เกษตรกรพอใจบางระกำโมเดล แก้ท่วมซ้ำซาก-แก้มลิงธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399025

x

เกษตรกรพอใจบางระกำโมเดล แก้ท่วมซ้ำซาก-แก้มลิงธรรมชาติ

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยผลติดตามการดำเนินงานจัดระบบการปลูกพืชฤดูฝนในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ในโครงการบางระกำโมเดล ปี 2561 ซึ่งโครงการดังกล่าวดำเนินการในจ.พิษณุโลก และ จ.สุโขทัย ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ 20 ตำบล 93 หมู่บ้าน รวมพื้นที่ 382,000 ไร่ เพื่อดำเนินกิจกรรมการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีให้สอดคล้องกับช่วงเวลา การระบายน้ำเข้า-ออก ทุ่งบางระกำ การส่งเสริมการทำประมง เลี้ยงสัตว์ ฟื้นฟูสภาพน้ำและดิน การปลูกพืชเศรษฐกิจหลังนา และการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ผลการดำเนินงานพบว่า พื้นที่โครงการบางระกำโมเดลรองรับน้ำหลาก เป็นพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ ช่วงวิกฤติของแม่น้ำยม และใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ เพื่อชะลอการระบายน้ำ ลดผลกระทบจากอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ปีที่ผ่านมาชะลอการระบายน้ำเพื่อลดผลกระทบจากพายุเซินติญ และ เบบินคา ทำให้เกษตรกรปลูกข้าวตามช่วงเวลาที่ปรับแผนการจัดระบบปลูกพืชและเก็บเกี่ยวข้าวได้ 100% ส่งผลให้พื้นที่เป้าหมายของโครงการที่เป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวรวม 312,600 ไร่ ไม่มีพื้นที่เสียหาย เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมง และแปรรูปผลผลิตประมง ช่วงหลังน้ำลดได้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลังนา และหน่วยงานภาครัฐเข้ามาให้ความรู้ด้านการเพาะปลูก การดูแลรักษา ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงฤดูน้ำหลาก

ด้านนายบุญลาภ โสวัณณะ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 (สศท.2) กล่าวเสริมว่า จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ข้อมูลจากเกษตรกร 180 ตัวอย่างทั้ง 2 จังหวัด พบเกษตรกรส่วนใหญ่พึงพอใจที่ได้ประโยชน์จากการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม ถึงแม้ปีเพาะปลูก 2561/62 ปริมาณน้ำฝนจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่เกษตรกรทุกรายเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวนาปีได้ตามปฏิทินที่โครงการกำหนดไว้ โดยใช้เมล็ดพันธุ์ตามเงื่อนไขที่โครงการกำหนด และเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เคยใช้อยู่เดิม อีกทั้ง คุณภาพผลผลิตที่เกษตรกรได้รับอยู่ในระดับดี ไม่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย อย่างไรก็ตาม ต้องการให้ภาครัฐช่วยขุดคลองในพื้นที่ตื้นเขินเพื่อใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำช่วงเกิดขาดแคลนน้ำ รวมทั้งขอให้แจ้งแผนปล่อยน้ำและปริมาณน้ำให้เกษตรกรทราบ ส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวให้ตรงตามที่โครงการกำหนด และสนับสนุนอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ที่นอกเหนือจากการทำประมงช่วงฤดูน้ำหลาก รวมทั้งช่วยสนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรในการผลิตจำหน่าย สร้างอำนาจต่อรองการตลาด ซึ่งปี 2562 เกษตรกรยังต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินกิจกรรมตามโครงการดังกล่าวเหมือนปีที่ผ่านมา ผู้ที่สนใจผลการศึกษาเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 โทร. 0-5532-2650 และ 0-5532-2658 หรือ อีเมล์ zone2@oae.go.th

กยท.มั่นใจราคายางมีเสถียรภาพแตะ50บ./กก. มาตรการรัฐเห็นผล3ปท.ไตรภาคีร่วมผลักดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399026

x

กยท.มั่นใจราคายางมีเสถียรภาพแตะ50บ./กก. มาตรการรัฐเห็นผล3ปท.ไตรภาคีร่วมผลักดัน

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ยางเริ่มดีขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้ยางในตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น ประกอบกับรัฐบาลส่งเสริมให้ใช้ยางในประเทศมากขึ้น เพื่อไม่ให้ตลาดต่างประเทศเป็นผู้กำหนดราคา จากปัจจุบันที่ใช้ยางในประเทศเพียงประมาณ 600,000 ตันต่อปี หรือประมาณร้อยละ 14 ของกำลังการผลิตทั่วประเทศคือ 4.5 ล้านตันต่อปีเท่านั้น โดยเฉพาะการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ใช้ผลิตภัณฑ์ วัสดุ ครุภัณฑ์ สิ่งก่อสร้างที่มีส่วนผสมของยางพาราเพิ่มขึ้น เช่น ยางปูสนามฟุตซอล ถนนยางพาราแอสฟัลต์ติกคอนกรีต และโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ที่กยท.จะร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ทั่วประเทศ 75,032 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร รวมระยะทาง 75,032 กิโลเมตร จะใช้น้ำยางสดมากกว่า 1.44 ล้านตัน

นอกจากนี้ ล่าสุดได้มีการประชุม สภาไตรภาคียางพารา (ITRC) สมัยพิเศษประกอบด้วย 3 ประเทศสมาชิกคือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งที่ประชุมมีมติตั้งคณะทำงานร่วม 3 ประเทศหาข้อสรุปออกมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ซึ่งจะประชุมอีกครั้งเร็วๆนี้ โดยพิจารณาใช้ 5 มาตรการ คือ 1. มาตรการจำกัดปริมาณส่งออกยาง โดยพิจารณาหาปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ระหว่าง 200,000-300,000 ตัน 2. มาตรการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศของทั้ง 3 ประเทศ 3.มาตรการลดพื้นที่ปลูกยาง เพื่อปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน 4.การจัดตั้งตลาดกลางซื้อ-ขายยางพาราในตลาดซื้อ-ขายจริง และตลาดซื้อ-ขายล่วงหน้า โดยเป็นตลาดที่จัดตั้งร่วมกันระหว่างภูมิภาค (Regional Rubber Market : RRM) และ 5. การตั้งสภายางแห่งอาเซียน (ASEAN Rubber Council : ARC) เพื่อเป็นเวทีให้ทั้ง 3 ประเทศมาพูดคุยกันตั้งแต่การแปรรูปยางพารา การศึกษาค้นคว้า งานวิจัย รวมทั้งเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ เมื่อได้ข้อสรุปแล้วทั้ง 3 ประเทศต้องทำทุกมาตรการพร้อมกัน เพื่อให้ราคายางปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ก่อนหน้านี้ทั้ง 3 ประเทศเคยใช้มาตรการจำกัดการส่งออกมาแล้วเมื่อปี 2561 จำนวน 350,000 ตัน โดยไทยจำกัดปริมาณส่งออกมากที่สุดคือ 230,000 ตัน อินโดนีเซีย 95,000 ตัน และมาเลเซีย 20,000 ตัน ส่วนครั้งนี้แต่ละประเทศจะจำกัดปริมาณการส่งออกเท่าใดขึ้นอยู่กับการประชุมของคณะทำงานร่วมทั้ง 3 ประเทศ

“จากมาตรการของรัฐบาลและ 5 มาตรการร่วมของสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ คาดว่าจะสร้างเสถียรภาพราคาให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ไม่ทำให้เกษตรกรขาดทุน โดยล่าสุด ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 มีราคาอยู่ในระดับ 47-48 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว” รักษาการผู้ว่าการ กยท.กล่าวในที่สุด

‘กฤษฎา’เตรียมงัดแผนผลิตใหม่ จัดโควตาเกษตรกรรมประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399077

'กฤษฎา'เตรียมงัดแผนผลิตใหม่ จัดโควตาเกษตรกรรมประเทศ

‘กฤษฎา’เตรียมงัดแผนผลิตใหม่ จัดโควตาเกษตรกรรมประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2562, 19.13 น.

“กฤษฎา”เตรียมงัดแผนผลิตใหม่ จัดโควตาเกษตรกรรมประเทศ เร่งสำรวจชาวนาปลูกข้าวได้ไม่ถึง800กก.ต่อไร่จูงใจให้เลิกทำนาปรัง ขยายผลโมเดลปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชี้ทำกำไรสูงสุดของการทำพืชไร่

3 มี.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (4 มี.ค.) จะประชุมชี้แจงคณะอนุกรรมการพัฒนาเกษตรและสหกรณ์ (อกพ.) ทั่วประเทศ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ถึงแผนการผลิตทางการเกษตรใหม่ของประเทศ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ โดยเป้าหมายสำคัญคือ กำหนดโควตาทำเกษตรกรรมทุกชนิด ทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง โดยใช้แนวทางการปฏิรูปภาคการเกษตรในรูปแบบวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) เพิ่มพูนรายได้เกษตรกร ซึ่งในปีนี้จะเร่งสำรวจเกษตรกร หากทำนาได้ผลผลิตข้าวไม่ถึง 800 กก.ต่อไร่ จะมีมาตรการจูงใจให้เปลี่ยนปลูกพืชอื่นที่มีอนาคตดีกว่า ตลาดต่างประเทศต้องการ และในประเทศยังขาดแคลนต้องนำเข้า เช่น พืชตระกูลถั่ว โดยขยายผลจากโมเดลเลิกทำนาปรังรอบ 2 มาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีกำไรไร่ละกว่า 4 พันบาท นับว่าสูงสุดของการทำพืชไร่

“จะมีการปรับปรุงการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ในรูปวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Maga Farm Enterprise) ที่มีเกษตรกรและภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต โดยมีการบริหารภายใต้องค์กรบริหารโครงการที่ครอบคลุมทั้งประเทศ จัดตั้งองค์กรการบริหารจัดการรูปแบบวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) ทั้งนี้ ให้ดำเนินการจัดทำโครงสร้างองค์กรบริหารโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการและแนวทางการบริหารจัดการในรูปวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ที่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จเป็นรูปธรรมในระยะเวลา 12 เดือน ซึ่งองค์กรบริหารแปลงใหญ่ฯ จะดำเนินการหาพื้นที่มีศักยภาพเหมาะสม ภูมิภาคละ 1 พันไร่ 6 ภูมิภาค เป็นแปลงต้นแบบ ในรูปแบบของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) อาจใช้พื้นที่ ส.ป.ก.และกลไกหลักคือหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน สำรวจคุณภาพดิน เหมาะสมปลูกพืชชนิดใด กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำอบรมวิธีทำเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ แปรรูปและจัดหาตลาด กรมชลประทาน จัดหาแห่งน้ำ เป็นต้น โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ภาคเอกชนร่วมเป็นพันธมิตร ช่วยด้านเทคโนโลยี การทำเกษตรแม่นยำ เครื่องจักรกล และหาตลาดรองรับ มีเอกชนรับซื้อ ตั้งล้ง ประสานให้ภาคเอกชนมาตั้งโรงงานแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร หรือเปิดเป็นโรงรวบรวมผลผลิตเพื่อติดต่อหาตลาดส่งขายเองหรือวางขายในระบบออนไลน์” นายกฤษฎา กล่าว

นอกจากนี้ จะประสานกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันจัดวิทยากรมาให้ความรู้กับผู้จัดการเกษตรแปลงใหญ่ และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้ทราบถึงแนวโน้มความต้องการและราคาสินค้าเกษตรแต่ละชนิดก่อนเริ่มฤดูการผลิต เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรสมาชิกวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ได้ตัดสินใจเลือกผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผลิตได้ อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกด้วย ทั้งนี้ ให้มีแบ่งปันผลประโยชน์ออกเป็น 3 ส่วน ระหว่างเกษตรกร เจ้าของที่ดิน สหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน และภาคเอกชนที่มาร่วมลงทุนดำเนินการในกิจการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ ให้เป็นไปตามหลักความเป็นธรรม ภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560

แนะรัฐอย่าซ้ำรอยเลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398929

แนะรัฐอย่าซ้ำรอยเลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่

แนะรัฐอย่าซ้ำรอยเลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่

วันเสาร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2562, 19.51 น.

ตามที่กรมสรรพสามิตประกาศว่าจะจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้แก่ชาวไร่ยาสูบ 4,269 ราย ภายในวันที่ 22 ก.พ. นี้ เป็นเงิน 40 ล้านบาท จากชาวไร่ที่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยรวมกว่า 12,000 รายนั้น

นายกฤษณ์ ผาทอง นายกสมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูก และผู้ค้าใบยาสูบ จ เชียงใหม่ และตัวแทนภาคียาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวขอบคุณที่กรมสรรพสามิตเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็ยังคงเป็นห่วงเรื่องการปฏิบัติ เพราะยังไม่ทราบรายละเอียดหลักเกณฑ์การพิจารณาจำนวนเงินชดเชยดังกล่าว “ในนามภาคียาสูบฯ พวกเราต้องขอบคุณที่ทางกรมสรรพสามิตเร่งพิจารณาจนจะสามารถจ่ายเงินชดเชยได้กลุ่มแรกในวันที่ 22 ก.พ. โดยทราบว่าจะมีการโอนเงินให้ชาวไร่ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ แต่หากคำนวณง่ายๆ เท่ากับชาวไร่กลุ่มนี้จะได้เงินชดเชยเฉลี่ยรายละ 9 พันกว่าบาทเท่านั้น ทั้งที่ชาวไร่หลายบางรายต้องสูญเสียรายได้หลักแสนจากการตัดโควตาของ ยสท

ในส่วนกรณีของผู้บ่มยาสูบพันธ์เวอร์จิเนีย และชาวไร่ยาสูบในสังกัดนั้น ทางคณะกรรมการจ่ายเงินช่วยเหลือ ยังไม่มีวิธีการจ่ายเงินที่ชัดเจน ที่ผ่านมาคณะกรรมการไม่เคยหารือกับกลุ่มผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการลดโควต้าในครั้งนี้เลย ทำให้วิธีการในการจ่ายเงินช่วยเหลือปฎิบัติได้ยาก และอาจจะทำให้ผู้บ่มยาสูบ และชาวไร่ยาสูบในสังกัดไม่ได้รับความช่วยเหลือ ทางภาคียาสูบจึงใคร่อยากจะขอร้องให้ คณะกรรมการ ที่ประกอบด้วย กรมสรรพสามิต การยาสูบแห่งประเทศไทย และ ธกส ได้เรียกให้ ภาคียาสูบเข้าไปหารือเพื่อให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วง และสมาชิกของภาคียาสูบ พอที่จะประคองธุรกิจให้อยู่ได้ในฤดูกาลปัจจุบัน”  ทั้งนี้ นายกฤษณ์ ชี้ว่าการขึ้นภาษีบุหรี่เกือบเท่าตัวในเวลาเพียงแค่ 2 ปี เป็นสาเหตุของความเดือดร้อน แม้สรรพสามิตจะระบุว่าสามารถเก็บรายได้จากภาษีบุหรี่ในช่วงปี 2558-2561 ได้เพิ่มขึ้น 3.02% หรือประมาณ 5.8 พันล้านบาท แต่ความสูญเสียของอุตสาหกรรมโดยเฉพาะชาวไร่ยาสูบที่ต้องสูญเสียรายได้จากการโดน ยสท. ตัดโควตาก็เป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท ที่สำคัญปริมาณบุหรี่ชำระภาษีที่ลดลงหลังขึ้นภาษีล่าสุดปลายปี 2560 ไม่ได้หมายความว่าคนสูบน้อยลง เพราะยังมีสินค้าทางเลือกราคาถูกมากมายที่กรมสรรพสามิตเองอาจมีข้อมูลไม่ครอบคลุมครบถ้วน ดังนั้น ภาคียาสูบฯ จึงเรียกร้องให้การขึ้นภาษีบุหรี่ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ประกาศแผนล่วงหน้าขึ้นภาษีครั้งละ 5% ดีกว่าครั้งละเท่าตัว โดยรัฐบาลควรประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีครั้งต่อไปในวันที่ 1 ต.ค. 62 นี้ออกไปด้วย

“ปกติโควตา ยสท. จะเริ่มชัดเจนและประกาศกันช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. หากรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาพิจารณา คงใช้เวลาอีกหลายเดือนซึ่งไม่น่าจะทันการประกาศโควตาปี 2562/2563 ของ ยสท. และสุดท้ายก็อาจซ้ำรอยความเสียหายเดิมอีก เศรษฐกิจในพื้นที่จะต้องสูญเสียเม็ดเงินร่วม 2 พันล้านบาท ดังนั้น พวกเราจึงได้มีหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลปัจจุบันเร่งประกาศการขึ้นเลื่อนภาษีบุหรี่ โดยกำหนดแผนการขึ้นภาษีเป็นขั้นบันได ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเดือดร้อนซ้ำเติมชาวไร่ยาสูบได้ และป้องกันความสูญเสียต่อเศรษฐกิจรากหญ้าในพื้นที่ยาสูบด้วย”

‘ปศุสัตว์’เข้ม! ถกร่วมองค์การสุขภาพสัตว์โลก ยกระดับป้องกัน’โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398730

'ปศุสัตว์'เข้ม! ถกร่วมองค์การสุขภาพสัตว์โลก ยกระดับป้องกัน'โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร'

‘ปศุสัตว์’เข้ม! ถกร่วมองค์การสุขภาพสัตว์โลก ยกระดับป้องกัน’โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร’

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 17.55 น.

“กรมปศุสัตว์”เข้ม!ประชุมหารือร่วมองค์การสุขภาพสัตว์โลก(OIE) ยกระดับแนวทางมาตรการเฝ้าระวัง-ควบคุม-ป้องกัน-กำจัด”โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร”(ASF)ระหว่างประเทศ เพื่อจัดประชุมระดับภูมิภาคไม่ให้โรคASFระบาดเข้ามาสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในภูมิภาคนี้

1 มี.ค.62 ที่ห้องประชุม 1/1 ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมประชุมหารือแนวทางมาตรการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระหว่างประเทศ พร้อมด้วย Dr. Ronello Abila (OIE Sub-Regional Representation for Southeast Asia, Sub-Regional Representative) ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ และผู้อำนวยการกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ

เนื่องจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเป็นโรคที่ไม่มีวัคซีนป้องกัน ไม่ติดต่อสู่คน แต่เป็นโรคที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่ออุตสาหกรรมผู้ผลิตสุกร กรมปศุสัตว์จึงได้หารือเพื่อยกระดับแนวทางมาตรการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระหว่างประเทศ เพื่อจัดประชุมระดับภูมิภาค ซึ่งจะมีกำหนดการประชุมหารือผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์จาก 5 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศเวียดนาม กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมียนมาร์ และไทย องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในวันที่ 14 มีนาคม 2562 เพื่อหารือทางด้านเทคนิค กำหนดนโยบาย มาตรการและแนวทางความร่วมมือร่วมกันระหว่างประเทศ ไม่ให้โรค ASF ระบาดเข้ามาสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในภูมิภาค

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้มแข็ง กรอบในการดำเนินงาน และการสนับสนุนในการดำเนินการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องระหว่างประเทศ เช่น ด้านการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรค ด่านกักกันสัตว์ การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ และทางห้องปฏิบัติการ เพื่อจะได้นำแนวทางมาทำการซักซ้อมแผนปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ร่วมกันระหว่างประเทศต่อไป และขอขอบคุณสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติที่ร่วมให้ความสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อดำเนินการ

‘ฝนหลวง’แจงเหตุเครื่องบินลงฉุกเฉิน เหตุระบบปั่นไฟฟ้าไม่เชื่อมต่อทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398699

'ฝนหลวง'แจงเหตุเครื่องบินลงฉุกเฉิน เหตุระบบปั่นไฟฟ้าไม่เชื่อมต่อทั้งระบบ

‘ฝนหลวง’แจงเหตุเครื่องบินลงฉุกเฉิน เหตุระบบปั่นไฟฟ้าไม่เชื่อมต่อทั้งระบบ

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 16.37 น.

ฝนหลวงไลฟ์สด ชี้เหตุ หวาดเสียว ไม่น่ารอดชีวิตได้ ระบุเครื่องบินไม่ทำงานทั้งระบบ ล้มเหลวทุกอย่างกลางอากาศ ระบบปั่นไฟฟ้าไม่เชื่อมต่อเครื่องบิน จึงตัดสินใจนำลงฉุกเฉิน

1 มี.ค. 62 เวลา 15.30 น.นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงฯพร้อมด้วย ร.ท.บัญชา พาลี กรรมการนิรภัยการบินกรมฝนหลวงฯได้ไลฟ์สดถึงเกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุเครื่องบินฝนหลวง รุ่นซีเอ็น ระบบเครื่องไม่ทำงาน ระหว่างจะลดระดับลงจอด สนามบินเกษตรฯจ.นครสวรรค์ เป็นลำที่นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯและคณะผู้บริหาร กระทรวงเกษตรฯ รวม 22 ชีวิต ได้ลงจอดฉุกเฉิน อย่างปลอดภัย โดยได้รับคณะรมว.เกษตรฯขึ้นบินมาจากกรุงเทพ ฯเปิดงานฝนหลวงสู้ภัยแล้งประจำปี 62

นายสุรสีห์ กล่าวว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด โดยเครื่องบินได้บินมาและเกิดขัดข้องระบบอิเล็กทรอนิกส์ นักบินจึงตัดสินใจพาเครื่องลงด้วยระบบแมนนวน ได้อย่างปลอดภัย แต่มีอุบัติเหตุเครื่องบินเกิดยางแตก 1ล้อ ซี่งโครงสร้างตัวเครื่องไม่มีอะไรเสียหาย ด้วยพระบารมีในหลวง .9 และ ร.10 ปกป้องท่านรมว.เกษตรฯและทุกคนปลอดภัย

ร.ท.บัญชา กล่าวว่า ทุกระบบล้มเหลวทั้งระบบ อิเล็กทรอนิกส์ และระบบไฟฟ้า ของเครื่องบินรุ่น ซีเอ็น 235 จึงทำให้เครื่องวัดทุกอย่าง ทุกฟังชั่น ทั้งทิศทางความเร็ว เครื่องวัดความสูง วัดกำลังเครื่องยนต์ ไม่ทำงาน และอุปกรณ์ ที่จะใช้ในการกางล้อ คือระบบไฮดรอลิก ระบบเพิ่มแรงยก ไม่สามารถทำงานได้เลย รวมทั้งฟังชั่นอุปกรณ์ชะลอความเร็ว โดยนักบินรู้ตัวเมื่อระบบสื่อสารล้มเหลว ไม่สามารถติดต่อหอบังคับการบินได้ อีกทั้งจอมอนิเตอร์ ไม่แสดงท่าที ทิศทางความเร็ว ความสูงเริ่มดับลง จึงแจ้งเหตุข้างล่างไม่ได้ ได้เปลี่ยนมาใช้ขั้นตอนฉุกเฉิน ตามขั้นตอนการนำเครื่องบินลงต่ำ เพื่อให้ภาคพื้นรู้ว่าเครื่องบินเกิดเหตุ นักบินได้ใช้โทรศัพท์ สื่อสารกับหอบังคับการบิน ให้ทราบว่า เครื่องบินมีปัญหา ให้ช่วยตรวจสอบระบบกางล้อ โดยใช้กางล้อในระบบแมนนวน ในการบินรอบแรก และบินวนในรอบสอง ได้กางล้อด้วยระบบแมนนวน เพราะระบบไฮดรอริก ไม่ทำงาน ระบบไฟฟ้าเสีย จึงไม่มีตัวชี้วัด ว่าล้อฐานกางสมบูรณ์ไม่แสดงหน้าจอมอนิเตอร์ ได้ให้หอบังคับการบินให้กล้องส่องดูว่ากางล้อสมบูรณ์หรือไม่ เมื่อล้อกางสมบูรณ์จึงบินวนรอบสามเพื่อบินลง ขณะที่บินลง ยังเกิดปัญหาขึ้นอีก เครื่องวัดความเร็ว เครื่องวัดกำลังเครื่องยนต์สูญเสียทั้งสองอัน ไม่สามารถคำนวน กำลังเครื่องที่จะแลนดิ้ง ใช้การกะเอาเอง เพราะเหลือเครื่องวัดสำรอง แต่เมื่อลงเสร็จแล้ว ระบบรีเวริดส์ ไม่ทำงาน กลไกการคล็อกล้อ ไม่สามารถเบรคได้ ตัวบังคับทิศทางไม่ทำงาน

“นักบินฝนหลวงได้ใช้ความสามารถแท้จริง เพราะระบบทุกอย่างล้มเหลว ปัญหาไฟฟ้าเสีย ระบบบังคับ ไม่ทำงาน โชคดีที่ระบบเซนเซอร์เสียทำให้ล้อล็อค ยางแตก เกิดแรงหน่วง ทำให้หยุดไว้บนรันเวย์ไม่ไถลลื่นไปไกล ซึ่งการสอบสวนต่อไปทำไม่ไฟฟ้าที่เลี้ยงและปั่นอยู่ไม่เลี้ยงเชื่อมต่อเข้าเครื่องบิน “ร.ท.บัญชา กล่าว

ระหว่างที่ไลฟ์สด นักข่าวที่นั่งเครื่องบินฝนหลวง มาด้วยในช่วง เพิ่งได้ทราบเหตุระบบเครื่องบินล้มเหลว ทุกอย่าง จึงเกิดเป็นลมหน้ามืดอาเจียน เพราะยังอยู่อาการหวาดผวา ที่รอดชีวิตมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : 26ชีวิตรอดหวุดหวิด!เครื่องบินคณะ’รมต.เกษตรฯ-สื่อ’ลงจอดฉุกเฉิน ยางแตกควันคลุ้ง

26ชีวิตรอดหวุดหวิด!เครื่องบินคณะ’รมต.เกษตรฯ-สื่อ’ลงจอดฉุกเฉิน ยางแตกควันคลุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398617

26ชีวิตรอดหวุดหวิด!เครื่องบินคณะ'รมต.เกษตรฯ-สื่อ'ลงจอดฉุกเฉิน ยางแตกควันคลุ้ง

26ชีวิตรอดหวุดหวิด!เครื่องบินคณะ’รมต.เกษตรฯ-สื่อ’ลงจอดฉุกเฉิน ยางแตกควันคลุ้ง

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 13.11 น.

1 มี.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้สื่อข่าวรวมผู้โดยสาร  21 คน เจ้าหน้าที่ประจำเครื่อง 6 คน ได้นั่งเครื่องบินฝนหลวงและการบินเกษตร รุ่นซีเอ็น หมายเลข 2221 ขึ้นบินจากสนามบิน บน.6 ท่าอากาศยานทหาร 2 ดอนเมือง กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 08.15 น.

โดยบินมาเปิดงานปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งประจำปี 2562 ที่สนามบินเกษตร นครสวรรค์ แต่เมื่อนักบินกำลังนำเครื่องลง ปรากฏว่ามิเตอร์ที่แสดงว่าฐานล้อกางหรือไม่ กลับไม่ทำงาน จึงได้พยายามติดต่อหอบังคับการบิน เพื่อแจ้งถึงระบบไฟฟ้าที่ขัดข้อง ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อทางวิทยุได้ จึงใช้วิธีโทรศัพท์ ติดต่อระหว่างหอการบินกับภาคพื้น ทำให้ต้องบินเลยสนามบินและวนกลับมา เพื่อให้เจ้าหน้าที่หอบังคับการบินและภาคพื้น ตรวจสอบด้วยสายตาว่าฐานล้อกางหรือไม่

เมื่อรับคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่ภาคพื้นว่าฐานล้อกาง จึงตัดสินใจนำเครื่องลงในการบินวนรอบที่ 3 และภาคพื้นได้เตรียมระบบนิรภัยการบินทางสนามบินไว้พร้อมรองรับ  ระหว่างนำเครื่องลงความเร็วยังไม่ลด เพราะตัวแฟ็พ ซึ่งเป็นอุปกรณ์พยุงเครื่องให้ลอยในอากาศไม่ทำงาน จึงตัดสินทำให้เครื่องลงให้ได้ จนเกิดแรงกระแทะกับพื้นรันเวย์ ต่อจากนั้นนักบินพยายามเบรคหวังให้เครื่องหยุดจะลดความเร็วให้เหลือน้อยที่สุด และไม่ออกนอกรันเวย์จนเกิดล้อแตก คาดว่ามาจากระบบแอนตี้เซอร์กิตควบคุมระบบเบรคไม่ทำงานเครื่องบินได้หยุดลงก่อนจะสุดรันเวย์ โดยนายกฤษฎา ได้เข้าไปให้กำลังใจนักบินและช่างเครื่องว่าทำได้ดีแล้วในการตัดสินใจนำเครื่องลงได้ปลอดภัย แม้จะไม่ปกติ

ทั้งนี้ ตอนแรกยังลงจากเครื่องบินไม่ได้ เพราะระบบไฟฟ้าไม่ทำงานต้องรอสัก 10 นาที จึงเปิดได้ ซึ่งทางภาคพื้นที่ได้เตรียมนำรถพยาบาล รถฉุกเฉิน ไว้รอรับเครื่องบิน ซึ่งนายกฤษฎา ไม่มีท่าทีตกใจแต่อย่างใด ได้รีบมาเป็นประธานในพิธีเปิดฤดูกาลทำฝนหลวงทันที ยืนยันที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยเครื่องบินฝนหลวง

ส่วนผู้โดยสารเครื่องบินบางรายมีความตกใจเล็กน้อย เพราะแรงกระแทกดังและได้ยินเสียงล้อแตก แต่ไม่ตระหนกมาก เพราะเห็นว่านักบินและช่างเครื่องพยายามนำเครื่องลงได้ปลอดภัยในที่สุด แม้ว่าจะลงแบบฉุกเฉิน สำหรับนักบิน คือ ร.อ.อดิศักดิ์ เผด็จพันธ์ และ ร.อ.อภิวัฒน์ นาคคล้าย

ด้าน ร.ท.บัญชา พาลี กรรมการนิรภัยการบิน กรมฝนหลวงฯ กล่าวว่า ทราบถึงความขัดข้องของเครื่องบิน ตั้งแต่บินรอบแรก จึงได้โทรศัพท์ไปสอบถาม เพราะบินต่ำผิดปกติแต่ไม่นำเครื่องลง เมื่อรู้ว่าระบบไฟฟ้าขัดข้องบางส่วน จึงให้นักบิน บินวน เพื่อให้ข้างล่างดู โดยหอบังคับการบิน เจ้าหน้าที่ภาคพื้นช่วยดูฐานล้อว่ากางครบจึงให้สัญญาณบินลง แต่ระบบเบรคขัดข้อง เนื่องจากระบบไฟฟ้าในตัวเครื่องบินไม่ทำงานบางส่วน จึงลงแรง และนักบินพยายามให้ความเร็วน้อย เพื่อให้เครื่องหยุดได้ แต่ปรากฏว่าไม่อยู่ติดล็อก เพราะระบบเอ็นตี้เซอร์กิตไม่ทำงาน ล้อจึงแตก โดยจะทำการสอบข้อเท็จจริงตามหลักนริภัยการบินโดยเร็ว

“เครื่องบินวน 3 รอบ รอบแรกมีปัญหาติดต่อหอการบิน เตือนให้รู้รอบ 2 ดู บินรอบ 3 เห็นว่าปลอดภัย จึงได้นำเครื่องลง โดยพยายามลดความเร็วของเครื่องให้เหลือน้อยที่สุด“ ร.ท.บัญชา กล่าว

สำหรับเครื่องบินซีเอ็น เครื่องนี้ใช้งานมากกว่า 20 ปี ใช้ในภารกิจทำฝนและเครื่องบินโดยสาร โดยนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ได้รับรายงานเหตุการณ์ตั้งแต่บินวนรอบแรก  ระบบไฟฟ้าเครื่องบินขัดข้อง มีปัญหาแต่สามารถแก้ไขให้ลงได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุเครื่องบินฝนหลวงขัดข้องระยะเวลาใกล้เคียงกัน ครั้งนี้เป็นลำที่ 3  โดยลำแรก เป็นเครื่องบินคาราแวนลงจอดขณะบินฝึกท่านำเครื่องลงฉุกเฉิน ที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เกิดเหตุกระแทกรันเวย์ และลำที่สอง เป็นเฮลิคอปเตอร์ ตกกระแทกระหว่างนำเครื่องลงในช่วงฝึกบิน ท่าฉุกเฉินที่สนามบินเกษตรนครสวรรค์ และล่าสุด คือ ลำที่ 3 เกิดเหตุระบบไฟฟ้าขัดข้องระหว่างจะนำเครื่องลงที่สนามบินนครสวรรค์วันนี้ ซึ่งพาคณะวีไอพีรัฐมนตรีว่าการเกษตรฯ มาเปิดงานเกิดเหตุระทึกขึ้นอีก

 

ขอบคุณภาพข่าว สำนักข่าวไทย

เลาะรั้วเกษตร : ตามคาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398441

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ตามคาด

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในที่สุด สนช. ก็ยอมเลื่อนการพิจารณา พ.ร.บ. ข้าว พ.ศ…… ออกไปแบบไม่มีกำหนด พูดง่าย ๆ คือ รอให้ สส. และ สว. ที่กำลังจะเลือกตั้ง หรือสรรหาเข้ามาตามรัฐธรรมนูญ นำมาพิจารณากันใหม่อีกครั้ง…สาเหตุจะมาจากการส่งสัญญาณมาจากรัฐบาล หรือ คสช. หรือไม่ ไม่ยืนยัน แต่หลายคนคงสบายใจขึ้น โดยเฉพาะ อธิบดีกรมการข้าวประสงค์ ประไพตระกูล จะได้เกษียณอายุอย่างสบายใจ

ส่วนคนที่ขมขื่นน่าจะเป็น กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร…อดีตอธิบดีกรมการข้าว ที่ใครๆ ก็ว่า ถูกเปลี่ยนตัวเพราะ พ.ร.บ.ข้าว ฉบับเดียวกันนี้นี่เอง

ในอนาคต สส. และ สว. จะหยิบยก พ.ร.บ.ข้าว ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง คงต้องพิจารณาในหลายมิติ เพราะ การผลิตข้าว หรือ การทำนาของเกษตรกรไทย มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ ผลิตข้าวเพื่อการค้า ทั้งภายในและส่งออกต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร และการลงทุนเพื่อให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่สูง แข่งขันในตลาดได้ ซึ่งนั่นหมายถึงการใช้พันธุ์ข้าวที่ตลาดมีความต้องการด้วย

อีกรูปแบบหนึ่ง คือ การผลิตแบบวิถีชีวิตชาวนา ปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือน ส่วนที่เหลือนำไปขายกับพ่อค้าในท้องถิ่น หรือนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าอย่างอื่น และชาวนากลุ่มนี้นี่เอง ที่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ปลูกเองเป็นส่วนใหญ่

พันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่กลายมาเป็นพันธุ์ข้าวที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน เช่น หอมมะลิ สังข์หยด เสาไห้ หอมนิล เฉี้ยงพัทลุง เหลืองประทิว เหล่านี้ก็มาจากชาวนากลุ่มนี้เช่นกัน เพราะถ้าชาวนาไม่เก็บพันธุ์ข้าวไว้ปลูกเองสืบต่อๆ กันมาก็คงจะสูญพันธุ์ไปแล้ว นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวในยุคนี้ก็คงไม่มีเชื้อพันธุ์ข้าวพื้นเมืองมาทำการวิจัยต่อยอดจนเกิดเป็นข้าวพันธุ์ใหม่ๆ ให้ชาวนาเลือกปลูกอย่างหลากหลาย

ในพ.ร.บ. ข้าว ฉบับที่ร่างขึ้น และถูกดองไว้นี้ ก็มีประเด็นพันธุ์ข้าวนี่แหละเป็นประเด็นหลัก ที่สร้างความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ระหว่างคนร่าง พ.ร.บ. กับคนที่อ่านข้อความในพ.ร.บ. คนที่ร่างพ.ร.บ. บอกว่าชาวนาจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่คนอ่านเข้าใจว่า ชาวนาเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะไม่สามารถเก็บพันธุ์ข้าวไว้ปลูกเองได้ เนื่องจาก พ.ร.บ. มีบทลงโทษไว้ค่อนข้างสูง

ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่คัดค้านก็มองว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน โดยเฉพาะบริษัทธุรกิจเมล็ดพันธุ์พืช และสร้างอำนาจให้หน่วยราชการโดยไม่สมควร โดยเฉพาะกรมการข้าว ผู้จะต้องตรวจรับรองพันธุ์ข้าว และกำกับดูแล กฎหมายฉบับนี้

ฝ่ายชาวนาเอง หรือผู้ที่อยู่ในวงการข้าว ไม่ว่าจะเป็นสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว สมาคมโรงสีข้าวไทย หรือตัวแทนชาวนาในจังหวัดต่างๆ ก็บอกว่าตนเองไม่เคยมีส่วนร่วมในการเสนอความเห็นต่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้เลย

สุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย พูดไว้ในเวทีเสวนา ที่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่าร่างพ.ร.บ. ข้าว ฉบับนี้อ้างว่าออกกฎหมายมาเพื่อชาวนา แต่คนร่าง พ.ร.บ. นี้ไม่มีความชำนาญเรื่องข้าวเลย ที่อ้างว่าชาวนาไทย 15 ล้านคนจะดีขึ้น เพราะพ.ร.บ. ฉบับนี้ ในทางตรงข้ามจะทำให้ชาวนาล่มสลายมากกว่า

ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ของทีดีอาร์ไอ ตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว จุดอ่อนของ พ.ร.บ.ข้าว ฉบับนี้ ยังมีเรื่องของการขายข้าว โดยกำหนดให้ผู้รับซื้อข้าวเปลือกต้องออกใบรับรองการซื้อข้าวเปลือกทุกครั้ง และส่งสำเนาใบรับรองให้กรมการข้าวเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมข้อมูล หรือเพื่อป้องกันการซื้อตัดราคา แต่ในทางปฏิบัติไม่อาจพิสูจน์ความผิดในเรื่องตัดราคาได้

จุดอ่อนอีกประการหนึ่งคือ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่มีมาตราที่ระบุว่าจะพัฒนาอาชีพชาวนาให้มั่นคงยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของการตรา พ.ร.บ. นี้แต่อย่างใด รวมทั้งจุดอ่อนประการที่สาม คือ การโอนอำนาจของกรมวิชาการเกษตรบางภารกิจ ใน พ.ร.บ. พันธุ์พืช และ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชไปให้กรมการข้าว ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างบทบาทของกรมการข้าวในฐานะนักวิจัย กับ บทบาทในการควบคุมออกใบอนุญาต

กล่าวคือ เป็นการเพิ่มอำนาจให้กรมการข้าว ในขณะที่โครงสร้างกรมการข้าวในปัจจุบันไม่ได้รองรับบทบาท อำนาจหน้าที่ ที่กว้างขวางยิ่งใหญ่ขนาดนั้น

จากประเด็นที่สร้างความสับสน และข้อคิดเห็นของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ข้าว ฉบับนี้ คงทำให้รัฐบาลใหม่ที่ได้มาจากการเลือกตั้ง นำไปพิจารณา และแก้ไข ที่สำคัญคือต้องให้ผู้ที่อยู่ในวงการข้าวทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความเห็นด้วย

ที่สำคัญอีกประการ คือการสร้างอำนาจ หรือเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน หรือการตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ โดยการดึงบางส่วนมาจากหน่วยงานเดิม มารวมกันใหม่ สร้างปัญหามาเยอะแล้ว….ดูอย่างการยางแห่งประเทศไทย ผ่านมา 4 ปีแล้ว ยังไม่ลงตัว…..

ขึ้นต้นเป็นข้าว….ทำไมมาจบที่ยาง….ก็ไม่รู้สินะ

แว่นขยาย

ไทยจัดประชุมธุรกิจสหกรณ์อาเซียน ระดมสมอง8ปท.สร้างความร่วมมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398443

x

ไทยจัดประชุมธุรกิจสหกรณ์อาเซียน ระดมสมอง8ปท.สร้างความร่วมมือ

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายภานุวัฒน์ ณ นครพนม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างการเป็นประธานเปิดประชุมด้านธุรกิจสหกรณ์ของประเทศสมาชิกอาเซียนครั้งที่ 8 (The 8th ASEAN Cooperative Business Forum : ACBF) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมปริ้นพาเลช กรุงเทพฯว่า เพื่อหาแนวทางสร้างความร่วมมือ ให้เกิดความเชื่อมโยงธุรกิจการค้า ตลอดจนการลงทุนระหว่างสหกรณ์การเกษตรของประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งครั้งนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและได้เชิญตัวแทนหน่วยงานที่กำกับดูแลสหกรณ์และตัวแทนขบวนการสหกรณ์จาก 8 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา เวียดนาม ลาว บรูไน อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์และไทย ร่วมประชุม และจะประกาศเจตนารมณ์สร้างความร่วมมือ และกำหนดกรอบการประชุมครั้งนี้ว่า “การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดสินค้าสหกรณ์และความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ในอาเซียน”

ทั้งนี้ การประชุมด้านธุรกิจสหกรณ์ของประเทศสมาชิกอาเซียนครั้งที่ 8 นี้ มีการนำเสนอความสำเร็จของสหกรณ์ด้านพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดของสินค้าสหกรณ์ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการส่งเสริมสหกรณ์และความสำเร็จของสหกรณ์ด้านการตลาดสินค้า มีการสัมมนากลุ่มย่อยเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานสร้างความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ในประเทศอาเซียน และวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นำคณะผู้เข้าประชุมไปศึกษาดูงานสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) สหกรณ์โคนมแห่งแรกของไทย และสหกรณ์การเกษตรบ้านรางสีหมอกราชบุรี จำกัด จ.ราชบุรี ก่อตั้งปี 2548 เกิดจากการรวมตัวของสมาชิกที่ทำสวนผลไม้ 200 คน พื้นที่เพาะปลูก 4,000 ไร่ ผลิตและส่งมะพร้าวอ่อนขายต่างประเทศและห้างร้านชั้นนำในประเทศ เพื่อให้ผู้แทนสหกรณ์จากอาเซียนศึกษาแนวทางรวบรวมผลผลิตของสมาชิกและไปจำหน่ายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การประชุมด้านธุรกิจสหกรณ์ของประเทศสมาชิกอาเซียน จัดขึ้นปีละครั้งและหมุนเวียนแต่ละประเทศรับเป็นเจ้าภาพ ที่ผ่านมาผลประชุมทำให้เกิดความร่วมมือทางการค้าระหว่างสหกรณ์ เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน และนำไปสู่การจัดงานแสดงสินค้าระดับภูมิภาค เปิดโอกาสให้ตัวแทนสหกรณ์นำผลผลิตและสินค้าสหกรณ์แต่ละประเทศไปจำหน่ายและประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคในประเทศอาเซียนรู้จัก และเกิดแนวคิดพัฒนาผลผลิตการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าสหกรณ์ ก่อให้เกิดประโยชน์และรายได้ที่มั่นคงสู่สมาชิกสหกรณ์ในอาเซียนต่อไป

ขันนอตกรมพัฒนาที่ดินตั้งทีม ลุยสกัดปัญหาชะล้างหน้าดินพัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398438

x

ขันนอตกรมพัฒนาที่ดินตั้งทีม ลุยสกัดปัญหาชะล้างหน้าดินพัง

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมมอบนโยบายแนวทางขับเคลื่อนงานแก่บุคลากรของกรมพัฒนาที่ดิน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ณ กรมพัฒนาที่ดินว่า การชะล้างพังทลายของหน้าดินเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยพื้นที่การเกษตรของไทยจำนวนหลายล้านไร่กำลังเผชิญปัญหา จากข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินปี 2545 พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ชะล้างพังทลายทั้งหมด 108.88 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ราบ ร้อยละ 70.44 และพื้นที่สูง ร้อยละ29.56 เมื่อดินถูกชะล้างปุ๋ยธรรมชาติที่เกิดจากระบบนิเวศถูกชะล้างไปด้วย ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน อาทิ จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำบนที่ลุ่ม-ดอน รณรงค์ปลูกหญ้าแฝก จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงและการอนุรักษ์ดินและน้ำป้องกันและบรรเทาอุทกภัย เป็นต้น

ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินแห่งเอเชีย (Asian Soil Partnership หรือ ASP) เสนอให้ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย หรือ CESRA โดยให้ไทยเป็นผู้นําจัดตั้งศูนย์ CESRA เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูล การวิจัย และนวัตกรรมด้านทรัพยากรดินของภูมิภาค ส่งเสริมงานวิจัยสร้างเครือข่ายศูนย์วิจัยด้านการบริหารจัดการทรัพยากรดินและเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลด้านทรัพยากรดิน นอกจากนี้ ได้จัดตั้ง Thai Soil Partnership หรือ TSPเพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือไปยัง ASP และทั่วโลก ให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน

ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน จึงต้องเป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนหยุดการชะล้างพังทลายหน้าดินอย่างจริงจัง โดยตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เพื่อการพัฒนาดิน คัดเลือกเจ้าหน้าที่ของกรมฯประมาณ 40 คน มาร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการวางแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี เพื่อพัฒนาดินหยุดการชะล้างพังทลายของดิน ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2561-2564) โดยหน่วยปฏิบัติการดังกล่าว จะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับดินในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทย ความเสี่ยงที่เกิดการถูกชะล้าง ตลอดทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาดิน นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูให้ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ต่อไป

“ได้กำชับกรมพัฒนาที่ดินเร่งขับเคลื่อนและขยายผล โดยน้อมนำศาสตร์ของพระราชาเรื่องดิน ที่ทรงได้รับทูลเกล้าฯถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scetist)

มาเป็นหลักขับเคลื่อนพัฒนาดิน และหยุดการชะล้างของดิน โดยวันดินโลก 5 ธันวาคมในปีนี้ จะทำเรื่องดินให้คนไทยและทั่วโลกได้ประจักษ์ชัดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้น เชิญชวนให้คนไทยทุกคนร่วมกันลงมือหยุดชะล้างพังทลายดินในพื้นที่ของตัวเอง เพื่อรักษาแผ่นดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ให้แก่ลูกหลานต่อไป” นายวิวัฒน์ กล่าว