‘กฤษฎา’ ผุดต้นแบบ 6 ภูมิภาค 6 แปลงเกษตรสมัยใหม่ ส่งต่อรัฐบาลหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399334

'กฤษฎา' ผุดต้นแบบ 6 ภูมิภาค 6 แปลงเกษตรสมัยใหม่ ส่งต่อรัฐบาลหน้า

‘กฤษฎา’ ผุดต้นแบบ 6 ภูมิภาค 6 แปลงเกษตรสมัยใหม่ ส่งต่อรัฐบาลหน้า

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 21.14 น.

“รมว.เกษตรฯ ปักหมุด แผนปฏิบัติการโครงการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ ถึงปี 63 ผุดต้นแบบ6 ภูมิภาค 6 แปลงเกษตรสมัยใหม่ ส่งต่อรัฐบาลหน้า ยกระดับรายได้ ปลดหนี้สิน สร้างความมั่นคงอาชีพเกษตรกรยั่งยืน”

4 มี.ค. 62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้กำหนดแผนปฏิบัติงานโครงการบริหารจัดการ “วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่” (Maga Farm Enterprise) เพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกรอย่างละเอียด พร้อมให้ปลัดกระทรวงฯ มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ โดยกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่า ภารกิจใดต้องเสร็จสิ้นเมื่อไร หน่วยงานใดรับผิดชอบ ซึ่งได้วางแนวทางเบื้องต้นไว้ถึงปีการผลิต 2563

หลักการทำงานที่สำคัญคือ ในระดับกระทรวงฯ ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนผ่านกลุ่มสานพลังประชารัฐ คณะทำงานด้านการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ (D.6) เพื่อขอให้ช่วยเหลือด้านบทบาทกระบวนการผลิตและการตลาด โดยจัดทำรายละเอียดข้อเสนอรูปแบบการลงทุนร่วม การจับคู่ธุรกิจ หรือดำเนินธุรกิจการเกษตรแปลงใหญ่ภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ทั้งนี้ต้องฝึกอบรมแนวทางบริหารจัดการแก่เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด และให้คณะอนุกรรมกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อพก. จ.) วางระบบบริหารโครงการในพื้นที่

นายกฤษฏากล่าวว่า ตามการแบ่งพื้นที่ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแบ่งพื้นที่พัฒนาประเทศเป็น 6 ภูมิภาค จึงสั่งการให้สรรหาและคัดเลือกภาคละอย่างน้อย 1 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ที่ติดกันขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดในการผลิตต่อขนาดพื้นที่ลงทุน (Economy of Scale) ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง จากนั้นศึกษาความเหมาะสมทั้งด้านกฎหมายที่ดิน สำรวจสภาพดินและน้ำ ความเหมาะสมด้านด้านการตลาดและการผลิต ชี้ชวนเกษตรกรเจ้าของที่ดินเข้าร่วมโครงการ รวมกลุ่มจัดตั้งเป็นนิติบุคคลองค์กรเกษตรกร แล้วขออนุมัติจัดตั้งวิสาหกิจแปลงใหญ่ โดยคัดเลือกเกษตรกรเจ้าของที่ดินหรือบุตรหลานทำหน้าที่เป็นผู้จัดการวิสาหกิจการเกษตรแปลงใหญ่ อีกทั้งประสานงานกับภาคเอกชนมาจัดหลักสูตรอบรม โดยเน้นวิธีการจัดการสมัยใหม่แบบเกษตรแม่นยำหรือแบบประณีต (Precision Agriculture) เพื่อให้ทั้งผู้จัดการแปลงและสมาชิกเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ (Smart Famer – Young Smart Famer)

นายกฤษฎากล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันและอนาคตนั้น แนวโน้มของตลาดจะต้องการสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น จึงให้พิจารณาเลือกวิธีการทำเกษตรปลอดภัยตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เกษตรอินทรีย์ (Organic) การทำเกษตรแบบผสมผสาน รวมถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่และคุณภาพดินตามแผนที่จัดการด้านเกษตรกรรม (Agri-Map) ปรับเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปสู่การทำเกษตรชนิดใหม่ที่ลงทุนน้อย ให้ผลตอบแทนสูง นำความรู้ทางเทคโนโลยี ตลอดจนเครื่องมือและเครื่องจักรสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตเพื่อทดแทนการใช้แรงงาน ผลผลิตที่ได้ต้องสามารถตรวจสอบความถูกต้องของแหล่งผลิต กระบวนการผลิตถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ละเมิดกติกาสากล โดยต้องเสร็จสิ้นในเดือนพฤษภาคมนี้

จากนั้นในเดือนมิถุนายนให้ผู้จัดการแปลงเริ่มเตรียมพื้นที่ จัดหาปัจจัยการผลิต วางแผนบริหารจัดการแปลง ควบคุมการผลิต จนกระทั่ง​เก็บเกี่ยว ตลอดจนแผนการรวบรวมผลผลิตขายให้เอกชนหรือนำไปแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรแปลงใหญ่ หรือประสานให้ภาคเอกชนมาตั้งโรงงานแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร หรือเปิดเป็นโรงรวบรวมผลผลิตเพื่อติดต่อหาตลาดส่งขายเองหรือขายในตลาด E-Commerce รวมถึงวางระบบการเงินและบัญชีแบบ​ E-payment ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการต่อเนื่องถึงเดือนธันวาคม 62

“แผนปฏิบัติการโครงการ​บริหาร​จัดการ​วิสาหกิจ​ชุมชน​นั้นกำหนดจนถึงเดือนมีนาคม 63 เนื่องจากต้องติดตามและประเมินผลทุกขั้นตอน โดยมอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจและการเกษตร (สศก.) รวบรวมข้อมูลทั้งผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิต ความเหมาะสมในการใช้เครื่องจักรกลสมัยใหม่มาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต ของพืช/ปศุสัตว์/สัตว์น้ำพร้อมระบุสายพันธุ์และข้อมูลสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรสมาชิกธุรกิจการเกษตรแปลงใหญ่ทุกคนและทุกครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการว่ามีรายได้ทั้งในและนอกภาคเกษตร ปลดหนี้สิ้นได้ พร้อมขยายผลโครงการฯ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ” นายกฤษฎากล่าว

ชป.เฝ้าระวังสถานการณ์ภัยแล้งทั่วประเทศ ร่วมมือทุกหน่วยงานหาแนวทางป้องกันและช่วยเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399330

ชป.เฝ้าระวังสถานการณ์ภัยแล้งทั่วประเทศ ร่วมมือทุกหน่วยงานหาแนวทางป้องกันและช่วยเหลือ

ชป.เฝ้าระวังสถานการณ์ภัยแล้งทั่วประเทศ ร่วมมือทุกหน่วยงานหาแนวทางป้องกันและช่วยเหลือ

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 20.26 น.

4​ มี.ค.62​ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประชุมทางไกลออนไลน์ (Web Conference) จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องการมอบนโยบายด้านการเกษตร ให้กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อมอบนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้​ ซึ่งในส่วนของกรมชลประทาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบให้เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​ ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ทุกโครงการชลประทานจังหวัด จัดท้าข้อมูลส้ารวจและวางแผนบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำต้นทุนที่กรมชลประทานรับผิดชอบดูแล รวมไปถึงแหล่งน้ำธรรมชาติในเขตชลประทาน เพื่อขอให้ประเมินด้วยว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณน้ำเพียงพอหรือไม่ และพื้นที่ใดที่มีความอ่อนไหวหรือเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำ ส่วนพื้นที่นอกเขต​ชลประทาน ให้บูรณาการทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน และเกษตรจังหวัด ในการด้าเนินการส้ารวจแหล่งน้ำในพื้นที่ว่ามีอะไรบ้าง เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ ถ้าประเมินแล้วไม่เพียงพอให้พิจารณาว่าอยู่ใกล้แหล่งน้้าหรืออ่างเก็บน้ำอะไรบ้าง สามารถขุดน้ำมาใช้ได้หรือไม่ หรือส้ารวจดูว่ามีบ่อน้ำบาดาลในบริเวณใกล้เคียงหรือไม่ หากไม่มีจริงๆ​ ให้คำนึงถึงความจ้าเป็นที่จะต้องขนส่งน้ำไปให้ประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ด้วย แต่ทั้งนี้ขอให้พิจารณาดำเนินการชักน้ำ หรือสูบน้ำ รวมทั้งให้จัดทำแผนการใช้เครื่องสูบน้ำ​ก่อนที่จะท้าการขนส่งน้ำไปให้พื้นที่ขาดแคลนน้ำ​ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้รวบรวมข้อมูลสถานการณ์น้ำ จัดท้าเป็นรายงานสรุปน้ำเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดให้รับทราบถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนการด้าเนินการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปในทิศทาเดียวกัน ที่ส้าคัญได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะกรมชลประทาน จัดเตรียมและกระจายเครื่องจักร-เครื่องมือ เข้าไปประจ้าไว้ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งให้ทั่วถึง พร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้​ อย่างทันท่วงที รวมทั้ง ได้เน้นย้้าถึงเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดน้ำการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย การรายงานสถานการณ์น้ำให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยการสื่อสารผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชน เพื่อให้ข่าวสารเรื่องน้ำเผยแพร่ไปยังประชาชนอย่างทั่วถึง อีกทั้ง ยังได้สั่งการให้ท้าการส้ารวจพื้นที่ หรือส้ารวจหาตาน้ำที่ยังมีน้ำไหลออกมาพอสมควร เพื่อหาจุดที่เหมาะสมในการสร้างฝายเก็บกักน้ำไว้ใช้อีกทางหนึ่งด้วยกรมชลประทาน ได้สั่งการให้ทุกโครงการด้าเนินการตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเคร่งครัด ซึ่งกรมชลประทาน ได้วางแผนการใช้น้ำฤดูแล้งตั้งแต่ 1 พ.ย. 61 โดยทั้งประเทศมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันในขณะนั้น ประมาณ 39,570 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.)(เป็นปริมาณน้ำจากในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ขนาดกลาง และแหล่งน้ำอื่นๆ ทั้งประเทศ) ได้วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 61/62 รวมกันประมาณ 23,100 ล้าน ลบ.ม. สถานการณ์น้ำปัจจุบัน(4 มี.ค. 62) มีปริมาณน้ำใช้การได้คงเหลือประมาณ 27,492 ล้าน ลบ.ม. มีการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งไปแล้วประมาณ​15,639 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 68 ของแผนฯทั้งประเทศ เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำ​ เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร(พืชใช้น้ำน้อย) และอุตสาหกรรม ในเขตชลประทาน สำหรับในพื้นที่ชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 6,183 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ​ 77 ของแผนฯ​ (แผนฤดูแล้งลุ่มน้้าเจ้าพระยาปี 61/62 วางไว้8,000 ล้าน ลบ.ม. เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย. 61 – เม.ย. 62) คงเหลือปริมาณน้ำที่ใช้การได้ตามแผนฯประมาณ 1,817 ล้าน ลบ.ม.​ ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 61/62 ทั้งประเทศมีการเพาะปลูกไปแล้วประมาณ 8.59 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 82 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณ 0.87 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้้าเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว​ ประมาณ 5.85 ล้านไร่ เกินแผนไปแล้วร้อยละ 10 (แผนวางไว้ 5.30 ล้านไร่) เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณ 0.52 ล้านไร่ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ขอให้เกษตรกรงดท้านาปรัง​ (นารอบที่ 3) ต่อเนื่อง เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตอย่างเพียงพอ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าฤดูแล้งปีนี้มีท่าทีว่าจะเกิดขึ้นในหลายพื้นที่และระยะเวลายาวนานมากขึ้น จึงขอให้ทุกคนช่วยกันรณรงค์เรื่องการประหยัดน้ำด้วย​ สำหรับการเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆของกรมชลประทาน นั้น ปัจจุบันกรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำรถบรรทุกน้ำ เครื่องจักรกล และเครื่องมือต่างๆ รวม 4,850 หน่วย กระจายอยู่ในพื้นที่ชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศแล้ว ซึ่งพร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย แล้งได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ ประชาชนหรือหน่วยงานต่างๆ สามารถขอความช่วยเหลือ หากเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำได้ที่โครงการชลประทานในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน หรือโทร.สายด่วน กรมชลประทาน 1460 รวมทั้ง สามารถติดตามสถานการณ์น้ำได้ทาง http://www.rid.go.th http://www.wmsc.rid.go.th หรือติดตามข่าวสารได้ทาง FB : เรารักชลประทาน​ และ FB : ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘กฤษฏา’ระบุ’บิ๊กตู่’สั่งดูแลราคาข้าว-ยางพารา เร่งดันยางเกิน50บาทต่อกก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399290

'กฤษฏา'ระบุ'บิ๊กตู่'สั่งดูแลราคาข้าว-ยางพารา เร่งดันยางเกิน50บาทต่อกก.

‘กฤษฏา’ระบุ’บิ๊กตู่’สั่งดูแลราคาข้าว-ยางพารา เร่งดันยางเกิน50บาทต่อกก.

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 18.20 น.

“กฤษฏา ระบุ บิ๊กตู่ สั่งดูแลราคา ข้าว ยางพารา อย่าต่ำกว่าปัจจุบัน ดันยางเกิน 50 บาทต่อกก.เร่งจับมือ คมนาคม มท. บ.ยางมะตอย ช่อมเสริมถนนปี62-63 ต้องใช้ยางพาราผสม5เปอร์เซนต์ โวยแหลกคนแอบอ้างเป็นที่ปรึกษารมต.เกษตรฯเรียกเงิน3หมื่นค่าวิ่งโยกย้าย ขู่รู้ตัวคนทำ อย่าให้เสียเกียรติกระทรวง”

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างประชุมทางไกลกับข้าราชการทุกจังหวัด ว่าสรุปช่วงเวลารัฐบาลทำงานจนเดือนพ.ค.มีรัฐบาลใหม่ ในระหว่างนี้ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ดูแลผลผลิตที่สำคัญ ข้าว ยางพารา และพืชเศรษฐกิจ ไม่ให้ราคาต่ำไปกว่าปัจจุบัน โดยเร่งรัดมาตรการช่วยเหลือเช่นยางพารา ขณะนี้เพิ่มการใช้ในภาครัฐ ทำถนนยางพาราซอยซีเมนต์ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ต้องดันราคาเกินกว่า50บาท พร้อมกับหารือกับภาคเอกชน เจ้าของบริษัทยางมะตอย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท เห็นร่วมกันในแผนสร้าง -ซ่อม -เสริมถนน ปี62-63 ต้องมีส่วนผสมยางพารา 5% ต่อ1ตารางเมตร ซึ่งมียางมะตอยและยางพารา ใช้สำหรับถนนแอสฟัสติก จะขับเคลื่อนร่วมกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และยกระดับสหกรณ์สวนยางเป็นผู้ค้ายาง  เป็นเสือตัวที่หก เพื่อแปรรูปส่งขายต่างประเทศ

รมว.เกษตรฯกล่าวว่านายกรัฐมนตรี สั่งให้ดูแลที่อยู่อาศัยของชาวประมง ได้รับผลกระทบพายุปาบึก โดยกรมประมง กำลังเร่งทำแผนชดเชยพร้อมกับหาพื้นที่ ใช้ต้นแบบสร้างบ้านให้กับผู้บุกรุกคลองลาดพร้าว  ส่วนในการชดเชยเรือประมงได้รับกระทบจากมาตรการไอยูยู ต้องจอดเรือตั้งแต่ปี58 ยืนยันว่ารัฐช่วยซื้อเรือแน่นอนกลุ่มแรก 305 ลำ ในวันอังคารนี้ เข้าครม.ลอตแรก 254 ลำ อีกงวดในสองเดือนข้างหน้าสำหรับการเงินชดเชย จ่ายให้เจ้าของเรือประมงรอบแรก 30% อีก70% ต้องทำแผนทำลายเรือ ให้เวลาไม่เกิน90วัน โดยมีเงื่อนไข ไม่นำเงินไปใช้ในการทำประมงที่ผิดกฎหมายอีกต่อไป ถ้าทำจะโดนเป็นสองเท่า กำชับให้กรมประมง ดูแลตามสัญญาไม่ให้ผิดพลาด

“ผมขอให้คนกระทรวงเกษตรฯทำงานให้ชัดเจน เอาจริงเอาจังรักษาเกียรติขององค์กรด้วย วันก่อนมีข้าราชการต่างจังหวัด มาบอกผมเอารูปคนที่เป็นหน้าม้าซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกับผมด้วย มาให้ดูแล้ว และอย่าทำอีก เที่ยวแอบอ้างว่าเป็นที่ปรึกษารมต.เกษตรฯ แล้วเรียกเงินเรียกทองข้าราชการที่ขอย้าย  ยังอ้างเคยเป็นที่ปรึกษาอดีตรองผู้ว่าราชการ ที่เป็นคณะทำงานรัฐมนตรี  ซึ่งข้าราชการที่จะย้ายเป็นข้าราชการของกรมส่งเสริมการเกษตร ให้จ่าย3หมื่นบาท  ยังดีที่ไม่จ่ายเงินกัน ดังนั้นพวกเราต้องระมัดระวังอย่าให้มีแบบนี้ ช่วยดูแลกระทรวงเราด้วย”นายกฤษฏา กล่าว

รมว.เกษตรฯกล่าวอีกว่าช่วงเวลา3-4เดือนนี้ยังเดินหน้าปฏิรูปภาคเกษตร จัดระบบเกษตรแปลงใหญ่เข้าระบบโควตาเกษตรกรรม ซึ่งทุกวันนี้ต้องยอมรับปัญหาเกษตรไทย ผลิตคล้ายๆกัน เกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในวัยสูงอายุ แรงงานน้อยมีที่ว่างเปล่ามาก และมีหนี้สินมากกว่ารายได้ เพราะเกษตรกรใช้การผลิตทำเกษตรกรรมแบบเดิมๆ ใช้แรงงานเป็นหลัก ต่างคนต่างทำเกษตรซ้ำซาก แบบชิงเดียว จุดอ่อนอาจเกิดฝ่ายรัฐ ไม่จัดระบบใหม่ๆลงไป ที่ผ่านมากรมส่งเสริมเกษตร อบรมสมาร์ทฟาร์เมอร์ ได้ทำเกษตรแปลงใหญ่กว่า 5พันแปลง ถามว่าเกษตรกรมีรายได้มากขึ้นหรือไม่ แตกต่างจากทำแปลงย่อยแบบเดิมอย่างไร เป็นประเด็นที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ต้องหาคำตอบ

“ปัจจุบันต้นทุนการผลิตสูง ตลาดสินค้าเกษตรเปลี่ยนไป เน้นคุณภาพปลอดภัย ที่แรงกว่านั้น ตลาดต่างประเทศใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ว่าแหล่งผลิตปลอดภัยหรือไม่ จึงเป็นสิ่งที่เร่งปฏิรูป ใช้การตลาดนำการผลิต เช่นปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ตอนแรกที่ผมทำก็โดนต่อว่าทำให้นายทุนบ้าง พื้นที่ป่าจะโดนบุกรุกมากขึ้นบ้าง จากนี้จะมากำหนดโควตาการผลิต ทั้ง ข้าว ยาง มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำกี่ไร่ ชนิดละกี่รอบ พื้นที่ที่ไหน จัดระบบเกษตรแม่นยำ ทำนายอนาคตการตลาด การลดต้นทุน มารวมแปลงใหญ่ ไปดึงเอกชนมาอบรมเกษตรกร รัฐไม่ต้องไปอบรมแล้ว โดยเอกชนเอาปัจจัยการผลิตมาให้ ร่วมกับกลไกสหกรณ์ ใช้เครื่องจักรกล เช่นปลูกถั่วเขียว รวมแปลงพันไร่ เอารถมาเก็บได้ต้นทุนถูกลง

โดยจะใช้พื้นที่ที่ดิน ส.ป.ก.รวมแปลง จัดวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ๆละ 1 พันไร่ขึ้นไป 6 แปลง 6 ภูมิภาค และที่ดินคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ(คทช.) ที่ดินของนิคมสหกรณ์ ท่านนายกฯ อยากเริ่มลงมือโดยเร็ว นำทษฏีในหลวง ร.9 มาใช้ปลูกพืชผสมผสาน เน้นเกษตรปลอด(จีเอพี) และ เกษตรอินทรีย์” นายกฤษฏา กล่าวและว่า ผู้ช่วยปลัดกระทรวง 2 คนมาขอร้องไม่ให้ผมย้าย ผมก็ไม่ย้าย ดังนั้นเวลาสั่งงานส่งไลน์อะไรไปต้องทำทันที ปัญหาเกษตรกรช้าไม่ได้

ชาวไร่ยาสูบพะเยาช้ำหนัก! พายุลูกเห็บถล่มเสียหายกว่า 200 ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399279

ชาวไร่ยาสูบพะเยาช้ำหนัก! พายุลูกเห็บถล่มเสียหายกว่า 200 ไร่

ชาวไร่ยาสูบพะเยาช้ำหนัก! พายุลูกเห็บถล่มเสียหายกว่า 200 ไร่

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 17.45 น.

4 มี.ค. 62 จากกรณีพายุฤดูร้อนพร้อมลูกเห็บพัดถล่ม อ. ปง จ.พะเยา เมื่อวันที่ 16 ที่ผ่านมา ทำให้บ้านเรือนและข้าวของของประชาชนเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบยาสูบในพื้นที่สถานีบ่มใบยาสันกลาง และสถานีบ่มใบยาป่าแขม ต. งิม อ. ปง เสียหายเป็นจำนวนมากนั้น นายอลงกรณ์ ผาทอง นายกสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูก และผู้ค้าใบยาสูบ จ. เชียงราย-พะเยา เผยว่า “ชาวไร่กว่า 70 ราย ได้รับผลกระทบจากพายุลูกเห็บถล่ม ทำให้ผลผลิตกว่า 210 ไร่ ได้รับความเสียหายจากลูกเห็บ ลมพายุ และน้ำขัง

คิดเป็นความสูญเสียกว่า 500,000 กิโลกรัม หรือประมาณ 3,000,000 บาท ใบยาสูบที่เสียหายนี้มีทั้งที่เก็บเกี่ยวไปบางส่วน และยังไม่ได้เก็บเกี่ยว ความเสียหายจากพายุลูกเห็บนี้ ชาวไร่ได้รับความเดือนร้อนอย่างหนัก เพราะทำให้รายได้จากการชายใบยาลดลง ส่วนทางโรงบ่มก็ต้องรับภาระขาดทุน  เนื่องจากได้ลงทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงให้แก่ชาวไร่ไปก่อนแล้ว แต่ในเบื้องต้น โรงบ่มฯ ก็จะพยายามช่วยเหลือชาวไร่อย่างเต็มกำลัง เช่น รับซื้อใบยาที่เสียหาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้กับชาวไร่ก่อน”

“แต่ทางโรงบ่มคงไม่สามารถช่วยเหลือได้มากนัก เนื่องจากโรงบ่มถูกลดโควต้าการผลิตจากการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) และเงินช่วยเหลือจากการลดโควต้าที่ทาง ครม. เห็นชอบนั้น ทางโรงบ่มก็ยังไม่ได้รับ เนื่องจาก ทางคณะกรรมการ ที่ประกอบด้วย กรมสรรพสามิต ยสท. และ ธกส. ไม่เคยปรึกษาหารือกับ สมาคมผู้บ่ม และยังไม่มีแนวทางปฎิบัติที่ชัดเจน เป็นธรรมและปฎิบัติได้จริง”

นายอลงกรณ์ เผยว่าว่า ในฤดูกาลปลูก 2561/62 นี้ โควต้าการปลูกใบยาสูบของผู้บ่มอิสระในจังหวัดเชียงราย-พะเยา ลดลง 44 % จาก 1,736,624  กิโลกรัมเหลือเพียง 997,525 กิโลกรัม เนื่องจากการยาสูบแห่งประเทศไทยลดการรับซื้อลง แม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 อนุมัติงบประมาณ 159 ล้านบาทเพื่อจ่ายเงินชดเชยโควต้าที่หายไป แต่จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบหลักเกณฑ์หรือความชัดเจนในการรับเงินชดเชย นอกจากนี้ ในเดือนตุลาคม 2562 ภาษีบุหรี่จะขึ้นเป็น 40% ซึ่ง ยสท อาจจะมีการปรับลดโควต้าการรับชื้อใบยาลงอีก เพราะถ้าบุหรี่ราคาแพงขึ้นย่อมกระทบต่อยอดขายของการยาสูบ

“ผู้บ่มยาสูบ และชาวไร่ยาสูบต้องเผชิญความเสี่ยงที่ผลผลิตจะเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่แล้ว  ยังต้องมากังวลเรื่องการขาดรายได้และสูญเสียอาชีพอีก อยากขอให้รัฐบาลเร่งบรรเทาความเดือดร้อนชาวไร่ และสร้างหลักประกันอาชีพให้กับพวกเราโดยอย่าเพิ่งเก็บภาษีบุหรี่เพิ่มอีกเลย ท่านอธิบดีกรมสรรพสามิตให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่าถ้าอยากให้มีการขยายเวลาการขึ้นภาษี 40% ออกไป ก็ต้องมาหารือกันทุกฝ่าย ซึ่งภาคีฯ ก็ยินดีพูดคุยเพื่อให้ข้อมูลผลกระทบของชาวไร่”

ปีนี้แล้งนาน! ‘สมเด็จพระเทพฯ’ทรงห่วงราษฎร์ ‘กฤษฎา’สั่งด่วนทำแผนบริหารจัดการน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399236

ปีนี้แล้งนาน! 'สมเด็จพระเทพฯ'ทรงห่วงราษฎร์ 'กฤษฎา'สั่งด่วนทำแผนบริหารจัดการน้ำ

ปีนี้แล้งนาน! ‘สมเด็จพระเทพฯ’ทรงห่วงราษฎร์ ‘กฤษฎา’สั่งด่วนทำแผนบริหารจัดการน้ำ

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 15.58 น.

4 มี.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการด่วนทุกจังหวัดรับมือสถานการณ์แล้งที่เริ่มขึ้นแล้ว ในระหว่างประชุมทางไกลกับ 76 จังหวัด ว่า ทุกพื้นที่ให้ความสำคัญสูงสุดในการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำแล้ง โดยกรมชลประทาน เป็นเจ้าภาพหลักในการทำแผนใช้น้ำตลอดฤดูแล้งนี้อย่างเข้มข้น แม้ว่ากรมชลฯ จะยืนยันหลายครั้งว่าปริมาณน้ำในเขื่อนมีใช้เพียงพอถึงเดือน ก.ค.แต่จากที่ตนประสานกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า และสำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ทั้งสองแห่งให้ข้อมูลกับตน ทำให้ต้องเร่งรับมือภัยแล้งตั้งแต่เดือน มี.ค.โดยระบุว่าแม้ปริมาณน้ำชลประทานเพียงพอ แต่ภาวะแล้งแห้งครั้งนี้มีมีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ ภัยแล้งจะนานขึ้น และอากาศร้อนมากขึ้นกว่าหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยจัดตั้งคณะกรรมการบริหารน้ำส่วนกลาง หรือวอร์รูม รายงานสถานการณ์น้ำทุกวันจันทร์ โดยจะเริ่มสัปดาห์หน้า พื้นที่ใดพอ ไม่พอ จัดทำแยกเขต แบ่งพื้นที่วิกฤตสุด ปานกลาง ประสานงาน กับจิสด้า , สนนก. , ปภ. , หน่วยความมั่นคง และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนนช.) ด้วย

“สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่งกับตนว่า ปีนี้จะแล้งนานและแล้งมาก ตนจึงขอให้พื้นที่ดูข้อมูล ทั้ง จ.ศรีสะเกษ , จ.สกลนคร และ จ.สุรินทร์ ซึ่งพระองค์ท่านจะทรงเสด็จฯ ไปทรงงาน เจ้าหน้าที่เกษตรเตรียมข้อมูลรับเสด็จฯ เป็นความโชคดีของคนไทย ที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงดูแลอาณาประชาราษฎร์ ดังนั้น หน่วยราชการก็ต้องทำแผนประหยัดน้ำที่เป็นรูปธรรมด้วย ปรับรูปแบบการประสัมพันธ์แจ้งต่อประชาชนทั่วประเทศใหม่ทั้งหมด เตือนประชาชนเล่นน้ำสงกานต์อย่างพอดี

ส่วนกรมฝนหลวงฯ ต้องปฏิบัติการให้เห็นเป็นมรรคเป็นผล ขึ้นทำฝนเมื่อไหร่ พื้นที่ไหนสำเร็จบ้าง เพราะแล้งปีนี้จะเจอกับอากาศร้อนมากขึ้น ทำให้น้ำระเหยขึ้นไปมาก รวมทั้งดึงความชื้นดินไปด้วย ส่งผลความร้อนและความแล้งยาวนานกว่าทุกปี เรื่องเหล่านี้ขอเตือนข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ต้องรู้ให้ละเอียด ถ้าคนรู้งาน จะรู้ต้นเหตุของปัญหา ไปสู่การทำงาน มีแผนแก้ไขอย่างไร มีมาตรการทำได้แค่ไหน ขอให้จำไว้ เวลาฟังจากใคร ต้องมาอธิบายกับตนได้ด้วย

สำหรับประเด็นที่อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันน้ำมีใช้ไปถึงเดือน ก.ค.ต้องยืนยันว่า ต้องแยกเป็น 4 ประเภท คือ น้ำกิน-น้ำใช้ , น้ำเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม , น้ำเพื่อการเกษตร และอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นทุกจังหวัดร่วมกันทำแผนใช้น้ำอย่างจริงจังกับชลประทาน ทุกพื้นที่ในเขตและนอกเขตชลประทาน ชลประทานจังหวัด เกษตรจังหวัด พัฒนาที่ดิน โดย3 หน่วยงานต้องรู้สถานการณ์น้ำอย่างดี น้ำในแหล่งธรรมชาติ น้ำกักเก็บ มีเท่าไหร่ บริหารจัดการได้ถึงเมื่อไหร่ หากไม่รู้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ต้องรับผิดชอบ” นายกฤษฎา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า กลไกหลักเชื่อมโยงจากส่วนกลางไปจังหวัด ผ่านคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ทุกจังหวัด (อกพ.) ที่มีผู้ว่าราชการ หรือรองผู้ว่าฯ เป็นประธาน เพื่อประสานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประเมินปริมาณน้ำ น้ำมีเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน จำนวนประชาชน พื้นที่เกษตร ที่ใช้น้ำมีเท่าไหร่ คาดการณ์อย่างไร หากฝนไม่มาภายในเดือน ก.ค.ต้องมีแผนเผชิญเหตุไว้รองรับวิกฤต

“ทุกจังหวัดต้องสรุปสถานการณ์น้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้รู้ว่ามีน้ำเท่าไหร่ มีใช้ถึงเมื่อไหร่ เพื่อสั่งการทันท่วงที โดยให้ทั้งจังหวัดมีความตื่นตัว สร้างการรับรู้ชาวบ้านร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด และหากสถานการณ์น้ำถึงขั้นวิฤกต จะแก้ไขบรรเทาภัยแล้งความเดือดร้อนประชาชนอย่างไร เช่น ทำสำรวจเครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ รถแจกจ่ายน้ำ ทำบัญชีไว้ทั้งหมดทุกจุด หน่วยไหนมีเท่าไหร่ แต่ละเทศบาลเท่าไหร่ ดูภารกิจเฉพาะหน้า เช่น ไปเติมการประปา หอถังสูง เตรียมเครื่องสูบน้ำไปวางจุดเสี่ยง ในบัญชีต้องบอกรายละเอียดลงรายพื้นที่ จัดแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบประจำเครื่องมือ กระจายตามพื้นที่ทำให้เรียบร้อยก่อนเกิดภัย” นายกฤษฎา กล่าว

ทั้งนี้ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์น้ำแล้ง โดยมีปลัดกระทรวงฯ เป็นประธาน เร่งทุกหน่วยงานชี้แจงเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย มอบหมายเกษตรอำเภอทุกอำเภอ เป็นหลัก ขอความร่วมมือนายอำเภอ กระจายข่าวใช้เสียงตามสาย 7 หมื่นกว่าหมู่บ้าน

“กระทรวงเกษตรฯ ต้องแสดงศักยภาพให้เด่นชัด และกรมชลฯ ขอพูดตรงๆ ได้เงินรัฐบาลไปเป็นหมื่นๆ ล้านบาทต่อปี มาบอกว่าเป็นงบของปีนั้นปีนี้ สังคมฟังไม่ขึ้น เพราะใช้งบจัดซื้อจัดจ้างมากที่สุด ต้องกระตื้อรื้อรน กระวีกระวาดลงไปดูแลชาวบ้านเรื่องน้ำอย่างทั่วถึง ผมเป็นรัฐมนตรีมา 14 เดือน สามารถพูดงานของกระทรวงเกษตรฯ จนถึงระดับตำบล – อำเภอ แต่ปลัดกระทรวงฯ ทำงานเกษตรมามากกว่าผม ต้องรู้ดี รู้จริงมากกว่าผม ต้องรู้ให้รอบคอบ สั่งผู้ตรวจราชการ 14 ท่าน ลงพื้นที่ไป ดูพฤติกรรมข้าราชการ คนไหนไม่ขยัน ละเลย ไม่อดทน ย้ายออกมา สลับคนทำงานเข้าไป รัฐบาลนี้มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายจนกว่ามีพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ ขอกระตุ้นเตือนข้าราชการ พรรคการเมืองทุกพรรคเอาเรื่องเกษตรไปหาเสียง เหมือน รมต.เกษตรฯ ปลัดเกษตรฯ นั่งหัวทนโท่ไม่ทำงานทำการกัน ผมเจ็บปวด และอย่ามาอธิบายให้ผมฟังว่าอยู่เกษตรจะโดนแบบนี้ เราต้องพิสูจน์ทำให้สังคมเห็นคนกระทรวงเกษตรฯ ไม่เหมือนเดิม เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งกรมชลประทาน เวลาทำงานให้หลับตา ระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการช่วยเรื่องน้ำแล้ง ทรงพระราชทานทฤษฎี ทำเหมือง ทำฝายมีชีวิต ขอให้กรมชลฯ กรมพัฒนาที่ดิน ไปคุยกับผู้ว่าฯ หางบเหลือจ่าย งบพัฒนาจังหวัด มาทำฝายมีชีวิตในพื้นที่ที่ยังมีตาน้ำไหลริน กักน้ำ ทำคลองไส้ไก่ ให้ชาวบ้านไว้ได้ใช้ช่วงแล้ง

ด้าน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ฤดูฝนที่ผ่านมาไม่ได้ปล่อยน้ำจากเขื่อนมากไป ยืนยันบริหารน้ำมีเจ้าภาพหลัก คือ สนนช.การกักเก็บน้ำได้ประเมินล่วงหน้า 1 ปี เช่น เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนที่รับน้ำพายุปาบึก ใช้ระดับกักเก็บของอ่างเครื่องที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ มีน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง ภาพรวมเขื่อนใหญ่ 35 แห่ง เขื่อนกลาง 200 แห่ง บริหารน้ำ 2.7 หมื่นล้าน ลบ.ม.ใช้ช่วงฤดูแล้ง 7 พันล้าน ลบ.ม. และสำรองไว้ก่อนเข้าฤดูฝน มีน้ำ 2 หมื่นล้าน ลบ.ม.พอใช้ไว้อีก 3 เดือน ซึ่งปริมาณน้ำดีกว่าปี 58 – 59 แต่ต้องขอเกษตรกรอย่าปลูกข้าวต่อเนื่อง ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกเกินแผนกว่า 5 แสนไร่ ขณะนี้ระบายผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 80 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวแล้วให้หยุดทำนาปรังรอบ 2 และ 6 เขื่อนน้ำน้อยกว่าเกณฑ์ เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ , เขื่อนลำนางรอง , เขื่อนลำพระเพลิง , เขื่อนทับเสลา , เขื่อนกระเสียว และเขื่อนแม่มอก ห้ามทำนาปรังบริเวณลุ่มน้ำชี-มูล กว่า 1.8 แสนไร่

ฝนหลวงฯวางแผนแก้ภัยแล้ง! ทำฝนช่วยพื้นที่เกษตรเติมน้ำเขื่อนอุบลรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399220

ฝนหลวงฯวางแผนแก้ภัยแล้ง! ทำฝนช่วยพื้นที่เกษตรเติมน้ำเขื่อนอุบลรัตน์

ฝนหลวงฯวางแผนแก้ภัยแล้ง! ทำฝนช่วยพื้นที่เกษตรเติมน้ำเขื่อนอุบลรัตน์

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 15.44 น.

4 มี.ค.62 นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากที่ผ่านมากรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยหน่วยปฏิบัติการ ฝนหลวงจังหวัดจันทบุรี มีการวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่มีการร้องขอฝนบริเวณจังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่อำเภอขลุง เขาคิชฌกูฎ มะขาม จังหวัดจันทบุรี และอำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว ขณะที่เช้าวันนี้ ผลตรวจคุณภาพอากาศจากกรมควบคุมมลพิษ บริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก จังหวัดสระบุรี กาญจนบุรี อยู่ในเกณฑ์คุณภาพปานกลาง พื้นที่ภาคเหนือบางแห่งและจังหวัดขอนแก่นคุณภาพอากาศยังอยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบ ต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ล่าสุดกรมฯได้มีแผนปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 4 มีนาคม 2562 ด้านพื้นที่ภาคตะวันออก โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ที่ตั้งหน่วยปฏิบัติการฯ ที่จังหวัดจันทบุรี โดยผลตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์สัตหีบ จังหวัดชลบุรี ของเช้านี้ พบว่า มีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 45% ความชื้นที่ระดับ การพัฒนาตัวของเมฆ 18% และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -1.1 ประกอบกับมีลมทางตะวันตกเฉียงใต้ ตามแนวชายฝั่งที่สามารถช่วยพัดพากลุ่มเมฆให้เข้ามายังพื้นที่เป้าหมายได้ หน่วยฯ จังหวัดจันทบุรี จึงวางแผนปฏิบัติการในขั้นตอนที่ 2 (เลี้ยงให้อ้วน) เพื่อเสริมการพัฒนาตัวของเมฆและปฏิบัติการต่อในขั้นตอนที่ 3 (โจมตี) เพื่อหวังผลให้มีฝนตกในพื้นที่การเกษตรสวนผลไม้ที่มีการร้องขอบริเวณเขาชะเมาและวังจันทร์ จังหวัดระยอง

ขณะที่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการตรวจอากาศจากสถานีเรดาร์บ้านผือ จังหวัดอุดรธานี และสถานีเรดาร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา พบว่า มีความชื้นที่ระดับเกิดเมฆ 71% (บ้านผือ) 52% (พิมาย) ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 45% (บ้านผือ) 11% (พิมาย) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -0.2 (บ้านผือ) -1.6 (พิมาย) ซึ่งผลการตรวจอากาศจากสถานีเรดาร์บ้านผือ มีแนวโน้มที่จะขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงได้ หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดอุดรธานี จึงวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการเติมน้ำบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การ 106 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 6% เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ภัยแล้งต่อไป

ส่วนพื้นที่ภาคกลาง ผลตรวจสภาพอากาศจากสถานีเรดาร์ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ พบว่า มีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 33% ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 16% และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -1.1 ซึ่งยังไม่เข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดนครสวรรค์ จึงขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากมีความเหมาะสมจะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือบริเวณพื้นที่อ่างเก็บน้ำ ทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี พื้นที่ภาคเหนือ ผลการตรวจสภาพอากาศจากสถานีเรดาร์ร้องกวาง จังหวัดแพร่ และสถานีเรดาร์อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า มีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 17% (ร้องกวาง) 53% (อมก๋อย) ความชื้น ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 20% (ร้องกวาง) 12% (อมก๋อย) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 8.9 (ร้องกวาง) 3.6 (อมก๋อย) ซึ่งยังไม่เข้าเงื่อนไขของการปฏิบัติการฝนหลวง หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดเชียงใหม่และพิษณุโลก จึงขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากในช่วงบ่ายมีความเหมาะสมจะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน และช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่มีการร้องขอฝนบริเวณอำเภอคลองขลุงและขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ผลตรวจสภาพอากาศจากสถานีเรดาร์พนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสถานีเรดาร์ประทิว จังหวัดชุมพร พบว่า มีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ 45% (พนม) 52% (ประทิว) ความชื้นที่ระดับ การพัฒนาตัวของเมฆ 18% (พนม) 21% (ประทิว) และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -1.1 (พนม) 2.4 (ประทิว)  ซึ่งยังไม่เข้าเงื่อนไขที่เหมาะสม หน่วยปฏิบัติการฯ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากมีความเหมาะสมจะวางแผนขึ้นปฏิบัติช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาไฟป่าบริเวณอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี และช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรไร่สับปะรด บริเวณอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ทั้งนี้ สำหรับหน่วยปฏิบัติการฯ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังคงติดตามสถานการณ์และปฏิบัติการเพิ่มน้ำให้กับพื้นที่ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติทางธรรมชาติรูปแบบต่างๆ ตามที่ได้รับการร้องขอจากทุกพื้นที่ทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย

‘อธิบดีปศุสัตว์’ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยง’แพะ-แกะ’พื้นที่บุรีรัมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399159

'อธิบดีปศุสัตว์'ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยง'แพะ-แกะ'พื้นที่บุรีรัมย์

‘อธิบดีปศุสัตว์’ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยง’แพะ-แกะ’พื้นที่บุรีรัมย์

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 13.02 น.

4 มี.ค.62 ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะ-แกะ จ.บุรีรัมย์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายเอกภพ ทองสวัสดิ์วงศ์ ปศุสัตว์เขต 3 , นายบุรินทร์ สรสิทธิสุขสกุล ผอ.กองสารวัตรและกักกัน , นายสุรเดช สมิเปรม เลขานุการกรม , น.สพ.อภิชาติ สุวรรณชัยรบ ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ และคณะ ร่วมลงพื้นตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเกษตรกรสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะ​อำเภอคูเมือง​ ม. 6​ ต.คูเมือง​ อ.คูเมือง​ จ.บุรีรัมย์​ โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนี้มีการบริหารจัดการอย่างเข้มแข็ง​ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต​ จนได้รับรางวัล​กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะแกะดีเด่น​ ระดับเขต ​3​ ในงานวันแพะแห่งชาติ​ ครั้งที่​ 15​ ณ​ ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์​ ได้มอบแนวทางการพัฒนากลุ่ม​ ให้เกิดความยั่งยืนด้วยการผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสู่ผู้บริโภคเรื่องของการส่งเสริมเลี้ยงปศุสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงแพะ กรมปศุสัตว์มีการส่งเสริมการเลี้ยงแพะทั่วประเทศ จากเมื่อ 15 ปีก่อน แพะในประเทศไทยมีประมาณ 4 แสนตัว เวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน มีแพะเพิ่มมา 6 แสนตัว ซึ่งจะเห็นว่าอัตราการบริโภค หรือการจำหน่ายออกไปมีค่อนข้างสูง  จึงเป็นโอกาสที่กรมปศุสัตว์เล็งเห็นว่าการเลี้ยงแพะจะสร้างรายได้ให้เกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มประกอบการขนาดเล็ก และขนาดกลาง ทั้งนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้กำชับให้ปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัด ให้ดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงแพะประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำการเลี้ยง การควบคุมป้องกันโรค รวมทั้งการจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายเกษตรกร อีกทั้งหาช่องทางการตลาด เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนอาชีพจากทำนามาเลี้ยงแพะกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระองค์ทรงโปรดเรื่องของแพะมาก จึงได้ทรงสนับสนุนการเลี้ยงแพะในด้านต่างๆ

อีกทั้ง กรมปศุสัตว์ได้ทำการรับรองมาตรฐานฟาร์ม และได้มีการพัฒนาและส่งเสริมให้มีการรับรองมาตรฐานฟาร์มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงขอเชิญชวนเกษตรกรที่สนใจมาเลี้ยงแพะ เนื่องจากตลาดยังมีรองรับอีกมาก ตรงกับนโยบายของ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ว่า “ตลาดนำการผลิต” พร้อมทั้งมอบเวชภัณฑ์และแร่ธาตุสำหรับสัตว์ให้กับสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะแกะในครั้งนี้ด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 4 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399024

586851

ชายคาพระพิรุณ : 4 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากกรณีที่หลายฝ่ายออกมาคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.ข้าว เพราะมองว่าจะสร้างปัญหาให้กับชาวนา และอยากให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชะลอการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ออกไปก่อนนั้น ในที่สุดเพื่อความสบายใจของสังคม ที่ประชุม สนช.เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้ยุติการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว และปล่อยเรื่องไว้ในสภาฯ ให้เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่เป็นผู้พิจารณา โดยนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสนช. ในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้าว พ.ศ… เปิดเผยว่า ได้หารือกับทีมงานแล้ว เห็นว่าเมื่อสังคมยังไม่สบายใจ ไม่เข้าใจในตัวร่างพ.ร.บ.ข้าว อาจเกิดเหตุเข้าใจผิด จึงขอเลื่อนการพิจารณาออกไปอย่างไม่มีกำหนด…ก็ถือว่าเหมาะสมครับ หากมีประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจ และข้อกฎหมายไม่ชัดเจน กำกวม ก็ควรถอย ค่อยๆ พิจารณากันใหม่ เรื่องของชาวนา เรื่องของข้าว เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนไทย ผิดพลาดไป ได้ไม่คุ้มเสีย ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ เองก็มีความเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว ถ้าวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มันดีจริง เป็นประโยชน์ต่อชาวนา ต่ออุตสาหกรรมข้าวไทยจริงๆ ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง และเห็นว่าสมควรแล้วที่รอให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาอีกที…

กระทรวงเกษตรฯ ผุดไอเดีย Thai Soil Partnership สนับสนุนการดำเนินงาน ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งเอเชีย (CESRA) เพื่อขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว มีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเดินทางไปเป็นประธานการประชุม สมัชชาดินโลก แห่งภูมิภาคเอเซีย ( ASIA Soil Partnership Assembly Meeting ) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 26 ก.พ. – 1 มี.ค. 2562 ณ National Agriculture Science Center Complex กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย พร้อมด้วย นายพิทยากร ลิ่มทอง ที่ปรึกษากรมพัฒนาที่ดิน และคณะผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน โดยที่ประชุมได้แสดงความชื่นชมและกล่าวขอบคุณประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่ได้จัดตั้งและมอบรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ทุกวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ณ ประเทศไทย ซึ่งนับเป็นรางวัลที่สำคัญของโลก ในการสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินเพื่อความมั่นคงอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบโครงสร้าง วัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ และพันธกิจของศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งเอเชีย (CESRA) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยให้ CESRA เป็นศูนย์กลางข้อมูลดิน การวิจัยที่เป็นเลิศ และแหล่งเรียนรู้ด้านดินของเอเชีย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของประเทศสมาชิกและสนับสนุนภารกิจของ ASP (ASIA SOIL PARTNERSHIP) ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้นำเสนอแนวคิดการจัดตั้ง Thai Soil Partnership เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ CESRA พร้อมทั้งเชิญชวนประเทศสมาชิกจัดตั้ง National Soil Partnership ในประเทศของตน โดยมีประเทศที่แสดงความสนใจ เช่น อินเดีย ลาว ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งประธาน ASP ได้เสนอให้นำแนวทางการจัดตั้ง National Soil Partnership บรรจุไว้ในโครงสร้างและแผนดำเนินงานของ CESRA เพื่อการขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ตลอดทั้ง ฝ่ายไทยยังได้นำเสนอตัวอย่างแนวคิดของประเทศไทยในการจัดกิจกรรม เพื่อแสวงหาเงินทุนสนับสนุนการดำเนินงานของ CESRA ได้แก่ การจัดแข่งขันวิ่งการกุศล CESRA Country Road Run : Run for Healthy and Healthy Life และการจัดตั้งสมาคมวันดินโลก ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ดี ที่หลากหลาย นับเป็นแนวทางกิจกรรมใหม่ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การผลิตสินค้าเกษตรและการบริโภคอาหารปลอดภัย นำไปสู่สุขภาพที่แข็งแรง และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเห็นควรส่งเสริมแนวทางดังกล่าวเป็นต้นแบบขยายผลไปยังประเทศสมาชิกอื่นๆ ต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฝากแจ้งข่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร จะจัดงานบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 ในวันที่ 7 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต.ภูผาม่าน อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น โดยจะนำช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับ 3 ที่ผ่านการอบรมจากกรมมาให้บริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรเกษตรของเกษตรกร นอกจากนี้ภายในงานยังมีบริการให้คำปรึกษาเรื่องการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตร นิทรรศการถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนการแข่งขันซ่อมเครื่องยนต์เกษตร และตอบปัญหาชิงรางวัลด้านเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตรด้วย จึงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้สนใจรับบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตร เข้าร่วมงานบริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรฯ ในครั้งนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันที่ 7 มีนาคม 2562 ณ ศพก. ต.ภูผาม่าน อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น สอบถามรายละเอียดการจัดงานเพิ่มเติมได้ที่กองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร โทรศัพท์ 0-2579-0163

ขุนเกษตรา

อ.ส.ค.ผนึกมก.พัฒนาพันธุ์โคนม หนุนคุณภาพน้ำนมดิบมั่นคง-เกษตรกรมั่งคั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399029

x

อ.ส.ค.ผนึกมก.พัฒนาพันธุ์โคนม หนุนคุณภาพน้ำนมดิบมั่นคง-เกษตรกรมั่งคั่ง

อ.ส.ค.ผนึกมก.พัฒนาพันธุ์โคนม หนุนคุณภาพน้ำนมดิบมั่นคง-เกษตรกรมั่งคั่ง

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) เปิดเผยถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพันธุ์โคนมว่า อ.ส.ค.เริ่มโครงการวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์โคนมร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่ปี 2539 และปีนี้เรายังผนึกกำลังกันต่อเป็นปีที่ 23 อันเป็นหนึ่งในหลายๆ วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กร อ.ส.ค. ที่ต้องการส่งเสริมกิจการโคนม ซึ่งอ.ส.ค.ต้องช่วยเหลือแนะนำ ให้คำปรึกษาเกษตรกร ตลอดจนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหนุนยุทธศาสตร์ “คุณภาพน้ำนมดิบมั่นคง-เกษตรกรโคนมมั่งคั่ง- อาชีพพระราชทานยั่งยืน”

สำหรับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ยังเดินหน้าพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์โคนม ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิต “ต้นน้ำ” ที่สำคัญปัจจัยหนึ่ง ช่วยให้โคนมปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ทนทานต่อสภาพอากาศในประเทศไทย และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตน้ำนมให้แก่เกษตรกรได้มากขึ้น

ทั้งนี้ การจะพัฒนาปรับปรุงพันธุ์โคนมนั้น อ.ส.ค.สร้างพ่อพันธุ์โคนมที่มีประสิทธิภาพ แล้วนำน้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนมไปผ่านการให้บริการผสมเทียมของ อ.ส.ค. เพื่อให้แม่โคตั้งท้อง ซึ่งเดิมใช้เวลาพิสูจน์ความสามารถทางพันธุกรรมของพ่อพันธุ์โคนมถึง 7 ปี แต่ปัจจุบันใช้วิธีเจาะเลือดหายีนส์ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่โคแรกคลอดและนำข้อมูลเข้าระบบการประเมิน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาสร้างพ่อพันธุ์ลง นอกจากนั้นการคัดเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์โคนมที่ดี เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์กันถือเป็นปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญมาก เนื่องจากฟาร์มที่มีโคนมพันธุ์ดี สืบพันธุ์ดี จะทำให้ฟาร์มนั้นๆ มีผลผลิตน้ำนมดิบมาก แล้วเมื่อผลผลิตสูงขึ้นส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย”

 

 

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวถึงภารกิจการส่งเสริมกิจการโคนมว่า การที่เกษตรกรจะได้โคนมรุ่นลูกที่มีลักษณะพึงประสงค์ที่ดีกว่าโคนมรุ่นพ่อ-แม่นั้น ต้องเข้าใจด้วยว่า โคนมแต่ละตัวมีความสามารถทางพันธุกรรมแตกต่างกัน ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มพันธุ์เดียวกันหรือการจัดการเดียวกันหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น เราจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานในการพิจารณาคัดเลือกและจับคู่ผสมพันธุ์ เพื่อให้การผสมพันธุ์โคนมที่ตนเองมีอยู่แต่ละครั้งนั้นได้ “โคนมรุ่นใหม่ที่มีคุณลักษณะดีกว่าโครุ่นก่อนหน้า” มากที่สุด และหากทำเช่นนี้ได้ตลอดในโคนมทุกรุ่น เกษตรกรก็จะได้โคนมพันธุ์ดีขึ้นต่อเนื่อง และมีผลผลิตมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ การปรับปรุงพันธุ์โคนมที่เข้ากับสภาพอากาศได้ดี มีส่วนช่วยให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงโคนมที่ให้ผลผลิตได้ดี ช่วยเกษตรกรลดค่าใช้จ่าย อีกทั้ง ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงการจัดการในฟาร์มมากนัก ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนและมีผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย แต่ยังผลิตน้ำนมดิบที่มีมาตรฐานได้เพิ่มขึ้นลดต้นทุนการผลิต มีความสามารถทางการแข่งขันและมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นไปตามยุทธศาสตร์ “คุณภาพน้ำนมดิบมั่นคง – เกษตรกรโคนมมั่งคั่ง – อาชีพพระราชทานยั่งยืน” และเดินหน้าสู่ยุทธศาสตร์นมแห่งชาติได้ต่อไปด้วย

เข้ม3จว.ลุ่มน้ำชีงดทำนาปรัง น้ำต้นทุนน้อยหวั่นแล้งจัดกระทบระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399027

x

เข้ม3จว.ลุ่มน้ำชีงดทำนาปรัง น้ำต้นทุนน้อยหวั่นแล้งจัดกระทบระยะยาว

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนันต์ศักดิ์ แย้มชื่น ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานขอความร่วมมือเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ชลประทานของเขื่อน 4 แห่ง ลุ่มน้ำชีตอนกลาง ตั้งแต่อ.ชนบท จ.ขอนแก่น จนถึงอ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด ครอบคลุมพื้นที่ 156,709 ไร่ งดทำนาปรัง ฤดูแล้งปี 2561/62 เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย แต่ยังไม่ถึงขั้นประกาศเป็นเขตภัยแล้ง เริ่มตั้งแต่เขื่อนชนบท อ.ชนบท จ.ขอนแก่น พื้นที่รับประโยชน์ 34,736 ไร่ ที่ได้รับน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและแก้มลิงบึงระหารใน จ.ชัยภูมิ ซึ่งปีนี้ไม่มีน้ำต้นทุนพอทำนาปรัง แต่ปลูกพืชใช้น้ำน้อยได้

สำหรับเขื่อนมหาสารคาม อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม และเขื่อนวังยาง อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ถัดลงมา มีพื้นที่รับประโยชน์ 21,300 ไร่ และ 21,230 ไร่ ตามลำดับ ทั้ง 2 เขื่อนดังกล่าวรับน้ำต้นจากแม่น้ำพองและเขื่อนอุบลรัตน์ แต่ฤดูแล้งปีนี้เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำใช้การ ณ ปัจจุบัน 122.14 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพียง 6.60% ของปริมาณเก็บกัก มีปริมาณน้ำค่อนข้างน้อยไม่เพียงพอปลูกพืชหน้าแล้งทั้งหมด จึงขอความร่วมมืองดปลูกนาปรังและพืชใช้น้ำน้อย

ส่วนเขื่อนร้อยเอ็ด อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด มีพื้นที่รับประโยชน์ 79,443 ไร่ ปกติมีน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ไหลลงแม่น้ำชีที่ท้ายเขื่อนวังยาง หน้าเขื่อนร้อยเอ็ด ซึ่งปีนี้เขื่อนลำปาวมีน้ำใช้การ ณ ปัจจุบัน 749.40 ล้านลบ.ม. หรือ 39.86% ของปริมาณกักเก็บ มีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะส่งน้ำสนับสนุนเฉพาะการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยได้ไปจนถึงลำน้ำชีตอนล่าง จ.อุบลราชธานีเท่านั้น จึงขอให้เกษตรกรงดนาปรังเช่นกัน

“การบริหาจัดการน้ำทั้ง 4 เขื่อนดังกล่าว ทำในรูปคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) ซึ่งมีมติให้เกษตรกรในเขตชลประทานงดการทำนาปรังทั้งหมด และให้กรมชลประทานทำหน้าที่รักษาระดับน้ำที่หน้าเขื่อนทั้ง 4 แห่งไว้ที่ระดับ 70-80% เพื่อใช้สำหรับการประปา และรักษาระบบนิเวศน์ ซึ่งกิจกรรมใช้น้ำทั้ง 2 กิจกรรมจะมีเพียงพอตลอดทั้งหน้าแล้งอย่างแน่นอน” นายอนันต์ศักดิ์กล่าว

ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง กล่าวต่อว่า กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำตามขั้นตอนและวิธีการที่ยึดประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก ขณะเดียวกันต้องประหยัดน้ำด้วย แนวทางคือ รักษาน้ำไว้ให้เกษตรกรและผู้ใช้น้ำอย่างทั่วถึง เป็นธรรม มั่นคง เผื่อเหตุการณ์ในอนาคต มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายเดือดร้อน ดังนั้น จึงแจ้งให้จังหวัดออกหนังสือเตือนเกษตรกรที่อยู่ 2 ฝั่งลำน้ำชีงดดึงน้ำในลำน้ำไปทำนาเพราะจะเกิดผลเสียระยะยาวได้

“มีเกษตรกรบางคนดึงน้ำจากลำน้ำชีไปใช้ ซึ่งเป็นความเสี่ยง เนื่องจากปีนี้น้ำน้อย การดึงน้ำในลำน้ำมาใช้ก่อนเทียบได้กับการนำน้ำในอนาคตมาใช้ ก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งด้านการเกษตรและอุปโภค-บริโภค ลำดับแรกที่จะกระทบกระเทือนก่อนคือ เกษตรกรไม่มีน้ำเริ่มทำนาปีหากเกิดกรณีฝนมาล่า และผลกระทบต่อไปถึงน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค เนื่องจากการดึงน้ำมาใช้ช่วงแล้งทำให้ระดับน้ำลดต่ำ ซึ่งแม่น้ำชีมีตลิ่งสูง 7-8 เมตร การสูบน้ำขึ้นมาใช้มีค่าใช้จ่ายสูง จึงอยากขอความร่วมมือให้เกษตรกรฟังประกาศทางราชการและเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน โดยกรมชลประทานได้สำรองน้ำไว้สำหรับต้นฤดูฝนแล้ว เกษตรกรผู้ปลูกข้าววางใจได้ว่าจะเริ่มฤดูนาปีได้เดือนมิถุนายนแน่นอน และจะส่งน้ำให้พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณบ้านท่าตูม อ.เมือง จ.มหาสารคาม (เขื่อนวังยาง) เพื่อเริ่มนาปีก่อนประมาณกลางเดือนมิถุนายน” นายอนันต์ศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กษตรกรที่ลงมือปลูกนาปรังบริเวณริมน้ำไปชีแล้ว เจ้าหน้าที่โครงการส่งน้ำฯ ชีกลางได้ลงพื้นที่แนะนำความรู้เรื่องการปลูกแบบเปียกสลับแห้งแก่เกษตรกร เพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียหาย