ซอกแซกอาเซียน : 21 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396705

566101

ซอกแซกอาเซียน : 21 กุมภาพันธ์ 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่ผ่านมา ผมจะเล่าเรื่องโดยเป็นลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง เช่น ช่วงแรก ผมเดินทางไปฟิลิปปินส์ ก็จะพูดถึงฟิลิปปินส์ยาวไป แต่มาคิดอีกที ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านปรับใหม่ คือ แบบที่เล่าก่อนหน้านี้อาจไม่ตื่นเต้น เร้าใจ เพราะอีกนานกว่าจะถึงประเทศอื่นๆ ดังนั้น ผมจะพูดๆ สลับกันไปมา โดยข้ามไปพูดถึงประเทศอื่นๆ ของอาเซียนบวกสาม รวมทั้งอาจกลับมาที่ประเทศฟิลิปปินส์ด้วย เมื่อมีเหตุพาดพิงถึงครับ

ผมขออนุญาตต่อเรื่องราวของฟิลิปปินส์ให้จบช่วงแรก คือ ที่เมืองคาตามาน ซึ่งเป็นเมืองหลักของจังหวัดซามาร์เหนือ มีการจัดงานส่งมอบข้าว จัดงานที่ศาลาประชาคมของเมือง วิธีการก็จะเหมือนๆ กันทุกประเทศ คือ ผู้ใหญ่แต่ละหน่วยงานจะขึ้นกล่าว รวมทั้งผู้แทนประเทศผู้บริจาคข้าวและผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ ตบท้ายด้วยผู้แทนชาวบ้านขึ้นมากล่าวขอบคุณ การกล่าวเหล่านี้แม้จะเหมือนกันในเกือบทุกประเทศ ทว่าอาจมีความแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น เช่น ถ้าเป็นแบบฟิลิปปินส์ รูปแบบน่าจะคล้ายๆ กับสหรัฐอเมริกา หมายถึงพิธีรีตองน้อย กล่าวไม่นาน แต่มีคนขึ้นกล่าวเยอะหลายคนมาก เพราะต้องให้เกียรติทุกคนที่คิดว่าสำคัญ หากเป็นกัมพูชา จะมีคนกล่าวน้อยเหมือนไทยเรา คือมีคนกล่าวรายงาน กับผู้จัดการทั่วไปกล่าวที่มาที่ไป แล้วเชิญผู้ใหญ่สุด ได้แก่ รัฐมนตรี หรือผู้ช่วยรัฐมนตรี กล่าวเปิดและปราศรัย แต่ที่พิเศษ คือ ผู้ใหญ่ของกัมพูชาแต่ละครั้งที่ขึ้นกล่าว เท่าที่ผมสังเกตจะพูดยาวมาก ยาวจนผมไม่แน่ใจว่าชาวบ้านยังสนใจฟังอยู่หรือเปล่า ผมมาสังเกตแล้วได้คำตอบว่า ทำไมผู้ใหญ่กัมพูชาทุกคนจึงพูดกันยาว สาเหตุที่ผมว่าผมเดาไม่ผิดก็คือ ทุกคนยึดถือสไตล์ของท่านนายกฯ ฮุนเซ็น ที่ทุกครั้งเวลาปราศรัยกับชาวบ้าน ท่านร่ายยาวเสียบางทีเกือบครึ่งวันก็มี ผู้หลักผู้ใหญ่กัมพูชาก็เลยเอาตามอย่างกันสืบกันมา การขึ้นกล่าวกับประชาชนนี้สำหรับของเมียนมา หรือพม่าก็จะมีอยู่ 3-4 คนเช่นกัน ผู้ใหญ่เมียนมาก็จะกล่าวเป็นภาษาถิ่น ส่วนตัวผมต้องกล่าวเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว จึงต้องมีเจ้าหน้าที่เมียนมาคอยแปลเป็นภาษาเมียนมาตาม เลยต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่น แต่ที่เมียนมาจะต่างจากที่อื่น คือ มักจัดงานมอบข้าววันหนึ่งหลายจุด ขณะที่ฟิลิปปินส์จัดใหญ่เพียงครั้งเดียว ที่เมียนมาจึงต้องนั่งรถตระเวนไปและต้องขึ้นกล่าวซ้ำๆ กันจนคนแปลในครั้งหลังๆ ไม่ต้องดูโพยเหมือนครั้งแรกๆ อีกแล้ว สำหรับประเทศลาว หรือที่เรียกกึ่งเต็มๆ ว่า สปป. ลาว นับว่ามีความสะดวกอย่างยิ่ง คือ นอกจากรัฐมนตรีลาว ท่านทูตที่เกี่ยวข้องแล้ว ผมซึ่งต้องขึ้นกล่าวด้วย สามารถกล่าวเป็นภาษาไทยได้เลย เพราะคนลาวเข้าใจดี แต่เพื่อไม่ให้ผิดระเบียบพิธีการ ผมจะขึ้นต้นด้วยภาษาอังกฤษนิดหน่อย เมื่อกล่าวถึงชื่อแขกสำคัญ จากนั้นก็ขออนุญาตทุกคนที่จะใช้ภาษาไทยพูดต่อไปจนจบ

เมื่อพูดกันหมดแล้วก็เป็นพิธีการส่งมอบข้าว ซึ่งอาจทำเป็นมอบต่อๆ กันไป เช่น เริ่มจากประเทศผู้บริจาค ส่งมาแอปเตอร์ ส่งต่อไปยังประเทศผู้รับ และส่งต่อไปยังผู้แทนประชาชน ที่ฟิลิปปินส์มีครั้งหนึ่ง ผมไปร่วมพิธีที่ใกล้เมืองมาราวี บนเกาะมินดาเนา ถ้าท่านผู้อ่านจำได้ คือเมืองที่ถูกกองโจรยึดทั้งเมือง แล้วมีคนอพยพหนีมาอยู่ในแคมป์พักพิง เพราะบ้านเรือนถูกถล่มพังราบ และขาดแคลนอาหาร ต้องเข้าไปช่วย ถือเป็นเหตุฉุกเฉินอย่างหนึ่งแม้มิใช่เกิดจากธรรมชาติ (จากการหารือทุกฝ่าย รวมทั้งสำนักเลขาธิการอาเซียน) ครั้งนั้นชาวเมืองมาราวีซาบซึ้งหน่วยงานแอปเตอร์มาก พอหลายคนกล่าวเสร็จ ถึงคราวผม ผู้แทนประจำเมืองมาราวี ชอบใจผมมาก ถึงขนาดประกาศจะยกให้ผมเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของเมืองมาราวี เลยทีเดียว แหม ทำเอาผมกลุ้มใจมาก เพราะทั้งเมืองราพณาสูร แถมยังเป็นดินแดนตอนใต้ที่มีกองโจรสารพัด เช่น กบฏอาบูไซยาฟที่จับคนเรียกค่าไถ่ ที่ถึงแม้ว่าสมัยที่ผมทำงานอยู่กระทรวงเกษตรฯ เคยเป็นผู้ตรวจราชการเขตชายแดนใต้ 5 จังหวัด พอมีประสบการณ์เรื่องนี้มาอยู่บ้าง ก็ได้แต่ต้องปฏิเสธผู้แทนเมืองมาราวีอยู่ในใจ แม้ตอนตอบเขาที่ถามว่าจะเอาหรือไม่เอา ผมตอบดังๆ ว่า sure ด้วยความยินดีก็ตาม

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : ไทยนิยมยั่งยืนยกระดับคุณภาพ-มาตรฐานน้ำนมดิบ เพิ่มขีดความสามารถการผลิต‘สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396707

รายงานพิเศษ : ไทยนิยมยั่งยืนยกระดับคุณภาพ-มาตรฐานน้ำนมดิบ  เพิ่มขีดความสามารถการผลิต‘สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ’

รายงานพิเศษ : ไทยนิยมยั่งยืนยกระดับคุณภาพ-มาตรฐานน้ำนมดิบ เพิ่มขีดความสามารถการผลิต‘สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำนมดิบ และต้องการยกระดับสหกรณ์โคนมให้เข้มแข็งมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้มีการจัดสรรงบประมาณ ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพให้สหกรณ์สามารถพัฒนากิจกรรมของสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนผ่านทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้แก่สหกรณ์เพื่อพัฒนาสหกรณ์ต่อไป

สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด จังหวัดสกลนคร เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ได้รับงบประมาณดังกล่าว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตน้ำนมให้เพิ่มมากขึ้นและได้มาตรฐาน สหกรณ์ฯจึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น อุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสมาชิกของสหกรณ์ฯ

นางประภัสสร คำผอง ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด บอกว่า ปัจจุบัน สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด มีสมาชิกเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนม 117 ราย ครอบคลุม 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวาริชภูมิ กุดบาก นิคมน้ำอูน สว่างแดนดิน ส่องดาว พังโคน อากาศอำนวย วานรนิวาส เจริญศิลป์ และพรรณนานิคม โดยธุรกิจหลักของสหกรณ์ คือ การรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิกเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมเพื่อจำหน่าย 2 ชนิด ได้แก่ นมพาสเจอร์ไรส์ และนมยูเอชที

สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด ได้รับงบประมาณสนับสนุนภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร จำนวน 3 รายการ ได้แก่ 1.เครื่องตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนม 2. รถห้องเย็นสำหรับขนส่งผลิตภัณฑ์นม ขนาด 6 ล้อ ขนาด 145 แรงม้า และ 3. ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์พร้อมอุปกรณ์สำหรับโรงงานผลิตนม ขนาด 100 ตารางเมตร รวมงบประมาณทั้งสิ้น 3,450,000 บาท โดยภาครัฐอุดหนุน 3,105,000 บาท และสหกรณ์สมทบอีก 345,000 บาท

หลังจากสหกรณ์ฯ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการดังกล่าว ส่งผลให้สหกรณ์ฯมีอุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน โดยสามารถตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนมได้จำนวน 120 ตัวอย่างต่อครั้ง และยังสามารถตรวจค่า Somatic Cell Count (SCC) ได้ในเครื่องเดียว ซึ่งก่อนได้รับงบประมาณไม่สามารถตรวจค่า SCC ได้ และสามารถรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิกและฟาร์มโคนมที่ทำสัญญาซื้อขายได้ถึง 10,950 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าปีละ 188,100 ล้านบาท (ก่อนเข้าโครงการ รวบรวมได้ 9,000 ตันต่อปี มูลค่า 162,900 ล้านบาท) และนำมาผลิตเป็นนมพาสเจอร์ไรส์ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน 20 – 21 ล้านถุงต่อปี จากที่เคยผลิตได้ 19 ล้านถุงต่อปี และผลิตนมยูเอชที พาณิชย์ได้ 16 ล้านกล่องต่อปี จากที่เคยผลิตได้ 14 ล้านกล่องต่อปี ซึ่งนอกจากจะสามารถผลิตนมยูเอชที ที่มีอายุการวางจำหน่ายได้นานแล้ว ยังมีรถห้องเย็นสำหรับส่งนมพาสเจอร์ไรส์ที่ได้มาตรฐานมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ จากการได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากโครงการฯ ทั้ง 3 รายการ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำนมดิบเพื่อนำมาผลิตนมพาสเจอร์ไรส์สำหรับโรงเรียน รวมทั้งนมยูเอชที ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพและหันมาดื่มนมที่ผลิตจากสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อปริมาณการจำหน่ายในอนาคต ซึ่งนับเป็นการยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ช่วยแก้ไขปัญหานมโรงเรียน รวมทั้งปัญหาน้ำนมล้นตลาดทำให้สมาชิกผู้เลี้ยงโคนมสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และมีรายได้ที่ยั่งยืน

กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดงาน วันสาธิตปลูกข้าวโพดหลังนา จัด5ฐานเรียนรู้แนะหลักวิชาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396704

x

กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดงาน วันสาธิตปลูกข้าวโพดหลังนา จัด5ฐานเรียนรู้แนะหลักวิชาการ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดงาน

วันสาธิตปลูกข้าวโพดหลังนา

จัด5ฐานเรียนรู้แนะหลักวิชาการ

ตั้งแต่ใช้เมล็ดพันธุ์ถึงการตลาด

กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดงานวันสาธิตโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาและบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ครั้งที่ 2 ปี 2562 ณ แปลงเรียนรู้โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา จุดที่ 2 หมู่ที่ 6 ตำบลหัวปลวก อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจัดงานวันสาธิตโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาและบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา และบริการด้านการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้วิธีการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่นาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถเปรียบเทียบกับการปลูกข้าวรอบที่ 2 ได้อย่างชัดเจน โดยจังหวัดสระบุรี มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 47 ราย มีพื้นที่ปลูก 607 ไร่ 3 งาน

กิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วยฐานเรียนรู้จำนวน 5 ฐาน ได้แก่ 1.การเตรียมพื้นที่ การใช้เมล็ดพันธุ์ดี เครื่องจักรกลและการให้น้ำ 2.การตรวจวิเคราะห์ดิน 3.การบริหารจัดการศัตรูพืช 4.การตลาด 5.การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย นอกจากนั้นยังมีการจัดนิทรรศการและคลินิกเกษตร 13 คลินิก ของส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านการเกษตร รวมถึงการจำหน่ายสินค้าเกษตรจากกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และภาคเอกชน

นอกจากนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรยังได้สาธิตการปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติ อย่าง แตนเบียน และ แมลงหางหนีบ ในแปลงเรียนรู้ฯ เพื่อควบคุมศัตรูพืช

กษ.บูรณาการพลังท้องถิ่น หนุนชุมชนปางห้าต้นแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิถีหม่อนไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396703

x

กษ.บูรณาการพลังท้องถิ่น หนุนชุมชนปางห้าต้นแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตรวิถีหม่อนไหม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุรพล จารุพงศ์ ที่ปรึกษากรมหม่อนไหมด้านการประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมให้ชุมชนปางห้า อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นต้นแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม เนื่องจากชุมชนปางห้า เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ และมีเอกลักษณ์ ซึ่งคนในชุมชนยังคงยึดถือวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมเอาไว้เป็นอย่างดี มีทั้งโฮมสเตย์เป็นที่พักให้กับนักท่องเที่ยว และกิจกรรมฐานการเรียนรู้ต่างๆ อย่าง การทำขนมพื้นบ้าน การตีมีด การเยี่ยมชมวิถีชีวิตชาวบ้านด้านการเกษตรที่สวนฝรั่งกิมจู การทำผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา ซึ่งมีการนำรถอีต๊อกมาเป็นรถที่ใช้ในการพานักท่องเที่ยวในชุมชน และมีจุดเด่นที่สำคัญคือ “มาสก์หน้าใยไหมทองคำ” ที่มีสารเซริซินจากแผ่นใยไหม ช่วยดูแลผิวหน้าได้เป็นอย่างดี และได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรมในปี พ.ศ. 2556 โดยการผลิตแผ่นใยไหมยังเป็นอาชีพหลักของชุมชนปางห้าอีกด้วย

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมได้สนับสนุนชุมชนปางห้าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนวิถีหม่อนไหมอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรบริหารส่วนตำบลเกาะช้าง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานศึกษา เพื่อค้นหาและรวบรวมแกนนำด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนวิถีหม่อนไหมอย่างยั่งยืน ผ่านเครื่องมือกระบวนการระดมจิตใจ (mind storming) โดยมุ่งเน้นที่การพัฒนาคนในชุมชน ให้สามารถเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนต่อไป

‘กฤษฏา’สั่งห้ามขึ้นทะเบียนใหม่สารเคมี3ชนิด ลุยเลิกใช้ใน2ปี-ยันลดนำเข้าตั้งแต่ปี61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396773

'กฤษฏา'สั่งห้ามขึ้นทะเบียนใหม่สารเคมี3ชนิด ลุยเลิกใช้ใน2ปี-ยันลดนำเข้าตั้งแต่ปี61

‘กฤษฏา’สั่งห้ามขึ้นทะเบียนใหม่สารเคมี3ชนิด ลุยเลิกใช้ใน2ปี-ยันลดนำเข้าตั้งแต่ปี61

วันพุธ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 19.23 น.

20 ก.พ. 62 นายกฤษฏา บุญราช  รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร ห้ามทันทีจากวันนี้ จะไม่มีการรับการขอจดขึ้นทะเบียนสารเคมีเกษตรวัตถุอันตรายทีมี 3  ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพรีฟอส ขึ้นอีก และเป้าหมายเป็นไปตามหนังสือของกระทรวงเกษตรฯที่เสนอต่อ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่าเมื่อครบกำหนด 2 ปีคือประมาณกลางปี  64  หรืออาจเร็วกว่านั้นหากมีสารทดแทน   จะยกเลิกทั้ง  3 สารทันที  โดยระหว่างหว่างนี้จะจำกัดการใช้ทั้ง 3 สาร และเร่งดำเนินการแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯได้ทำแผนปฏิบัติการเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้วเมื่อพ.ค.  2561 และกรรมการฯเห็นชอบเมื่อ กลางเดือน ม.ค.  62 ที่ผ่านมาขณะนี้รอแผนปฏิบัติการ 5 ฉบับ ที่คณะกรรมการฯจะปรับแก้และประกาศในราชกิจการเพื่อจะได้ปฏิบัติการ

โดยระหว่างที่รอประกาศ เราต้องทำงานคู่ขนานกันไปเลย  ขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะประธานขับเคลื่อนจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ไปดำเนินการเลยว่า ทั้งมาตรการจำกัดการใช้ การส่งเสริมการให้ความรู้ผู้ใช้สาร  ผู้จำหน่าย ผู้นำเข้า  และได้สั่งการให้กรมวิชาการกษตรไม่รับขึ้นทะเบียนใหม่ให้กับ 3 สาร และกรณีที่มีรายการนำเข้าค้างก็ให้ดำเนินการตามแผนปกติ   ซึ่งกรมวิชาการรายงานว่ามีผู้ค้า  3  สารเคมี ประมาณ  200 กว่าบริษัท  ตัวเลข  20 ก.พ.  มีปริมาณนำเข้าประมาณ   23,000  ตัน    ไม่ได้มากถึง  7-8 หมื่นตันอย่างที่มีการพูดกันทั่วไป  และการนำเข้าสารก็ลดลงมาตั้งแต่ต.ค. 61- ปัจจุบัน หลังจากที่มีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อปี  23 พ.ค.  2561   และมีมติว่าจำกัดการใช้   ระหว่างนี้ก็ต้องบริหารการอนุญาตนำเข้าของเก่า และต้องมีการจัดระเบียบนำเข้าของใหม่

รมว.เกษตรฯกล่าวเรื่องนี้กระทรวงเกษตรฯเลิกเองไม่ได้เพราะเป็นอำนาจของคณะกรรมการวัตถุอันตราย  ซึ่งฝากว่า หากประชาชนคนใด มีญาติ มีเพื่อนที่มีแผลจากสารเคมีเหล่านี้ แล้วไปให้แพทย์ตรวจแล้วมีใบรองแพทย์ว่าเป็นผลจากสารเหล่านั้น ก็จะสามารถใช้เป็นเหตุในการที่จะเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการเพิกถอนสารดังกล่าวได้ หรือห้ามนำเข้า  โดยมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 สารนั้น  รมว.เกษตรฯระบุว่า รอประกาศที่จะออกมา

นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในการจำกัดการใช้สารเมีนั้น เกษตรกรจะมีสิทธธิซื้อสารตามสัดส่วนของชนิดพืช  6 ชนิดคือ  ยางพารา ปาล์มน้ำมัน  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย  ไม้ยืนต้น ไม้ผล  โดยใช้ทะเบียนเกษตรกรในการซื้อ โดยจะใช้การจดแจ้งชนิดสาร ไม่ใช่การระบุยี่ห้อ ซึ่งจะมีร้านจำหน่ายเป็นผู้จดแจ้งและแจ้งต่อกรม โดยระยะสั้นจะเป็นการระบุโดยร้าจำหน่าย สนระยะต่อไปจะลงระบบออนไลน์เชื่อมโยงได้ทั้งหมด ซึ่งกรมกำลังเร่งทำ

นายลักษณ์  วจนานวัช รมช.เกษตรฯกล่าวว่า  ต่อไปกระทรวงจะมุ่งส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัยให้มากที่ที่สุด สมกับที่เป็นครัวของโลก  จากพื้นที่การเกษตรปัจจุบัน 149 ล้านไร่   ในขณะที่พื้นที่เกษตรอินทรีย์ปัจจุบันมีประมาณ  7 แสนไร่  ก็จะส่งเสริมพัฒนาเช่นกัน    ซึ่งขอให้ข้าราชการทุกคนมุ่งไปสู่การพัฒนาให้เป็นเกษตรปลอดภัยให้มากที่สุด  เพราะสินค้าเกษตรของไทยได้รับการยอมรับจากทั่วโลก  ซึ่งหมายถึงการทำการเกษตรที่มีความรู้และใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ถูกต้อง

สำหรับในปีที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการจำกัดปริมาณการนำเข้าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23  พ.ค. 2561 โดยสามารถลดการนำเข้า สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในปี 2562 ได้เท่ากับ21,709 ตัน  48,501 ตัน  และ 1,178 ตัน  ตามลำดับ ซึ่งลดลงจากสถิติเฉลี่ยการนำเข้า ปี 2557  ถึง 2559   โดยสารพาราควอต  ไกลโฟเซต   ลดลง 25% และคลอร์ไพริฟอส   ลดลง  55%

สั่งสอบขรก.กว้านซื้อที่โครงการชลประทานนครศรีฯรอเวรคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396760

สั่งสอบขรก.กว้านซื้อที่โครงการชลประทานนครศรีฯรอเวรคืน

สั่งสอบขรก.กว้านซื้อที่โครงการชลประทานนครศรีฯรอเวรคืน

วันพุธ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 18.43 น.

“กฤษฏา ขู่เด้ง ขรก.เกษตร นั่งเล่นไลน์ เล่นเฟส จี้ปรับโครงสร้างทุกระดับช่วยเกษตรกรได้จริงอย่าโยนงานให้ ธกส. สั่งอธิบดีกรมชลฯตั้งสอบข้อเท็จจริง คนในกระทรวงเกษตรไปกว้านซื้อที่ไว้รอเวรคืน โครงการชลประทานใน จ.นครศรีธรรมราช” 

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯประชุมมอบนโยบายข้าราชการทั่วประเทศผ่านระบบประชุมทางไกล ว่าตนมาเป็นรมว.เกษตรฯ1ปี 4 เดือน ได้บอกตรงๆทุกเรื่องเพื่อกระตุ้นทุกหน่วยงานปรับปรุงแนวทางการทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งปัญหาอุปสรรคต่างๆ ทำให้ลำบากใจยังไม่มี ต้องขอบคุณด้วยความจริงใจ เวลาไปเจอผู้ว่าราชการ 76 จังหวัดตนจะถามถึงการทำงานของพวกเรา  ร้อยละ 99 จะบอกว่าหัวหน้าส่วนของกระทรวงเกษตรฯในภูมิภาค ทำงานดีขึ้น ซึ่งตนขอให้ยืนหยัดเป็นคนที่ดี จะมีที่ยืนในสังคมอย่าคิดว่างานกระทรวงเกษตรฯทำอย่างไรก็ถูกด่าถูกโจมตี หรือมีเวรมีกรรมให้ทำใจ ตนไม่ชอบคำๆนี้ ที่ผ่านมาตนพิสูจน์ว่าทุกอย่างสามารถแก้ได้เพราะเปลี่ยนการทำงานใหม่เชื่อมโยงระดับจังหวัดอย่างเข็มแข็ง มีอนุกรรมการพัฒนาเกษตรและสหกรณ์(อกพ.)ผู้ว่าฯรองผู้ว่าฯเป็นประธาน ร่วมกันดูแลแก้ปัญหาเกษตรอย่างชัดเจน รับมือล่วงหน้า ทันเหตุการณ์ ในเวลาปีกว่าได้เห็นแล้วว่าเกษตรกรจับต้องได้ ในนโยบายปฏิรูปการเกษตร  การตลาดนำการผลิต เช่น แก้ราคาไข่ไก่ตกต่ำได้ ลดทำนาปรังกว่า9แสนไร่ ไปปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์ และแก้พื้นที่ปลูกข้าวโพดบนภูเขา

“การทำเกษตรทุกชนิด ต้องมีแผนครบวงจร อย่าคิดแต่ที่ส่วนกลาง ทุกหน่วยงานต้องลงช่วยให้ความรู้เกษตรกรทั้งวิธีเพาะปลูก ปัจจัยการผลิต หาตลาด ก่อนลงมือ ซึ่งเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด น่าแปลกใจมากที่กระทรวงเกษตรฯไม่มีการพัฒนาพันธุ์เองต้องอาศัยเมล็ดพันธุ์จากเอกชน จะเห็นว่าโครงการเลิกนาปรัง มาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้องใช้กลไกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.)ทั้งหาเอกชนผลิตเมล็ดพันธุ์ ผลิตปุ๋ย มารองรับโครงการ ดังนั้นให้หน่วยที่เกี่ยวข้องไปเขียนแผนกระทรวงฯปรับโครงสร้างการทำงานทุกระดับ เน้นพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่เกษตรกรต้องการใช้ และเจ้าหน้าที่ไม่ทำงานวันๆนั่งเล่นไลน์เล่นเฟส จะย้ายออกไปยุคนี้ต้องการคนทำงานช่วยเกษตรกรได้จริง “นายกฤษฏา กล่าว

นายกฤษฏา กล่าวว่าการขับเคลื่อนงานเกษตร ต้องอาศัยกลไก ผู้ว่าฯจังหวัด จะรวดเร็วขึ้นผลักดันทั้งโครงสร้าง โดยนายกรัฐมนตรี เป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่ชาวประมงพื้นบ้าน ให้เร่งเขียนโมเดล รูปแบบช่วยเหลือ 640ชุมชน 22จังหวัด จะเริ่มจ.นครศรีธรรมราช และ ปัตตานี ก่อน เพื่อแก้ไขผลกระทบจากการออกกฎหมายใหม่ เครื่องมือทำประมงที่ห้ามใช้ กี่รายอยากเลิกอาชีพ โดยจะใช้โมเดลเหมือนกับคนกรุงเทพ บุกรุกคลองลาดพร้าว ย่านดินแดง รัฐบาลสร้างคอนโด ให้อยู่ ซึ่งคาดว่าจะกันที่ชายเลนสร้างที่พัก คอนโดให้ชาวประมงเหล่านี้ ในส่วนการเยียวเจ้าของเรือประมง ได้รับผลกระทบจากกฎหมายประมงใหม่ ปี58 ในหลักเกณฑ์ 1.ต้องเป็นเรือประมง ไม่สามารถทำประมงได้ตั้งแต่ปี 58 โดยหยุดจอดเรือไว้2.ไม่เคยทำผิดกฎหมาย3ฉบับ กฎหมายประมง กฎหมายเจ้าท่า กฎหมายแรงงาน รัฐบาลจ่ายเยียวให้ก่อนกำลังนำเข้าครม.ไม่ต่ำกว่า300ลำในรอบแรก ให้กรมประมง เตรียมชี้แจงเรือประมง ที่ยังไม่ได้รับเยียวยา อาจยกขบวนมาร้องเพราะรอมา4-5 ปี ให้ทำเรื่องอุธรณ์มา ถึง รมว.เกษตรฯในฐานะอนุกรรมการกลั่นกรองนำเรือประมงออกนอกระบบ ซึ่งมีข่าวลือต่างๆมาก กรมประมง เจ้าหน้าที่ประมง เร่งชี้แจงในพื้นที่ตนเองดูแลด้วย

ทั้งนี้สำหรับเรื่องใหญ่ที่ชาวบ้านจ.นครศรีธรรมราช จ.พัทลุง ร้องคัดค้านและให้ยกเลิกโครงการพัฒนาแหล่งน้ำชลประทาน เช่นโครงการบรรเทาอุทกภัยนครศรีธรรมราช เขื่อนวังหีบ เขื่อนคลองสังข์ ประตูน้ำปากประ เน้นย้ำให้อธิบดีกรมชลประทาน เร่งตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบเกิดกับชาวบ้านให้ชัดเจน ที่สำคัญมีการพูดกันว่ามีคนกระทรวงเกษตรฯ แอบไปซื้อที่ไว้เพื่อรับประโยชน์จากค่าเวรคืน

“อธิบดีกรมชลฯต้องให้หัวหน้าหน่วยงาน ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีแบบนี้มีจริงหรือไม่ มีใครแอบลักไก่ ไปกว้านซื้อที่ดินไว้ก่อน หรือให้นอมินี ไปซื้อ เรื่องอย่างนี้บ้านนอก เขารู้กันทั่ว สมัยผมเป็นผู้ว่าฯสงขลา แม้แต่เข็มตกเล่นเดียวดังไปทั่วภาคใต้ ดังนั้นคนกระรวงเกษตรฯต้องทำเพื่อประโยชน์ ประชาชนส่วนร่วม อย่าทำผิดกฎหมาย ขอย้ำว่าโครงการต่างๆไปแก้ความเดือดร้อนได้จริง ผมไม่เลิกแน่ ถ้าชาวบ้านมาต่อต้าน ต้องคุยกันปัญหาเดือดร้อนยังมีไหม ไปชี้แจงกันด้วยเหตุผล ทั้งหมด การทำงานไม่มีนอกใน ใครไปมีที่ดินแถวนั้นหรือเป็นที่ดินมรดกตกทอด มาชี้แจงตรงไปตรงมากัน  หากชาวบ้าน อยากได้ค่าเวรคืนสูงๆมาขอพบหลังห้อง ขอให้ใจแข็งทำงานเพื่อประโยชน์ประชาชนเท่านั้น”นายกฤษฏา กล่าว

นายกฤษฏา กล่าวว่าให้เกษตรจังหวัด เร่งให้เกษตรกร มาปรับโครงสร้างหนี้ ที่เป็นลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)ในมาตรการแก้หนี้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) โดยเฉพาะจ.กาญจนบุรี เพชรบุรี ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี ฉะเชิงเทรา โดยได้ช่วยแก้หนี้สินไปแล้ว รวม 3.6 หมื่นราย ยอดหนี้ 7-8พันล้าน ซึ่งมีหนี้ไม่เกินรายละ 2.5 ล้านบาท  ให้กระจายข่าวผ่าน ศพก.ทุกชุมชนให้เกษตรกร รีบมาปรับโครงสร้างหนี้ ถ้าชราภาพ ป่วยติดเตียง ธกส.อาจยกหนี้ให้ ในส่วนหนี้ไม่มี บุคคลค้ำ กำลังไปร่างกฎกติกาใหม่ หาคนค้ำใหม่ ที่มีอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าจำนวนหนี้ที่เหลืออยู่เพื่อเข้าสู่ปรับโครงสร้างหนี้ได้

กษ.เทงบ270ล้าน! แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีหมื่นตันช่วยชาวนา23จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396606

กษ.เทงบ270ล้าน! แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีหมื่นตันช่วยชาวนา23จว.

กษ.เทงบ270ล้าน! แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีหมื่นตันช่วยชาวนา23จว.

วันพุธ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 12.07 น.

20 ก.พ.62 นายประสงค์ ประไพพงษ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ได้รายงานให้นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทราบถึงความพร้อมและแนวทางปฏบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวหอมมะลิ ปีการผลิต 2562/2563 โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรที่มีแปลงปลูกข้าวเสียหายสิ้นเชิงอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง ช่วงภัยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2561 ในพื้นที่ 2 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 23 จังหวัดทั่วประเทศเช่น เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ขอนแก่น นครราชสีมา ร้อยเอ็ด มหาสารคาม บุรีรัมย์ เป็นต้น

ซึ่งจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้เกษตรกรไปปลูกในฤดูนาปี ปี 2562/2563 ไร่ละ 5 กิโลกรัม ตามพื้นที่ปลูกข้าวจริงที่ประสบฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง แต่ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 50 กิโลกรัม สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณที่ครม. อนุมัติ 275 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิรวมค่าขนส่ง 10,000 ตัน วงเงิน 270 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์ ซึ่งรัฐบาลจะจัดทำงบประมาณปี 63 มาชดเชยให้ ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงการ วงเงิน 5 ล้านบาทนั้น กรมการข้าวปรับจากแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562

นายประสงค์ กล่าวว่า กรมการข้าวเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีไว้แล้ว ขณะนี้กำลังตรวจสอบคุณสมบัติของเกษตรกรที่จะได้รับการช่วยเหลือซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวหอมมะลิไว้ต่อกรมส่งเสริมการเกษตร แปลงปลูกเสียหายโดยสิ้นเชิง และอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ง ซึ่งจะต้องทำประชาคมในระดับอำเภอเพื่อรับรองว่า เป็นผู้ได้รับความเสียหายจริง
ทั้งนี้กรมการข้าวจะต้องติดตามตรวจสอบว่า เมล็ดพันธุ์ที่สนับสนุนไปนั้น ชาวนานำไปเพาะปลูกในฤดูกาล 62/63 ไม่ได้มีการนำไปจำหน่ายเนื่องจากในปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ข้าวหอมมะลิราคาดี โดยอยู่ที่ 15,000 ถึง 16,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก อีกทั้งจะไปแนะนำวิธีการใช้เมล็ดพันธุ์อย่างประหยัด โดย 5 กิโลกรัมต่อไร่นั้นมีความเหมาะสม หากใช้อย่างถูกวิธี

เร่งเยียวยาผลกระทบเขื่อนราษีไศล ชูศาสตร์พระราชาพัฒนาสร้างอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396468

x

เร่งเยียวยาผลกระทบเขื่อนราษีไศล ชูศาสตร์พระราชาพัฒนาสร้างอาชีพ

วันพุธ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมติดตามการแก้ปัญหาผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนาว่า กระทรวงเกษตรฯได้ประชุมหารือแนวทางแก้ปัญหา 3 ประเด็นหลักคือ (1) ศึกษผลกระทบข้อเท็จจริงการสูญเสียรายได้จากการใช้ประโยชน์ป่าบุ่งป่าทามเป็นแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศล โดยให้คณะทำงานจัดทำร่างขอบเขตงานจ้างที่ปรึกษา(TOR) ศึกษาข้อเท็จจริง ซึ่งจะลงนามสัญญาจ้างเดือนมีนาคม (2)การแก้ปัญหาค่าชดเชยผู้ได้รับผลประทบจากเขื่อนราษีไศล แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 กรณีที่ดินทับซ้อน และส่วนที่ 2 กรณี 22 แปลงที่ยังไม่ยอมรับค่าชดเชยและผ่านการเข้าอุทธรณ์แล้ว โดยในส่วนที่ทับซ้อนกับแปลงที่ดินจ่ายไปแล้ว 1,042 แปลง ส่วนกรณี 22 แปลงที่ยังไม่ยอมรับค่าชดเชยและผ่านการเข้าอุทธรณ์แล้วนั้น อยู่ระหว่างรอเสนอ ครม. พิจารณา 21 แปลง 20 ราย เป็นเงิน 6,460,672 บาทและรอเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา1 แปลง 1 ราย วงเงิน 18,288 บาท

(3) การดำเนินโครงการที่น้อมนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชาที่มุ่งพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งได้ขับเคลื่อน โคก หนอง นา โมเดล โดยกรมชลประทานอนุมัติโครงการชลประทานเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์  เพื่อพัฒนาอาชีพในเขตพื้นที่เขื่อนราษีไศล จ.ศรีสะเกษระยะที่ 1 อยู่ระหว่างเสนอครม.เพื่อพิจารณา พื้นที่ดำเนินการ 500 ไร่ งบประมาณ13,250,000 บาท แบ่งเป็นโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง 6,625,000 บาทพื้นที่ 250 ไร่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหัวนา 6,625,000 บาท พื้นที่ 250 ไร่เพื่อให้เกษตรกรริมแม่น้ำมูลมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตามแนวทางศาสตร์พระราชาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบการพัฒนา“โคก หนอง นา โมเดล” มีการจัดฝึกอบรมพัฒนาอาชีพเพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน เน้นเกษตรกรที่ตั้งใจทำเกษตรอินทรีย์ เชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบและส่งเสริมให้ชาวบ้านพึ่งตนเองได้

ติดดาบเสริมศักยภาพสหกรณ์ลำพูน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396469

x

ติดดาบเสริมศักยภาพสหกรณ์ลำพูน

วันพุธ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสุมิตรา อภิชัย สหกรณ์จังหวัดลำพูนเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็งตามแผนปฏิบัติงานพื้นฐานด้านการแก้ปัญหาความยากจนลดความเหลื่อมล้ำและสร้างการเติบโตจากภายใน โดยกำหนดให้หน่วยงานในสังกัด สร้างความเข้าใจในแนวทางขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและแนวทางแก้ปัญหา สร้างการมีส่วนร่วมป้องกันแก้ปัญหาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ส่งเสริมและพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็ง พัฒนาการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้ทุกมิติ พัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ภาคเกษตรให้เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอในการเป็นศูนย์กลางให้บริการด้านเกษตรแก่สมาชิกสหกรณ์ ดังนั้น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำพูน จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในจ.ลำพูน ประจำปีงบประมาณ 2562 เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและพัฒนาสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรระดับจังหวัด สร้างความเข้าใจแนวทางแก้ปัญหาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้การกำกับ ดูแล ตรวจสอบและคุ้มครองระบบสหกรณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดำเนินกิจการเป็นไปตามข้อบังคับ ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็งตามศักยภาพให้เป็นกลไกพัฒนาเศรษฐกิจสังคมระดับชุมชนและขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญพัฒนาภาคการผลิตระดับจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

กษ.ชง6มาตรการจำกัดใช้ยาฆ่าแมลง จับมือมหาดไทยเช็คสต๊อกสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396467

x

กษ.ชง6มาตรการจำกัดใช้ยาฆ่าแมลง จับมือมหาดไทยเช็คสต๊อกสารเคมี

วันพุธ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์มีมติยังไม่แบนการใช้ 3 สารกำจัดศัตรูพืช ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต แต่ต้องขึ้นทะเบียน รวมทั้งเห็นชอบมาตรการจำกัดการใช้วัตถุอันตราย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรเสนอ 6 มาตรการคือ 1) มาตรการด้านกฎหมาย เตรียมเสนอร่างประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ การออกกฎหมาย มีสาระสำคัญในการประกาศควบคุม จำกัดปริมาณการใช้ รวมทั้งกำหนดพื้นที่ ชนิดพืชที่ใช้ได้ โดยห้ามใช้ในนาข้าวและพืชผัก แต่ยกเว้นพืชไร่พืชสวนบางชนิด เช่น อ้อย ยางพารา และมันสำปะหลัง 2) มาตรการอบรมให้ความรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนนำไปใช้มีองค์ความรู้ในการใช้อย่างปลอดภัย 3)ให้กรมวิชาการเกษตรไปศึกษาหาแนวทางเลือกในการทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีดังกล่าว รวมทั้งหาแนวทางนำสารเคมีชนิดอื่นมาทดแทน 4)มาตรการติดตามและบันทึกข้อมูลการใช้วัตถุอันตรายอย่างเป็นระบบ 5) มาตรการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และ 6)มาตรการสนับสนุนการศึกษาวิจัย รวมทั้งศึกษาผลกระทบของสารที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิต และผู้บริโภค ซึ่งได้เสนอขอรับทุนการวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังแต่งตั้งคณะอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมี มีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน และวางแนวทางดำเนินงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สำหรับประเด็นการตรวจสอบสต๊อกสารเคมีในสถานประกอบการนั้น กระทรวงเกษตรฯเร่งรัดให้สารวัตรเกษตรลงพื้นที่สำรวจ แล้วรายงานกระทรวงเกษตรฯ อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม
กรมวิชาการเกษตรดำเนินมาตรการลดนำเข้าวัตถุอันตรายอย่างจริงจังมาตลอด ซึ่งลดการนำเข้าสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในปี 2562 ได้ 21,709 ตัน 48.501 ตัน และ 1,178 ตัน ตามลำดับ ลดลงจากสถิติเฉลี่ยการนำเข้าปี 2557-2559 คิดเป็นร้อยละ 25 (พาราควอตและไกลโฟเซต) และร้อยละ 55 ตามลำดับ นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ขอให้เร่งรัดดำเนินการ ทั้งงบประมาณ การขอความร่วมมือช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน ซึ่งอาจช่วยให้ระยะเวลาดำเนินการเร็วขึ้น ใน 2 ปี (ธ.ค. 2563)