รักษ์เกษตร : ดินลูกรัง ก็ปลูกพืชได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397637

x

รักษ์เกษตร : ดินลูกรัง ก็ปลูกพืชได้งาม

วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ที่ไร่นาของผม เป็นดินลูกรังครับ ปลูกอะไรไม่ค่อยงามเลย ขอคำแนะนำในการปรับสภาพดิน และวิธีปลูกพืชให้สำเร็จด้วยครับ

นฤเบศร์ กรุงเจริญ

อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

คำตอบ

ดินลูกรัง เป็นดินที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืช เพราะมีปริมาณดินน้อย มีธาตุอาหารต่ำ การปลูกพืชในดินลูกรังจึงเป็นไปได้ยาก จะต้องปรับปรุงคุณภาพของดินให้มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชเสียก่อน

หลักการในการปลูกพืชในดินลูกรัง จะต้องมีการจัดการดินลูกรังให้เหมาะสมต่อการปลูกพืชที่ดี โดยให้ยึดหลักการ 3 ประการคือ 1).การรักษาความชื้นในดิน โดยการปลูกพืชคลุมดิน 2) การคืนชีวิตให้กับดิน โดยการเลี้ยงไส้เดือนดิน และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 3) การสร้างหน้าดินโดยการทับหญ้าให้หญ้าย่อยสลายกลายเป็นหน้าดิน

การปลูกพืชในดินลูกรัง มีวิธีดังนี้

1.หาแหล่งน้ำพื้นที่ดินลูกรังส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่เขาซึ่งขาดน้ำ ให้ขุดสระกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการทำการเกษตร

2.งดใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชโดยเด็ดขาด ให้กำจัดวัชพืชออกให้หมด โดยใช้วิธีการตัดหรือถาง แล้วนำเศษวัชพืชมาทำเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อใส่ต้นพืชที่จะปลูกต่อไป

3.ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ห้ามใช้ปุ๋ยเคมีโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ดินยิ่งเสื่อมลงไปกว่าเดิม

4.เลี้ยงไส้เดือน ให้สร้างพื้นดินให้ไส้เดือนสามารถอยู่ได้โดยทำการปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นและต้องรดน้ำทุกวัน

5.ปลูกกล้วย เพราะกล้วยน้ำหว้าเป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด ทั้งยังช่วยสร้างร่มเงาให้กับไม้ยืนต้นที่จะปลูกเป็นพืชแรกอีกด้วยเมื่อต้นกล้วยโตให้ทำการปลูกไม้ยืนต้นและไม้ผลต่างๆ โดยต้องขุดหลุมให้กว้างกว่าปกติแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก จากนั้นให้คลุมโคนต้นด้วยเศษหญ้าเพื่อรักษาความชื้นให้กับดิน

6.ให้ทำการปลูกพืชแบบผสมผสานเพื่อให้ต้นไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ที่สำคัญ การกำจัดวัชพืช ให้สับทิ้งทำการทับถมกันไป โดยให้ล้มต้นวัชพืชลงไปบนพื้นดิน เพื่อให้หญ้าและวัชพืชต่างๆ ยังคงรักษาความชื้นในดินได้และเศษหญ้าจะค่อยๆ ย่อยสลายกลายเป็นหน้าดินต่อไปเมื่อต้นไม้หลักที่ปลูกไว้เริ่มโตขึ้น ให้ทดลองงดให้น้ำเป็นบางช่วงเพื่อเป็นการหัดให้ต้นไม้สามารถพึ่งตนเองได้ โดยไม่ต้องคอยให้ความช่วยเหลือแต่ต้องทำการใส่ปุ๋ยให้ปีละประมาณ 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นไม่นานนัก ดินลูกลัง ก็จะกลายเป็นดินที่มีสภาพดี ปลูกพืชได้ทุกชนิดได้ผลเป็นอย่างดี นะครับ

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากแนวคิด “โครงการประชารัฐ” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณลงไปในแต่ละพื้นที่อย่างเท่าเทียม ตามความต้องการของประชาชน เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศ พร้อมให้ประชาชนตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร เป็น 1 ใน 20 โครงการภายใต้การขับเคลื่อน โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการจัดสรรวงเงินงบประมาณ พ.ศ.2561 เพิ่มเติม (งบกลางปี) เพื่อสนับสนุนและพัฒนาการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณการรวบรวมยางพาราและเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปยางพาราขั้นต้นและขั้นกลางของสถาบันเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาล และในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการชะลอผลผลิตออกสู่ตลาดจากการจัดเก็บยางพารา พัฒนาการแปรรูปผลผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่ายางพาราของสถาบันเกษตรกร

สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จังหวัดชลบุรี เป็นหนึ่งสหกรณ์ที่ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยสหกรณ์ฯเสนอขอโครงการก่อสร้างโรงเรือนอเนกประสงค์ สนับสนุนการผลิตยางแท่ง STR 20 และโครงการก่อสร้างโกดังเก็บยางก้อนถ้วยพร้อมชุดสายพานลำเลียงยางก้อนถ้วย ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัดชลบุรี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 80 ตัน/วันเป็น 160 ตัน/วัน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการรวบรวมผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 28,000 ตัน/ปี และเป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพารา สามารถขยายโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา สนองรับตามนโยบายของรัฐบาล ให้สถาบันเกษตรกรเป็นแหล่งจัดเก็บและรวบรวมสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพาราเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา เพื่อช่วยเหลือสมาชิกผู้ปลูกยางพาราได้รับประโยชน์สูงสุด

นายประชา ทรัพย์พิพัฒนา ประธานกรรมการสหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง จำกัด บอกว่า การก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่ง STR 20 จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางพารา ให้สามารถนำผลผลิตป้อนเข้าสู่โรงงานขายผลผลิตได้ในราคายุติธรรม ได้รับเงินปันผลเฉลี่ยคืนตามธุรกิจส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนเพิ่มศักยภาพของสหกรณ์ฯในการดำเนินธุรกิจยางพาราในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สหกรณ์กองทุนส่วนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ดำเนินธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจจัดสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจรวบรวมยางพารา ซึ่งมีแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ธุรกิจรวบรวมยางแผ่นดิบ ธุรกิจรวบรวมน้ำยาง และธุรกิจแปรรูปยางแผ่นรมควัน (RSS) จากเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นอัดก้อนส่งตลาดต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และไต้หวัน ส่วนตลาดภายในประเทศ สหกรณ์ฯผลิตยางป้อนให้บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของไทย อาทิ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท แม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สยามมิชลิน จำกัด บริษัท ซูมิโตโมรับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท โยโกฮามา ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง(ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในส่วนประกอบของรถยนต์อีกด้วย

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง สร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตแก้ราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397644

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง สร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตแก้ราคาตก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง สร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตแก้ราคาตก

วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากแนวคิด “โครงการประชารัฐ” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณลงไปในแต่ละพื้นที่อย่างเท่าเทียม ตามความต้องการของประชาชน เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศ พร้อมให้ประชาชนตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ในการมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร เป็น 1 ใน 20 โครงการภายใต้การขับเคลื่อน โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการจัดสรรวงเงินงบประมาณ พ.ศ.2561 เพิ่มเติม (งบกลางปี) เพื่อสนับสนุนและพัฒนาการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ภาคการเกษตรทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณการรวบรวมยางพาราและเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปยางพาราขั้นต้นและขั้นกลางของสถาบันเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาล และในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการชะลอผลผลิตออกสู่ตลาดจากการจัดเก็บยางพารา พัฒนาการแปรรูปผลผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่ายางพาราของสถาบันเกษตรกร

สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จังหวัดชลบุรี เป็นหนึ่งสหกรณ์ที่ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยสหกรณ์ฯเสนอขอโครงการก่อสร้างโรงเรือนอเนกประสงค์ สนับสนุนการผลิตยางแท่ง STR 20 และโครงการก่อสร้างโกดังเก็บยางก้อนถ้วยพร้อมชุดสายพานลำเลียงยางก้อนถ้วย ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัดชลบุรี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 80 ตัน/วันเป็น 160 ตัน/วัน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการรวบรวมผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 28,000 ตัน/ปี และเป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพารา สามารถขยายโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา สนองรับตามนโยบายของรัฐบาล ให้สถาบันเกษตรกรเป็นแหล่งจัดเก็บและรวบรวมสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพาราเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา เพื่อช่วยเหลือสมาชิกผู้ปลูกยางพาราได้รับประโยชน์สูงสุด

นายประชา ทรัพย์พิพัฒนา ประธานกรรมการสหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง จำกัด บอกว่า การก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่ง STR 20 จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางพารา ให้สามารถนำผลผลิตป้อนเข้าสู่โรงงานขายผลผลิตได้ในราคายุติธรรม ได้รับเงินปันผลเฉลี่ยคืนตามธุรกิจส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนเพิ่มศักยภาพของสหกรณ์ฯในการดำเนินธุรกิจยางพาราในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สหกรณ์กองทุนส่วนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ดำเนินธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจจัดสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจรวบรวมยางพารา ซึ่งมีแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ธุรกิจรวบรวมยางแผ่นดิบ ธุรกิจรวบรวมน้ำยาง และธุรกิจแปรรูปยางแผ่นรมควัน (RSS) จากเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นอัดก้อนส่งตลาดต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และไต้หวัน ส่วนตลาดภายในประเทศ สหกรณ์ฯผลิตยางป้อนให้บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของไทย อาทิ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท แม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สยามมิชลิน จำกัด บริษัท ซูมิโตโมรับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท โยโกฮามา ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง(ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในส่วนประกอบของรถยนต์อีกด้วย

ปั้นช่างเกษตรท้องถิ่นได้ผล เกษตรกรทำเอง-ลดค่าซ่อมบำรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397642

x

ปั้นช่างเกษตรท้องถิ่นได้ผล เกษตรกรทำเอง-ลดค่าซ่อมบำรุง

วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา  ตราโช  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยผลติดตามการดําเนินกิจกรรมสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น ในโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน ปีงบประมาณ 2561 ที่ได้จัดถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านทักษะเทคนิคการใช้และบํารุงรักษา บริหารจัดการเครื่องจักรกล โดยหน่วยงานกรมส่งเสริมการเกษตรแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้เบื้องต้น พัฒนาทักษะเทคนิคการใช้งาน บำรุงรักษาเครื่องยนต์เบื้องต้น หลังการอบรมจะได้รับวัสดุอุปกรณ์ อาทิ ไส้กรองและน้ำมันเครื่อง เพื่อนำไปใช้บำรุงรักษาเครื่องยนต์ของตนเอง  ช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2  ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้เบื้องต้นด้านบำรุงรักษาและซ่อมแซมเครื่องจักรกลการเกษตร และช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3  ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้เบื้องต้นด้านการวิเคราะห์และแก้ปัญหาการทำงานของเครื่องจักรกล โดยเมื่อผ่านการอบรม ช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 และ 3 จะได้รับอุปกรณ์เพื่อใช้ดูแลและซ่อมแซมเครื่องจักรกล เช่น ประแจแหวนปากตาย ประแจบล็อกตัวที และด้ามขันบล็อก

จากการที่สศก. ลงพื้นที่ติดตามเกษตรกรที่ผ่านการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1-3 ในจ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ พบว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรร้อยละ 97มีเครื่องจักรกลทางการเกษตรเป็นของตนเอง ส่วนใหญ่เป็นเครื่องตัดหญ้า เครื่องพ่นยา/ปุ๋ย รถไถเดินตาม เครื่องสูบน้ำ รวมทั้งรถไถขนาดใหญ่และรถอีแต๋น  โดยเกษตรกรมีความรู้การบํารุงรักษา/ซ่อมบํารุงเครื่องจักรกลทางการเกษตรอยู่บ้าง จากการอบรมของกรมฝีมือแรงงาน ช่างในหมู่บ้านและจากญาติพี่น้องที่มีความรู้ด้านนี้  ซึ่งหลังเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้ง 3 ระดับ ร้อยละ 98 เห็นว่า เนื้อหาแต่ละหลักสูตรตรงความต้องการ ร้อยละ 97นําความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศ และสายพา นอกจากนี้เกษตรกรที่ผ่านการอบรม ร้อยละ 73 นําความรู้ไปถ่ายทอดต่อให้เพื่อนบ้านและสมาชิกในครอบครัว สามารถซ่อมบํารุงด้วยตนเองได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 78 เป็นร้อยละ 98 และหลังเข้าโครงการเกษตรกรลดการจ้างแรงงานในการซ่อม ปรับปรุงเครื่องจักรกลทางเกษตรลดลง ลดรายจ่ายซ่อมบํารุงรักษาเครื่องจักรกลทางการเกษตรเฉลี่ย 624.44 บาท/เครื่อง

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรยังต้องการให้จัดอบรมทุกปี เน้นฝึกปฏิบัติหรือฝึกจากเครื่องที่เสียจริงเพิ่มระยะเวลาอบรมแต่ละระดับ และเนื้อหาอบรมให้มีหลากหลาย และให้มีการติดตามให้คําแนะนําจากเจ้าหน้าที่ต่อเนื่อง  ต้องการให้จัดอบรมในชุมชนจะได้เดินทางสะดวก รวมถึงต้องการให้สนับสนุนเครื่องมือซ่อมให้ชุมชนไว้ใช้ร่วมกัน ทั้งนี้ เกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ ติดต่อที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่งใกล้บ้าน

เล็งส่งข้าว‘กข43’ ตรวจค่าดัชนีน้ำตาล หวังเจาะตลาดตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397641

x

เล็งส่งข้าว‘กข43’ ตรวจค่าดัชนีน้ำตาล หวังเจาะตลาดตปท.

วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า ในปี 2562 กรมการข้าวเตรียมส่งตัวอย่างข้าวเพื่อสุขภาพพันธุ์ กข43 ตรวจวิเคราะห์ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic index
หรือที่เรียกว่า GI) ที่ Sydney University Glycemic Index Research Service (SUGiRS) เป็นหน่วยงานที่เชี่ยวชาญการศึกษาค่าดัชนีน้ำตาลในระดับสากล ซึ่งมีห้องปฏิบัติการมาตรฐานกลางของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเดิมกรมการข้าวร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล วิจัยข้าวสารพันธุ์ กข43 แล้วพบมีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางค่อนต่ำ (GI = 57.5) ต่ำกว่าข้าวนุ่มพันธุ์อื่น ซึ่งหมายถึงข้าว กข43เมื่อหุงสุกและรับประทาน จะทนต่อการย่อยได้ดีกว่า จึงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่าข้าวนุ่มพันธุ์อื่น จากผลวิจัยดังกล่าวนำไปสู่การต่อยอดการผลิตและการตลาด จนเกิดผลิตภัณฑ์ข้าว กข43 ทั้งนี้ SUGiRS เป็นหน่วยงานที่ผ่านการรับรองสถาบันตรวจค่าดัชนีน้ำตาลตามมาตรฐาน ISO 26642:2010 และมีเครือข่ายงานวิจัยด้านดัชนีน้ำตาลทั่วโลก หากมีผลศึกษาข้าว กข43 จาก SUGiRS จะช่วยเพิ่มช่องทางตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น คาดว่าเผยแพร่ผลวิเคราะห์ให้หน่วยงานต่างๆ ไปใช้อ้างอิงทางการตลาดในเดือนเมษายนนี้”

นายประสงค์กล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวเพื่อสุขภาพพันธุ์ กข43 ในปี 2562 นั้น ได้ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่ จากเดิมกำหนดพื้นที่ส่งเสริมการปลูกเฉพาะในพื้นที่นาแปลงใหญ่ของภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ขยายเป็นส่งเสริมการปลูกข้าว กข43 ได้ทั่วประเทศ โดยพิจารณาคุณสมบัติของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตามเงื่อนไขดังนี้ 1) เป็นสถาบันเกษตรกร, สหกรณ์, กลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เป็นนาแปลงใหญ่ 2)ผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP หรืออินทรีย์ 3) มีโรงสีมาตรฐาน GMP หรือโรงสีที่พร้อมเข้าระบบตรวจรับรอง GMP 4)มีการเชื่อมโยงตลาดรับซื้อ แหล่งรวบรวมผลผลิตโดยสหกรณ์หรือผู้ประกอบการ 5)รองรับระบบการตรวจสอบย้อนกลับได้

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับผลิตข้าวเพื่อสุขภาพพันธุ์ กข43 ให้มีมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยสินค้าข้าวที่ได้จากโครงการนี้จะได้รับเครื่องหมาย Q หรือ Organic Thailand ตามแต่มาตรฐานที่ผลิต ร่วมด้วยเครื่องหมายข้าวพันธุ์แท้ที่ยืนยันการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่รับรองโดยกรมการข้าว และมี QR Code เพื่อตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลของแหล่งที่มา สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าได้รับสินค้าข้าวสุขภาพที่มีคุณภาพและมาตรฐาน

กลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ ร้อง รมว.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาราคาตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397701

กลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ ร้อง รมว.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาราคาตกต่ำ

กลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ ร้อง รมว.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาราคาตกต่ำ

วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 17.42 น.

25 ก.พ.62 นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการนำไข่ไก่จากภาคกลางไปขายโดยแข่งกันตัดราคาลงในภาคใต้ เพื่อแย่งตลาดกัน ซึ่งได้เร่งเข้าไปแก้ไขโดยขอความร่วมมือจากผู้รวบรวมไข่ไก่หรือล้งทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ไม่ให้ขายเพื่อกระจายสินค้าออกสู่ในตลาดในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของผู้เลี้ยง หากทำเช่นนั้นเกษตรกรรายย่อยจะอยู่ไม่ได้ ภาคใต้มีแม่ไก่ยืนกรง 5.8 ล้านตัว มีไข่ไก่ออกมา 5 ล้านฟองต่อวัน ยังต้องการเพิ่มอีกวันละ 1.5 ล้านฟอง ที่ผ่านมามีไข่ไก่จากภาคกลางไปยังล้งไข่ภาคใต้สัปดาห์ละ 11 ล้านฟอง แต่เนื่องจากกลุ่มผู้เลี้ยงภาคกลางซึ่งเป็นผู้เลี้ยงรายใหญ่ 200,000 ตัวขึ้นไปหลายรายขยายการเลี้ยงขึ้นอีกหลายเท่าตัว โดยไม่ได้หาตลาดไว้ล่วงหน้า ทำให้เมื่อขายไข่แต่ละวันไม่หมด จึงขายตัดราคากันเอง แล้วนำไปขายตัดราคาผู้เลี้ยงไก่ไข่ในภาคใต้ด้วย รวมทั้งยังมีการแอบนำบรรทุกไข่ไก่ใส่รถกระบะลงไปขายให้ผู้ค้าอีกวันละ 30,000 ฟอง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ของภาคใต้ ขณะนี้ไข่คละหน้าฟาร์มในภาคใต้อยู่ที่ฟองละ 2.50 บาท เป็นราคาที่ผู้เลี้ยงอยู่ได้ ไม่ต้องการให้ลดลงไปกว่านี้

นายสุเทพ กล่าวว่า เรียกร้อง นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แก้ไขปัญหาผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคกลางขยายการเลี้ยงโดยไม่ได้หาตลาดไว้ล่วงหน้า เมื่อขายในภาคกลางไม่หมด ก็ส่งไปตัดราคาขายทั้งในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนหน้านี้ราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้นแล้วหลังเทศกาลกินเจ อีกทั้งกรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือให้ลดแม่ไก่ยืนกรงลง ผู้เลี้ยงส่วนหนึ่งให้ความร่วมมือ แต่ผู้เลี้ยงอีกส่วนหนึ่งเห็นว่า แนวโน้มราคาไข่ไก่ดีขึ้นจึงยืดอายุแม่ไก่ยืนกรงออกไปอีก จำนวนไข่ไก่จึงยังคงล้นเกิน เกิดปัญหาราคาตกต่ำซ้ำซากวนเวียน

“หากผู้เลี้ยงรายละ 200,000 ตัวขึ้นไปให้ความร่วมมือปลดแม่ไก่ยืนกรง จากที่อายุ 78 – 80 สัปดาห์ ให้ปลดที่อายุ 68 – 70 สัปดาห์ จนกระทั่งแม่ไก่ยืนกรงลดลงจากปัจจุบัน 3-4 ล้านตัว ปริมาณไข่ไก่ก็จะสมดุลกับความต้องการบริโภค ราคาก็มีเสถียรภาพ อีกทั้งการแก้ปัญหาด้วยการแข่งกันขายตัดราคานั้นส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงทั้งระบบ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงไม่เกิน 10,000 ตัวซึ่งต้นทุนการผลิตสูงกว่ารายใหญ่ทั้งค่าอาหารและการจัดหาอุปกรณ์การเลี้ยง ซึ่งต้นทุนอยู่ที่ฟองละ 2.70 บาท แต่ขายได้ 1.70 – 2.00 บาท ดังนั้นหากผู้เลี้ยงรายใหญ่ยังคงทำเช่นนี้ เกษตรกรรายย่อยจะไม่มีที่ยืน ขาดทุนกันหมด”

นายสุเทพ กล่าวว่า ได้ประสานมายังนายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่เพื่อขอหารือให้แก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกันคือ ให้ผู้เลี้ยงรายใหญ่ในภาคกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตไข่ไก่ที่ใหญ่ที่สุดลดจำนวนการเลี้ยงลง อีกทั้งหาตลาดที่แน่นอนได้ก่อน แล้วจึงค่อยกำหนดปริมาณการเลี้ยง ดีกว่าขยายการเลี้ยง โดยไม่ได้วางแผนการตลาดไว้เลย เมื่อไข่ออกมามากก็ขายตัดราคากัน ส่งผลกระทบถึงผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั้งประเทศ ซึ่งหวังว่า หากหารือกันแล้ว สามารถดำเนินการได้ตามแนวทางนี้ ราคาไข่ไก่จะปรับตัวสูงขึ้นอยู่ในระดับที่เหมาะสมภายในเวลาอันรวดเร็ว

‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว! นัดตีห้า4มี.ค.เคลื่อนพลบุกทำเนียบฯต้านพ.ร.บ.ข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397666

'ม็อบชาวนา'มาแล้ว! นัดตีห้า4มี.ค.เคลื่อนพลบุกทำเนียบฯต้านพ.ร.บ.ข้าว

‘ม็อบชาวนา’มาแล้ว! นัดตีห้า4มี.ค.เคลื่อนพลบุกทำเนียบฯต้านพ.ร.บ.ข้าว

วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 16.14 น.

25 ก.พ.62 กลุ่มเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) นำโดย นายชรินทร์ ดวงดารา แกนนำและที่ปรึกษาฯ ได้จัดประชุมตัวแทนสมาชิกผู้ประสานงานระดับจังหวัด โดย นายชรินทร์ กล่าวว่า ได้เร่งชี้แจงเนื้อหาสาระสำคัญที่ส่งผลกระทบกับเกษตรกรชาวนา และแนวทางการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ข้าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา คนท.และองค์การแนวร่วม ได้ยื่นหนังสือคัดค้าน พ.ร.บ.ข้าว ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด ถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่ง พ.ร.บ.ข้าว ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวนาเป็นอย่างมาก หลังจากยื่นหนังสือคัดค้านแล้ว ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เลื่อนการพิจารณากฎหมายดังกล่าวออกไป โดยกำหนดจะมีการพิจารณาอีกครั้ง ในวันที่ 26 ก.พ.โดยมีการปรับปรุงแก้ไข ลดบทกำหนดโทษของ พ.ร.บ.ดังกล่าวลง ซึ่งกฎหมายดังกล่าวไม่มีตัวแทนของเกษตรกรที่เป็นชาวนาเข้าไปเป็นตัวแทนในการพิจารณาเลย โดยปัจจุบันก็ยังไม่มั่นใจต่อเรื่องดังกล่าว ว่าจะผ่าน สนช.หรือไม่ ซึ่งพวกเราไม่ต้องการ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เพราะผู้ประกอบการส่งออกข้าวจะเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจาก พ.ร.บ.นี้ แต่เกษตรกรชาวนาจะเป็นผู้เสียประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมีมติว่า ในวันจันทร์ที่ 4 มี.ค.นี้ เวลา 05.00 น.ให้กลุ่มเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) แต่ละจังหวัด รวบรวมสมาชิกไปยื่นหนังสือคัดค้าน พ.ร.บ.ข้าว ที่ทำเนียบรัฐบาล กทม.

ดันข้าวพันธุ์กข43บุกตลาดเพื่อสุขภาพ ชี้ชาวนาขายได้ราคาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397622

ดันข้าวพันธุ์กข43บุกตลาดเพื่อสุขภาพ ชี้ชาวนาขายได้ราคาดี

ดันข้าวพันธุ์กข43บุกตลาดเพื่อสุขภาพ ชี้ชาวนาขายได้ราคาดี

วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 14.27 น.

25 ก.พ.62 นายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว เปิดงานรณรงค์ส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ พันธุ์ กข43 กล่าวว่า นโยบายการตลาดนำการผลิต คือปลูกแล้วสามารถขายได้ราคา มีตลาดรองรับชัดเจน กรมการข้าวได้ให้แนวทางว่าจะส่งเสริมให้ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์อะไรก็ต้องดูตลาดด้วย ปลูกแล้วขายได้หรือไม่ โดยข้าวพันธุ์ กข 43 ก็เช่นกัน นักวิจัยของกรมการข้าวได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วิจัยข้าวสารพันธุ์ กข43 แล้วพบว่ามีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางค่อนต่ำ (GI = 57.5) ต่ำกว่าข้าวนุ่มพันธุ์อื่นๆ ซึ่งหมายถึงข้าว กข43 เมื่อหุงสุกและรับประทาน จะทนต่อการย่อยได้ดีกว่า จึงผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่าข้าวนุ่มพันธุ์อื่น จากผลการวิจัยดังกล่าวนำไปสู่การต่อยอดการผลิตและการตลาด จนเกิดผลิตภัณฑ์ข้าว กข43 เป็นที่ยอมรับอยู่ในปัจจุบัน

ในปีนี้กรมการข้าว จะส่งตัวอย่างข้าวพันธุ์ กข 43 ตรวจวิเคราะห์ค่าดัชนีน้ำตาล ที่ประเทศออสเตรเลีย Sydney University Glycemic Index Research Service (SUGiRS) เป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญการศึกษาค่าดัชนีน้ำตาลในระดับสากล ซึ่งมีห้องปฏิบัติการมาตรฐานกลาง

“กระแสรักสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ปลอดจากสารพิษ และอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย กรมการข้าวได้นำความต้องการเหล่านี้เป็นโจทย์ให้นักวิจัยได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้แนวนโยบายในการผลิตสินค้าเกษตร ต้องรู้ราคาและความต้องการของตลาดก่อนตัดสินใจลงมือทำเกษตร” นายประสงค์ กล่าว

กรมข้าวแก้ปมข้าวหอมพวง รับรองพันธุ์ใหม่‘กข79’ปลูกแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397478

x

กรมข้าวแก้ปมข้าวหอมพวง รับรองพันธุ์ใหม่‘กข79’ปลูกแทน

วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยหลังประชุมว่า กรมการข้าวไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยการทำความเข้าใจ ตลอดจนขอความร่วมมือทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกวดขันสถานที่รวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมข้าวเปลือกและร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ปฏิบัติตามพ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ.2518 ล่าสุดเก็บตัวอย่างข้าวจากท่าข้าวในจ.นครสวรรค์มาวิเคราะห์ตรวจสอบตามหลักวิชาการ เบื้องต้นยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นข้าวพันธุ์ใด แม้ตามความเข้าใจของเกษตรกรจะเรียกว่า “ข้าวหอมพวง” ซึ่งหมายถึงข้าวจัสมิน 85 ตามชื่อที่โรงสีใช้เรียกข้าวพันธุ์นี้ แต่ข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการ ทั้งข้าวหอมพวงและข้าวจัสมิน 85 เป็นข้าวคนละพันธุ์กัน

“ในประเทศไทยมีข้าวที่ใช้ชื่อหอมพวงอยู่จริง แต่เป็นข้าวที่เก็บรักษาพันธุ์อยู่ในธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าว ส่วนข้าวจัสมิน 85 นั้น เป็นพันธุ์ข้าวจากสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institute : IRRI) ซึ่งเวียดนามขอเมล็ดพันธุ์มาพัฒนาพันธุ์เพื่อการค้าจนเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยได้ขอเมล็ดพันธุ์เพื่อศึกษาเท่านั้น ดังนั้น เพื่อความชัดเจนกรมการข้าวจึงตรวจสอบหาพันธุ์ที่แท้จริงใน 2 แนวทาง คือ 1)ประเมินทางสัณฐานวิทยาด้วยการปลูกเปรียบเทียบกับข้าวพันธุ์หอมพวงในธนาคารเชื้อพันธุ์และข้าวจัสมิน 85 ประมาณ 5-6 เดือน และ 2)ประเมินทางพันธุศาสตร์ด้วยการตรวจ DNA ซึ่งการตรวจสอบตัวอย่างทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 3 เดือน” นายประสงค์กล่าว

กรมการข้าวเป็นห่วงทุกฝ่ายที่ยังปลูกและซื้อขายข้าวพันธุ์นี้ เนื่องจากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชจากกรมวิชาการเกษตร ดังนั้น หากเกษตรกรต้องการปลูกข้าวพื้นนุ่ม ควรเลือกพันธุ์ที่ภาครัฐส่งเสริม เช่น กข21 กข31 กข39 กข43 กข53 กข77 ซึ่งผ่านการปรับปรุงพันธุ์มีคุณภาพตามหลักวิชาการ มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพจำหน่ายถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้รวบรวมฯเสนอให้กรมการข้าวเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มเพื่อตอบโจทย์ความต้องการข้าวพื้นนุ่มที่มีคุณภาพและราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีราคาสูงในรอบหลายปี กรมการข้าวตอบรับข้อเสนอนี้ จึงเร่งประชุมคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าววันที่ 21 กุมภาพันธ์ เพื่อรับรองพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มพันธุ์ใหม่ที่โดดเด่นด้านให้ผลผลิตสูงประมาณ 1 ตัน/ไร่ และต้านทานโรคและแมลงกว่าพันธุ์อื่น โดยกำหนดเป็นพันธุ์ กข79 พร้อมเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์และวางแผนกระจายพันธุ์ไปสู่พื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรใช้เพาะปลูกได้เร็วที่สุด พร้อมเชื่อมโยงกับตลาดรับซื้อไว้ด้วย

3จว.การันตีลดต้นทุนจริง ใช้เครื่องจักรแทนแรงงานได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397479

x

3จว.การันตีลดต้นทุนจริง ใช้เครื่องจักรแทนแรงงานได้ผล

วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา  ตราโช  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยผลติดตามกิจกรรมสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรแก่สหกรณ์ ภายใต้โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน ปีงบประมาณ 2561 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพหลัก สนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ซึ่งภาครัฐสนับสนุน เงินอุดหนุนเป็นค่าจัดซื้อจัดจ้างประมาณร้อยละ 70 และสหกรณ์จ่ายสมทบอีกร้อยละ 30  ของราคาวัสดุอุปกรณ์การเกษตร

จากการลงพื้นที่ติดตามสหกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตร ในปีงบประมาณ 2561 ในจ.นครราชสีมา บุรีรัมย์และศรีสะเกษ พบอุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุน ช่วยสหกรณ์เพิ่มศักยภาพประกอบธุรกิจ ยืดอายุเก็บรักษาสินค้าได้นานขึ้น ใช้เวลาผลิตน้อยลงและลดต้นทุนดำเนินธุรกิจได้จริง จากตัวอย่างสหกรณ์การเกษตรที่ได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรทั้ง 3 จังหวัด พบว่า

สหกรณ์การเกษตรด่านขุนทด จำกัด จ.นครราชสีมา ได้รับสนับสนุนเงินอุดหนุน 2.03 ล้านบาท สหกรณ์สมทบอีก 0.87 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องผลิตอาหารสัตว์อัดเม็ด (สุกร) ช่วยลดจำนวนแรงงานในการผลิตลง 5 ราย จากเดิม 10 ราย (ผลิตแบบผง) เป็นเงิน 48,000 บาท/เดือน ปริมาณการผลิตช่วงเดือนเมษายน – ตุลาคม 2561 ประมาณ 36,633 ถุง มูลค่ารวม 12.32 ล้านบาท  หรือเฉลี่ย 5,233 ถุง/เดือน  ส่งจำหน่ายให้ฟาร์มและตลาด 36,282 ถุง มูลค่า 14.80
ล้านบาท ซึ่งการผลิตแบบเม็ดช่วยยืดอายุการเก็บรักษาได้นาน 3 เดือน (แบบผงเก็บได้ 1 เดือน)

สหกรณ์โคนมด่านขุนทด จำกัด จ.นครราชสีมา ได้รับสนับสนุนเงินอุดหนุน 2.03 ล้านบาท สหกรณ์จ่ายสมทบ 0.87 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องผสมอาหาร TMR ขนาด 8 คิว และ รถตักล้อยาง ขนาด 90 แรงม้า เพื่อช่วยขนย้ายอาหาร TMR โดยผลิตอาหารสัตว์ตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2561  ผลิตอาหารสัตว์จำหน่ายให้สมาชิกได้ประมาณ 70.17 ตัน นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดระยะเวลาการให้อาหารโคได้ โดยลดเหลือเพียง 1 ครั้ง/วัน จากเดิมให้อาหาร 2 ครั้ง/วัน (อาหารข้น 1 ครั้ง และหญ้า 1 ครั้ง)

สหกรณ์โคนมโนนสุวรรณ จำกัด จ.บุรีรัมย์ ได้รับสนับสนุนเงินอุดหนุน 4.81 ล้านบาท สหกรณ์จ่ายสมทบ 2.07 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ เครื่องผสมอาหาร TMR ขนาด 9 คิว การใช้งานระยะเวลา 4 เดือน (เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2561) ผลิตอาหารสัตว์ได้ 142.80 ตัน หรือเฉลี่ย 35.70 ตัน/เดือน  จำหน่ายในราคา 4 บาท/กิโลกรัม
รถแทรกเตอร์ ขนาด 85 แรงม้าใช้ปรับพื้นที่ของสหกรณ์และใช้ผสมอาหาร TMR  เครื่องชั่งขนาด 80 ตัน พร้อมโรงคลุม โรงเก็บวัตถุดิบ ขนาด 1,120 ตารางเมตร ซึ่งจะช่วยให้สหกรณ์สต็อกวัตถุดิบช่วงราคาถูก เป็นการช่วยลดต้นทุนได้ และลานคอนกรีต ขนาด 1,300 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นที่ตากวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารสัตว์ โดยสหกรณ์มีแผนให้บริการใช้ลานคอนกรีตตันละ 100 – 120 บาท และทำเป็นจุดรวบรวมผลผลิต เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง

สหกรณ์การเกษตรปรางค์กู่ จำกัด และ สหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด จ.ศรีสะเกษ ได้รับสนับสนุนเงินอุดหนุน แห่งละ 1.87 ล้านบาท สหกรณ์จ่ายสมทบ 0.80 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อรถตักล้อยางขนาด 210 แรงม้า แห่งละ 1 คัน สำหรับใช้ตักข้าวเปลือกในธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกของสหกรณ์ โดยตักข้าวเปลือกได้ 2,000 กิโลกรัม/บุ้งกี๋ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาตักข้าวเปลือกลงได้

รายงานพิเศษ : กตส.เสริมศักยภาพบุคลากร ให้บริการโปรแกรมบัญชีสหกรณ์ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397482

รายงานพิเศษ : กตส.เสริมศักยภาพบุคลากร  ให้บริการโปรแกรมบัญชีสหกรณ์ครบวงจร

รายงานพิเศษ : กตส.เสริมศักยภาพบุคลากร ให้บริการโปรแกรมบัญชีสหกรณ์ครบวงจร

วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหลักในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นต่อสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกร และประชาชน โดยส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จโดยยังได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างข้อมูลที่มีคุณค่าให้สหกรณ์มีเครื่องมือช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ โดยวางระบบบัญชีสหกรณ์ ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย และเท่าทันกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ในปีงบประมาณ 2562 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานเป็นกรอบในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีเครื่องมือในการช่วยในการบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงินมาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ บรรลุวิสัยทัศน์ที่กรมฯ กำหนดในการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งกรมฯ ยังได้ให้ความสำคัญและดำเนินการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงโปรแกรมระบบบัญชีให้เหมาะสมและครอบคลุมลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ตามสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อเพิ่มคุณภาพการให้บริการภาครัฐและทำให้สหกรณ์มีระบบการเงินและบัญชีที่เป็นมาตรฐาน และมีระบบการควบคุมภายในด้านสารสนเทศที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

 

โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจรเป็นโปรแกรมซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการงานภาคสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้านและมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกรมฯ ได้สนับสนุนให้ทุกสหกรณ์ ได้นำโปรแกรมฯ ไปใช้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ในแต่ละจังหวัด คอยดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำในการติดตั้ง โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ กรมฯ ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การเสริมสร้างศักยภาพการให้บริการโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ปี 2562 ขึ้น ทั้งหมด 3 รุ่น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2562 นี้ ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจให้กับข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการวางระบบบัญชีสหกรณ์ การใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร และสามารถนำไปถ่ายทอดสอนแนะ ให้คำปรึกษา แนะนำแก่บุคลากรของ
กรมฯ และพนักงานสหกรณ์ได้ ประกอบด้วยการบรรยายและฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับภาพรวมและแนวปฏิบัติในการให้บริการโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี 2562 และการตรวจสอบฐานข้อมูล การถ่ายโอนข้อมูล การสำรองข้อมูลแบบรวมศูนย์และการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ที่มีการปรับปรุงเพิ่มในปีงบประมาณ พ.ศ.2561