที่ ทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทางการเกษตรตลอดห่วงโซ่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่รอให้ภาครัฐเข้าไปกำกับ บังคับด้วยกฏหมาย เริ่มตั้งแต่ผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ร้านค้า และตัวเกษตรกรเอง โดยผู้นำเข้าจะต้องนำเข้าสารเคมีที่มาจากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี ในขณะที่ผู้ผลิตก็ต้องผลิต แบ่งบรรจุสารเคมีทางการเกษตรให้ได้ความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตร ฉลากถูกต้อง มีรายละเอียดชัดเจน มีการจัดการทางสิ่งแวดล้อมที่เป็นไปตามมาตรฐาน ส่วนผู้จัดจำหน่าย ต้องจัดจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรที่มีการขึ้นทะเบียนถูกต้องเช่นกัน ไม่ใช่สารเคมีที่ด้อยประสิทธิภาพ และร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตร จะต้องมีผู้ที่ผ่านการอบรมเป็นผู้ควบคุมการจำหน่าย ไม่ให้คำแนะนำการใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้อง ไม่เน้นขายเฉพาะสารเคมีทางการเกษตรที่ตนเองได้กำไรสูง เพราะเชื่อได้ว่าเกษตรกรมักไม่ได้ตัดสินใจเลือกซื้อสารเคมีทางการเกษตรตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะซื้อสารเคมีตามคำแนะนำของผู้ขายและนำไปใช้แบบ double dose เข้าไปอีก

สำหรับเกษตรกรซึ่งผู้ใช้สารเคมีทางการเกษตร จะต้องป้องกันตัวเองให้มีความปลอดภัยจากการใช้สาร ใส่เสื้อผ้ามิดชิด มีหน้ากากปิดจมูก ปิดปาก ใส่แว่น ใส่หมวก สวมถุงมือ ใส่รองเท้ามิดชิด หลังการใช้สารต้องทำความสะอาดร่างกายและอุปกรณ์ต่างๆ ทันที มีการทำลายบรรจุภัณฑ์ที่ถูกต้อง จัดเก็บสารเคมีทางการเกษตรเป็นสัดส่วน มิดชิด และที่สำคัญคือใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างถูกวิธี ถูกเวลา ถูกที่ และเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนต้องเว้นระยะปลอดภัยก่อนการเก็บเกี่ยว ทางที่ดีคือหากมีวิธีการอื่นที่ดีกว่า ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเหล่านี้เสีย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามส่งเสริมการใช้สารเคมีทางการเกษตรให้ปลอดภัย โดยผลักดันระบบ GAP มาตั้งแต่ปี 2542 จนกระทั่งปัจจุบัน เกษตรกรก็มักจะมีคำถามเสมอว่า ทำ GAP แล้วได้อะไร ทั้งหมดนี้คงไม่ประสบความสำเร็จหากทุกคนไม่ร่วมมือกันมาตั้งแต่โซ่ข้อแรก จะบอกว่าใครถูก ใครผิด คงไม่มี เพราะเราทุกคนในห่วงโซ่ของสารเคมีทางการเกษตร ต่างถูกและผิดเท่ากัน ขึ้นกับว่าเราจะรับผิดชอบบทบาทของตนเองได้ประมาณไหน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ปชช.พอใจปิดทองหลังพระฯ ผลงาน9ปีแก้จนสร้างอาชีพยั่งยืน เดินหน้าสืบสานแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399429

x

ปชช.พอใจปิดทองหลังพระฯ ผลงาน9ปีแก้จนสร้างอาชีพยั่งยืน เดินหน้าสืบสานแนวพระราชดำริ

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปชช.พอใจปิดทองหลังพระฯ

ผลงาน9ปีแก้จนสร้างอาชีพยั่งยืน

เดินหน้าสืบสานแนวพระราชดำริ

ใช้พัฒนาพื้นที่มีปัญหาความมั่นคง

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริแถลงผลการดำเนินงาน “ก้าวปีก้าวหน้า” ว่า นับจากการก่อตั้งปิดทองหลังพระฯ ในปี 2553 และเริ่มดำเนินการพื้นที่ต้นแบบในจ.น่านเป็นแห่งแรก ปัจจุบันพื้นที่ต้นแบบขยายไปทุกภาค ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุทัยธานี เพชรบุรี และสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งตลอดการดำเนินงาน 9 ปีที่ผ่านมา และกำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 10 พบว่ารากเหง้าของปัญหาการพัฒนาทั้งหมดคล้ายคลึงกันทุกพื้นที่คือ ปัญหาความยากจนและขาดโอกาส และหากเริ่มต้นแก้ปัญหาด้วยการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมองผลลัพธ์เป็นตัวตั้งจะช่วยแก้ปัญหาได้เกือบทุกอย่าง

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดาเปิดเผยรายงานประเมินผลการทำงานด้านต่างๆ ประกอบด้วย ด้านแหล่งน้ำ -มีประชาชนได้รับน้ำ 79,022 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 275,107 ไร่ ด้านอาชีพ – มีประชาชนเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพ 4,536 ครัวเรือน ในช่วงเวลา 9 ปี ปิดทองหลังพระฯ ใช้งบประมาณด้านระบบน้ำและส่งเสริมอาชีพรวม 961.6 ล้านบาท ทำให้เกิดรายได้ทางตรง 2,308 ล้านบาท คิดเป็น 2.4 เท่าของเงินลงทุน และเท่ากับเฉลี่ยครัวเรือนละ 508,818 บาท

นอกจากนี้ ปิดทองหลังพระฯยังให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนในการพัฒนา โดยให้ประชาชนในพื้นที่เป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ประชาชนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มตามบริบทของพื้นที่ให้เกิดความเข้มแข็ง ซึ่งปัจจุบันทุกพื้นที่เกิดกองทุน วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์รวม 70 กลุ่ม มีเงินทุนหมุนเวียน ทรัพย์สินรวมมูลค่า 15.78 ล้านบาท

ผลจากการส่งเสริมความรู้ ทำให้เกิดอาชีพทางการเกษตรใหม่ๆ และประชาชนจำนวนมากสามารถต่อยอดพัฒนาการทำเกษตร ไปเป็นพืชและสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงได้ เช่น ทุเรียนคุณภาพและแพะพันธุ์พระราชทานในสามจังหวัดชายแดนใต้ ผักปลอดภัยในจ.กาฬสินธุ์ การแปรรูปผลผลิตภายใต้ตราสินค้า “ภูธารา” ที่จ.อุดรธานี ขณะที่มีพื้นที่พัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรม เช่น เพชรบุรี และอุทัยธานี

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดากล่าวต่อว่า น่ายินดีที่ผลการศึกษาการรับรู้และความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต้นแบบ 5 จังหวัด โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นในระดับสูงมากทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการทำงานของปิดทองหลังพระฯ

“…จุดเด่นสำคัญในปีที่ผ่านมาเทียบกับช่วงต้นๆ คือ ตอนเริ่มต้นเราทำงานใกล้ชิดกับส่วนราชการ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำและผลผลิต แต่ปีที่ผ่านมาเกิดกระแสร่วมงานกับเอกชนที่ชัดเจน มีภาคธุรกิจสนใจเข้ามาร่วมกับปิดทองหลังพระฯเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวพระราโชบาย สืบสาน รักษา ต่อยอด เป็นอย่างยิ่ง…”

สำหรับการดำเนินงานในช่วงปี 2561 นั้น พบว่าครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2561 ปิดทองหลังพระฯ ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งสถาบัน การศึกษา ภาครัฐและเอกชน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ ทั้ง 7 พื้นที่ 9 จังหวัด มีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 113.7 ล้านบาท

สำหรับแนวทางในอนาคต หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา กล่าวว่า นอกจากเพิ่มความเข้มแข็งให้พื้นที่ต้นแบบต่างๆ นี้แล้ว จะเพิ่มบทบาทในการนำแนวพระราชดำริไปพัฒนาชีวิตประชาชนในพื้นที่ซึ่งมีปัญหาความมั่นคง เช่น ในสามจังหวัดชายแดนใต้ จังหวัดชายแดนเหนือ นอกจากนี้ กำลังพิจารณาแผนจัดตั้งศูนย์จัดการและส่งเสริมองค์ความรู้การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โดยการทำงานด้านพัฒนา ทุกคน โดยเฉพาะประชาชนเองต้องซื่อสัตย์และขยัน รวมถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันทำอย่างต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง มีความอดทน เพื่อจะได้เห็นผลสัมฤทธิ์เกิดขึ้นอย่างแท้จริงในที่สุด

สหกรณ์ออมทรัพย์เปิดพื้นที่ จำหน่ายสินค้าฝีมือกลุ่มอาชีพในสังกัดตลอดเดือนมีนาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399426

x

สหกรณ์ออมทรัพย์เปิดพื้นที่ จำหน่ายสินค้าฝีมือกลุ่มอาชีพในสังกัดตลอดเดือนมีนาคม

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายปรัชญา ดิลกสัตยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพฯจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุน กลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร รวมกลุ่มกันผลิตสินค้าหลากหลายชนิด ปัจจุบันมีกลุ่มอาชีพที่ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค อาหารแปรรูปจำหน่ายสู่ตลาดชุมชน สร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว อาทิ กลุ่มอาชีพการทำน้ำพริกและแปรรูปเห็ด สังกัดสหกรณ์เคหสถานคลองลัดภาชี จำกัด กลุ่มอาชีพไวส์แอนด์วิสดอม สังกัดสหกรณ์เคหสถานศิรินทร์และเพื่อน จำกัด ผลิตแชมพูมะกรูด พิมเสน น้ำยาล้างจานและทำความสะอาด กลุ่มแม่บ้านสุภัทรภิบาล สังกัด กลุ่มเกษตรกรทำสวนบางหว้า ผลิตผลไม้แปรรูป กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหนองแขม สังกัดสหกรณ์การเกษตรหนองแขมบางขุนเทียน จำกัด ผลิตน้ำหอมจากดอกจำปี กลุ่มอาชีพแปรรูปนมแพะสังกัดกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ทุ่งครุ ผลิตนมแพะพร้อมดื่ม กลุ่มอาชีพเลี้ยงปลา สังกัดสหกรณ์อิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ จำกัด ผลิตกุนเชียงปลาและปลาแดดเดียว สมาชิกสหกรณ์เคหสถานราศีธรรม จำกัด ผลิตเบเกอรี่เพื่อสุขภาพ

สำหรับช่องทางการตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้าของกลุ่มอาชีพสังกัดสหกรณ์ สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพฯร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์และร้านค้าสหกรณ์จัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ ตลอดเดือนมีนาคม 2562 ดังนี้ วันที่ 4 มีนาคม ที่ร้านสหกรณ์เทเวศร์ วันที่ 4-5 มีนาคม ที่สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด วันที่ 12 มีนาคม ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด และวันที่ 18-22 มีนาคม ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ธพว.จำกัด (ธนาคาร SME Bank) จึงขอเชิญผู้สนใจไปเลือกซื้อสินค้าอาหารแปรรูป สินค้าอุปโภค-บริโภคของกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ได้ในวันดังกล่าว

ชาวสวนยางเฮ! ราคาขึ้นขยับแตะ60บาท จ่อทุ่มงบซื้อยางทำถนนแอสฟัลท์ติกปี62-63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399385

ชาวสวนยางเฮ! ราคาขึ้นขยับแตะ60บาท จ่อทุ่มงบซื้อยางทำถนนแอสฟัลท์ติกปี62-63

ชาวสวนยางเฮ! ราคาขึ้นขยับแตะ60บาท จ่อทุ่มงบซื้อยางทำถนนแอสฟัลท์ติกปี62-63

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2562, 11.48 น.

5 มี.ค.62 นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยสรุปว่ามาตรการเร่งด่วนจากนี้ถึงมีรัฐบาลใหม่ เน้น 4 เรื่อง 1.การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง (น้ำอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศน์ การเกษตร และอุตสาหกรรม ตามลำดับ) 2.แผนดำเนินการกำจัดสารเคมีอันตราย3 ชนิดให้เป็นรูปธรรม 3.การบริหารจัดการเรื่องตลาดและราคาผลผลิตพืชหลัก ยางพาราและข้าว 4.การบริหารจัดวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (mega farm enterprise) เพื่อเพิ่มรายได้ โดยนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ดูแลผลผลิตที่สำคัญ ข้าว ยางพารา และพืชเศรษฐกิจ ไม่ให้ราคาต่ำไปกว่าปัจจุบัน

โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งได้เพิ่มมาตรการใช้งานของหน่วยงานรัฐ นอกจากโครงการทำถนนยางพาราซอยซีเมนต์ ไม่ต่ำกว่า 1ชุมชน 1กม.ทั่วประเทศ ขององค์กรส่วนปกครองท้องถิ่น ใช้น้ำยางพารากว่า 1 ล้านตัน โดยล่าสุดกรมทางหลวงชนบท เพิ่มยางพาราในงาน ซ่อม เสริม งานความปลอดภัยทางถนน มาผสมทำถนนแอสฟัลท์ติก 11,300 ตัน งบ 13,293 ล้านบาท และปี63 จะเพิ่มปริมาณยางพาราเป็นส่วนผสมทำถนนแอสฟัลท์ติกจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8

เนื่องจากที่ผ่านมาได้วิจัยและพัฒนางานทางเพื่อสนับสนุนการใช้ยางพารามาเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างหรือซ่อมบำรุงถนนนั้นพบว่าช่วยเสริมประสิทธิภาพและสมรรถภาพของพื้นผิวถนนให้ดีขึ้น เพิ่มความฝืดเพื่อความขับขี่ที่ปลอดภัย ต้านทานการลื่นไถลที่ดีกว่าอีกด้วย ประมาณการณ์ว่า จะใช้น้ำยางพาราสดประมาณ 18,000 ตัน งบประมาณรวมค่าก่อสร้าง 21,145 ล้านบาท พร้อมทั้งมีแผนที่จะเปลี่ยนหลักนำโค้งที่อยู่บนถนนทางหลวงชนบททั่วประเทศ จำนวน 800,000 หลัก ให้เป็นหลักนำโค้งที่ทำจากยางพาราซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท

รวมทั้งกรมทางหลวงชนบท ได้ร่วมหารือกับการยางแห่งประเทศไทย(กยท. )เร่งพัฒนาการนำยางพารามาใช้ในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการอำนวยความปลอดภัยทางถนน ได้แก่ หลักกิโล ทางเท้า แผงกั้นจราจร (Barrier)ราวกันอันตราย (Guard Rail) และแถบชะลอความเร็ว (Rumble Strip) เพื่อจะสนับสนุนการใช้ยางพารา ในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ตลอดจนเพื่อเป็นแนวทางที่จะสามารถต่อยอดนำไปปรับใช้ในถนนทางหลวงท้องถิ่นต่อไป ส่วนกรมทางหลวงได้ศึกษาวิจัยการประยุกต์ใช้ยางพาราทั้งในงานทาง งานสะพาน และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยบนทางหลวง เช่น เสาหลักนำทาง ยางกรวยกั้นถนน เป็นต้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความคุ้มค่าสูงสุด อีกทั้งเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ในการยกระดับยางพาราให้สูงขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลด้วย

ด้านกยท. รายงานสถานการณ์ราคายางพาราว่า ราคาปิดตลาดกลางกยท. ที่สงขลา เมื่อวานนี้ (4 มีนาคม 62) น้ำยางสด 48.30 บาทต่อกิโลกรัม ราคายางแผ่นดินรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 50.50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาส่งมอบที่ท่าเรือคลองเตย (FOB) กิโลกรัมละ 54.90 บาท ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รักษ์เกษตร : ดิน… ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399219

x

รักษ์เกษตร : ดิน… ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ได้

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบข้อมูลความรู้ความเข้าใจเรื่อง การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินอย่างง่ายๆ ด้วยครับ ขอบคุณครับ

แสงนิล อนุปัญญากุล

อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น

คำตอบ

การเพิ่มผลผลิตพืชของเกษตรกร ด้วยการใช้ปุ๋ยเคมี แต่เพียงอย่างเดียวนั้น โดยไม่มีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินเลย จะทำให้ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็ว ดินจะแข็ง ไม่ร่วนซุย ดูดซับน้ำและแร่ธาตุอาหารพืชได้น้อย จนสุดท้ายทำให้การปลูกพืชไม่ได้ผล หรือได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น การปลูกพืชที่ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด เป็นวิธีที่จะเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินที่ดีที่สุด

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ก็เป็นวิธีที่ดีที่จะเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน แต่มีข้อจำกัด คือ ต้องใช้ในปริมาณมากต่อไร่ หาได้ไม่เพียงพอ แลไม่สะดวกแก่การขนย้าย ดังนั้น วิธีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินก็คือ การใช้ปุ๋ยพืชสด ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการไถกลบ ต้น ใบ และส่วนต่างๆ ของพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ในระยะช่วงออกดอก ซึ่งเป็นช่วงที่มีธาตุอาหารสูงสุด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ผุพังเน่าเปื่อย และย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่จะปลูก พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ โสนอินเดีย ปอเทือง อัญชัน ไมยราพไร้หนาม และพืชตระกูลถั่วต่างๆ

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน เพิ่มธาตุไนโตรเจน ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช ทำให้ดินมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างที่มีประโยชน์ ที่เกิดจากการผุพังของพืชสด ช่วยละลายธาตุอาหารในดินให้แก่พืชได้มากยิ่งขึ้น ช่วยบำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ทำให้ดินร่วนซุย สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน ช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี ช่วยเพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น ทั้งยังลดอัตราการชะล้างพังทลายของดิน และลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้อีกด้วย

ลักษณะทั่วไปของพืชปุ๋ยสด เป็นพืชที่ปลูกง่าย ระบบรากแข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว ออกดอกในระยะเวลาอันสั้น คือประมาณ 30-60 วัน เป็นพืชที่ทนแล้งและทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี มีความต้านทานต่อโรคและแมลง สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาก ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว เมล็ดงอกง่าย และมีอัตราการงอกสูง เพื่อให้ทันและเพียงพอต่อความต้องการ สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล ทำการเก็บเกี่ยว ตัดสับและไถกลบได้ง่าย ไม่ควรเป็นเถาเลื้อยมาก เพราะจะทำให้ไม่สะดวกแก่การไถกลบ ลำต้นอ่อน เมื่อไถกลบแล้วเน่าเปื่อยผุพังได้เร็วและมีธาตุอาหารพืชสูง และให้น้ำหนักพืชสดสูงอีกด้วย

วิธีการปลูกพืชปุ๋ยสด

1.ลักษณะของดิน ก่อนปลูก ควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสม ถ้าเป็นพื้นที่ดินเปรี้ยว ควรปรับสภาพดิน ด้วยการใส่ปูนขาว ปูนมาร์ล หรือหินปูนบด ทั้งนี้ ควรสอบถามความเข้าใจถึงวิธีการใช้กับเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน เสียก่อน

2.เวลาและฤดูกาลที่ปลูก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน หรือปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืชแล้ว ซึ่งยังคงมีความชื้นในดินอยู่ หรืออาจปลูกก่อนการปลูกพืชหลัก ประมาณ 3 เดือน

3.เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ที่ในพื้นที่ 1 ไร่ ควรใช้อัตราเมล็ดตามแต่ชนิดของพืช ดังนี้

-ปอเทือง โสนอินเดีย โสนคางคก โสนไต้หวัน ถั่วพร้า และถั่วเขียว ให้ใช้ 5 กิโลกรัม/ไร่

-ถั่วเหลือง ถั่วพุ่ม ถั่วนา ให้ใช้ 8 กิโลกรัม/ไร่

-ถั่วลาย ถั่วเสี้ยนป่า คาโลโปโกเนียม ให้ใช้ 2 กิโลกรัม/ไร่

วิธีการใช้พืชปุ๋ยสด มีวิธีใช้ได้ 3 วิธี คือ

1.ถ้าปลูกพืชสด ในพื้นที่แปลงใหญ่ เมื่อปลูกในระยะออกดอกเต็มแล้ว ให้ทำการตัดสับ และไถกลบลงไปในพื้นที่นั้นได้เลย

2.ถ้าปลูกพืชสดแซมในระหว่างร่องของพืชหลักที่ทำการปลูก ให้ปลูกพืชสดหลังจากพืชหลักเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว

3.ถ้าปลูกพืชสดในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า เมื่อปลูกในระยะออกดอกเต็มที่แล้ว ให้ทำการตัดสับ เอาส่วนของพืชปุ๋ยสดนำมาใส่ในแปลงที่จะปลูกพืชหลัก แล้วไถกลบลงไปในดิน

การตัดสับและไถกลบพืชปุ๋ยสดนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงอายุของพืชปุ๋ยสดเป็นสำคัญ ระยะเวลาที่เหมาะสม ในการตัดสับ และไถกลบ ควรทำขณะที่ต้นพืชปุ๋ยสด เริ่มออกดอกไปจนถึงระยะดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้ เป็นช่วงเจริญงอกงามสูงสุด เมื่อไถกลบแล้ว จะทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุ และธาตุไนโตรเจนสะสมอยู่ในดินสูงด้วย

นาย รัตวิ

จี้สางปัญหาชะล้างพังทลายหน้าดิน ตั้งทีมงานระดมสมองอนุรักษ์พัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399221

x

จี้สางปัญหาชะล้างพังทลายหน้าดิน ตั้งทีมงานระดมสมองอนุรักษ์พัฒนา

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมทางไกลมอบนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนงานแก่บุคลากรกรมพัฒนาที่ดิน ณ กรมพัฒนาที่ดินว่าการชะล้างพังทลายของหน้าดินเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยพื้นที่การเกษตรของไทยหลายล้านไร่กำลังเผชิญปัญหา จากข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินปี 2545 พบประเทศไทยมีพื้นที่ชะล้างพังทลายทั้งหมด 108.88 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ราบ ร้อยละ 70.44 และพื้นที่สูง ร้อยละ 29.56 เมื่อดินถูกชะล้างปุ๋ยธรรมชาติที่เกิดจากระบบนิเวศที่สมดุลก็ถูกชะล้างไปด้วย ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร อย่างไรก็ตาม สั่งการให้กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินมาตรการด้านอนุรักษ์ดินและน้ำป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน อาทิ จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำบนที่ลุ่ม-ดอน รณรงค์ส่งเสริมปลูกหญ้าแฝก

ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินแห่งเอเชีย (Asian Soil Partnership หรือ ASP) เสนอให้ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชียหรือ CESRA โดยให้ประเทศไทยเป็นผู้นําจัดตั้งศูนย์ CESRA เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูล การวิจัย และนวัตกรรมด้านทรัพยากรดินของภูมิภาค ส่งเสริมงานวิจัยสร้างเครือข่ายศูนย์วิจัยด้านการบริหารจัดการทรัพยากรดิน และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลด้านทรัพยากรดิน นอกจากนี้ ได้ตั้ง Thai Soil Partnership หรือ TSPเพื่อเป็นกลไกสำคัญเชื่อมโยงความร่วมมือไปยัง ASP และทั่วโลก เพื่อให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรดินยั่งยืน จึงเห็นได้ว่าทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในการพัฒนาดินเป็นอย่างมาก

ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมพัฒนาที่ดิน จึงต้องเป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนหยุดการชะล้างพังทลายหน้าดินอย่างจริงจังโดยจะจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เพื่อการพัฒนาดิน โดยคัดเลือกเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคประมาณ 40 คน มาร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ ร่วมกันคิดวางแผนยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี เพื่อพัฒนาดินและหยุดการชะล้างพังทลายของดิน ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2561-2564) โดยหน่วยปฏิบัติการดังกล่าว ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลดินในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทย ข้อมูลความเสี่ยงถูกชะล้าง ตลอดทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาดินและนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูให้ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ต่อไป

“ได้กำชับให้กรมพัฒนาที่ดินเร่งขับเคลื่อนขยายผล โดยน้อมนำศาสตร์ของพระราชาเรื่องดิน ที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯถวายรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist)มาเป็นหลักขับเคลื่อนพัฒนาดิน และหยุดการชะล้างของดิน โดยวันดินโลก 5 ธันวาคมปีนี้ จะทำเรื่องดินให้คนไทยและทั่วโลกได้ประจักษ์ชัดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้น และแก้ไขได้ด้วยการลงมือทำด้วยความสามัคคีในทุกภาคส่วน จึงขอเชิญคนไทยร่วมกันลงมือหยุดชะล้างพังทลายดินในพื้นที่ของตัวเอง เพื่อพิสูจน์ให้ทั่วโลกประจักษ์ว่าคนไทยทุ่มเททำเพื่อพ่อหลวง และรักษาแผ่นดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ให้แก่ลูกหลานต่อไป” นายวิวัฒน์กล่าว

ปศุสัตว์ทำแผนรับมืออหิวาต์หมู ชงวาระแห่งชาติ8มาตรการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399214

x

ปศุสัตว์ทำแผนรับมืออหิวาต์หมู ชงวาระแห่งชาติ8มาตรการ

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯโดยกรมปศุสัตว์จัดทำแผนเตรียมพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ระยะ 8 มาตรการ โดยเสนอเป็นวาระแห่งชาติ มีกรอบงบประมาณดำเนินการ 3 ปี (พ.ศ. 2562 – 2564) เป็นเงิน 1,822,542,900 บาท ประกอบด้วย 1) การเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค 2) การทำลายและค่าชดใช้ในการทำลายสุกรและซากสุกร และ 3) งบกลางปีงบประมาณ 2562 สำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินใช้เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

สำหรับแผนเตรียมพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของประเทศไทย ที่มีระยะดำเนินการ 3 ระยะ ประกอบด้วย 1) ระยะก่อนเผชิญเหตุระบาด 2) ระยะเผชิญเหตุระบาด และ 3) ระยะหลังเผชิญเหตุระบาด ซึ่งมีแนวทางดำเนินการ 8 มาตรการ คือ 1) บริหารจัดการและขับเคลื่อนมาตรการ 2) การป้องกันโรคเข้าประเทศเชิงบูรณาการ 3) การเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันโรคเข้าฟาร์ม 4) การเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังโรค 5) การพัฒนาการตรวจวินิจฉัยและสร้างเครือข่ายห้องปฏิบัติการ 6) การพัฒนาควบคุมโรค 7) การเพิ่มศักยภาพสื่อสารความเสี่ยง และ 8) การจัดการฟื้นฟูเกษตรกร

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ตรวจยึดผลิตภัณฑ์และผลตรวจพบสารพันธุกรรมของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของด่านกักกันสัตว์ทั่วประเทศ (ข้อมูลระหว่างวันที่ 20 ก.ย. 2561-27 ก.พ. 2562) ตรวจยึดได้ที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง สนามบินภูเก็ต สนามบินสุราษฎร์ธานี และสนามบินอู่ตะเภารวม 209 ครั้ง ปริมาณ 5,766 กิโลกรัม มีจำนวนส่งตรวจ 331 ตัวอย่าง ผลตรวจที่ให้ผลบวก 22 ตัวอย่าง

“อย่างไรก็ตาม ถึงแม้โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรจะไม่ติดต่อถึงคน แต่โรคดังกล่าวยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ไม่มียารักษา เชื้อคงทนในสิ่งแวดล้อม และมีอัตราการตายของสุกรสูง สุกรที่ป่วยแล้วไม่ตายจะเป็นพาหะตลอดชีวิต แต่กระทรวงเกษตรฯยืนยันจะควบคุมป้องกันการเกิดโรคหรือการนำเข้าสุกร ไม่ให้กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมสุกรของประเทศไทยต่อไป” นายลักษณ์ กล่าว

เพิ่มศักยภาพอ่างฯคลองสียัด ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรเพิ่มอีกกว่า4หมื่นไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399217

x

เพิ่มศักยภาพอ่างฯคลองสียัด ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรเพิ่มอีกกว่า4หมื่นไร่

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสนธยา คุ้มชุ่ม ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองสียัด กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเร่งก่อสร้างคันคูน้ำ เพื่อให้ส่งน้ำกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรกรได้ทั่วทุกแปลง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองสียัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบันสามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรได้เพิ่มขึ้นจากเดิมแล้ว 21,100 ไร่ และเพิ่มให้ได้อีก 23,856 ไร่ รวมพื้นที่ส่งน้ำที่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 44,956 ไร่ ภายในปี 2564 โดยใช้งบประมาณจากกองทุนจัดรูปที่ดิน

สำหรับอ่างเก็บน้ำคลองสียัด ตั้งอยู่ที่อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นอ่างฯขนาดใหญ่ความจุ 420 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปัจจุบันมีคลองส่งน้ำสายใหญ่และคลองสายซอย 24 สาย ยาวรวม 132.363 กิโลเมตร ส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในเขตชลประทานได้ 138,000 ไร่ อย่างไรก็ตาม คลองส่งน้ำสายใหญ่และคลองสายซอยต้องลัดเลาะไปตามลำห้วย เนื่องด้วยสภาพพื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขาสลับสันเนินทำให้เป็นอุปสรรคในการแพร่กระจายน้ำ จึงยังมีพื้นที่เพาะปลูกหลายแห่งบริเวณใกล้เคียงที่ไม่ได้รับน้ำ กรมชลประทานจึงสร้างคันคูน้ำที่แพร่กระจายน้ำเข้าสู่แปลงนาเกษตรกรได้ทั่วทุกแปลงดังกล่าว

นายสนธยายังกล่าวถึงแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2561/62 ว่า เมื่อสิ้นฤดูฝนที่ผ่านมาอ่างฯคลองสียัดมีปริมาณน้ำเก็บกักถึง 388 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 92% ของความจุ มีการวางแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 ถึงเดือนเมษายน 2562 จำนวน 250 ล้านลบ.ม.
แบ่งเป็น เพื่อการเกษตรในเขตโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสียัดและพื้นที่การเกษตรของฝายท่าลาด 130 ล้านลบ.ม. ผลักดันน้ำเค็มช่วงเดือนธันวาคม 2561 จำนวน 40 ล้านลบ.ม. รักษาระบบนิเวศ 18 ล้านลบ.ม. และเพื่ออุปโภค-บริโภค 20 ล้านลบ.ม.

“ประโยชน์ที่ได้รับจากอ่างฯคลองสียัด นอกจากส่งน้ำเพืื่อการเกษตรกรรม ผลักดันน้ำเค็ม รักษาระบบนิเวศ และอุปโภค-บริโภคแล้ว อ่างเก็บน้ำยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก มีพันธุ์ปลาหลากหลายชนิด ช่วยสร้างอาชีพชาวประมง สร้างรายได้ให้ราษฎรที่อยู่รอบอ่างเก็บน้ำ” นายสนธยากล่าว นอกจากนี้ อ่างฯคลองสียัดยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม โดยเฉพาะสันเขื่อนที่มีความยาวถึง 2,460 เมตร เป็นระยะทางเหมาะสำหรับการเดิน-วิ่ง ปัจจุบันได้รับความนิยมจากราษฎรบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงมาออกกำลังกายจำนวนมาก รวมทั้งยังมีแผนพัฒนาเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและกีฬา เช่น จัดพื้นที่ตั้งแคมป์พักแรม จัดทำหาดทรายเทียม ทำเลนจักรยานรอบอ่างและกีฬาทางน้ำ อีกด้วย

มติคณะมนตรีฯAPTERRไฟเขียว ต่อวาระ‘ผู้จัดการทั่วไป’อีก3ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399215

x

มติคณะมนตรีฯAPTERRไฟเขียว ต่อวาระ‘ผู้จัดการทั่วไป’อีก3ปี

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะผู้แทนคณะมนตรี (Council Member) ของไทย เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 7 (The 7th Meeting of ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve (APTERR) Council) ระหว่างวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2562 ที่เมืองปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย โดยมีคณะมนตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศบวกสามคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานประจำปี 2561 และแผนดำเนินการ รวมทั้งงบประมาณปี 2562 ตลอดจนพิจารณาประเด็นการช่วยเหลือประเทศสมาชิกภายใต้การดำเนินงานระบายข้าวภายใต้โปรแกรมที่ 1 เป็นการสำรองในรูปสัญญาซื้อ-ขายล่วงหน้าหากมีภัยพิบัติ ระหว่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ และโปรแกรมที่ 3 การบริจาคข้าวหลังเกิดภัยพิบัติ โดยญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี (สำหรับโปรแกรมที่ 2 เป็นการสำรองในรูปสัญญาซื้อ-ขาย เมื่อเกิดภัยพิบัติทันที ซึ่งยังไม่เคยมีการนำมาใช้)

โอกาสนี้ ที่ประชุมแสดงความยินดีกับผู้จัดการทั่วไปของสำนักเลขานุการ APTERR คือ นายชาญพิทยา ฉิมพาลี ผู้จัดการคนไทยที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีประเทศสมาชิกต่ออายุให้ทำหน้าที่ผู้จัดการทั่วไปของสำนักเลขานุการ APTERR อีกวาระ เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการดูแลการดำเนินงานขององค์กรให้เป็นไปตามเป้าหมายภายใต้กำกับดูแลของคณะมนตรี โดยสำนักเลขานุการ APTERR ตั้งอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย

รองเลขาธิการ สศก.กล่าวต่อว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาของไทย ในฐานะการเป็นประเทศเจ้าภาพของสำนักงานเลขานุการ APTERR ได้ให้การสนับสนุนสถานที่ทำการและร่วมส่งเจ้าหน้าที่ของสศก.ไปช่วยปฏิบัติงานร่วมกัน ซึ่งย้ำต่อประเทศสมาชิกว่า ไทยยินดีสนับสนุนการดำเนินงานเต็มที่ นอกจากนี้ ไทยเสนอตัวเป็นประเทศผู้ขายข้าว (Supplying Country) เพื่อทำสัญญาซื้อ-ขายข้าวล่วงหน้าไว้ก่อนเกิดภัยพิบัติ (Forward Contract) และพร้อมช่วยเหลือสมาชิก APTERR ด้วยการบริจาคข้าวเมื่อเกิดภัยพิบัติและขาดแคลน ทั้งนี้ การดำเนินงานของ APTERR จะประสบผลสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศบวกสามช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินจากธรรมชาติและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ดังนั้น สมาชิกต้องร่วมมือพัฒนาบริหารจัดการสำรองข้าวและเสริมสร้างกลไกดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ สร้างความเข้มแข็งให้ความมั่นคงด้านอาหารระยะยาวให้ภูมิภาคร่วมกัน

อ.ส.ค. จัดประกวดโคนมครั้งที่36 ตั้งเป้าปรับปรุงพันธุ์ยกระดับการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399216

x

อ.ส.ค. จัดประกวดโคนมครั้งที่36 ตั้งเป้าปรับปรุงพันธุ์ยกระดับการผลิต

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์และผลประกวดโคนม ครั้งที่ 36 ประจำปี 2562 ว่า อ.ส.ค.จัดประกวดโคนมชิงถ้วยพระราชทาน ในงาน“เทศกาลโคนมแห่งชาติ”เป็นประจำทุกปี ปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 36 ณ ลานประกวดโค อ.ส.ค. อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เพื่อแสดงความก้าวหน้าของการปรับปรุงพันธุ์โคนมในประเทศไทย รวมทั้งแสดงศักยภาพด้านผลผลิตน้ำนมของแม่โคนมที่เกิดในประเทศไทย

สำหรับปีนี้แบ่งการประกวดโคนมเป็น 7 ประเภทได้แก่ ประเภทที่ 1 โคนมรุ่นอายุ 12-15 เดือน ประเภทที่ 2 โคนมรุ่นอายุ 15-18 เดือน ประเภทที่ 3 โคนมรุ่นอายุ 18-21 เดือน ประเภทที่ 4 โคนมรุ่นอายุ 21-24 เดือน(ไม่ผ่านการรีดนม) ประเภทที่ 5 โคนมมากท้องแรกอายุไม่เกิน 28 เดือน (ด้านผลผลิต) ชิงถ้วยพระราชทาน จากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ 10) ประเภทที่ 6 โคนมมากไม่จำกัดอายุ (ด้านผลผลิต) ชิงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และประเภทที่ 7 โคนมอายุมากกว่าอายุ 24 เดือน (ด้านรูปร่าง)

โดยผู้ชนะการประกวดโคนมรุ่นต่างๆ ได้แก่ ประเภทที่ 1 โคนมรุ่นอายุ 12-15 เดือน ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด ประเภทที่ 2 โคนมรุ่นอายุ 15-18 เดือน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โคนมจากโยธินฟาร์มสหกรณ์โคนม มวกเหล็ก จำกัด ประเภทที่ 3 โคนมรุ่นอายุ 18-21 เดือน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โคนมจาก เลิศประไพฟาร์ม สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ปากช่อง จำกัดประเภทที่ 4 โคนมอายุระหว่าง 21-24 เดือน (ไม่ผ่านการรีดนม) รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โคนมจาก สุชาติฟาร์ม สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด ประเภทที่ 5 โคนมสาวท้องแรก อายุไม่เกิน 28 เดือน รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ 10 ) รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โคนมของ น.ส.สุพรรณา วิมล จากสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด ให้ผลผลิต 35.78 กก./วัน ประเภทที่ 6 โคนมนมมาก ไม่จำกัดอายุ รางวัลชนะเลิศ รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ โคนมของ นายศราวุธ ก้อนคำ จากสหกรณ์โคนมในเขตปฏิรูปที่ดินซับสนุ่น จำกัด ให้ผลผลิต 48.87 กก./วัน ประเภทที่ 7 โคนมอายุมากกว่า 24 เดือน (ด้านรูปร่าง) ฟาร์มโคนม ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โคนมจาก ฐิตาพรฟาร์ม บริษัท ราชาแดรี่ จำกัด

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประกวดโคนมสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมนั้น นอกจากช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาพันธุ์โคนม บริหารจัดการฟาร์มโคนมที่ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยสร้างศักยภาพความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ทั้งด้านพัฒนาประสิทธิภาพของปริมาณการผลิตน้ำนมดิบและคุณภาพน้ำนมดิบที่ อ.ส.ค.มุ่งพัฒนาและขับเคลื่อนเพื่อยกระดับการผลิตน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐานรองรับการแข่งขันในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมในและต่างประเทศ และเพื่อขับเคลื่อนสู่ยุทธศาสตร์นมแห่งชาติอีกด้วย