ชายคาพระพิรุณ : 25 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397477

586851

ชายคาพระพิรุณ : 25 กุมภาพันธ์ 2562

วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในที่สุด สนช.ก็ยอมถอนร่างกฎหมายพระราชบัญญัติข้าวออกจากวาระการประชุม สนช. เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพื่อกลับไปทบทวนปรับแก้เนื้อหาอีกครั้ง หลังเกิดกระแสท้วงติงจากภาคเกษตรกรและชาวนา แต่ก็ยังยืนยันที่จะเสนอต่อที่ประชุม สนช. อีกครั้ง ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นี้ ซึ่ง นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ชี้แจงภายว่า เนื้อหาสาระในกฎหมายเกี่ยวกับการจำคุกชาวนา และปรับ 1 แสนบาทนั้นไม่มี รวมถึงการซื้อ-ขายพันธุ์ข้าวท้องถิ่น กรรมาธิการจะได้พิจารณาเพื่อเขียนให้ชัดเจน ขณะที่ร่างกฎหมายนี้จะมีกรรมการจากชาวนา 4 คน ใช้อำนาจร่วมกับรัฐบาล และมีตัวแทนชาวนาอยู่ในอนุกรรมการพัฒนาพันธุ์พืช โดยจะเขียนในกฎหมายให้เคลียร์ในหลายประเด็น อาทิ ข้าวสายพันธุ์ ต่างๆ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ที่มีอยู่แล้ว ยังรับรองได้อยู่ สามารถขายกันเองในชุมชนได้ ซึ่งการปรับปรุงกฎหมายเร่งด่วน เพื่อความรอบคอบ จึงจะนำความเห็นต่างของทั้งชาวนา นักวิชาการ และทีดีอาร์ไอ ที่จะเสนอเพิ่มส่งมาได้ที่กรรมาธิการ ทั้งนี้ในร่างพ.ร.บ.ข้าว ร้อยละ 90 ของกฎหมายดีอยู่แล้ว เพียงแต่มีการสื่อสารที่ผิดพลาด พร้อมทั้งยืนยันว่า การพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่เคยมีการบังคับชาวนา เพราะมีการยกเว้นข้อปฏิบัติบางประการแก่ชาวนาแต่แรก และไม่มีการกำหนดทั้งโทษปรับ และโทษจำคุกแก่ชาวนาใดๆ ทั้งสิ้น….อย่างไรก็ดี ร่างพ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้ ถูกเสนอโดย สนช.ไม่ใช่รัฐบาล และที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ เองและอีกหลายฝ่ายก็แสดงความกังวลในเนื้อหาบางประการ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่ายที่กำหนดโทษจำและปรับ เพราะอาจกระทบกับชาวนาที่ทำการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนพันธุ์ข้าวตามวิถีชุมชน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้มอบหมายให้กรมการข้าวทำหนังสือท้วงติงไปยัง สนช.มาก่อนแล้ว แต่แม้ว่ากรรมาธิการพยายามชี้แจงว่าได้ปรับแก้มาตราดังกล่าวให้ยกเว้นชาวนาที่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง หรือซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนได้อิสระก็ตาม แต่สังคมก็ยังมีความกังวล และเสนอให้ สนช.ชะลอไว้รอสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งพิจารณาต่อจะเหมาะสมกว่า…ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปนะครับว่าสรุปแล้ว ผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ส่วนเรื่องนี้ถือเป็นข่าวดีของข้าวไทย เมื่อกรมการข้าวรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ผลผลิตสูง 1.2ตัน/ไร่ ตอบโจทย์ข้าวนุ่มส่งออกอาเซียน โดยนายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ครั้งที่ 1/2562 และมีมติรับรองพันธุ์ข้าว กข 79 ซึ่งเป็นข้าวพื้นนุ่มที่มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 118 วันโดยวิธีปักดำ มีคุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เมล็ดเรียวยาว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมากสามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100% ชั้น 1 ได้ เป็นข้าวอมิโลสต่ำ 16.82% ข้าวสุกนุ่ม ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 809 กิโลกรัมต่อไร่ ศักยภาพสามารถให้ผลผลิตสูง 1,182 กิโลกรัมต่อไร่ เสถียรภาพผลผลิตดี และค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ แต่อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้งและเพลี้ยกระโดดหลังขาว เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคเหนือและภาคกลาง จากการประชุมของคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจากหลายส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมค้าข้าวไทย ให้ความเห็นว่าข้าว กข79 มีศักยภาพทั้งในแง่การผลิตและมีตลาดรองรับ หลังจากนี้กรมการข้าวจะเร่งวางแผนดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรได้เพาะปลูกให้เร็วที่สุด โดยจะใช้เวลาในการขยายพันธุ์ 2 ฤดูก็จะสามารถมีเมล็ดพันธุ์ชั้นจำหน่ายประมาณ 200 ตัน รองรับพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 500,000 ไร่

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยท่านอธิบดีโอภาส ทองยงค์ ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพการให้กับบุคลากรของกรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้นำไปถ่ายทอดให้กับสหกรณ์นำไปใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดในขบวนการสหกรณ์ต่อไป ล่าสุดเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การเสริมสร้างศักยภาพการให้บริการโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ปี
2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจให้กับข้าราชการกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการวางระบบบัญชีสหกรณ์ การใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร และสามารถนำไปถ่ายทอด สอนแนะ ให้คำปรึกษา แนะนำแก่บุคลากรของกรมฯและพนักงานสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขุนเกษตรา

ย้ำชาวสวนเฝ้าระวัง ‘หนอนเจาะมะเขือ’ ระบาดช่วงเก็บผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397476

x

ย้ำชาวสวนเฝ้าระวัง ‘หนอนเจาะมะเขือ’ ระบาดช่วงเก็บผล

วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศเย็นมีความชื้นสูงช่วงเช้าและกลางคืน ส่วนตอนกลางวันอากาศร้อนอบอ้าว กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะผลมะเขือ ที่พบได้ในระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับระยะเจริญเติบโตให้เกษตรกรสังเกตติดตามการระบาดของหนอนเจาะผลมะเขือ ตัวหนอนจะเข้าทำลายยอดมะเขือ เสียหาย โดยเจาะเข้าไปกัดกินภายในลำต้นมะเขือที่สูงจากยอดประมาณ 10 เซนติเมตร ทำให้ยอดมะเขือเหี่ยวในเวลาที่มีแสงแดดจัด ระยะติดผล ตัวหนอนเจาะผลมะเขือจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในผลมะเขือ ทำให้ผลผลิตมะเขือเสียหาย

สำหรับการป้องกันและกำจัดหนอนเจาะผลมะเขือ ให้เกษตรกรสำรวจแปลงปลูก และเก็บยอดหรือผลมะเขือที่ถูกทำลายนำออกจากแปลงมาเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก ช่วยลดการแพร่ระบาด หากพบยอดมะเขือเหี่ยว 3-5% หรือพบผลอ่อนมะเขือถูกทำลาย 5-10% ให้พ่นด้วยสารเบตาไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเกษตรกรควรเลือกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง และควรพ่นสารเคมีติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ครั้ง พ่นห่างกัน 1 สัปดาห์

‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ไอเดียกระฉูด!จัด’นิคมเกษตรสตาร์ทอัพ’รองรับคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397534

'กรมส่งเสริมสหกรณ์'ไอเดียกระฉูด!จัด'นิคมเกษตรสตาร์ทอัพ'รองรับคนรุ่นใหม่

‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ไอเดียกระฉูด!จัด’นิคมเกษตรสตาร์ทอัพ’รองรับคนรุ่นใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 20.14 น.

24 ก.พ.62 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมทำโครงการจัดที่ดินของนิคมสหกรณ์เพื่อรองรับคนทั่วไป ไม่จำกัดเฉพาะเกษตรกร โดยบุคคลที่มีความสนใจทำการเกษตรที่เน้นการต่อยอดเกษตรสมัยใหม่เพื่อแปรรูปขาย เป็นโมเดลพัฒนาการเกษตรครบวงจร  ไม่ใช่ปลูกเพื่อขายวัตถุดิบเท่านั้น ซึ่งการจัดที่ดินลักษณะนี้มาจากแนวคิดของประเทศอิตาลี ที่ให้คนสนใจจริงๆ แต่ไม่มีที่ดินมาพัฒนาโดยนำทุนและความคิดหรือไอเดียเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบต่อยอด ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเสริม ซึ่งจะมีกรรมการคัดเลือกตามเงื่อนไขและคุณสมบัติ ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างระเบียบเพื่อป้องกันการมุ่งขอเข้าโครงการ แต่หวังเอาที่ดินขาย แม้ว่าตามกฏหมายสหกรณ์ จะสามารถเปลี่ยนเป็นโฉนดได้เมื่อทำการเกษตรเกิน 10 ปีก็ตาม พบว่าคนจะรักที่ดินและยากที่จะเปลี่ยนมือเพราะการทำเกษตรจะเป็นอนาคตของคนไทย

ทั้งนี้ เริ่มต้นจะทดลองนำร่องใน 1 แปลง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ประมาณ 100 ไร่ 100 ราย คนที่เข้ามาอยู่ในลักษณะแปลงรวมร่วมมือกันทำในรูปแบบสหกรณ์แบ่งปันรายได้ ไม่มีแบ่งที่ดินเป็นรายแปลงให้ ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คนที่เข้าไปอยู่ต้องรวมกันเช่าเท่านั้น หลักการสำคัญคืออยากให้คนที่ทำการเกษตรมีไอเดีย แต่ไม่มีที่ดินมาทำการเกษตรสมัยใหม่ ทำน้อยได้มาก บริหารจัดการกันเองโดยที่รัฐไม่ต้องเข้าไปอุ้ม ก่อนขยายไปแปลงที่ดินอื่น คือ อ.โคกคราม จ.สมุทรสาคร , อ.ชะแวง จ.ระยอง กว่า 1 พันไร่ เแนวคิดแบบนี้เนื่องจากเห็นว่า ก่อนหน้านั้นรัฐจะมีการจัดที่ดินให้เกษตรกรทำกินมาหลายโครงการแล้ว แต่พบว่าคนจำนวนมากไม่ทำกิน ทิ้งที่ดินหรือปล่อยมือ และรอการช่วยเหลือจากรัฐ ทำให้ที่ดินขาดการใช้ประโยชน์ จึงจะเริ่มจากคนอยากทำจริงๆ และมีไอเดียเข้ามาบ้าง ผู้เข้ามาต้องเป็นผู้ประสงค์ทำเกษตร จริงๆ กลุ่มคนตกงานมีทุนและไอเดีย และมาร่วมกันทำในรูปของสหกรณ์ ที่ร่วมแรงและรวมความคิด รายได้แบ่งปันกัน คาดว่าโครงการนี้จะเริ่มได้ก่อน เม.ย.นี้

ส่งเมล็ดพันธุ์ข้าว ลอต2ช่วยชาวนา เหยื่อพายุ‘ปาบึก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396942

x

ส่งเมล็ดพันธุ์ข้าว ลอต2ช่วยชาวนา เหยื่อพายุ‘ปาบึก’

วันศุกร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า คณะกรรมการสำรองข้าวเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ อนุมัติเมล็ดพันธุ์ข้าวช่วยเหลือชาวนาที่ประสบภัยพายุโซนร้อนปาบึกลอตที่ 2 อีก 1.5 ตัน ใน อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช มีชาวนา 12 ราย พื้นที่ปลูกประมาณ 100 ไร่ ซึ่งหลักเกณฑ์ช่วยเหลือชาวนาผู้ประสบภัยรายละไม่เกิน 10 ไร่ ไร่ละ 15 กิโลกรัมต่อราย ในลอตแรกกรมการข้าวส่งมอบให้ชาวนา 2 จังหวัด ได้แก่ อ.เชียรใหญ่ อ.ชะอวด อ.เฉลิมพระเกียรติอ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช และอ.ระโนด จ.สงขลา มีชาวนา 133 ราย มีพื้นที่ปลูก 1,130 ไร่ ได้ส่งมอบเมล็ดพันธุ์ 17 ตัน โดยกรมการข้าวมอบให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุงและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานีจัดส่งเมล็ดพันธุ์ กข41 และ กข49 สำหรับชาวนาที่ได้รับการช่วยเหลือครั้งนี้ เป็นชาวนาที่ยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ เนื่องจากยังปลูกข้าวไม่ครบระยะเวลา 15 วัน กระทรวงเกษตรฯมอบหมายให้กรมการข้าวหามาตรการเร่งช่วยเหลือชาวนาดังกล่าว

สำหรับโครงการสำรองเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ปี 2562 ที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวนา หากเกิดภาวะฉุกเฉินจากภัยพิบัติ เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศ ซึ่งมีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์ข้าวตามระเบียบกรมการข้าว ทั้งในส่วน ขอบข่าย คุณสมบัติ วิธีการยื่น การพิจารณา และปริมาณการสนับสนุน รวมถึงการจัดส่ง การรับเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้รับการสนับสนุน

เลาะรั้วเกษตร : ประเด็นร้อนก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396947

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ประเด็นร้อนก่อนเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ท่ามกลางเสียงเพลง “หนักแผ่นดิน” ที่เป็นประเด็นร้อนของการหาเสียงเลือกตั้ง ข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับก็มีประเด็นร้อนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แทรกอยู่ด้วย 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ พ.ร.บ. ข้าว อีกเรื่องหนึ่งคือ การแบนสารกำจัดศัตรูพืชและวัชพืช

ขอข้ามเรื่อง พ.ร.บ. ข้าวไปก่อน รอดูว่าท่ามกลางกระแสคัดค้านทั้งจาก ชาวนา นักวิชาการ ผู้ประกอบการในธุรกิจค้าข้าว และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องบางหน่วย สนช. จะยอมถอย หรือ ผลักดัน(ทุรัง)ต่อไป

จะขอพูดถึงประเด็นร้อน ที่ร้อนมานานไม่ยอมเย็นเสียที นั่นคือ เรื่องของสารกำจัดวัชพืช ไกลโฟเซต และ พาราควอต และสารกำจัดศัตรูพืช คลอไพริฟอส ที่เรียกรวมกันสั้นๆ ว่า “3 สาร”

คณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการพิจารณาการยกเลิก หรือห้ามใช้สารเคมีทางการเกษตรชนิดใดๆ ได้ประชุมพิจารณาข้อเสนอของ “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร” ที่ต้องการให้ยกเลิกการใช้ 3 สาร เมื่อวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าที่ประชุมมีมติ 16:5 (งดออกเสียง 5 เสียง) ยืนตามมติเดิมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ว่ายังไม่ยกเลิกการใช้ 3 สาร โดยจะชะลอการยกเลิกการใช้ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2564 หรือจนกว่าจะหาสารทดแทนได้

ทันทีที่ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย อภิจิณ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมแถลงข่าวผลการประชุม “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร” ก็ออกแถลงการณ์ตอบโต้ ว่ารู้สึกผิดหวังและเศร้าสลดต่อมติในครั้งนี้ รวมทั้งผิดหวังในตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯ กลุ่มหนึ่ง รวมทั้งผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ 5 คนที่อยู่ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่สนับสนุนให้มีการใช้สารเคมีดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่าย 3 สารนี้

ไบโอไทย ก็โพสต์เฟซบุ๊ค เนื้อหาไม่ต่างกัน แถมยังกล่าวหาว่า รัฐมนตรี กฤษฎา ใช่เล่ห์เหลี่ยม ให้อธิบดี และคณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งเป็นตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ 5 คน เข้าไปเสนอให้ชะลอการยกเลิกการใช้สารกำจัดวัชพืชออกไป 2 ปี เพื่อให้พ้นความรับผิดชอบของตนเองไปก่อน…ทำเอารัฐมนตรี กฤษฎาควันออกหู บอกให้ปลัดกระทรวง อนันต์ สุวรรณรัตน์ ไปพิจารณาข้อความที่ไบโอไทย โพสต์ ว่า สามารถจะฟ้องร้องได้หรือไม่…

สาระของแถลงการณ์ และข้อความที่โพสต์ในเฟซบุ๊คของฝ่ายสนับสนุนการแบน 3 สาร ก็จะเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ที่มีการให้ข่าวและข้อมูลเช่นนี้ในทุกครั้งและทุกเวที โดยไม่เคยพูดถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร…

เท่าที่ทราบหลังจากที่กรมวิชาการเกษตรจำกัดปริมาณการนำเข้าสารกำจัดวัชพืช 2 ชนิดนี้ ราคาของสารทั้ง 2 ชนิดที่จำหน่ายในท้องตลาดพุ่งสูงขึ้นเท่าตัว ส่วนสารชีวภัณฑ์ที่มีผู้แนะนำให้เกษตรกรนำไปใช้แทนสารเคมีกำจัดวัชพืชนั้น มีเกษตรกรที่ไม่มั่นใจส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบ ปรากฏว่าสารชีวภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนผสมของสารเคมีกำจัดวัชพืชทั้ง 2 ชนิดที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้นี้ผสมอยู่ด้วย….นี่ถ้ามีการเปิดเผยคนแนะนำ และชื่อของสารชีวภัณฑ์ดังกล่าว…คงฮากันตึง…

เรื่อง 3 สารนี้คงเป็นหนังยาวที่ยังไม่จบง่ายๆ …วันหลังมาคุยกันใหม่….

มีข่าวฝากจากเครือข่ายอาหารปลอดภัย หรือ GAP Net วันที่ 1 มีนาคม 2562 จะมีการสัมมนาเรื่อง “ก้าวต่อไปของเกษตรกรไทย…วิกฤตหรือโอกาส” เวลา 09.00-13.30 น. ณ ห้องบุหลันพิทักษ์พล สถาบันค้นคว้าและผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

มีหัวข้อที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น นโยบายการพัฒนาการเกษตรและแนวทางการมีส่วนร่วมของเกษตรกร โดย ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฎ์กุล รองเลขาธิการสภาพัฒน์ เรียนรู้จากประสบการณ์ IUU โดย ดร.อดิศร พร้อมเทพอธิบดีกรมประมง ประสบการณ์มาตรฐาน THAIGAP โดย ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานสภาหอการค้าไทย วิกฤติและโอกาสการตลาด โดย จุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัทสยามแม็คโคร จำกัด ดำเนินการสัมมนาโดย ดร.อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาได้ตามวันเวลา และสถานที่ดังกล่าว

แว่นขยาย

ปศุสัตว์ยันไทยปลอดอหิวาต์หมู ย้ำจนท.ตรวจเข้ม50ด่านทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396944

x

ปศุสัตว์ยันไทยปลอดอหิวาต์หมู ย้ำจนท.ตรวจเข้ม50ด่านทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever-ASF) และโรคนี้ติดต่อเฉพาะในสุกรเท่านั้นไม่ติดต่อสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น ที่สำคัญการเฝ้าระวังและป้องกันโรค ASF เข้มงวด โดยเฉพาะห้ามนำเข้าเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ที่มาจากจีน ซึ่งพบการระบาดของโรคขณะนี้ ล่าสุดสถานเอกอัครรัฐทูตจีนประจำประเทศไทยออกคำเตือนถึงนักท่องเที่ยวชาวจีน เรื่องห้ามนำเนื้อสด ไส้กรอก แฮม และเบคอน เข้ามายังราชอาณาจักรไทยเด็ดขาด เพื่อป้องกันโรคดังกล่าวระบาดเข้ามาสู่ไทย ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษปรับในอัตราสูงถึง 2 แสนบาท ถือเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ

“ยืนยันว่าโรคนี้ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์อื่นอย่างแน่นอน ประชาชนบริโภคเนื้อสุกรได้อย่างปลอดภัยไม่ต้องกังวล แนะนำว่าการรับประทานต้องเน้นปรุงสุก เลี่ยงทานเนื้อหมูดิบ ที่สำคัญโรคนี้ยังไม่เข้ามาในเมืองไทย และทุกภาคส่วนเดินหน้าป้องกันและเข้มงวดตรวจสอบเต็มที่ โดยเฉพาะความร่วมมือฝ่ายทหาร ในจังหวัดที่มีชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน ด่านกักกันสัตว์ทุกด่าน และสนามบินทุกแห่ง ในการตั้ง 50 ด่านทั่วประเทศ ตรวจสอบการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ และทุกสนามบินเจ้าหน้าที่เพิ่มจำนวนสุนัขบีเกิล เพื่อตรวจสัมภาระผู้โดยสาร”นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว และว่า ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยกระดับป้องกันโรคเข้มข้น พร้อมสั่งการเจ้าหน้าที่ทุกด่านตรวจเข้มงวดการฆ่าเชื้อที่อาจแฝงมากับยานพาหนะของนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงทั่วประเทศ และยกระดับการเลี้ยงให้ปลอดภัยทางชีวภาพ ป้องกันโรคสูงสุด

5จว.แห่ปลูกข้าวโพดหลังนา เตือนเกษตรกรระวังหนอนกระทู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396945

x

5จว.แห่ปลูกข้าวโพดหลังนา เตือนเกษตรกรระวังหนอนกระทู้

วันศุกร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปีเพาะปลูก 2561/62 ที่ปลูกระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2561-กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งปีนี้ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรปลูกแทนข้าวรอบ 2 (ข้าวนาปรัง) โดยมี 4 มาตรการจูงใจ ได้แก่ สนับสนุนสินเชื่อเป็นค่าปัจจัยการผลิตดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 0.01 ต่อปี ให้สินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรับซื้อผลผลิต มีประกันภัยกรณีเกิดภัยพิบัติ พร้อมประสานเอกชนให้รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามคุณภาพ โดยกำหนดราคา ณ ความชื้น 14.5% ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท (กรุงเทพฯ และปริมณฑล) ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเป้าหมายส่งเสริมเนื้อที่ปลูก 2 ล้านไร่ ใน 33 จังหวัด

จากการติดตามสถานการณ์การผลิตในภาคเหนือตอนล่างของแหล่งผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญใน 5 จังหวัด ประกอบด้วย เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร และอุทัยธานี พบ มีพื้นที่ปลูกทั้ง 5 จังหวัด รวม 2.78 แสนไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 38 โดยข้อมูลจากเกษตรกรขึ้นทะเบียนข้าวโพดหลังนา กับกรมส่งเสริมการเกษตรถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์พบว่า จ.เพชรบูรณ์ มีเนื้อที่เพาะปลูก 101,589 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 จ.นครสวรรค์ มีเนื้อที่เพาะปลูก 83,290 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จ.กำแพงเพชร มีเนื้อที่เพาะปลูก 42,799.04 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จ.อุทัยธานี มีเนื้อที่เพาะปลูก 21,292 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 และจ.พิจิตร มีเนื้อที่เพาะปลูก 29,067 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 52 จะเห็นว่าภาพรวมทั้ง 5 จังหวัดมีเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นจากปี 2561 เนื่องจากเกษตรกรเห็นว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนดีกว่า คาดว่าเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม โดยผลผลิตจะออกมากสุดเดือนเมษายนประมาณ ร้อยละ 45 ของผลผลิตทั้งหมด

สำหรับราคาขาย ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ เพชรบูรณ์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคากิโลกรัมละ 8.10 บาท ที่ความชื้น 30% ราคากิโลกรัมละ 6.63 บาท นครสวรรค์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคากิโลกรัมละ 8.42 บาท ที่ความชื้น 30% ราคากิโลกรัมละ 6.89 บาท กำแพงเพชร ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคากิโลกรัมละ 8.33 บาท ที่ความชื้น 30% ราคากิโลกรัมละ 6.82 บาท อุทัยธานี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคากิโลกรัมละ 8.45 บาท ที่ความชื้น 30% ราคากิโลกรัมละ 6.92 บาท และ พิจิตร ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ราคากิโลกรัมละ 8.38 บาท ที่ความชื้น 25% ราคากิโลกรัมละ 6.86 บาท

ด้านนางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ (สศท.12) กล่าวเสริมว่า ขณะนี้พบการระบาดของหนอนกระทู้ในแปลงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ดังนั้น เกษตรกรควรสำรวจแปลงปลูกข้าวโพด หากพบกลุ่มไข่ให้ทำลายทิ้ง และใช้แมลงหางหนีบ (ตัวห้ำ) พบดักแด้ในดิน ทำลายโดยไถพลิกดิน และไถพรวน ถ้าพบหนอนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ใช้ชีวภัณฑ์ แมลงมวนพิฆาต (ตัวห้ำ) และสารเคมีตามคำแนะนำ ส่วนตัวเต็มวัย (ผีเสื้อกลางคืน)ให้ทำลายโดยใช้กับดักกาวเหนียว สีเหลือง 80 กับดัก/ไร่ สอบถามข้อมูลได้ที่ สศท.12 จ.นครสวรรค์ โทร. 0 5680 3525 หรือ zone12@oae.go.th หรือที่สายด่วนหนอนกระทู้ Fall armyworm ของกรมวิชาการเกษตร โทร. 06-1415-2517 หรือ http://www.doa.go.th

‘ประพัฒน์’เตือนเกษตรกรปลูกกัญชา ต้องทำตามกม.-ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกตามขั้นตอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396964

'ประพัฒน์'เตือนเกษตรกรปลูกกัญชา ต้องทำตามกม.-ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกตามขั้นตอน

‘ประพัฒน์’เตือนเกษตรกรปลูกกัญชา ต้องทำตามกม.-ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกตามขั้นตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 16.28 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ภายหลังพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฉบับใหม่เปิดทางให้ใช้พืชกัญชา–กระท่อมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ที่มีดารประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562  ในฐานะตัวแทนเกษตรกรรู้สึกชื่นชมที่รัฐบาลเข้าใจ แล้วนำปัญหาที่หมักหมมมาช้านานไปปรับปรุงแก้ไข ให้  “กัญชา” เป็นยาแม่ยังคงเป็นยาเสพติดประเภท 5 อยู่ แต่ก็ยอมที่จะเปิดทางให้นำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้

อย่างไรก็ตามสิ่งที่กังวัลใจจากนี้ไปคือขั้นตอนการขึ้นทะเบียน ของเกษตรกรซึ่งทราบกันดีว่าเกษตรกรบ้านเราส่วนใหญ่เพาะปลูกกัญชาอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลไม่ค่อยเข้าใจเรื่องกฎ ระเบียบ กติกาว่าขั้นตอนว่าจากนี้ไปควรทำอย่างไรประเด็นดังกล่าวส่วนตนเห็นว่าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตควรวางขั้นตอนซับซ้อนมากเกินไป ขอให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นหลักเพราะออกกฎระเบียบเข้มเกินไปและปล่อยให้เกษตรกรเตรียมดำเนินการเองก็มั่นใจว่าจะไม่มีเกษตรกรเครือข่ายไหนได้รับการพิจารณาให้ปลูกกัญชาได้ตานเจตนารมกฎหมายที่วางไว้

“แนวโน้มกฎกระทรวงเท่าที่อ่านตามหน้าข่าว ดูเหมือนว่าค่อนข้างจะทำงานยาก อาทิเช่น เกษตรกรในเครือข่ายที่รักษาผู้ป่วยอยู่ ทั้งหมดหากเอกสารผิดหรือไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ทั้งหมดจะผิดกฎหมาย วัตถุดิบ อุปกรณ์ในการสกัดกัญชาทั้งหมดก็จะถูกทำลายทิ้งนั่นคือสิ่งที่เป็นห่วงมาก ภาคราชการไม่ควรใช้กฎระเบียบหยุมหยิมจนลืมเจตนารมณ์ของกฎหมายไป ” นายประพัฒน์ กล่าว

นายประพัฒน์บอกด้วยว่าจากปัญหาที่เกิดขึ้นทางสภาเกษตรกรแห่งชาติจึงจะตั้งคณะทำงานเล็กๆขึ้นมาเพื่อเป็นพี่เลี้ยงและกระจายข่าวขั้นตอนการขึ้นทะเบียนให้กับเกษตรกรพร้อมทั้งจะเข้าประสานมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทย์ศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ทันตกรรมศาสตร์ ตามที่กฎหมายกำหนด โดยภาคกลางจะประสานมหาวิทยาลัยรังสิตซึ่งในวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 10.00 น. จะเข้าพบ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี  ส่วนในภาคเหนือจะเข้าประสานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคอีสานมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

จึงขอแนะนำเกษตรกรที่รักษาตนเอง ญาติพี่น้องและเครือข่ายด้วยพืชกัญชาให้รีบจัดทำเอกสารประวัติของผู้ป่วยบันทึกเป็นทางการแล้วจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยรวมตัวกัน 7 คนขึ้นไปประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่เพื่อจะขึ้นทะเบียนให้แล่วเสร็จภายใน30วันซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดจาก(http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/019/T_0001.PDF )

นายประพัฒนาย้ำว่าการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่ใช่การเปิดเสรีกัญชา ไม่ใช่เพื่อสันทนาการเป็นการแต่ใช้เพื่อใช้ทางการแพทย์และมีขั้นตอนในการขออนุญาต ที่เขียนเอาไว้ในกฎกระทรวงอย่างชัดเจนจึงควรศึกษารายระเอียดให้ชัดเจน

กรมข้าวจ่อรับรองพันธุ์ข้าวใหม่ เปิดตัว‘กข 79’ผลผลิตสูง1ตันต่อไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396865

กรมข้าวจ่อรับรองพันธุ์ข้าวใหม่ เปิดตัว‘กข 79’ผลผลิตสูง1ตันต่อไร่

กรมข้าวจ่อรับรองพันธุ์ข้าวใหม่ เปิดตัว‘กข 79’ผลผลิตสูง1ตันต่อไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 13.04 น.

“กรมการข้าว” จ่อรับรองพันธุ์ข้าวใหม่ เปิดตัว กข 79 ผลผลิตสูง1ตันต่อไร่ ต้านทานโรคและแมลงกว่าพันธุ์อื่น ตอบโจทย์ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ต้องการข้าวพื้นนุ่ม ราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิ พร้อมเร่งพิสูจน์ดีเอ็นเอ พันธุ์ข้าวจัสมิน85 ของเวียดนาม หรือพันธุ์ข้าวหอมพวงไทย ชี้ชัดใน3เดือน

21 ก.พ.62 นายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้เร่งรัดให้มีการประชุมคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าวในวันนี้(21ก.พ.62) เพื่อรับรองพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มพันธุ์ใหม่ที่มีความโดดเด่นที่ให้ผลผลิตสูงประมาณ 1 ตันต่อไร่ และมีความต้านทานต่อโรคและแมลงกว่าพันธุ์อื่น โดยกำหนดเป็นพันธุ์ กข79 พร้อมทั้งเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ และวางแผนการกระจายพันธุ์ไปสู่พื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้เพาะปลูกได้โดยเร็วที่สุด โดยเชื่อมโยงกับตลาดรับซื้อไว้ด้วย

ทั้งนี้ ทางสมาคมผู้รวบรวมฯ ได้เสนอให้กรมการข้าวเร่งรัดพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มเพื่อตอบโจทย์ตลาดในและนอกประเทศ มีความต้องการข้าวพื้นนุ่มที่มีคุณภาพและราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิซึ่งมีราคาสูงในรอบหลายปี โดยได้หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวหอมพวงที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจนในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง

นายประสงค์ กล่าวอีกว่า กรมการข้าวไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในการทำความเข้าใจและขอความร่วมมือทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกวดขันสถานที่รวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมข้าวเปลือกและร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518 ล่าสุดเก็บตัวอย่างข้าวจากท่าข้าวในจังหวัดนครสวรรค์มาทำการวิเคราะห์และตรวจสอบตามหลักวิชาการ ในเบื้องต้นนั้นยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นข้าวพันธุ์ใดกันแน่ แม้ตามความเข้าใจของเกษตรกรจะเรียกว่า “ข้าวหอมพวง” ซึ่งหมายถึงข้าวจัสมิน 85 ตามชื่อที่โรงสีใช้เรียกข้าวพันธุ์นี้ แต่ข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการนั้น ทั้งข้าวหอมพวงและข้าวจัสมิน 85 เป็นข้าวคนละพันธุ์กัน

“ในประเทศไทยมีข้าวที่ใช้ชื่อหอมพวงอยู่จริง แต่เป็นข้าวที่มีการเก็บรักษาพันธุ์อยู่ในธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าว ส่วนข้าวจัสมิน 85 นั้น เป็นพันธุ์ข้าวจากสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institute : IRRI) ซึ่งเวียดนามได้ขอเมล็ดพันธุ์มาพัฒนาพันธุ์เพื่อการค้าจนเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยได้ขอเมล็ดพันธุ์เพื่อทำการศึกษาเท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้เกิดความกระจ่าง กรมการข้าวจึงดำเนินตรวจสอบเพื่อหาพันธุ์ที่แท้จริงใน 2 แนวทาง คือ 1.การประเมินทางสัณฐานวิทยาด้วยการปลูกเปรียบเทียบกับข้าวพันธุ์หอมพวงในธนาคารเชื้อพันธุ์และข้าวจัสมิน 85ประมาณ 5-6 เดือน และ 2.การประเมินทางพันธุศาสตร์ด้วยการตรวจสอบ DNA ซึ่งการตรวจสอบตัวอย่างทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 3 เดือน”นายประสงค์ กล่าว

กรมการข้าวแก้ปัญหาข้าวหอมพวง เร่งรับรองพันธุ์ใหม่ปลูกแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396823

กรมการข้าวแก้ปัญหาข้าวหอมพวง เร่งรับรองพันธุ์ใหม่ปลูกแทน

กรมการข้าวแก้ปัญหาข้าวหอมพวง เร่งรับรองพันธุ์ใหม่ปลูกแทน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 10.06 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ประชุมร่วมกับสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว นำโดยนายเกษม ผลจันทร์ นายกสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวหอมพวงที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจนในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งกรมการข้าวไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยการทำความเข้าใจ ตลอดจนขอความร่วมมือทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกวดขันสถานที่รวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมข้าวเปลือกและร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518 ล่าสุดเก็บตัวอย่างข้าวจากท่าข้าวในจังหวัดนครสวรรค์มาทำการวิเคราะห์และตรวจสอบตามหลักวิชาการ

เบื้องต้นนั้นยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นข้าวพันธุ์ใดกันแน่ แม้ตามความเข้าใจของเกษตรกรจะเรียกว่าข้าวหอมพวง ซึ่งหมายถึงข้าวจัสมิน 85 ตามชื่อที่โรงสีใช้เรียกข้าวพันธุ์นี้ แต่ข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการนั้น ทั้งข้าวหอมพวงและข้าวจัสมิน 85 เป็นข้าวคนละพันธุ์กัน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในประเทศไทยมีข้าวที่ใช้ชื่อหอมพวงอยู่จริง แต่เป็นข้าวที่มีการเก็บรักษาพันธุ์อยู่ในธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าว ส่วนข้าวจัสมิน 85 นั้น เป็นพันธุ์ข้าวจากสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institute : IRRI) ซึ่งเวียดนามได้ขอเมล็ดพันธุ์มาพัฒนาพันธุ์เพื่อการค้าจนเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยได้ขอเมล็ดพันธุ์เพื่อทำการศึกษาเท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้เกิดความกระจ่าง กรมการข้าวจึงดำเนินตรวจสอบเพื่อหาพันธุ์ที่แท้จริงใน 2 แนวทาง คือ 1) การประเมินทางสัณฐานวิทยาด้วยการปลูกเปรียบเทียบกับข้าวพันธุ์หอมพวงในธนาคารเชื้อพันธุ์และข้าวจัสมิน 85 ประมาณ 5 – 6 เดือน และ 2) การประเมินทางพันธุศาสตร์ด้วยการตรวจสอบ DNA ซึ่งการตรวจสอบตัวอย่างทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 3 เดือน

ทั้งนี้กรมการข้าวมีความเป็นห่วงทุกฝ่ายที่ยังคงปลูกและมีการซื้อขายข้าวพันธุ์นี้ เนื่องจากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชจากกรมวิชาการเกษตร ดังนั้น หากเกษตรกรมีความต้องการปลูกข้าวพื้นนุ่ม ควรเลือกพันธุ์ที่ภาครัฐส่งเสริม เช่น กข21 กข31 กข39 กข43 กข53 กข77 เป็นต้น ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์มีคุณภาพตามหลักวิชาการ และมีเมล็ดพันธุ์คุณภาพจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ในที่ที่ประชุมสมาคมผู้รวบรวมฯ ได้เสนอให้กรมการข้าวเร่งรัดพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มเพื่อตอบโจทย์ความต้องการข้าวพื้นนุ่มที่มีคุณภาพและราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิซึ่งมีราคาสูงในรอบหลายปี กรมการข้าวได้ตอบรับข้อเสนอนี้ จึงเร่งรัดให้มีการประชุมคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าวในวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อรับรองพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มพันธุ์ใหม่ที่มีความโดดเด่นที่ให้ผลผลิตสูงประมาณ 1 ตัน/ไร่ และมีความต้านทานต่อโรคและแมลงกว่าพันธุ์อื่น โดยกำหนดเป็นพันธุ์ กข79 พร้อมทั้งเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์และวางแผนการกระจายพันธุ์ไปสู่พื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้เพาะปลูกได้โดยเร็วที่สุด พร้อมเชื่อมโยงกับตลาดรับซื้อไว้ด้วย