กรมอุทยานฯส่งกำลังเสริม หนุนปฏิบัติการดับไฟป่า9จว.เหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398201

x

กรมอุทยานฯส่งกำลังเสริม หนุนปฏิบัติการดับไฟป่า9จว.เหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธานพิธีปล่อยกำลังพลพนักงานดับไฟป่าสนับสนุนการปฎิบัติงานควบคุมไฟป่าใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2562 ณ สถานีควบคุมไฟป่าพระบาท-ม่อนพระยาแช่ อ.เมือง จ.ลำปาง พร้อมเปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ดำเนินการเรื่องนี้ เนื่องจากสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน จ.แพร่ จ.น่าน จ.ลำปาง จ.ลำพูน จ.พะเยา และจ.ตาก พบว่าปัจจุบันค่าฝุ่นละออง PM 2.5 และ PM.10 มีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับยังมีไฟป่าเกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลต่อระบบนิเวศป่าไม้ เกิดมลพิษหมอกควัน เกิดอันตรายต่อสุขภาพประชาชน กระทบเศรษฐกิจ สังคม การเดินทางและการท่องเที่ยว คาดการณ์ว่าสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ดังนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 12 กุมภาพันธ์ มีมติให้ยกระดับแก้ปัญหาฝุ่นเป็นวาระแห่งชาติ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม ดังนั้น อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ จึงสั่งให้จัดทำโครงการระดมพล เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานควบคุมไฟป่าใน 9 จังหวัดภาคเหนือ โดยส่งกำลังพลไปสนับสนุนงานดับไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 9 จังหวัดภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์- 7 เมษายน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานควบคุมไฟป่าและหมอกควันใน 9 จังหวัดภาคเหนือ

นายจงคล้ายกล่าวต่อว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯมีภารกิจหลักในการป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 9 จังหวัดภาคเหนือ โดยมีสถานีควบคุมไฟป่า 50 สถานี กำลังพล 2,520 นาย รวมทั้งสนธิกำลังระหว่างประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ตามนโยบายรัฐบาลให้บูรณาการหน่วยงานและส่งเสริมการมีส่วนร่วมดังนี้ 1. เครือข่ายแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน 790 เครือข่าย โดยสนับสนุนกิจกรรมการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เครือข่ายละ 50,000 บาท 542 เครือข่าย 2. อาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.อส.) 24,857 คน 3. กำลังพลดับไฟป่าในสังกัดกรมป่าไม้ 4. กำลังพลทหารจากกองทัพภาคที่ 3 และ 5. กำลังพลจากหน่วยงานทั้งกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ และทหารเพื่อปฏิบัติงานแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาไฟป่าและหมอกควันที่รุนแรงได้ทันท่วงที

‘กฤษฎา’ร่อนหนังสือด่วน!ป้องกัน-แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398305

'กฤษฎา'ร่อนหนังสือด่วน!ป้องกัน-แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

‘กฤษฎา’ร่อนหนังสือด่วน!ป้องกัน-แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 21.19 น.

27 ก.พ.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งหนังสือด่วนที่สุด เรื่อง “การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ประจำปี 2562” ระบุว่า ในขณะนี้ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งแล้ว ประกอบกับมีเกษตรกรหลายกลุ่มทั้งที่อาศัยอยู่ในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทานได้เพาะปลูกทำการเกษตรกรรมเช่นเดิม เพื่อเป็นการป้องกันแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคในฤดูแล้งนี้ จึงขอมอบหมาย ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และกรมชลประทาน จัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจัดการน้ำแล้งปี 2562 ประจำกระทรวงเกษตรฯ ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเจ้าภาพรับผิดชอบการป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ปี 2562 ดังนี้

1.ขอให้แจ้งทุกจังหวัดแต่งตั้งคณะทำงานติดตามการขาดแคลนน้ำประจำพื้นที่ ทั้งในพื้นที่ในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน โดยให้ใช้โครงสร้างคณะอนุกรรมการ อพก. จังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ และมอบหมายให้ชลประทานจังหวัดเป็นเจ้าของเรื่องรับผิดชอบงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในระดับจังหวัด

2.ขอให้ชลประทานจังหวัดจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำหน้าแล้ง ปี 2562 ประจำพื้นที่โดยให้นำเสนอต่อที่ประชุม อพก.เพื่อขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรองผู้ว่าราชการจังหวัด รับทราบสถานการณ์น้ำในฤดูแล้ง และมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบไปปฎิบัติตามแผนดังกล่าว

3.องค์ประกอบสำคัญของแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2562 ควรประกอบด้วย

-ข้อมูลแหล่งน้ำทั้งแหล่งธรรมชาติและแหล่งน้ำที่ทำขึ้นพร้อมปริมาณน้ำในแต่ละแหล่งน้ำ

-ข้อมูลจำนวนพื้นที่เพาะปลูกหรือทำการเกษตรและประมาณการใช้น้ำเพื่อการเกษตรตั้งแต่เดือน มี.ค. – พ.ค.62

-ข้อมูลปริมาณการใช้นำ้เพื่ออุปโภค/บริโภคของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

-นำข้อมูลปริมาณนำ้ที่อยู่ในปัจจุบันมาเปรียบเทียบกับความต้องการใช้น้ำในฤดูแล้ง2562 เพื่อจะได้ทราบสถานการณ์นำ้ว่าจะเพียงพอต่อการใช้เพื่อการเพาะปลูกและอุปโภคเพียงพอหรือไม่

4.ขอให้ประสานงานกับสำนักงานป้องเกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพื่อยกร่างแผนงานมอบหมายให้ส่วนราชการต่างๆไปปฎิบัติงานตามแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งในด้านต่างๆ คือ

-หน่วยประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่เพื่อขอความร่วมมือเกษตรกรและประชาชนร่วมกันประหยัดการใช้น้ำในฤดูแล้งนี้

-จัดทำบัญชีรวมเครื่องมือ/อุปกรณ์การสูบน้ำหรือนำน้ำไปบริการประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบโดยอาจแบ่งพื้นที่พร้อมทั้งกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบประจำแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจน ฯลฯ

5.ขอให้ทุกกรม รวมทั้งส่วนราชการเทียบเท่ากรมในสังกัด กษ.ที่มีสำนักงานและเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงานอยู่ในพื้นที่ในฐานะราชการส่วนภูมิภาคและหรือหน่วยงานส่วนกลางที่มีที่ตั้งอยู่ในจังหวัด/เขตต่างๆ ได้ร่วมกันสนับสนุน/ปฎิบัติงานตามแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งโดยพร้อมเพียงกัน โดยให้ ผต.กษ.ได้ไปตรวจราชการเพื่อสดับตรับฟังและติดตามการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งนี้โดยใกล้ชิด พร้อมรายงานสถานการณ์ให้ ผบช.ทราบทุกระยะด้วย

‘ฝนหลวง’ขึ้นบินทำฝนภาคอีสาน ช่วยพื้นที่เกษตรเจอภัยแล้งหลายจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398260

'ฝนหลวง'ขึ้นบินทำฝนภาคอีสาน ช่วยพื้นที่เกษตรเจอภัยแล้งหลายจังหวัด

‘ฝนหลวง’ขึ้นบินทำฝนภาคอีสาน ช่วยพื้นที่เกษตรเจอภัยแล้งหลายจังหวัด

วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 19.23 น.

“ฝนหลวง”ขึ้นบินทำฝนภาคอีสานแล้ว ช่วยพื้นที่เกษตรเจอภัยแล้งหลายจังหวัด ทั้งภาคกลาง-ภาคเหนือ ปัญหาฝุ่นพิษยังลามไม่หยุด โดนลมตะวันตกหอบฝุ่นละอองจากเพื่อนบ้านเข้าไทย เร่งติดตามสภาพอากาศหากมีความชื้นเหมาะสม ทุกหน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วพร้อมขึ้นทำฝนทันที

27 ก.พ.62 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า พื้นที่การเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายจังหวัดเริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง และ จ.ขอนแก่น มีคุณภาพอากาศยังอยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยได้ตรวจสภาพอากาศเพื่อปฏิบัติการฝนหลวง พบว่าสถานีเรดาร์บ้านผือ จ.อุดรธานี และสถานีเรดาร์พิมาย จ.นครราชสีมา มีความชื้นที่ระดับเกิดเมฆ 91% และ 79% ความชื้นที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 55% และ 32% สำหรับค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ -0.3 และ -1.1 มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติการฝนหลวงได้ในขั้นตอนที่ 1 ก่อกวน และ 2 พัฒนาก้อนเมฆ โดยหน่วยปฏิบัติการฯ จ.ขอนแก่น จึงวางแผนขึ้นบินเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในบริเวณอำเภอหนองแวง จ.ขอนแก่น – อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม รวมทั้งบริเวณ อ.สตึก – อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ได้รับการร้องขอ โดยจะติดตามระหว่างวันหากว่าเมฆมีการพัฒนาตัวที่ดีจะวางแผนขึ้นโจมตีต่อไป นอกจากนี้ ในภาคตะวันออก ได้ติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากสภาพอากาศเหมาะสมจะปฏิบัติการในพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้งบริเวณ อ.เขาชะเมา อ.วังจันทร์ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี และ จ.ตราด บางแห่ง

ในส่วนพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาฝุ่นละออง เช่น จ.สระบุรี พื้นที่ภาคกลาง โดยหน่วยปฏิบัติการฯ จ.นครสวรรค์ ได้ติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากมีแนวโน้มการพัฒนาตัวของเมฆได้ดี จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการบริเวณพื้นที่ที่ประสบปัญหาไฟไหม้พื้นที่ป่าบางส่วนของ จ.ราชบุรี และพื้นที่ภาคเหนือ จ.ลำพูน ลำปาง แพร่ และเชียงใหม่ ยังอยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากพบจุด Hot Spot หรือจุดที่เกิดการเผาไหม้กระจายตัวอยู่ พร้อมกับมีลมตะวันตกพัดพาฝุ่นละอองจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในพื้นที่ภาคเหนือด้วย จึงทำให้บริเวณพื้นที่ภาคเหนือยังมีฝุ่นละอองค่อนข้างมาก

จากผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ร้องกวาง จ.แพร่ และสถานีเรดาร์อมก๋อย จ.เชียงใหม่ มีความชื้นที่ระดับการเกิดเมฆ และค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ ยังไม่เหมาะกับการปฏิบัติการฝนหลวง จึงขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากในช่วงบ่ายมีความเหมาะสมจะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาทันที

‘ปศุสัตว์’เดินหน้าจับมือท้องถิ่นกำจัด’พิษสุนัขบ้า’ ฉีดวัคซีน’สุนัข-แมว’ฟรีทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398259

'ปศุสัตว์'เดินหน้าจับมือท้องถิ่นกำจัด'พิษสุนัขบ้า' ฉีดวัคซีน'สุนัข-แมว'ฟรีทั่วประเทศ

‘ปศุสัตว์’เดินหน้าจับมือท้องถิ่นกำจัด’พิษสุนัขบ้า’ ฉีดวัคซีน’สุนัข-แมว’ฟรีทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 19.19 น.

“กรมปศุสัตว์”เดินหน้าจับมือท้องถิ่น กำจัดพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทย ตั้งเป้าไม่พบโรคระบาดพิษสุนัขบ้าในสัตว์ รณรงค์4เดือนนี้ ฉีดวัคซีนสุนัข-แมวฟรีทั่วประเทศ เร่งทำหมันคุมประชากรสุนัขแมวจรจัด เริ่มผลิตวัคซีนใช้เองแก้ขาดแคลน พร้อมปลูกจิตสำนึก”เลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ”

27 ก.พ.62 นายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปีนี้ได้กำหนดให้เป็นปีแห่งการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าเชิงคุณภาพและมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าหมายจะต้องไม่พบโรคในสัตว์ เพื่อให้มนุษย์ปลอดภัย โดยรณรงค์ฉีดวัคซีนฟรี 4 เดือน ตั้งแต่ เดือนมีนาคม – พฤษภาคม พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะทำหน้าที่สำรวจและขึ้นทะเบียนสุนัขและแมว รวมทั้งจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของสัตว์ที่สำรวจ ตามหลักการควบคุมโรคระบาด

“ร่วมกับท้องถิ่น สาธารณสุข และอาสาสมัคร เพื่อทำหน้าที่ฉีดวัคซีนในสัตว์ ซึ่งต้องผ่านการฝึกอบรมจากสัตวแพทย์ได้รับใบประกาศผู้ผ่านการฝึกอบรม และที่สำคัญต้องได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ฉีดวัคซีนจากสัตวแพทย์ตาม พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535” รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ทั้งนี้ มาตรการเร่งด่วนดำเนินการตลอดปี เช่น เร่งรัดควบคุมโรคในพื้นที่เกิดโรค เฝ้าระวังเชิงรุกในพื้นที่จุดเกิดโรคต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน ถ้าพบสัตว์แสดงอาการสงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุจะต้องเก็บตัวอย่างส่งตรวจทุกตัว ซึ่งจะทราบผลตรวจภายใน 24 ชั่วโมง สิ่งที่จะทำควบคู่ คือ การทำหมันควบคุมประชากรสุนัขแมวจรจัด จะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า อีกทั้งสร้างความตระหนักและปลูกจิตสำนึก เลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ พร้อมกับ การเร่งวิจัยและพัฒนาการผลิตวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าภายในประเทศเพื่อป้องกันปัญหาวัคซีนขาดแคลน อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์กำหนดให้เดือนกรกฎาคมของทุกปีเป็นเดือนมหามงคลซึ่งจะจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวางรกูรและศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โดยจะเน้นกิจกรรมฉีดวัคซีน ผ่าตัดทำหมัน รักษาพยาบาลสัตว์ โดยไม่คิดมูลค่า และให้ความรู้แก่ประชาชนตลอดทั้งเดือน

ชูศพก.ผนึกเครือข่ายเกษตรกร หยุดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา เดินหน้าลดพื้นที่หมอกควันพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397892

x

ชูศพก.ผนึกเครือข่ายเกษตรกร หยุดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา เดินหน้าลดพื้นที่หมอกควันพิษ

วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ชูศพก.ผนึกเครือข่ายเกษตรกร

หยุดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา

เดินหน้าลดพื้นที่หมอกควันพิษ

กระจายความรู้สร้างชุมชนต้นแบบ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการสร้างและพัฒนาเครือข่ายเกษตรปลอดการเผามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 เพื่อเร่งจัดการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดมลพิษและหมอกควันทำลายสภาพแวดล้อมแล้ว ยังทำลายอินทรียวัตถุ ธาตุอาหารและโครงสร้างดิน ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ โดยตั้งศูนย์สาธิตเทคโนโลยีการเกษตรปลอดการเผา เพื่อนำร่องสาธิตการใช้เทคโนโลยีการไถกลบตอซังฟางข้าวทดแทนการเผา โดยให้ชุมชนเกษตรบริหารจัดการการให้บริการเครื่องจักรกลเกษตร ทดแทนการเผาแก่เกษตรกรในพื้นที่ดำเนินงานและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งตั้งเครือข่ายเกษตกรปลอดการเผาในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเผาสูง

โดยในปี 2557 ต่อเนื่องถึงปัจจุบันได้สร้างและพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผาภายใต้โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ที่ประสบปัญหาหมอกควันรุนแรงเป็นประจำทุกปี ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน น่าน พะเยา แพร่ ตาก และอุตรดิตถ์ โดยถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับสภาพปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นา เทคนิคและวิชาการด้านการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา ส่งเสริมให้รวมตัวกันของเกษตรกรเป็นเครือข่ายปลอดการเผา สร้างวิทยากรอาสาสมัครด้านทำเกษตรปลอดการเผา สนับสนุนให้เกิดจุดสาธิตเรียนรู้ทำเกษตรแบบปลอดการเผาตามบริบทของชุมชน เช่น ไถกลบตอซัง นำเศษวัสดุทางการเกษตรมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ อาหารสัตว์ เชื้อเพลิงพลังงานทดแทน เพาะเห็ดฟาง รวมทั้งปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นบนพื้นที่สูง เพื่อลดการเผาซังข้าวโพดบนพื้นที่สูง การจัดเวทีเสวนาเพื่อวิเคราะห์ปัญหา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร และระดมความเห็นจัดทำแผนชุมชน ป้องกันการเผาในพื้นที่ การทำสัตยาบันในชุมชน เพื่อใช้เป็นมาตรการกำกับควบคุมในชุมชนเอง รวมทั้งเฝ้าระวังช่วงภาวะวิกฤติหมอกควันช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี จากเครือข่ายที่ผ่านการฝึกอบรม

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า มีเครือข่ายเกษตรปลอดการเผา 1,374 เครือข่าย เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดความรู้รวม 64,250 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการพัฒนาเป็นวิทยากรเกษตรปลอดการเผา 7,710 ราย ครอบคลุมพื้นที่เกษตร 1.37 ล้านไร่ โดยในปี 2561 ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบนมีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการเผาได้ 35,664 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 142 ล้านบาท เกิดพื้นที่การเกษตรปลอดการเผา รวม 100,320 ไร่

สำหรับในปี 2562 นอกจากจะดำเนินการใน 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบนแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรยังขยายไป 16 จังหวัดที่มีการเผาในพื้นที่เกษตรสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และอุดรธานี รวมทั้งเดินหน้าขยายเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบปลอดการเผา ผ่านกลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายแปลงใหญ่ เพื่อให้รณรงค์หยุดเผาในพื้นที่การเกษตรมีประสิทธิภาพ และกระจายความรู้สู่เกษตรกรในพื้นที่อย่างครอบคลุม โดยจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2562 พร้อมจัดกิจกรรมหรือนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรเป็นหนึ่งในกิจกรรมการจัดงานดังกล่าว ตลอดจนให้บรรจุประเด็นหยุดเผาเป็นวาระการประชุมคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และเครือข่ายแปลงใหญ่ ระดับจังหวัดและเขต และให้บรรจุเนื้อหาวิชาการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร เป็นหนึ่งในหลักสูตรเสริมของศพก. สำหรับการอบรมเกษตรกรทุกพื้นที่ โดยหวังช่วยลดปัญหาหมอกควันในไร่นาโดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปีเพิ่มขึ้น

ส่องเกษตร : คนเข้มแข็ง สหกรณ์เข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397890

449007

ส่องเกษตร : คนเข้มแข็ง สหกรณ์เข้มแข็ง

วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าวันนี้เป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2458 สมัยนั้นรัฐบาลเห็นสมควรนำวิธีการสหกรณ์ เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศให้ประชาชนได้หลุดพ้นจากความยากจน โดยเฉพาะเกษตรกร พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย ได้ทรงส่งเสริมให้ก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรกคือ สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้ ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก และทรงเป็นนายทะเบียนสหกรณ์รับจดทะเบียนเป็นสหกรณ์แห่งแรก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459 ตามรูปแบบสหกรณ์เครดิตแบบไรฟ์ไฟเซนของเยอรมนี ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม 2527 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงมีมติกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น”วันสหกรณ์แห่งชาติ”

“สหกรณ์” ตามความหมายขององค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ หมายถึง องค์การอิสระของบุคคลซึ่งร่วมกันด้วยความสมัครใจ เพื่อสนองความต้องการ และจุดมุ่งหมายร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมโดยการดำเนินวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกันบริหารงาน และควบคุมตามแนวทางประชาธิปไตยใช้หลักการของ one man one vote ไม่ว่าจะมีหุ้นอยู่ในสหกรณ์เท่าใดก็ตาม

จากความหมายของสหกรณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าสหกรณ์เป็นองค์กรภาคประชาชนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล สามารถบริหารจัดการองค์กรของตนได้อย่างอิสระ โดยอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รูปแบบการรวมตัวกันของผู้คนในสังคมที่อยู่ร่วมกันเป็นสหกรณ์ ต้องเริ่มจากสมาชิกทุกคนมีความมุ่งหวังในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้สมาชิกสหกรณ์สามารถพึ่งพาตนเองและยืนบนขาของตนเองได้ พร้อมกับการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นสุข โดยมิได้มุ่งหวังแสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกัน กิจการสหกรณ์ดังกล่าวจึงจะสามารถยืนหยัดได้อย่างเข้มแข็ง

หลายท่านอาจมีประสบการณ์กับสหกรณ์ที่เกิดขึ้นด้วยการจัดตั้งของกลุ่มผลประโยชน์ สหกรณ์เหล่านี้มักเป็นสหกรณ์ที่อายุสั้น เมื่อกลุ่มผลประโยชน์ได้รับผลประโยชน์เต็มที่แล้ว ก็ปล่อยให้สมาชิกที่ไม่รับรู้ความเป็นไปของสหกรณ์รับกรรมไป รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อสหกรณ์อื่นๆ ที่หลงเข้ามาในวงธุรกิจของสหกรณ์เหล่านี้ ต้องเดือดร้อนตามกันไปด้วย สิ่งสำคัญที่สมาชิกสหกรณ์จะต้องคำนึงถึงคือ สหกรณ์เป็นกิจการที่เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสมาชิกด้วยกันเอง ไม่ใช่เกิดขึ้นมาเพื่อจะแสวงหากำไรมาแบ่งกันหรือเข้ากระเป๋าของใคร ถ้ามีแนวคิดแบบนี้ คงต้องไปรวมตัวกันเป็นบริษัทจำกัดน่าจะตรงกว่า ไม่ต้องมาอาศัยคำว่าสหกรณ์เพื่อใช้หลบเลี่ยงภาษี และทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ลำบากไปด้วย

จากประสบการณ์ของผมที่คลุกคลีกับวงการสหกรณ์อยู่ช่วงหนึ่งของการทำงาน ผมได้ข้อสังเกตว่า สหกรณ์ที่เกิดจากความเดือนร้อนของสมาชิก เป็นความต้องการแก้ไขปัญหาของสมาชิกเอง มักจะค่อยๆ เติบโตและขยายกิจการไปได้ โดยที่ภาครัฐเข้าไปกำกับดูแลเท่านั้น ไปเป็นพี่เลี้ยง ไม่ใช่ไปบังคับให้ทำโน้นทำนี่โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องการ แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งที่สหกรณ์เติบโตขึ้นมาก ผลประโยชน์เริ่มล่อตาล่อใจ ความพอเพียงเริ่มขยายขนาด ร่วมกับคณะกรรมการสหกรณ์และฝ่ายจัดการที่ขาดธรรมาภิบาล เมื่อสองสิ่งนี้ประสานกัน และมีสมาชิกที่ขาดความใส่ใจต่อการดำเนินการของสหกรณ์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายจัดการและคณะกรรมการไป ปัจจัยเหล่านี้เมื่อรวมกันเข้ามักจะเป็นจุดเริ่มของจุดเสื่อมเสมอคำกล่าวที่ว่า หากจะทดสอบว่าใครมีความซื่อสัตย์สุจริตเพียงใด ให้ลองเอาผลประโยชน์มาวางตรงหน้า แล้วดูว่าเขามีปฏิกิริยาอย่างไร เห็นกันได้ในวงการนี้

ผมมีความเชื่อว่า ความเข้มแข็งของสหกรณ์ ต้องเกิดจากสมาชิกที่เข้มแข็ง และเชื่อมั่นต่อระบบการเป็นพี่เลี้ยงให้กับสหกรณ์ที่ยังไม่เข้มแข็งให้สามารถยืนได้ด้วยตนเอง ในขณะที่สหกรณ์ที่เข้มแข็งแล้วต้องมีระบบการกำกับดูแลที่ชัดเจนและเพียงพอ สหกรณ์จะเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง เพราะสมาชิกสหกรณ์คือฐานของการพัฒนาประเทศ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สภาเกษตรฯตั้งคณะทำงาน เป็นพี่เลี้ยงเกษตรกรขึ้นทะเบียนกัญชาให้จบใน90วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397891

x

สภาเกษตรฯตั้งคณะทำงาน เป็นพี่เลี้ยงเกษตรกรขึ้นทะเบียนกัญชาให้จบใน90วัน

วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับใหม่เปิดทางให้ใช้พืชกัญชา–กระท่อมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่

18 กุมภาพันธ์ ในฐานะตัวแทนเกษตรกรรู้สึกยินดีที่รัฐบาลเข้าใจ แล้วนำปัญหาที่หมักหมมมานานไปปรับปรุงแก้ไข “กัญชา” แม้เป็นยาแต่ยังคงเป็นยาเสพติดประเภท 5 อยู่ แต่กฎหมายเปิดทางให้นำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ สิ่งที่กังวลใจมากคือ ขั้นตอนขึ้นทะเบียน ทราบกันอยู่ว่าเกษตรกรบ้านเราส่วนใหญ่เพาะปลูกอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลไม่ค่อยเข้าใจกฎระเบียบ กติกา หรือขั้นตอนการทำงานของภาคราชการ หากปล่อยให้เกษตรกรเตรียมดำเนินการเอง มั่นใจว่าจะไม่มีเกษตรกรเครือข่ายไหนได้รับการพิจารณาเลย ภาคราชการจึงไม่ควรวางขั้นตอนซับซ้อน ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์กฎหมายเป็นหลัก

“แนวโน้มกฎกระทรวงเท่าที่อ่านตามข่าว ดูเหมือนค่อนข้างทำงานยาก เช่น เกษตรกรในเครือข่ายที่รักษาผู้ป่วยอยู่ ทั้งหมดหากเอกสารผิดหรือไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง จะผิดกฎหมาย วัตถุดิบ อุปกรณ์สกัดกัญชาทั้งหมดก็จะถูกทำลายทิ้ง นั่นคือสิ่งที่เป็นห่วงมาก ภาคราชการไม่ควรใช้กฎระเบียบหยุมหยิมจนลืมเจตนารมณ์ของกฎหมาย” นายประพัฒน์ กล่าว

และว่า ด้วยคำนึงถึงความซับซ้อนขั้นตอนการขึ้นทะเบียน สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาเป็นพี่เลี้ยงและกระจายข่าวถึงเกษตรกรให้ได้มากที่สุด พร้อมประสานมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ทันตกรรมศาสตร์ เป็นต้น ตามที่กฎหมายกำหนด ภาคกลางจะประสานมหาวิทยาลัยรังสิตโดยวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00 น. จะเข้าพบดร.อาทิตย์อุไรรัตน์ อธิการบดี ส่วนในภาคเหนือจะประสานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคอีสานมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ต่อไป

จึงขอแนะนำเกษตรกรที่รักษาตนเอง ญาติและเครือข่ายด้วยพืชกัญชาอยู่ใช้เวลานี้ รีบทำเอกสารประวัติของผู้ป่วยบันทึกเป็นทางการแล้วจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยรวมตัวกัน 7 คนขึ้นไป
แล้วไปที่เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอหรือกรมส่งเสริมการเกษตรแล้วเข้าไปหารือกับส่วนราชการ เช่น อบต. อบจ. หรือหน่วยราชการของรัฐต่างๆ พร้อมสถาบันการศึกษาที่มีคณะแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ เพื่อเตรียมทำโครงการเสนอโดยต้องพยายามขึ้นทะเบียนให้เสร็จภายใน 30 วันอีก 60 วันสามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นได้ เช่น จัดสัมมนา พบปะ พูดคุยทำให้เข้าหลักเกณฑ์ถูกต้องตามระเบียบราชการ ต้องการให้มีแพทย์แผนปัจจุบันเป็นพี่เลี้ยงดูแล เก็บเอกสาร คอยชี้แนะการรักษาก็จะได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการได้ทันที หากไม่เสร็จหลัง 90 วันไปแล้วจะกลายเป็นบุคคลผิดกฎหมายเช่นเดิม ซึ่งการผิดกฎหมายครั้งนี้จะเปิดเผยหน้าและตัวตนด้วยเพราะทั้งหมดจดทะเบียนไว้แล้ว อาจถูกจับกุมดำเนินคดีได้

“พี่น้องเกษตรกรต้องศึกษารายละเอียดให้ดี(http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/019/T_0001.PDF ) และการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่ใช่การเปิดเสรีกัญชา ไม่ใช่เพื่อสันทนาการ แต่เพื่อใช้ทางการแพทย์และมีขั้นตอนขออนุญาต ที่เขียนเอาไว้ในกฎกระทรวง ” ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวปิดท้าย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด หนุนสมาชิกผลิตอาหาร TMR ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพที่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397893

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด หนุนสมาชิกผลิตอาหาร TMR ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพที่มั่นคง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด หนุนสมาชิกผลิตอาหาร TMR ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพที่มั่นคง

วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อาชีพเลี้ยงโคนม แม้จะเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ทุกวัน แต่ในสภาวะการปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะมาตรฐานฟาร์ม คุณภาพน้ำนม และเพิ่มปริมาณน้ำนมดิบที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด

เช่นเดียวกับสหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด ที่มีการปรับตัวตามความผันผวนทางเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพและปริมาณน้ำนมดิบโคนมของสมาชิก ให้มีคุณภาพและปริมาณเพิ่มมากขึ้น ซึ่งวิธีการหนึ่งที่จะพัฒนาคุณภาพและปริมาณน้ำนมดิบโคนมของสมาชิก คือ การจัดหาอาหาร TMR และวัตถุดิบอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการยกระดับคุณภาพของน้ำนมไปจำหน่ายให้แก่สมาชิกเพื่อให้โคนมได้รับอาหารที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน อันส่งผลให้โคนมผลิตน้ำนมได้มากขึ้น และมีคุณค่าทางอาหารสูงตามไปด้วย

นายนัยฤทธิ์ จำเล รองประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด บอกว่า จากที่รัฐบาลมีนโยบายให้ลดพื้นที่ทำนาปรัง โดยส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทน สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด จึงได้ประชุมคณะกรรมการดำเนินการ และมีแผนในการส่งเสริมสมาชิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พื้นที่เป้าหมาย 2,000 ไร่ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหาร TMR จำหน่ายให้กับสมาชิก และเกษตรกรทั่วไป และตามที่สหกรณ์ฯ มีความต้องการพัฒนาคุณภาพและปริมาณน้ำนมดิบโคนมของสมาชิก จึงเล็งเห็นว่า หากเลี้ยงโคนมด้วยอาหาร TMR จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะช่วยเพิ่มคุณภาพของน้ำนมดิบสูงขึ้น มีปริมาณน้ำนมดิบเพิ่มขึ้น 2 กิโลกรัม/โคนม 1 ตัว ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้แก่สมาชิก

ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐม ได้จัดสรรงบประมาณ 9.5 ล้านบาท ให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม เป็นผู้ดำเนินการจัดจ้างก่อสร้างอาคารพร้อมรั้วสำหรับเก็บอาหาร TMR และวัตถุดิบอื่นๆ ตามโครงการเพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย 4.0 ให้สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด เพื่อเก็บอาหาร TMR และวัตถุดิบอื่นๆ ก่อนจะส่งให้แก่สมาชิก

นอกจากนี้ สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด ยังมีแนวคิดที่จะยกระดับฟาร์มโคนมสมาชิก จากฟาร์มขนาดเล็กไปสู่ฟาร์มขนาดกลาง และจากฟาร์มขนาดกลางขึ้นไปสู่ฟาร์มขนาดใหญ่ โดยร่วมบูรณาการทำงานกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครปฐม จัดทำ “โครงการพัฒนาฟาร์มโคนมสู่ความยั่งยืน” นำร่องสมาชิก 50 ราย โดยดูแลอย่างใกล้ชิด และสนับสนุนแม่โคนมพันธุ์ดี ให้กับสมาชิกที่มีฟาร์มขนาดเล็ก เลี้ยงโคนมไม่ถึง 10 ตัว แม้จะมีความต้องการสร้างอาชีพการเลี้ยงโคนมที่มั่นคง แต่ยังขาดศักยภาพด้านแหล่งเงินทุน โดยสหกรณ์ฯ จะดำเนินการจัดหาแม่โคมาเพิ่มให้กับสมาชิก พร้อมพัฒนาฟาร์มสมาชิกให้ได้มาตรฐาน GAP ควบคู่ไปด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์โชว์วิสัยทัศน์! ยกระดับธรรมมาภิบาลในทุกองคาพยพ ลั่นสหกรณ์ไม่มีวันเจ๊ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397843

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์โชว์วิสัยทัศน์! ยกระดับธรรมมาภิบาลในทุกองคาพยพ ลั่นสหกรณ์ไม่มีวันเจ๊ง

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์โชว์วิสัยทัศน์! ยกระดับธรรมมาภิบาลในทุกองคาพยพ ลั่นสหกรณ์ไม่มีวันเจ๊ง

วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 13.45 น.

“ครบรอบ103 ปี สหกรณ์ไทย 26 ก.พ.วันสหกรณ์แห่งชาติ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ โชว์วิสัยทัศน์ ยกระดับธรรมมาภิบาลในทุกองคาพยพ ลั่น จากนี้สหกรณ์ไม่มีวันเจ๊ง จับมือ สันนิบาตสหกรณ์ แจงพ.ร.บ.สหกรณ์ใหม่ เร่งออกเกณฑ์กำกับการทำธุรกรรม วอนสมาชิกเครดิตยูเนี่ยน-ออมทรัยพ์ อย่ากังวล กฏไหน ทำยาก จะผ่อนคลายให้เวลาปรับตัว ยันเดินหน้านำพาสร้างความมั่นคงสู่สมาชิกกว่า40ล้านคนทั่วประเทศ”

26 ก.พ. 62 ที่สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมเนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ โดยนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มสักการะพระบิดาสหกรณ์ไทย พระราชวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ในฐานะผู้ที่นำวิธีการสหกรณ์เข้ามาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตกรในประเทศไทย โดยก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรกคือสหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้ ณ ตำบลวัดจันทร์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก และทรงเป็นนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก รับจดทะเบียนเป็นสหกรณ์แห่งแรก เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ปี พ.ศ.2459 ซึ่งในปีนี้ครบรอบ103ปีการสหกรณ์ไทย ทั้งนี้คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่9ต.ค.2527 กำหนดให้วันที่26 ก.พ.ของทุกปีเป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่าวันนี้เป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ ซึ่งมีสันนิบาตสหกรณ์ เป็นองค์กรหลักของขบวนการสหกรณ์ โดยทุกจังหวัดทั่วประเทศร่วมกันจัดวางพานพุ่มรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบิดาสหกรณ์ไทยทรงมีวิสัยทัศน์พัฒนาสหกรณ์ สามารถช่วยเหลือกันได้ภายในชุมชน โดยจากนี้สหกรณ์ไทย เจริญก้าวหน้าด้วยระบบธรรมมาภิบาล ให้สมาชิกพึ่งพิงได้แท้จริง ซึ่งวางเป้าหมายยกระดับสหกรณ์การเกษตร ต่อยอด ผลผลิตการเกษตร ไปสู่การแปรรูปเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมีสหกรณ์ระดับอำเภอ ทุกแห่งเป็นแม่ข่าย ดึงสหกรณ์ขนาดเล็กมาร่วมเป็นเครือข่าย พัฒนาทุกองคาพยพ

“จากนี้จะไม่มีสหกรณ์ที่บริหารไม่เป็นแล้วปล่อยเจ๊ง ปีนี้กลับมาดูแลเพิ่มมูลค่าสินค้า เกษตร เพิ่มรายได้จากที่ดินทำกินให้กับสู่เกษตรกร ทั้งนี้ยืนยันว่าเร่งให้เกิดระบบธรรมมาภิบาลในทุกกลไกของสหกรณ์ ถ้าวันนี้สหกรณ์ไหนไม่มีธรรมมาภิบาล จะอยู่ไม่ได้ “นายพิเชษฐ์ กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่าพระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับใหม่ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ โดยร่างดังกล่าวได้สร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับขบวนการสหกรณ์ และการออกหลักเกณฑ์ต่างๆได้ทำเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดกับสมาชิก ดังนั้นสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน อย่าได้กังวลว่าเกณฑ์กำกับใหม่จะควบคุมมากเกินไป ซึ่งก่อนที่จะออกกฏกระทรวง เพื่อใช้เกณฑ์กำกับ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะร่วมกับ สันนิบาตสหกรณ์ ออกชี้แจงทำประชาพิจารณ์ถึงเกณฑ์ที่จะนำมาใช้ ที่ต้องผ่านการมีส่วนร่วมก่อนว่าหลักเกณฑ์ใดที่ยอมรับกันได้ จึงนำมาบังคับใช้ หลักเกณฑ์ใดยังไม่ถึงเวลาใช้ก็สามารถผ่อนคลายได้ในช่วงเวลาเหมาะสม จะมากำหนดกันโดยให้สหกรณ์ต่างๆได้มีระยะเวลาปรับตัว

“อยากฝาก พ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่ หลักเกณฑ์ที่จะออกมาใช้กำกับ ทั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และสหกรณ์ออมทรัย์ ซึ่งขณะนี้กรมได้ยกตัวร่างออกมา ให้สหกรณ์ต่างๆออกมาแสดงความคิดเห็นร่วมกัน ว่าเกณฑ์ที่ออกมา สหกรณ์ต้องเดินได้ ฝากถึงสมาชิกด้วยอะไรที่กำกับแล้วเดินไม่ได้ เราไม่ทำเด็ดขาด เกณฑ์ทุกตัวต้องหารือกับสันนนิบาตสหกรณ์ เราจะเดินไปด้วยกัน ซึ่งเกณฑ์กำกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และสหกรณ์ออมทรัพย์ 13 เรื่อง และระเบียบนายทะเบียน 3 เรื่อง ที่เป็นกฏกระทรวง บังคับใช้ภายใน2ปี กำลังยกร่างเบื้องต้น แล้วจึงรับฟังความคิดเห็นจากสหกรณ์ทั้งหมด หากเห็นว่าไม่เกิดความเสี่ยง จึงออกกฏกระทรวง อย่างไรก็ตามถ้ามีกฏออกมาแต่คนที่ถูกบังคับใช้ ไม่เห็นด้วยก็จะเดินไปไม่ได้ ดังนั้นต้องมีระยะเวลายืดคลาย ค่อยปรับตัว หลังจากรับฟังแล้วจึงนำมาออกเป็นกฏกระทรวง”นายพิเชษฐ์ กล่าว

ด้านนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตรสหกรณ์ฯกล่าวว่าเราพร้อมหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้ได้รายได้จำนวนมากไปสู่เกษตรกร โดยจะทำโลโก้ใหม่ ระบุชัดเจนเป็นสินค้าสหกรณ์ จะรณรงค์ให้วันสหกรณ์แห่งชาติเป็นวันหยุดของสหกรณ์ทั่วประเทศ แทนวันแรงงาน และใช้วันหยุดมาระดมสมองกันเพื่อก้าวต่อไป ขณะนี้ได้เปิดสำนักงานกฏหมาย ขึ้นที่สันนิบาตฯถนนพิชัย เพื่อลดการข้อพิพาททางกฏหมาย

“เป็นนิมิตรหมายที่ดีเมื่อมี พ.ร.บ.สหกรณ์ใหม่ จะช่วยทำประชาพิจารณ์ ลงไปช่วยสหกรณ์ทุกแห่งกันจริงๆผมเห็นว่าควรยกระดับ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นกระทรวงสหกรณ์ เพราะมีสมาชิกกว่า 40 ล้านคนทั่วประเทศ เพื่อมาทำให้ต้นทุนของการผลิตสินค้าเกษตรลดลงได้จริง วันนี้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเรายังสู้ต่างประเทศไม่ได้ เพราะต้นทุนเราแพง ในส่วนเกณฑ์กำกับสหกรณ์ มีสหกรณ์ เกิน 70%รับได้ แต่กรรมการบางส่วน รับไม่ค่อยได้ เช่น การเปิดเผยผลประโยชน์ของกรรมการที่ได้รับจากสหกรณ์ และการทำธุรกรรม ยืนนันว่าผมมาเป็นประธานสันนิบาตฯจะไม่ให้สหกรณ์ล้ม จะเร่งเข้าไปช่วยส่งเสริมการขาย การดำเนินธุรกิจที่เข้มแข็ง ขยายออกต่างประเทศ เช่นสินค้าฮาลาล”นายปรเมศวร์ กล่าว

นายกฯชมสวนลางสาดสมุย พันธุ์ลิปะใหญ่ผลไม้อัตลักษณ์ประจำถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397643

x

นายกฯชมสวนลางสาดสมุย พันธุ์ลิปะใหญ่ผลไม้อัตลักษณ์ประจำถิ่น

วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานพิธีเปิดท่อส่งน้ำประปาผ่านท่อลอดใต้ทะเลสู่เกาะสมุย ณ ลานอเนกประสงค์ ท่าเทียบเรือหน้าทอนเกาะสมุย พร้อมเยี่ยมชมสวนเกษตรกรผู้อนุรักษ์การปลูกลางสาดผลไม้อัตลักษณ์ประจำถิ่น ต.อ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมและตัดช่อลางสาด ณ สวนลางสาด ว.ธรรมชาติ ของนายประวิทย์ พรหมรักษ์เกษตรกรผู้อนุรักษ์สายพันธุ์ลางสาดดั้งเดิม ซึ่งเป็นผลไม้ประจำถิ่นสายพันธุ์ลิปะใหญ่ ซึ่งมีเอกลักษณ์เเตกต่างจากลางสาดทั่วไปคือ หวาน หอม ผลใหญ่ เปลือกบางไม่มียาง เเละมีเมล็ดเล็ก การเลือกรับประทานลางสาดเเบ่งเป็น 3 ระยะคือ สุกระยะเเรกรสชาติหวานอมเปรี้ยวระยะกลางรสชาติจืด เเละระยะสุดท้าย รสชาติ หวานฉ่ำ สดชื่น เมื่อเทียบกับลางสาดในเเหล่งอื่นๆ ซึ่งเกิดจากปัจจัยทั้งสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศที่ดี จึงทำให้ลางสาดคุณภาพดีโดดเด่นกว่าเเหล่งอื่น

ทั้งนี้ นายประวิทย์กล่าวว่า การทำสวนลางสาดได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เป็นรุ่นที่ 3 บนที่ดินของตนเองพื้นที่กว่า 30ไร่ ซึ่งต้นลางสาดมีอายุ 80-100 ปี โดยยึดหลักการดูเเลสวนเเบบธรรมชาติ และพึ่งพาอาศัยกันของพืชพันธุ์ไม้ ไม่ปลูกแบบพืชเชิงเดี่ยว ลางสาดเป็นพืชที่ต้องการความชุ่มชื้น จึงปลูกร่วมกับพืชชนิดต่างๆได้

ด้านนางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นอัตลักษณ์ เเละเหมาะสมกับศักยภาพแต่ละพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญ จ.สุราษฎร์ธานีเลือกลางสาดพันธุ์ลิปะใหญ่ เป็นหนึ่งในพืชอัตลักษณ์ของจังหวัด จากข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ ในอ.เกาะสมุย มีเกษตรกรปลูกลางสาด 398 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 556 ไร่ ให้ผลผลิตช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม มีตลาดท้องถิ่นเป็นตลาดหลัก โดยพื้นที่ดังกล่าวไม่มีการส่งเสริมและขยายผล เนื่องจากที่ดินราคาสูงจึงสงวนรักษาไว้เป็นเชื้อพันธุ์ เพื่อการอนุรักษ์ให้อยู่คู่อ.เกาะสมุย โดยกรมส่งเสริมการเกษตรมีเเผนดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการบริโภค เเละเชื่อมโยงตลาดเพื่อยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นอัตลักษณ์ในพื้นที่ของภาคใต้ต่อไป