สศก.สรุปดัชนีรายได้เกษตรกร กพ.เพิ่ม4.83%-คาดการณ์มีค.ยังขยายตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398439

x

สศก.สรุปดัชนีรายได้เกษตรกร กพ.เพิ่ม4.83%-คาดการณ์มีค.ยังขยายตัว

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนมกราคม 2562 เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2561 ร้อยละ 4.78 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.21 สินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรด ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และไข่ไก่

สำหรับดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนมกราคม 2562 ลดลงจากเดือนมกราคม 2561 ร้อยละ 0.41 สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศน้อยกว่าผลผลิตที่ออกสู่ตลาด ประกอบกับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบยังมีอยู่มากและไก่เนื้อราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการ ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว หัวมันสำปะหลังเริ่มออกสู่ตลาด ซึ่งไม่เพียงพอต่อคำสั่งซื้อของผู้ประกอบการ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากอยู่ช่วงต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 (ข้าวโพดหลังนา) และสุกรราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นช่วงรองรับนักท่องเที่ยวและวันหยุดต่อเนื่องช่วงต้นปี

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนมกราคม 2562 เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2561 ร้อยละ 5.21 สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้นได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรด ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ในขณะที่สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง และหอมแดง

รองเลขาธิการ สศก.กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพิจารณาแนวโน้มดัชนีรายได้ของเกษตรกรเดือนกุมภาพันธ์ 2562 พบว่า เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ร้อยละ 4.83 เป็นผลจากดัชนีราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.51 โดยสินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสุกร และดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.27 โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อและไข่ไก่ ส่วนสินค้าสำคัญที่ผลผลิตออกมากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ได้แก่ มันสำปะหลัง และหอมหัวใหญ่ ทั้งนี้ เดือนมีนาคม 2562 คาดว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรจะขยายตัวเล็กน้อย รวมทั้งดัชนีราคาและผลผลิตคาดว่าจะขยายตัวเช่นเดียวกันเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

กรมส่งเสริมฯการันตี ผสมปุ๋ยใช้เองลดต้นทุนได้43ล้าน/ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398440

x

กรมส่งเสริมฯการันตี ผสมปุ๋ยใช้เองลดต้นทุนได้43ล้าน/ปี

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ยกระดับความรู้เรื่องดินและปุ๋ยให้เกษตรกร ส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินหรือปุ๋ยสั่งตัด ผสมแม่ปุ๋ยเคมีใช้เองตามคำแนะนำจากผลวิเคราะห์ดิน และใช้ปุ๋ยเคมีตามความจำเป็นเพื่อลดต้นทุนการผลิต ร่วมกับไถกลบตอซัง ไม่เผาเศษซากพืช ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง รวมทั้งใช้ปุ๋ยชีวภาพในพืชที่ใช้ได้ร่วมด้วย เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย และมันสำปะหลัง โดยตั้งศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่บริหารจัดการโดยเกษตรกร 882 ศูนย์ อำเภอละ 1 ศูนย์ ใน 77 จังหวัด ตั้งแต่ปี 2558 มีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับอำเภอเป็นพี่เลี้ยง และพัฒนา ศดปช. เป็นกลไกขับเคลื่อนขยายผลการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อเนื่อง ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินและให้คำแนะนำจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้น ถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ แปลงเรียนรู้ จุดสาธิต รวบรวมความต้องการและบริการจัดหาแม่ปุ๋ยให้สมาชิกใช้ตามคำแนะนำ

ปัจจุบันมีเกษตรกรสมาชิก ศดปช. 17,640 ราย จาก 882 ศูนย์ มีความรู้เรื่องดินและปุ๋ย ใช้ปุ๋ยถูกต้อง ลดต้นทุนใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยร้อยละ 21-28 คิดเป็นมูลค่าปุ๋ยเคมีที่ลดลง 39-43 ล้านบาทต่อปี ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10-12 เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยตามวิธีเดิมของเกษตรกร มีพื้นที่การนำเทคโนโลยีไปใช้ 156,262 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 64 ของพื้นที่ปลูกของสมาชิก ศดปช. และวางแผนขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสม จาก ศดปช.ไปสู่ชุมชน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้เกษตรกรลดต้นทุนใช้ปุ๋ยเคมี มีรายได้เพิ่ม บำรุงทรัพยากรดินให้ผลิตพืชผลได้ยั่งยืน ลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพเกษตรกร และผู้บริโภค

การใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมตามความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืช เป็นการลดต้นทุนการผลิตอย่างถูกวิธี เพราะต้นทุนการผลิตพืชของเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ที่ค่าปุ๋ยเคมี ซึ่งกว่า 90% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ราคาสูง ประกอบกับเกษตรกรมักใส่ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำทั่วไป ไม่คำนึงถึงปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่แล้วในดิน บางครั้งใส่ปุ๋ยเคมีเกินความต้องการของพืช ทำให้สิ้นเปลือง และต้นพืชอ่อนแอ ต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงเพิ่มขึ้น เสี่ยงเป็นอันตรายต่อเกษตรกร และอาจปนเปื้อนในสภาพแวดล้อม ขณะเดียวกันถ้าใส่ปุ๋ยเคมีน้อยเกินไป ก็จะทำให้ได้ผลผลิตต่ำ และดินเสื่อมโทรม

เตือนระวังไรแดงในมันสำปะหลัง ระบาดช่วงสภาพอากาศแห้งแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398436

x

เตือนระวังไรแดงในมันสำปะหลัง ระบาดช่วงสภาพอากาศแห้งแล้ง

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาพอากาศแห้งแล้งช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตรแนะนำเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเฝ้าระวังการระบาดของไรแดง ที่พบได้ระยะที่มันสำปะหลังอายุประมาณ 3 เดือน ไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ทำให้ใบเหลืองซีดเป็นจุดประขาว ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการสร้างหัวของมันสำปะหลัง ไรแดงที่พบทำลายมันสำปะหลังมี 3 ชนิดคือ ไรแดงหม่อน ไรแดงมันสำปะหลัง และไรแมงมุมคันซาวา สำหรับไรแดงหม่อนจะดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ใต้ใบแก่และใบเพสลาด หากระบาดรุนแรง ตัวไรจะไปดูดกินน้ำเลี้ยงบนยอดอ่อน โดยสร้างเส้นใยปกคลุมใบและลำต้น เมื่อไรเริ่มลงทำลายต้นมันสำปะหลังจะสังเกตเห็นรอยทำลายเป็นจุดประด่างเหลืองบนผิวด้านบนใบ หากไรเข้าทำลายรุนแรงทำให้ใบไหม้ ตรงกลางใบขาดพรุน ใบลู่ลง และเหี่ยวแห้ง กรณีไรแดงหม่อนลงทําลายในต้นมันสําปะหลังที่มีอายุ 1-3 เดือน อาจทําให้ใบร่วง ยอดแห้ง และตายได้

ส่วนไรแดงมันสำปะหลังจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณหน้าใบ ไม่สร้างเส้นใย ทำให้ใบเป็นจุดประสีขาวซีด พบระบาดได้ตลอดปี สำหรับไรแมงมุมคันซาวา จะดูดกินน้ำเลี้ยงใต้ใบ สร้างเส้นใยปกคลุมผิวใบที่ไรอาศัยอยู่ พบระบาดเป็นครั้งคราวแต่การระบาดจะรุนแรงมาก ทำให้ใบไหม้ ใบขาดเป็นรูใกล้เส้นกลางใบ ส่งผลทำให้ใบมันสำปะหลังไหม้ทั้งแปลง ใบร่วง และแห้งตาย

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกมันสำปะหลัง หลีกเลี่ยงการปลูกช่วงที่สภาพอากาศแห้งแล้ง ถ้าพบระบาดของไรแดง ให้เก็บใบมันและส่วนที่ถูกทำลายนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก สำหรับในพื้นที่ไรแดงระบาดรุนแรง ให้พ่นด้วยสารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัด ได้แก่ สารไพริดาเบน 20% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปโรมีซิเฟน 24% เอสซี อัตรา 6 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยควรพ่นสลับชนิดสารเพื่อป้องกันการต้านทานสารป้องกันกำจัดไร และไม่ควรพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง

‘รมช.ลักษณ์’เผยข่าวดี!’สุกรไทย’ส่งออกโตเพิ่มขึ้นร้อยละ10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398466

'รมช.ลักษณ์'เผยข่าวดี!'สุกรไทย'ส่งออกโตเพิ่มขึ้นร้อยละ10

‘รมช.ลักษณ์’เผยข่าวดี!’สุกรไทย’ส่งออกโตเพิ่มขึ้นร้อยละ10

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 16.57 น.

28 ก.พ.62 นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig board) ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแผนการผลิตและการตลาดสุกร ปี 2562 โดยพิจารณาจากปริมาณแม่พันธุ์สุกรที่ใช้งานในระบบ ปี 2562 ประเมินจากฝูงแม่พันธุ์ ปี 2561 (คิดจากร้อยละ 80) และฝูงแม่สุกรสาวที่ได้จากการสำรวจปี 2561 นอกจากนี้ ยังพิจารณาจากประสิทธิภาพการผลิต โดยแม่สุกร 1 ตัว สามารถผลิตสุกรขุนได้ 19.63 ตัว

อีกทั้งยังได้คาดการณ์การขยายตัวการนำเข้าและส่งออก ปี 2562 จากปี 2561 คือ ปริมาณการส่งออกสุกรมีชีวิตจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ปริมาณการนำเข้าเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ปริมาณการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 โดยได้รับปัจจัยบวกจากปัญหาโรค African Swine Fever ในจีน ไต้หวัน เวียดนาม และญี่ปุ่น ประกอบกับข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ที่คาดว่าประเทศเวียดนามจะส่งออกเนื้อสุกรลดลงจาก 35,000 ตัน ในปี 2561 เป็น 30,000 ตัน ในปี 2562 จึงเป็นปัจจัยบวกให้กัมพูชานำเข้าสุกรมีชีวิตจากไทยเพิ่มมากขึ้น

นายลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า ในปี 2562 นี้ จึงคาดว่าจะมีแม่พันธุ์สุกร จำนวน 1.047 ล้านตัว ผลิตสุกรขุน (น้ำหนัก 100 กิโลกรัม/ตัว) วันละ 56,388 ตัว รวมทั้งปีจะสามารถผลิตสุกรขุนได้ จำนวน 20.557 ล้านตัว นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะมีปริมาณการส่งออกสุกรมีชีวิต จำนวน 1,000,000 ตัว (เพิ่มขึ้นร้อยละ 10) การนำเข้าเนื้อสุกร จำนวน 112 ตัน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5) และส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ จำนวน 20,906 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 4) อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีปริมาณเนื้อสุกรเหลือบริโภคภายในประเทศ จำนวน 1.45 ล้านตัน หรือคิดเป็นอัตราบริโภค 22 กิโลกรัม/คน/ปี

ทั้งนี้ ในปี 2561 มีปริมาณการผลิตสุกรขุน จำนวน 22.90 ล้านตัว ปริมาณการผลิตไตรมาส 4/2561 (ต.ค. – ธ.ค.) จำนวน 6.03 ล้านตัว คิดเป็นเนื้อสุกร 452.12 พันตัน มีต้นทุนการผลิตสุกร ไตรมาส 4/2561 (กรณีซื้อลูกสุกรมาเลี้ยง) เฉลี่ยกิโลกรัมละ 63.24 บาท ราคาสุกรมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ ไตรมาส 4/2561 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 65.89 บาท ราคาขายปลีกเนื้อสุกรชำแหละ ไตรมาส 4/2561 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 134.55 บาท การส่งออกสุกรมีชีวิต ปี 2561 (ม.ค. – ธ.ค.) จำนวน 885,372 ตัว เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 127 และการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุกร ปี 2561 (ม.ค. – ธ.ค.) มีจำนวน 97,534 ตัน ลดลงจากปี 2560 ร้อยละ 9

มกอช. สร้าง Q อาสา เสริมการรับรองการผลิตอาหารปลอดภัยในระบบแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398344

มกอช. สร้าง Q อาสา เสริมการรับรองการผลิตอาหารปลอดภัยในระบบแปลงใหญ่

มกอช. สร้าง Q อาสา เสริมการรับรองการผลิตอาหารปลอดภัยในระบบแปลงใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 10.57 น.

นางสาว จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เปิดเผยหลังลงตรวจสอบพื้นที่แปลงใหญ่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ที่กระทรวงเกษตร มีนโยบายในส่งเสริมการผลิตพืชอาหารปลอดภัยให้แก่ผู้นำกลุ่มเกษตรกรว่าจากที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ  หรือ มกอช. ได้สร้างQ อาสาขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่าง มกอช.กับเกษตรกร ให้คำปรึกษาเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบมาตรฐาน ผลิตพืชอาหารปลอดภัยให้แก่ผู้นำกลุ่มเกษตรกร ตัวแทนสภาเกษตรกร ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) โดยทำหน้าที่ให้คำแนะนำ และเป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกรที่จะเข้าสู่ระบบการผลิต การจัดการแปลงพืชผักให้เป็นไปตามมาตรฐานผ่านการรับรอง ขณะเดียวกันยังมีการปลูกส้มโอของกลุ่มผู้ผลิตส้มโอปลอดสารเคมีด้วย

ซึ่งที่ผ่านมาทาง มกอช. ได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด 9จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พิจิตร สระแก้ว พัทลุงกำแพงเพชร ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และนครนายก นำ Q อาสา ไปตรวจประเมินแปลงเบื้องต้นให้กับเกษตรกรในพื้นที่โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ หรือพื้นที่ทั่วไป ที่ยื่นขอการรับรอง GAP และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรว่า จะต้องปรับเปลี่ยนการปฏิบัติในเรื่องอะไร/อย่างไร ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดหลัก 100% และข้อกำหนดรองไม่น้อยกว่า 60% เพื่อให้เกษตรกรมีความพร้อมในการตรวจรับรองจากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งในปี 2561 ที่ผ่านมา Q อาสาได้ปฏิบัติงานร่วมตรวจประเมินแปลงและให้คำแนะนำ จำนวน 619 แปลง จนสามารถผ่านการรับรอง ร้อยละ 74.96

โดยในส่วนพื้นที่แปลงใหญ่ จังหวัดเพชรบูรณ์  คือพื้นที่ตำบล ปากช่อง และ ตำบล ลานบ่า อำเภอ หล่มสัก ซึ่งได้พาสื่อมวลชน ลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นแหล่งผลิตพืชที่สำคัญของเมืองไทย มีทั้งพืชผัก  ไม้ผล พืชไร่ ซึ่งเกษตรกรในระบบแปลงใหญ่ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรใหม่

โดยให้ความสำคัญกับการผลิตพืชอาหารปลอดภัยมากขึ้น ทั้งปลอดภัยต่อผู้บริโภค และ ปลอดภัยต่อตนเอง  ซึ่งการให้คำแนะนำของ Q อาสา  ต่อเกษตรกรเพื่อปรับเปลี่ยนการปฏิบัติให้สอดคล้องตามเกณฑ์การรับรองมาตรฐาน GAP พืชอาหาร จึงเป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันให้แปลงเกษตรกรผ่านการรับรอง GAP รวดเร็วขึ้น โดยในตำบล ปากช่อง ซึ่งเป็นแปลงใหญ่พืชผักนั้น ในปี 2561 Q อาสาได้เข้าตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น ของเกษตรกร  จำนวน 50 ราย ปี2562 จำนวน 20 ราย ส่วนในตำบล ลานบ่า ซึ่งเป็นแปลงใหญ่ส้มโอ Q อาสาได้เข้าตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น ในปี 2562 จำนวน 30 รายและ การลงพื้นที่ปฏิบัติงานของคิวอาสาในครั้งนี้พบปัญหาในสองประเด็น คือ เกษตรกรลืมจดบันทึก ถึงขั้นตอนการผลิตพืช และ การเอาใจใส่ในการเก็บวัตถุอันตราย หลังจากใช้แล้วซึ่งเกษตรกรทุกรายพร้อมจะปรับเปลี่ยนให้ตรงกับข้อกำหนดการรับรองมาตรฐาน GAP พืชอาหาร

สำหรับ Q อาสาที่เป็นตัวแทนแต่ละพื้นที่นั้นได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ทั้งจากการฝึกอบรมและ การปฏิบัติงานจริงมาใช้ในการตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น (Pre audit) พร้อมทั้งเป็นที่ปรึกษาให้แก่เกษตรกรเพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจประเมินแปลง GAP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้กรมวิชาการเกษตรสามารถตรวจประเมินเพื่อให้การรับรองได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน ทาง มกอช. ยังได้พัฒนาเครือข่าย Q อาสา ให้เป็นเครือข่าย ที่ช่วยขับเคลื่อนการผลิตพืชอาหารได้อย่างเป็นรูปธรรม และถือเป็น ความสำเร็จ Q อาสา ของ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ อีกด้านหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยในการผลิตสินค้าเกษตร

ซอกแซกอาเซียน : 28 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398204

566101

ซอกแซกอาเซียน : 28 กุมภาพันธ์ 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การที่ผมมักจะได้รับเชิญให้ไปร่วมพิธีการส่งมอบข้าว รวมทั้งแจกจ่ายข้าวไปให้กับชาวบ้านที่ขาดแคลน ในประเทศต่างๆ ของอาเซียน ก็มักจะได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ รวมทั้งความเป็นไปต่างๆ ของประเทศเหล่านั้น เชื่อไหมว่า ผมเองสมัยที่ยังทำงานอยู่กระทรวงเกษตรฯ ตอนนั้นเชื่อว่าคนเกษตรรวมทั้งผมมักมีโอกาสน้อยมากที่จะได้ไปเยี่ยมเยียนประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เวลาได้ทุนไปฝึกอบรมหรือไปดูงาน ก็มักจะเดินทางไปประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น แถวยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตรเลีย อะไรทำนองนั้น แต่ประหลาดที่ตัวผมเองประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงในแถบอาเซียนกลับแทบไม่มีโอกาสจะได้ไปเลย ยังพูดกับเพื่อนๆ เสมอว่า พวกเราได้ไปดูประเทศอื่นๆ ไกลแสนไกลมาเยอะแยะ แต่ประเทศใกล้ชิดติดกันไม่มีโอกาสสัมผัส มาถึงช่วงเวลานี้ผมกลับเป็นตรงกันข้าม เพราะต้องบินไปมาระหว่างไทย เมียนมา กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เป็นว่าเล่น สารภาพว่า ผมเพิ่งมีโอกาสได้ไปกัมพูชาครั้งแรก ก็เพียงเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา และได้ไปเมียนมาที่นั่งเครื่องบินระยะเวลา 1 ชั่วโมง พอๆ กับไปเชียงใหม่ ก็ตอนที่ได้มาทำงานกับแอปเตอร์นี่เองแหละครับ

ช่วงหนึ่ง ผมไปเข้าร่วมส่งมอบและแจกจ่ายข้าวแอปเตอร์ที่ประเทศเมียนมาและรัฐที่ไป คือ รัฐยะไข่ การเดินทางจากย่างกุ้ง โดยเครื่องบินภายในประเทศของเมียนมา ไปลงที่เมืองหลวงของรัฐ ชื่อเมือง ชิตตเว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเหมือนกัน รัฐยะไข่ เป็นรัฐที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมา การเดินทางโดยรถยนต์ไปได้เหมือนกัน แต่คงใช้เวลาประมาณ 2 วัน เพราะเส้นทางอ้อมมาก ต้องผ่านและหลบหลีกภูเขา อีกทั้งเป็นทางแคบๆ ลาดยางก็จริง แต่ขรุขระรถยนต์วิ่งทำเวลาไม่ค่อยได้

พูดถึงถนนในเมียนมา ผมขอเล่าคั่นนิดว่า แตกต่างจากบ้านเรามาก นัยว่า เรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดยังไปไม่ถึงไหน เหมือนดั่งที่ภาคเอกชนไทยเคยเล่าให้ฟังเมื่อคราวจะไปลงทุนในประเทศเมียนมา กล่าวคือ ทั่วประเทศมีถนนดีๆ น้อยมาก มีถนน 4 เลนสายแรกเพียงสายเดียว สร้างประมาณสิบปีมานี้ เชื่อมระหว่างเมืองมัณฑะเลย์ ผ่านกรุงเนปิดอว์ ถึงปลายทางที่ย่างกุ้ง นอกนั้นเป็นถนนวิ่งสวนและแคบมากๆ แต่ช่วงปัจจุบันเริ่มทำถนนดีขึ้น โดยเส้นหลักๆ ก็จะทำการขยายถนนกว้างขึ้น อันนี้ไม่ต้องพูดถึงถนนในชนบทเลยนะ เพราะยังแย่อยู่มากทีเดียว

ขณะเดินทางผ่านถนนเหล่านี้ บางครั้งก็จะพบคนงานเมียนมากำลังซ่อมปะถนน ก็เป็นวิธีการแบบเก่ามาก ทำให้ผมหวนรำลึกไปถึงสมัยที่ผมเป็นเด็กๆ ราวปี 2512 นั่งรถจากสุพรรณบุรี ไปกรุงเทพฯ ผ่านนครปฐมตามถนนมาลัยแมน เห็นวิธีซ่อมปะถนนลาดยางแบบเดียวกัน คือ คนงานจะใช้บุ้งกี๋ใส่หินคลุกมาโรยถนนเป็นชั้นล่างสุด และข้างๆ ทางจะมีถังยางมะตอยขนาด 200 ลิตรตั้งบนกองฟืนต้มเคี่ยวจนเป็นน้ำสีดำสนิท แล้วเทใส่บัวรดน้ำหิ้วเอามาราดรดลงไปบนหินคลุกที่เรียงไว้ จากนั้นก็ใช้บุ้งกี๋ใส่หินเกร็ดโรยทับลงไปอีกที บดด้วยรถบดถนนเป็นอันเสร็จ เดี๋ยวนี้วิธีการข้างต้นบ้านเราไม่มีใครเห็น แต่ที่เมียนมายังพบได้ทั่วไปครับ

คณะผมซึ่งผู้ใหญ่นอกจากประกอบด้วย รองอธิบดี และเกษตรรัฐ (น่าจะเทียบเกษตรจังหวัดบ้านเรา) รวมทั้งทีมผมแล้ว ยังมีผู้ใหญ่สุดซึ่งถือเป็นประธานในพิธี คือ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสวัสดิการของรัฐยะไข่ โดยจุดที่จะเดินทางไป คือ เมืองมองดอว์ และเมืองบูทิดอง ขึ้นต่อไปทางเหนือเมืองชิตตเวไปอีกเกือบติดชายแดนประเทศบังกลาเทศ แต่ไฮไลท์อยู่ที่การเดินทางครับ เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว ถ้าจะไปเมืองที่ว่าทางถนน ก็มีเหมือนกัน หากคงต้องใช้เวลาวิ่งรถยนต์เป็นวันจากระยะทางน่าจะประมาณ 100 กิโลเมตร เพราะคดเคี้ยวเลี้ยวลดมาก ฝ่ายผู้จัดเมียนมาเลยพาพวกเราทั้งคณะไปทางเรือเร็ว หรือ speed boat ไปตามลำน้ำที่ไหลมาจากบูทิดอง (พูดถึงแม่น้ำในเมียนมา คงจะมีความมหัศจรรย์มาเล่าเพิ่มขึ้นอีกในตอนต่อๆ ไป ครับ)

การเดินทางไปโดยทางน้ำนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะได้เห็นทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำไปตลอดทาง ถ้าท่านผู้อ่านนึกถึงแม่น้ำบ้านเรา ตัวอย่างเช่น แม่น้ำเจ้าพระยา ถ้านั่งเรือขึ้นไปจากอยุธยาไปชัยนาทแล้วสภาพหรือบรรยากาศจะเหมือนกันกับที่ผมนั่งในเมียนมานั้น ก็ขอบอกว่าผิดถนัดครับ เพราะมันต่างกันมาก ฉบับหน้าจะมาเล่าต่อให้ฟังครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

กรมวิชาการเกษตรโชว์ของดี งานมหกรรมสมุนไพรฯครั้งที่16

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398199

x

กรมวิชาการเกษตรโชว์ของดี งานมหกรรมสมุนไพรฯครั้งที่16

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุรเดช ปัจฉิมกุล รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนจัด“มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 16” ระหว่างวันที่ 6-10 มีนาคม 2562ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ในส่วนกรมวิชาการเกษตรร่วมจัดงานในโซนผลิตภัณฑ์ โดยจัดแสดงสมุนไพรพันธุ์ดีที่เป็นผลงานวิจัยเด่นของกรมวิชาการเกษตร อาทิ ขมิ้นชันตรัง1 ขมิ้นชันตรัง 84-2 และกระเจี๊ยบแดงสำหรับผลิตน้ำมัน พร้อมใช้ประโยชน์จากสมุนไพรเพิ่มมูลค่าแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สาธิต วิธีการผลิต Capsaicin Balm การผลิตสบู่และโลชั่นผสมสารสกัดเปลือกมังคุด การแปรรูปผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากขมิ้นชัน การทำน้ำมันเหลือง-น้ำมันไพล และการทำขมิ้นผง เรียนรู้นวัตกรรมฐานข้อมูล Big Data แปลงสมุนไพรตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองของกรมวิชาการเกษตรในปี 2561 ช็อปสินค้า ผลิตภัณฑ์จากส่วนต่างๆ ของสมุนไพร รับฟรี ต้นอบเชย หัวขมิ้นชัน หัวไพลหยวกและเมล็ดกระเจี๊ยบแดง ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรได้วิจัยและพัฒนาวัตถุดิบพืชสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน เน้นเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรปลูกพืชสมุนไพรพันธุ์ดีที่มีสารสำคัญสูง ปลอดโรค ลดต้นทุนการผลิต ลดใช้เคมีทางการเกษตร เพิ่มมูลค่าผลผลิตจากการแปรรูป พัฒนาแปลงปลูกให้เข้าระบบตรวจรับรอง GAP เพื่อผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และตอบสนองภาคอุตสาหกรรมสมุนไพร ยา อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง จึงขอเชิญผู้สนใจมาชมงาน“มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 16” ระหว่างวันที่ 6-10 มีนาคม ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 10-11-12

กษ.พร้อมรับกม.วิสาหกิจชุมชนใหม่ หนุนเป็นนิติบุคคลก้าวสู่เอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398202

x

กษ.พร้อมรับกม.วิสาหกิจชุมชนใหม่ หนุนเป็นนิติบุคคลก้าวสู่เอสเอ็มอี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ตามที่ประชุมครม. เห็นชอบร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว ซึ่งสนับสนุนให้คนในชุมชนนำความรู้และทรัพยากรในท้องถิ่นมาผลิตเป็นสินค้าและบริการสร้างรายได้ร่วมกันในรูปวิสาหกิจชุมชน แต่กฎหมายฉบับปัจจุบันที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2548 ไม่ได้รับรองวิสาหกิจชุมชนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล หากต้องการเป็นนิติบุคคลต้องจดทะเบียนตามกฎหมายอื่นร่วมด้วย หากไม่เป็นนิติบุคคลวิสาหกิจชุมชนจะไม่สามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ทรัพย์สินทางปัญญา และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของรัฐได้โดยสะดวก ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว อยู่ในขั้นตอนประกาศใช้เป็นกฎหมาย หากวิสาหกิจชุมชนประกอบกิจการและมีความก้าวหน้า ควรพัฒนาไปเป็นกิจการวิสาหกิจขนาดขนาดกลางและย่อมหรือ SMEs เพื่อพัฒนาให้เข้มแข็ง พร้อมแข่งขันทางการค้าต่อไป

สำหรับกฎหมายดังกล่าวเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 มีสาระสำคัญ คือ เพื่อสนับสนุนการประกอบกิจการของวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถขึ้นทะเบียนและประกอบกิจการในฐานะนิติบุคคลได้สะดวกขึ้น ข้อดีคือทำให้ทำนิติกรรม ธุรกรรมหรือถือครองทรัพย์สินได้ภายใต้ชื่อของวิสาหกิจชุมชน และเปลี่ยนการเสียภาษีของวิสาหกิจชุมชนจากเสียภาษีรูปแบบบุคคลธรรมดา มาเป็นเสียภาษีแบบนิติบุคคลที่ได้รับการลดหย่อนภาษีมากกว่า รวมถึงเข้าถึงบริการของรัฐได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และอำนาจหน้าที่ให้ครอบคลุมการส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน โดยเพิ่มผอ.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และผอ.สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเป็นกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนดำเนินงานครอบคลุมมากขึ้น และการโอนอสังหาริมทรัพย์ของสมาชิกและวิสาหกิจชุมชนได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นต้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ในส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรได้แก้ไขเพิ่มเติมบทบาทในฐานะทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน โดยให้กรมฯ และสำนักงานเกษตรจังหวัดทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการรับเรื่อง ประสานงาน ติดตามผลดำเนินการให้วิสาหกิจชุมชนในการขอจัดตั้งเป็นนิติบุคคลในรูปแบบต่างๆ ขณะนี้กรมฯ เร่งเตรียมการและจะแจ้งให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอเตรียมความพร้อมรองรับการดำเนินงานตามพ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่แก้ไขเพิ่มเติม ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 86,528 แห่ง มีสมาชิกรวมกัน 1,486,970 ราย แต่จากข้อมูลตามทะเบียนวิสาหกิจชุมชน พบว่า มีวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องน้อยมาก รวมกันประมาณ 500 แห่ง

เปิดงานวันสหกรณ์ฯครบรอบ103ปี เร่งยกระดับธรรมาภิบาลทุกองคาพยพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398203

x

เปิดงานวันสหกรณ์ฯครบรอบ103ปี เร่งยกระดับธรรมาภิบาลทุกองคาพยพ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2562  ซึ่งสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) ร่วมกับ ขบวนการสหกรณ์ไทย และเครือข่าย 7 ชุมนุมสหกรณ์ระดับชาติ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมจัดงานเนื่องใน“วันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2562” เพื่อถวายสักการะและรำลึกถึง พระกรุณาธิคุณของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” ซึ่งปีนี้ครบรอบ 103 ปีการสหกรณ์ไทย โดยคณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ 26 ก.พ.ของทุกปีเป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ ณ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย  ถนนพิชัย กรุงเทพฯ

นายพิเชษฐ์กล่าวว่า จากนี้สหกรณ์ไทยเจริญก้าวหน้าด้วยระบบธรรมาภิบาล ให้สมาชิกพึ่งได้จริง ซึ่งวางเป้าหมายยกระดับสหกรณ์การเกษตร ต่อยอด ผลผลิตการเกษตร ไปสู่การแปรรูปเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ให้เกษตรกร มีสหกรณ์ระดับอำเภอ ทุกแห่งเป็นแม่ข่าย ดึงสหกรณ์ขนาดเล็กร่วมเป็นเครือข่าย พัฒนาทุกองคาพยพ

“จากนี้จะไม่มีสหกรณ์ที่บริหารไม่เป็นแล้วปล่อยเจ๊ง ปีนี้กลับมาดูแลเพิ่มมูลค่าสินค้า เกษตร เพิ่มรายได้จากที่ดินทำกินให้กับสู่เกษตรกร ยืนยันว่าเร่งให้เกิดระบบธรรมาภิบาลในทุกกลไกของสหกรณ์ ถ้าวันนี้สหกรณ์ไหนไม่มีธรรมาภิบาล จะอยู่ไม่ได้” นายพิเชษฐ์ กล่าว และว่า สำหรับพ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ได้สร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้ขบวนการสหกรณ์ และการออกหลักเกณฑ์ต่างๆทำเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดกับสมาชิก ดังนั้น สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน อย่าได้กังวลว่าเกณฑ์กำกับใหม่จะควบคุมมากเกินไป ซึ่งก่อนที่จะออกกฎกระทรวง เพื่อใช้เกณฑ์กำกับ จะมีการชี้แจงทำประชาพิจารณ์ถึงเกณฑ์ที่จะนำมาใช้ก่อนว่าหลักเกณฑ์ใดยอมรับกันได้ จึงนำมาบังคับใช้ หลักเกณฑ์ใดยังไม่ถึงเวลาผ่อนคลายได้ ให้สหกรณ์ต่างๆได้มีระยะเวลาปรับตัว

ด้านนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์ฯ กล่าวว่า สสท. พร้อมหาช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรให้ได้รายได้จำนวนมากไปสู่เกษตรกร โดยจะทำโลโก้ใหม่ ระบุชัดเจนเป็นสินค้าสหกรณ์ จะรณรงค์ให้วันสหกรณ์แห่งชาติเป็นวันหยุดของสหกรณ์ทั่วประเทศ แทนวันแรงงาน และเปิดสำนักงานกฎหมาย ขึ้นที่สันนิบาตฯถนนพิชัย เพื่อลดข้อพิพาททางกฎหมาย

“ผมเห็นว่าควรยกระดับ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นกระทรวงสหกรณ์ เพราะมีสมาชิกกว่า 40 ล้านคนทั่วประเทศ เพื่อมาทำให้ต้นทุนของการผลิตสินค้าเกษตรลดลงได้จริง ในส่วนเกณฑ์กำกับสหกรณ์ มีสหกรณ์ เกิน 70% รับได้ แต่กรรมการบางส่วน รับไม่ค่อยได้ เช่น การเปิดเผยผลประโยชน์ของกรรมการที่ได้รับจากสหกรณ์ และการทำธุรกรรม ยืนยันผมมาเป็นประธานสันนิบาตฯจะไม่ให้สหกรณ์ล้ม จะเร่งเข้าไปช่วยส่งเสริมการขาย การดำเนินธุรกิจที่เข้มแข็ง ขยายออกต่างประเทศ เช่น สินค้าฮาลาล”นายปรเมศวร์ กล่าว

สศก.คาดการณ์ผลผลิตสับปะรดปี’62 l รวมทั่วปท.2.28ล้านตัน-แนวโน้มราคาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398200

x

สศก.คาดการณ์ผลผลิตสับปะรดปี’62 l รวมทั่วปท.2.28ล้านตัน-แนวโน้มราคาดี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา  ตราโช  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์สับปะรดโรงงาน ปี 2562 ข้อมูลพยากรณ์ ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2561 คาดว่ามีเนื้อที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งประเทศ 543,941 ไร่ ลดลงจากปีที่ผ่านมา 18,898 ไร่ เพราะเกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นในพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกสับปะรด ส่งผลให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศมีประมาณ 2.28 ล้านตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมา 95,252 ตัน จึงคาดว่าราคามีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สศก. จะปรับค่าพยากรณ์อีกครั้งเดือนมีนาคมนี้

สำหรับแนวทางบริหารจัดการสินค้าสับปะรด กระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ซึ่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์สับปะรดปี 2560- 2569 ครอบคลุมการผลิต แปรรูป และการตลาด โดยด้านการผลิต กระทรวงเกษตรฯส่งเสริมการผลิตตามพื้นที่ Agri-Map แบ่งเป็น กลุ่มที่ 1 จังหวัดที่อยู่ในรัศมีรอบกลุ่มโรงงานฯ 100 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ส่งเสริมปลูกสับปะรดเพื่อส่งเข้าโรงงานแปรรูป กลุ่มที่ 2 จังหวัดที่ปลูกสับปะรดโรงงาน แต่อยู่ไกลจากโรงงานแปรรูปสับปะรด  เป็นพื้นที่ส่งเสริมการปลูกสับปะรดเน้นบริโภคผลสด โดยปี 2562 เน้นลดพื้นที่ปลูกสับปะรดในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปเพาะปลูกพืชชนิดอื่นแทน อาทิ มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่จะช่วยให้ปริมาณผลผลิตสอดคล้องกับความต้องการ และส่งเสริมทำเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ในจังหวัดที่อยู่ในรัศมีรอบกลุ่มโรงงานฯ 100 กิโลเมตร ให้เป็นรูปธรรม

ด้านการแปรรูป กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหลัก ดำเนินการศึกษาวิจัยและส่งเสริมการนำนวัตกรรมมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้สับปะรด เช่น ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชนในจ.ประจวบคีรีขันธ์ โครงการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุจากสับปะรดที่เหลือใช้ด้วยการผลิตเป็นเส้นใยเสริมแรงสำหรับวัสดุคอมโพสิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้านการตลาด กระทรวงพาณิชย์ เป็นหลัก ดำเนินการขยายตลาดส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์ เช่น กลุ่มประเทศมุสลิม เอเชียตะวันออก ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าบนสื่อออนไลน์ www.thaitrade.com การส่งออกสับปะรดผลสดผ่านกลไกรูปแบบประชารัฐ เจรจาการค้าเพื่อขยายตลาดใหม่รองรับวิกฤติในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) รวมทั้งรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคสับปะรดและผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ ซึ่งให้แต่ละจังหวัดเตรียมการบริหารจัดการผลผลิตแบบเบ็ดเสร็จช่วงที่ออกสู่ตลาดมาก (เดือนเมษายน – มิถุนายน) เพื่อกระจายผลผลิตไปยังตลาดต่างๆ